Blog

  • คณะท่องเที่ยว “นิด้า” เปิดเวทีประชันวิสัยทัศน์ 4 พรรคการเมือง เจาะลึก “นโยบายท่องเที่ยว” พลิกโฉมประเทศไทย – สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

    คณะท่องเที่ยว “นิด้า” เปิดเวทีประชันวิสัยทัศน์ 4 พรรคการเมือง เจาะลึก “นโยบายท่องเที่ยว” พลิกโฉมประเทศไทย – สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

    ‘คณะท่องเที่ยว – นิด้า’ จัดเสวนา “นโยบายการส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ: ทิศทางสู่การพัฒนาประเทศไทย” ดึงผู้แทน 4 พรรค แลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน

    เมื่อวันจันทร์ที่ 19 มกราคม 2569 คณะการจัดการการท่องเที่ยว สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) จัดงานเสวนาภายใต้หัวข้อ “นโยบายการส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ: ทิศทางสู่การพัฒนาประเทศไทย” ณ ห้องประชุม ดร.สมศักดิ์ และคุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล อาคารสยามบรมราชกุมารี สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

    โดยการเสวนาในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากผู้แทนพรรคการเมืองต่าง ๆ เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและแนวคิดเชิงนโยบายด้านการท่องเที่ยวและบริการ เพื่อสะท้อนทิศทางการพัฒนาประเทศไทยในอนาคต และเปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ ได้แก่ 1) คุณวรภพ วิริยะโรจน์ ผู้แทนพรรคประชาชน 2) คุณสุรเกียรติ เทียนทอง ผู้แทนพรรคเพื่อไทย 3) คุณวัชรพงศ์ ระดมสิทธิพัฒน์ ผู้แทนพรรคประชาธิปัตย์ และ 4) คุณณัฐนนท์ เอี่ยมพูลทรัพย์ ผู้แทนพรรคกล้าธรรม โดยมี คุณภูมิกิตติ์ รักแต่งาม ประธานมูลนิธิพัฒนาการท่องเที่ยวยั่งยืน รับหน้าที่ผู้ดำเนินการเสวนา

    ในโอกาสนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.แสงแข บุญศิริ คณบดีคณะการจัดการการท่องเที่ยว เป็นผู้กล่าววัตถุประสงค์ของการจัดงาน และได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ กุสุมาวลี รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและกิจการนานาชาติ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน พร้อมด้วยผู้บริหารคณะฯ ให้การต้อนรับผู้แทนพรรคการเมืองต่าง ๆ ตัวแทนภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชนที่มาร่วมงาน

    เวทีเสวนาด้านนโยบายท่องเที่ยวในครั้งนี้ นับเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงมุมมองเชิงนโยบายกับภาควิชาการ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการของประเทศไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

    คณะท่องเที่ยว “นิด้า” เปิดเวทีประชันวิสัยทัศน์ 4 พรรคการเมือง เจาะลึก “นโยบายท่องเที่ยว” พลิกโฉมประเทศไทย
    คณะท่องเที่ยว “นิด้า” เปิดเวทีประชันวิสัยทัศน์ 4 พรรคการเมือง เจาะลึก “นโยบายท่องเที่ยว” พลิกโฉมประเทศไทย
    คณะท่องเที่ยว “นิด้า” เปิดเวทีประชันวิสัยทัศน์ 4 พรรคการเมือง เจาะลึก “นโยบายท่องเที่ยว” พลิกโฉมประเทศไทย
    คณะท่องเที่ยว “นิด้า” เปิดเวทีประชันวิสัยทัศน์ 4 พรรคการเมือง เจาะลึก “นโยบายท่องเที่ยว” พลิกโฉมประเทศไทย
    คณะท่องเที่ยว “นิด้า” เปิดเวทีประชันวิสัยทัศน์ 4 พรรคการเมือง เจาะลึก “นโยบายท่องเที่ยว” พลิกโฉมประเทศไทย
    คณะท่องเที่ยว “นิด้า” เปิดเวทีประชันวิสัยทัศน์ 4 พรรคการเมือง เจาะลึก “นโยบายท่องเที่ยว” พลิกโฉมประเทศไทย
    คณะท่องเที่ยว “นิด้า” เปิดเวทีประชันวิสัยทัศน์ 4 พรรคการเมือง เจาะลึก “นโยบายท่องเที่ยว” พลิกโฉมประเทศไทย
    คณะท่องเที่ยว “นิด้า” เปิดเวทีประชันวิสัยทัศน์ 4 พรรคการเมือง เจาะลึก “นโยบายท่องเที่ยว” พลิกโฉมประเทศไทย
    คณะท่องเที่ยว “นิด้า” เปิดเวทีประชันวิสัยทัศน์ 4 พรรคการเมือง เจาะลึก “นโยบายท่องเที่ยว” พลิกโฉมประเทศไทย
    คณะท่องเที่ยว “นิด้า” เปิดเวทีประชันวิสัยทัศน์ 4 พรรคการเมือง เจาะลึก “นโยบายท่องเที่ยว” พลิกโฉมประเทศไทย
    คณะท่องเที่ยว “นิด้า” เปิดเวทีประชันวิสัยทัศน์ 4 พรรคการเมือง เจาะลึก “นโยบายท่องเที่ยว” พลิกโฉมประเทศไทย
    คณะท่องเที่ยว “นิด้า” เปิดเวทีประชันวิสัยทัศน์ 4 พรรคการเมือง เจาะลึก “นโยบายท่องเที่ยว” พลิกโฉมประเทศไทย
    คณะท่องเที่ยว “นิด้า” เปิดเวทีประชันวิสัยทัศน์ 4 พรรคการเมือง เจาะลึก “นโยบายท่องเที่ยว” พลิกโฉมประเทศไทย
    คณะท่องเที่ยว “นิด้า” เปิดเวทีประชันวิสัยทัศน์ 4 พรรคการเมือง เจาะลึก “นโยบายท่องเที่ยว” พลิกโฉมประเทศไทย
    คณะท่องเที่ยว “นิด้า” เปิดเวทีประชันวิสัยทัศน์ 4 พรรคการเมือง เจาะลึก “นโยบายท่องเที่ยว” พลิกโฉมประเทศไทย
    คณะท่องเที่ยว “นิด้า” เปิดเวทีประชันวิสัยทัศน์ 4 พรรคการเมือง เจาะลึก “นโยบายท่องเที่ยว” พลิกโฉมประเทศไทย
    คณะท่องเที่ยว “นิด้า” เปิดเวทีประชันวิสัยทัศน์ 4 พรรคการเมือง เจาะลึก “นโยบายท่องเที่ยว” พลิกโฉมประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nida.ac.th/nida-tourism-policy-forum-4-political-parties-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jOTZPE9T-bNYB5jvL0xEM

  • รัฐบาลเผยยอดป่วย “ฝีดาษวานร” สะสม 1,000 ราย กทม.ครองแชมป์

    รัฐบาลเผยยอดป่วย “ฝีดาษวานร” สะสม 1,000 ราย กทม.ครองแชมป์

    วันนี้ (19 มกราคม 2569) – นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึง สถานการณ์ฝีดาษวานรล่าสุด โดยอ้างอิงข้อมูลจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า

    นับตั้งแต่ปี 2565 จนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยมีรายงานผู้ป่วยสะสมประมาณ 1,000 คน ซึ่งจากการวิเคราะห์ข้อมูลระบาดวิทยาพบว่า กลุ่มเป้าหมายหลักยังคงเป็นคนไทยในวัยทำงาน เพศชายสูงถึง 97% และมักพบการระบาดกระจุกตัวในจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทั้งของชาวไทยและต่างชาติ

    เปิด 5 จังหวัดพบผู้ติดเชื้อฝีดาษลิงสูงสุด กทม. ยอดพุ่งอันดับหนึ่ง

    จากการตรวจสอบข้อมูลผู้ติดเชื้อฝีดาษลิงรายจังหวัด พบสถิติที่น่าสนใจเรียงตามลำดับ ดังนี้

    1. กรุงเทพมหานคร: 458 คน (ชาย 454 คน, หญิง 4 คน)
    2. ชลบุรี: 85 คน (ชาย 84 คน, หญิง 1 คน)
    3. นนทบุรี: 50 คน (ชาย 49 คน, หญิง 1 คน)
    4. ภูเก็ต: 35 คน (ชาย 28 คน, หญิง 7 คน)
    5. สมุทรปราการ: 32 คน (ชาย 30 คน, หญิง 2 คน)

    รัฐบาลได้กำชับให้หน่วยงานในพื้นที่ดังกล่าวและจังหวัดใกล้เคียง ยกระดับการติดตามและดำเนินมาตรการควบคุมโรคอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในจุดที่มีความเสี่ยงสูง

    อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

    เร่งกระจาย “วัคซีนป้องกันโรคฝีดาษวานร” ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยง

    นางสาวอัยรินทร์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลได้มอบหมายให้กรมควบคุมโรคร่วมกับภาคีเครือข่าย ดำเนินมาตรการเชิงรุก ทั้งการเฝ้าระวัง คัดกรอง และสอบสวนโรค ควบคู่กับการให้ความรู้เรื่อง โรคฝีดาษวานร (หรือที่เข้าใจกันในชื่อเดิมว่า ฝีดาษลิง), เอชไอวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมทางเพศที่ปลอดภัย

    ในส่วนของการบริหารจัดการวัคซีน กรมควบคุมโรคได้รับการสนับสนุนจากอาเซียนจำนวน 2,220 ขวด

    ล่าสุด (ข้อมูล ณ วันที่ 16 มกราคม 2569) ได้ดำเนินการจัดสรร วัคซีนป้องกันโรคฝีดาษวานร ไปแล้วรวม 2,175 ขวด ให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ทั้งภาครัฐ เอกชน ภาคประชาสังคม และกลุ่มที่มีพฤติกรรมเสี่ยงใน 4 พื้นที่ยุทธศาสตร์ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร, ชลบุรี, เชียงใหม่ และภูเก็ต

    รัฐบาลเผยยอดป่วย

    แนะวิธีสังเกตอาการฝีดาษลิงและป้องกันตนเอง

    เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงและป้องกันการแพร่ระบาด ประชาชนควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้

    • หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีผื่น หรือตุ่มผิดปกติทางผิวหนัง
    • หมั่นรักษาความสะอาด ล้างมือบ่อย ๆ และไม่ใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
    • หากมีไข้ ร่วมกับมีผื่น หรือตุ่มหนอง ให้สงสัยไว้ก่อนว่าเป็นอาการของโรค

    “หากประชาชนมีอาการสงสัย ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีและแยกตัวเลี่ยงการสัมผัสผู้อื่น หรือหากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ โรคฝีดาษวานร สามารถสอบถามได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422” นางสาวอัยรินทร์ กล่าวย้ำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-life/736663&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QWva5PZY5148m9LgpnZG4

  • นายกอุ๊ชูธงยกเครื่องท่องเที่ยวไทย! ปั้นทีมเซลล์ระดับจังหวัดแมตชิ่งตลาดโลก มั่นใจเห็นผลใน 9 เดือน

    นายกอุ๊ชูธงยกเครื่องท่องเที่ยวไทย! ปั้นทีมเซลล์ระดับจังหวัดแมตชิ่งตลาดโลก มั่นใจเห็นผลใน 9 เดือน

    วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.09 น.

    “นายกอุ๊” ปชป.  ประกาศ “ยกเครื่องท่องเที่ยวไทย” รื้อโครงสร้างใหม่ทั้งประเทศ ชูโมเดลทีมเซลล์ 77 จังหวัดบุกโลก พลิกท่องเที่ยวไทยสู่มูลค่าสูง จากฐานรากสู่เวทีสากล 

    19 ม.ค.69 สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) จัดเวทีเสวนาแถลงนโยบายจากพรรคการเมือง ภายใต้หัวข้อ “นโยบายการส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ : ทิศทางสู่การพัฒนาประเทศไทย” โดยพรรคประชาธิปัตย์ได้ส่ง นายวัชรพงศ์ ระดมสิทธิพัฒน์ หรือ “นายกอุ๊” ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 1 หมายเลข7 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เข้าร่วมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และนำเสนอนโยบายด้านการท่องเที่ยวอย่างเข้มข้น

    นายกอุ๊ กล่าวว่าพรรคประชาธิปัตย์เสนอแนวคิด “ยกเครื่องโครงสร้างการท่องเที่ยวไทย” ปรับระบบใหม่ทั้งประเทศจากรากฐาน โดยย้ำว่าประเทศไทยมีสินค้าและทรัพยากรด้านการท่องเที่ยวจำนวนมาก ทั้งแหล่งท่องเที่ยว อาหารไทย สินค้าเกษตร วัฒนธรรมประเพณี สินค้าอุตสาหกรรม โอท็อป เอสเอ็มอี เวลเนส โคกหนองนา นวัตวิถี ตลอดจนการแพทย์และสุขภาพ แต่ปัญหาสำคัญคือที่ผ่านมาไทย

     “มีของแต่ขายไม่เป็น”

    และพึ่งพากลไกส่วนกลางเป็นหลัก ทั้งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและหลายกระทรวงที่ออกงานต่างประเทศโดยขาดการบูรณาการอย่างแท้จริง จึงจำเป็นต้องรื้อและปรับโครงสร้างใหม่ทั้งหมด

    พรรคประชาธิปัตย์เสนอให้ 77 จังหวัดเชื่อมต่อกับตลาดโลกอย่างเป็นระบบ โดยแต่ละจังหวัดต้องมีทีมทำงานของตนเอง ทำหน้าที่เป็น “เซลส์” และ “ทูตวัฒนธรรม ทูตสินค้า” นำจุดเด่นของจังหวัดไปแมตชิ่งและออกงานแสดงสินค้าและท่องเที่ยวในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นจีน ยุโรป อินเดีย แอฟริกา หรืออาเซียน 

    นายกอุ๊ยกตัวอย่างจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ต้องสามารถนำแบรนด์จังหวัดไปจัดแสดงในงานท่องเที่ยวระดับโลก เช่น ITB และงานในหลายมณฑลของจีน เพื่อดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพเข้าพื้นที่ 

    ขณะเดียวกันจังหวัดอื่น ๆ เช่น อุทัยธานี ฉะเชิงเทรา หรืออุบลราชธานี ก็สามารถทำเช่นเดียวกันได้ หากทุกจังหวัดมีทีมที่พร้อมและแข่งขันกัน ประเทศไทยจะมีสินค้าไม่พอขายในตลาดโลก

    แนวคิดสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์คือ

    “รัฐนำ เอกชนตาม และเอกชนนำ รัฐหนุน” 

    โดยในแต่ละจังหวัดมีภาคีครบทุกมิติ ทั้งสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว หอการค้า สภาวัฒนธรรม โอท็อปเทรดเดอร์ ภาคธุรกิจเพื่อสังคม สภาเอสเอ็มอี และเครือข่ายเยาวชนธุรกิจ ซึ่งเป็นคนเก่งในพื้นที่ที่รู้จักจังหวัดของตนดีที่สุด รัฐต้องใช้ศักยภาพของคนเหล่านี้ไปบุกตลาดโลก พร้อมสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน ถนน ห้องน้ำ ประปา ไฟฟ้า และการพัฒนาชุมชน เพื่อให้รองรับนักท่องเที่ยวได้อย่างแท้จริง 

    โดยย้ำว่าที่ผ่านมาโครงการก่อสร้างด้านท่องเที่ยวจากส่วนกลางมักถูกถ่ายโอนภาระให้ท้องถิ่นโดยไม่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ ซึ่งเป็นระบบที่ต้องยกเลิกและออกแบบใหม่ทั้งหมด

    นายกอุ๊ ระบุว่าการเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวไม่จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว แต่ต้องมุ่งสู่ “การท่องเที่ยวมูลค่าสูง” 

    โดยโฟกัสกลุ่มเวลเนส สุขภาพ การแพทย์ ความงาม และกลุ่มพำนักระยะยาว เช่น นักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง อินเดีย และผู้ที่ต้องการใช้ไทยเป็นบ้านหลังที่สอง พร้อมชี้ว่าไทยมีศักยภาพด้านการแพทย์และทันตกรรมที่มีคุณภาพและราคาต่ำกว่าหลายประเทศ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างมาก

    ในด้านการวัดผล พรรคประชาธิปัตย์เสนอใช้มาตรการภาษีและระบบจูงใจ เช่น การคืนภาษีหรือชดเชยให้ผู้ประกอบการที่ให้บริการนักท่องเที่ยวมูลค่าสูง รวมถึงการสะสมแต้มหรือTOKEN สำหรับนักท่องเที่ยว เพื่อใช้ติดตามการใช้จ่ายและเป็นตัวชี้วัดเชิงรูปธรรม ขณะเดียวกันการดึงดูดนักท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่มจะอาศัยโมเดล 77 จังหวัด 77 ทีม ซึ่งแต่ละจังหวัดจะรู้ดีที่สุดว่าสินค้าและแหล่งท่องเที่ยวใโดในจังหวัดตัวเองมีอะไรบ้าง 

    และมีการบูรณาการ โดยใช้งบประมาณของจังหวัด อบต. และเทศบาลในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากรในพื้นที่ รวมถึงงบประมาณจากส่วนกลางร่วมกัน

    สำหรับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน นายกอุ๊กล่าวว่าพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวหนาแน่น เช่น ภาคใต้ ทะเล และอุทยานแห่งชาติ จำเป็นต้องใช้ทั้งมาตรการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวควบคู่กับการสร้างจิตสำนึกให้กับนักท่องเที่ยวและชุมชนท้องถิ่น รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติให้เป็น “ทำเลทอง” ของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง

    ด้านการยกระดับแรงงานและเอสเอ็มอี พรรคประชาธิปัตย์เสนอให้รัฐสนับสนุนด้านภาษีและกองทุนเฉพาะกิจสำหรับการลงทุนด้านการท่องเที่ยว โดยไม่คิดดอกเบี้ย ครอบคลุมทั้งการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว บุคลากร และผลิตภัณฑ์ พร้อมส่งเสริมให้เอสเอ็มอีรวมกลุ่มเป็นธุรกิจเพื่อสังคมระดับจังหวัด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

    ในประเด็นทัวร์ศูนย์เหรียญ นอมินี และทุนเทา นายกอุ๊ย้ำว่าต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยใช้การชี้เป้า ตรวจสอบเส้นทางการเงิน ให้รางวัลนำจับ และยึดทรัพย์ พร้อมขึ้นบัญชีดำและผลักดันออกนอกประเทศ พร้อมยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์มีความเชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบ และพร้อมเอาจริงกับปัญหานี้

    สำหรับการเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยว นายกอุ๊เห็นว่าจำเป็นต้องจัดเก็บและตั้งเป็นกองทุน เพื่อให้ท้องถิ่น อบต. สมาคม และภาคเอกชน สามารถขอใช้งบไปพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว โครงสร้างพื้นฐาน และบุคลากร โดยชี้ว่าค่าธรรมเนียมในอัตรา 300 บาทถือว่าเหมาะสมเมื่อเทียบกับค่าเงินปัจจุบัน และเป็นแหล่งงบประมาณสำคัญในการดูแลแหล่งท่องเที่ยว

    และจากคำถามหากพรรคประชาธิปัตย์ได้รับผิดชอบเรื่องท่องเที่ยวในระยะเวลาปีแรก จะทำอะไรอย่างไร 

    หากได้บริหารกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา นายกอุ๊ระบุว่าสามารถเห็นผลได้ภายใน 9 เดือน โดย 3 เดือนแรกจัดตั้งและประชุมทีมจังหวัด 3 เดือนถัดมาเตรียมงบกลางประมาณ 1,000 ล้านบาท เพื่อกำหนดตลาดเป้าหมาย และไตรมาสถัดไปจะเริ่มเห็นการเชื่อมโยงด้านการท่องเที่ยวและการค้ากับต่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

    นายกอุ๊สรุปว่า นโยบายท่องเที่ยวของพรรคประชาธิปัตย์ มุ่งขับเคลื่อนจากฐานราก กระจายรายได้สู่ท้องถิ่นอย่างรวดเร็ว สร้างเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง พร้อมยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่เพียงนำเสนอนโยบาย แต่มีความพร้อมในการลงมือทำจริง เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวไทยให้แข่งขันได้ในเวทีโลกอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/941687&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21CLR4jRfuWnec5fVd3mRb

  • เดินหน้าขับเคลื่อนท่องเที่ยวทางทะเล ภูเก็ต กระบี่ สตูล ตอกย้ำศูนย์กลางของภูมิภาค

    เดินหน้าขับเคลื่อนท่องเที่ยวทางทะเล ภูเก็ต กระบี่ สตูล ตอกย้ำศูนย์กลางของภูมิภาค

    ททท. เดินหน้าขับเคลื่อนการท่องเที่ยวทางทะเล ตอกย้ำบทบาทศูนย์กลางการท่องเที่ยวของภูมิภาค เชื่อมโยง ไทย–อินโดนีเซีย–มาเลเซีย ในงาน Thailand Boat Festival 2026

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ให้การสนับสนุนการจัดกิจกรรม Thailand Boat Festival 2026 ระหว่างวันที่ 15–18 มกราคม 2569 ณ Phuket Boat Lagoon จังหวัดภูเก็ต โดยมี นายณัฐ ครุฑสูตร รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว ร่วมพบปะพันธมิตรและเยี่ยมชมงาน เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาการท่องเที่ยวทางทะเลของประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของภูมิภาค และส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวระหว่างประเทศภายใต้กรอบ IMT-GT โดยใช้เวทีงานแสดงและกิจกรรมทางทะเลระดับนานาชาติเป็นพื้นที่เชื่อมโยงหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

    การจัดกิจกรรมดังกล่าวมุ่งขยายตลาดนักท่องเที่ยวที่มีความสนใจเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) ผ่านการนำเสนอสินค้าและบริการท่องเที่ยวคุณภาพสูงในระดับสากล ครอบคลุมทั้งประสบการณ์บนฝั่ง (Shore Excursion) แหล่งท่องเที่ยว (Destination) สินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยว (Product & Services) ตลอดจนบริการสนับสนุนที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางที่มีคุณค่าและตอบโจทย์นักท่องเที่ยวคุณภาพในระยะยาว

    ในโอกาสเดียวกัน ททท. ได้นำคณะผู้แทนหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวภายใต้กรอบความร่วมมือ IMT-GT (Indonesia–Malaysia–Thailand Growth Triangle) ซึ่งประกอบด้วย สาธารณรัฐอินโดนีเซีย สหพันธรัฐมาเลเซีย และศูนย์ประสานงานแผนงานเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย–มาเลเซีย–ไทย (Centre for Indonesia-Malaysia-Thailand Growth Triangle: CIMT) เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อประชาสัมพันธ์ความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการท่องเที่ยวทางทะเล และเน้นย้ำศักยภาพของการเดินทางเชื่อมโยงข้ามพรมแดน (Cross Border) อย่างไร้รอยต่อในอนุภูมิภาค

    กิจกรรมในครั้งนี้นับเป็นเวทีสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวทางทะเลของอนุภูมิภาค โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวและโครงสร้างพื้นฐานจากประเทศสมาชิก IMT-GT ได้เชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการด้าน Yacht Tourism, Marina, Charter Service และบริการที่เกี่ยวข้อง จากประเทศไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิด และกำหนดทิศทางการพัฒนาการท่องเที่ยวทางทะเลเชิงระบบในระดับภูมิภาค

    ภายในงานได้มีการจัดเสวนาหัวข้อ “Unlocking Thailand’s Potential as a Leading Marine Tourism Destination in Southeast Asia” เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2569 เวลา 15.30–16.30 น. โดยผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและสมาคมที่เกี่ยวข้องร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความพร้อมของประเทศไทย ทั้งด้านการพัฒนาบุคลากร สินค้าและบริการที่พร้อมเสนอขาย และแนวทางการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวทางทะเลแบบไร้รอยต่อ โดยในการเสวนาดังกล่าว ผู้แทนภาครัฐและเอกชนได้ร่วมสะท้อนภาพความพร้อมของประเทศไทยในทุกมิติ ทั้งด้านนโยบาย มาตรฐาน และการพัฒนาธุรกิจท่องเที่ยวทางทะเล

    นางสาววัจนันท์ ศิลปวรณ์วิวัฒน์ ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคใต้ ททท. กล่าวว่า ชายฝั่งอันดามันของประเทศไทยมีความพร้อมอย่างยิ่งในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวทางทะเลของภูมิภาคภายใต้กรอบความร่วมมือ IMT-GT โดยภูเก็ต กระบี่ และสตูล เป็นประตูสำคัญในการเชื่อมโยงการเดินทางทางเรือทั้งยอช์ต เรือสำราญ และเรือเฟอร์รี ระหว่างไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซียอย่างไร้รอยต่อ ททท. มุ่งพัฒนาบุคลากร ยกระดับสินค้าและบริการ และสร้างการเติบโตที่เกิดประโยชน์ต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

    นางสาวศิวาพร ถำวาปี ผู้แทนจากกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า กรมการท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานและการพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยวทางทะเล เพื่อให้ประเทศไทยมีความพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวคุณภาพจากทั่วโลก การทำงานร่วมกันภายใต้กรอบ IMT-GT จะช่วยสร้างระบบนิเวศการท่องเที่ยวทางทะเลที่เข้มแข็ง และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระดับสากล

    นายวัฒนา โชคสุวณิช ประธานสมาคมผู้ประกอบการท่องเที่ยวเรือสำราญไทย กล่าวว่า Thailand Boat Festival 2026 สะท้อนพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการพัฒนาเครือข่ายการท่องเที่ยวทางทะเลอย่างเป็นรูปธรรม ภูเก็ต กระบี่ และสตูล พร้อมเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงการเดินทางทางเรือกับลังกาวี ปีนัง และซาบัง เพื่อสร้างประสบการณ์ยอช์ตระดับโลกภายใต้กรอบความร่วมมือ IMT-GT และเปิดเส้นทางการท่องเที่ยวใหม่ที่เชื่อมโยงสามประเทศอย่างไร้รอยต่อ

    โดยเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2569 เวลา 15.30–16.30 น. ได้มีการจัดเสวนาในหัวข้อ “IMT-GT as a Dreamed Destination for Quality Yacht Experience” โดยผู้แทนจากหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศสมาชิก IMT-GT ร่วมเสนอวิสัยทัศน์ จุดแข็ง และโอกาสในการพัฒนาการท่องเที่ยวทางทะเลภายใต้กรอบความร่วมมือ IMT-GT พร้อมเน้นย้ำบทบาทของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงการท่องเที่ยวทางทะเลของภูมิภาค ร่วมกับอินโดนีเซียและมาเลเซีย ได้แก่ Mr. Amri Bukhairi Bakhtiar, Director, Centre for the Indonesia-Malaysia-Thailand Growth Triangle (CIMT), Mr. Saut F. Siagian, SVP Marketing & Business Development, PT. Pelabuhan Indonesia (Pelindo) และ Mr. Mohd Ashrul Ashraf MohdNoor, Deputy Director, Package Development Division, Tourism Malaysia ได้ร่วมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ จุดแข็ง และโอกาสของการพัฒนาการท่องเที่ยวทางทะเลเชื่อมโยงสามประเทศ เพื่อผลักดันความร่วมมือให้เกิดความต่อเนื่องและเป็นรูปธรรมในระยะต่อไป โดยมี นางรุ่งทิพย์ บุกขุนทด ผู้อำนวยการกองเลขานุการและวิเทศสัมพันธ์ ททท. ร่วมถ่ายทอดทิศทางความร่วมมือระหว่างประเทศและบทบาทของประเทศไทยในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวทางทะเลภายใต้กรอบ IMT-GT

    นอกจากนี้ ผู้แทนหน่วยงานไทยและประเทศสมาชิก IMT-GT ยังได้หารือแนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวทางทะเลให้เกิดความต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม อาทิ การจัดทำคู่มือสินค้าและบริการท่องเที่ยวเชื่อมโยง 3 ประเทศ การพัฒนาสื่อประชาสัมพันธ์ออนไลน์ การเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการขายด้านการท่องเที่ยวทางทะเล และการจัดกิจกรรมทางการตลาดภายใต้แบรนด์ Sail IMT-GT ซึ่งจะนำไปสู่การขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวในกรอบ IMT-GT ในระยะต่อไป

    ททท. เชื่อมั่นว่า การใช้เวที Thailand Boat Festival 2026 เป็นพื้นที่ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ จะช่วยตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการท่องเที่ยวทางทะเลของภูมิภาค และสนับสนุนการพัฒนาการท่องเที่ยวของอนุภูมิภาค IMT-GT ให้เติบโตอย่างยั่งยืนและแข่งขันได้ในเวทีนานาชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/localbusiness/2908752&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2iJpoNgOmm4Lb7QzoxHE6n

  • ไทยพร้อมเป็นศูนย์กลาง  “ท่องเที่ยวทางน้ำ” ของภูมิภาค เตรียมเป็นเจ้าภาพ Interferry 2026

    ไทยพร้อมเป็นศูนย์กลาง “ท่องเที่ยวทางน้ำ” ของภูมิภาค เตรียมเป็นเจ้าภาพ Interferry 2026

    ททท.เผย ไทยพร้อมเป็นศูนย์กลาง“ท่องเที่ยวทางน้ำ” ของภูมิภาค เตรียมเป็นเจ้าภาพการจัดงาน “Interferry 2026 – The 50th Annual Interferry Conference  2026” ระหว่างวันที่ 31 ต.ค. – 4 พ.ย.นี้

    วันนี้ ( 19 ม.ค.2569) นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)  กล่าวว่า การประชุม Interferry เป็นเวทีระดับนานาชาติในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และมุมมองเชิงกลยุทธ์ในประเด็นสำคัญของอุตสาหกรรมการเดินเรือเฟอร์รี่ระดับโลก  โดยสมาคมอินเตอร์เฟอร์รี่ (Interferry) องค์กรนานาชาติที่เป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมเรือเฟอร์รี่และเรือโดยสารทั่วโลก ได้ประกาศเลือกกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย เป็นเจ้าภาพจัดงาน Interferry 2026 – The 50th Annual Interferry Conferenceการประชุมประจำปีครั้งที่ 50 ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 ต.ค.– 4 พ.ย.2569

    นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท.

    นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท.

    โดยจะมีผู้แทนจากอุตสาหกรรมเรือเฟอร์รี่และเรือโดยสารเข้าร่วมการประชุมกว่า 400 คน จากกว่า 270 บริษัท ใน 40 ประเทศทั่วโลก จากภูมิภาคยุโรป อเมริกา และเอเชีย ซึ่ง ททท. พร้อมสนับสนุนการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์การจัดงาน รวมถึงอำนวยความสะดวก และออกบูธสาธิตกิจกรรมเสน่ห์ไทย เพื่อสร้างความประทับใจแก่ผู้ร่วมงาน

    รองผู้ว่าททท. กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้จะเป็นเวทีสำคัญในการร่วมกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมการเดินเรือเฟอร์รี่ระดับโลก ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และมุมมองต่อประเด็นสำคัญของอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็น กลยุทธ์ทางการตลาด การบริหารจัดการเส้นทางเดินเรือ  กฎหมายการเดินเรือระหว่างประเทศภายใต้ IMO ความปลอดภัย เทคโนโลยีเรือรุ่นใหม่ นวัตกรรมด้านพลังงานสะอาด และแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมการเดินทางทางน้ำอย่างยั่งยืน

    Mr. Mike Corrigan ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ Interferry

    Mr. Mike Corrigan ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ Interferry

     ทั้งนี้การที่กรุงเทพมหานคร ได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุม สะท้อนถึงศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการคมนาคมทางน้ำ การท่องเที่ยวและการจัดประชุมนานาชาติในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ด้วยจุดแข็งทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบคมนาคมทางน้ำที่หลากหลาย วัฒนธรรมการเดินเรือที่มีเอกลักษณ์ รวมถึงความพร้อมด้านการบริการและการต้อนรับในระดับสากล ซึ่งการประชุมจะส่งเสริมบทบาทและยกระดับมาตรฐาน อุตสาหกรรมเดินเรือไทยให้เติบโตสู่ระดับโลก และนำไปสู่การเพิ่มรายได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยต่อไป

    อ่านข่าว:

    วัดอรุณราชวราราม ออกแถลงการณ์ กรณีช่างภาพบริการถ่ายภาพภายในวัด

    ทย. เผยสถิติเดินทางปีใหม่คึกคัก “กระบี่” ครองแชมป์ผู้โดยสาร – เที่ยวบินสูงสุด

    “ไทยเที่ยวไทย”ยังฮอต “ภาคเหนือ” ครองแชมป์ นักเที่ยวนิยมปักหมุดเช็คอิน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/501223&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2wgYmHsFlhEdsmmZt2v4ti

  • New U Life ดันไทยฮับสุขภาพโลก เชื่อม Wellness สู่ Soft Power

    New U Life ดันไทยฮับสุขภาพโลก เชื่อม Wellness สู่ Soft Power

    เจาะลึกเทรนด์สุขภาพยุคใหม่: เมื่อ “ฮอร์โมน” คือกุญแจสำคัญสู่การปักหมุดไทยเป็นฮับ Wellness ระดับโลก

    ในยุคที่นิยามของคำว่า “สุขภาพดี” ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การออกกำลังกายหรือการทานอาหารคลีนอีกต่อไป แต่ลึกลงไปถึงระดับสมดุลภายในร่างกาย หรือ Systemic Hormone Health (สุขภาพฮอร์โมนเชิงระบบ) ซึ่งกำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญของการดูแลตัวเองในศตวรรษที่ 21
     

    New U Life ดันไทยฮับสุขภาพโลก เชื่อม Wellness สู่ Soft Power

    ล่าสุด New U Life Thailand ได้จัดงานฉลองครบรอบ 1 ปี “From First to Future” สะท้อนให้เห็นถึงการตื่นตัวครั้งใหญ่ของวงการสุขภาพไทย ที่ไม่เพียงแต่มุ่งเน้นการดูแลตัวเอง แต่กำลังก้าวไปสู่การผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็น “จุดหมายปลายทางด้านสุขภาพระดับโลก” (Global Health Destination)

    ฮอร์โมน: รากฐานของพลังชีวิตและเศรษฐกิจ
    สุขภาพฮอร์โมนไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นรากฐานของ “คุณภาพชีวิต” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการนอนหลับ อารมณ์ สมาธิ และระดับพลังงานในแต่ละวัน

    ศาสตราจารย์ ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศักดิ์ นักวิชาการอาวุโสจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้ชี้ให้เห็นมุมมองที่น่าสนใจในหัวข้อ “The Future of Wellness Hormones as the Extraordinary Key” ว่า ฮอร์โมนคือกุญแจสำคัญที่คนยุคใหม่ต้องรู้ เพราะสุขภาพฮอร์โมนที่ดีไม่ได้ส่งผลดีแค่ต่อตัวบุคคล แต่ยังส่งผลถึงศักยภาพการทำงาน และเป็นฐานรากสำคัญของสังคมและเศรษฐกิจในระยะยาว

    New U Life ดันไทยฮับสุขภาพโลก เชื่อม Wellness สู่ Soft Power

    เชื่อมโยง Wellness สู่ Soft Power และเศรษฐกิจสร้างสรรค์
    ไฮไลท์สำคัญของการก้าวสู่ปีต่อไป คือการมองเห็นศักยภาพของประเทศไทยในมุมมองใหม่ โดย จีระยุ จารุกิตติวรกานต์ ผู้นำด้านอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ได้ฉายภาพการเชื่อมโยงระหว่าง Wellness กับ Soft Power

    ประเทศไทยมีความพร้อมทางต้นทุนวัฒนธรรมและการบริการ เมื่อผนวกเข้ากับนวัตกรรมด้านสุขภาพ จะเกิดเป็น Wellness Tourism หรือการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ทรงพลัง การขับเคลื่อนนี้จะช่วยยกระดับไทยจากเพียงแหล่งท่องเที่ยวสวยงาม ให้กลายเป็นฮับสุขภาพที่น่าเชื่อถือ ดึงดูดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศในเวทีโลกอย่างแท้จริง

    New U Life ดันไทยฮับสุขภาพโลก เชื่อม Wellness สู่ Soft Power  

    นวัตกรรมเปลี่ยนโลก: จากการรักษา สู่การป้องกัน
    New U Life ในฐานะองค์กร Wellness ระดับโลก ภายใต้การนำวิสัยทัศน์โดย Stony Tanner มองเห็นว่าตลาดสุขภาพในเอเชียแปซิฟิก โดยเฉพาะประเทศไทย มีศักยภาพสูงมากในการเติบโต โดยหัวใจสำคัญคือการเปลี่ยน Mindset จากการ “รักษาเมื่อป่วย” มาเป็น “การดูแลเชิงป้องกัน”

    ผลิตภัณฑ์เรือธงอย่าง SomaDerm® จึงถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นี้ ด้วยเทคโนโลยีที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของระบบฮอร์โมนตามธรรมชาติ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงานและวัย 40+ ที่ร่างกายเริ่มส่งสัญญาณความเปลี่ยนแปลง เพื่อให้ Wellness กลายเป็นไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืน ไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว

    New U Life ดันไทยฮับสุขภาพโลก เชื่อม Wellness สู่ Soft Power

    ก้าวต่อไปสู่ปี 2026
    ปีที่ผ่านมาคือจุดเริ่มต้น แต่เป้าหมายในปี 2026 ของ New U Life Thailand คือการสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้คนไทยสามารถดูแลสุขภาพฮอร์โมนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนให้ประเทศไทย ยืนหนึ่งในฐานะเมืองหลวงแห่งสุขภาพของโลกอย่างเต็มภาคภูมิ
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-life/736693&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw029gwDp574jbLXS1hk223E

  • นูทานิคซ์ คาดการณ์ทางเทคโนโลยี ปี 2026

    นูทานิคซ์ คาดการณ์ทางเทคโนโลยี ปี 2026

    นูทานิคซ์ คาดการณ์ทางเทคโนโลยี ปี 2026

    บทความโดยนายลี แคสเวลล์, รองประธานอาวุโสฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์และโซลูชัน, นูทานิคซ์นายเดโบโชติ ดัตตา, ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปัญญาประดิษฐ์, นูทานิคซ์

    องค์กรจำนวนมากมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญในการประยุกต์ใช้ AI ทั้งเรื่องของการกำหนดกลยุทธ์ด้านไอที โครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงความปลอดภัยไซเบอร์ ผลสำรวจ Enterprise Cloud Index (ECI) ล่าสุดของนูทานิคซ์ เผยแนวโน้มสำคัญไม่ว่าจะเป็นความท้าทายในการปรับขนาดเวิร์กโหลด GenAI จากการพัฒนาสู่การใช้งานจริง การกำกับดูแลข้อมูลที่เกิดจากการใช้ GenAI ความเป็นส่วนตัว ความโปร่งใสที่สามารถตรวจสอบได้ และการบูรณาการกับโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีที่มีอยู่เดิม

    นูทานิคซ์ คาดการณ์ทางเทคโนโลยี ปี 2026

    นายลี แคสเวลล์ รองประธานอาวุโสฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์และโซลูชัน ของนูทานิคซ์ และนายเดโบโชติ ดัตตา ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปัญญาประดิษฐ์ ของนูทานิคซ์ ได้คาดการณ์ AI ในปี 2026 เพื่อเป็นแนวทางให้องค์กรต่าง ๆ เตรียมพร้อมปลดล็อกและใช้ศักยภาพของตนอย่างเต็มที่ในยุคของการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว

    ธุรกิจต่าง ๆ จะเปลี่ยนจาก AI-first สู่ AI-smartองค์กรหลายแห่งกระโจนเข้าใช้ AI (AI-first) อย่างรวดเร็วโดยไม่คิดถึงผลที่จะตามมา และขาดการวางแผนอย่างชัดเจนว่าจะใช้ AI กับงานส่วนใดของธุรกิจได้บ้างจริง ๆ เช่นเดียวกับช่วงที่กระแส cloud-first มาแรง ที่สุดท้ายแล้วองค์กรต่างต้องเริ่มกลับมาประเมินเทคโนโลยีที่ใช้อยู่ของตัวเองใหม่ และพิจารณาอย่างจริงจังว่าจะนำ AI ไปใช้งานในส่วนใดจึงจะนำมาซึ่งประโยชน์สูงสุดต่อองค์กรบ้าง

    แอปพลิเคชัน AI กลายเป็นแอปพลิเคชันสำคัญต่อธุรกิจจนขาดไม่ได้อย่างรวดเร็วกว่าแอปฯ รูปแบบอื่นที่เราเคยเห็นมา ในปี 2026 องค์กรต่าง ๆ จะเริ่มผสานรวม AI เข้ากับระบบไอทีหลักขององค์กรโดยเน้นสามด้านสำคัญคือ ความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นทางธุรกิจ, การจัดการและบำรุงรักษาระบบหลังการติดตั้ง (day two operations) และ ความปลอดภัย

    การมาถึงของ Enterprise AGI ที่ใกล้ความจริงเข้าไปทุกขณะ โดยมี AI Agents เป็นตัวขับเคลื่อนโมเดลและระบบ AI ที่มีศักยภาพสูงในปัจจุบัน สามารถทำงานที่ยากมาก ๆ ที่แม้แต่มนุษย์ผู้เชี่ยวชาญที่สุดยังต้องยอมรับ ไม่ว่าจะเป็นการแก้โจทย์คณิตศาสตร์ขั้นสูง หรือการเขียนโค้ดที่ซับซ้อน เมื่อมีการนำขีดความสามารถระดับสูงเหล่านี้มาปรับใช้และบูรณาการเข้ากับระบบขององค์กรผ่าน AI agents ก็จะทำให้ใกล้ถึงจุดที่ระบบสามารถทำงานในระดับที่ใกล้เคียงกับ AGI ซึ่งมีศักยภาพในการดำเนินงานส่วนใหญ่ขององค์กรให้สำเร็จได้อย่างเบ็ดเสร็จ

    การเติบโตของโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่มีความเป็นอิสระและมีอำนาจจัดการเบ็ดเสร็จด้วยตนเอง โดยเฉพาะนอกประเทศสหรัฐอเมริกาการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ทำให้หลายประเทศเริ่มลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่มีอิสระและควบคุมได้ด้วยตนเอง (Sovereign AI infrastructure) ทั้งในด้านซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI ทั้งในส่วนของการใช้งานทางธุรกิจทั่วไปและด้านอื่น ๆ ได้

    โดยเริ่มจากการมี GPU farms ระบบพลังงานและพื้นที่ใช้งานที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงสแต็กซอฟต์แวร์และโมเดลพื้นฐาน เป็นของตนเอง และทั้งหมดนี้จะได้รับการปรับแต่งให้ตรงความต้องการเฉพาะด้วยข้อมูลที่เป็นสิทธิ์และอยู่ในการควบคุมของตนเอง ซึ่งจะทำให้เกิดสแต็กโครงสร้างพื้นฐานซอฟต์แวร์ใหม่ในที่สุด

    Sovereign edge จะยังคงวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องAI คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้โครงสร้างพื้นฐานมีลักษณะกระจายตัวมากขึ้น เพราะ AI เริ่มขยายขอบเขตไปประมวลผล ณ จุดกำเนิดของข้อมูล (edge) มากขึ้น องค์กรจึงต้องพิจารณาถึงเรื่องของการบริหารจัดการที่ต้องทำได้ทั่วโลก ความปลอดภัยแบบกระจายศูนย์ นโยบายการกู้คืนและทำลายระบบจากระยะไกล (remote recovery/destruction policies) ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับการใช้เทคโนโลยี sovereign edge นอกจากนี้องค์กรยังต้องพึ่งพาวิศวกรรมด้านแพลตฟอร์มให้มากขึ้น เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าว

    การใช้ AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทำให้ธุรกิจต่างมองหาวิธีการประมวลผลข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ AI ภายในพื้นที่การทำงานที่อยู่ในอำนาจควบคุมของตนเอง ส่งผลให้องค์กรต่าง ๆ หันมาใช้โซลูชันด้านการบริหารจัดการที่ใช้ได้ทั่วโลกที่ผนวกรวมระบบความปลอดภัย และความแข็งแกร่งของการทำงานที่ edge เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อการควบคุมดูแลที่มีประสิทธิภาพ

    การเติบโตอย่างรวดเร็วของ open generative AI และ Agents ที่ทำงานอยู่ภายในองค์กรแม้จะยังมีความกังวลเกี่ยวกับ AI อยู่ไม่น้อย แต่ประโยชน์ที่ได้รับนั้นชัดเจนและจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ในประเทศสหรัฐอเมริกามีแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากห้องปฏิบัติการด้านการพัฒนาโมเดลพื้นฐานต่าง ๆ และแอปพลิเคชันเปลี่ยนโลกอย่าง Cursor ในขณะที่นอกประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เกิดกระแสโอเพ่นโมเดลอย่างกว้างขวาง เช่น DeepSeek, Mistral และอื่น ๆ โมเดลเหล่านี้ได้รับการปรับแต่งด้วยข้อมูลเฉพาะที่อยู่ในการควบคุมขององค์กร เพื่อนำไปใช้งานภายในองค์กรนั้น ๆ

    ปัจจุบันเทคโนโลยีโอเพ่นซอร์สที่อาศัยการทำงานร่วมกับโมเดล open weights ที่พัฒนานอกประเทศสหรัฐอเมริกา สามารถทำงานเทียบเคียงได้กับแอปพลิเคชัน AI ชั้นนำแล้ว นูทานิคซ์คาดว่าเทคโนโลยีที่เป็นระบบเปิดนี้จะเติบโตอย่างรวดเร็ว จนนำไปสู่ปรากฎการณ์ที่ความต้องการใช้งานเพิ่มขึ้นตามประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นของเทคโนโลยีตามแนวคิด Jevon’s Paradox และจะเป็นแรงกดดันให้ค่ายโมเดลในประเทศสหรัฐอเมริกาต้องลงมาแข่งขันในตลาด open weights models อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    อุตสาหกรรมเทคโนโลยีกำลังก้าวสู่ทศวรรษแห่งสงครามแพลตฟอร์มเรากำลังก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่วงการเทคโนโลยีจะเต็มไปด้วยการขับเคี่ยวกันเพื่อชิงความเป็นใหญ่ในด้านแพลตฟอร์ม ที่ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับฟีเจอร์ใดฟีเจอร์หนึ่งอีกต่อไป แต่จะวัดกันที่ความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นของทั้งแพลตฟอร์ม องค์กรต่างๆ จะให้ความสำคัญกับโซลูชันที่เน้นเป็นแบบแพลตฟอร์มมากขึ้นเรื่อย ๆ โซลูชันที่ให้ความอิสระในการเลือกใช้เทคโนโลยี ควบคู่ไปกับความสามารถที่จะตอบโจทย์ตามลำดับความสำคัญหลักสามประการ ได้แก่ ความแข็งแกร่งและยืดหยุ่น (resiliency) การปรับปรุงฮาร์ดแวร์ให้ทันสมัย และ การยกระดับซอฟต์แวร์ให้ทันสมัย

    เส้นทางสู่การสร้างนวัตกรรมที่เร็วที่สุดจะเกิดจากแพลตฟอร์มที่เปิดกว้าง ไม่ว่าจะเป็นการให้อิสระในการเลือกใช้คอนเทนเนอร์ต่าง ๆ อิสระในการเลือกโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) และการเลือกหน่วยประมวลผลกราฟฟิก (GPUs) ผู้ให้บริการที่สามารถบูรณาการทางเลือกเหล่านี้เข้าด้วยกันได้อย่างราบรื่นและรวดเร็วจะเป็นผู้คว้าชัยในยุคนี้ ขณะที่องค์กรที่เลือกใช้แพลตฟอร์มที่สมบูรณ์ที่สุด จะสามารถบริหารจัดการแอปพลิเคชันทั้งแบบดั้งเดิมและแอปพลิเคชันใหม่ที่ติดตั้งอยู่บนไฮบริดคลาวด์ รวมถึง ณ sovereign edge ได้อย่างมีประสิทธิภาพ


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12782050&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pBAFkwNCX5gs40PlA9sZa

  • TISCO ESU ส่องเศรษฐกิจจีนในปี 2025 เติบโตได้ 5.0% ตามเป้าหมายของทางการ แม้ GDP ในไตรมาส 4/2025 ชะลอตัวลงสู่ระดับ 4.5% ต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2022 – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Today’s Data Releases

    • ยูโรโซน:ดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจจากสถาบัน ZEW (ZEW Survey Expectations) เดือน ม.ค.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • เศรษฐกิจจีน (Real GDP growth) ในไตรมาส 4/2025 เติบโต 4.5% YoY ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ชะลอตัวลงจาก 4.8% ในไตรมาส 3/2025 และถือเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 4/2022 ทั้งนี้ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจทั้งปี 2025 (Full-year GDP growth) อยู่ที่ 5.0% ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่ทางการจีนได้ตั้งไว้ที่ “ราว 5%”

    • แม้เศรษฐกิจจีนจะสามารถเติบโตได้ตามเป้าหมายของทางการ แต่เครื่องชี้ทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ในฝั่งของอุปสงค์ในประเทศส่งสัญญาณอ่อนตัวลงต่อเนื่อง โดยมีรายละเอียด ดังนี้

    • ยอดค้าปลีก (Retail sales)

       ในเดือน ธ.ค. ปรับเพิ่มขึ้น 0.9% YoY ชะลอตัวลงจาก 1.3% ในเดือน พ.ย. และต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 1.0% YoY โดยการเติบโตของยอดค้าปลีกในเดือน ธ.ค. ถือเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่การกลับมาเปิดประเทศหลังการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในปี 2022 โดยยอดค้าปลีกในปี 2025 ขยายตัว 3.7% YoY

    • การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร (Fixed assets investment)

       ในเดือน ม.ค. – ธ.ค. 2025 ปรับลดลง -3.8% YTD YoY (vs. -2.6% YTD YoY ในเดือน ม.ค. – พ.ย.) แย่กว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ -3.1% YTD YoY โดยปี 2025 ถือเป็นปีแรกในรอบ 30 ปี ที่การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรของจีนหดตัวนับตั้งแต่ที่เริ่มมีการเก็บข้อมูล

    • การลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ (Property investment)

       ในเดือน ม.ค. – ธ.ค. ปรับลดลง -17.2% YTD YoY (vs. -15.9% YTD YoY ในเดือน ม.ค. – พ.ย.) แย่กว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ -16.5% YTD YoY

    • ยอดขายที่อยู่อาศัย (Property investment)

       ในเดือน ม.ค. – ธ.ค. ปรับลดลง -13.0% YTD YoY (vs. -11.2% YTD YoY ในเดือน ม.ค. – พ.ย.) ขณะที่ราคาบ้านยังลดลงต่อเนื่อง ทั้งราคาบ้านใหม่และราคาบ้านมือสอง

    • ทั้งนี้ 

      การผลิตภาคอุตสาหกรรม (Industrial production)

       เติบโตได้ดีกว่าคาด โดยในเดือน ธ.ค. การผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัว 5.2% YoY ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือน (vs. 4.8% ในเดือน พ.ย.) และสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 5.0% YoY ตามทิศทางของภาคการส่งออกที่แข็งแกร่ง โดยทั้งปี 2025 การผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัว 5.9% YoY

    • ด้านอัตราการว่างงาน (Surveyed unemployment) ทรงตัวที่ 5.1% ในเดือน ธ.ค. 2025

    • ด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจซึ่งไม่ได้ปรับค่าตามการเปลี่ยนแปลงของราคา (Nominal GDP growth)  อยู่ที่ 4.0% ในปี 2025 ต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 1976 (ไม่นับรวมช่วง COVID-19) โดยถูกกดดันจากภาวะเงินฝืดที่ได้ดำเนินต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน แต่เราคาดว่าระดับราคาจะเริ่มกลับมาฟื้นตัวขึ้นได้ในปีนี้ จากราคาอาหารสดที่มีแนวโน้มฟื้นตัว ตลอดจนมาตรการ Anti-involution ของทางการจีนที่ช่วยควบคุมการแข่งขันและการตัดราคาในภาคอุตสาหกรรม

    • เครื่องชี้ทางเศรษฐกิจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนในเศรษฐกิจจีนระหว่างการผลิตและการส่งออกที่แข็งแกร่ง และอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ ทั้งในด้านการลงทุน การบริโภค ตลอดจนภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยการใช้จ่ายของผู้บริโภคและการลงทุนของภาคธุรกิจยังคงซบเซา ตามทิศทางของตลาดแรงงานที่อ่อนแอและราคาบ้านที่ลดลงต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ในประเทศ

    • ในปี 2026 คาดว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนมีแนวโน้มชะลอตัวลง (Bloomberg consensus คาด Real GDP growth ในปี 2026 อยู่ที่ 4.5%) โดยภาคการผลิตจะยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในกลุ่ม High-tech manufacturing  ขณะที่อุปสงค์ในประเทศยังมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ช้า หากทางการจีนไม่มีการออกมาตรการสนับสนุนอุปสงค์ในประเทศเพิ่มเติมนอกเหนือจากมาตรการอุดหนุนการซื้อสินค้าคงทน (Trade-in program) ที่ได้ประกาศออกมาในช่วงต้นปี โดยเราคาดว่าทางการจีนมีแนวโน้มตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP growth target) ในปี 2026 ไว้ที่ “ราว 5%” เช่นเดียวกับในปี 2025 (แต่อาจมีโอกาสที่ทางการจีนจะตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ 4.5-5% หลังผู้นำระดับสูงเน้นเรื่องการเติบโตแบบมีคุณภาพ (High-quality growth) มากขึ้น) ด้านเป้าหมายการขาดดุลการคลัง (Official fiscal deficit) ยังมีแนวโน้มอยู่ที่ระดับ 4.0% ของ GDP เช่นเดียวกับในปี 2025 นอกจากนี้ เราคาดว่า ธนาคารกลางจีนมีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายรวม 20 bps และลดอัตราเงินสำรองตามกฎหมาย (RRR) 50 bps ในปีนี้ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจและสภาพคล่องในประเทศต่อไป

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/01/20/610769/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21zjZPZSJJEe5b9AJx6IWS

  • TISCO ESU ส่องเศรษฐกิจจีนในปี 2025 เติบโตได้ 5.0% ตามเป้าหมายของทางการ แม้ GDP ในไตรมาส 4/2025 ชะลอตัวลงสู่ระดับ 4.5% ต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2022 – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Today’s Data Releases

    • ยูโรโซน:ดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจจากสถาบัน ZEW (ZEW Survey Expectations) เดือน ม.ค.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • เศรษฐกิจจีน (Real GDP growth) ในไตรมาส 4/2025 เติบโต 4.5% YoY ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ชะลอตัวลงจาก 4.8% ในไตรมาส 3/2025 และถือเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 4/2022 ทั้งนี้ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจทั้งปี 2025 (Full-year GDP growth) อยู่ที่ 5.0% ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่ทางการจีนได้ตั้งไว้ที่ “ราว 5%”

    • แม้เศรษฐกิจจีนจะสามารถเติบโตได้ตามเป้าหมายของทางการ แต่เครื่องชี้ทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ในฝั่งของอุปสงค์ในประเทศส่งสัญญาณอ่อนตัวลงต่อเนื่อง โดยมีรายละเอียด ดังนี้

    • ยอดค้าปลีก (Retail sales)

       ในเดือน ธ.ค. ปรับเพิ่มขึ้น 0.9% YoY ชะลอตัวลงจาก 1.3% ในเดือน พ.ย. และต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 1.0% YoY โดยการเติบโตของยอดค้าปลีกในเดือน ธ.ค. ถือเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่การกลับมาเปิดประเทศหลังการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในปี 2022 โดยยอดค้าปลีกในปี 2025 ขยายตัว 3.7% YoY

    • การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร (Fixed assets investment)

       ในเดือน ม.ค. – ธ.ค. 2025 ปรับลดลง -3.8% YTD YoY (vs. -2.6% YTD YoY ในเดือน ม.ค. – พ.ย.) แย่กว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ -3.1% YTD YoY โดยปี 2025 ถือเป็นปีแรกในรอบ 30 ปี ที่การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรของจีนหดตัวนับตั้งแต่ที่เริ่มมีการเก็บข้อมูล

    • การลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ (Property investment)

       ในเดือน ม.ค. – ธ.ค. ปรับลดลง -17.2% YTD YoY (vs. -15.9% YTD YoY ในเดือน ม.ค. – พ.ย.) แย่กว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ -16.5% YTD YoY

    • ยอดขายที่อยู่อาศัย (Property investment)

       ในเดือน ม.ค. – ธ.ค. ปรับลดลง -13.0% YTD YoY (vs. -11.2% YTD YoY ในเดือน ม.ค. – พ.ย.) ขณะที่ราคาบ้านยังลดลงต่อเนื่อง ทั้งราคาบ้านใหม่และราคาบ้านมือสอง

    • ทั้งนี้ 

      การผลิตภาคอุตสาหกรรม (Industrial production)

       เติบโตได้ดีกว่าคาด โดยในเดือน ธ.ค. การผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัว 5.2% YoY ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือน (vs. 4.8% ในเดือน พ.ย.) และสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 5.0% YoY ตามทิศทางของภาคการส่งออกที่แข็งแกร่ง โดยทั้งปี 2025 การผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัว 5.9% YoY

    • ด้านอัตราการว่างงาน (Surveyed unemployment) ทรงตัวที่ 5.1% ในเดือน ธ.ค. 2025

    • ด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจซึ่งไม่ได้ปรับค่าตามการเปลี่ยนแปลงของราคา (Nominal GDP growth)  อยู่ที่ 4.0% ในปี 2025 ต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 1976 (ไม่นับรวมช่วง COVID-19) โดยถูกกดดันจากภาวะเงินฝืดที่ได้ดำเนินต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน แต่เราคาดว่าระดับราคาจะเริ่มกลับมาฟื้นตัวขึ้นได้ในปีนี้ จากราคาอาหารสดที่มีแนวโน้มฟื้นตัว ตลอดจนมาตรการ Anti-involution ของทางการจีนที่ช่วยควบคุมการแข่งขันและการตัดราคาในภาคอุตสาหกรรม

    • เครื่องชี้ทางเศรษฐกิจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนในเศรษฐกิจจีนระหว่างการผลิตและการส่งออกที่แข็งแกร่ง และอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ ทั้งในด้านการลงทุน การบริโภค ตลอดจนภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยการใช้จ่ายของผู้บริโภคและการลงทุนของภาคธุรกิจยังคงซบเซา ตามทิศทางของตลาดแรงงานที่อ่อนแอและราคาบ้านที่ลดลงต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ในประเทศ

    • ในปี 2026 คาดว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนมีแนวโน้มชะลอตัวลง (Bloomberg consensus คาด Real GDP growth ในปี 2026 อยู่ที่ 4.5%) โดยภาคการผลิตจะยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในกลุ่ม High-tech manufacturing  ขณะที่อุปสงค์ในประเทศยังมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ช้า หากทางการจีนไม่มีการออกมาตรการสนับสนุนอุปสงค์ในประเทศเพิ่มเติมนอกเหนือจากมาตรการอุดหนุนการซื้อสินค้าคงทน (Trade-in program) ที่ได้ประกาศออกมาในช่วงต้นปี โดยเราคาดว่าทางการจีนมีแนวโน้มตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP growth target) ในปี 2026 ไว้ที่ “ราว 5%” เช่นเดียวกับในปี 2025 (แต่อาจมีโอกาสที่ทางการจีนจะตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ 4.5-5% หลังผู้นำระดับสูงเน้นเรื่องการเติบโตแบบมีคุณภาพ (High-quality growth) มากขึ้น) ด้านเป้าหมายการขาดดุลการคลัง (Official fiscal deficit) ยังมีแนวโน้มอยู่ที่ระดับ 4.0% ของ GDP เช่นเดียวกับในปี 2025 นอกจากนี้ เราคาดว่า ธนาคารกลางจีนมีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายรวม 20 bps และลดอัตราเงินสำรองตามกฎหมาย (RRR) 50 bps ในปีนี้ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจและสภาพคล่องในประเทศต่อไป

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/01/20/610769/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21zjZPZSJJEe5b9AJx6IWS

  • Geoeconomics คืออะไร คีย์เวิร์ดใหม่ของปีนี้จาก World Economic Forum 2026

    Geoeconomics คืออะไร คีย์เวิร์ดใหม่ของปีนี้จาก World Economic Forum 2026

    เรากำลังก้าวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยแรงบีบคั้นจาก 2 ขั้วอำนาจใหญ่ คือ การแตกกระจายทางภูมิเศรษฐศาสตร์ และ นวัตกรรมที่เติบโตแบบก้าวกระโดด ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ กรอบความร่วมมือทางการทูตและเศรษฐกิจแบบเดิมที่เราคุ้นเคยกำลังถูกทดสอบอย่างหนัก การจะกลับมาสร้างโมเมนตัมให้โลกเดินหน้าต่อได้ จำเป็นต้องอาศัยการเจรจา จินตนาการ และจิตวิญญาณของผู้ประกอบการที่มากกว่าเดิม เพราะในขณะที่เทคโนโลยีถูกนำมาใช้ด้วยความเร็วอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน บทบาทของภาคธุรกิจก็กำลังทวีความสำคัญขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะแยกไม่ออกจากการเมืองระหว่างประเทศ

    Mirek Dusek จาก World Economic Forum (WEF) ได้พูดถึงความเปลี่ยนแปลงที่กำลังพลิกโฉมการทำธุรกิจข้ามพรมแดนไว้ว่า ในด้านหนึ่งเราเห็นการกลับมาของรัฐบาลที่พยายามทวงคืนบทบาทการเป็นผู้เล่นหลักทางเศรษฐกิจ รัฐบาลหลายประเทศกำลังขีดเส้นแบ่งทางเศรษฐกิจใหม่ สร้างกลุ่มก้อนพันธมิตรผ่านนโยบายอุตสาหกรรม การตั้งกำแพงภาษี และการอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนมหาศาลเพื่ออุ้มชูบริษัทในประเทศ ในอีกด้านหนึ่ง ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่าง AI ก็กำลังสร้างโอกาสมหาศาลและเปลี่ยนนิยามของคำว่า ‘การแข่งขัน’ ไปอย่างสิ้นเชิง

    ความผันผวนนี้ไม่ใช่เรื่องชั่วคราว เมื่อภูมิรัฐศาสตร์และเทคโนโลยีผูกโยงกันเป็นเนื้อเดียว ผู้นำองค์กรไม่สามารถบริหารธุรกิจโดยรอแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อีกต่อไป แต่ต้องสร้างการมองการณ์ไกล เข้าไปในโมเดลธุรกิจ และต้องแยกแยะ ‘สัญญาณที่แท้จริง’ ออกจาก ‘เสียงรบกวน’ ให้ได้ ความสำเร็จในยุคนี้จึงขึ้นอยู่กับการผนวกเอาสองแรงขับเคลื่อนนี้ ภูมิรัฐศาสตร์และเทคโนโลยี เข้ามาเป็นเสาหลักของกลยุทธ์ธุรกิจ ไม่ใช่แค่ส่วนเสริมอีกต่อไป

    Geoeconomics is the new Geopolitics เมื่อเศรษฐกิจคือการเมือง

    ระบบการค้าโลกกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นกำลังวาดแผนที่การค้าและการลงทุนใหม่ สมมติฐานเดิมๆ เกี่ยวกับความมั่นคง อธิปไตย และผลกระทบทางธุรกิจ กำลังถูกท้าทายแบบ Real-time นักเศรษฐศาสตร์จากองค์การการค้าโลก (WTO) ประเมินว่า การเติบโตของการค้าสินค้าทั่วโลกชะลอตัวลงเล็กน้อยเหลือ 2.4% ในปีที่ผ่านมา และภาคบริการส่งออกโตอยู่ที่ 4.6%

    แม้ตัวเลขภาพรวมจะดูประคองตัวได้ แต่ธรรมชาติของความร่วมมือนั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เรากำลังเห็นเศรษฐกิจกว่า 100 แห่งพิจารณาข้อตกลงแบบพหุภาคี (Plurilateral deals) ที่เน้นเฉพาะเจาะจงเรื่องการค้าดิจิทัลและการอำนวยความสะดวกการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) รวมถึงข้อตกลงการค้าขนาดใหญ่ระดับภูมิภาค (Mega-regional deals) ที่กำลังเกิดขึ้นจริง อย่างเช่นข้อตกลงหุ้นส่วนระหว่าง EU-Mercosur ที่คาดว่าจะลงนามกันในเดือนนี้

    เมื่อกระแสการค้าเปลี่ยนทิศ รัฐบาลจำเป็นต้องลดขั้นตอนเพื่อเชื่อมต่อกับ Global Value Chains สายใหม่ ส่วนภาคเอกชนต้องมีความคล่องตัวสูงเพื่อคว้าโอกาส ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ Digital Trade ที่เติบโตเฉลี่ยปีละ 12% ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่สินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI เช่น เซมิคอนดักเตอร์ กลายเป็นพระเอกที่ขับเคลื่อนการเติบโตของสินค้าโภคภัณฑ์ถึงเกือบ 43% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเทคโนโลยีคือกุญแจสำคัญของการค้าโลกยุคใหม่

    จาก AI สู่ยุค ‘AI Super Systems’

    ท่ามกลางความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ AI กำลังวิวัฒนาการไปสู่สิ่งที่เรียกว่า ‘AI Super System’ ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของซอฟต์แวร์ แต่คือโครงข่ายขนาดมหึมาที่เชื่อมโยงกันอย่างแน่นแฟ้นระหว่าง ระบบพลังงาน โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ เงินทุน และพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ ปัจจัยเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจจาก AI จะขยายตัวได้มากแค่ไหน ในเฟสนี้ ความได้เปรียบไม่ได้วัดกันที่เทคโนโลยีเดี่ยวๆ แต่วัดกันที่ว่าองค์ประกอบของระบบส่งเสริมกันและกันได้ดีแค่ไหน พลังประมวลผลต้องพึ่งพาโรงไฟฟ้าและกริดพลังงาน โครงสร้างพื้นฐานต้องการเงินทุนระยะยาว และการตัดสินใจทางการเงินจะเป็นตัวกำหนดว่าสินทรัพย์จะถูกสร้างขึ้นที่ไหน ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือข้ามอุตสาหกรรมและข้ามพรมแดน

    สิ่งนี้จุดชนวนสิ่งที่เรียกว่า ‘Geoeconomic Arms Race’ หรือการแข่งขันสะสมอาวุธทางเศรษฐกิจรอบใหม่ เพื่อชิงความเป็นเจ้าในด้านข้อมูลและนวัตกรรม เพราะอธิปไตยทางเทคโนโลยีแปลความหมายได้เท่ากับมูลค่าทางเศรษฐกิจและความมั่นคงที่ยั่งยืน ตัวเลขเม็ดเงินลงทุนสะท้อนภาพนี้ได้ชัดเจนที่สุด โดยรายจ่ายลงทุน (CAPEX) ทั่วโลกในภาคส่วน AI แตะระดับ 4 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2025 และคาดว่าจะพุ่งทะลุ 7.5 แสนล้านดอลลาร์ภายในปี 2029 แม้การลงทุนนี้จะมาพร้อมต้นทุนพลังงานมหาศาล แต่มันก็ช่วยผลักดันการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเช่นกัน ปัจจัยเหล่านี้จะเป็นตัวชี้ขาดว่าใครจะคว้าเค้กก้อนใหญ่จากมูลค่า 15 ล้านล้านดอลลาร์ ที่ AI จะเพิ่มให้กับ GDP โลกภายในปี 2030

    นั่นหมายความว่า บริษัทที่อยู่ในห่วงโซ่ของ AI ตั้งแต่ผู้สร้างโมเดล LLM ไปจนถึงผู้จัดหาวัตถุดิบ กำลังกลายเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ที่รัฐบาลทั่วโลกจะเข้ามาสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดขึ้น หรือแม้แต่เข้ามาควบคุมดูแลภายใต้เหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ บริบทนี้ยังรวมถึงภาคส่วนอื่นๆ อย่าง พลังงาน โลจิสติกส์ และโดยเฉพาะแร่ธาตุสำคัญ ซึ่งตอนนี้มีบทบาทเทียบเท่ากับน้ำมันในยุคอดีต การเข้าถึงทรัพยากรเหล่านี้จะเป็นจุดเปราะบางที่ธุรกิจต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

    3 กลยุทธ์สำหรับธุรกิจ เมื่อต้องเล่นเกมรุกในยุค Geoeconomics

    เมื่อเผชิญกับความซับซ้อนนี้ ภาคธุรกิจต้องปรับตัวด้วย 3 กลยุทธ์หลักเพื่อความอยู่รอดและการเติบโต กลยุทธ์แรกคือการ “อัปเดตอยู่เสมอ” (Stay up to date) ในเศรษฐกิจยุคใหม่ที่มีพลวัตสูง ธุรกิจต้องยอมรับความจริงว่าองค์ความรู้ที่จำเป็นในการนำทางนั้นยังถูกสร้างขึ้นไม่เสร็จ ดังนั้นผู้นำต้องพร้อมที่จะทำงานใหม่ๆ และปรับปรุงมันซ้ำๆ ร่วมกับพันธมิตรในวงการอยู่เสมอ เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์

    กลยุทธ์ที่สองคือการ “มองภาพเชื่อมโยงทั้งระบบ” (Systems-wide View) ผู้บริหารต้องยึดมุมมองแบบองค์รวม เพราะภาคส่วนต่างๆ เชื่อมโยงกันมากกว่าที่เคย การเปลี่ยนแปลงในนโยบายพลังงานหรือภูมิรัฐศาสตร์ในซีกโลกหนึ่ง อาจส่งผลกระทบลูกโซ่มาถึง Supply Chain หรือต้นทุนของธุรกิจคุณได้ทันที การมองแยกส่วนจึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป

    และกลยุทธ์สุดท้ายซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่สุดคือการ “เปิดเกมรุก ไม่ใช่แค่ตั้งรับ” (Playing Offense) สำหรับธุรกิจในทุกเซกเตอร์ ความซับซ้อนของระเบียบโลกใหม่เรียกร้องให้เราต้องเชี่ยวชาญในการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง แค่ความยืดหยุ่น หรือความคล่องตัว เพื่อความอยู่รอดนั้นไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ต้องบูรณาการความเปลี่ยนแปลงเข้ากับการดำเนินงานปกติ สร้างระบบที่พร้อมจะวิวัฒนาการได้ตลอดเวลาแทนที่จะแค่ตอบสนองเมื่อเกิดวิกฤต ในโลกที่แบ่งเป็นฝักฝ่ายและเต็มไปด้วยความเสี่ยง ความแข็งแกร่งไม่ได้เกิดจากการมองหาความมั่นคง แต่เกิดจากการเรียนรู้ที่จะดำเนินงานอย่างมั่นใจท่ามกลางความไม่มั่นคง

    เมื่อความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์และเทคโนโลยี ผลักดันให้ผู้กำหนดนโยบายและผู้นำธุรกิจต้องก้าวข้ามเส้นแบ่งเดิมๆ รัฐบาลกลายเป็นผู้เล่นทางเศรษฐกิจ และธุรกิจต้องคิดเรื่องความมั่นคง ความจำเป็นในการร่วมมือกันอย่างสร้างสรรค์จึงชัดเจนยิ่งขึ้น ในบริบทนี้ แพลตฟอร์มกลางที่เป็นกลางสำหรับการเจรจาระหว่างภาครัฐและเอกชน อย่างเช่นในเวที World Economic Forum Annual Meeting 2026 ภายใต้ธีม ‘A Spirit of Dialogue’ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการนำทางโลกผ่านยุคสมัยใหม่ ทั้งในแง่ของการคว้าโอกาสและการบริหารความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น

    ที่มา: Fortune

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/tech-and-biz/wef-geoeconomics-business-strategy-2026&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ASUmwmxjRuW2aSz8KDrD2