Blog

  • ”พิชัย“ คาดการณ์ ศก.ปี 69 แย่ ขยายตัวต่ำ แนะเร่งแก้ปัญหาส่งออก-ลงทุน-ท่องเที่ยว-ราคาสินค้าเกษตร

    ”พิชัย“ คาดการณ์ ศก.ปี 69 แย่ ขยายตัวต่ำ แนะเร่งแก้ปัญหาส่งออก-ลงทุน-ท่องเที่ยว-ราคาสินค้าเกษตร

    กรุงเทพฯ, วันที่ 5 ธ.ค. นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว. พาณิชย์ กล่าวถึงสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทยในปี 2569 ว่าน่าจะย่ำแย่ การขยายตัวทางเศรษฐกิจจะต่ำ หลายสำนักทำนายว่าจะขยายตัวได้เพียง 1% กว่าเท่านั้น บางสำนักถึงกับบอกว่าน่าจะแย่ที่สุดในรอบ 30 ปี โดยเครื่องจักรเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนประเทศไทยหลายตัวทำท่าจะหยุดชะงัก ทั้งที่เศรษฐกิจไทยในภาพรวมดำเนินมาได้ดีตั้งแต่หลังเลือกตั้งปี 2566 โดยการส่งออกปี 2567 ขยายได้ 5.4% และ การส่งออกปี 2568 น่าจะขยายได้ประมาณ 11-12%  แต่การส่งออกในปี 2569 ทำท่าจะย่ำแย่ อาจจะขยายตัวต่ำหรืออาจจะถึงกับติดลบได้

    นอกจากนี้ การลงทุนในปี 67 มีการส่งเสริมการลงทุนถึง 1.14 ล้านล้านบาท สูงที่สุดในรอบหลายปี และมีการลงทุนจริงเกือบทั้งหมด ในปี 2568 มีการขอการส่งเสริมการลงทุน 1.37 ล้านล้านบาทใน 9 เดือนแรก แต่การลงทุนจริงยังชะลอ นักลงทุนน่าจะรอการเลือกตั้งที่จะมาถึง และ การท่องเที่ยว ที่นักลงทุนเริ่มเข้ามามากขึ้นในช่วงปลายปีที่แล้วและ หวังว่าปีนี้ทั้งปีนักท่องเที่ยวจะเข้ามามากขึ้น ดังนั้น แนวทางแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการ โดยเฉพาะจากพรรคการเมืองที่กำลังหาเสียงเพื่อเข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งเมื่อเป็นรัฐบาลแล้วจะต้องเร่งทำ

    นายพิชัยเสนอแนวทางแก้ปัญหาด้านต่างๆ ได้แก่ การบริโภคภายในประเทศ โดยระบุว่าปัญหาของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำมาตลอด 10 ปี ทำให้รายได้ประชาชนไม่เพิ่ม แต่หนี้เพิ่มมาก โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนที่สูงมากถึง 87-88% ของจีดีพี แปลว่าหาเงินได้เท่าไหร่ต้องใช้หนี้เกือบหมด ทำให้เหลือเงินเพื่อการใช้จ่ายน้อยมาก การแก้ปัญหาหนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วน รวมถึงแก้ไขปัญหาหนี้เสียที่เพิ่มขึ้นของระบบธุรกิจด้วย นอกจากนี้ยังต้องเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ และ ธนาคารพาณิชย์ต้องปล่อยกู้ให้ธุรกิจ SMEs มากขึ้น รวมถึงการลดช่องว่างระหว่างเงินกู้ และเงินฝาก (NIM) ให้แคบลง  ดังนั้น นโยบายการแก้หนี้ ทั้งหนี้ครัวเรือนและ หนี้ธุรกิจ และการเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจจึงเป็นนโยบายที่เร่งรัดหลังการเลือกตั้ง

    ด้านการส่งออกซึ่งดีมาตลอด 2 ปี คือปี 67 ขยาย 5.4% และ ปี 68 ขยายประมาณ 11-12% หลังจากที่ 10 ปีก่อนหน้านี้ การส่งออกไทยขยายได้เฉลี่ยเพียงปีละ 1 % กว่า เท่านั้น แต่ปี 69 นี้ การส่งออกทำท่าจะกลับไปแย่อีก อาจถึงขนาดติดลบได้ การที่จะขยายการส่งออกให้มากขึ้น จะต้องขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น ค่าเงินบาทจะต้องไม่แข็งค่ามากนัก ความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศคู่ค้า การเจรจาเขตการค้าเสรีกับหลายประเทศ และ การลงทุนจากต่างประเทศที่ต้องมีมากขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนเพื่อการส่งออก เป็นต้น นอกจากนี้ การส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้านอย่าง กัมพูชา ที่ไทยได้ดุลกว่าปีละเป็นแสนกว่าล้านบาท และ เมียนมาร์ ต้องหดหายไปตามสภาวะความขัดแย้งที่ควบคุมไม่ได้ในปัจจุบัน ดังนั้นนโยบายขยายการส่งออกจึงเป็นนโยบายเศรษฐกิจหลักหลังการเลือกตั้งนี้

    นายพิชัยกล่าวว่า ด้านการลงทุนที่หดหายมากว่า 10 ปี จากปัญหาการเมืองภายในประเทศ การลงทุนไทยเริ่มฟื้นเมื่อปี 67 ที่มีการขอส่งเสริมการลงทุน 1.14 ล้านล้านบาท และลงทุนจริงทั้งหมด ในปี 68 ขอเพิ่มเป็น 1.37 ล้านล้านบาทใน 9 เดือนแรก และน่าจะขยายอีกมากเมื่อครบปี แต่อาจจะยังไม่ได้ลงทุนทั้งหมด เพราะนักลงทุนอาจจะกังวลกับภาวะการเมืองไทยที่ยังผันผวน และรอผลการเลือกตั้ง โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคต เช่น เซมิคอนดักเตอร์, แผงวงจรอีเลคโทรนิค (PCB), รถยนต์ไฟฟ้า (EV), ดาต้าเซนเตอร์, เอไอ, พลังงานสะอาด ซึ่งเป็นอนาคตของโลก และจำเป็นต้องมีการลงทุนในอุตสาหกรรมประเภทนี้มากขึ้นอีกมาก ถือเป็นนโยบายสำคัญของประเทศ

    ด้านการเจรจาเขตการค้าระหว่างประเทศระหว่างประเทศ (FTA) ไทยไม่สามารถเจรจากับประเทศหลักได้เลยกว่า 10 ปี จากปัญหาการเมืองภายในประเทศ กระทั่งวันที่ 30 พ.ย.67 ไทยสามารถตกลง FTA กับ 4 ประเทศ คือ สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และ ลิคเตนสไตน์ สำเร็จ และ เซ็นสัญญาในวันที่ 23 ม.ค. 68 นับเป็นสนธิสัญญาแรกของไทยกับประเทศยุโรป ส่งผลให้การค้า และการลงทุนของไทยเพิ่มขึ้นมาก การที่เวียดนามมีการลงทุนและการส่งออกมากกว่าไทยมาก เพราะเวียดนามมี FTA ครอบคลุมกว่า 60 ประเทศ ขณะที่ไทยเพิ่งขยายเพิ่มและมีเพียง 24 ประเทศเท่านั้น ดังนั้นการเร่งเจรจา FTA จึงต้องเป็นนโยบายหลัก

    อดีต รมว.พาณิชย์กล่าวว่า ด้านการเจรจาการค้ากับสหรัฐ ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดคิดเป็น 18% ของการส่งออกไทย และไทยได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐปีละกว่าล้านล้านบาท ดังนั้นการจะหาตลาดทดแทนสหรัฐจึงแทบเป็นไปไม่ได้เลย การเจรจาการค้ากับสหรัฐจึงเป็นนโยบายที่มีความจำเป็นอย่างมาก

    นายพิชัยกล่าว่า ขณะที่ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำถือเป็นปัญหาของทุกรัฐบาล ซึ่งจะต้องมีการแก้ไขทั้งระบบ ทั้งการผลิตสินค้าที่ต้องตรงกับความต้องการของตลาด การปลูกต้องมีประสิทธิภาพ และมีคุณภาพ และควรเป็นสินค้าพิเศษซึ่งจะทำให้ได้ราคามากขึ้น เช่นข้าวหอมมะลิ ดังนั้นการจัดการราคาสินค้าเกษตรต้องได้รับความร่วมมือจากหลายกระทรวง โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรที่ต้องรับผิดชอบต่อการผลิต ประเภทสินค้า และประสิทธิภาพของการผลิต

    ประเด็นสุดท้ายการแก้ปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพเข้าตลาดไทย และ ปัญหานอมินี ที่สร้างผลกระทบต่อ SMEs อย่างมาก เนื่องจากสินค้าราคาถูกได้ไหลทะลักเข้าไทย โดย SMEs ของไทยไม่สามารถแข่งขันได้ ในช่วงที่เป็นรมว.พาณิชย์ได้ดำเนินคดีสินค้าผิดกฎหมายกว่า 57,739 คดี และดำเนินคดีกับธุรกิจนอมินี 861 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 15,296 ล้านบาท แต่ก็ยังคงต้องดำเนินการต่อ นโยบายการแก้ปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพ และ ปัญหานอมินี จึงเป็นนโยบายหลักที่ต้องแก้ไข เพื่อป้องกันธุรกิจของคนไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/269180&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1fzuuECLWPF8wJNOnQ41MR

  • ส่งออก พ.ย. ยังโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 17 แต่ปี 2026 เสี่ยงพลิกกลับมาหดตัวจากหลายปัจจัยกดดัน – ข่าวธุรกิจประเทศไทย

    ส่งออก พ.ย. ยังโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 17 แต่ปี 2026 เสี่ยงพลิกกลับมาหดตัวจากหลายปัจจัยกดดัน – ข่าวธุรกิจประเทศไทย

    In November 2025, Thailand’s exports valued at $27.4 billion grew 7.1% YoY. Electronics drove growth, while gold exports declined significantly. Imports surged, leading to a trade deficit of $2.7 billion.

    มูลค่าส่งออกสินค้าในเดือนพฤศจิกายน 2025 อยู่ที่ 27,445.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 7.1% YOY โดยเป็นผลจากการส่งออกสินค้าประเภทอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตได้ดี และส่งออกไปยังสหรัฐฯ ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 37.9% YOY แม้เผชิญกับกำแพงภาษี อย่างไรก็ตาม สินค้าทองคำเริ่มมีสัญญาณการหดตัวต่อเนื่องที่ -51.2% ส่งผลต่อมูลค่าการส่งออกโดยรวม

    มูลค่านำเข้าสินค้าในเดือนเดียวกันอยู่ที่ 30,172.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวสูงถึง 17.6% สะท้อนจากการนำเข้าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะแผงวงจรไฟฟ้าที่ขยายตัวถึง 195.1% ส่งผลให้ดุลการค้าขาดดุลสูงที่ -2,726.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    อนาคตการส่งออกไทยในปี 2026 อาจหดตัวได้ โดยมาจากปัจจัยความชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ นอกจากนี้ ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และจีน ยังอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในอีกทางหนึ่งอย่างมีนัยสำคัญ.

    Source link

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailand-business-news.com/th/%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A8%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25A9%25E0%25B8%2590%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2588/276174-%25E0%25B8%25AA%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2581-%25E0%25B8%259E-%25E0%25B8%25A2-%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2587%25E0%25B9%2582%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%2595%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25AD%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25B7%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25AD&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gIDwRn0Sw1VgDV_l0g8h5

  • เช็กพยากรณ์ซากุระญี่ปุ่น 2026 ชวนแพลนทริปฤดูใบไม้ผลิ

               พยากรณ์ซากุระญี่ปุ่น 2026 ชวนวางแผนเที่ยวล่วงหน้า เตรียมสัมผัสความงดงามของดอกซากุระที่ผลิบาน นี่คือช่วงเวลาที่ไม่ควรพลาด

              พยากรณ์ซากุระญี่ปุ่น 2026 กลับมาเป็นสัญญาณชวนออกเดินทางอีกครั้ง สำหรับใครที่กำลังวางแผนทริปญี่ปุ่นในฝัน การได้ติดตามช่วงเวลาการผลิบานของซากุระคือหนึ่งในไฮไลต์สำคัญที่จะช่วยให้การท่องเที่ยวพิเศษยิ่งขึ้น ท่ามกลางบรรยากาศฤดูใบไม้ผลิที่อบอวลไปด้วยความโรแมนติกและสีชมพูอ่อนของดอกไม้ เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการเตรียมตัวออกไปสัมผัสเสน่ห์ญี่ปุ่นในแบบที่หลายคนเฝ้ารอ

    พยากรณ์ซากุระญี่ปุ่น 2026

    พยากรณ์ซากุระญี่ปุ่น 2026

    พยากรณ์ซากุระญี่ปุ่น 2026 บานเมื่อไหร่

              ข้อมูลจากเว็บไซต์ n-kishou.com ของ JMC ออกกำหนดการพยากรณ์ซากุระญี่ปุ่น 2026

    พยากรณ์ซากุระญี่ปุ่น 2026

    ภาพจาก : เว็บไซต์ n-kishou.com

              ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 18 ธันวาคมที่ผ่านมา สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (JMA) ได้ประกาศพยากรณ์การเริ่มบานและช่วงบานเต็มที่ของดอกซากุระฤดูกาลปี 2026 เป็นครั้งแรก ครอบคลุมจุดชมซากุระพันธุ์โซเมอิ โยชิโนะ ราว 1,000 แห่งทั่วประเทศ ตั้งแต่ฮอกไกโดไปจนถึงคาโกชิมะ

    พยากรณ์ซากุระญี่ปุ่น 2026

              โดยปีนี้มีความพิเศษตรงที่นำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการพยากรณ์ระยะยาว ทำให้สามารถประกาศข้อมูลได้เร็วขึ้นกว่าปกติจากเดิมที่มักจะเผยแพร่ในเดือนมกราคม เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติที่ต้องการข้อมูลล่วงหน้าอย่างแม่นยำยิ่งขึ้น

    ภาพรวมการบานซากุระญี่ปุ่น 2026

              ฤดูใบไม้ผลิปีนี้มีอุณหภูมิสูงกว่าปกติ ส่งผลให้ซากุระในญี่ปุ่นตอนเหนือและตะวันออกมีแนวโน้มบานเร็วขึ้น ขณะที่ฝั่งตะวันตกจะบานใกล้เคียงค่าเฉลี่ย โดยคาดว่าจะเริ่มบานราววันที่ 19 มีนาคม เร็วกว่าปกติประมาณ 5 วันในโตเกียวและนาโกย่า และราว 6 วันในกิฟุ ก่อนจะทยอยบานลงสู่ชิโกกุ คิวชู และจูโกกุ

    พยากรณ์ซากุระญี่ปุ่น 2026

              เมื่อแยกตามภูมิภาค ญี่ปุ่นตอนเหนือและตะวันออกจะได้รับอิทธิพลจากอากาศอุ่นช่วงเดือนมีนาคม ทำให้ซากุระเติบโตเร็วและบานก่อนกำหนด ส่วนญี่ปุ่นตะวันตก แม้ช่วงต้นปีจะอากาศเย็นกว่าปกติเล็กน้อย แต่ความอบอุ่นในเดือนมีนาคมจะช่วยชดเชย ทำให้ช่วงบานโดยรวมใกล้เคียงกับปีปกติ

    +++ พยากรณ์ซากุระบานตามเมืองหลัก

    • โตเกียว / นาโกย่า : ประมาณ 19 มีนาคม

    • ฟุกุโอกะ : ประมาณ 20 มีนาคม

    • โอซาก้า : ประมาณ 24 มีนาคม

    • เซนได : ประมาณ 5 เมษายน

    • ซัปโปโร : ประมาณ 28 เมษายน

              *** ข้อมูลพยากรณ์วันบาน วันบานเต็มที่ รวมถึงตัวชี้วัดการเติบโตของดอกซากุระ สามารถติดตามได้ผ่านเว็บไซต์สภาพอากาศ Otenki Navigator

    จุดยอดนิยมชมซากุระญี่ปุ่น

              จุดยอดนิยมชมซากุระญี่ปุ่นมีอยู่ทั่วประเทศ แต่ละที่มีเสน่ห์ต่างกันไป นี่คือสถานที่ไฮไลต์ที่นักท่องเที่ยวทั้งญี่ปุ่นและต่างชาติไปเยือนทุกปี เช่น 

    • สวนอุเอโนะ (Ueno Park) หนึ่งในจุดชมซากุระที่ดังที่สุด มีต้นซากุระกว่า 1,000 ต้น เรียงรายตลอดทางเดิน บรรยากาศคึกคัก เหมาะกับการเดินเล่นและปิกนิก

    พยากรณ์ซากุระญี่ปุ่น 2026

    ภาพจาก : Blue Sky imagery / shutterstock.com

    • แม่น้ำเมกุโระ (Meguro River) โตเกียว ซากุระสองฝั่งแม่น้ำบานสะพรั่งเป็นอุโมงค์สีชมพู โดยเฉพาะช่วงเย็นถึงกลางคืนที่มีไฟประดับ โรแมนติกมาก

    • ปราสาทโอซาก้า (Osaka Castle Park) ชมซากุระพร้อมวิวปราสาทญี่ปุ่นสุดคลาสสิก พื้นที่กว้าง เดินเที่ยวสบาย เหมาะกับครอบครัว

    • ภูเขาโยชิโนะ (Mount Yoshino) หนึ่งในจุดชมซากุระที่สวยที่สุดของญี่ปุ่น มีซากุระหลายหมื่นต้น บานไล่ระดับตามไหล่เขา งดงามราวภาพวาด

    • สวนมารุยามะ (Maruyama Park) ไฮไลต์คือซากุระต้นใหญ่กลางสวนที่มีการประดับไฟยามค่ำคืน ให้บรรยากาศญี่ปุ่นดั้งเดิมอย่างแท้จริง

    พยากรณ์ซากุระญี่ปุ่น 2026

    ภาพจาก : Sanga Park / shutterstock.com

    • ทางเดินนักปรัชญา (Philosopher’s Path) เส้นทางเดินเลียบคลอง เงียบสงบ เหมาะกับการเดินชมซากุระแบบชิล ๆ ถ่ายรูปสวยทุกมุม

    พยากรณ์ซากุระญี่ปุ่น 2026

    • ปราสาทฮิโรซากิ (Hirosaki Castle) จุดเด่นคือซากุระสะท้อนน้ำรอบคูปราสาท และกลีบดอกที่ลอยเต็มผิวน้ำ เป็นภาพสวยระดับตำนาน

    • สวนโกเรียวคาคุ (Goryokaku Park) ชมซากุระในสวนรูปดาวห้าแฉกจากมุมสูง บานช้ากว่าภาคอื่น เหมาะสำหรับคนที่พลาดช่วงต้นฤดู

    • คลองโอคาซากิ (Okazaki Canal) ล่องเรือชมซากุระสองฝั่งคลอง เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์สุดโรแมนติกในฤดูใบไม้ผลิ

    พยากรณ์ซากุระญี่ปุ่น 2026

    • สวนชินจูกุเกียวเอน (Shinjuku Gyoen) มีซากุระหลายสายพันธุ์ ทำให้ชมได้ยาวนานกว่าที่อื่น บรรยากาศสงบ เป็นระเบียบ เหมาะกับสายถ่ายรูป

              พยากรณ์ซากุระญี่ปุ่น 2026 คือสัญญาณให้เริ่มวางแผนการเดินทางอีกครั้ง เตรียมพบความงดงามของฤดูใบไม้ผลิที่หลายคนรอคอย ^ ^

    หมายเหตุ : ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงกรุณาตรวจสอบอีกครั้ง

    บทความ ซากุระ ญี่ปุ่น เที่ยวญี่ปุ่น เที่ยวต่างประเทศ อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

    ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก : เว็บไซต์ Otenki Navigator, เว็บไซต์ n-kishou.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.kapook.com/view297738.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07Au3ZNjnxxsxDhAtC-KBN

  • เอกชนเสนอปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ คลังคาด “จีดีพี” ปี 69 โตแค่ 2%

    เอกชนเสนอปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ คลังคาด “จีดีพี” ปี 69 โตแค่ 2%

    นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงการคลัง อยู่ระหว่างติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจปี 2569 อย่างใกล้ชิด เบื้องต้นคาดการณ์ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จะขยายตัว 2% โดยปัจจัยการเติบโตเป็นผลจากไตรมาสแรกของปีนี้ มีการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น จากการเลือกตั้ง เทศกาลปีใหม่ ต่อเนื่องถึงช่วงสงกรานต์ และเชื่อว่าเมื่อมีรัฐบาลอย่างเป็นทางการแล้ว จะมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจกันอีกครั้ง

    “ยอมรับว่าในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 ค่อนข้างน่าเป็นห่วง เพราะยุบสภาเป็นรัฐบาลรักษาการ ทำให้หลายเรื่องที่อยากทำแต่ทำไม่ได้ แต่เชื่อว่าเมื่อมีการเลือกตั้งแล้วเสร็จ จัดตั้งรัฐบาลได้เร็ว เชื่อว่ารัฐบาลก็ต้องเร่งคลอดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ”

    ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับแผนการปฏิรูปโครงสร้างภาษีใหม่ ตามแผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF) ปี 2570 – 2573 นั้น มีเรื่องการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ด้วย ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุป ว่าเป็นการทยอยขึ้นเป็นขั้นบันได จาก 7% เป็น 8.5% ในปี 2570 และ 10% ในปี 2567 หรือจะปรับขึ้นครั้งเดียว 3% ต้องรอรัฐบาลใหม่มาพิจารณา และสภาพเศรษฐกิจของประเทศด้วย หากไม่ปรับขึ้นรัฐบาลก็ต้องหาช่องทางในการหารายได้เพิ่ม เนื่องจากรัฐบาลมีรายจ่ายเพิ่มขึ้นทุกปี

    ด้าน นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ประเมินว่าจีดีพีในปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวเพียง 1.6–2.0% ชะลอลงจากปีที่ผ่านมา ที่คาดว่าเติบโต 2.0% สะท้อนแรงกดดันต่อภาคการผลิต การจ้างงาน และกำลังซื้อในประเทศ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ยังไม่สอดคล้องกับการขยายตัวของการส่งออก หลายอุตสาหกรรมใช้กำลังการผลิตต่ำกว่า 60% จากปัญหาสินค้าลักลอบนำเข้าและราคาถูกจากต่างประเทศ

    ขณะที่เอสเอ็มอีเผชิญต้นทุนสูง ทั้งพลังงาน วัตถุดิบ ค่าแรง และหนี้ครัวเรือนสูง ทำให้กำลังซื้อฟื้นตัวจำกัด ภาคส่งออกคาดหดตัว -1.5 ถึง -0.5% จากสงครามการค้า มาตรการกีดกันทางการค้า และความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา

    ส่วนโครงสร้างส่งออกยังพึ่งพาสินค้ามูลค่าเพิ่มต่ำ ขณะที่ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าและผันผวน เพิ่มภาระต้นทุนธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี อย่างไรก็ตาม มีสัญญาณบวกจากการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ดิจิทัล ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ อาหารแปรรูป และพลังงานสะอาด มูลค่ารวม 1.3 ล้านล้านบาท ใน 9 เดือนแรก โดยเสนอรัฐเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ยกระดับอุตสาหกรรมสู่มูลค่าเพิ่มสูง ส่งเสริมเทคโนโลยี นวัตกรรม และพลังงานสะอาด

    “ปัจจัยสำคัญมาจากปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้า การสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า (Transshipment) และการไหลบ่าของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ ส่งผลให้ผู้ผลิตของไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน และต้องปรับลดกำลังการผลิตหรือปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ ทั้งนี้ ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมพบว่า หลายอุตสาหกรรมมีอัตราการใช้กำลังการผลิตต่ำกว่า 60% ต่ำกว่าระดับปกติที่ควรอยู่ที่ 70–80% สะท้อนความเปราะบางของภาคการผลิตไทยในภาพรวม”

    ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ยังเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุน ทั้งพลังงาน วัตถุดิบ ค่าแรง และต้นทุนทางการเงิน ประกอบกับภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้กำลังซื้อฟื้นตัวได้อย่างจำกัด และรายได้ของเอสเอ็มอี ฟื้นตัวช้ากว่าธุรกิจขนาดใหญ่

    สำหรับภาคการส่งออก กกร. คาดว่าในปีนี้ อาจหดตัวในช่วง -1.5 ถึง -0.5% จากผลกระทบของสงครามการค้า ความไม่แน่นอนด้านนโยบายเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลัก มาตรการกีดกันทางการค้าและสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งอาจส่งผลให้ไทยสูญเสียมูลค่าการค้าชายแดน 140,000 ล้านบาท

    นอกจากนี้ โครงสร้างการส่งออกของไทยที่ยังพึ่งพาสินค้ามูลค่าเพิ่มต่ำ ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าและผันผวน รวมถึงมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้า อาทิ มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) และกฎระเบียบว่าด้วยการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ล้วนเพิ่มภาระต้นทุนให้กับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุน เทคโนโลยี และบุคลากร

    สำหรับในปีนี้ ยังมีสัญญาณบวกจากการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ดิจิทัล ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ อาหารแปรรูป และพลังงานสะอาด สะท้อนจากยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนในช่วง 9 เดือนแรกของปี ที่ผ่านมา ที่มีมูลค่ารวม 1.3 ล้านล้านบาท จาก 2,600 โครงการ โดยเป็นเงินลงทุนจากต่างประเทศ 980,000 ล้านบาท แสดงถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพประเทศไทย

    “ผมมองว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภายใต้แนวคิด “Reinvent Thailand” โดยมุ่งยกระดับภาคการผลิตจากการรับจ้างผลิต (OEM) ไปสู่อุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง ควบคู่กับการส่งเสริมเทคโนโลยี นวัตกรรม ระบบอัตโนมัติ และพลังงานสะอาด เพื่อเพิ่มผลิตภาพแรงงาน ลดต้นทุนในระยะยาว และเสริมความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย ในเชิงนโยบาย ภาครัฐควรเร่งใช้มาตรการสนับสนุนการใช้นวัตกรรม (R&D) รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาเอสเอ็มอี การจัดซื้อจัดจ้างสินค้า Made in Thailand (MiT) ให้ได้อย่างน้อย 30% ของงบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ”

    ที่สำคัญ ประเทศไทยควรเร่งปฏิรูปกฎระเบียบและระบบราชการ (Regulatory Reform) ปราบปรามคอร์รัปชันอย่างเป็นรูปธรรม ผลักดัน BCG Model และอุตสาหกรรมชีวภาพเป้าหมาย 8 กลุ่ม ได้แก่ พลาสติกชีวภาพ (Bioplastics), เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel), เคมีชีวภาพ (Biochemical), ชีวเภสัชกรรม (Bio-Pharma), อาหารฟังก์ชันและอาหารใหม่ (Functional Food และ Novel Foods), เส้นใยชีวภาพ (Biofabrics), เครื่องสำอาง (Cosmetics) และปุ๋ยชีวภาพ (Biofertilizer) ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่สามารถต่อยอดจากฐานทรัพยากรชีวภาพของประเทศได้อย่างมีศักยภาพ รวมถึงเร่งเจรจา FTA กระจายตลาดส่งออก พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม โลจิสติกส์ พลังงาน และยกระดับการบริหารจัดการน้ำให้เป็นวาระแห่งชาติ

    นายเกรียงไกรกล่าวว่า ในปีนี้ จึงเป็นทั้งปีแห่งความท้าทายและโอกาส ที่ประเทศไทยต้องเร่งสร้างความเข้มแข็งภายใต้กรอบ CRS ได้แก่ 1. Competitiveness การเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ผ่านนวัตกรรม เทคโนโลยี มาตรฐานสากล และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ 2. Resilience การสร้างความยืดหยุ่นและความสามารถในการฟื้นตัว ด้วยการกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และกลไกรองรับความผันผวน 3. Sustainability การขับเคลื่อนสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนตามแนวคิด ESG เศรษฐกิจหมุนเวียน พลังงานสะอาด และการมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2593

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2906036&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0eO00ObWKzM-O8F1H-Pwhv

  • ‘เอกนิติ’ กางแผนบริหารเศรษฐกิจปี 69  เร่งลงทุนเอกชน ลุ้น GDP โตแตะ 2%

    ‘เอกนิติ’ กางแผนบริหารเศรษฐกิจปี 69 เร่งลงทุนเอกชน ลุ้น GDP โตแตะ 2%

    Economics

    06 ม.ค. 2026 เวลา 7:02 น.

    ‘เอกนิติ’ กางแผนบริหารเศรษฐกิจปี 69  เร่งลงทุนเอกชน ลุ้น GDP โตแตะ 2%

    “เอกนิติ” กางแผนมาตรการเศรษฐกิจช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล มั่นใจมาตรการ “Quick Win” หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจต่อเนื่อง เผยเปิดลงทะเบียนแก้หนี้ NPL วันนี้ช่วยลูกหนี้รายย่อย และเร่งเครื่องลงทุน BOI หวังดัน GDP ปีนี้โตแตะ 2%

    เศรษฐกิจไทยในปี 2569 เผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งจากปัจจัยภายใน และภายนอกที่มีความเสี่ยงมากขึ้น ขณะที่เครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านมาตรการทางการคลัง ที่เป็นมาตรการใหม่ถือว่ามีข้อจำกัดมากขึ้น เนื่องจากรัฐบาลได้มีการยุบสภา และอยู่ระหว่างการเตรียมการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 ก.พ.นี้ โดยในระหว่างที่รอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศ รัฐบาลชุดปัจจุบันยังคงมีหน้าที่ในการดูแลเศรษฐกิจของประเทศจนกว่าจะมี ครม.ชุดใหม่เข้ามาบริหารงาน ซึ่งมาตรการในการดูแลเศรษฐกิจในช่วงระยะเวลานี้ยังคงอาศัยมาตรการที่อนุมัติไปก่อนหน้านี้ มาตรการเร่งรัดการลงทุน รวมทั้งมาตรการแก้หนี้สำหรับผู้มีรายได้น้อยผ่านโครงการปิดหนี้ไว ไปต่อได้ ที่เริ่มมีการเปิดลงทะเบียนเมื่อวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา 

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงทิศทางเศรษฐกิจและมาตรการขับเคลื่อนประเทศในช่วงรอยต่อก่อนมีรัฐบาลใหม่ ว่า กระทรวงการคลัง ได้เตรียมความพร้อมและอนุมัติมาตรการต่างๆ ไว้ล่วงหน้าเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ โดยมาตรการต่างๆเป็นผลจากมาตรการ Quick Big Win ที่มีการอนุมัติไปก่อนหน้านี้แล้ว โดยมีความคืบหน้าไปแล้วกว่า 99% ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองหลักในการหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจให้มีความต่อเนื่องไปได้จนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่

    โดยมาตรการต่างๆที่มีรายละเอียดการดำเนินงานได้แก่

    1.) มาตรการการเร่งรัดการเบิกจ่าย โดยมุ่งเน้นไปที่งบประมาณด้านการอบรมและสัมมนาของหน่วยงานราชการ (Front load) ที่จะเดินทางไปจัดประชุมและสัมนาในต่างจังหวัด โดยให้มีการจัดในช่วงต้นปีนี้เลยเพื่อให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบในช่วงนี้ แทนที่จะไปกระจุกตัวในช่วงปลายปี

    2.) มาตรการแก้หนี้ โดยในวันนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เริ่มเปิดลงทะเบียนวันแรกสำหรับ “มาตรการปิดหนี้ ไว ไปต่อได้” ซึ่งมุ่งช่วยเหลือกลุ่มผู้ที่มีหนี้เสีย (NPL) ที่มียอดหนี้ต่ำกว่า 1 แสนบาท เพื่อให้สามารถกลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อีกครั้ง ภายหลังจากที่เข้าโครงการและมีการปรับโครงสร้างหนี้แล้ว 

    3.) มาตรการ SME Credit Boost โดยเป็นการเพิ่มการค้ำประกันสินเชื่อร่วมกับธนาคาร เพื่อผลักดันการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ให้กับผู้ประกอบการ SME อย่างต่อเนื่อง โดยมีวงเงินประมาณ 1 แสนล้านบาทในการดำเนินการเพื่อช่วยเติมสภาพคล่องให้กับกลุ่ม SME ได้ 

    และ 4.) เร่งเครื่องลงทุนในส่วนของโครงการที่มีการขอส่งเสริมการลงทุนของ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่มีเม็ดเงินรวมหลายแสนล้าน ในด้านการลงทุน ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญกับโครงการ BOI Fast Pass ซึ่งเป็นมาตรการเร่งรัดโครงการลงทุนที่ได้รับอนุมัติ และได้มีการออกมาตรการที่เป็น Fast Pass ไปก่อนหน้านี้แล้วบางส่วน

    “ในส่วนนี้คาดว่าจะมีเม็ดเงินทยอยเข้าสู่ระบบอีกหลายแสนล้านบาท ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยหนุนตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจได้ในช่วงก่อนที่จะมีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศ รวมกับมาตรการที่วางรากฐานไว้ล่วงหน้า จาก Quick Big Win ที่อนุมัติโครงการไปแล้วกว่า 99% จะเป็นแรงส่งสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยยังคงเดินหน้าต่อไปได้ท่ามกลางสถานการณ์ที่ต้องเฝ้าระวังจาภายนอกประเทศ” นายเอกนิติ กล่าว 

    เมื่อถามว่าหน่วยงานเศรษฐกิจทั้งสภาพัฒน์และ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินว่า GDP ปีนี้จะต่ำกว่า 2% นายเอกนิติ กล่าวว่าตรงนี้รัฐบาลพยายามทำงานอยู่เพื่อให้มาตรการต่างๆลงไปสู่ระบบเศรษฐกิจมากที่สุดซึ่งตนเองยังมั่นใจว่าจะโตได้ใกล้เคียงหรือว่าถึงเป้าหมายที่วางไว้ให้เศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวได้ 2%

    โครงการ คนละครึ่งพลัส ที่เพิ่งปิดโครงการไปเมื่อวันที่ 31 ธ.ค.2568 ที่ผ่านมาว่า ถือว่าเป็นโครการที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก

    โดยโครงการคนละครึ่งพลัสนี้สามารถอัดฉีดเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจได้กว่า 84,000 ล้านบาท โดยจากการประเมินเบื้องต้นพบว่าช่วยดัน GDP ทั้งปี 2568 เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 0.2% แม้จะเป็นช่วงระยะเวลาดำเนินการสั้นๆ ก็ตาม

    นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า จุดเด่นของโครงการนี้คือมีค่าตัวคูณทางเศรษฐกิจ (Multiplier) ที่สูง เนื่องจากเม็ดเงินกระจายตัวสู่ต่างจังหวัดอย่างกว้างขวาง

    โดยมีสัดส่วนการใช้จ่ายอยู่ในกรุงเทพฯ เพียง 15-16% เท่านั้นที่เหลือเป็นการใช้จ่ายในต่างจังหวัด โดยการที่เงินลงไปถึงมือชาวบ้านและผู้ประกอบการรายย่อยโดยตรง ทำให้การรั่วไหลของเงินออกไปนอกระบบหรือการนำไปชำระหนี้มีน้อย ส่งผลให้เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1215212&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2c3m7MXnkmkpL6NXtaCMz-

  • ‘ไห่หนาน’ เศรษฐกิจใหม่ของจีน

    หนึ่งในข่าวใหญ่ช่วงปลายปีที่ผ่ามา นั่นคือ “จีน” มีการแยกเกาะที่มีเศรษฐกิจเทียบเท่าประเทศขนาดกลาง ออกจากแผ่นดินใหญ่เพื่อดำเนินการด้านศุลกากร ถือเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามเข้าร่วมข้อตกลงการค้า ข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก ที่สำคัญและสร้างศูนย์กลางการค้าแบบรูปใหม่เช่นเดียวกันกับฮ่องกง

    โดยเจ้าหน้าที่หลายราย หวังว่า การเปลี่ยนมณฑลทางตอนใต้ของไห่หนาน ให้เป็นเขตปลอดภาษี จะกระตุ้นการลงทุนจากต่างประเทศ จากสินค้าในท้องถิ่นที่สร้างมูลค่าเพิ่มอย่างน้อย 30% จะสามารถขนส่งไปยังจีน ที่มีเศรษฐกิจใหญ่ เป็นอันดับ 2 ของโลกได้ โดยไม่ต้องเสียภาษีศุลกากร บริษัทต่างชาติทั้งหลายจะสามารถดำเนินงานธุรกิจภาคบริการ ที่ถูกจำกัดในจีนแผ่นดิน ใหญ่ได้เช่นกัน

    “จีน” กำลังมุ่งเสริมสร้างหลักฐานอ้างอิงด้านการค้าเสรี เพื่อโน้มน้าวสมาชิกทั้งหลายของข้อตกลงการค้าเสรีที่ใหญ่สุดแห่งหนึ่งของโลก อย่างความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) ว่า จีนสามารถบรรลุมาตรฐานระดับสูงของกลุ่มด้านเปิดเสรีทางการค้า และการลงทุนได้ ผ่านโครงการนำร่องต่าง ๆ เช่น ท่าเรือการค้าเสรีไห่หนาน

    “จีนตั้งเป้าหมายสร้างท่าเรือการค้าเสรีไห่หนาน ให้เป็นประตูสำคัญที่จะนำพาประเทศเข้าสู่ยุคใหม่”

    บรรดาผู้นำจีน ให้ความสำคัญกับการพลิกฟื้นการลงทุน ที่มีแนวโน้มลดลงช่วงปีหน้า ด้วยการมุ่งเปลี่ยนเศรษฐกิจจากการพึ่งพามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไปสู่การมุ่งเน้นทั้งการบริโภคและการลงทุน เพื่อรักษาเสถียรภาพการเติบโต

    โดยเจ้าหน้าที่หลายราย ประเมินว่า ความจำเป็นในการปฏิรูปโครงสร้าง ที่ยอมรับผลกระทบเพื่อสร้างสมดุลใหม่ ให้เศรษฐกิจจีนระยะยาว จากข้อมูลอย่างเป็นทางการ ช่วง 9 เดือนแรกปี 2568 การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในจีน ปรับลดลง 10.4%  เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน

    “ราน กั๋ว” ผู้อำนวยการด้านเศรษฐกิจผู้บริโภคของสภาธุรกิจจีน-อังกฤษ ระบุว่า เกณฑ์มาตรฐานคล้ายกันกับฮ่องกง ที่นอกจากจะกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวของไห่หนานแล้ว แผนนี้ควรจะส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศและภาคการผลิตมากขึ้นด้วย โดย “ไห่หนาน” ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์และการค้าของจีนไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ

    ข้อมูลจากทางการจีน ระบุว่า GDP ของไห่หนาน อยู่ที่ 1.13 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปีที่ผ่านมา เทียบเท่ากับเศรษฐกิจที่ใหญ่ เป็นอันดับ 70 ของโลก ตามข้อมูลของธนาคารโลก (World Bank) แต่ยังน้อยกว่าเศรษฐกิจของฮ่องกงที่มีมูลค่า 4.07 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

    “ซู เทียนเฉิน” นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Economist Intelligence Unit ระบุว่า โมเดลของไห่หนาน โดยพื้นฐานแล้วเสนอการเปิดเสรีอย่างมีระบบ อันจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการผสมผสานห่วงโซ่อุปทาน แต่ยังขาดระบบกฎหมาย และการเปิดเสรีทางการเงินอย่างที่ฮ่องกง และเกาะแห่งนี้ยังต้องแข่งขันกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และญี่ปุ่นอีกด้วย ทำให้ความสำเร็จยังไม่แน่นอน

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/805452&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Iq7ObknxjB3zMLviEsL4f

  • ‘ไห่หนาน’ เศรษฐกิจใหม่ของจีน

    หนึ่งในข่าวใหญ่ช่วงปลายปีที่ผ่ามา นั่นคือ “จีน” มีการแยกเกาะที่มีเศรษฐกิจเทียบเท่าประเทศขนาดกลาง ออกจากแผ่นดินใหญ่เพื่อดำเนินการด้านศุลกากร ถือเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามเข้าร่วมข้อตกลงการค้า ข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก ที่สำคัญและสร้างศูนย์กลางการค้าแบบรูปใหม่เช่นเดียวกันกับฮ่องกง

    โดยเจ้าหน้าที่หลายราย หวังว่า การเปลี่ยนมณฑลทางตอนใต้ของไห่หนาน ให้เป็นเขตปลอดภาษี จะกระตุ้นการลงทุนจากต่างประเทศ จากสินค้าในท้องถิ่นที่สร้างมูลค่าเพิ่มอย่างน้อย 30% จะสามารถขนส่งไปยังจีน ที่มีเศรษฐกิจใหญ่ เป็นอันดับ 2 ของโลกได้ โดยไม่ต้องเสียภาษีศุลกากร บริษัทต่างชาติทั้งหลายจะสามารถดำเนินงานธุรกิจภาคบริการ ที่ถูกจำกัดในจีนแผ่นดิน ใหญ่ได้เช่นกัน

    “จีน” กำลังมุ่งเสริมสร้างหลักฐานอ้างอิงด้านการค้าเสรี เพื่อโน้มน้าวสมาชิกทั้งหลายของข้อตกลงการค้าเสรีที่ใหญ่สุดแห่งหนึ่งของโลก อย่างความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) ว่า จีนสามารถบรรลุมาตรฐานระดับสูงของกลุ่มด้านเปิดเสรีทางการค้า และการลงทุนได้ ผ่านโครงการนำร่องต่าง ๆ เช่น ท่าเรือการค้าเสรีไห่หนาน

    “จีนตั้งเป้าหมายสร้างท่าเรือการค้าเสรีไห่หนาน ให้เป็นประตูสำคัญที่จะนำพาประเทศเข้าสู่ยุคใหม่”

    บรรดาผู้นำจีน ให้ความสำคัญกับการพลิกฟื้นการลงทุน ที่มีแนวโน้มลดลงช่วงปีหน้า ด้วยการมุ่งเปลี่ยนเศรษฐกิจจากการพึ่งพามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไปสู่การมุ่งเน้นทั้งการบริโภคและการลงทุน เพื่อรักษาเสถียรภาพการเติบโต

    โดยเจ้าหน้าที่หลายราย ประเมินว่า ความจำเป็นในการปฏิรูปโครงสร้าง ที่ยอมรับผลกระทบเพื่อสร้างสมดุลใหม่ ให้เศรษฐกิจจีนระยะยาว จากข้อมูลอย่างเป็นทางการ ช่วง 9 เดือนแรกปี 2568 การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในจีน ปรับลดลง 10.4%  เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน

    “ราน กั๋ว” ผู้อำนวยการด้านเศรษฐกิจผู้บริโภคของสภาธุรกิจจีน-อังกฤษ ระบุว่า เกณฑ์มาตรฐานคล้ายกันกับฮ่องกง ที่นอกจากจะกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวของไห่หนานแล้ว แผนนี้ควรจะส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศและภาคการผลิตมากขึ้นด้วย โดย “ไห่หนาน” ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์และการค้าของจีนไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ

    ข้อมูลจากทางการจีน ระบุว่า GDP ของไห่หนาน อยู่ที่ 1.13 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปีที่ผ่านมา เทียบเท่ากับเศรษฐกิจที่ใหญ่ เป็นอันดับ 70 ของโลก ตามข้อมูลของธนาคารโลก (World Bank) แต่ยังน้อยกว่าเศรษฐกิจของฮ่องกงที่มีมูลค่า 4.07 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

    “ซู เทียนเฉิน” นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Economist Intelligence Unit ระบุว่า โมเดลของไห่หนาน โดยพื้นฐานแล้วเสนอการเปิดเสรีอย่างมีระบบ อันจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการผสมผสานห่วงโซ่อุปทาน แต่ยังขาดระบบกฎหมาย และการเปิดเสรีทางการเงินอย่างที่ฮ่องกง และเกาะแห่งนี้ยังต้องแข่งขันกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และญี่ปุ่นอีกด้วย ทำให้ความสำเร็จยังไม่แน่นอน

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/805452&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Iq7ObknxjB3zMLviEsL4f

  • ‘ไห่หนาน’ เศรษฐกิจใหม่ของจีน

    หนึ่งในข่าวใหญ่ช่วงปลายปีที่ผ่ามา นั่นคือ “จีน” มีการแยกเกาะที่มีเศรษฐกิจเทียบเท่าประเทศขนาดกลาง ออกจากแผ่นดินใหญ่เพื่อดำเนินการด้านศุลกากร ถือเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามเข้าร่วมข้อตกลงการค้า ข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก ที่สำคัญและสร้างศูนย์กลางการค้าแบบรูปใหม่เช่นเดียวกันกับฮ่องกง

    โดยเจ้าหน้าที่หลายราย หวังว่า การเปลี่ยนมณฑลทางตอนใต้ของไห่หนาน ให้เป็นเขตปลอดภาษี จะกระตุ้นการลงทุนจากต่างประเทศ จากสินค้าในท้องถิ่นที่สร้างมูลค่าเพิ่มอย่างน้อย 30% จะสามารถขนส่งไปยังจีน ที่มีเศรษฐกิจใหญ่ เป็นอันดับ 2 ของโลกได้ โดยไม่ต้องเสียภาษีศุลกากร บริษัทต่างชาติทั้งหลายจะสามารถดำเนินงานธุรกิจภาคบริการ ที่ถูกจำกัดในจีนแผ่นดิน ใหญ่ได้เช่นกัน

    “จีน” กำลังมุ่งเสริมสร้างหลักฐานอ้างอิงด้านการค้าเสรี เพื่อโน้มน้าวสมาชิกทั้งหลายของข้อตกลงการค้าเสรีที่ใหญ่สุดแห่งหนึ่งของโลก อย่างความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) ว่า จีนสามารถบรรลุมาตรฐานระดับสูงของกลุ่มด้านเปิดเสรีทางการค้า และการลงทุนได้ ผ่านโครงการนำร่องต่าง ๆ เช่น ท่าเรือการค้าเสรีไห่หนาน

    “จีนตั้งเป้าหมายสร้างท่าเรือการค้าเสรีไห่หนาน ให้เป็นประตูสำคัญที่จะนำพาประเทศเข้าสู่ยุคใหม่”

    บรรดาผู้นำจีน ให้ความสำคัญกับการพลิกฟื้นการลงทุน ที่มีแนวโน้มลดลงช่วงปีหน้า ด้วยการมุ่งเปลี่ยนเศรษฐกิจจากการพึ่งพามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไปสู่การมุ่งเน้นทั้งการบริโภคและการลงทุน เพื่อรักษาเสถียรภาพการเติบโต

    โดยเจ้าหน้าที่หลายราย ประเมินว่า ความจำเป็นในการปฏิรูปโครงสร้าง ที่ยอมรับผลกระทบเพื่อสร้างสมดุลใหม่ ให้เศรษฐกิจจีนระยะยาว จากข้อมูลอย่างเป็นทางการ ช่วง 9 เดือนแรกปี 2568 การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในจีน ปรับลดลง 10.4%  เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน

    “ราน กั๋ว” ผู้อำนวยการด้านเศรษฐกิจผู้บริโภคของสภาธุรกิจจีน-อังกฤษ ระบุว่า เกณฑ์มาตรฐานคล้ายกันกับฮ่องกง ที่นอกจากจะกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวของไห่หนานแล้ว แผนนี้ควรจะส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศและภาคการผลิตมากขึ้นด้วย โดย “ไห่หนาน” ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์และการค้าของจีนไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ

    ข้อมูลจากทางการจีน ระบุว่า GDP ของไห่หนาน อยู่ที่ 1.13 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปีที่ผ่านมา เทียบเท่ากับเศรษฐกิจที่ใหญ่ เป็นอันดับ 70 ของโลก ตามข้อมูลของธนาคารโลก (World Bank) แต่ยังน้อยกว่าเศรษฐกิจของฮ่องกงที่มีมูลค่า 4.07 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

    “ซู เทียนเฉิน” นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Economist Intelligence Unit ระบุว่า โมเดลของไห่หนาน โดยพื้นฐานแล้วเสนอการเปิดเสรีอย่างมีระบบ อันจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการผสมผสานห่วงโซ่อุปทาน แต่ยังขาดระบบกฎหมาย และการเปิดเสรีทางการเงินอย่างที่ฮ่องกง และเกาะแห่งนี้ยังต้องแข่งขันกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และญี่ปุ่นอีกด้วย ทำให้ความสำเร็จยังไม่แน่นอน

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/805452&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Iq7ObknxjB3zMLviEsL4f

  • “พิชัย” ฟันธงเศรษฐกิจปี 69 ดิ่งเหว! จี้รัฐบาลใหม่เร่งแก้หนี้ครัวเรือน-ปัดฝุ่นส่งออก ก่อนไทยตกขบวนโลกถาวร

    v.prd:0.0.150

    Intro

    ขนาดตัวอักษร

    ความตัดกันของสี

    c

    c

    c

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1005.mcot.net/news1005/-/news/list/139022&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0njyuobFeLVwojFjoQLLWW

  • “ต๊ะ นารากร” ลุยเชียงใหม่ขอคะแนนเสียง ชาวบ้านขอช่วยแก้เศรษฐกิจ-ปากท้อง

    “ต๊ะ นารากร” ลุยเชียงใหม่ขอคะแนนเสียง ชาวบ้านขอช่วยแก้เศรษฐกิจ-ปากท้อง

    “ต๊ะ นารากร” ลุยขอคะแนนเสียงบ้านเกิด จ.เชียงใหม่ ชาวบ้านดีใจ “อภิสิทธิ์” กลับมานำทัพพรรคประชาธิปัตย์ ขอช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจ-ปากท้อง

    วันที่ 5 ม.ค. 2569 ประเดิมหาเสียงวันแรก หลังขึ้นปีใหม่ 2569 น.ส.นารากร ติยายน ผู้สมัคร สส.เชียงใหม่ เขต 1 พรรคประชาธิปัตย์ เบอร์ 7 เดินตลาดเมืองใหม่ ตลาดค้าส่งของสดแหล่งรวมสินค้าเกษตรจากเกษตรกรในพื้นที่ภูเขาสูง ส่งมาตอนเช้ามืด ของ จ.เชียงใหม่ บรรดาพ่อค้าแม่ค้า พูดคุยด้วย ขอให้พรรคประชาธิปัตย์ช่วยเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้องชาวบ้าน โดยเฉพาะสินค้าเกษตร

    น.ส.นารากร ยังมีเซอร์ไพรส์ ได้พบกับเพื่อนเก่าสมัยโรงเรียนระดับชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ที่ไม่ได้เจอกันมา 43 ปี ต่างกอดกันด้วยความคิดถึง นอกจากนี้ ช่วงที่เดินหาเสียง ที่ตลาดเมืองใหม่ ยังมีชาวบ้านเข้ามาทัก บอกว่า ดีใจที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และแคนดิเดตนายกฯ กลับมานำทัพพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง ยังรอพรรคประชาธิปัตย์ ส่งคนมาลงสมัครเป็นผู้แทนของคนเมืองเชียงใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2905907&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rfENNmGY6GvC883sCaR1O