Blog

  • เปิดตัว “DE-FENCE” แอปฯ สกัด-ตัดวงจรมิจฉาชีพจากการโทร-SMS

    เปิดตัว “DE-FENCE” แอปฯ สกัด-ตัดวงจรมิจฉาชีพจากการโทร-SMS

    DE เปิดตัวแอปพลิเคชัน “DE-FENCE” อย่างเป็นทางการ โหลดใช้บริการฟรี “กัน-ก่อน-ลวง” หวังสกัดกั้นและตัดวงจรมิจฉาชีพจากการโทรและส่ง SMS

    นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) และโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ฝ่ายข้าราชการประจำ เป็นประธานงานเปิดตัวแอปพลิเคชันป้องกันการโทรหลอกลวง (DE-FENCE) ภายใต้โครงการพัฒนาแพลตฟอร์มป้องกันการโทรหลอกลวง

    นายเวทางค์ เปิดเผยว่า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาลที่มีพันธกิจในการส่งเสริมและพัฒนาดิจิทัลเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
    เปิดตัว “DE-FENCE” แอปฯ สกัด-ตัดวงจรมิจฉาชีพจากการโทร-SMS

    โดยเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล และการปรับใช้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล รวมถึงการสร้างความมั่นคงในโลกไซเบอร์ ได้เดินหน้าปราบปรามภัยออนไลน์อย่างเต็มกำลัง ซึ่งในวันนี้เป็นการเปิดตัวแพลตฟอร์มป้องกันการโทรหลอกลวง หรือ DE-FENCE

    ซึ่งเป็นเครื่องมือดิจิทัลที่ออกแบบมาเพื่อสกัดกั้นและแจ้ง “กัน-ก่อน-ลวง” เตือนภัยจากมิจฉาชีพที่มีกลโกงรูปแบบต่าง ๆ เพื่อเป็นการป้องกันมิจฉาชีพที่ใช้การโทรและการส่ง SMS หลอกลวงประชาชน ควบคู่กับมาตรการลงทะเบียนผู้ให้บริการส่ง SMS ใหม่ทั้งระบบ

    ซึ่งต้องมีการลงทะเบียนทุกๆ ปี เพื่อให้สามารถระบุว่าผู้ให้บริการและผู้ส่ง SMS คือใคร รวมทั้งการลงทะเบียนการส่ง SMS แนบลิงก์ จะต้องระบุรายละเอียดของข้อความและลิงก์ เพื่อให้ผู้ให้บริการเครือข่ายตรวจสอบลิงก์ก่อนที่จะส่ง SMS ไปยังผู้ใช้บริการ

    นอกจากนี้ นายเวทางค์ ยังได้กล่าวถึงการทำงานหลักของแอปพลิเคชัน DE-fence ว่า “จุดเด่นของแอปพลิเคชัน คือ สามารถบูรณาการ แลกเปลี่ยนข้อมูลของหมายเลขโทรศัพท์ ระหว่างหน่วยงานต่างๆ ในภาครัฐและเอกชน ทั้งเบอร์มิจฉาชีพ เบอร์ต้องสงสัย และเบอร์หน่วยงานของรัฐ เพื่อใช้ในการเตือนประชาชนให้ทราบข้อมูลของผู้โทรเข้าว่าเป็นเบอร์หน่วยงานของรัฐที่ลงทะเบียนถูกต้อง หรือเป็นเบอร์มิจฉาชีพหรือไม่ ก่อนรับสายหรืออ่านข้อความ SMS”

    “ทั้งนี้ ยังสามารถลิงก์ไปยังระบบแจ้งความออนไลน์ที่ถูกต้อง โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเจอเว็บไซต์ปลอมและยังสามารถโทรศัพท์ขอคำปรึกษา หรือแจ้งอายัดบัญชีคนร้ายผ่าน AOC ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์สายด่วน 1441 ได้ทันที เพื่อส่งข้อมูลให้กับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกด้วย” นายเวทางค์ กล่าว

    สำหรับแอปพลิเคชัน DE-fence มีหลักการในการแบ่งสายโทรเข้า และ SMS ที่ได้รับ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ

    Cyber Community Thailand
    เปิดตัว “DE-FENCE” แอปฯ สกัด-ตัดวงจรมิจฉาชีพจากการโทร-SMS

    1. Blacklist หรือ อันตราย คือ หมายเลขโทรศัพท์ที่ได้รับการยืนยันแล้วว่าเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดการหลอกลวงหรืออาชญากรรมทางเทคโนโลยีโดยข้อมูลดังกล่าว ผ่านการตรวจสอบและรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ หน่วยงาน AOC ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์สายด่วน 1441 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางและศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

    ระบบของแอปพลิเคชัน DE-fence จะดำเนินการแจ้งเตือนผู้ใช้งานทันทีเมื่อมีสายโทรเข้าหรือข้อความ (SMS) จากหมายเลขในกลุ่ม Blacklist (อันตราย) เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ และป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นทั้งด้านทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคล

    2. Greylist หรือ ระวังต้องสงสัย คือ หมายเลขโทรศัพท์ที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายน่าสงสัย หรือมีความเสี่ยงต่อการหลอกลวง แต่ยังไม่ผ่านการยืนยันว่าเป็นอาชญากรรมโดยตรง เช่น การติดต่อจากหมายเลขแปลกหรือไม่คุ้นเคย การติดต่อจากต่างประเทศ หรือโทรผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต รวมถึงหมายเลขโทรที่ประชาชนมีการแจ้งเบาะแสหรือร้องเรียนจำนวนมาก

    แอปพลิเคชัน DE-fence จะทำหน้าที่แจ้งเตือนระดับความเสี่ยงให้ผู้ใช้งานทราบ พร้อมแสดงสถานะ “ระวังต้องสงสัย” เพื่อให้ผู้ใช้งานใช้วิจารณญาณในการรับสายหรืออ่านข้อความ หลีกเลี่ยงการให้ข้อมูลส่วนตัวและการกดลิงก์จากทาง SMS

    3. Whitelist หรือ ลงทะเบียน คือ หมายเลขโทรศัพท์ได้รับการยืนยันจากหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องว่าเป็นหมายเลขของหน่วยงานรัฐ หรือที่เป็นหมายเลขที่ผู้ใช้งานได้ทำการลงทะเบียนเพื่อยืนยันตัวตนเป็นหมายเลขที่มีความน่าเชื่อถือ หมายเลขในกลุ่ม Whitelist (ลงทะเบียน) โดยจะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถแยกแยะการติดต่อที่ปลอดภัยออกจากหมายเลขต้องสงสัยได้อย่างชัดเจน เพื่อลดความสับสน และเพิ่มความมั่นใจในการรับสายหรือข้อความเข้า

    ปัจจุบันแอปพลิเคชัน DE-fence เปิดให้บริการแล้ว โดยประชาชนสามารถดาวน์โหลดได้ฟรี ทั้งระบบปฏิบัติการ Android ผ่าน Google Play และระบบปฏิบัติการ iOS ผ่าน App Store โดยแอปพลิเคชัน DE-fence เป็นแอปที่ใช้งานได้ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย เนื่องจากเป็นแอปพลิเคชันเพื่อประชาชนโดยตรง

    อีกทั้งยังไม่มีโฆษณาภายในแอปพลิเคชัน นับเป็นการร่วมมือของภาครัฐและเอกชน ในการพัฒนาเครื่องมือที่มุ่งหวังสกัดกั้นมิจฉาชีพไซเบอร์ให้ลดลง “กัน-ก่อน-ลวง” ไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพทางไซเบอร์ และยังสามารถช่วยลดสถิติอาชญากรรมทางไซเบอร์

    จึงขอเชิญชวนให้ประชาชนดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน DE-fence มาใช้กันทุกคน” นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ กล่าวทิ้งท้าย ทั้งนี้ สามารถดาวน์โหลดแพลตฟอร์มป้องกันการโทรหลอกลวง DE-FENCE ได้ที่

    ระบบ iOS : https://apps.apple.com/th/app/de-fence/id6741673813

    ระบบ Android : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.mdes.defence.de_fence&hl=en

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5/266259&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01MLVJ8gp15V96g1oVZDzm

  • ปี 2026 เศรษฐกิจ CLMV ชะลอตัว | เดลินิวส์

    ปี 2026 เศรษฐกิจ CLMV ชะลอตัว | เดลินิวส์

    SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศ CLMVจะเติบโตชะลอลงที่ 5.6% ในปี 2026 จาก 6.4% ในปี 2025 จากการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ขณะที่ยังมีความเสี่ยงจากภาษี Transshipment และภาษีเฉพาะรายสินค้าที่อยู่ระหว่างการพิจารณา อุปสงค์จากต่างประเทศที่ชะลอลงจะกดดันภาคการส่งออกและท่องเที่ยวของเศรษฐกิจกลุ่ม CLMV ทั้งนี้ แม้สหรัฐฯ และจีนจะสามารถบรรลุข้อตกลงการค้าชั่วคราวได้ซึ่งทำให้ความรุนแรงของสงครามการค้าปรับลดลง แต่โครงสร้างเศรษฐกิจจีนที่พึ่งพาภาคการผลิตและการส่งออกเป็นหลักจะเพิ่มความเสี่ยงการไหลเข้าของสินค้าจากจีน ขณะที่บางประเทศในกลุ่ม CLMV อาจเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจากสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นภายหลังการทำข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ

    อุปสงค์ภายในประเทศของ CLMV จะช่วยรองรับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกได้บ้าง แต่ความท้าทายเชิงโครงสร้างยังคงอยู่ การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอลง ขณะที่ความเปราะบางของภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้น เสถียรภาพของค่าเงินและเงินเฟ้อปรับดีขึ้น เงินสำรองระหว่างประเทศยังอยู่ในระดับเพียงพอ แต่เสถียรภาพของภาคการเงินในประเทศยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม จากยอดคงค้างสินเชื่อ NPL ที่ปรับเพิ่มขึ้นตั้งแต่วิกฤต COVID-19 และมีแนวโน้มที่จะอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องหากมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ทยอยสิ้นสุดลง

    แนวโน้มของเศรษฐกิจภายในกลุ่มประเทศ CLMV จะแตกต่างกันชัดเจนขึ้น โดยเศรษฐกิจเวียดนามยังคงโดดเด่นกว่าประเทศอื่น ๆ จากอานิสงส์ของการย้ายฐานการผลิต การไหลเข้าของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการปฏิรูประบบเศรษฐกิจที่ดำเนินต่อเนื่อง แม้เผชิญความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าสหรัฐฯ ขณะที่ประเทศอื่น ๆ เผชิญความเสี่ยงเฉพาะ อาทิ ความขัดแย้งทางการเมืองและความไม่แน่นอนจากการเลือกตั้งในเมียนมา ความตึงเครียดบริเวณชายแดนในกัมพูชา รวมถึงภาระหนี้ต่างประเทศที่อยู่ระดับสูงและความผันผวนของค่าเงินใน สปป.ลาว

    ในปี 2026 SCB EIC คาดว่าเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่ม CLMV จะชะลอลง (ยกเว้นเมียนมาที่ปรับดีขึ้นบ้าง) โดยกัมพูชาคาดว่าจะเติบโต 4.1% ลดลงจาก 4.6% ในปี 2025 สปป.ลาวเติบโต 4.0% จาก 4.4% เวียดนามเติบโต 6.6% จาก 8.0% ขณะที่เมียนมาคาดว่าจะเติบโต 1.1% ปรับดีขึ้นจาก -0.5% ในปี 2025

    เศรษฐกิจเวียดนามมีแนวโน้มชะลอลงในปี 2026 แต่ยังเติบโตสูง ตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลง โดยภาคการส่งออกจะได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ชัดเจนขึ้นในปีนี้ และยังเผชิญกับความเสี่ยงจากภายนอกที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจเวียดนามจะขยายตัวได้แข็งแกร่ง จากแรงหนุนของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่จะไหลเข้าต่อเนื่อง ตามมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ รวมทั้งการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่จะส่งผลให้เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตได้สูงขึ้น นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวจะยังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการจ้างงานในระยะข้างหน้า ขณะที่นโยบายการคลังและการเงินที่ผ่อนคลายจะช่วยรองรับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกได้บ้าง อย่างไรก็ตาม เวียดนามเผชิญปัจจัยเสี่ยงด้านต่ำสูง โดยเฉพาะภาคส่งออก จากเศรษฐกิจและนโยบายโลกที่ผันผวนและไม่แน่นอน

    เศรษฐกิจกัมพูชามีแนวโน้มชะลอลง ตามการส่งออกสินค้าโดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ อีกทั้งยังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากสินค้าจีนนำเข้า ความตึงเครียดบริเวณชายแดนที่ลดทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงจากความกังวลด้านความปลอดภัย และเงินโอนกลับประเทศที่ลดลงจากแรงงานกัมพูชาที่เดินทางกลับจากไทย แม้เสถียรภาพด้านการคลังยังอยู่ในเกณฑ์ดี แต่รายได้ภาครัฐที่จำกัดและหนี้ต่างประเทศที่อยู่ในระดับสูงอาจจำกัดขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการคลังเพื่อพยุงเศรษฐกิจ

    เศรษฐกิจ สปป.ลาว มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในอัตราที่ชะลอลงบ้าง จากเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่ทยอยปรับดีขึ้น ทั้งอัตราเงินเฟ้อที่ชะลอลงและเงินกีบที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ขณะที่ผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ มีจำกัด เนื่องจากพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ในระดับต่ำ อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงด้านต่ำยังคงกดดันเศรษฐกิจ โดยเฉพาะหนี้ของรัฐวิสาหกิจ (SOEs) ที่อยู่ในระดับสูง และขีดความสามารถในการรองรับแรงกดดันเพิ่มเติมจากภายนอกที่มีจำกัด

    เศรษฐกิจเมียนมามีแนวโน้มฟื้นตัวเล็กน้อย จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ทยอยฟื้นตัวหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวในปี 2025 อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวยังเปราะบางจากความขัดแย้งภายในประเทศที่ยืดเยื้อ การบริโภคภาคเอกชนที่อ่อนแอท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อสูงและระดับความยากจนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ท้าทาย ขณะที่การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐอาจทำได้จำกัด ในภาวะอัตราเงินเฟ้อสูง ค่าเงินอ่อนค่า และหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ การเลือกตั้งทั่วไปอาจไม่ส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ และอาจเพิ่มความเสี่ยงด้านต่ำให้กับเศรษฐกิจเมียนมาได้

    การค้าระหว่างไทยกับกลุ่มประเทศ CLMV เริ่มชะลอตัวตั้งแต่ไตรมาส 3/2025 ตามการค้ากับกัมพูชาที่หดตัวสูง และมีแนวโน้มชะลอลงต่อเนื่องถึงปี 2026 จากการเติบโตของเศรษฐกิจไทยและกลุ่มประเทศ CLMV ที่ชะลอลง ท่ามกลางอุปสงค์จากต่างประเทศที่อ่อนแอและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้แรงขับเคลื่อนด้านการค้าและการลงทุนปรับลดลง ขณะเดียวกัน ความเปราะบางเชิงโครงสร้าง อาทิ ความไม่แน่นอนทางการเมือง ภาระหนี้ต่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงิน ยังคงกดดันการไหลเข้าของเงินลงทุนในภูมิภาค

    แม้จะเผชิญแรงกดดันหลายด้าน เศรษฐกิจของประเทศกลุ่ม CLMV จะยังมีอัตราการเติบโตเป็นบวกได้ในปี 2026 โดยภาคธุรกิจไทยยังมีโอกาสลงทุนในบางอุตสาหกรรมที่อาศัยความได้เปรียบด้านทรัพยากรธรรมชาติ ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ และความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5508040/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rZSabox5fBnFPx8Ubus3w

  • พลิกโฉมประเทศไทย 2026: เมื่อรัฐบาลดิจิทัลคือหัวใจหลักสู่เศรษฐกิจที่มั่นคงและโปร่งใส

    พลิกโฉมประเทศไทย 2026: เมื่อรัฐบาลดิจิทัลคือหัวใจหลักสู่เศรษฐกิจที่มั่นคงและโปร่งใส

    พลิกโฉมประเทศไทย 2026: เมื่อรัฐบาลดิจิทัลคือหัวใจหลักสู่เศรษฐกิจที่มั่นคงและโปร่งใส


    17/01/2569 | 56 |

    ก้าวเข้าสู่ปี 2569 บริบทของโลกและการทำธุรกิจเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ความล่าช้าในระบบราชการแบบเดิม (Red Tape) กลายเป็นต้นทุนแฝงที่ฉุดรั้งการเติบโตของประเทศ ด้วยเหตุนี้ “การผลักดันรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government)” จึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือ “โครงสร้างพื้นฐานหลัก” ในการขับเคลื่อนประเทศไทยตามยุทธศาสตร์ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” เพื่อให้ทุกภาคส่วนเติบโตไปด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ

    1. จาก “งานเอกสาร” สู่ “งานออนไลน์ 100%” (Zero Paper, High Speed)

    เป้าหมายสำคัญในปี 2569 คือการทำให้บริการภาครัฐอยู่ในรูปแบบ Digital by Default หรือการให้บริการผ่านระบบดิจิทัลเป็นอันดับแรก ประชาชนและผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องเดินทางไปที่สำนักงานเขตหรืออำเภอเพื่อยื่นสำเนาบัตรประชาชนหรือทะเบียนบ้านอีกต่อไป

    • Super App ภาครัฐ: การเชื่อมโยงทุกบริการไว้ในแอปพลิเคชันเดียว (Single Sign-On) ตั้งแต่การจดทะเบียนบริษัท, การขออนุญาตก่อสร้าง, ไปจนถึงการเสียภาษี

    • e-Signature & e-Timestamp: การรับรองเอกสารผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่มีผลทางกฎหมายสมบูรณ์ ช่วยลดระยะเวลาจากเดิมที่ต้องรอเป็นสัปดาห์ ให้เหลือเพียงไม่กี่นาที

    2. ยกระดับความโปร่งใสด้วย Open Data และ AI

    ความโปร่งใสคือหัวใจของความเชื่อมั่น (Trust) ซึ่งเป็นรากฐานของเศรษฐกิจที่มั่งคั่ง ในปี 2569 รัฐบาลได้นำเทคโนโลยีมาใช้ตรวจสอบและเปิดเผยข้อมูล ดังนี้:

    • Open Government Data: การเปิดเผยข้อมูลการใช้งบประมาณภาครัฐในรูปแบบที่ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ (Machine-Readable) เพื่อลดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน

    • AI for Monitoring: การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการวิเคราะห์ความผิดปกติของการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพิ่มความโปร่งใสและสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการทุกระดับ รวมถึง Startup และ SME

    3. Ease of Doing Business: กุญแจดึงดูดนักลงทุนโลก

    การที่ประเทศไทยก้าวสู่ Digital Government อย่างเต็มรูปแบบ ช่วยทำให้อันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ (Ease of Doing Business) พุ่งสูงขึ้น:

    • Smart Licensing: การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจผ่านระบบอัตโนมัติที่เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน (Interoperability) ลดความซ้ำซ้อนในการกรอกข้อมูล

    • One-Stop Service สำหรับนวัตกรรม: เอื้อให้ Startup ไทยและต่างชาติสามารถจดทะเบียนและเริ่มธุรกิจได้ภายใน 24 ชั่วโมง ส่งผลให้ไทยกลายเป็น “Digital Hub” ของภูมิภาคอาเซียน

    4. ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity)

    เมื่อข้อมูลทุกอย่างอยู่บนโลกออนไลน์ รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และการป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ด้วยมาตรฐานระดับสากล เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนว่าข้อมูลทางธุรกิจและข้อมูลส่วนตัวจะถูกจัดเก็บอย่างปลอดภัยที่สุด

    บทสรุป: ก้าวที่สำคัญสู่เศรษฐกิจยั่งยืน

    การขับเคลื่อน Digital Government ในปี 2569 ไม่ได้เป็นเพียงการนำเทคโนโลยีมาใช้ แต่เป็นการ “ปรับวัฒนธรรมองค์กรภาครัฐ” ให้ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และสร้างความโปร่งใสให้เกิดขึ้นจริง ผลลัพธ์ที่ได้คือเศรษฐกิจไทยที่เดินหน้าได้อย่างรวดเร็ว (Agility) ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการ และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งเป็นคำตอบของคำว่า “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” อย่างแท้จริง

    แหล่งอ้างอิงและข้อมูลสนับสนุนที่น่าเชื่อถือ:

    1. สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (DGA): แผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลของประเทศไทย พ.ศ. 2566 – 2570 ที่มุ่งเน้นการลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน dga.or.th

    2. สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA): มาตรฐานและการขับเคลื่อนธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อเศรษฐกิจดิจิทัล etda.or.th

    3. World Bank (ธนาคารโลก): รายงานการจัดอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ (Ease of Doing Business) และแนวทางการปฏิรูปรัฐบาลดิจิทัลในระดับสากล

    4. IMD World Digital Competitiveness Ranking: ดัชนีชี้วัดขีดความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศไทยในเวทีโลก


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/463799&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rVDQ8Iu5Rq4cZTjSSpNFK

  • นักวิชาการแนะรัฐบาลใหม่ คำตอบสุดท้ายของเศรษฐกิจไทย รอดได้ด้วย New S-curve

    นักวิชาการแนะรัฐบาลใหม่ คำตอบสุดท้ายของเศรษฐกิจไทย รอดได้ด้วย New S-curve

    นักวิชาการธรรมศาสตร์ ระบุ ปี 2569 เศรษฐกิจโลกชะลอตัวตกต่ำต่อเนื่อง กระทบท่องเที่ยว-ส่งออกไทย ส่วนในประเทศหนี้ครัวเรือนกำลังบั่นทอนกำลังซื้อประชาชน แนะรัฐบาลใหม่ลุยผลักดัน ‘New S-curve’ แทนการออกนโยบายแก้หนี้-กระตุ้นเศรษฐกิจแบบซ้ำซาก โดยไม่คำนึงถึงวินัยทางการเงินการคลัง เชื่อเป็นคำตอบและทางรอด ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเอาตัวรอดจากภัยคุกคามต่างๆ ได้
     
    17 มมกราคม 2569 – ศ.วิทวัส รุ่งเรืองผล อาจารย์ประจำสาขาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่าความท้าทายสำคัญที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยปี 2569 ในภาพใหญ่ คือภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวตกต่ำมาอย่างต่อเนื่องกว่า 2-3 ปี ซึ่งมีที่มาจากหลายปัจจัยทั้งสงครามการค้า สงครามการสู้รบที่เกิดขึ้นในแต่ละประเทศ ความไม่มั่นคงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ฯลฯ ทำให้ความต้องการและกำลังซื้อ (Demand) จากต่างประเทศลดลง ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและผู้ส่งออกของไทยตามไปด้วย ประการต่อมาคือปัจจัยที่เกิดขึ้นภายในที่ทำให้ Demand ในประเทศลดลง ได้แก่ ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่บั่นทอนกำลังซื้อของประชาชน เพราะเงินที่ได้มาหมดไปกับการใช้หนี้ ขาดพลังในการทำมาหากิน จนสร้างปัญหาเป็นลูกโซ่ที่ไม่เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ

    นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยจากประเทศที่มีศักยภาพสูงกว่าแต่กำลังประสบกับปัญหาภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองและอยู่ในภาวะที่มีสินค้าหรือบริการมากกว่าความต้องการของคนในประเทศ (Oversupply) อย่างจีน ที่ต้องมองหาตลาดส่งออกเพิ่มเติม เมื่อเขาไม่สามารถส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐอเมริกาได้ ก็ต้องหันมาแข่งขันในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือประเทศไทย

    ขณะเดียวกัน ยังมีปัญหาความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างประเทศทั้งในระดับโลก และประเทศเพื่อนบ้านอย่างสถานการณ์การสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้ประกอบการต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุน รวมไปถึงกระทบต่อการค้าชายแดนที่เกิดการชะลอตัว เศรษฐกิจในพื้นที่ซบเซาและนักท่องเที่ยวมีจำนวนลดน้อยลง ยังไม่รวมถึงผลกระทบที่เกิดจากภัยธรรมชาติที่ดูเหมือนจะเกิดขึ้นบ่อยและมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ

    ศ.วิทวัส กล่าวต่อไปว่า ความบอบช้ำทางเศรษฐกิจตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา หากรัฐบาลยังมุ่งเน้นการใช้แนวทางการแก้ปัญหาแบบเดิมๆ คือเน้นการกระตุ้นกำลังซื้อ หรือแก้ปัญหาหนี้สินเป็นหลัก ก็จะไม่สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเอาตัวรอดจากภัยคุกคามต่างๆ ได้ การออกนโยบายเพื่อแก้หนี้และกระตุ้นกำลังซื้อของรัฐบาลที่ผ่านๆ มา พบว่ามีลักษณะที่ซ้ำซาก ไม่คำนึงถึงวินัยทางการเงินการคลัง ตลอดจนการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างสักเท่าใดนัก ดังนั้นสิ่งที่อยากแนะนำพรรคการเมืองที่จะก้าวเข้าสู่การเป็นรัฐบาลในอนาคตคือ รัฐบาลควรหารายได้ใหม่ผ่านการใช้จ่ายงบประมาณแบบมุ่งเป้าแทนการกระตุ้นทั่วไปที่จะใช้เม็ดเงินเป็นจำนวนมากซึ่งอุตสาหกรรมอนาคต (New S-curve) คือคำตอบและทางรอดที่สำคัญของเศรษฐกิจไทย

    ดังนั้น รัฐบาลควรมุ่งใช้นโยบายที่สร้างผลกระทบสูง โดยเน้นไปที่การลงทุนในกลไกการขับเคลื่อน New S-curve เพื่อหารายได้ใหม่ เช่น เศรษฐกิจดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความยั่งยืน การยกระดับสินค้าเกษตรด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่ม การเป็นศูนย์กลางด้านยานยนต์ การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ รวมถึงการผลักดันอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้มีการพูดถึงกันมาอย่างยาวนานแล้ว จึงถึงเวลาที่รัฐบาลจะต้องผลักดันให้เกิดเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง

    อย่างไรก็ตาม ในแง่หนึ่งก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่ารัฐบาลอาจอยู่ในภาวะอิหลักอิเหลื่อ กล่าวคือท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา รัฐจำเป็นต้องกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศและก่อให้เกิดการลงทุนหรือการใช้จ่ายภาครัฐ แต่ขณะเดียวกันการกระตุ้นให้เกิดการบริโภคก็นำมาซึ่งปัญหาหนี้สินครัวเรือนในระดับประชาชน และปัญหาวินัยการเงินการคลังของประเทศที่ส่งผลกระทบต่อการขาดดุลงบประมาณของภาครัฐ รวมไปถึงปัญหาหนี้สาธารณะในระยะยาว ซึ่งส่งผลอย่างมีนัยยะสำคัญต่อการรักษาความเชื่อมั่นต่อสถาบันจัดอันดับเครดิตที่จะส่งผลให้ไทยกู้เงินต่อสถาบันการเงินระหว่างประเทศได้ยากมากขึ้น.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/932701/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PO2qQUFcqk-8hIf1CmALo

  • 30 วัน อันตราย : กระแสการเมือง กระสุนเลือกตั้ง และ กระทิงหุ้นไทย ?

    30 วัน อันตราย : กระแสการเมือง กระสุนเลือกตั้ง และ กระทิงหุ้นไทย ?

    ใกล้เข้ามาทุกขณะแล้วครับ กับ การเลือกตั้ง 2569 … 8 กุมภาพันธ์ อย่าลืมเข้าคูหา ใช้สิทธิ์ใช้เสียง เลือกตั้งกันนะครับ

    ปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทุกสายตาและหลายๆการสนทนา จับตาไปที่ 30 วันอันตราย ว่า ใครจะได้เป็นรัฐบาลชุดต่อไป

    ส้มจะจับแดง ? หรือ แดงน้ำเงินจะหวนคืน ?

    ซึ่งไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ในการเลือกตั้งรอบนี้ผมก็ได้แต่หวังว่า …

    • ทั้งปัญหาเศรษฐกิจไทยที่รุมเร้ารอบด้าน (โตช้า สินค้าทะลัก บาทแข็ง และอื่นๆอีกมากมาย)
    • ทั้งปัญหาฝุ่นและเรื่องสุขภาพ PM 2.5 ที่ผมเขียนบทความไปก็ใส่หน้ากากคัดจมูกไป
    • ทั้งประเด็นทุนเทา ทุนดำ อุบัติเหตุก่อสร้าง เครนถล่มแล้ว ถล่มอีก จนหมดคำจะพูดแล้ว

    รอบนี้ รัฐบาลจะสามารถแก้ปัญหาได้ไม่มากก็น้อย

    หนึ่งในสัญญาณดี อย่างน้อยๆ ในเวที Debate the Standard หลายฟพรรคการเมืองก็ให้คำมั่นว่า PM 2.5 จะลดลงไม่มากก็น้อย

    กลับมาที่ตลาดหุ้น คำถามสำคัญ คือ Election Rally ยังไง? กี่โมง?

    ผมก็คงต้องตอบตามสไตล์นักวิเคราะห์/นักกลยุทธ์ ครับ คือ อิงจากสถิติย้อนหลัง (รูปผลตอบแทนของ SET Index ก่อนวันเลือกตั้ง 1 เดือน / 2 อาทิตย์ และ 1 อาทิตย์) รวมถึง การตีความของตลาด

    สิ่งที่น่าสนใจและบอกกับเรามีสามอย่าง

    ประการแรก ‘Election Rally’ ของไทย ‘มี’ หากนับ 8 ครั้งหลังสุด โดย ตั้งแต่ปี 2000 จะเห็นได้ว่าตลาดหุ้นปรับตัวบวกหมด โดย ผลตอบแทนก่อนวันเลือกตั้ง 1 เดือน / 2 อาทิตย์ และ 1 อาทิตย์ ปรับตัวบวกกันถ้วนหน้า 2.4% / 1.7% และ 2.3% ตามลำดับ

    อย่างไรก็ดี สถิตินี้นับตั้งแต่ปี 2000 ดังนั้นผมจึงอยากเสนอ

    ประการที่สอง ที่น่าสนใจมาก คือ เลือกตั้ง 2 ครั้ง ล่าสุด ตลาดกลับปรับตัวลดลงแรง โดยถ้านำเฉพาะค่าเฉลี่ยของ 2 การเลือกตั้งล่าสุด SET Index ให้ผลตอบแทนติดลบในทุกช่วงเวลาก่อนการเลือกตั้ง โดยเฉพาะ 1 เดือนก่อนเลือกตั้งที่ติดลบถึง -3.3%

    ซึ่งถ้าผู้อ่านจำได้ 2 ครั้งหลังสุด คือ การกำเนิดขึ้นของพรรคอนาคตใหม่ (2019) และ ชัยชนะของพรรคก้าวไกล (2023)

    ภาพจำของนโยบาย ‘ทลายทุนผูกขาด’ และ ‘รัฐสวัสดิการ’ ในปี 2023 และ แรงขายของ SET Index … ผมยังจำมันได้ดี

    ประการสุดท้าย การตีความของตลาด และ กระทิงหุ้นไทยอาจจะยังนะ

    หากเราพิจารณาดูทั้งสองเหตุผลประการข้างต้น และ นับแค่ 2 ครั้งการเลือกตั้งล่าสุด รวมถึง มาตรการของพรรค ก็ต้องยอมรับว่า หากพรรคประชาชนได้คะแนนเสียงมาก … ตลาดหุ้นอาจจะตอบรับในเชิงลบจากมาตรการที่อาจจะเรียกว่าไม่เป็นมิตรต่อตลาดทุนในระยะสั้น แต่ ส่วนตัวของผู้เขียนคิดว่าดีมากในระยะยาว (ไม่ดราม่า เพราะ เราเน้นเศรษฐกิจ เศรษฐมิติ ไม่เน้นการเมือง)

    30 วันอันตรายในการหาเสียงนี้จึงสำคัญมาก พวกเราประชาชนและนักลงทุนในหุ้นไทยก็คงต้องลุ้นกันครับว่า กระแสส้มจะกลับมา หรือ กระสุนบ้านใหญ่จะทวงคืน

    แต่ที่แน่ๆ ผมเชื่อว่าตลาดอยากเอาให้ชัดๆครับ เพราะ ถ้าส้มมาอีกรอบแบบ 2 ครั้งล่าสุด … การปรับตัวลดลงอาจจะไม่แรงขนาดเดิมก็ได้ เพราะ มาตรการรอบนี้ของส้มประนีประนอมขึ้น เก๋าเกมมากขึ้น และ ‘Super Compromise’

    ดังนั้น ก็ตามแคมเปญหาเสียงที่เค้าว่ากันละครับ

    ‘มีเราไม่มีเทา’, แคมเปญหาเสียงและวิสัยทัศน์หลักของพรรคประชาชน

    ‘มีเทาไม่มีกระทิง’, ความเห็นของผู้เขียน

    *นิยามคำว่า ‘เทา’ ขึ้นอยู่กับการตีความของแต่ละบุคคล แต่สำหรับผู้เขียน ผู้เขียนตีความว่า ‘เทา’ คือ ลักษณะของสีที่มีความไม่ชัดเจน และ ตลาดหุ้นชอบเสถียรภาพและความชัดเจน

    thai-election-2569-stock-market

    *การแสดงความเห็นให้คำแนะนำดังกล่าว ข้าพเจ้าขอเรียนว่า เป็นการกระทำในนามส่วนตัวของข้าพเจ้า เท่านั้น บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด มิได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ใดๆ ทั้งสิ้น

    ภาพ: John Rensten/Getty Images

    ABOUT THE AUTHOR

    กรรณ์ หทัยศรัทธา

    หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย (ลูกค้ารายย่อย) บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) และ เจ้าของเพจและติ้กต้อก WealthVerse

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-election-2569-stock-market/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DCLBIF7H0Sc2lwK_8d_e8

  • 90 วันแรก ปชป.เดินหน้าแก้เศรษฐกิจประเทศ’ทำอย่างไรไทยหายจน’ ตั้งเป้า ดันเศรษฐกิจโต 5%

    90 วันแรก ปชป.เดินหน้าแก้เศรษฐกิจประเทศ’ทำอย่างไรไทยหายจน’ ตั้งเป้า ดันเศรษฐกิจโต 5%

    16 มกราคม 2569, 13:56น.

            นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายกรณ์ จาติกวณิช, ดร.การดี เลียวไพโรจน์ และนายวีระพงษ์ ประภา ร่วมแถลงข่าวเปิด “แผนปฏิบัติการ 90 วันแรก ทำอย่างไรไทยหายจน” โดยยืนยันความพร้อมในการบริหารประเทศตั้งแต่วันแรก หากพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล

              กรอบ 90 วันแรก นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า ไม่ต้องการให้มองเป็นเพียงนโยบายเร่งด่วนเพื่อสร้างภาพ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องเริ่มต้นเร็ว โดยรัฐบาลประชาธิปัตย์จะมีบทบาทสำคัญ 3 ด้าน คือ เป็นผู้ชี้ทางให้เศรษฐกิจและการลงทุนเดินไปอย่างชัดเจน เป็นผู้เปิดทางผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและนโยบายการต่างประเทศเชิงรุก และเป็นผู้ไม่ขวางทาง ด้วยการปฏิรูปกฎหมายและระเบียบที่ซ้ำซ้อน ลดอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ

              ขณะเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์ยืนยันการดูแลประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ควบคู่กับการยกระดับเศรษฐกิจในระยะยาว ผ่านการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย ทั้งการยกระดับภาคเกษตรจากการขายสินค้าโภคภัณฑ์ ไปสู่การแปรรูปและสร้างมูลค่าสูง อุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีขั้นสูง การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ เศรษฐกิจดิจิทัล และพลังงานสะอาด

              ด้านนายกรณ์ กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ คือ การนำทรัพยากรของรัฐที่มีอยู่แล้วมาใช้ให้เกิดมูลค่าสูงสุด โดยไม่เพิ่มภาระงบประมาณ ซึ่งจะช่วยให้จีดีพีเติบโต และลดภาระการใช้จ่ายของรัฐในระยะยาว โดยเฉพาะ “ข้อมูลของรัฐ” ซึ่งถือเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงที่สุดในยุคปัจจุบัน สามารถนำมาใช้ต่อยอดทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล

              นายกรณ์ ระบุว่า ประเทศไทยมีความได้เปรียบด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งระบบสายส่งไฟฟ้าที่เชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้าน ระบบการชำระเงินดิจิทัล และโครงข่ายโทรคมนาคม ซึ่งควรนำมาใช้ให้คุ้มค่า เปิดโอกาสให้เกิดการลงทุน การค้าพลังงาน และการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตในราคาที่เหมาะสมสำหรับประชาชนทุกคน

              ส่วนภาคเกษตร นายกรณ์ กล่าวว่า จะนำโครงการประกันรายได้เกษตรกรกลับมาในระยะสั้น โดยปรับรูปแบบให้ทันสมัย พร้อมแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกรอย่างเป็นระบบ ขณะที่ระยะยาวจะมุ่งเพิ่มรายได้และอำนาจต่อรองของเกษตรกร ผ่านการปฏิรูปอุตสาหกรรมเกษตร การเข้าถึงตลาด นวัตกรรม เทคโนโลยี และการวิจัยพัฒนา เพื่อให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

              ดร.การดี ชี้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเป็นหัวใจขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ย้ำการเปิดข้อมูลโอเพนดาต้าจะช่วยลดต้นทุนประเทศมหาศาล เพิ่มประสิทธิภาพบริการรัฐ และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน พร้อมปลดล็อกโอกาสสตาร์ทอัพ–เอสเอ็มอี เข้าถึงเทคโนโลยีในราคาที่เหมาะสม หนุนไทยสู่ศูนย์กลางการลงทุนดิจิทัลและเตรียมพร้อมเศรษฐกิจอนาคต

           ขณะที่นายวีระพงษ์ ระบุว่า หากประเทศไทยยังใช้โครงสร้างการผลิตและเทคโนโลยีแบบเดิม จะยากต่อการยกระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจ เนื่องจากปัจจุบันจีดีพีไทยเติบโตเพียงราว 1–2% ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านเติบโต 6–8% จึงจำเป็นต้องผลักดัน “เศรษฐกิจใหม่” และอุตสาหกรรมใหม่เป็นเครื่องยนต์หลัก เพื่อมุ่งเป้าเพิ่มศักยภาพจีดีพีในระยะยาว

              แนวทางสำคัญ คือ ไม่ทิ้งจุดแข็งเดิมของประเทศ เช่น เกษตร อาหาร และบริการ เปิดโอกาสให้เอสเอ็มอีเข้าถึงอุตสาหกรรมใหม่ ตอบโจทย์ความต้องการตลาดโลก และสร้างมูลค่าเพิ่มให้รายได้กลับสู่คนไทย โดยคัดเลือกอุตสาหกรรมเป้าหมาย 6 ด้าน ได้แก่ อาหารแปรรูป, ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), เทคโนโลยีขั้นสูง/ไฮเทค, การท่องเที่ยว, ภาคการเงิน และพลังงานทางเลือก

              แต่ละอุตสาหกรรมจะได้รับการสนับสนุนผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การเปิดตลาดใหม่ การยกระดับมาตรฐานความยั่งยืน การใช้เทคโนโลยี และการประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และเอสเอ็มอี เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่แข่งขันได้ โปร่งใส และเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

              พรรคประชาธิปัตย์ยืนยันว่า แผนปฏิบัติการ 90 วันแรก เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปเศรษฐกิจไทย เพื่อพาประเทศก้าวข้ามปัญหาความยากจน และสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว

    #เลือกตั้ง69

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/158502&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ri6Gb5HCY5-S_TddQhoZW

  • “ซาบีดา” เปิดตัว “ชุมชนบ้านสะนำ” จ.อุทัย สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ปี68 ดันพลังวัฒนธรรมลาวเวียง-ลาวครั่ง-มหัศจรรย์ต้นไม้ยักษ์ | TOPNEWS

    “ซาบีดา” เปิดตัว “ชุมชนบ้านสะนำ” จ.อุทัย สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ปี68 ดันพลังวัฒนธรรมลาวเวียง-ลาวครั่ง-มหัศจรรย์ต้นไม้ยักษ์

    • เผยแพร่ : 16/01/2026 22:24

    “ซาบีดา” เปิดตัว “ชุมชนบ้านสะนำ” จังหวัดอุทัยธานี สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ปี 68 ดันพลังวัฒนธรรมลาวเวียงและลาวครั่ง และมหัศจรรย์ต้นไม้ยักษ์ สู่หมุดหมายการท่องเที่ยวระดับโลก

    วันที่ 16 มกราคม 2569 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมสร้างการรับรู้เส้นทางท่องเที่ยววิถีชุมชนของสุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ชุมชนบ้านสะนำ จังหวัดอุทัยธานี โดยมี นายสมบัติ ไตรศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี พร้อมด้วยผู้นำชุมชน หัวหน้าส่วนราชการ และชาวบ้านสะนำให้การต้อนรับ ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาวลาวเวียงและลาวครั่ง ณ ตลาดต้นไม้ยักษ์ ชุมชนบ้านสะนำ ตำบลบ้านไร่ อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี

    กิจกรรมภายในงานเริ่มต้นขึ้นอย่างประทับใจด้วยการแสดง “รำเดินเพลงเสียงจากสาวลาว” ต้อนรับคณะผู้มาเยือน ต่อด้วยการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านจากเยาวชนโรงเรียนวัดสะนำในชุด “รำมวยโบราณ” และการละเล่นที่หาชมได้ยากอย่าง “รำนางด้ง” จากชมรมผู้สูงอายุตำบลบ้านไร่ ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่พิธีเปิด
    ซึ่งประธานได้ทำการหมุนวงล้อจำลองการ “โล้ต้นหมาก” อันเป็นวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวบ้านสะนำในการเก็บหมาก จากนั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมได้เยี่ยมชมสาธิตภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม อาทิ กระบวนการทอผ้าลายโบราณ การทำผลิตภัณฑ์จากกาบหมากที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และชมผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย (CPOT) ที่สะท้อนถึงความคิดสร้างสรรค์ของคนในพื้นที่ รวมถึงเยี่ยมชมผ้าทอลาวครั่งและผลิตภัณฑ์ผ้าทอ จากผู้ประกอบการด้านผ้าทอในอำเภอบ้านไร่ และให้กำลังใจผู้ประกอบการในบริเวณตลาดชุมชนบ้านไร่ อย่างอบอุ่น

    นางสาวซาบีดา กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) มุ่งมั่นขับเคลื่อนนโยบาย “วัฒนธรรมนำไทย สู่อนาคตอย่างยั่งยืน” โดยผลักดันให้พลังทางวัฒนธรรมกลายเป็นพลังทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ ผ่านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ นโยบาย UNSEEN “ไท ไทย” ภายใต้แนวคิด “สืบสาน สร้างสรรค์ นำวัฒนธรรมไทย สู่อนาคตอย่างยั่งยืน” ผลักดันโครงการคัดเลือก 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” เพื่อเฟ้นหาชุมชนที่มีศักยภาพและความพร้อมด้านการท่องเที่ยวในทุกมิติ ซึ่งชุมชนบ้านสะนำ ได้รับคัดเลือก เป็น 1 ใน 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ เที่ยวชุมชน ยลวิถี ประจำปี 2568 เนื่องจากมีความเข้มแข็งในการอนุรักษ์และต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างคุณค่าทางสังคม เพื่อให้เป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่จะสร้างงานและกระจายรายได้สู่คนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

    นางสาวซาบีดา กล่าวอีกว่า “ชุมชนบ้านสะนำ” ไม่ได้เป็นเพียงหมู่บ้านท่องเที่ยวทั่วไป แต่คือ “เพชรเม็ดงาม” แห่งจังหวัดอุทัยธานีที่ทุกคนต้องมาเยือนให้ได้สักครั้งในชีวิต ชุมชนแห่งนี้เป็นแหล่งรวม ความมหัศจรรย์ของธรรมชาติและวัฒนธรรมที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว โดยมี “ต้นไม้ยักษ์” หรือต้นเซียง อายุกว่า 400 ปี ขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ ซึ่งต้องใช้คนถึง 40 คนโอบ ตั้งตระหง่านอยู่กลางป่าหมากล้านต้นอันร่มรื่น นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสวิถีชีวิตชาวลาวครั่งที่ยังคงแต่งกายด้วยผ้าทอมือลายโบราณอันวิจิตร ลิ้มรสสำรับอาหารพื้นถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ อาทิ แจ่วผีโพง ยำผักกูด และหมกหน่อไม้รสมือแม่

    นอกจากนี้ยังมีสถานที่ใกล้เคียงที่น่าสนใจ เช่น วัดเขาวง (ถ้ำเขาวง) สถาปัตยกรรมเรือนไทยท่ามกลางขุนเขา ฝายกั้นน้ำปางสวรรค์ และถ้ำพุหวายที่สุดของหินงอกหินย้อย ด้วยเสน่ห์ของวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ผสมผสานกับทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และรอยยิ้มที่จริงใจของคนในชุมชน บ้านสะนำจึงเป็นจุดหมายปลายทางที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวที่โหยหาความสงบและต้องการเรียนรู้วัฒนธรรม

    1111

    01

    ชื่นชม! ตำรวจจราจร สน.พหลโยธิน ช่วยผู้บาดเจ็บสาหัสจากอุบัติเหตุกลางถนน

    คนนับหมื่นเฮ!! พรรคเพื่อไทยเปิดเวทีปราศรัยตลาดบางปูแลนด์ “ยศชนัน” นำทีมชูนโยบายแก้หนี้ อ้อนขอแลนด์สไลด์ปักธงยกจังหวัด 8 เขต

    ชาวประมงสมุทรสาคร แห่ขึ้นทะเบียนผู้ทำการประมง (ทบ.3) แน่นห้องประชุม หวังสร้างความมั่นคงอาชีพ

    “พล.ต.อ.อดุลย์” ประธานมูลนิธิฯ มอบทุนนักศึกษาพยาบาลตำรวจ พร้อมสิ่งของให้กับหน่วยงานในรพ.ตำรวจ

    เชียงราย เปิดงาน “Life Artist” ยกระดับศิลปาชีพท้องถิ่นสู่สากล ชูจุดขาย “กาแฟ-สิ่งทอ” กระตุ้นท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    สุโขทัย วัดหนองทองจัดใหญ่งานวันเด็กย้อนหลังให้เด็กที่พลาดไปร่วมงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1457569&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14xR8IHobdsxCzpFmZ-3ZR

  • “วิทัย” ขยายบทบาท ธปท. แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง กำจัดทุนเทา คุมทองออนไลน์

    “วิทัย” ขยายบทบาท ธปท. แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง กำจัดทุนเทา คุมทองออนไลน์

    งาน CEO DAY ปีที่ 2 เวทีของผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง ภายใต้แนวคิด “Lead the Shift“ ที่จัดโดย “กรุงเทพธุรกิจ” ได้รับเกียรติจาก นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวเสวนาพิเศษ ในหัวข้อ “Economic Outlook 2026: Fiscal & Financial Strategies for Economic Revival” 

    สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับ “ความผิดปกติ“ ในหลายมิติ ทั้งการที่อัตราการเติบโตในระดับต่ำ และการแข็งค่าของเงินบาทที่กระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน 

    หวังการบริโภคและลงทุนเอกชนพยุง GDP ปี 69 โต 1.5%

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เปิดเผยข้อมูลภาวะเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับอุปสรรคสำคัญรอบด้าน โดยยอมรับว่าสถานการณ์ในปี 2569 ค่อนข้างน่ากังวลและต้องเผชิญกับปัญหามากมายตั้งแต่ต้นปี

    จากปัจจัยลบรอบด้าน ทำให้คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะเติบโตได้เพียง 1.5% ลดลงจากปี 2568 ที่เติบโต 2.2%

    เครื่องยนต์หลัก “ส่งออก-งบรัฐ” จอดสนิท

    ผู้ว่าฯ ธปท. ระบุว่า เครื่องยนต์หลักที่เคยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่าง “การส่งออก” กำลังอยู่ในสภาวะที่เติบโตน้อยมาก โดยในปี 2568 การส่งออกขยายตัวสูงถึง 12.8% แต่ในปีนี้คาดการณ์ว่าจะเติบโตได้เพียง 0.6% เท่านั้น ส่งผลให้ GDP หายไป 0.3.-0.4%

    ในขณะเดียวกัน “การใช้จ่ายภาครัฐ” ก็ประสบปัญหาเช่นกัน เนื่องจากการอยู่ในสภาวะ “รัฐบาลรักษาการ” ทำให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขาดช่วงไปนานกว่า 3-5 เดือน และยังมีแนวโน้มว่าการจัดทำงบประมาณปีหน้าจะล่าช้าออกไปอีก ส่งผลกระทบต่อ GDP อีก 0.2%

    การบริโภค-ลงทุนเอกชน ขับเคลื่อน GDP ที่ดีที่สุดของปีนี้

    ท่ามกลางเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่อ่อนแรง ผู้ว่าฯ ธปท. มองว่า การบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนภาคเอกชน คือ ปัจจัยหลักเพียงหนึ่งเดียวที่คอยพยุงเศรษฐกิจไทยไว้ แม้ว่าอัตราการบริโภคจะลดระดับความร้อนแรงลงจากเดิมเติบโตปีละ 4-5% เหลือเพียง 1.9% 

    สำหรับการท่องเที่ยว คาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 35 ล้านคน ในปีนี้ ซึ่งเป็นการฟื้นตัวจากปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม หากเงินบาทแข็งค่ามากเกินไป จะส่งผลกระทบต่อรายได้และความแข็งแกร่งของภาคการท่องเที่ยวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ศักยภาพการเติบโตเศรษฐกิจลดถอย จาก 4% สู่ 2.7%

    ทั้งนี้ ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยได้ลดระดับลงอย่างต่อเนื่อง จากในอดีตเคยอยู่ที่ระดับ 3-4% ปัจจุบันลดลงมาเหลือเพียงประมาณ 2.7% เท่านั้น 

    อย่างไรก็ตาม การจะผลักดันให้ GDP ทะลุเพดาน 2.7% ขึ้นไปได้นั้นไม่สามารถทำได้เพียงแค่การกระตุ้นระยะสั้น แต่จำเป็นต้อง “แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ผ่านการลงทุนใหม่ๆ การนำเทคโนโลยีมาใช้ และการเพิ่มประสิทธิภาพของแรงงานและการผลิตเพื่อยกฐานศักยภาพใหม่ 

    Exclusive Talk: Economic Outlook 2026: Fiscal & Financial Strategies for Economic Revival

    เงินบาทแข็งค่าสวนทางเศรษฐกิจโตต่ำ

    คำถามสำคัญคือ ในขณะที่กำลังซื้อในประเทศหดตัวและเศรษฐกิจโตต่ำกว่าศักยภาพ ทำไมเงินบาทถึงยังแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง

    ผู้ว่าฯ ธปท. ให้ข้อมูลว่า ปัจจัยที่ส่งผลให้บาทแข็งค่า ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก

    • ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental): การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่สูงกว่าที่คาดการณ์ และการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ
    • กระแสเงินทุน (Flow): การไหลเข้าของเงินทุนในตลาดตราสารหนี้ ตลาดหุ้น และการลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ 
    • การแทรกแซงโดยธนาคารกลาง: ธปท. มีการเข้าดูแลตลาดเพื่อไม่ให้เงินบาทแข็งค่าเกินไปจนกระทบภาคส่วนต่าง ๆ แต่มี “ข้อจำกัด“ เนื่องจากข้อตกลงกับประเทศคู่ค้าสำคัญอย่างสหรัฐฯ ซึ่งมีการเฝ้าระวังเรื่องการบิดเบือนค่าเงิน

    “ทองคำ” ตัวแปรสำคัญทำเงินบาทผันผวน

    หนึ่งในข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจ คือ อิทธิพลของการซื้อขายทองคำต่อค่าเงินบาท จากการตรวจสอบพบว่า ในช่วงที่เงินบาทแข็งค่าอย่างรุนแรง แรงขายดอลลาร์ที่มาจากการค้าทองคำมีสัดส่วนสูงถึง 45% และในบางช่วงสูงถึง 62% ของปริมาณธุรกรรม

    ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อราคาทองคำพุ่งสูงขึ้น ร้านทองและประชาชนจะขายทองคำเพื่อรับเงินดอลลาร์ และนำดอลลาร์นั้นมาขายเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินบาทผ่านแอปพลิเคชันออนไลน์ ซึ่งมีประมาณ 15 แอปพลิเคชัน

    หากแอปพลิเคชันเหล่านั้นเป็นการเทรดด้วยสกุลเงินบาท จะส่งผลต่อความผันผวนของค่าเงินบาทโดยตรง ซึ่งต่างจากการเทรดด้วยสกุลเงินดอลลาร์ที่ไม่ส่งผลกระทบในมิตินี้ 

    คุมเข้ม “แอปฯ เทรดทองคำ” สกัดบาทแข็ง

    ล่าสุด ธปท.เข้าไปดูแลธุรกรรมการซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลและแอปพลิเคชันอย่างเป็นทางการ หลังมีการลงนามในประกาศกฎกระทรวงการคลัง ให้อำนาจ ธปท. ในการเข้าไปกำกับดูแลธุรกรรมดังกล่าว ไม่ใช่การเข้าไปกำกับดูแลธุรกิจทองคำทั้งระบบ แต่จะโฟกัสเฉพาะธุรกรรมบนแอปฯ ที่ส่งผลกระทบต่อการแลกเปลี่ยนเงินตราและทำให้ค่าเงินบาทผันผวน โดยจะใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เข้าไปจัดการจุดนี้โดยเฉพาะ 

    ธปท. ขยายบทบาทสู่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

    ธปท. ขยายบทบาทจากการดูแลเสถียรภาพการเงิน สู่การแก้ไข “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” อย่างจริงจัง โดยเฉพาะปัญหา “ทุนเทา” ที่มีความเชื่อมโยงใกล้ชิดกับความผันผวนของค่าเงินบาทในปัจจุบัน 

    ในการรับมือกับปัญหาที่ซับซ้อนนี้ ได้มีการจัดตั้งคณะทำงาน “Connect the Dots” โดยร่วมกันบูรณาการข้อมูลจากหลายหน่วยงาน ความน่าสนใจของการขับเคลื่อนครั้งนี้อยู่ที่การ “ตีความกฎหมายใหม่” จาก พ.ร.บ.ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน ซึ่งเป็นอำนาจที่มีอยู่แล้วแต่ไม่ได้นำมาใช้มานานหลายสิบปี เพื่อใช้ในการ “ติดตามเส้นทางเงิน” หากพบธุรกรรมที่ต้องสงสัย 

    ประสาน ก.ล.ต. ติดตามเส้นเงินขาย USDT ผิดปกติ

    ล่าสุด ธปท. มีการทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการหลักทรัพย์และกำกับหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อให้มีการติดตามเส้นเงินจากการขาย USDT ในไทยที่มีการขายที่ผิดปกติ 

    โดยปัจจุบันธุรกรรมเงินบาทกว่า 60% เกิดขึ้นในตลาดต่างประเทศ (Offshore) ขณะที่ 40% อยู่ในไทย อย่างไรก็ตาม พบความผิดปกติในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล มีการนำ USDT มาขายในไทยสูงมาก พบว่าในบางช่วงคิดเป็นถึง 50% ของการซื้อขาย USDT ทั้งหมด และผู้ที่นำมาขายเป็นชาวต่างชาติถึง 40% ซึ่งตั้งข้อสังเกตว่าธุรกรรมเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับ “ทุนเทา” ซึ่งหากมีการลักลอบแลกเปลี่ยนนอกระบบจะส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาทอย่างรุนแรง

    การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังกลุ่มผู้ทำธุรกรรมที่ผิดปกติ ทั้งการขาย USDT และการซื้อขายทองคำที่สูงเกินจริง โดยทางการพร้อมจะใช้เครื่องมือทางกฎหมายทุกชนิดเพื่อตรวจสอบเส้นทางทางการเงินและตัดวงจรทุนเทาที่แฝงตัวเข้ามาในระบบการเงินไทย 

    วิทัย รัตนากร

    ลุยมาตรการเฉพาะจุดแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

    นายวิทัย ย้ำว่า การขยายบทบาทของ ธปท. จากการมุ่งเน้นเสถียรภาพทางการเงิน ไปสู่การเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง นอกเหนือจากการแก้ปัญหา “ทุนเทา” ยังรวมเรื่องสังคมสูงวัย (Aging Society) ผลิตภาพการผลิต (Productivity) และการลงทุน ซึ่งปัญหาเหล่านี้ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยมาตรการเฉพาะจุด เช่น โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” และโครงการค้ำประกันสินเชื่อ “SMEs Credit Boost” 

    “หากไม่ดำเนินการแก้ปัญหาที่ต้นตอเหล่านี้ จะส่งผลให้ GDP ของประเทศลดต่ำลงเรื่อย ๆ และในที่สุดจะกระทบต่อเเศรษฐกิจมหภาคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

    นอกจากการดำเนินการโครงการเหล่านี้ เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างแล้ว ท้ายที่สุด ธปท.ก็ยังต้องทำให้เศรษฐกิจเติบโตควบคู่กันไปด้วย ซึ่งต้องพยายามหาวิธีให้อัตราดอกเบี้ยปรับลดลงให้ได้ 

    ในส่วนของอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยในปัจจุบันอยู่ที่ 1.25% ซึ่งถือว่าต่ำเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากสวิตเซอร์แลนด์และญี่ปุ่นเท่านั้น โดย ธปท. ยืนยันว่าการพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยในอนาคตจะต้องดูข้อมูลเศรษฐกิจเป็นหลัก และต้องรักษา “Policy Space” หรือขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายไว้เพื่อใช้ในยามจำเป็นจริง ๆ เท่านั้น 

    สั่งแบงก์รายงาน “แลกเงินสด” ยอดสูง เป็นรายวัน

    นอกจากนี้ ธปท. ยังได้ส่งหนังสือขอความร่วมมือไปยังธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งให้รายงานการแลกธนบัตรและการทำธุรกรรมที่ผิดปกติเป็นรายวัน โดยเฉพาะช่วงที่มีแนวโน้มการเบิกถอนเงินสดสูงกว่าปกติ เช่น ช่วงที่มีการเลือกตั้ง เพื่อควบคุมปริมาณเงินในระบบไม่ให้เพิ่มขึ้นผิดปกติและสามารถติดตามตรวจสอบได้ทันท่วงที

    ทิศทาง ธปท. ภายใต้การนำของ “วิทัย” 

    ในการดำเนินงานยุคใหม่ ธปท. ยังคงยึดถือค่านิยมหลัก 4 ประการ คือ “ยืนตรง มองไกล ยื่นมือ ติดดิน” แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันจะเน้นหนักไปที่ “ยื่นมือ” คือการเข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาเชิงรุก และ “ติดดิน” คือการเข้าไปสัมผัสและอยู่กับปัญหาจริงของประชาชนมากขึ้น 

    “ทุกองค์กร รวมถึง ธปท. จำเป็นต้องปรับตัว เนื่องจากสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและโจทย์ความเสี่ยงในปัจจุบันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ซึ่งที่ผ่านมาจะทำได้ดี แต่เมื่อบริบทเปลี่ยน บทบาทของธนาคารกลางก็ต้องขยายให้ครอบคลุมมากขึ้นเพื่อให้เท่าทันสถานการณ์”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/736574&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24k2cemF8k77Vbk3gj4U1J

  • “ซาบีดา” เปิดตัว “ชุมชนบ้านสะนำ” จ.อุทัย สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ปี68 ดันพลังวัฒนธรรมลาวเวียง-ลาวครั่ง-มหัศจรรย์ต้นไม้ยักษ์ | TOPNEWS

    “ซาบีดา” เปิดตัว “ชุมชนบ้านสะนำ” จ.อุทัย สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ปี68 ดันพลังวัฒนธรรมลาวเวียง-ลาวครั่ง-มหัศจรรย์ต้นไม้ยักษ์

    • เผยแพร่ : 16/01/2026 22:24

    “ซาบีดา” เปิดตัว “ชุมชนบ้านสะนำ” จังหวัดอุทัยธานี สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ปี 68 ดันพลังวัฒนธรรมลาวเวียงและลาวครั่ง และมหัศจรรย์ต้นไม้ยักษ์ สู่หมุดหมายการท่องเที่ยวระดับโลก

    วันที่ 16 มกราคม 2569 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมสร้างการรับรู้เส้นทางท่องเที่ยววิถีชุมชนของสุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ชุมชนบ้านสะนำ จังหวัดอุทัยธานี โดยมี นายสมบัติ ไตรศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี พร้อมด้วยผู้นำชุมชน หัวหน้าส่วนราชการ และชาวบ้านสะนำให้การต้อนรับ ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาวลาวเวียงและลาวครั่ง ณ ตลาดต้นไม้ยักษ์ ชุมชนบ้านสะนำ ตำบลบ้านไร่ อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี

    กิจกรรมภายในงานเริ่มต้นขึ้นอย่างประทับใจด้วยการแสดง “รำเดินเพลงเสียงจากสาวลาว” ต้อนรับคณะผู้มาเยือน ต่อด้วยการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านจากเยาวชนโรงเรียนวัดสะนำในชุด “รำมวยโบราณ” และการละเล่นที่หาชมได้ยากอย่าง “รำนางด้ง” จากชมรมผู้สูงอายุตำบลบ้านไร่ ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่พิธีเปิด
    ซึ่งประธานได้ทำการหมุนวงล้อจำลองการ “โล้ต้นหมาก” อันเป็นวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวบ้านสะนำในการเก็บหมาก จากนั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมได้เยี่ยมชมสาธิตภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม อาทิ กระบวนการทอผ้าลายโบราณ การทำผลิตภัณฑ์จากกาบหมากที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และชมผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย (CPOT) ที่สะท้อนถึงความคิดสร้างสรรค์ของคนในพื้นที่ รวมถึงเยี่ยมชมผ้าทอลาวครั่งและผลิตภัณฑ์ผ้าทอ จากผู้ประกอบการด้านผ้าทอในอำเภอบ้านไร่ และให้กำลังใจผู้ประกอบการในบริเวณตลาดชุมชนบ้านไร่ อย่างอบอุ่น

    นางสาวซาบีดา กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) มุ่งมั่นขับเคลื่อนนโยบาย “วัฒนธรรมนำไทย สู่อนาคตอย่างยั่งยืน” โดยผลักดันให้พลังทางวัฒนธรรมกลายเป็นพลังทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ ผ่านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ นโยบาย UNSEEN “ไท ไทย” ภายใต้แนวคิด “สืบสาน สร้างสรรค์ นำวัฒนธรรมไทย สู่อนาคตอย่างยั่งยืน” ผลักดันโครงการคัดเลือก 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” เพื่อเฟ้นหาชุมชนที่มีศักยภาพและความพร้อมด้านการท่องเที่ยวในทุกมิติ ซึ่งชุมชนบ้านสะนำ ได้รับคัดเลือก เป็น 1 ใน 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ เที่ยวชุมชน ยลวิถี ประจำปี 2568 เนื่องจากมีความเข้มแข็งในการอนุรักษ์และต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างคุณค่าทางสังคม เพื่อให้เป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่จะสร้างงานและกระจายรายได้สู่คนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

    นางสาวซาบีดา กล่าวอีกว่า “ชุมชนบ้านสะนำ” ไม่ได้เป็นเพียงหมู่บ้านท่องเที่ยวทั่วไป แต่คือ “เพชรเม็ดงาม” แห่งจังหวัดอุทัยธานีที่ทุกคนต้องมาเยือนให้ได้สักครั้งในชีวิต ชุมชนแห่งนี้เป็นแหล่งรวม ความมหัศจรรย์ของธรรมชาติและวัฒนธรรมที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว โดยมี “ต้นไม้ยักษ์” หรือต้นเซียง อายุกว่า 400 ปี ขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ ซึ่งต้องใช้คนถึง 40 คนโอบ ตั้งตระหง่านอยู่กลางป่าหมากล้านต้นอันร่มรื่น นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสวิถีชีวิตชาวลาวครั่งที่ยังคงแต่งกายด้วยผ้าทอมือลายโบราณอันวิจิตร ลิ้มรสสำรับอาหารพื้นถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ อาทิ แจ่วผีโพง ยำผักกูด และหมกหน่อไม้รสมือแม่

    นอกจากนี้ยังมีสถานที่ใกล้เคียงที่น่าสนใจ เช่น วัดเขาวง (ถ้ำเขาวง) สถาปัตยกรรมเรือนไทยท่ามกลางขุนเขา ฝายกั้นน้ำปางสวรรค์ และถ้ำพุหวายที่สุดของหินงอกหินย้อย ด้วยเสน่ห์ของวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ผสมผสานกับทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และรอยยิ้มที่จริงใจของคนในชุมชน บ้านสะนำจึงเป็นจุดหมายปลายทางที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวที่โหยหาความสงบและต้องการเรียนรู้วัฒนธรรม

    01

    ปก web ต้นแบบตำรวจของประชาชน

    คนนับหมื่นเฮ!! พรรคเพื่อไทยเปิดเวทีปราศรัยตลาดบางปูแลนด์ “ยศชนัน” นำทีมชูนโยบายแก้หนี้ อ้อนขอแลนด์สไลด์ปักธงยกจังหวัด 8 เขต

    ชาวประมงสมุทรสาคร แห่ขึ้นทะเบียนผู้ทำการประมง (ทบ.3) แน่นห้องประชุม หวังสร้างความมั่นคงอาชีพ

    “พล.ต.อ.อดุลย์” ประธานมูลนิธิฯ มอบทุนนักศึกษาพยาบาลตำรวจ พร้อมสิ่งของให้กับหน่วยงานในรพ.ตำรวจ

    เชียงราย เปิดงาน “Life Artist” ยกระดับศิลปาชีพท้องถิ่นสู่สากล ชูจุดขาย “กาแฟ-สิ่งทอ” กระตุ้นท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    สุโขทัย วัดหนองทองจัดใหญ่งานวันเด็กย้อนหลังให้เด็กที่พลาดไปร่วมงาน

    ชาวบ้านอุตรดิตถ์ไม่มีไฟฟ้าใช้ วอนขอความช่วยเหลือ เด็กนักเรียนไร้แสงไฟยามค่ำคืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1457569&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14xR8IHobdsxCzpFmZ-3ZR

  • “ซาบีดา” เปิดตัว “ชุมชนบ้านสะนำ” จ.อุทัย สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ปี68 ดันพลังวัฒนธรรมลาวเวียง-ลาวครั่ง-มหัศจรรย์ต้นไม้ยักษ์ | TOPNEWS

    “ซาบีดา” เปิดตัว “ชุมชนบ้านสะนำ” จ.อุทัย สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ปี68 ดันพลังวัฒนธรรมลาวเวียง-ลาวครั่ง-มหัศจรรย์ต้นไม้ยักษ์

    • เผยแพร่ : 16/01/2026 22:24

    “ซาบีดา” เปิดตัว “ชุมชนบ้านสะนำ” จังหวัดอุทัยธานี สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ปี 68 ดันพลังวัฒนธรรมลาวเวียงและลาวครั่ง และมหัศจรรย์ต้นไม้ยักษ์ สู่หมุดหมายการท่องเที่ยวระดับโลก

    วันที่ 16 มกราคม 2569 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมสร้างการรับรู้เส้นทางท่องเที่ยววิถีชุมชนของสุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ชุมชนบ้านสะนำ จังหวัดอุทัยธานี โดยมี นายสมบัติ ไตรศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี พร้อมด้วยผู้นำชุมชน หัวหน้าส่วนราชการ และชาวบ้านสะนำให้การต้อนรับ ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาวลาวเวียงและลาวครั่ง ณ ตลาดต้นไม้ยักษ์ ชุมชนบ้านสะนำ ตำบลบ้านไร่ อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี

    กิจกรรมภายในงานเริ่มต้นขึ้นอย่างประทับใจด้วยการแสดง “รำเดินเพลงเสียงจากสาวลาว” ต้อนรับคณะผู้มาเยือน ต่อด้วยการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านจากเยาวชนโรงเรียนวัดสะนำในชุด “รำมวยโบราณ” และการละเล่นที่หาชมได้ยากอย่าง “รำนางด้ง” จากชมรมผู้สูงอายุตำบลบ้านไร่ ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่พิธีเปิด
    ซึ่งประธานได้ทำการหมุนวงล้อจำลองการ “โล้ต้นหมาก” อันเป็นวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวบ้านสะนำในการเก็บหมาก จากนั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมได้เยี่ยมชมสาธิตภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม อาทิ กระบวนการทอผ้าลายโบราณ การทำผลิตภัณฑ์จากกาบหมากที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และชมผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย (CPOT) ที่สะท้อนถึงความคิดสร้างสรรค์ของคนในพื้นที่ รวมถึงเยี่ยมชมผ้าทอลาวครั่งและผลิตภัณฑ์ผ้าทอ จากผู้ประกอบการด้านผ้าทอในอำเภอบ้านไร่ และให้กำลังใจผู้ประกอบการในบริเวณตลาดชุมชนบ้านไร่ อย่างอบอุ่น

    นางสาวซาบีดา กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) มุ่งมั่นขับเคลื่อนนโยบาย “วัฒนธรรมนำไทย สู่อนาคตอย่างยั่งยืน” โดยผลักดันให้พลังทางวัฒนธรรมกลายเป็นพลังทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ ผ่านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ นโยบาย UNSEEN “ไท ไทย” ภายใต้แนวคิด “สืบสาน สร้างสรรค์ นำวัฒนธรรมไทย สู่อนาคตอย่างยั่งยืน” ผลักดันโครงการคัดเลือก 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” เพื่อเฟ้นหาชุมชนที่มีศักยภาพและความพร้อมด้านการท่องเที่ยวในทุกมิติ ซึ่งชุมชนบ้านสะนำ ได้รับคัดเลือก เป็น 1 ใน 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ เที่ยวชุมชน ยลวิถี ประจำปี 2568 เนื่องจากมีความเข้มแข็งในการอนุรักษ์และต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างคุณค่าทางสังคม เพื่อให้เป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่จะสร้างงานและกระจายรายได้สู่คนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

    นางสาวซาบีดา กล่าวอีกว่า “ชุมชนบ้านสะนำ” ไม่ได้เป็นเพียงหมู่บ้านท่องเที่ยวทั่วไป แต่คือ “เพชรเม็ดงาม” แห่งจังหวัดอุทัยธานีที่ทุกคนต้องมาเยือนให้ได้สักครั้งในชีวิต ชุมชนแห่งนี้เป็นแหล่งรวม ความมหัศจรรย์ของธรรมชาติและวัฒนธรรมที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว โดยมี “ต้นไม้ยักษ์” หรือต้นเซียง อายุกว่า 400 ปี ขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ ซึ่งต้องใช้คนถึง 40 คนโอบ ตั้งตระหง่านอยู่กลางป่าหมากล้านต้นอันร่มรื่น นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสวิถีชีวิตชาวลาวครั่งที่ยังคงแต่งกายด้วยผ้าทอมือลายโบราณอันวิจิตร ลิ้มรสสำรับอาหารพื้นถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ อาทิ แจ่วผีโพง ยำผักกูด และหมกหน่อไม้รสมือแม่

    นอกจากนี้ยังมีสถานที่ใกล้เคียงที่น่าสนใจ เช่น วัดเขาวง (ถ้ำเขาวง) สถาปัตยกรรมเรือนไทยท่ามกลางขุนเขา ฝายกั้นน้ำปางสวรรค์ และถ้ำพุหวายที่สุดของหินงอกหินย้อย ด้วยเสน่ห์ของวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ผสมผสานกับทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และรอยยิ้มที่จริงใจของคนในชุมชน บ้านสะนำจึงเป็นจุดหมายปลายทางที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวที่โหยหาความสงบและต้องการเรียนรู้วัฒนธรรม

    01

    ปก web ต้นแบบตำรวจของประชาชน

    คนนับหมื่นเฮ!! พรรคเพื่อไทยเปิดเวทีปราศรัยตลาดบางปูแลนด์ “ยศชนัน” นำทีมชูนโยบายแก้หนี้ อ้อนขอแลนด์สไลด์ปักธงยกจังหวัด 8 เขต

    ชาวประมงสมุทรสาคร แห่ขึ้นทะเบียนผู้ทำการประมง (ทบ.3) แน่นห้องประชุม หวังสร้างความมั่นคงอาชีพ

    “พล.ต.อ.อดุลย์” ประธานมูลนิธิฯ มอบทุนนักศึกษาพยาบาลตำรวจ พร้อมสิ่งของให้กับหน่วยงานในรพ.ตำรวจ

    เชียงราย เปิดงาน “Life Artist” ยกระดับศิลปาชีพท้องถิ่นสู่สากล ชูจุดขาย “กาแฟ-สิ่งทอ” กระตุ้นท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    สุโขทัย วัดหนองทองจัดใหญ่งานวันเด็กย้อนหลังให้เด็กที่พลาดไปร่วมงาน

    ชาวบ้านอุตรดิตถ์ไม่มีไฟฟ้าใช้ วอนขอความช่วยเหลือ เด็กนักเรียนไร้แสงไฟยามค่ำคืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1457569&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14xR8IHobdsxCzpFmZ-3ZR