Blog

  • IMF คิดบวก ชี้เศรษฐกิจโลกเปราะบาง แต่ยังเดินหน้าได้ แม้คลื่นภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้าจะยังซัดแรง

    รายงาน World Economic Outlook Update ฉบับล่าสุด เดือนมกราคม 2026 โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2026 เป็น 3.3% จากเดิม 3.1% ในรายงานเดือนตุลาคม 2025 สะท้อนภาพเศรษฐกิจโลกที่ ยืดหยุ่นกว่าที่คิดท่ามกลางความผันผวนด้านการเมือง การค้า และเทคโนโลยี


    IMF ระบุว่าแรงพยุงสำคัญมาจากการลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีขั้นสูง, นโยบายการคลังและการเงินที่ยังค่อนข้างผ่อนคลาย รวมถึงความสามารถในการปรับตัวของภาคธุรกิจเอกชน ซึ่งช่วยชดเชยแรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนทิศทางนโยบายการค้าโลกได้ในระดับหนึ่ง
    อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวครั้งนี้ ไม่ได้กระจายอย่างเท่าเทียม ระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับตลาดเกิดใหม่ และยังเปราะบางต่อความเสี่ยงใหม่ๆ ที่กำลังก่อตัวขึ้น
    ตัวเลขการเติบโตเศรษฐกิจโลก 3.3% ในปี 2026 เมื่อมองเผินๆ อาจดูเรียบ นิ่ง และไม่น่าตื่นเต้น ราวกับกราฟเส้นตรงที่ไร้จังหวะขึ้นลง แต่แท้จริงแล้ว ความนิ่งนี้คือผลลัพธ์ของแรงปะทะกันระหว่างสองกระแสใหญ่ ด้านหนึ่งคือสหรัฐฯ และเอเชียกำลังถูกพัดพาไปด้วยพายุการลงทุนด้าน AI ที่แรงจัดจนแทบไม่มีอะไรฉุดรั้งได้ ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ความผันผวนของนโยบายการค้าทำหน้าที่เสมือนคลื่นลมที่คอยต้านแรงส่งนั้นไว้ ไม่ให้เศรษฐกิจโลกทะยานขึ้นได้สูงกว่านี้

    เศรษฐกิจโลกโต 3.3% “ไม่ร้อนแรง แต่ไม่ทรุด”เศรษฐกิจโลกในปี 2026 ถูกนิยามโดย IMF ว่า ’Resilient’ หรือยืดหยุ่นสูงกว่าที่คาด แม้ต้องเผชิญทั้งสงครามภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนด้านการค้า และความผันผวนของพลังงาน การลงทุนด้าน AI และดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันในภาคอุตสาหกรรมและบริการ ช่วยสร้างผลผลิตใหม่ที่พยุงอัตราการเติบโตเอาไว้ได้


    ’อินเดีย‘ โตแรงสุดในกลุ่มเศรษฐกิจหลัก 

    อินเดียยังคงเป็นดาวเด่นของเศรษฐกิจโลก ด้วยอัตราเติบโตสูงถึง 6.4% แม้ปรับขึ้นจากเดิมเพียง +0.2 จุด แต่ก็สะท้อนความแข็งแรงเชิงโครงสร้าง ทั้งจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ การเติบโตของภาคบริการ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมดิจิทัล รวมถึงตลาดแรงงานวัยหนุ่มสาวขนาดมหาศาล
    อินเดียจึงยังถูกมองว่าเป็น Growth Engine ตัวจริง ในโลกยุคหลังจากจีนโตกระหน่ำ

    ’จีน‘ ฟื้นแรงกว่าคาด 

    IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจจีนเป็น 4.5% (+0.3 จุด) จากปัจจัยหนุนสำคัญ 3 ประการคือ
    1. สหรัฐฯ ลดอัตราภาษีที่แท้จริงต่อสินค้าจีน หลังข้อตกลงพักรบทางการค้าเป็นเวลา 1 ปีในเดือนพฤศจิกายน
    2. มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ที่รัฐบาลจีนเตรียมดำเนินการต่อเนื่องราว 2 ปี
    3. การฟื้นตัวของภาคการผลิต เทคโนโลยี และการบริโภคภายใน
    แม้เศรษฐกิจจีนจะไม่กลับสู่ยุคโต 8–10% แบบในอดีต แต่ IMF มองว่าจีนกำลังเข้าสู่ระยะการเติบโตคุณภาพมากกว่าการขยายตัวเชิงปริมาณ

    ’สหรัฐอเมริกา‘ กลับมาคึก

    เศรษฐกิจสหรัฐฯ ถูกปรับขึ้นเป็น 2.4% (+0.3 จุด) จากแรงส่งหลังเศรษฐกิจฟื้นตัวในต้นปี 2026 รวมถึงนโยบายการคลัง (One Big Beautiful Bill Act) ที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการลงทุนขององค์กร และการลงทุนในเทคโนโลยี เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2025 ที่ได้รับผลกระทบจาก Government Shutdown
    แรงขับเคลื่อนหลักมาจากการลงทุนใน AI, Semiconductor และ Green Tech กอปรกับการบริโภคภาคครัวเรือนที่ยังแข็งแกร่ง ตลอดจนตลาดแรงงานที่แม้เริ่มชะลอตัวแต่ยังไม่ถดถอย
    สหรัฐฯ จึงยังคงบทบาทเสาหลักเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจโลก แม้ภาระหนี้และความขัดแย้งการเมืองภายในยังเป็นความเสี่ยงระยะยาว

    ‘สหราชอาณาจักร‘ ทรงตัว

    เศรษฐกิจอังกฤษถูกคาดการณ์ไว้ที่ 1.3% โดยไม่เปลี่ยนแปลงจากรายงานเดิม สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวอย่างระมัดระวัง ท่ามกลางต้นทุนพลังงานที่ยังสูง ความไม่แน่นอนด้านการค้าและแรงงานหลัง Brexit รวมถึงการบริโภคภายในที่ยังไม่กลับมาเต็มกำลังอังกฤษจึงอยู่ในโหมดประคองตัวมากกว่าที่จะกลับมาเฉิดฉาย

    ’รัสเซีย‘ ถูกปรับลด โตต่ำ 1%

    รัสเซียเป็นประเทศเดียวในกลุ่มนี้ที่ถูกปรับลดคาดการณ์ เหลือ 0.8% (-0.2 จุด) จากแรงกดดันสะสมของมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีและเงินทุน ตลอดจนต้นทุนการทำสงครามที่กัดกินเสถียรภาพการคลัง
    IMF มองว่าเศรษฐกิจรัสเซียกำลังอยู่ในภาวะโตต่ำยืดเยื้อ และมีความเสี่ยงเชิงโครงสร้างสูงในระยะยาว

    ‘ฝรั่งเศส’ ฟื้นช้าแต่มีสัญญาณดี 

    เศรษฐกิจฝรั่งเศสถูกปรับขึ้นเล็กน้อยเป็น 1.0% (+0.1 จุด) จากแรงหนุนของการบริโภคภายในประเทศ การลงทุนในพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานการฟื้นตัวของภาคบริการและการท่องเที่ยว แม้ยังไม่โดดเด่น แต่ก็สะท้อนว่าเศรษฐกิจยุโรปบางประเทศเริ่มตั้งหลักได้ดีขึ้น

    ‘เยอรมนี‘ เริ่มตื่น แต่ยังเหนื่อยหนัก

    เยอรมนี ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็น “คนป่วยแห่งยุโรป” ในช่วงพลังงานแพงและอุตสาหกรรมชะลอ ถูก IMF ปรับขึ้นเป็น 1.1% (+0.2 จุด) จากการฟื้นตัวของภาคการผลิตและการส่งออก การลงทุนในอุตสาหกรรมสีเขียวและพลังงานสะอาดการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานหลังยุคสงครามรัสเซีย-ยูเครน 
    นี่คือสัญญาณบวกเล็กๆ ว่ายักษ์ที่หลับใหลมานานอาจจะกำลังเริ่มตื่นและลืมตาขึ้นช้าๆ กระนั้นในภาพรวมยุโรปยังคงเดินต้วมเตี้ยม ด้วยคาดการณ์จีดีพีโตที่ 1.3% แม้สเปนและไอร์แลนด์จะทำผลงานได้ดี แต่อย่างที่บอกว่ายักษ์ใหญ่อย่างเยอรมนียังคงเหนื่อยหอบ โดยเฉพาะจากราคาพลังงานที่ยังคงหลอกหลอน (ต่อให้ลงทุนในพลังงานสีเขียวแล้ว แต่ก็ไม่สามารถครอบคลุมความต้องการทั้งหมดของประเทศได้ทันการณ์) และภาคการผลิตที่ขาดความคล่องตั

    ’ญี่ปุ่น‘ โตช้าแต่เสถียร 

    ญี่ปุ่นถูกปรับขึ้นเล็กน้อยเป็น 0.7% (+0.1 จุด) สะท้อนการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากการบริโภคภายในที่ฟื้นตัวหลังเงินเฟ้อเริ่มทรงตัว การส่งออกเทคโนโลยีและเครื่องจักร รวมถึงการท่องเที่ยวจากต่างประเทศที่กลับมาคึกคัก
    อย่างไรก็ดี ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างประชากรสูงวัยและแรงงานหดตัว ยังคงจำกัดศักยภาพการเติบโตในระยะยาว

    ‘ไทย’ สะดุดกลางทาง แต่ยังไม่หลุดโค้ง

    IMF คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 2.1% ในปี 2025 ชะลอลงเหลือ 1.6% ในปี 2026 และฟื้นกลับมาเป็น 2.2% ในปี 2027 ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ยังคงอยู่ การส่งออกที่ซบเซา และภาวะการเงินที่ตึงตัว แม้จะมีแรงพยุงบางส่วนจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายลง
    เศรษฐกิจไทยจึงยังเผชิญความเสี่ยงด้านลบจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ความเป็นไปได้ของการทบทวนการลงทุนด้าน AI และความไม่แน่นอนด้านนโยบายของสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีทรัมป์ อัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ในระดับต่ำ สนับสนุนท่าทีผ่อนคลายของธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ IMF แนะนำให้เดินหน้าปฏิรูปเชิงโครงสร้างด้านการค้า ผลิตภาพ และการปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตในระยะยาว


    โลกในปี 2026 กำลังยืนอยู่บนรอยแยกของความมั่งคั่ง รายงานฉบับล่าสุดจาก IMF เผยภาพรวมที่ดูเหมือนจะสงบ แต่เนื้อในกลับเต็มไปด้วยกระแสคลื่นที่พร้อมจะซัดให้เรือทุกลำโคลงเคลงได้ทุกเมื่อ นี่คือบทสรุปของโลกที่กำลังขับเคลื่อนด้วยพลังที่สวนทางกัน (Divergent Forces) อย่างรุนแรง


    ‘สงครามการค้า’ พักรบชั่วคราว หรือแค่รอเวลาปะทุ?

    ความสัมพันธ์ระหว่าง จีน-สหรัฐฯ ในปี 2026 เหมือนคู่รักที่ถือมีดไว้ข้างหลัง แม้จะมีการลงนามพักรบ ลดภาษีศุลกากรและควบคุมการส่งออกชิปและแร่หายากจนถึงเดือนพฤศจิกายน 2026 แต่มันก็เป็นเพียงการหยุดพักหายใจชั่วคราว นโยบายกีดกันทางการค้ายังคงเป็นระเบิดเวลาที่รอวันถอดสลัก ซึ่ง IMF เตือนว่าหากความตึงเครียดนี้กลับมาปะทุอีกครั้ง ห่วงโซ่อุปทานโลกพังพินาศแน่นอน


    ‘AI’ ฮีโร่ผู้ขี่ม้าขาว หรือฟองสบู่ลูกใหม่?

    เรากำลังอยู่ในยุคที่ Magnificent 7 (กลุ่มบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ได้แก่ Apple, Microsoft, Alphabet (Google), Amazon, Nvidia, Meta Platforms (Facebook) และ Tesla กลุ่มนี้ถูกมองว่าเป็นหัวรถจักรของตลาดหุ้นยุค AI และเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของดัชนี S&P 500 ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะ Nvidia, Microsoft และ Alphabet ที่ได้อานิสงส์จาก AI โดยตรง) ทิ้งห่างหุ้นตัวอื่นๆ แบบไม่เห็นฝุ่น กราฟการเติบโตของบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้พุ่งสูงเสียดฟ้า สวนทางกับตลาดโดยรวม นี่คือดาบสองคม! หากผลผลิตจาก AI ไม่สามารถจับต้องได้จริงตามที่นักลงทุนคาดหวัง เราอาจได้เห็นการปรับฐานของตลาดเงินที่รุนแรงจนสะเทือนไปถึงความมั่งคั่งของครัวเรือนทั่วโลก

    เงินเฟ้อลดลง แต่ค่าครองชีพยังคงสูงเสียดฟ้า

    ข่าวดีคือเงินเฟ้อทั่วโลกกำลังค่อยๆ ดิ่งหัวลงจาก 4.1% ในปี 2025 เหลือ 3.8% ในปี 2026 แต่สำหรับชาวบ้านเดินถนน ตัวเลขนี้ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น เพราะค่าครองชีพยังคงค้างฟ้า โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ที่ความกังวลเรื่องเงินในกระเป๋ายังเป็นปัญหาใหญ่ แม้ราคาพลังงานมีแนวโน้มจะลดลงตามกลไกตลาดและอุปสงค์ที่ชะลอตัว แต่ความไม่แน่นอนทางการเมืองก็ยังเป็นปัจจัยที่ทำให้เราไม่อาจวางใจได้

    IMF เตือน เศรษฐกิจโลกยังเปราะบาง

    แม้ภาพรวมจะดูดีขึ้น แต่ IMF ย้ำว่าแนวโน้มเศรษฐกิจโลกยังไม่มั่นคง โดยเฉพาะ 3 ความเสี่ยงหลักคือ
    1. AI จะเพิ่มผลิตภาพจริง หรือจะกลายเป็นฟองสบู่การลงทุน?
    2. ความตึงเครียดทางการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ อาจปะทุซ้ำได้ทุกเมื่อ
    3. หนี้สาธารณะและต้นทุนทางการเงิน ที่ยังอยู่ในระดับสูงในหลายประเทศ

    โลกยังโตได้ แต่ไม่ใช่โลกที่ปลอดภัย

    การปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจโลกเป็น 3.3% คือสัญญาณว่าโลกยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงโครงสร้าง แต่ก็ไม่ใช่โลกที่ปลอดภัยหรือมั่นคงเต็มที่เช่นกัน
    ความท้าทายที่แท้จริงคือ ‘หนี้สาธารณะ’ ที่สูงลิ่วเป็นประวัติการณ์ IMF ย้ำชัดว่ารัฐบาลแต่ละประเทศต้องเร่งสร้างเกราะป้องกันทางการคลัง (Fiscal Buffers) และใช้มาตรการรัดเข็มขัดที่ได้ผลจริง โดยไม่ปล่อยให้การเมืองมาบงการจนวินัยทางการเงินพังพินาศ
    นี่คือยุคของการเติบโตภายใต้ความไม่แน่นอน โลกที่ขับเคลื่อนด้วย AI เทคโนโลยี และนวัตกรรม แต่ยังเปราะบางต่อสงคราม การเมือง และความขัดแย้งเชิงโครงสร้างที่ยังไม่จบ
    เศรษฐกิจโลกปี 2026 จึงไม่ได้แข่งกันว่าใครโตเร็วสุด แต่คือใครจะปรับตัวได้เร็วสุด และยืนระยะได้ยาวสุดต่างหาก หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง โลกในปี 2026 ไม่ใช่ที่สำหรับคนขลาด แต่เป็นพื้นที่สำหรับผู้ที่ปรับตัวได้ไว ใครที่เกาะกระแสเทคโนโลยีได้ทันและบริหารความเสี่ยงจากกำแพงภาษีได้ฉลาด คือผู้ที่จะรอดในสมรภูมิเศรษฐกิจที่ไม่สมดุลนี้

    ที่มา :


    Post Views: 264

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/01/20/imf-global-economy-2026-growth-ai-geopolitics/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kWiBub4Y4SReAHNt_ADh_

  • CEO บริษัท ทีไอดีซีฯ เตรียมให้ปากคำ DSI ปมนำเข้าเครื่องสแกนม่านตา แลกเหรียญ Worldcoin | เดลินิวส์

    CEO บริษัท ทีไอดีซีฯ เตรียมให้ปากคำ DSI ปมนำเข้าเครื่องสแกนม่านตา แลกเหรียญ Worldcoin | เดลินิวส์

    จากกรณีนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยถึงประเด็นภาพเหตุการณ์เมื่อวันที่ 27 มี.ค.67 ซึ่งเป็นภาพการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และบริษัทไพรม์ ออพ พอร์ทูนิตี้ ฟันด์ วีซีซี จากประเทศสิงคโปร์ (Prime Opportunity Fund VCC Singapore) โดยมี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ตำแหน่งในขณะนั้น) มีนายเบน สมิธ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ (ตำแหน่งในขณะนั้น) และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ผู้แทนการค้าไทย (ตำแหน่งในขณะนั้น) ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนาม MOU ซึ่งนายไชยชนก ได้มีการขอให้ตรวจสอบติดตามและรายงานผลเกี่ยวกับการดำเนินการเรื่อง MOU บริษัท Prime Opportunity Fund VCC Singapore โดยด่วนที่สุด พร้อมมีคำสั่งเมื่อวันที่ 24 พ.ย.68 ยกเลิกบันทึกข้อตกลง (MOU) ระหว่างกระทรวงดีอีฯ และบริษัท Prime Opportunity Fund VCC Singapore ดังกล่าว หลังจากพบเส้นทางเชื่อมโยงขบวนการฟอกเงินดิจิทัลระดับโลก

    แต่ใน MOU ได้ระบุว่า จะร่วมกันจัดทำโครงการศูนย์กลางธุรกิจดิจิทัลและการเงิน (TIDC) ทำให้นายไชยชนก จึงได้ประสานขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กับสำนักงาน ปปง. ช่วยดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง นอกจากนี้ นายไชยชนก ยังพบข้อพิรุธในหลายเรื่อง อาทิ การจัดทำ MOU ดังกล่าว เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 25 มี.ค.67 และมีการลงนามใน MOU วันที่ 27 มี.ค.67 ซึ่งใช้เวลาดำเนินการเพียง 3 วัน และพบว่าเกี่ยวโยงกับการเก็บข้อมูลสแกนม่านตาคนไทยกว่า 1.2 ล้านราย กระทั่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้รับเป็นคดีพิเศษที่ 148/2568 เพื่อตรวจสอบกรณีธุรกิจสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโตเคอร์เรนซี ภายใต้โครงการ Worldcoin และได้มีการเชิญนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย (ตำแหน่งในขณะนั้น รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม) นายวัลลภ รุจิรากร (ตำแหน่งในขณะนั้น เลขานุการ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม) และนายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ประธานกรรมการ ก.ล.ต. ในฐานะอดีตปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เพื่อสอบปากคำพยานเกี่ยวกับที่มาที่ไปของการจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กับบริษัทไพรม์ ออพ พอร์ทูนิตี้ ฟันด์ วีซีซี จากประเทศสิงคโปร์

    อีกทั้งเมื่อวันที่ 8 ม.ค.69 คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ได้มีการรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลออกหมายค้นพื้นที่เป้าหมาย 5 แห่ง ในกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย 1.บริษัท ทีไอดีซี โฮลดิ้งส์ จำกัด ที่อยู่เลขที่ 18 ถนนพญาไท แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร 2.บริษัท ทีไอดีซี เวิล์ดเวิร์ส จำกัด 3.บริษัท ทีไอดีซี จำกัด 4.บริษัท เอ็ม วิชั่น จำกัด (มหาชน) และ 5.บ้านหลังหนึ่งในหมู่บ้านลดาวัลย์ พระราม 2 ซึ่งเป็นบ้านของนายโอภาส เฉิดพันธุ์ กรรมการบริษัท ทีไอดีซี เวิล์ดเวิร์ส จำกัด วัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน พยานเอกสารเอกสาร และพยานวัตถุอย่างเครื่องสแกนม่านตาที่ยังคงหลงเหลืออยู่เพียง 4 ชุด ก่อนตรวจยึดเพื่อนำไปขยายผลตรวจสอบถึงแหล่งฐานข้อมูลการจัดเก็บอัตลักษณ์บุคคลภายในระบบ ก่อนพิจารณาว่าอาจมีการกระทำใด ๆ เข้าข่ายมีองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และ พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 ตามที่มีการรายงานข่าวไปแล้วนั้น

    ความคืบหน้าวันที่ 20 ม.ค. คณะพนักงานสอบสวนคดีสแกนม่านตา เปิดเผยว่า สำหรับการออกหมายเรียก นายโอภาส เฉิดพันธุ์ กรรมการของบริษัท ทีไอดีซี เวิล์ดเวิร์ส จำกัด (TIDC WORLDVERSE COMPANY LIMITED) ให้เข้ามาให้ข้อมูลในฐานะพยานในวันที่ 20 ม.ค. นั้น คณะพนักงานสอบสวนมีความประสงค์ขอข้อมูลเกี่ยวกับโครงการการติดตั้งเครื่องสแกนม่านตา ว่ามีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องมาจากการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และบริษัท ไพรม์ ออพ พอร์ทูนิตี้ ฟันด์ วีซีซี จากประเทศสิงคโปร์ (Prime Opportunity Fund VCC Singapore) เมื่อวันที่ 27 มี.ค.67 หรือไม่ อย่างไร รวมถึงการนำเข้าเครื่องสแกนม่านตาโดยบริษัท เอ็มวิชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ TIDC ว่ามีวิธีการ ขั้นตอน วัตถุประสงค์การนำเข้าเครื่องสแกนม่านตาเพื่อการใด และบริษัทฯ มีการดำเนินงานอย่างไรบ้าง ซึ่งล่าสุดได้รับแจ้งว่านายโอภาส ต้องเดินทางมาจากจังหวัดภูเก็ตด้วยการขับรถยนต์ คาดว่าจะถึงกองคดีฯ ในช่วงเย็นวันนี้ ซึ่งคณะพนักงานสอบสวนก็ได้จัดเตรียมทีมรอพบนายโอภาสไว้แล้ว ทั้งนี้ บทบาทความเกี่ยวข้องของนายโอภาสกับเครื่องสแกนม่านตา เนื่องด้วยเจ้าตัวเป็นกรรมการของทั้งบริษัท ทีไอดีซี เวิล์ดเวิร์ส จำกัด และบริษัท เอ็ม วิชั่น จำกัด (มหาชน) จึงต้องหาความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันของทั้งสองบริษัท

    คณะพนักงานสอบสวนคดีสแกนม่านตา เผยอีกว่า บริษัท ทีไอดีซี เวิล์ดเวิร์ส จำกัด ค่อนข้างจะมีความเกี่ยวข้องกับตัว MOU โดยตรง แต่ด้วยความที่บริษัท ทีไอดีซี เวิล์ดเวิร์ส จำกัด ก่อนที่นายโอภาส จะเข้ามาเป็นกรรมการบริษัทนั้น เคยมีกรรมการบริษัทเป็นชาวต่างชาติมาก่อน ซึ่งก็ได้มีการซื้อขายหุ้นกันตามปกติ จนทำให้นายโอภาส ได้เข้ามาเป็นกรรมการบริษัทฯ ดังนั้น กระบวนการสอบปากคำพยานของคณะพนักงานสอบสวนจึงค่อนข้างมีจำนวนเยอะ แต่เราก็พยายามไล่เรียงสอบปากคำพยานให้ครบถ้วนที่สุด ล่าสุดสามารถสอบปากคำพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องได้แล้วมากกว่า 20 ปาก มีทั้งข้าราชการประจำ ข้าราชการฝ่ายการเมืองในกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมตามที่ปรากฏเป็นข่าว (นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ประธานกรรมการ ก.ล.ต. ในฐานะอดีตปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ตำแหน่งในขณะนั้น รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายวัลลภ รุจิรากร ตำแหน่งในขณะนั้น เลขานุการ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม)

    ส่วนกรณีว่าจะมีการเชิญ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ (ตำแหน่งในขณะนั้น) และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ผู้แทนการค้าไทย (ตำแหน่งในขณะนั้น) ที่ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนาม MOU มาให้ปากคำในฐานะพยานหรือไม่นั้น เราก็จะพิจารณาเชิญมาให้ข้อมูลเช่นเดียวกัน แต่ในตอนนี้เราจะโฟกัสไปที่การสอบสวนพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเอกสาร MOU ก่อน

    คณะพนักงานสอบสวนคดีสแกนม่านตา เผยต่อว่า สำหรับการเตรียมผ่าเครื่องสแกนม่านตาทั้ง 4 ชุด ที่คณะพนักงานสอบสวนตรวจยึดมาได้จากการเข้าตรวจค้นในพื้นที่บริษัท เอ็มวิชั่น จำกัด (มหาชน) คณะพนักงานสอบสวนได้มีการประสานงานกับตำรวจพิสูจน์หลักฐาน แต่อย่างไรเราจะต้องรอฟังข้อมูลและขอความยินยอมจากนายโอภาส เฉิดพันธุ์ ให้เสร็จสิ้นก่อน เพราะนายโอภาสถือเป็นเจ้าของครอบครอง หรือก็ต้องสอบถามด้วยว่าใครเป็นเจ้าของเครื่องสแกนม่านตาที่แท้จริง

    “เครื่องสแกนม่านตา ตามข้อมูลการสืบสวนสอบสวนพบว่ามีการนำเข้าเครื่องจากต่างประเทศ โดยมีการเซตระบบไว้เรียบร้อยแล้ว” คณะพนักงานสอบสวน ระบุ

    คณะพนักงานสอบสวนคดีสแกนม่านตา เผยด้วยว่า สำหรับฐานความผิดที่ดีเอสไอพิจารณาในตอนนี้จากการทำงานของเครื่องสแกนม่านตา คือ พ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 เนื่องจากพฤติการณ์ทางคดี สอบสวนสืบสวนพบว่า ในการแจ้งความประสงค์ให้ประชาชนใช้บริการเครื่องสแกนม่านตา บอกเพียงว่าเป็นการยืนยันความเป็นมนุษย์ และเมื่อสแกนม่านตาก็จะได้เหรียญดิจิทัล เพื่อไปแลกเป็นเงิน แต่ในข้อเท็จจริงเรากลับพบว่ามันมีการเปลี่ยนแปลงโค้ด และบันทึกข้อมูลม่านตาของประชาชนคนไทยผู้ใช้บริการ ไม่ใช่เพียงการพิสูจน์ความเป็นมนุษย์ตามที่กล่าวอ้าง แต่มันกลับบอกได้ว่าเป็นมนุษย์คนไหน จึงเหมือนเป็นการปกปิดข้อเท็จจริงบางส่วนจากทั้งหมดที่แจ้งต่อผู้ใช้บริการ ส่วนกรณีฐานความผิดตามกฎหมายของ ก.ล.ต. หรือ พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 ทางผู้แทนของ ก.ล.ต. ได้มีการร้องทุกข์กล่าวโทษไว้เบื้องต้น 5 ราย ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ตั้งโต๊ะรับแลกเหรียญเถื่อน หรือนายหน้าเถื่อน โดยในส่วนนี้ทาง ก.ล.ต. ก็เปิดโอกาสให้บุคคลทั้ง 5 ราย ได้เข้าชี้แจงข้อเท็จจริง

    คณะพนักงานสอบสวนคดีสแกนม่านตา เผยว่า ส่วนกรณีที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยนายไชยชนก ชิดชอบ ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่อง MOU ดังกล่าว ซึ่งถ้าหากทางคณะกรรมการฯ มีความประสงค์ขอข้อมูลการสอบสวนส่วนใดของดีเอสไอ เราก็สามารถดำเนินการให้ประสานข้อมูลในส่วนนั้นได้ ซึ่งเป็นการทำงานสอดประสานกัน ทั้งนี้ ปัจจุบันคณะพนักงานสอบสวนได้ดำเนินการสอบปากคำพยานไปแล้วมากกว่า 20 ราย มีทั้งข้าราชการประจำกระทรวงดิจิทัลฯ ข้าราชการฝ่ายการเมือง เจ้าหน้าที่พนักงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านข้อมูลไอที และคนไทยที่เคยใช้บริการเครื่องสแกนม่านตา เป็นต้น

    ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า วันนี้ (20 ม.ค.) เวลา 10.00 น. ที่ห้องกองคดียาเสพติด ศูนย์ราชการฯ อาคารเอ ชั้น 7 ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ คดีสแกนม่านตาแลกเหรียญดิจิทัล ดูดข้อมูลคนไทย 1.2 ล้านคน คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 148/2568 กรณีธุรกิจสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโตเคอร์เรนซี ภายใต้โครงการ Worldcoin ได้นัดหมายสอบปากคำ “นายโอภาส เฉิดพันธุ์” กรรมการของบริษัท ทีไอดีซี เวิล์ดเวิร์ส จำกัด (TIDC WORLDVERSE COMPANY LIMITED) ในฐานะพยาน เพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับโครงการการติดตั้งเครื่องสแกนม่านตา ว่ามีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องมาจากการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และบริษัท ไพรม์ ออพ พอร์ทูนิตี้ ฟันด์ วีซีซี จากประเทศสิงคโปร์ (Prime Opportunity Fund VCC Singapore) เมื่อวันที่ 27 มี.ค.67 หรือไม่ รวมถึงการนำเข้าเครื่องสแกนม่านตาโดยบริษัท เอ็มวิชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ TIDC ว่ามีวิธีการ ขั้นตอน วัตถุประสงค์การนำเข้าเครื่องสแกนม่านตาเพื่อการใด.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5518139/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lp0LcwZnjdyOEcwus880V

  • IMF คิดบวก ชี้เศรษฐกิจโลกเปราะบาง แต่ยังเดินหน้าได้ แม้คลื่นภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้าจะยังซัดแรง

    รายงาน World Economic Outlook Update ฉบับล่าสุด เดือนมกราคม 2026 โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2026 เป็น 3.3% จากเดิม 3.1% ในรายงานเดือนตุลาคม 2025 สะท้อนภาพเศรษฐกิจโลกที่ ยืดหยุ่นกว่าที่คิดท่ามกลางความผันผวนด้านการเมือง การค้า และเทคโนโลยี


    IMF ระบุว่าแรงพยุงสำคัญมาจากการลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีขั้นสูง, นโยบายการคลังและการเงินที่ยังค่อนข้างผ่อนคลาย รวมถึงความสามารถในการปรับตัวของภาคธุรกิจเอกชน ซึ่งช่วยชดเชยแรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนทิศทางนโยบายการค้าโลกได้ในระดับหนึ่ง
    อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวครั้งนี้ ไม่ได้กระจายอย่างเท่าเทียม ระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับตลาดเกิดใหม่ และยังเปราะบางต่อความเสี่ยงใหม่ๆ ที่กำลังก่อตัวขึ้น
    ตัวเลขการเติบโตเศรษฐกิจโลก 3.3% ในปี 2026 เมื่อมองเผินๆ อาจดูเรียบ นิ่ง และไม่น่าตื่นเต้น ราวกับกราฟเส้นตรงที่ไร้จังหวะขึ้นลง แต่แท้จริงแล้ว ความนิ่งนี้คือผลลัพธ์ของแรงปะทะกันระหว่างสองกระแสใหญ่ ด้านหนึ่งคือสหรัฐฯ และเอเชียกำลังถูกพัดพาไปด้วยพายุการลงทุนด้าน AI ที่แรงจัดจนแทบไม่มีอะไรฉุดรั้งได้ ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ความผันผวนของนโยบายการค้าทำหน้าที่เสมือนคลื่นลมที่คอยต้านแรงส่งนั้นไว้ ไม่ให้เศรษฐกิจโลกทะยานขึ้นได้สูงกว่านี้

    เศรษฐกิจโลกโต 3.3% “ไม่ร้อนแรง แต่ไม่ทรุด”เศรษฐกิจโลกในปี 2026 ถูกนิยามโดย IMF ว่า ’Resilient’ หรือยืดหยุ่นสูงกว่าที่คาด แม้ต้องเผชิญทั้งสงครามภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนด้านการค้า และความผันผวนของพลังงาน การลงทุนด้าน AI และดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันในภาคอุตสาหกรรมและบริการ ช่วยสร้างผลผลิตใหม่ที่พยุงอัตราการเติบโตเอาไว้ได้


    ’อินเดีย‘ โตแรงสุดในกลุ่มเศรษฐกิจหลัก 

    อินเดียยังคงเป็นดาวเด่นของเศรษฐกิจโลก ด้วยอัตราเติบโตสูงถึง 6.4% แม้ปรับขึ้นจากเดิมเพียง +0.2 จุด แต่ก็สะท้อนความแข็งแรงเชิงโครงสร้าง ทั้งจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ การเติบโตของภาคบริการ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมดิจิทัล รวมถึงตลาดแรงงานวัยหนุ่มสาวขนาดมหาศาล
    อินเดียจึงยังถูกมองว่าเป็น Growth Engine ตัวจริง ในโลกยุคหลังจากจีนโตกระหน่ำ

    ’จีน‘ ฟื้นแรงกว่าคาด 

    IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจจีนเป็น 4.5% (+0.3 จุด) จากปัจจัยหนุนสำคัญ 3 ประการคือ
    1. สหรัฐฯ ลดอัตราภาษีที่แท้จริงต่อสินค้าจีน หลังข้อตกลงพักรบทางการค้าเป็นเวลา 1 ปีในเดือนพฤศจิกายน
    2. มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ที่รัฐบาลจีนเตรียมดำเนินการต่อเนื่องราว 2 ปี
    3. การฟื้นตัวของภาคการผลิต เทคโนโลยี และการบริโภคภายใน
    แม้เศรษฐกิจจีนจะไม่กลับสู่ยุคโต 8–10% แบบในอดีต แต่ IMF มองว่าจีนกำลังเข้าสู่ระยะการเติบโตคุณภาพมากกว่าการขยายตัวเชิงปริมาณ

    ’สหรัฐอเมริกา‘ กลับมาคึก

    เศรษฐกิจสหรัฐฯ ถูกปรับขึ้นเป็น 2.4% (+0.3 จุด) จากแรงส่งหลังเศรษฐกิจฟื้นตัวในต้นปี 2026 รวมถึงนโยบายการคลัง (One Big Beautiful Bill Act) ที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการลงทุนขององค์กร และการลงทุนในเทคโนโลยี เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2025 ที่ได้รับผลกระทบจาก Government Shutdown
    แรงขับเคลื่อนหลักมาจากการลงทุนใน AI, Semiconductor และ Green Tech กอปรกับการบริโภคภาคครัวเรือนที่ยังแข็งแกร่ง ตลอดจนตลาดแรงงานที่แม้เริ่มชะลอตัวแต่ยังไม่ถดถอย
    สหรัฐฯ จึงยังคงบทบาทเสาหลักเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจโลก แม้ภาระหนี้และความขัดแย้งการเมืองภายในยังเป็นความเสี่ยงระยะยาว

    ‘สหราชอาณาจักร‘ ทรงตัว

    เศรษฐกิจอังกฤษถูกคาดการณ์ไว้ที่ 1.3% โดยไม่เปลี่ยนแปลงจากรายงานเดิม สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวอย่างระมัดระวัง ท่ามกลางต้นทุนพลังงานที่ยังสูง ความไม่แน่นอนด้านการค้าและแรงงานหลัง Brexit รวมถึงการบริโภคภายในที่ยังไม่กลับมาเต็มกำลังอังกฤษจึงอยู่ในโหมดประคองตัวมากกว่าที่จะกลับมาเฉิดฉาย

    ’รัสเซีย‘ ถูกปรับลด โตต่ำ 1%

    รัสเซียเป็นประเทศเดียวในกลุ่มนี้ที่ถูกปรับลดคาดการณ์ เหลือ 0.8% (-0.2 จุด) จากแรงกดดันสะสมของมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีและเงินทุน ตลอดจนต้นทุนการทำสงครามที่กัดกินเสถียรภาพการคลัง
    IMF มองว่าเศรษฐกิจรัสเซียกำลังอยู่ในภาวะโตต่ำยืดเยื้อ และมีความเสี่ยงเชิงโครงสร้างสูงในระยะยาว

    ‘ฝรั่งเศส’ ฟื้นช้าแต่มีสัญญาณดี 

    เศรษฐกิจฝรั่งเศสถูกปรับขึ้นเล็กน้อยเป็น 1.0% (+0.1 จุด) จากแรงหนุนของการบริโภคภายในประเทศ การลงทุนในพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานการฟื้นตัวของภาคบริการและการท่องเที่ยว แม้ยังไม่โดดเด่น แต่ก็สะท้อนว่าเศรษฐกิจยุโรปบางประเทศเริ่มตั้งหลักได้ดีขึ้น

    ‘เยอรมนี‘ เริ่มตื่น แต่ยังเหนื่อยหนัก

    เยอรมนี ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็น “คนป่วยแห่งยุโรป” ในช่วงพลังงานแพงและอุตสาหกรรมชะลอ ถูก IMF ปรับขึ้นเป็น 1.1% (+0.2 จุด) จากการฟื้นตัวของภาคการผลิตและการส่งออก การลงทุนในอุตสาหกรรมสีเขียวและพลังงานสะอาดการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานหลังยุคสงครามรัสเซีย-ยูเครน 
    นี่คือสัญญาณบวกเล็กๆ ว่ายักษ์ที่หลับใหลมานานอาจจะกำลังเริ่มตื่นและลืมตาขึ้นช้าๆ กระนั้นในภาพรวมยุโรปยังคงเดินต้วมเตี้ยม ด้วยคาดการณ์จีดีพีโตที่ 1.3% แม้สเปนและไอร์แลนด์จะทำผลงานได้ดี แต่อย่างที่บอกว่ายักษ์ใหญ่อย่างเยอรมนียังคงเหนื่อยหอบ โดยเฉพาะจากราคาพลังงานที่ยังคงหลอกหลอน (ต่อให้ลงทุนในพลังงานสีเขียวแล้ว แต่ก็ไม่สามารถครอบคลุมความต้องการทั้งหมดของประเทศได้ทันการณ์) และภาคการผลิตที่ขาดความคล่องตั

    ’ญี่ปุ่น‘ โตช้าแต่เสถียร 

    ญี่ปุ่นถูกปรับขึ้นเล็กน้อยเป็น 0.7% (+0.1 จุด) สะท้อนการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากการบริโภคภายในที่ฟื้นตัวหลังเงินเฟ้อเริ่มทรงตัว การส่งออกเทคโนโลยีและเครื่องจักร รวมถึงการท่องเที่ยวจากต่างประเทศที่กลับมาคึกคัก
    อย่างไรก็ดี ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างประชากรสูงวัยและแรงงานหดตัว ยังคงจำกัดศักยภาพการเติบโตในระยะยาว

    ‘ไทย’ สะดุดกลางทาง แต่ยังไม่หลุดโค้ง

    IMF คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 2.1% ในปี 2025 ชะลอลงเหลือ 1.6% ในปี 2026 และฟื้นกลับมาเป็น 2.2% ในปี 2027 ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ยังคงอยู่ การส่งออกที่ซบเซา และภาวะการเงินที่ตึงตัว แม้จะมีแรงพยุงบางส่วนจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายลง
    เศรษฐกิจไทยจึงยังเผชิญความเสี่ยงด้านลบจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ความเป็นไปได้ของการทบทวนการลงทุนด้าน AI และความไม่แน่นอนด้านนโยบายของสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีทรัมป์ อัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ในระดับต่ำ สนับสนุนท่าทีผ่อนคลายของธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ IMF แนะนำให้เดินหน้าปฏิรูปเชิงโครงสร้างด้านการค้า ผลิตภาพ และการปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตในระยะยาว


    โลกในปี 2026 กำลังยืนอยู่บนรอยแยกของความมั่งคั่ง รายงานฉบับล่าสุดจาก IMF เผยภาพรวมที่ดูเหมือนจะสงบ แต่เนื้อในกลับเต็มไปด้วยกระแสคลื่นที่พร้อมจะซัดให้เรือทุกลำโคลงเคลงได้ทุกเมื่อ นี่คือบทสรุปของโลกที่กำลังขับเคลื่อนด้วยพลังที่สวนทางกัน (Divergent Forces) อย่างรุนแรง


    ‘สงครามการค้า’ พักรบชั่วคราว หรือแค่รอเวลาปะทุ?

    ความสัมพันธ์ระหว่าง จีน-สหรัฐฯ ในปี 2026 เหมือนคู่รักที่ถือมีดไว้ข้างหลัง แม้จะมีการลงนามพักรบ ลดภาษีศุลกากรและควบคุมการส่งออกชิปและแร่หายากจนถึงเดือนพฤศจิกายน 2026 แต่มันก็เป็นเพียงการหยุดพักหายใจชั่วคราว นโยบายกีดกันทางการค้ายังคงเป็นระเบิดเวลาที่รอวันถอดสลัก ซึ่ง IMF เตือนว่าหากความตึงเครียดนี้กลับมาปะทุอีกครั้ง ห่วงโซ่อุปทานโลกพังพินาศแน่นอน


    ‘AI’ ฮีโร่ผู้ขี่ม้าขาว หรือฟองสบู่ลูกใหม่?

    เรากำลังอยู่ในยุคที่ Magnificent 7 (กลุ่มบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ได้แก่ Apple, Microsoft, Alphabet (Google), Amazon, Nvidia, Meta Platforms (Facebook) และ Tesla กลุ่มนี้ถูกมองว่าเป็นหัวรถจักรของตลาดหุ้นยุค AI และเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของดัชนี S&P 500 ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะ Nvidia, Microsoft และ Alphabet ที่ได้อานิสงส์จาก AI โดยตรง) ทิ้งห่างหุ้นตัวอื่นๆ แบบไม่เห็นฝุ่น กราฟการเติบโตของบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้พุ่งสูงเสียดฟ้า สวนทางกับตลาดโดยรวม นี่คือดาบสองคม! หากผลผลิตจาก AI ไม่สามารถจับต้องได้จริงตามที่นักลงทุนคาดหวัง เราอาจได้เห็นการปรับฐานของตลาดเงินที่รุนแรงจนสะเทือนไปถึงความมั่งคั่งของครัวเรือนทั่วโลก

    เงินเฟ้อลดลง แต่ค่าครองชีพยังคงสูงเสียดฟ้า

    ข่าวดีคือเงินเฟ้อทั่วโลกกำลังค่อยๆ ดิ่งหัวลงจาก 4.1% ในปี 2025 เหลือ 3.8% ในปี 2026 แต่สำหรับชาวบ้านเดินถนน ตัวเลขนี้ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น เพราะค่าครองชีพยังคงค้างฟ้า โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ที่ความกังวลเรื่องเงินในกระเป๋ายังเป็นปัญหาใหญ่ แม้ราคาพลังงานมีแนวโน้มจะลดลงตามกลไกตลาดและอุปสงค์ที่ชะลอตัว แต่ความไม่แน่นอนทางการเมืองก็ยังเป็นปัจจัยที่ทำให้เราไม่อาจวางใจได้

    IMF เตือน เศรษฐกิจโลกยังเปราะบาง

    แม้ภาพรวมจะดูดีขึ้น แต่ IMF ย้ำว่าแนวโน้มเศรษฐกิจโลกยังไม่มั่นคง โดยเฉพาะ 3 ความเสี่ยงหลักคือ
    1. AI จะเพิ่มผลิตภาพจริง หรือจะกลายเป็นฟองสบู่การลงทุน?
    2. ความตึงเครียดทางการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ อาจปะทุซ้ำได้ทุกเมื่อ
    3. หนี้สาธารณะและต้นทุนทางการเงิน ที่ยังอยู่ในระดับสูงในหลายประเทศ

    โลกยังโตได้ แต่ไม่ใช่โลกที่ปลอดภัย

    การปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจโลกเป็น 3.3% คือสัญญาณว่าโลกยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงโครงสร้าง แต่ก็ไม่ใช่โลกที่ปลอดภัยหรือมั่นคงเต็มที่เช่นกัน
    ความท้าทายที่แท้จริงคือ ‘หนี้สาธารณะ’ ที่สูงลิ่วเป็นประวัติการณ์ IMF ย้ำชัดว่ารัฐบาลแต่ละประเทศต้องเร่งสร้างเกราะป้องกันทางการคลัง (Fiscal Buffers) และใช้มาตรการรัดเข็มขัดที่ได้ผลจริง โดยไม่ปล่อยให้การเมืองมาบงการจนวินัยทางการเงินพังพินาศ
    นี่คือยุคของการเติบโตภายใต้ความไม่แน่นอน โลกที่ขับเคลื่อนด้วย AI เทคโนโลยี และนวัตกรรม แต่ยังเปราะบางต่อสงคราม การเมือง และความขัดแย้งเชิงโครงสร้างที่ยังไม่จบ
    เศรษฐกิจโลกปี 2026 จึงไม่ได้แข่งกันว่าใครโตเร็วสุด แต่คือใครจะปรับตัวได้เร็วสุด และยืนระยะได้ยาวสุดต่างหาก หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง โลกในปี 2026 ไม่ใช่ที่สำหรับคนขลาด แต่เป็นพื้นที่สำหรับผู้ที่ปรับตัวได้ไว ใครที่เกาะกระแสเทคโนโลยีได้ทันและบริหารความเสี่ยงจากกำแพงภาษีได้ฉลาด คือผู้ที่จะรอดในสมรภูมิเศรษฐกิจที่ไม่สมดุลนี้

    ที่มา :


    Post Views: 246

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/01/20/imf-global-economy-2026-growth-ai-geopolitics/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kWiBub4Y4SReAHNt_ADh_

  • ‘๓ คนนี้’ แรงแซงทุกโค้ง

    ‘๓ คนนี้’ แรงแซงทุกโค้ง

    จะสังเกตเห็นนะครับ การเลือกตั้ง ๘ กุมภาพันธ์ มีกระแสความนิยมบางอย่าง ที่ไม่เหมือนกับการเลือกตั้งหลายๆ ครั้งที่ผ่านๆ มา

    พอนึกภาพออกมั้ยครับ

    ประเทศไทยผ่านการเลือกตั้งมาหลายหน แต่ไม่มีครั้งไหน ที่พรรคการเมืองบางพรรคเตรียมบุคลากรที่ให้ความหวังเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจมากเท่าครั้งนี้

    ที่สำคัญมีการรับรู้ของประชาชนอยู่ในระดับที่มากเป็นประวัติการณ์

    ลองนึกภาพสิครับ เคยมีการเลือกตั้งครั้งไหนบ้าง ที่ให้ความสำคัญกับทีมเศรษฐกิจ และทีมต่างประเทศมากเท่าการเลือกตั้งครั้งนี้

     เคยมั้ยครับที่ประชาชนบอกก่อนการเลือกตั้งว่า คนนี้ต้องเป็นรัฐมนตรีพาณิชย์ คนนี้ต้องว่าการคลัง คนนั้นต้องเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ

    แทบนับครั้งได้ครับ

    ขนาดหลังวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งใหม่ๆ ประชาชนยังงงอยู่เลยครับว่า จะเดินต่อไปอย่างไรดี เพราะพรรคการเมืองไม่ใช่ความหวัง

    สุดท้ายประชาชนติดกับดักนโยบายประชานิยมของรัฐบาลไทยรักไทย

    การเลือกตั้งหลังจากนั้น พรรคการเมืองแข่งกันด้วยนโยบายประชานิยม อย่างบ้าคลั่ง

    ครั้งนี้ก็เช่นกัน

    เน้นแจกล่อใจ

    แจกตั้งแต่เด็กยันแก่

    ตั้งแต่เกิดยันตาย

    ถามว่าเอาเงินมาจากไหน

    แทบไม่มีพรรคการเมืองที่บอกกับประชาชนถึงสถานการณ์ทางการเงินการคลังของประเทศที่แท้จริงว่าเป็นอย่างไร และต้องหาเงินอย่างไร

    มีก็น้อยเต็มทน!

    ในสถานการณ์ที่พรรคการเมืองแข่งกันโปรยนโยบายประชานิยม ลดแลกแจกแถมจนไม่รู้จะเอาเงินงบประมาณจากไหนมาถม แต่ประชาชนกลับเงี่ยหูฟังว่า พรรคไหนจะมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องมากกว่า เพราะมันไม่ไหวจริงๆครับ

    หนักกว่าหลังโควิดเสียอีก!

    ใช่แล้วครับ ประชาชนต้องการ “ทีมเศรษฐกิจ” ที่มากอบกู้เศรษฐกิจระยะยาวมากกว่านโยบายลดแลกแจกแถมที่หวังผลระยะสั้น

    สำคัญไปกว่านั้น พรรคการเมืองหาเสียงเป็นร้อยๆนโยบายแต่เมื่อได้เป็นรัฐบาล ทำได้แค่ไม่กี่นโยบาย

    บางนโยบายกลายเป็นการผลาญเงินชาติ เช่นกรณีแจกเงินหมื่นของพรรคเพื่อไทย

    ฉะนั้นอย่าได้แปลกใจว่าทำไม “กระแสศุภจี” ถึงได้แรงแซงทุกโค้ง

    ขณะที่พรรคส้มทยอยเปิดตัวเทคโนแครต ว่าที่รัฐมนตรีด้านต่างๆ รวมทั้งด้านเศรษฐกิจ

    เปิดแล้วหาย…

    นี่คือการส่งสัญญาณไปถึงพรรคส้ม อย่าดูถูกโหวตเตอร์ที่ยังลังเล หรือยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกใคร ซึ่งมีอยู่มหาศาล คนกลุ่มนี้จะสั่งสอนพรรคส้ม หากยังมีพฤติกรรมการหาเสียงที่ดูถูกดูแคลนผู้อื่น            

    เพราะสุดท้ายแล้ว บุคลากรในพรรคส้มล้วนไม่เหมาะกับงาน บางคนฉลาดแต่คิดไม่เป็น บางคนดูเหมือนถูกกดรีโมตคอนโทรล รับคำสั่งหันซ้าย หันขวา เดินหน้า ถอยหลัง ไม่อาจพลิกแพลง

    ดูกรณี “หัวหน้าเท้ง” พูดถึงความรับผิดชอบกรณีพรรคเรามีเทาในการดีเบตเป็นตัวอย่าง ไปอบรมจริยธรรมการเมืองคนอื่นเขา

    เจอ “จตุพร บุรุษพัฒน์” สวนกลับ ผู้รับผิดชอบสูงสุดเรื่องจริยธรรมคือหัวหน้าพรรค ถ้าลูกพรรคมันเฮงซวย หัวหน้าพรรคก็ต้องรับผิดชอบด้วย

    ต้องลาออก!

    ถูกสอนมวยจนคิดไม่ทัน เอาแต่นั่งหน้าจืด หน้าเจื่อน 

    แค่นี้ก็ไปไม่เป็น

    ก็ไม่แปลกหรอกครับที่ในโซเชียลถึงได้ลงความเห็นแทบจะเป็นเอกฉันท์ว่า “หัวหน้าเท้ง” ยังไม่พร้อมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี

    เพราะความรู้ความสามารถ ปฏิภาณ ไหวพริบ ยังไม่ถึง

    ความฉลาดยังมีไม่พอ

    เรื่องที่โพลสำรวจกี่รอบต่อกี่รอบ ส้มก็มา ก็รับฟังไว้เป็นข้อมูล แต่ของจริงอยู่ในตลาดสด!

    พ่อค้าแม่ค้าว่าไงก็ตามนั้นแหละครับ

    เพราะคนกลุ่มนี้คือดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน

    เลือกตั้งครั้งนี้ประชาชนรับรู้แล้วว่าหากได้เป็นรัฐบาลต่อ พรรคภูมิใจไทยเลือก “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์                            

    หาเงินเข้าประเทศ ปลุกชีพเศรษฐกิจที่หายใจรวยริน

      ให้ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” คุมการเงินการคลังของประเทศ

    ให้ “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” ดูแลงานต่างประเทศ กอบกู้ศักดิ์ศรีของไทย ในยามที่โลกเต็มไปด้วยวิกฤตการเมืองและความมั่นคง

    ทุกคนมาถูกที่ถูกเวลา

    นี่คือกระแสที่พรรคภูมิใจไทยได้เปรียบพรรคการเมืองอื่นๆ อย่างมาก

    และนับวันจะยิ่งชัดถึงความห่างชั้น

    กลับกัน พรรคส้ม ที่ชนะทุกโพล ยังง่วนอยู่กับการแก้ปัญหาของตัวเอง

    บุคลากรไม่เด่น กระแสตก คือสถานการณ์ที่แท้จริงของพรรคส้ม

    มีกูรูออกมาฟันธงว่า พรรคภูมิใจไทยน่าจะชนะแบบแลนด์สไลด์ เกิน ๒๐๐ เสียง

    ฟังหูไว้หู

    อาจสะดุดหัวแม่ตีนตัวเองในโค้งสุดท้ายก็ได้ เพราะในยุค เอไอ ที่ทำได้ทุกเรื่องเช่นนี้ใครจะไปรู้

    อย่างที่จั่วหัวไว้ ผลเลือกตั้งอาจสร้างความตกตะลึงครั้งใหญ่

    ประชาชนไม่ได้อยากแก้รัฐธรรมนูญ ไม่อยากแก้ ม.๑๑๒ ไม่อยากด่าทหาร เบื่อพรรคการเมืองที่รังเกียจเทา แต่มีเทาถึงดำเต็มพรรค

    เพราะประชาชนรู้ดีว่าการเมืองสลัดเทาออกยาก แต่การมีนักการเมืองที่รู้ปัญหาและพร้อมแก้ปัญหานั้นยากกว่า จำต้องล็อกตัวไว้ 

    ของจริงอยู่ที่มือประชาชนในวันที่ ๘ กุมภาพันธ์

    ที่แน่ๆ พรรคอันดับ ๑ กับพรรคอันดับ ๒ ไม่มีคำว่าสูสี

    มีแต่ห่างเป็นทุ่ง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/934463/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bVlO1jzcxrF_CCfiNUhsQ

  • จีน ให้คำมั่นเพิ่มการนำเข้าสินค้า สร้างภาพลักษณ์พันธมิตรที่เชื่อถือได้

    จีน ให้คำมั่นเพิ่มการนำเข้าสินค้า สร้างภาพลักษณ์พันธมิตรที่เชื่อถือได้

    จีน ให้คำมั่นเพิ่มการนำเข้าสินค้า สร้างภาพลักษณ์พันธมิตรที่เชื่อถือได้

    วันนี้, 01:23น.

              ในการประชุมเวิล์ด อิโคโนมิก ฟอรั่ม ที่เมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ นายเหอ หลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีของจีนกล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมยืนยันว่า จีนคือประเทศคู่ค้ากับทุกประเทศ และยินดีที่จะใช้ประโยชน์จากการเป็นตลาดขนาดใหญ่ของโลก เพิ่มการนำเข้ามากขึ้น เขากล่าวว่า จีนมีความเต็มใจที่จะเป็นโรงงานของโลก และมีความกระตือรือร้นที่จะเป็นตลาดของโลกอีกด้วย ซึ่งเป็นการสร้างภาพลักษณ์ ของการเป็นพันธมิตรที่สามารถพึ่งพาได้ ตรงข้ามกับท่าทีของประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา

              รองนายกรัฐมนตรีจีน กล่าวด้วยว่า การกระทำ และข้อตกลงทางการค้าเพียงฝ่ายเดียวของบางประเทศนั้นละเมิดหลักการและกฎพื้นฐานขององค์การ การค้าโลกอย่างชัดเจน บ่อนทำลายระเบียบเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง

              ในปีที่แล้ว (2568) ความต้องการสินค้าที่ผลิตในจีนยังคงแข็งแกร่ง ช่วยให้เศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลกสามารถรับมือกับความท้าทายจากนโยบายการค้าที่ไม่แน่นอนของประธานาธิบดีทรัมป์ และลดผลกระทบจากยอดขายที่ชะลอตัวในประเทศได้ แต่การพึ่งพาการส่งออกมากเกินไป ก่อให้เกิดภาวะกำลังการผลิตล้น และทำให้เสี่ยงที่จะถูกต่อต้านจากประเทศต่างๆ ที่ต้องการปกป้องภาคการผลิตของตนเอง

              เศรษฐกิจของจีนบรรลุเป้าหมายการเติบโตอย่างเป็นทางการที่ประมาณร้อยละ 5 ในปี 2568 แต่การขยายตัวทางเศรษฐกิจชะลอตัวลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปีในไตรมาสที่ 4 ซึ่งนายเหอกล่าวว่า ในปีนี้ (2569) จีนให้ความสำคัญกับการขยายอุปสงค์ภายในประเทศเป็นอันดับแรก พร้อมทั้งเชิญชวนบริษัททั่วโลก “คว้าโอกาสนี้ไว้”

    ….

    #เศรษฐกิจโลก

    #จีน

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/158604&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1udcrDmvyzrKfV7zZFTXiC

  • IMF คิดบวก ชี้เศรษฐกิจโลกเปราะบาง แต่ยังเดินหน้าได้ แม้คลื่นภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้าจะยังซัดแรง

    รายงาน World Economic Outlook Update ฉบับล่าสุด เดือนมกราคม 2026 โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2026 เป็น 3.3% จากเดิม 3.1% ในรายงานเดือนตุลาคม 2025 สะท้อนภาพเศรษฐกิจโลกที่ ยืดหยุ่นกว่าที่คิดท่ามกลางความผันผวนด้านการเมือง การค้า และเทคโนโลยี


    IMF ระบุว่าแรงพยุงสำคัญมาจากการลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีขั้นสูง, นโยบายการคลังและการเงินที่ยังค่อนข้างผ่อนคลาย รวมถึงความสามารถในการปรับตัวของภาคธุรกิจเอกชน ซึ่งช่วยชดเชยแรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนทิศทางนโยบายการค้าโลกได้ในระดับหนึ่ง
    อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวครั้งนี้ ไม่ได้กระจายอย่างเท่าเทียม ระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับตลาดเกิดใหม่ และยังเปราะบางต่อความเสี่ยงใหม่ๆ ที่กำลังก่อตัวขึ้น
    ตัวเลขการเติบโตเศรษฐกิจโลก 3.3% ในปี 2026 เมื่อมองเผินๆ อาจดูเรียบ นิ่ง และไม่น่าตื่นเต้น ราวกับกราฟเส้นตรงที่ไร้จังหวะขึ้นลง แต่แท้จริงแล้ว ความนิ่งนี้คือผลลัพธ์ของแรงปะทะกันระหว่างสองกระแสใหญ่ ด้านหนึ่งคือสหรัฐฯ และเอเชียกำลังถูกพัดพาไปด้วยพายุการลงทุนด้าน AI ที่แรงจัดจนแทบไม่มีอะไรฉุดรั้งได้ ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ความผันผวนของนโยบายการค้าทำหน้าที่เสมือนคลื่นลมที่คอยต้านแรงส่งนั้นไว้ ไม่ให้เศรษฐกิจโลกทะยานขึ้นได้สูงกว่านี้

    เศรษฐกิจโลกโต 3.3% “ไม่ร้อนแรง แต่ไม่ทรุด”เศรษฐกิจโลกในปี 2026 ถูกนิยามโดย IMF ว่า ’Resilient’ หรือยืดหยุ่นสูงกว่าที่คาด แม้ต้องเผชิญทั้งสงครามภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนด้านการค้า และความผันผวนของพลังงาน การลงทุนด้าน AI และดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันในภาคอุตสาหกรรมและบริการ ช่วยสร้างผลผลิตใหม่ที่พยุงอัตราการเติบโตเอาไว้ได้


    ’อินเดีย‘ โตแรงสุดในกลุ่มเศรษฐกิจหลัก 

    อินเดียยังคงเป็นดาวเด่นของเศรษฐกิจโลก ด้วยอัตราเติบโตสูงถึง 6.4% แม้ปรับขึ้นจากเดิมเพียง +0.2 จุด แต่ก็สะท้อนความแข็งแรงเชิงโครงสร้าง ทั้งจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ การเติบโตของภาคบริการ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมดิจิทัล รวมถึงตลาดแรงงานวัยหนุ่มสาวขนาดมหาศาล
    อินเดียจึงยังถูกมองว่าเป็น Growth Engine ตัวจริง ในโลกยุคหลังจากจีนโตกระหน่ำ

    ’จีน‘ ฟื้นแรงกว่าคาด 

    IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจจีนเป็น 4.5% (+0.3 จุด) จากปัจจัยหนุนสำคัญ 3 ประการคือ
    1. สหรัฐฯ ลดอัตราภาษีที่แท้จริงต่อสินค้าจีน หลังข้อตกลงพักรบทางการค้าเป็นเวลา 1 ปีในเดือนพฤศจิกายน
    2. มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ที่รัฐบาลจีนเตรียมดำเนินการต่อเนื่องราว 2 ปี
    3. การฟื้นตัวของภาคการผลิต เทคโนโลยี และการบริโภคภายใน
    แม้เศรษฐกิจจีนจะไม่กลับสู่ยุคโต 8–10% แบบในอดีต แต่ IMF มองว่าจีนกำลังเข้าสู่ระยะการเติบโตคุณภาพมากกว่าการขยายตัวเชิงปริมาณ

    ’สหรัฐอเมริกา‘ กลับมาคึก

    เศรษฐกิจสหรัฐฯ ถูกปรับขึ้นเป็น 2.4% (+0.3 จุด) จากแรงส่งหลังเศรษฐกิจฟื้นตัวในต้นปี 2026 รวมถึงนโยบายการคลัง (One Big Beautiful Bill Act) ที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการลงทุนขององค์กร และการลงทุนในเทคโนโลยี เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2025 ที่ได้รับผลกระทบจาก Government Shutdown
    แรงขับเคลื่อนหลักมาจากการลงทุนใน AI, Semiconductor และ Green Tech กอปรกับการบริโภคภาคครัวเรือนที่ยังแข็งแกร่ง ตลอดจนตลาดแรงงานที่แม้เริ่มชะลอตัวแต่ยังไม่ถดถอย
    สหรัฐฯ จึงยังคงบทบาทเสาหลักเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจโลก แม้ภาระหนี้และความขัดแย้งการเมืองภายในยังเป็นความเสี่ยงระยะยาว

    ‘สหราชอาณาจักร‘ ทรงตัว

    เศรษฐกิจอังกฤษถูกคาดการณ์ไว้ที่ 1.3% โดยไม่เปลี่ยนแปลงจากรายงานเดิม สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวอย่างระมัดระวัง ท่ามกลางต้นทุนพลังงานที่ยังสูง ความไม่แน่นอนด้านการค้าและแรงงานหลัง Brexit รวมถึงการบริโภคภายในที่ยังไม่กลับมาเต็มกำลังอังกฤษจึงอยู่ในโหมดประคองตัวมากกว่าที่จะกลับมาเฉิดฉาย

    ’รัสเซีย‘ ถูกปรับลด โตต่ำ 1%

    รัสเซียเป็นประเทศเดียวในกลุ่มนี้ที่ถูกปรับลดคาดการณ์ เหลือ 0.8% (-0.2 จุด) จากแรงกดดันสะสมของมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีและเงินทุน ตลอดจนต้นทุนการทำสงครามที่กัดกินเสถียรภาพการคลัง
    IMF มองว่าเศรษฐกิจรัสเซียกำลังอยู่ในภาวะโตต่ำยืดเยื้อ และมีความเสี่ยงเชิงโครงสร้างสูงในระยะยาว

    ‘ฝรั่งเศส’ ฟื้นช้าแต่มีสัญญาณดี 

    เศรษฐกิจฝรั่งเศสถูกปรับขึ้นเล็กน้อยเป็น 1.0% (+0.1 จุด) จากแรงหนุนของการบริโภคภายในประเทศ การลงทุนในพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานการฟื้นตัวของภาคบริการและการท่องเที่ยว แม้ยังไม่โดดเด่น แต่ก็สะท้อนว่าเศรษฐกิจยุโรปบางประเทศเริ่มตั้งหลักได้ดีขึ้น

    ‘เยอรมนี‘ เริ่มตื่น แต่ยังเหนื่อยหนัก

    เยอรมนี ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็น “คนป่วยแห่งยุโรป” ในช่วงพลังงานแพงและอุตสาหกรรมชะลอ ถูก IMF ปรับขึ้นเป็น 1.1% (+0.2 จุด) จากการฟื้นตัวของภาคการผลิตและการส่งออก การลงทุนในอุตสาหกรรมสีเขียวและพลังงานสะอาดการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานหลังยุคสงครามรัสเซีย-ยูเครน 
    นี่คือสัญญาณบวกเล็กๆ ว่ายักษ์ที่หลับใหลมานานอาจจะกำลังเริ่มตื่นและลืมตาขึ้นช้าๆ กระนั้นในภาพรวมยุโรปยังคงเดินต้วมเตี้ยม ด้วยคาดการณ์จีดีพีโตที่ 1.3% แม้สเปนและไอร์แลนด์จะทำผลงานได้ดี แต่อย่างที่บอกว่ายักษ์ใหญ่อย่างเยอรมนียังคงเหนื่อยหอบ โดยเฉพาะจากราคาพลังงานที่ยังคงหลอกหลอน (ต่อให้ลงทุนในพลังงานสีเขียวแล้ว แต่ก็ไม่สามารถครอบคลุมความต้องการทั้งหมดของประเทศได้ทันการณ์) และภาคการผลิตที่ขาดความคล่องตั

    ’ญี่ปุ่น‘ โตช้าแต่เสถียร 

    ญี่ปุ่นถูกปรับขึ้นเล็กน้อยเป็น 0.7% (+0.1 จุด) สะท้อนการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากการบริโภคภายในที่ฟื้นตัวหลังเงินเฟ้อเริ่มทรงตัว การส่งออกเทคโนโลยีและเครื่องจักร รวมถึงการท่องเที่ยวจากต่างประเทศที่กลับมาคึกคัก
    อย่างไรก็ดี ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างประชากรสูงวัยและแรงงานหดตัว ยังคงจำกัดศักยภาพการเติบโตในระยะยาว

    ‘ไทย’ สะดุดกลางทาง แต่ยังไม่หลุดโค้ง

    IMF คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 2.1% ในปี 2025 ชะลอลงเหลือ 1.6% ในปี 2026 และฟื้นกลับมาเป็น 2.2% ในปี 2027 ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ยังคงอยู่ การส่งออกที่ซบเซา และภาวะการเงินที่ตึงตัว แม้จะมีแรงพยุงบางส่วนจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายลง
    เศรษฐกิจไทยจึงยังเผชิญความเสี่ยงด้านลบจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ความเป็นไปได้ของการทบทวนการลงทุนด้าน AI และความไม่แน่นอนด้านนโยบายของสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีทรัมป์ อัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ในระดับต่ำ สนับสนุนท่าทีผ่อนคลายของธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ IMF แนะนำให้เดินหน้าปฏิรูปเชิงโครงสร้างด้านการค้า ผลิตภาพ และการปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตในระยะยาว


    โลกในปี 2026 กำลังยืนอยู่บนรอยแยกของความมั่งคั่ง รายงานฉบับล่าสุดจาก IMF เผยภาพรวมที่ดูเหมือนจะสงบ แต่เนื้อในกลับเต็มไปด้วยกระแสคลื่นที่พร้อมจะซัดให้เรือทุกลำโคลงเคลงได้ทุกเมื่อ นี่คือบทสรุปของโลกที่กำลังขับเคลื่อนด้วยพลังที่สวนทางกัน (Divergent Forces) อย่างรุนแรง


    ‘สงครามการค้า’ พักรบชั่วคราว หรือแค่รอเวลาปะทุ?

    ความสัมพันธ์ระหว่าง จีน-สหรัฐฯ ในปี 2026 เหมือนคู่รักที่ถือมีดไว้ข้างหลัง แม้จะมีการลงนามพักรบ ลดภาษีศุลกากรและควบคุมการส่งออกชิปและแร่หายากจนถึงเดือนพฤศจิกายน 2026 แต่มันก็เป็นเพียงการหยุดพักหายใจชั่วคราว นโยบายกีดกันทางการค้ายังคงเป็นระเบิดเวลาที่รอวันถอดสลัก ซึ่ง IMF เตือนว่าหากความตึงเครียดนี้กลับมาปะทุอีกครั้ง ห่วงโซ่อุปทานโลกพังพินาศแน่นอน


    ‘AI’ ฮีโร่ผู้ขี่ม้าขาว หรือฟองสบู่ลูกใหม่?

    เรากำลังอยู่ในยุคที่ Magnificent 7 (กลุ่มบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ได้แก่ Apple, Microsoft, Alphabet (Google), Amazon, Nvidia, Meta Platforms (Facebook) และ Tesla กลุ่มนี้ถูกมองว่าเป็นหัวรถจักรของตลาดหุ้นยุค AI และเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของดัชนี S&P 500 ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะ Nvidia, Microsoft และ Alphabet ที่ได้อานิสงส์จาก AI โดยตรง) ทิ้งห่างหุ้นตัวอื่นๆ แบบไม่เห็นฝุ่น กราฟการเติบโตของบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้พุ่งสูงเสียดฟ้า สวนทางกับตลาดโดยรวม นี่คือดาบสองคม! หากผลผลิตจาก AI ไม่สามารถจับต้องได้จริงตามที่นักลงทุนคาดหวัง เราอาจได้เห็นการปรับฐานของตลาดเงินที่รุนแรงจนสะเทือนไปถึงความมั่งคั่งของครัวเรือนทั่วโลก

    เงินเฟ้อลดลง แต่ค่าครองชีพยังคงสูงเสียดฟ้า

    ข่าวดีคือเงินเฟ้อทั่วโลกกำลังค่อยๆ ดิ่งหัวลงจาก 4.1% ในปี 2025 เหลือ 3.8% ในปี 2026 แต่สำหรับชาวบ้านเดินถนน ตัวเลขนี้ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น เพราะค่าครองชีพยังคงค้างฟ้า โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ที่ความกังวลเรื่องเงินในกระเป๋ายังเป็นปัญหาใหญ่ แม้ราคาพลังงานมีแนวโน้มจะลดลงตามกลไกตลาดและอุปสงค์ที่ชะลอตัว แต่ความไม่แน่นอนทางการเมืองก็ยังเป็นปัจจัยที่ทำให้เราไม่อาจวางใจได้

    IMF เตือน เศรษฐกิจโลกยังเปราะบาง

    แม้ภาพรวมจะดูดีขึ้น แต่ IMF ย้ำว่าแนวโน้มเศรษฐกิจโลกยังไม่มั่นคง โดยเฉพาะ 3 ความเสี่ยงหลักคือ
    1. AI จะเพิ่มผลิตภาพจริง หรือจะกลายเป็นฟองสบู่การลงทุน?
    2. ความตึงเครียดทางการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ อาจปะทุซ้ำได้ทุกเมื่อ
    3. หนี้สาธารณะและต้นทุนทางการเงิน ที่ยังอยู่ในระดับสูงในหลายประเทศ

    โลกยังโตได้ แต่ไม่ใช่โลกที่ปลอดภัย

    การปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจโลกเป็น 3.3% คือสัญญาณว่าโลกยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงโครงสร้าง แต่ก็ไม่ใช่โลกที่ปลอดภัยหรือมั่นคงเต็มที่เช่นกัน
    ความท้าทายที่แท้จริงคือ ‘หนี้สาธารณะ’ ที่สูงลิ่วเป็นประวัติการณ์ IMF ย้ำชัดว่ารัฐบาลแต่ละประเทศต้องเร่งสร้างเกราะป้องกันทางการคลัง (Fiscal Buffers) และใช้มาตรการรัดเข็มขัดที่ได้ผลจริง โดยไม่ปล่อยให้การเมืองมาบงการจนวินัยทางการเงินพังพินาศ
    นี่คือยุคของการเติบโตภายใต้ความไม่แน่นอน โลกที่ขับเคลื่อนด้วย AI เทคโนโลยี และนวัตกรรม แต่ยังเปราะบางต่อสงคราม การเมือง และความขัดแย้งเชิงโครงสร้างที่ยังไม่จบ
    เศรษฐกิจโลกปี 2026 จึงไม่ได้แข่งกันว่าใครโตเร็วสุด แต่คือใครจะปรับตัวได้เร็วสุด และยืนระยะได้ยาวสุดต่างหาก หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง โลกในปี 2026 ไม่ใช่ที่สำหรับคนขลาด แต่เป็นพื้นที่สำหรับผู้ที่ปรับตัวได้ไว ใครที่เกาะกระแสเทคโนโลยีได้ทันและบริหารความเสี่ยงจากกำแพงภาษีได้ฉลาด คือผู้ที่จะรอดในสมรภูมิเศรษฐกิจที่ไม่สมดุลนี้

    ที่มา :


    Post Views: 227

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/01/20/imf-global-economy-2026-growth-ai-geopolitics/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kWiBub4Y4SReAHNt_ADh_

  • ว้าว! เปิดภาพ “ลิซ่า” ชวนเที่ยวทะเลบัวแดง จังหวัดอุดรธานี

    ว้าว! เปิดภาพ “ลิซ่า” ชวนเที่ยวทะเลบัวแดง จังหวัดอุดรธานี

    ฮือฮาตั้งแต่เปิดตัว ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล ที่ได้มานั่งแท่นเป็นทูตระดับโลกสำหรับการโปรโมตการท่องเที่ยวไทย AmazingThailand x LISA และ ลิซ่า ในฐานะ Amazing Thailand Ambassador กับภาพล่าสุดที่โปรโมตท่องเที่ยวชวนเที่ยวทะเลบัวแดง จังหวัดอุดรธานี 

    โดยทางเพจ AmazingThailand ได้โพสต์ภาพโปรโมต ชวนเที่ยวทะเลบัวแดง จังหวัดอุดรธานี โปรโมตการท่องเที่ยว กับแคปชั่นว่า “สัมผัสความสงบที่ทะเลบัวแดง จังหวัดอุดรธานี
    สัมผัสความสงบที่ทะเลบัวแดง จังหวัดอุดรธานี
    ปล่อยใจไปกับผืนน้ำสีชมพูที่เต็มไปด้วยดอกบัวบานสะพรั่งในแสงแรกของวัน
    ช่วงเวลาที่ทุกอย่างรอบตัวจะหมุนช้าลง จนหัวใจของคุณรับรู้ได้ถึงความรู้สึกอิ่มเอมและได้พักผ่อนอย่างแท้จริง
    สัมผัสถึงทุกความรู้สึกที่เมืองไทย
    Feel all the Feelings
    Feel the calm at the Red Lotus Sea, Udon Thani,
    as the first light of morning gently touches the water,
    where endless pink lotuses bloom across the lake.
    A moment when everything slows down,
    allowing your heart to rest
    and truly absorb the stillness.
    Feel all the Feelings
    #AmazingThailand #AmazingThailandXLisa #FeelAllTheFeelings

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9869254/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hhuU7rhvAnqiCSqRuT4RH

  • “กรมศิลป์” ชวนเที่ยวงาน “เยือนถิ่นสมิหลา ยลสงขลายามค่ำ” | TOPNEWS

    กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ขอเชิญสัมผัสเสน่ห์ของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา ในมุมมองที่แตกต่างยามค่ำคืน ในกิจกรรมท่องเที่ยวโบราณสถานและพิพิธภัณฑ์ยามราตรี “เยือนถิ่นสมิหลา ยลสงขลายามค่ำ” ระหว่างวันที่ 23 – 24 มกราคม 2569 ตั้งแต่เวลา 17.00 น. ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา จังหวัดสงขลา

    นอกจากนี้ ยังมีการแสดงทางศิลปวัฒนธรรม โดยวันที่ 23 มกราคม 2569 พบกับการแสดงวงมโหรี โดยคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา การแสดงดนตรีพื้นบ้านรองเง็ง โดยคณะอัสลีมาลา (Ussaleemala)

    และการแสดงโนรา นำโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธรรมนิตย์ นิคมรัตน์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (โนรา) ร่วมด้วยนิสิตจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ และไฮไลท์ใน

    วันที่ 24 มกราคม 2569 พบกับการแสดง “โขน” เรื่องรามเกียรติ์ ตอน จองถนน ยกรบ โดยสำนักการสังคีต กรมศิลปากร และการขับร้องเพลงน้ำท่วมใหญ่ น้ำใจหลั่ง โดย แซค ธราวุฒิ ฤทธิอักษร ผู้ประกาศข่าว-ผู้สื่อข่าว สถานีข่าวท็อปนิวส์

    ขอเชิญประชาชนผู้สนใจร่วมกิจกรรมในงาน “เยือนถิ่นสมิหลา ยลสงขลายามค่ำ” ชมความงามของสถาปัตยกรรมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา ในยามค่ำคืน

    ร่วมเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และดื่มด่ำมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ ระหว่างวันที่ 23 – 24 มกราคม 2569 เวลา 17.00 น. – 21.00 น. ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสงขลา จังหวัดสงขลา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1461922&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06eIGXftESZY5aNyxXQNv8

  • SYNNEX เปิดบ้าน OPEN HOUSE 2026 ชูแผนรุกปี 2569

    SYNNEX เปิดบ้าน OPEN HOUSE 2026 ชูแผนรุกปี 2569

    วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.48 น.

    SYNNEX เปิดบ้าน OPEN HOUSE 2026 ชูแผนรุกปี 2569
    ตอกย้ำบทบาท “Empowering the Future Together” รับคลื่นลงทุนยุค AI

    บมจ. ซินเน็ค (ประเทศไทย) หรือ SYNNEX เปิดบ้านจัดงาน “SYNNEX OPEN HOUSE 2026” พร้อมประกาศทิศทางและกลยุทธ์การเติบโตเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) ภายใต้แนวคิด “Empowering the Future Together” มุ่งยกระดับบทบาทองค์กรจากผู้จัดจำหน่าย สู่การเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ด้านเทคโนโลยี เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกับพันธมิตรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบนิเวศเทคโนโลยีไทยสะท้อนศักยภาพการเติบโตระยะยาวของธุรกิจ มุ่งสู่เป้าหมายรายได้แตะ 53,000 ล้านบาท
     

    ภายในงาน SYNNEX ได้เปิดตัว “Synnex Technology Showcase” พื้นที่จัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมครบวงจร ที่นำเสนอเทคโนโลยีผ่านประสบการณ์การใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน สะท้อนบทบาทของเทคโนโลยีที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิต พร้อมกันนี้ยังได้แสดงศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐานผ่านคลังสินค้าอัจฉริยะที่นำ ระบบ System 5 มาใช้งานเป็นแห่งแรกในประเทศไทย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความแม่นยำ และรองรับการเติบโตของธุรกิจและพันธมิตรในอนาคต
     

    นางสาวสุธิดา มงคลสุธี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ซินเน็ค (ประเทศไทย) หรือ SYNNEX กล่าวว่า ในปี 2569 ซินเน็คกำลังก้าวสู่บทบาทใหม่ในการขับเคลื่อนระบบนิเวศเทคโนโลยีไทย เปิดตัว “Synnex Technology Showcase” พื้นที่จัดแสดงเทคโนโลยีที่ยิ่งใหญ่และครบวงจรที่สุดแห่งแรกในประเทศไทย เปิดมุมมองใหม่ของโลกเทคโนโลยีทั้งปัจจุบันและอนาคต ให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสนวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ และโซลูชันจากพันธมิตรเทคโนโลยีระดับโลก ครอบคลุมตั้งแต่ Smart Device, Consumer Tech, Gaming & Creator Economy ไปจนถึง Cloud, Data Center และ AI Infrastructure
     

    งานดังกล่าวสะท้อนบทบาทของ SYNNEX ในการเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการเชื่อมต่อเทคโนโลยีระดับโลกสู่การใช้งานจริงในทุกเซกเมนต์ พร้อมมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนให้ “ง่ายขึ้น และดียิ่งขึ้น” ด้วยเทคโนโลยี ตลอดจนสะท้อนศักยภาพการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว
    ไฮไลท์ภายในงาน มี 5 โซนหลัก ประกอบด้วย โซน The Living Future บ้านอัจฉริยะที่เทคโนโลยีทำงานร่วมกันเป็นระบบเดียว และโซลูชันพลังงาน Solar & ESS เพื่อคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน โซน Synnex Smart Town เมืองอัจฉริยะที่ใช้ AI วิเคราะห์ความปลอดภัย การจราจร และ Smart Parking เพื่อการบริหารจัดการบนข้อมูลจริง โซน Future Workplace ที่ทำงานอัจฉริยะรองรับ Hybrid Work ด้วย Data Center ที่พร้อมสำหรับ AI, Cybersecurity และ Collaboration Solution โซน Smart Learning Hub ห้องเรียนอัจฉริยะที่เชื่อมการเรียนออนไลน์-ออฟไลน์อย่างไร้รอยต่อ และโซน Smart Wellness for Better Life โซลูชัน Smart Wellness ที่ผสาน AI, Medical IoT และ Telemedicine เพื่อยกระดับการดูแลสุขภาพนำเทคโนโลยีมาช่วยยกระดับระบบสาธารณสุข
     

    นอกจากนี้ SYNNEX ยังเปิดตัวคลังสินค้าและระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะ (Smart Warehouse) เพื่อยกระดับการบริหารจัดการสู่มาตรฐานอุตสาหกรรม รองรับการจัดการสินค้ากว่า 12.8 ล้านชิ้นต่อปี บนพื้นที่รวมประมาณ 9,000 ตารางเมตร
     

    คลังสินค้าแห่งนี้ได้รับการออกแบบกระบวนการทำงานแบบอัตโนมัติผสานการทำงานร่วมกับบุคลากรอย่างเป็นระบบ เพื่อเพิ่มความรวดเร็ว ความแม่นยำ และความปลอดภัย ครอบคลุมทุกขั้นตอนของการบริหารจัดการ โลจิสติกส์ ตั้งแต่การรับสินค้า การจัดเก็บ การเตรียมสินค้า ไปจนถึงการจัดส่งถึงปลายทาง รองรับยอดขายต่อเดือนเพิ่มขึ้น 62%
     

    จุดเด่นสำคัญคือการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้จริง ไม่ว่าจะเป็น ระบบจัดเก็บและเบิกสินค้าอัตโนมัติ (ASRS) และหุ่นยนต์หยิบสินค้าอัจฉริยะ HaiPick ซึ่งสามารถรองรับการทำงานได้สูงสุดถึง 10,000 ชิ้นต่อชั่วโมง พร้อมเชื่อมต่อข้อมูลแบบ Real-time กับระบบ ERP สะท้อนศักยภาพของโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาวอย่างมั่นคงและยั่งยืน
     

    พร้อมกันนี้ SYNNEX ได้เปิดเผยทิศทางการเติบโตในปี 2569 โดยเดินหน้ายกระดับบทบาทองค์กรภายใต้แนวคิด “Empowering the Future Together” พร้อมวางกลยุทธ์เชิงรุกรับการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีไทยในยุค AI ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพอีกต่อไป แต่กำลังก้าวขึ้นเป็นแกนหลักของระบบเศรษฐกิจดิจิทัล ส่งผลให้เกิดคลื่นการลงทุนและการอัปเกรดเทคโนโลยีในทุกระดับ ทั้งจากภาคเอกชนและภาครัฐ รวมถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขนาดใหญ่จากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก
     

    สำหรับปัจจัยหนุนการเติบโตในปี 2569 SYNNEX มองว่าคลื่นการอัปเกรดอุปกรณ์จากการมาของ AI PC และ AI Smartphone การเติบโตของ Cloud, Data Center และ Wearables ตลอดจนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของภาครัฐ และการไหลเข้าของเงินลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยขยายขนาดตลาดไอทีโดยรวม และยกระดับการเติบโตจากเชิงปริมาณสู่ การเติบโตเชิงมูลค่า จากการใช้โซลูชันที่ซับซ้อนและมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น
     

    ปัจจัยดังกล่าวสะท้อนโอกาสการเติบโตของ SYNNEX ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเพิ่มยอดขายอุปกรณ์ แต่ขยายไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มจากโซลูชันและบริการเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์การลงทุนในยุค AI อย่างครบวงจร

    นางสาวสุธิดา กล่าวทิ้งท้ายว่า “ปี 2569 จะเป็นอีกหนึ่งปีที่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน จากการยกระดับสู่ยุค AI อย่างเต็มรูปแบบทั้งในฝั่งผู้บริโภคและองค์กร ซินเน็คภายใต้แนวคิด Empowering the Future Together พร้อมยกระดับบทบาทในการเป็น Technology Empowerment Partner ของลูกค้าและพันธมิตรให้สามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างเต็มศักยภาพ พร้อมสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว ด้วยพอร์ตสินค้าและโซลูชันที่ครอบคลุมเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวและสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/462824&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3p38C8Btc8FdU0H0f2vTIN

  • ไทยเผชิญพายุสนามแม่เหล็กโลกระดับ G4 

    ไทยเผชิญพายุสนามแม่เหล็กโลกระดับ G4 

    ไอที

    ไทยเผชิญพายุสนามแม่เหล็กโลกระดับ G4 

    วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.19 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ไทยเผชิญพายุสนามแม่เหล็กโลกระดับ G4 

    .
    GISTDA เกาะติดสถานการณ์พายุสุริยะมาถึงโลก เผยประเทศไทยแม้จะอยู่ในพื้นที่ละติจูดต่ำ แต่คาดการณ์ว่าจะได้รับผลกระทบจากพายุสนามแม่เหล็กโลกในระดับ G4 (Severe Geomagnetic Storm) เตือนผู้ใช้งานดาวเทียม ระบบนำทางและการบินระวังความคลาดเคลื่อนของสัญญาณ

    เมื่อวันที่ วันที่ 19 มกราคม 2569 ณ เวลา 01.09 น. ตามเวลาประเทศไทยได้เกิดการปะทุของ Solar Flare จากบริเวณ Active Region (AR) 4341 ตามรูปที่ 1 การปะทุครั้งนี้ไม่เพียงปลดปล่อยพลังงานรังสีในช่วงคลื่นต่าง ๆ ออกมาเท่านั้น แต่ยังเกิดการปลดปล่อยสสารร้อน (Plasma) และสนามแม่เหล็กออกจากดวงอาทิตย์ในรูปแบบของ Coronal Mass Ejection (CME) มีทิศทางพุ่งตรงมายังโลก ประกอบกับหลุมโคโรนา (Coronal hole) ที่ปล่อยลมสุริยะมาจากดวงอาทิตย์ ตามรูปที่ 2-4  ทำให้เกิดสนามแม่เหล็กโลกรุนแรง จากข้อมูลจากอวกาศและข้อมูลจากเครื่องวัดสนามแม่เหล็กโลก พบว่าไทยเผชิญพายุสนามแม่เหล็กโลกระดับ G4   ตามรูปที่ 5

    3 ผลกระทบหลักที่ต้องจับตาในไทย

    ระดับความรุนแรง G4 แม้จะไม่ส่งผลอันตรายต่อประชาชนทั่วไปโดยตรง แต่จะส่งผลกระทบเชิงเทคนิคต่อระบบเทคโนโลยีอวกาศและการสื่อสาร ดังนี้

    1.  ดาวเทียมวงโคจรต่ำ (Low Earth Orbit: LEO) เสี่ยงปรับลดระดับความสูงและตกเร็วกว่ากำหนด:
    แรงเสียดทานในชั้นบรรยากาศโลกจะเพิ่มสูงขึ้น (Atmospheric Drag) ส่งผลให้ดาวเทียมในวงโคจรต่ำ เช่น ดาวเทียมสำรวจทรัพยากร หรือสถานีอวกาศ มีความเร็วลดลงและอาจเสียระดับความสูงเร็วกว่าปกติ ซึ่งผู้ควบคุมดาวเทียมต้องเตรียมปรับแก้ทิศทาง

    2. ระบบนำทาง (GPS) อาจคลาดเคลื่อน:
    สัญญาณดาวเทียมระบุพิกัด (GPS) อาจเกิดความคลาดเคลื่อนในบางช่วงเวลา ซึ่งอาจส่งผลต่อระบบนำทางความละเอียดสูง (Precision Navigation) การสำรวจรังวัด การบินโดรนอัตโนมัติ การเกษตรแม่นยำ

    3.  สัญญาณวิทยุการบิน (HF) ขาดหาย:
    ระบบสื่อสารย่านความถี่สูง (High Frequency) ที่ใช้ในกิจการการบินพาณิชย์และการทหาร อาจเกิดปัญหาสัญญาณขาดหายเป็นช่วงๆ ซึ่งนักบินและหอควบคุมการบินควรเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ

    เกาะติดสถานการณ์ “พายุสนามแม่เหล็กโลก” ในประเทศไทย 
    ขณะนี้ ทีม Space Weather ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และจะแจ้งเตือนให้ทุกท่านทราบหากมีการเปลี่ยนแปลง

    ทั้งนี้ ประชาชนทั่วไปไม่ต้องตื่นตระหนก เนื่องจากพายุสนามแม่เหล็กโลกระดับนี้ไม่ส่งผลต่อร่างกายมนุษย์หรือระบบไฟฟ้าตามบ้านเรือนในประเทศไทย แต่ขอให้หน่วยงานเกี่ยวข้องกับระบบรังวัด วิทยุสื่อสารระยะไกล โดรน และเทคโนโลยีอวกาศ ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด 

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/462837&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zLd5B44YUqGBy_r7xXhav