Blog

  • TISCO ESU ส่องเศรษฐกิจจีนในปี 2025 เติบโตได้ 5.0% ตามเป้าหมายของทางการ แม้ GDP ในไตรมาส 4/2025 ชะลอตัวลงสู่ระดับ 4.5% ต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2022 – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Today’s Data Releases

    • ยูโรโซน:ดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจจากสถาบัน ZEW (ZEW Survey Expectations) เดือน ม.ค.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • เศรษฐกิจจีน (Real GDP growth) ในไตรมาส 4/2025 เติบโต 4.5% YoY ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ชะลอตัวลงจาก 4.8% ในไตรมาส 3/2025 และถือเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 4/2022 ทั้งนี้ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจทั้งปี 2025 (Full-year GDP growth) อยู่ที่ 5.0% ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่ทางการจีนได้ตั้งไว้ที่ “ราว 5%”

    • แม้เศรษฐกิจจีนจะสามารถเติบโตได้ตามเป้าหมายของทางการ แต่เครื่องชี้ทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ในฝั่งของอุปสงค์ในประเทศส่งสัญญาณอ่อนตัวลงต่อเนื่อง โดยมีรายละเอียด ดังนี้

    • ยอดค้าปลีก (Retail sales)

       ในเดือน ธ.ค. ปรับเพิ่มขึ้น 0.9% YoY ชะลอตัวลงจาก 1.3% ในเดือน พ.ย. และต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 1.0% YoY โดยการเติบโตของยอดค้าปลีกในเดือน ธ.ค. ถือเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่การกลับมาเปิดประเทศหลังการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในปี 2022 โดยยอดค้าปลีกในปี 2025 ขยายตัว 3.7% YoY

    • การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร (Fixed assets investment)

       ในเดือน ม.ค. – ธ.ค. 2025 ปรับลดลง -3.8% YTD YoY (vs. -2.6% YTD YoY ในเดือน ม.ค. – พ.ย.) แย่กว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ -3.1% YTD YoY โดยปี 2025 ถือเป็นปีแรกในรอบ 30 ปี ที่การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรของจีนหดตัวนับตั้งแต่ที่เริ่มมีการเก็บข้อมูล

    • การลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ (Property investment)

       ในเดือน ม.ค. – ธ.ค. ปรับลดลง -17.2% YTD YoY (vs. -15.9% YTD YoY ในเดือน ม.ค. – พ.ย.) แย่กว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ -16.5% YTD YoY

    • ยอดขายที่อยู่อาศัย (Property investment)

       ในเดือน ม.ค. – ธ.ค. ปรับลดลง -13.0% YTD YoY (vs. -11.2% YTD YoY ในเดือน ม.ค. – พ.ย.) ขณะที่ราคาบ้านยังลดลงต่อเนื่อง ทั้งราคาบ้านใหม่และราคาบ้านมือสอง

    • ทั้งนี้ 

      การผลิตภาคอุตสาหกรรม (Industrial production)

       เติบโตได้ดีกว่าคาด โดยในเดือน ธ.ค. การผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัว 5.2% YoY ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือน (vs. 4.8% ในเดือน พ.ย.) และสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 5.0% YoY ตามทิศทางของภาคการส่งออกที่แข็งแกร่ง โดยทั้งปี 2025 การผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัว 5.9% YoY

    • ด้านอัตราการว่างงาน (Surveyed unemployment) ทรงตัวที่ 5.1% ในเดือน ธ.ค. 2025

    • ด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจซึ่งไม่ได้ปรับค่าตามการเปลี่ยนแปลงของราคา (Nominal GDP growth)  อยู่ที่ 4.0% ในปี 2025 ต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 1976 (ไม่นับรวมช่วง COVID-19) โดยถูกกดดันจากภาวะเงินฝืดที่ได้ดำเนินต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน แต่เราคาดว่าระดับราคาจะเริ่มกลับมาฟื้นตัวขึ้นได้ในปีนี้ จากราคาอาหารสดที่มีแนวโน้มฟื้นตัว ตลอดจนมาตรการ Anti-involution ของทางการจีนที่ช่วยควบคุมการแข่งขันและการตัดราคาในภาคอุตสาหกรรม

    • เครื่องชี้ทางเศรษฐกิจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนในเศรษฐกิจจีนระหว่างการผลิตและการส่งออกที่แข็งแกร่ง และอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ ทั้งในด้านการลงทุน การบริโภค ตลอดจนภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยการใช้จ่ายของผู้บริโภคและการลงทุนของภาคธุรกิจยังคงซบเซา ตามทิศทางของตลาดแรงงานที่อ่อนแอและราคาบ้านที่ลดลงต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ในประเทศ

    • ในปี 2026 คาดว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนมีแนวโน้มชะลอตัวลง (Bloomberg consensus คาด Real GDP growth ในปี 2026 อยู่ที่ 4.5%) โดยภาคการผลิตจะยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในกลุ่ม High-tech manufacturing  ขณะที่อุปสงค์ในประเทศยังมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ช้า หากทางการจีนไม่มีการออกมาตรการสนับสนุนอุปสงค์ในประเทศเพิ่มเติมนอกเหนือจากมาตรการอุดหนุนการซื้อสินค้าคงทน (Trade-in program) ที่ได้ประกาศออกมาในช่วงต้นปี โดยเราคาดว่าทางการจีนมีแนวโน้มตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP growth target) ในปี 2026 ไว้ที่ “ราว 5%” เช่นเดียวกับในปี 2025 (แต่อาจมีโอกาสที่ทางการจีนจะตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ 4.5-5% หลังผู้นำระดับสูงเน้นเรื่องการเติบโตแบบมีคุณภาพ (High-quality growth) มากขึ้น) ด้านเป้าหมายการขาดดุลการคลัง (Official fiscal deficit) ยังมีแนวโน้มอยู่ที่ระดับ 4.0% ของ GDP เช่นเดียวกับในปี 2025 นอกจากนี้ เราคาดว่า ธนาคารกลางจีนมีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายรวม 20 bps และลดอัตราเงินสำรองตามกฎหมาย (RRR) 50 bps ในปีนี้ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจและสภาพคล่องในประเทศต่อไป

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/01/20/610769/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21zjZPZSJJEe5b9AJx6IWS

  • TISCO ESU ส่องเศรษฐกิจจีนในปี 2025 เติบโตได้ 5.0% ตามเป้าหมายของทางการ แม้ GDP ในไตรมาส 4/2025 ชะลอตัวลงสู่ระดับ 4.5% ต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2022 – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Today’s Data Releases

    • ยูโรโซน:ดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจจากสถาบัน ZEW (ZEW Survey Expectations) เดือน ม.ค.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • เศรษฐกิจจีน (Real GDP growth) ในไตรมาส 4/2025 เติบโต 4.5% YoY ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ชะลอตัวลงจาก 4.8% ในไตรมาส 3/2025 และถือเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 4/2022 ทั้งนี้ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจทั้งปี 2025 (Full-year GDP growth) อยู่ที่ 5.0% ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่ทางการจีนได้ตั้งไว้ที่ “ราว 5%”

    • แม้เศรษฐกิจจีนจะสามารถเติบโตได้ตามเป้าหมายของทางการ แต่เครื่องชี้ทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ในฝั่งของอุปสงค์ในประเทศส่งสัญญาณอ่อนตัวลงต่อเนื่อง โดยมีรายละเอียด ดังนี้

    • ยอดค้าปลีก (Retail sales)

       ในเดือน ธ.ค. ปรับเพิ่มขึ้น 0.9% YoY ชะลอตัวลงจาก 1.3% ในเดือน พ.ย. และต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 1.0% YoY โดยการเติบโตของยอดค้าปลีกในเดือน ธ.ค. ถือเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่การกลับมาเปิดประเทศหลังการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในปี 2022 โดยยอดค้าปลีกในปี 2025 ขยายตัว 3.7% YoY

    • การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร (Fixed assets investment)

       ในเดือน ม.ค. – ธ.ค. 2025 ปรับลดลง -3.8% YTD YoY (vs. -2.6% YTD YoY ในเดือน ม.ค. – พ.ย.) แย่กว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ -3.1% YTD YoY โดยปี 2025 ถือเป็นปีแรกในรอบ 30 ปี ที่การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรของจีนหดตัวนับตั้งแต่ที่เริ่มมีการเก็บข้อมูล

    • การลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ (Property investment)

       ในเดือน ม.ค. – ธ.ค. ปรับลดลง -17.2% YTD YoY (vs. -15.9% YTD YoY ในเดือน ม.ค. – พ.ย.) แย่กว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ -16.5% YTD YoY

    • ยอดขายที่อยู่อาศัย (Property investment)

       ในเดือน ม.ค. – ธ.ค. ปรับลดลง -13.0% YTD YoY (vs. -11.2% YTD YoY ในเดือน ม.ค. – พ.ย.) ขณะที่ราคาบ้านยังลดลงต่อเนื่อง ทั้งราคาบ้านใหม่และราคาบ้านมือสอง

    • ทั้งนี้ 

      การผลิตภาคอุตสาหกรรม (Industrial production)

       เติบโตได้ดีกว่าคาด โดยในเดือน ธ.ค. การผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัว 5.2% YoY ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือน (vs. 4.8% ในเดือน พ.ย.) และสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 5.0% YoY ตามทิศทางของภาคการส่งออกที่แข็งแกร่ง โดยทั้งปี 2025 การผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัว 5.9% YoY

    • ด้านอัตราการว่างงาน (Surveyed unemployment) ทรงตัวที่ 5.1% ในเดือน ธ.ค. 2025

    • ด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจซึ่งไม่ได้ปรับค่าตามการเปลี่ยนแปลงของราคา (Nominal GDP growth)  อยู่ที่ 4.0% ในปี 2025 ต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 1976 (ไม่นับรวมช่วง COVID-19) โดยถูกกดดันจากภาวะเงินฝืดที่ได้ดำเนินต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน แต่เราคาดว่าระดับราคาจะเริ่มกลับมาฟื้นตัวขึ้นได้ในปีนี้ จากราคาอาหารสดที่มีแนวโน้มฟื้นตัว ตลอดจนมาตรการ Anti-involution ของทางการจีนที่ช่วยควบคุมการแข่งขันและการตัดราคาในภาคอุตสาหกรรม

    • เครื่องชี้ทางเศรษฐกิจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนในเศรษฐกิจจีนระหว่างการผลิตและการส่งออกที่แข็งแกร่ง และอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ ทั้งในด้านการลงทุน การบริโภค ตลอดจนภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยการใช้จ่ายของผู้บริโภคและการลงทุนของภาคธุรกิจยังคงซบเซา ตามทิศทางของตลาดแรงงานที่อ่อนแอและราคาบ้านที่ลดลงต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ในประเทศ

    • ในปี 2026 คาดว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนมีแนวโน้มชะลอตัวลง (Bloomberg consensus คาด Real GDP growth ในปี 2026 อยู่ที่ 4.5%) โดยภาคการผลิตจะยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในกลุ่ม High-tech manufacturing  ขณะที่อุปสงค์ในประเทศยังมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ช้า หากทางการจีนไม่มีการออกมาตรการสนับสนุนอุปสงค์ในประเทศเพิ่มเติมนอกเหนือจากมาตรการอุดหนุนการซื้อสินค้าคงทน (Trade-in program) ที่ได้ประกาศออกมาในช่วงต้นปี โดยเราคาดว่าทางการจีนมีแนวโน้มตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP growth target) ในปี 2026 ไว้ที่ “ราว 5%” เช่นเดียวกับในปี 2025 (แต่อาจมีโอกาสที่ทางการจีนจะตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ 4.5-5% หลังผู้นำระดับสูงเน้นเรื่องการเติบโตแบบมีคุณภาพ (High-quality growth) มากขึ้น) ด้านเป้าหมายการขาดดุลการคลัง (Official fiscal deficit) ยังมีแนวโน้มอยู่ที่ระดับ 4.0% ของ GDP เช่นเดียวกับในปี 2025 นอกจากนี้ เราคาดว่า ธนาคารกลางจีนมีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายรวม 20 bps และลดอัตราเงินสำรองตามกฎหมาย (RRR) 50 bps ในปีนี้ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจและสภาพคล่องในประเทศต่อไป

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/01/20/610769/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21zjZPZSJJEe5b9AJx6IWS

  • TISCO ESU ส่องเศรษฐกิจจีนในปี 2025 เติบโตได้ 5.0% ตามเป้าหมายของทางการ แม้ GDP ในไตรมาส 4/2025 ชะลอตัวลงสู่ระดับ 4.5% ต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2022 – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Today’s Data Releases

    • ยูโรโซน:ดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจจากสถาบัน ZEW (ZEW Survey Expectations) เดือน ม.ค.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • เศรษฐกิจจีน (Real GDP growth) ในไตรมาส 4/2025 เติบโต 4.5% YoY ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ชะลอตัวลงจาก 4.8% ในไตรมาส 3/2025 และถือเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 4/2022 ทั้งนี้ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจทั้งปี 2025 (Full-year GDP growth) อยู่ที่ 5.0% ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่ทางการจีนได้ตั้งไว้ที่ “ราว 5%”

    • แม้เศรษฐกิจจีนจะสามารถเติบโตได้ตามเป้าหมายของทางการ แต่เครื่องชี้ทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ในฝั่งของอุปสงค์ในประเทศส่งสัญญาณอ่อนตัวลงต่อเนื่อง โดยมีรายละเอียด ดังนี้

    • ยอดค้าปลีก (Retail sales)

       ในเดือน ธ.ค. ปรับเพิ่มขึ้น 0.9% YoY ชะลอตัวลงจาก 1.3% ในเดือน พ.ย. และต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 1.0% YoY โดยการเติบโตของยอดค้าปลีกในเดือน ธ.ค. ถือเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่การกลับมาเปิดประเทศหลังการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในปี 2022 โดยยอดค้าปลีกในปี 2025 ขยายตัว 3.7% YoY

    • การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร (Fixed assets investment)

       ในเดือน ม.ค. – ธ.ค. 2025 ปรับลดลง -3.8% YTD YoY (vs. -2.6% YTD YoY ในเดือน ม.ค. – พ.ย.) แย่กว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ -3.1% YTD YoY โดยปี 2025 ถือเป็นปีแรกในรอบ 30 ปี ที่การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรของจีนหดตัวนับตั้งแต่ที่เริ่มมีการเก็บข้อมูล

    • การลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ (Property investment)

       ในเดือน ม.ค. – ธ.ค. ปรับลดลง -17.2% YTD YoY (vs. -15.9% YTD YoY ในเดือน ม.ค. – พ.ย.) แย่กว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ -16.5% YTD YoY

    • ยอดขายที่อยู่อาศัย (Property investment)

       ในเดือน ม.ค. – ธ.ค. ปรับลดลง -13.0% YTD YoY (vs. -11.2% YTD YoY ในเดือน ม.ค. – พ.ย.) ขณะที่ราคาบ้านยังลดลงต่อเนื่อง ทั้งราคาบ้านใหม่และราคาบ้านมือสอง

    • ทั้งนี้ 

      การผลิตภาคอุตสาหกรรม (Industrial production)

       เติบโตได้ดีกว่าคาด โดยในเดือน ธ.ค. การผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัว 5.2% YoY ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือน (vs. 4.8% ในเดือน พ.ย.) และสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 5.0% YoY ตามทิศทางของภาคการส่งออกที่แข็งแกร่ง โดยทั้งปี 2025 การผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัว 5.9% YoY

    • ด้านอัตราการว่างงาน (Surveyed unemployment) ทรงตัวที่ 5.1% ในเดือน ธ.ค. 2025

    • ด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจซึ่งไม่ได้ปรับค่าตามการเปลี่ยนแปลงของราคา (Nominal GDP growth)  อยู่ที่ 4.0% ในปี 2025 ต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 1976 (ไม่นับรวมช่วง COVID-19) โดยถูกกดดันจากภาวะเงินฝืดที่ได้ดำเนินต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน แต่เราคาดว่าระดับราคาจะเริ่มกลับมาฟื้นตัวขึ้นได้ในปีนี้ จากราคาอาหารสดที่มีแนวโน้มฟื้นตัว ตลอดจนมาตรการ Anti-involution ของทางการจีนที่ช่วยควบคุมการแข่งขันและการตัดราคาในภาคอุตสาหกรรม

    • เครื่องชี้ทางเศรษฐกิจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนในเศรษฐกิจจีนระหว่างการผลิตและการส่งออกที่แข็งแกร่ง และอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ ทั้งในด้านการลงทุน การบริโภค ตลอดจนภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยการใช้จ่ายของผู้บริโภคและการลงทุนของภาคธุรกิจยังคงซบเซา ตามทิศทางของตลาดแรงงานที่อ่อนแอและราคาบ้านที่ลดลงต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ในประเทศ

    • ในปี 2026 คาดว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนมีแนวโน้มชะลอตัวลง (Bloomberg consensus คาด Real GDP growth ในปี 2026 อยู่ที่ 4.5%) โดยภาคการผลิตจะยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในกลุ่ม High-tech manufacturing  ขณะที่อุปสงค์ในประเทศยังมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ช้า หากทางการจีนไม่มีการออกมาตรการสนับสนุนอุปสงค์ในประเทศเพิ่มเติมนอกเหนือจากมาตรการอุดหนุนการซื้อสินค้าคงทน (Trade-in program) ที่ได้ประกาศออกมาในช่วงต้นปี โดยเราคาดว่าทางการจีนมีแนวโน้มตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP growth target) ในปี 2026 ไว้ที่ “ราว 5%” เช่นเดียวกับในปี 2025 (แต่อาจมีโอกาสที่ทางการจีนจะตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ 4.5-5% หลังผู้นำระดับสูงเน้นเรื่องการเติบโตแบบมีคุณภาพ (High-quality growth) มากขึ้น) ด้านเป้าหมายการขาดดุลการคลัง (Official fiscal deficit) ยังมีแนวโน้มอยู่ที่ระดับ 4.0% ของ GDP เช่นเดียวกับในปี 2025 นอกจากนี้ เราคาดว่า ธนาคารกลางจีนมีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายรวม 20 bps และลดอัตราเงินสำรองตามกฎหมาย (RRR) 50 bps ในปีนี้ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจและสภาพคล่องในประเทศต่อไป

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/01/20/610769/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21zjZPZSJJEe5b9AJx6IWS

  • TISCO ESU ส่องเศรษฐกิจจีนในปี 2025 เติบโตได้ 5.0% ตามเป้าหมายของทางการ แม้ GDP ในไตรมาส 4/2025 ชะลอตัวลงสู่ระดับ 4.5% ต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2022 – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Today’s Data Releases

    • ยูโรโซน:ดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจจากสถาบัน ZEW (ZEW Survey Expectations) เดือน ม.ค.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • เศรษฐกิจจีน (Real GDP growth) ในไตรมาส 4/2025 เติบโต 4.5% YoY ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ชะลอตัวลงจาก 4.8% ในไตรมาส 3/2025 และถือเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 4/2022 ทั้งนี้ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจทั้งปี 2025 (Full-year GDP growth) อยู่ที่ 5.0% ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่ทางการจีนได้ตั้งไว้ที่ “ราว 5%”

    • แม้เศรษฐกิจจีนจะสามารถเติบโตได้ตามเป้าหมายของทางการ แต่เครื่องชี้ทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ในฝั่งของอุปสงค์ในประเทศส่งสัญญาณอ่อนตัวลงต่อเนื่อง โดยมีรายละเอียด ดังนี้

    • ยอดค้าปลีก (Retail sales)

       ในเดือน ธ.ค. ปรับเพิ่มขึ้น 0.9% YoY ชะลอตัวลงจาก 1.3% ในเดือน พ.ย. และต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 1.0% YoY โดยการเติบโตของยอดค้าปลีกในเดือน ธ.ค. ถือเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่การกลับมาเปิดประเทศหลังการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในปี 2022 โดยยอดค้าปลีกในปี 2025 ขยายตัว 3.7% YoY

    • การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร (Fixed assets investment)

       ในเดือน ม.ค. – ธ.ค. 2025 ปรับลดลง -3.8% YTD YoY (vs. -2.6% YTD YoY ในเดือน ม.ค. – พ.ย.) แย่กว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ -3.1% YTD YoY โดยปี 2025 ถือเป็นปีแรกในรอบ 30 ปี ที่การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรของจีนหดตัวนับตั้งแต่ที่เริ่มมีการเก็บข้อมูล

    • การลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ (Property investment)

       ในเดือน ม.ค. – ธ.ค. ปรับลดลง -17.2% YTD YoY (vs. -15.9% YTD YoY ในเดือน ม.ค. – พ.ย.) แย่กว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ -16.5% YTD YoY

    • ยอดขายที่อยู่อาศัย (Property investment)

       ในเดือน ม.ค. – ธ.ค. ปรับลดลง -13.0% YTD YoY (vs. -11.2% YTD YoY ในเดือน ม.ค. – พ.ย.) ขณะที่ราคาบ้านยังลดลงต่อเนื่อง ทั้งราคาบ้านใหม่และราคาบ้านมือสอง

    • ทั้งนี้ 

      การผลิตภาคอุตสาหกรรม (Industrial production)

       เติบโตได้ดีกว่าคาด โดยในเดือน ธ.ค. การผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัว 5.2% YoY ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือน (vs. 4.8% ในเดือน พ.ย.) และสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 5.0% YoY ตามทิศทางของภาคการส่งออกที่แข็งแกร่ง โดยทั้งปี 2025 การผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัว 5.9% YoY

    • ด้านอัตราการว่างงาน (Surveyed unemployment) ทรงตัวที่ 5.1% ในเดือน ธ.ค. 2025

    • ด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจซึ่งไม่ได้ปรับค่าตามการเปลี่ยนแปลงของราคา (Nominal GDP growth)  อยู่ที่ 4.0% ในปี 2025 ต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 1976 (ไม่นับรวมช่วง COVID-19) โดยถูกกดดันจากภาวะเงินฝืดที่ได้ดำเนินต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน แต่เราคาดว่าระดับราคาจะเริ่มกลับมาฟื้นตัวขึ้นได้ในปีนี้ จากราคาอาหารสดที่มีแนวโน้มฟื้นตัว ตลอดจนมาตรการ Anti-involution ของทางการจีนที่ช่วยควบคุมการแข่งขันและการตัดราคาในภาคอุตสาหกรรม

    • เครื่องชี้ทางเศรษฐกิจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนในเศรษฐกิจจีนระหว่างการผลิตและการส่งออกที่แข็งแกร่ง และอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ ทั้งในด้านการลงทุน การบริโภค ตลอดจนภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยการใช้จ่ายของผู้บริโภคและการลงทุนของภาคธุรกิจยังคงซบเซา ตามทิศทางของตลาดแรงงานที่อ่อนแอและราคาบ้านที่ลดลงต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ในประเทศ

    • ในปี 2026 คาดว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนมีแนวโน้มชะลอตัวลง (Bloomberg consensus คาด Real GDP growth ในปี 2026 อยู่ที่ 4.5%) โดยภาคการผลิตจะยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในกลุ่ม High-tech manufacturing  ขณะที่อุปสงค์ในประเทศยังมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ช้า หากทางการจีนไม่มีการออกมาตรการสนับสนุนอุปสงค์ในประเทศเพิ่มเติมนอกเหนือจากมาตรการอุดหนุนการซื้อสินค้าคงทน (Trade-in program) ที่ได้ประกาศออกมาในช่วงต้นปี โดยเราคาดว่าทางการจีนมีแนวโน้มตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP growth target) ในปี 2026 ไว้ที่ “ราว 5%” เช่นเดียวกับในปี 2025 (แต่อาจมีโอกาสที่ทางการจีนจะตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ 4.5-5% หลังผู้นำระดับสูงเน้นเรื่องการเติบโตแบบมีคุณภาพ (High-quality growth) มากขึ้น) ด้านเป้าหมายการขาดดุลการคลัง (Official fiscal deficit) ยังมีแนวโน้มอยู่ที่ระดับ 4.0% ของ GDP เช่นเดียวกับในปี 2025 นอกจากนี้ เราคาดว่า ธนาคารกลางจีนมีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายรวม 20 bps และลดอัตราเงินสำรองตามกฎหมาย (RRR) 50 bps ในปีนี้ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจและสภาพคล่องในประเทศต่อไป

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/01/20/610769/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21zjZPZSJJEe5b9AJx6IWS

  • การศึกษา และการพัฒนาทุนมนุษย์

    การศึกษา และการพัฒนาทุนมนุษย์

    โลกเปลี่ยนแล้ว การศึกษาไทยเปลี่ยนหรือยัง ? ประเทศไทยกำลังเผชิญ “3 แรงกดดันแห่งอนาคต” ที่ระบบการศึกษาแบบรวมศูนย์อาจยากที่จะรับมือ สิ่งที่น่ากังวลมากที่สุดคือการที่เรากำลังสูญเสียโอกาสในการพัฒนาทุนมนุษย์ เพราะหลักสูตรที่แข็งตัว ดึงขีดความสามารถของแรงงานออกมาได้เพียง 61% ขณะที่โรงเรียนยังไร้อำนาจในการรับมือภัยคุกคามจากวิกฤตสุขภาพและภัยพิบัติ ซ้ำทรัพยากรที่มียังกระจุกตัว จนความเหลื่อมล้ำกลายเป็นปัญหาซ้ำซากที่ฉุดรั้งศักยภาพการแข่งขันของประเทศ

    ชวนมองปัญหาให้ลึกถึงต้นตอ เพื่อสร้างทักษะคนไทยในอนาคต กับ 5 ชุดข้อเสนอนโยบายที่ได้จากการทำงานจริงในพื้นที่ ของภาคีด้านการศึกษา และนักการศึกษาจากทั่วประเทศ พร้อมสะท้อนเสียงสู่นักการเมืองคลื่นลูกใหม่ เพื่อร่วมกันยกระดับการศึกษาและการพัฒนาทุนมนุษย์ใน “Policy Forum: การศึกษาและการพัฒนาทุนมนุษย์” ในงาน Policy Watch Connect 2026

    ร่วมนำเสนอนโยบาย

    • สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
    • ภฤศ วรรัตนวงศ์ ภาคีเพื่อการศึกษาไทย (TEP)
    • ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล ประธานอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาองค์กรของผู้บริโภค
    • สราวุฒิ อยู่วิทยา รองประธานกรรมการ ประธานคณะกรรมการพัฒนาการศึกษา หอการค้าไทย
    • ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุน เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)

    ร่วมแสดงความเห็น

    • วราวิช กำภู ณ อยุธยา พรรคไทยก้าวใหม่
    • รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี พรรคประชาธิปัตย์
    • พริษฐ์ วัชรสินธุ พรรคประชาชน
    • รัชดา ธนาดิเรก พรรคภูมิใจไทย
    • ธีราภา ไพโรหกุล พรรคเพื่อไทย

    ดำเนินรายการโดย สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ และ ณาตยา แวววีรคุปต์

    รับชมสดทาง Facebook และ Youtube : Policy Watch, The Active, Thai PBS และวุฒิสภา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/forum/education&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32LWlZerUdLTIqXnhU1T4m

  • index

    index

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://pr-bangkok.com/%3Fp%3D567801&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cHTcRfVXRBSCMZCzow2r6

  • ครม.เห็นชอบขยายเวลา พ.ร.บ.พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาฯ อีก 7 ปี ลดความเหลื่อมล้ำ

    ครม.เห็นชอบขยายเวลา พ.ร.บ.พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาฯ อีก 7 ปี ลดความเหลื่อมล้ำ


    “รมว.นฤมล” เผย ครม.เห็นชอบขยายเวลา พ.ร.บ.พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาฯ ไปอีก 7 ปี เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง

    ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรึว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เผยผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 20 ม.ค. 2569 ว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาขยายเวลาใช้บังคับพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ ซึ่งถือเป็นความต่อเนื่องในการดำเนินการของพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด 

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า เนื่องจากพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 จะสิ้นผลใช้บังคับในวันที่ 30 เมษายน 2569 จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ขยายเวลาใช้บังคับ พ.ร.บ. พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาฯ ซึ่งทางคณะกรรมการนโยบายพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ได้มีมติเห็นชอบขยายเวลาใช้บังคับ พ.ร.บ.ดังกล่าว ออกไปอีก 7 ปี พร้อมได้ร่าง พ.ร.ฎ. และดำเนินการรับฟังความคิดเห็น ทั้งทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบกลางทางกฎหมาย การรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และเผยแพร่ผลการรับฟังความคิดเห็นต่อสาธารณะ เรียบร้อยแล้ว

    “การขยายเวลาใช้บังคับ พ.ร.บ.พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 พ.ศ. …. ออกไปอีก 7 ปี ก็เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมให้มีการพัฒนาการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน และให้รัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ได้ร่วมกันพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพ และลดความเหลื่อมล้ำในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานได้อย่างแท้จริง ซึ่งที่ผ่านมา มีการจัดตั้งพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาไปแล้วทั้งสิ้น 20 แห่ง โดยจัดตั้งในปี 2562 จำนวน 8 จังหวัด ได้แก่ ศรีสะเกษ เชียงใหม่ ระยอง กาญจนบุรี สตูล และจังหวัดชายแดนภาคใต้ (นราธิวาส ปัตตานี ยะลา) ส่วนในปี 2565 จัดตั้งอีก 11 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ กระบี่ จันทบุรี ตราด ภูเก็ต แม่ฮ่องสอน สงขลา สระแก้ว สุโขทัย สุราษฎร์ธานี และอุบลราชธานี และปี 2567 จัดตั้งอีก 1 แห่ง ที่จังหวัดบุรีรัมย์”ศ.ดร.นฤมล กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/39573&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1L8YbbKjc0OoXnUZ5-L22Z

  • ยื่นภาษีปี 2568 “ลดหย่อนการศึกษา 2 เท่า” ใช้ไม่ได้ เหตุยุบสภาทำสะดุด

    ยื่นภาษีปี 2568 “ลดหย่อนการศึกษา 2 เท่า” ใช้ไม่ได้ เหตุยุบสภาทำสะดุด

    จากกรณีการตั้งคำถามของผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เกี่ยวกับสิทธิลดหย่อนภาษีจากการบริจาคเพื่อการศึกษา ว่ายังสามารถใช้สิทธิหักลดหย่อนได้ 2 เท่า สำหรับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ปีภาษี 2568 ที่ยื่นในช่วง ม.ค.-มี.ค. 2569 ได้หรือไม่ โดยล่าสุด กรมสรรพากร ได้ออกมาไขข้อข้องใจถึงสาเหตุที่สิทธิดังกล่าวขาดช่วงไปอย่างกะทันหัน 

    นางสาวกุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ในข้อเท็จจริงทางกรมสรรพากรได้ดำเนินการชงเรื่องการ ต่ออายุมาตรการลดหย่อนภาษี 2 เท่า สำหรับการบริจาคเพื่อการศึกษาเสนอไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาอนุมัติไปตั้งแต่ปี 2568 แล้ว โดยมีความตั้งใจที่จะให้มาตรการมีความต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ตาม ในช่วงจังหวะเวลาดังกล่าวได้เกิดเหตุการณ์ยุบสภาผู้แทนราษฎรขึ้นก่อน ทำให้กระบวนการพิจารณาอนุมัติกฎหมายและมาตรการทางภาษีต่างๆ ต้องหยุดชะงักลง ส่งผลให้มาตรการต่ออายุสิทธิลดหย่อน 2 เท่า ยังไม่ผ่านการอนุมัติจาก ครม. และไม่มีกฎหมายรองรับในช่วงเวลานี้ จึงจำเป็นต้องรอให้กระบวนการเลือกตั้งเสร็จสิ้นและมีการจัดตั้ง ครม. ชุดใหม่เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินก่อน จึงจะสามารถนำเรื่องกลับมาพิจารณาได้อีกครั้ง

    สำหรับแนวทางปฏิบัติของผู้เสียภาษีในช่วงต้น ปี 2569 นี้ นางสาวกุลยา แนะนำว่า ผู้ที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษี จะต้องใช้สิทธิหักลดหย่อนเงินบริจาคเพื่อการศึกษาได้เพียง 1 เท่า ตามยอดที่จ่ายจริงไปก่อนเท่านั้น เนื่องจากกฎหมายเก่ายังไม่มีผลครอบคลุม

    “ส่วนเมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลและ ครม. ชุดใหม่แล้ว จะมีการอนุมัติมาตรการนี้หรือไม่ และหากอนุมัติจะมีผลบังคับใช้ย้อนหลังครอบคลุมปีภาษี 2568 หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับนโยบายและการตัดสินใจของรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งผู้เสียภาษีต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด หากมีผลย้อนหลัง กรมฯ จะมีแนวทางปฏิบัติในการยื่นเพิ่มเติมหรือขอคืนภาษีแจ้งให้ทราบต่อไป”

    นอกจากนี้ สำหรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากการบริจาคในหมวดอื่นๆ นั้น กฎหมายยังคงมีผลบังคับใช้ครอบคลุมอยู่ โดยจะไปหมดอายุมาตรการในปี 2570 ทำให้ผู้เสียภาษียังสามารถวางแผนภาษีผ่านการบริจาคในส่วนอื่นๆ ได้ตามปกติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1217378&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Y49w0jYd7rWxl-CHUIzq2

  • งานวิจัยชี้ ภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ผลักภาระต้นทุนตกที่ผู้บริโภคอเมริกัน : อินโฟเควสท์

    งานวิจัยชี้ ภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ผลักภาระต้นทุนตกที่ผู้บริโภคอเมริกัน : อินโฟเควสท์

    สถาบันเศรษฐกิจโลกคีล (Kiel Institute for the World Economy: IfW) ของเยอรมนี เปิดเผยผลการศึกษาในวันจันทร์ (19 ม.ค.) ว่า ต้นทุนที่เกิดจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกาแทบทั้งหมดตกเป็นภาระของผู้นำเข้าและผู้บริโภคชาวอเมริกัน มากกว่าผู้ส่งออกสินค้าจากต่างประเทศ ซึ่งสวนทางกับคำกล่าวอ้างของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ระบุว่าภาระดังกล่าวตกอยู่กับประเทศคู่ค้า

    ผลการศึกษาดังกล่าวได้รับการเปิดเผยหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยกระดับความตึงเครียดทางการค้าด้วยการประกาศผ่านโซเชียลมีเดียเมื่อวันเสาร์ (17 ม.ค.) ว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. สหรัฐฯ จะเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 10% สำหรับสินค้าจากเดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน ฝรั่งเศส เยอรมนี สหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ และฟินแลนด์ โดยอัตราภาษีจะเพิ่มขึ้นเป็น 25% ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. หากยังไม่มีข้อตกลงให้สหรัฐฯ เข้าซื้อกรีนแลนด์

    รายงานของ IfW ซึ่งอ้างอิงข้อมูลการนำเข้าสินค้าสู่สหรัฐฯ มากกว่า 25 ล้านรายการ มูลค่ารวมราว 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ระบุว่า รายได้จากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นราว 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกสินค้าจากต่างประเทศรับภาระต้นทุนภาษีเพียงแค่ประมาณ 4% ขณะที่อีก 96% ถูกผลักภาระไปยังผู้ซื้อในสหรัฐฯ

    นอกจากนี้ ผลการศึกษาพบว่า ผู้ส่งออกไม่ได้ปรับลดราคาสินค้าเพื่อชดเชยผลกระทบจากการขึ้นภาษีนำเข้า

    จูเลียน ฮินซ์ หัวหน้าฝ่ายวิจัยนโยบายการค้าของ IfW กล่าวว่า ภาษีนำเข้าทำหน้าที่เสมือนภาษีการบริโภคสำหรับสินค้านำเข้า ท้ายที่สุดภาระต้นทุนจึงตกอยู่ภายในสหรัฐฯ ทั้งยังทำให้สินค้าในตลาดสหรัฐฯ มีความหลากหลายน้อยลงและปริมาณลดลงอีกด้วย

    ทั้งนี้ IfW เตือนว่า การปรับขึ้นภาษีในระดับสูงจะส่งผลกระทบเชิงลบในระยะยาวต่อทุกฝ่าย โดยจะบั่นทอนอัตรากำไรของภาคธุรกิจในสหรัฐฯ และผลักดันให้ราคาสินค้าสำหรับผู้บริโภคปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ผู้ส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ จะมียอดขายลดลง พร้อมแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นในการแสวงหาตลาดทางเลือกอื่น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/562513&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3A7r2hB3OMgPtXsFkndwbP

  • เมืองดี = คนขยับมากขึ้น! วิจัยชี้ ออกแบบเมืองดี ได้ “สุขภาพดี” ตาม

    เมืองดี = คนขยับมากขึ้น! วิจัยชี้ ออกแบบเมืองดี ได้ “สุขภาพดี” ตาม

    เมืองดี = คนขยับมากขึ้น! วิจัยชี้ ออกแบบเมืองดี ได้ “สุขภาพดี” ตาม

    กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยผลงานวิจัยในประเทศเอเชีย พบว่า “การออกแบบเมือง” มีผลโดยตรงต่อพฤติกรรมการขยับร่างกายของประชาชน ถ้าเมืองเดินง่าย เชื่อมต่อดี และเข้าถึงบริการสะดวก จะช่วยให้คนเดิน ขยับ และมีกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ส่งผลต่อเรื่องสุขภาพ

    แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า การศึกษาดังกล่าวเป็นการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ (systematic review) ร่วมกับมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) และมูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายระหว่างประเทศ (IHPF) จากงานวิจัยจำนวน 98 เรื่อง ใน 13 ประเทศเอเชีย และเผยแพร่ในวารสาร Journal of Physical Activity and Health

    ผลการศึกษาพบความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งแวดล้อมเมืองกับระดับกิจกรรมทางกายรวม 261 ความสัมพันธ์

    โดยกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ยืนยันตรงกันว่า

    เมืองที่เดินถึงง่าย มีทางเดินเชื่อมต่อดี

    มีระบบขนส่งสาธารณะที่เข้าถึงสะดวก รวมถึงมีสวนสาธารณะและพื้นที่สีเขียวใกล้บ้าน

    ช่วยให้ประชาชนขยับร่างกายมากขึ้นจริง!

    ไม่ว่าจะเป็นการเดินไปทำงาน เดินไปซื้อของ หรือทำกิจกรรมในชุมชน ซึ่งข้อมูลนี้สะท้อนว่า การออกแบบเมืองไม่ใช่แค่เรื่องโครงสร้างพื้นฐาน แต่เป็นเรื่องสุขภาพ เพราะเมืองเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนในทุกวัน

    ด้าน นายแพทย์ปกรณ์ ตุงคะเสรีรักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวเสริมว่า การออกแบบเมืองที่ดีสามารถเป็นเครื่องมือส่งเสริมสุขภาพที่ได้ผล คุ้มค่า และยั่งยืน โดยควรเพิ่มพื้นที่สาธารณะสำหรับการเดินและออกกำลังกาย พัฒนาย่านที่ประชาชนสามารถเดินถึงร้านค้า โรงเรียน หรือบริการจำเป็นได้ รวมถึงเชื่อมทางเดินกับระบบขนส่งสาธารณะที่ปลอดภัยและใช้งานง่าย เมื่อเมืองเดินสะดวก ใช้งานง่าย และปลอดภัย ประชาชนจะขยับร่างกายมากขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งการรณรงค์มาก เมืองจึงเป็นมาตรการสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และช่วยให้คนมีสุขภาพดีและอายุยืนขึ้น

    ด้าน นายแพทย์วันฉัตร ชินสุวาเทย์ ผู้อำนวยการกองกิจกรรมทางกายเพื่อสุขภาพ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลการศึกษานี้สอดคล้องกับแผนการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย พ.ศ. 2561–2573 ของประเทศไทย ที่มุ่งสร้างสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกายในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะการทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการพัฒนาผังเมือง ทางเท้า สวนสาธารณะ และพื้นที่สาธารณะที่ประชาชนใช้งานได้จริง

    ทั้งนี้ การทบทวนยังพบว่า งานวิจัยด้านพฤติกรรมเนือยนิ่ง เช่น การนั่งหรืออยู่นิ่งเป็นเวลานานในประเทศเอเชียยังมีจำนวนน้อย ทั้งที่เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง จึงควรมีการสนับสนุนการศึกษาเพิ่มเติม เพื่อนำข้อมูลไปใช้พัฒนา “เมืองเพื่อสุขภาพ” อย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้แนวคิดขององค์การอนามัยโลกที่ว่า “ทุกการขยับมีค่า (Every Move Counts)”

    ทั้งนี้ โพสต์ทูเดย์ รวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมว่า การขยับร่างกายนั้นจะส่งผลต่อการป้องกันโรค NCDs ได้มากน้อยเพียงใด?

    ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า กิจกรรมทางกายอย่างสม่ำเสมอช่วยลดความเสี่ยงของ NCDs หลายชนิด ทั้งโรคหัวใจและหลอดเลือด, เบาหวาน, ความดันโลหิตสูง, มะเร็งบางชนิด และภาวะซึมเศร้า อีกทั้งยังช่วยควบคุมน้ำหนักและเพิ่มคุณภาพชีวิตโดยรวม 

    โดย การไม่เคลื่อนไหว (physical inactivity) เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงอันดับต้นของการเสียชีวิตจาก NCDs

    หากประชากรเคลื่อนไหวร่างกายมากขึ้น อาจป้องกันการเสียชีวิตประมาณ 4–5 ล้านคนต่อปี ทั่วโลก โดยการเคลื่อนไหวอย่างเพียงพอสามารถลดความเสี่ยงได้ดังนี้

    • มะเร็งบางชนิด ลดได้ 8–28%
    • โรคหัวใจและหลอดเลือด 19%
    •  เบาหวาน 17%
    • ซึมเศร้าและภาวะสมองเสื่อม 28–32%

    เมืองดี = คนขยับมากขึ้น! วิจัยชี้ ออกแบบเมืองดี ได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-life/736720&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08-7rlTJOLNdACWQUSHzBs