Blog

  • ดร.ซัยยิด อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ได้อธิบายถึงความรับผิดทางกฎหมายจากการแทรกแซงอย่างเปิดเผยของสหรัฐอเมริกาต่อเหตุความไม่สงบครั้งล่าสุดของประเทศ ในบทความที่เผยแพร่ในอิหร่าน โดยเขาได้เขียนไว้ว่า:

    ดร.ซัยยิด อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ได้อธิบายถึงความรับผิดทางกฎหมายจากการแทรกแซงอย่างเปิดเผยของสหรัฐอเมริกาต่อเหตุความไม่สงบครั้งล่าสุดของประเทศ ในบทความที่เผยแพร่ในอิหร่าน โดยเขาได้เขียนไว้ว่า:

    ดร.ซัยยิด อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ได้อธิบายถึงความรับผิดทางกฎหมายจากการแทรกแซงอย่างเปิดเผยของสหรัฐอเมริกาต่อเหตุความไม่สงบครั้งล่าสุดของประเทศ ในบทความที่เผยแพร่ในอิหร่าน โดยเขาได้เขียนไว้ว่า:

    เหตุการณ์การล่าสุดและปฏิบัติการก่อการร้ายที่มีการจัดอย่างเป็นระบบ ซึ่งเกิดขึ้นต่อเนื่องจากสงครามที่ถูกบังคับเป็นระยะเวลา 12 วันต่อสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ได้เผยให้เห็นถึงลักษณะที่แท้จริงพฤติกรรมของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาที่มีต่อสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านอีกครั้งหนึ่ง อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากนั้น เหตุการณ์ดังกล่าวยังได้ตั้งคำถามพื้นฐานประการหนึ่งในเวทีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่อสาธารณชนทั่วโลกว่า รัฐต่าง ๆ สามารถดำเนินการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่นอย่างเปิดเผยโดยไม่ต้องรับผิดหรือไม่ต้องแบกรับต้นทุนใด ๆ ได้จริงหรือไม่

    หลักฐานภาคสนามที่ชัดเจนและถ้อยแถลงอย่างเป็นทางการได้แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า ปฏิบัติการก่อการร้ายในช่วงวันที่ 18–20 เดือนเดย์ มิได้เป็นความไม่สงบที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่มีเป้าหมายชัดเจน ซึ่งได้รับการสนับสนุนด้านข่าวกรอง สื่อ และการปฏิบัติการจากสหรัฐอเมริกาและระบอบไซออนิสต์ การฝึกอบรม การจัดหาอุปกรณ์ และการชี้นำกลุ่มอาชญากร การยุยงส่งเสริมให้ใช้ความรุนแรงโดยตรง ตลอดจนความพยายามในการทำลายเสถียรภาพด้านความมั่นคงภายในของอิหร่าน ล้วนเป็นองค์ประกอบที่ทำให้เหตุการณ์เหล่านี้ก้าวข้ามกรอบของการประท้วงภายในประเทศอย่างสันติ นอกจากจะเป็นปฏิบัติการก่อการร้ายแล้ว ยังกลายเป็นประเด็นที่มีมิติร้ายแรงในด้านกฎหมายระหว่างประเทศอีกด้วย

    ขอบเขตของความเสียหายที่เกิดขึ้นมิได้จำกัดอยู่เพียงชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเท่านั้น การทำลายมัสยิด สถานศึกษา ธนาคาร โรงพยาบาล โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานไฟฟ้า และร้านค้าสาธารณะ ควบคู่ไปกับการเสียชีวิตของกำลังพลฝ่ายความมั่นคงและการสูญเสียชีวิตของพลเรือนผู้บริสุทธิ์ แสดงให้เห็นว่าเป้าหมายของกลุ่มก่อความไม่สงบคือการทำให้ระเบียบสาธารณะเป็นอัมพาตและสร้างความหวาดกลัวในสังคม นอกจากนี้ การล่วงละเมิดต่อสถานแทนทางการทูตและกงสุลของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านในบางประเทศ ยังถือเป็นหลักฐานที่ชัดเจนของการละเมิดอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางการทูต ค.ศ.1961 และความสัมพันธ์ทางกงสุล ค.ศ.1963 และเป็นการก้าวข้ามเส้นแดงของหลักการทางการทูตอย่างชัดแจ้ง

  • จุฬาฯ ร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ ลงนาม MOU

    Skip to content

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรมส่งเสริมสหกรณ์ เดินหน้าขับเคลื่อนโอกาสทางการศึกษาเพื่อความยั่งยืนของอาชีพการเลี้ยงโคนมไทย ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีของบุตร–หลานสมาชิกสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนม เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 ณ ห้องประชุม ชั้น 3 อาคารฝึกอบรมส่วนกลาง สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ กรุงเทพมหานคร

    ศ.สพ.ญ.ดร.เกวลี ฉัตรดรงค์ คณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในนามจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในครั้งนี้ สะท้อนบทบาทของสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำในการร่วมสร้าง “เส้นทางการศึกษา” ที่เชื่อมโยงกับ “อาชีพจริง” ของประเทศ

    โครงการนี้เป็นความร่วมมือระดับประเทศ ระยะเวลา 3 ปี (ปีการศึกษา 2569–2571) โดยมีมหาวิทยาลัยพันธมิตรรวม 6 แห่ง ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยราชมงคลศรีวิชัย พร้อมสนับสนุนทุนการศึกษารวม 141 ทุน จำนวนกว่า 30 ล้านบาท เพื่อเปิดประตูการศึกษาให้เยาวชนจากครอบครัวสหกรณ์โคนมได้เข้าศึกษาในสาขาที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาอาชีพการเลี้ยงโคนมอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

    คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ร่วมขับเคลื่อนโครงการนี้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีการศึกษา 2563 โดยเปิดรับนิสิตผ่านระบบ TCAS รอบ 2 (โควตา) ปีละ 10 คน และได้ผลิตนิสิตจากโครงการแล้วรวม 30 คน สะท้อนความมุ่งมั่นของคณะในการใช้ “การศึกษา” เป็นพลังในการพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมของประเทศอย่างแท้จริง

    จุฬาฯ เป็นที่ที่เราได้มาพบตัวเองจริงๆ และเป็นช่วงเวลาที่สนุกที่สุด

    คุณรสสุคนธ์ กองเกตุ (ครูเงาะ) นิสิตเก่า คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/283585/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3R17j53ZAImSdyNGHf0V5f

  • “กรมศิลป์” ชวนเที่ยวงาน “เยือนถิ่นสมิหลา ยลสงขลายามค่ำ” | TOPNEWS

    กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ขอเชิญสัมผัสเสน่ห์ของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา ในมุมมองที่แตกต่างยามค่ำคืน ในกิจกรรมท่องเที่ยวโบราณสถานและพิพิธภัณฑ์ยามราตรี “เยือนถิ่นสมิหลา ยลสงขลายามค่ำ” ระหว่างวันที่ 23 – 24 มกราคม 2569 ตั้งแต่เวลา 17.00 น. ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา จังหวัดสงขลา

    นอกจากนี้ ยังมีการแสดงทางศิลปวัฒนธรรม โดยวันที่ 23 มกราคม 2569 พบกับการแสดงวงมโหรี โดยคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา การแสดงดนตรีพื้นบ้านรองเง็ง โดยคณะอัสลีมาลา (Ussaleemala)

    และการแสดงโนรา นำโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธรรมนิตย์ นิคมรัตน์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (โนรา) ร่วมด้วยนิสิตจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ และไฮไลท์ใน

    วันที่ 24 มกราคม 2569 พบกับการแสดง “โขน” เรื่องรามเกียรติ์ ตอน จองถนน ยกรบ โดยสำนักการสังคีต กรมศิลปากร และการขับร้องเพลงน้ำท่วมใหญ่ น้ำใจหลั่ง โดย แซค ธราวุฒิ ฤทธิอักษร ผู้ประกาศข่าว-ผู้สื่อข่าว สถานีข่าวท็อปนิวส์

    ขอเชิญประชาชนผู้สนใจร่วมกิจกรรมในงาน “เยือนถิ่นสมิหลา ยลสงขลายามค่ำ” ชมความงามของสถาปัตยกรรมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา ในยามค่ำคืน

    ร่วมเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และดื่มด่ำมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ ระหว่างวันที่ 23 – 24 มกราคม 2569 เวลา 17.00 น. – 21.00 น. ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสงขลา จังหวัดสงขลา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1461922&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06eIGXftESZY5aNyxXQNv8

  • อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ซวนเซ นักท่องเที่ยวจีนหายวูบ 30% ท่ามกลางปัญหาเรื้อรัง

    อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ซวนเซ นักท่องเที่ยวจีนหายวูบ 30% ท่ามกลางปัญหาเรื้อรัง

    อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยกำลังเผชิญกับมรสุมลูกใหญ่ หลังจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับตัวลดลงในปี 2025 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ร่วงลงถึง 30% ท่ามกลางปัญหาเรื้อรังเรื่อง ‘แก๊งต้มตุ๋น’ และสถานการณ์ความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา

    บรรยากาศบนท้องถนนย่านวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหารในกรุงเทพฯ ซึ่งตามปกติจะเนืองแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยวที่มาถ่ายรูปในชุดไทย กลับเงียบเหงาจนแทบร้างผู้คนในช่วงบ่ายวันพฤหัสบดี (14 ม.ค.) ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนในระดับผู้ประกอบการรายย่อย

    เจ้าของร้านเช่าชุดไทยรายหนึ่งกล่าวด้วยความกังวลกับ Nikkei Asiaว่า “เมื่อเทียบกับจุดสูงสุดเมื่อ 2 ปีครึ่งที่แล้ว จำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดลงไปประมาณ 60% เราลดราคาลงแล้วเพราะไม่มีลูกค้า แต่ก็ทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้”

    ขณะที่เจ้าของร้านน้ำผลไม้ในละแวกเดียวกันเปิดเผยว่า ยอดขายตกลงไปราว 40% จากปีที่แล้ว และสถานการณ์กำลังเข้าขั้นวิกฤต “ถ้าสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ต่อไปอีก 3 หรือ 6 เดือน ร้านนี้คงอยู่ไม่ได้ ผมอยากให้รัฐบาลทำให้เห็นว่าที่นี่เป็นประเทศที่ปลอดภัย”

    ผลกระทบนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ร้านค้าขนาดเล็ก แต่ยังลามไปถึงผลประกอบการของบริษัทขนาดยักษ์ โดยบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ซึ่งบริหารสนามบินหลัก 6 แห่ง รายงานกำไรสุทธิสำหรับปีสิ้นสุดเดือนกันยายนลดลง 6% เหลือ 1.81 หมื่นล้านบาท

    แม้ธุรกิจการบินจะเติบโตขึ้นจากการเพิ่มจำนวนเที่ยวบิน แต่รายได้จากค่าธรรมเนียมสิทธิการดำเนินงานร้านค้าปลอดภาษีและธุรกิจอื่นๆ กลับลดลง ซึ่งเป็นผลมาจากการหายไปของนักท่องเที่ยวจีน ในขณะที่รายได้รวมของบริษัทขยับขึ้นเพียง 1% อยู่ที่ 6.85 หมื่นล้านบาท

    ด้านการบินไทย รายได้ร่วงลง 23% เมื่อเทียบรายปี เหลือ 4.44 หมื่นล้านบาท และกำไรสุทธิดิ่งลงถึง 65% เหลือเพียง 4.4 พันล้านบาท ในไตรมาสเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน เนื่องจากการลดลงของผู้โดยสารและรายได้ที่เกี่ยวข้อง ส่วนเอเชีย เอวิเอชั่น ผู้บริหารไทยแอร์เอเชีย พลิกขาดทุน 875 ล้านบาท จากที่เคยมีกำไรสุทธิ 3.44 พันล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน

    นอกจากปัญหาเรื่องภาพลักษณ์ความปลอดภัย ปัจจัยลบอื่นๆ ที่ฉุดรั้งการท่องเที่ยวซึ่งคิดเป็น 20% ของ GDP ไทย ได้แก่ เงินบาทที่แข็งค่า, ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาที่มีความรุนแรง และเหตุน้ำท่วมในภาคใต้

    ยูจิ คาโตะ หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการจากสถาบันวิจัยโนมูระ ประเทศไทย ให้ความเห็นว่า “การลดลงนี้มากกว่าที่คาดไว้ ประเทศไทยพึ่งพาการท่องเที่ยวมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และสิ่งนี้จะกระทบต่อความน่าเชื่อถือทางเครดิตและกำลังซื้อของกลุ่มผู้มีรายได้น้อย”

    ธุรกิจโรงแรมเองก็เจ็บหนักไม่แพ้กัน ดิ เอราวัณ กรุ๊ป ซึ่งเน้นตลาดระดับกลาง รายงานกำไรสุทธิลด 54% เหลือเพียง 57 ล้านบาท ในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน ส่วนเครือใหญ่อย่าง ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ก็มีรายได้ลด 1% ในไตรมาสเดียวกัน

    ผู้ประกอบการต่างเร่งปรับตัวเพื่อความอยู่รอด มีรายงานว่าไทยแอร์เอเชียได้ลดเที่ยวบินไป-กลับจีนในตารางบินฤดูหนาวปี 2025-26 และหันไปเพิ่มเที่ยวบินอินเดียแทน ส่วนเอราวัณ กรุ๊ป วางแผนขยายธุรกิจโรงแรมราคาประหยัดในต่างประเทศภายในปี 2030 โดยมุ่งเน้นไปที่ญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์ พร้อมตั้งเป้าดึงลูกค้าจากยุโรป, อินเดีย และตะวันออกกลาง เพื่อลดการพึ่งพาตลาดไทย

    แม้รัฐบาลไทยจะตั้งเป้าเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้อีก 10% เป็น 36.7 ล้านคน แต่ผลสำรวจของสมาคมโรงแรมไทยพบว่า ผู้ประกอบการโรงแรมราวครึ่งหนึ่งคาดการณ์ว่ายอดนักท่องเที่ยวปี 2026 จะทรงตัวอยู่ที่ระดับเดียวกับปีที่แล้วคือ 33 ล้านคน

    อย่างไรก็ตาม คาโตะมองว่าแม้แนวโน้มตัวเลขนักท่องเที่ยวจะยังเป็นขาขึ้นในปีนี้ แต่ไทยจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ระยะยาว “เพื่อให้ไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง (ซึ่งเป็นจุดที่รูปแบบการเติบโตด้วยแรงงานราคาถูกมาถึงทางตัน) ประเทศควรผนวกการท่องเที่ยวเข้ากับภาคส่วนอื่นๆ เช่น การดูแลสุขภาพและความบันเทิง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว”

    ภาพ: ฐานิส สุดโต / THE STANDARD

    อ้างอิง:

    ABOUT THE AUTHOR

    ถนัดกิจ จันกิเสน

    Content Creator ประจำกองบรรณาธิการ THE STANDARD WEALTH ผู้เสพติดโลกธุรกิจ การตลาด เทคโนโลยี และชอบสำรวจโลกออฟไลน์และออนไลน์มาถอดรหัสความเคลื่อนไหวให้เป็นเรื่องเข้าใจง่าย สนุก และได้ไอเดียใหม่ๆ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-tourism-decline-chinese-scams-cambodia/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3iKd4hj18CBcWOqVsHFT5A

  • ฆาตกรโหด ฆ่าสาวพนักงานโรงแรม อ้างอยากได้แค่เงิน ท่อนเหล็กเก็บได้จากข้างถนน

    ฆาตกรโหด ฆ่าสาวพนักงานโรงแรม อ้างอยากได้แค่เงิน ท่อนเหล็กเก็บได้จากข้างถนน

    พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 เผยฆาตกรโหด ฆ่าสาวพนักงานโรงแรม มีพฤติกรรมคล้ายคนมีอาการเมายา อ้างอยากได้เงินเท่านั้น ก่อนใช้ท่อนเหล็กที่เก็บได้จากข้างถนนเข้าไปทำร้าย

    จากกรณีคนร้ายเป็นชาย บุกก่อเหตุใช้ท่อนเหล็กทุบหัว น.ส.วิรินทร์ พนักงานโรงแรมสาวแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อชิงทรัพย์ โทรศัพท์และกระเป๋าเงิน ก่อนที่ต่อมา เจ้าหน้าที่จะทราบตัวคนร้ายที่ก่อเหตุดังกล่าว ทราบชื่อคือ นายรัติกร ยิ่งยอด อายุ 36 ปี ชาว จ.นครราชสีมา พร้อมรวบรวมพยานหลักฐานขออำนาจศาลออกหมายจับ ตามที่เคยมีการนำเสนอไปแล้วนั้น

    ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 20 ม.ค. เจ้าหน้าที่ชุดคลี่คลายคดีดังกล่าว ซึ่งประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนภูธรภาค 7 และ ตำรวจกองปราบปราม สามารถแกะรอยตามจับกุมตัว นายรัติกร ผู้ต้องหารายนี้ได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยสามารถจับกุมตัวได้ภายในซอยหัวหิน 42 อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ห่างจากจุดที่ตรวจพบเสื้อผ้าของผู้ต้องหาที่ถูกถอดทิ้งไว้ไม่ไกลมากนัก ขณะนี้กำลังคุมตัวมาทำการสอบปากคำ

    สำหรับเบาะแสสำคัญที่นำมาสู่การตามจับกุมผู้ต้องหารายนี้ได้ เริ่มจากการตรวจพบเจอเสื้อผ้าของผู้ต้องหาที่สวมใส่ในขณะก่อเหตุ ถอดทิ้งไว้บริเวณใต้สะพานริมทางรถไฟ เจ้าหน้าที่จึงเร่งเดินเท้าลงพื้นที่ไล่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณโดยรอบเพื่อแกะรอยเส้นทางที่คนร้ายใช้เดินหลบหนี กระทั่งนำมาสู่การตามจับกุมตัวได้ดังกล่าว

    ขณะเดียวกัน พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวระบุว่า เบื้องต้นผู้ต้องหารายนี้ให้การอ้างว่าอยากได้เงินเท่านั้น ก่อนใช้ท่อนเหล็กที่เก็บได้จากข้างถนนเข้าไปทำร้าย โดยผู้ต้องหาคล้ายกับคนมีอาการเมายา ซึ่งไม่รู้จักกับผู้เสียชีวิตแต่อย่างใด เบื้องต้นเข้าใจว่าไม่ได้เตรียมการ แต่อาจจะมาดูลาดเลาก่อนก่อเหตุ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/crime/2908975&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vTVwn336BtkLDjhs8zuhS

  • หนุนชุมชนบ้านเกาะแรต พัฒนาวิสาหกิจท่องเที่ยวจากฐานงานวิจัย

    หนุนชุมชนบ้านเกาะแรต พัฒนาวิสาหกิจท่องเที่ยวจากฐานงานวิจัย

    หนุนชุมชนบ้านเกาะแรต พัฒนาวิสาหกิจท่องเที่ยวจากฐานงานวิจัย สร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน

    มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี เดินหน้าขับเคลื่อนบทบาทการบริการวิชาการเพื่อสังคม นำองค์ความรู้จากงานวิจัยและการเรียนการสอนลงสู่พื้นที่จริง สนับสนุนการพัฒนาวิสาหกิจท่องเที่ยวชุมชนบ้านเกาะแรต อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนผ่านกระบวนการมีส่วนร่วม และการพัฒนาจากฐานศักยภาพที่มีอยู่จริงในพื้นที่

    ดร.วิชชุตา มาชู อาจารย์ประจำหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการธุรกิจการท่องเที่ยว คณะศิลปศาสตร์และวิทยาการจัดการ เปิดเผยว่า โครงการพัฒนาวิสาหกิจท่องเที่ยวชุมชนบ้านเกาะแรต มีจุดเริ่มต้นจากการบูรณาการงานวิจัยของนักศึกษาในระดับปริญญาตรี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 โดยมีแนวคิดสำคัญคือการทำให้งานวิจัยทางวิชาการสามารถตอบโจทย์การพัฒนาชุมชนและภาคธุรกิจได้จริง ไม่ใช่เพียงการศึกษาในเชิงทฤษฎีแต่เพียงเท่านั้น

    “โจทย์วิจัยทั้งหมดเริ่มจากความต้องการของชุมชน ชุมชนเป็นผู้ตั้งคำถามและสะท้อนปัญหาที่แท้จริง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงทางวิชาการ นำกระบวนการวิจัยมาช่วยคิด ช่วยจัดระบบ และช่วยออกแบบแนวทางการพัฒนาอย่างเป็นขั้นเป็นตอน” ดร.วิชชุตา กล่าว

    ‘บ้านเกาะแรต’ เป็นหนึ่งในชุมชนที่เข้าร่วมเวทีเครือข่ายการท่องเที่ยวชุมชนจังหวัดสุราษฎร์ธานี และสะท้อนความต้องการในการพัฒนาการท่องเที่ยวของตนเอง แม้จะมีการดำเนินกิจกรรมโฮมสเตย์อยู่ก่อนแล้ว แต่ยังไม่ได้รวมกลุ่มอย่างเป็นระบบในรูปแบบวิสาหกิจชุมชน ทางมหาวิทยาลัยจึงได้นำข้อมูลพื้นฐานจากงานวิจัยของนักศึกษามาต่อยอดเป็นงานวิจัยเชิงพื้นที่ เพื่อวางรากฐานการจัดตั้งกลุ่มและการบริหารจัดการร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม

    เป้าหมายสำคัญของโครงการ ไม่ได้มุ่งเพียงการจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนเพื่อเข้าถึงงบประมาณจากภาครัฐ แต่ได้ให้ความสำคัญกับกระบวนการการทำงานร่วมกันของคนในชุมชน ตั้งแต่การกำหนดบทบาทหน้าที่ กติกาการบริหารจัดการ การแบ่งปันรายได้ ไปจนถึงการตัดสินใจร่วมกัน เพื่อให้การรวมกลุ่มมีความเข้มแข็งและสามารถเดินต่อได้ด้วยตนเองในระยะยาว

    ขณะเดียวกันในด้านกระบวนการทำงาน โครงการใช้แนวคิดการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research) โดยให้คนในชุมชนมีบทบาทตั้งแต่การตั้งโจทย์ การเก็บข้อมูล การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการสะท้อนผลการดำเนินงานร่วมกัน ซึ่งมหาวิทยาลัยและนักศึกษาได้เข้าไปทำงานเคียงข้างชุมชน ไม่ใช่การกำหนดแนวทางจากภายนอก

    ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน คือการยกระดับการทำงานเชิงกลุ่มของชุมชน การจัดตั้งวิสาหกิจชุมชน การวางระบบการบริหารรายได้ส่วนกลางเพื่อใช้พัฒนาพื้นที่ รวมถึงการยกระดับมาตรฐานด้านการท่องเที่ยว อาทิ การขอรับรองมาตรฐาน SHA และมาตรฐานโฮมสเตย์ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 นอกจากนี้ยังมีการบูรณาการการเรียนการสอนด้านการตลาดดิจิทัล โดยนักศึกษาได้ร่วมผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ เปิดเพจ และจัดทำคลิปวิดีโอ เพื่อเพิ่มการรับรู้ด้านการท่องเที่ยวของชุมชน

    ดร.วิชชุตา ระบุอีกว่า แม้โครงการจะไม่สามารถชี้ชัดผลกระทบทางเศรษฐกิจว่าเกิดจากงานวิจัยโดยตรง แต่ผลที่เห็นได้ชัดคือการเปลี่ยนแปลงในเชิงสังคม การทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ และการสร้างความเข้าใจร่วมกันของคนในชุมชน ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน

    สำหรับการขยายผลในอนาคต ดร.วิชชุตา มองว่า โมเดลการบริการวิชาการลักษณะนี้ สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับพื้นที่อื่น ๆ ได้ โดยต้องอาศัยปัจจัยสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ความมุ่งมั่นและการทำงานระยะยาวของนักวิชาการ ผู้นำชุมชนที่เข้มแข็งและพร้อมเดินต่อ และการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งในด้านงบประมาณและบุคลากร

    “บทบาทของมหาวิทยาลัยไม่ควรหยุดอยู่แค่งานวิจัย แต่ต้องบูรณาการการวิจัย การบริการวิชาการ และการเรียนการสอนเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่เกิดประโยชน์จริงต่อชุมชนและสังคม” ดร.วิชชุตา กล่าวทิ้งท้าย

    ทั้งนี้ โครงการพัฒนาวิสาหกิจท่องเที่ยวชุมชนบ้านเกาะแรต จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการนำองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยลงสู่พื้นที่ สะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี ในการทำงานเชิงรุกกับชุมชน และการพัฒนาท้องถิ่นบนฐานงานวิจัยอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3868265/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tr_1CI0PKdvB3Z021VsKb

  • “กรมศิลป์” ชวนเที่ยวงาน “เยือนถิ่นสมิหลา ยลสงขลายามค่ำ” | TOPNEWS

    กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ขอเชิญสัมผัสเสน่ห์ของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา ในมุมมองที่แตกต่างยามค่ำคืน ในกิจกรรมท่องเที่ยวโบราณสถานและพิพิธภัณฑ์ยามราตรี “เยือนถิ่นสมิหลา ยลสงขลายามค่ำ” ระหว่างวันที่ 23 – 24 มกราคม 2569 ตั้งแต่เวลา 17.00 น. ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา จังหวัดสงขลา

    นอกจากนี้ ยังมีการแสดงทางศิลปวัฒนธรรม โดยวันที่ 23 มกราคม 2569 พบกับการแสดงวงมโหรี โดยคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา การแสดงดนตรีพื้นบ้านรองเง็ง โดยคณะอัสลีมาลา (Ussaleemala)

    และการแสดงโนรา นำโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธรรมนิตย์ นิคมรัตน์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (โนรา) ร่วมด้วยนิสิตจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ และไฮไลท์ใน

    วันที่ 24 มกราคม 2569 พบกับการแสดง “โขน” เรื่องรามเกียรติ์ ตอน จองถนน ยกรบ โดยสำนักการสังคีต กรมศิลปากร และการขับร้องเพลงน้ำท่วมใหญ่ น้ำใจหลั่ง โดย แซค ธราวุฒิ ฤทธิอักษร ผู้ประกาศข่าว-ผู้สื่อข่าว สถานีข่าวท็อปนิวส์

    ขอเชิญประชาชนผู้สนใจร่วมกิจกรรมในงาน “เยือนถิ่นสมิหลา ยลสงขลายามค่ำ” ชมความงามของสถาปัตยกรรมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา ในยามค่ำคืน

    ร่วมเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และดื่มด่ำมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ ระหว่างวันที่ 23 – 24 มกราคม 2569 เวลา 17.00 น. – 21.00 น. ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสงขลา จังหวัดสงขลา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1461922&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06eIGXftESZY5aNyxXQNv8

  • บริษัท สีไทยกันไซเพนท์ มอบทุนการศึกษาประจำปี 2569 แก่เด็กนักเรียนโรงเรียนวัดโรงวัว จ.เชียงใหม่ | เดลินิวส์

    บริษัท สีไทยกันไซเพนท์ มอบทุนการศึกษาประจำปี 2569 แก่เด็กนักเรียนโรงเรียนวัดโรงวัว จ.เชียงใหม่ | เดลินิวส์

    ดร.จำนงค์ อัศวเรืองชัย ประธานบริษัท สีไทยกันไซเพนท์ จำกัดและกาญจนา อัศวเรืองชัย พร้อมด้วยคุณ นงนุช นามวงศ์ ที่ปรึกษาอาวุโส เดอะมอลล์ กรุ๊ป เป็นประธานมอบทุนการศึกษาประจำปี 2569 แก่เด็กนักเรียนโรงเรียนวัดโรงวัว ต.แม่ก๊า อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ พร้อมจัดเลี้ยงอาหารกลางวัน ซึ่งนอกจากมอบทุนการศึกษาแล้ว ดร.จำนงค์และคุณกาญจนา ยังบริจาคเงินเพื่อสร้างอาคารเรียน สร้างโรงอาหาร ปรับปรุงและสร้างสนามกีฬาโรงเรียน บริจาครถตู้สำหรับใช้ในกิจการโรงเรียน จัดซื้อโต๊ะ เก้าอี้ และยังสนับสนุนโรงเรียนในด้านอื่นๆอีกจำนวนมาก เพื่อขยายโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กนักเรียน โดยมีคุณ พิชญาภัค โนลา ผู้อำนวยการโรงเรียน เป็นผู้รับมอบ

    นอกจากนี้ยังมีพิธีมอบ “สีตราพัด” นวัตกรรมใหม่สีน้ำกันยุง ภายใต้ แบรนด์แรกของประเทศไทย ที่เป็นผลิตภัณฑ์ของบริษัท สีไทยกันไซเพนท์ จำกัด ที่ใช้ป้องกันยุงได้ยาวนานถึง 70 เดือน ภายใต้การรับรองของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) มอบให้กับโรงเรียนบ้านห้วยแม่จะค่าน ตชด.อนุสรณ์ ต.ปิงโค้ง อ.เชียงดาว จ.เชียง ใหม่ โดยมีคุณคำจันทร์ เรือนธนวงษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนเป็นผู้รับมอบ เพื่อนำไปทาสีอาคารเรียนโรงเรียนบ้านห้วยแม่จะค่าน ตชด.อนุสรณ์ ที่ก่อตั้งเมื่อปี2518 และมีการจัดตั้งเป็นโรงเรียนตชด. ชื่อโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบำรุงที่ 107 จนกระทั่งในปี 2541 กก. ตชด. ที่ 33 ได้มอบโอนโรงเรียนให้แก่สำนักงานการประถมศึกษา จังหวัดเชียงใหม่ และใช้ชื่อใหม่ว่า “โรงเรียนบ้านแม่จะค่าน ปัจจุบันมีคุณคำจันทร์ เรือนธนวงษ์ เป็นผู้อำนวยการโรงเรียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5520293/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-lm-gtzawn8k0i2lfUC_6

  • จุฬาฯ ร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ ลงนาม MOU

    Skip to content

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรมส่งเสริมสหกรณ์ เดินหน้าขับเคลื่อนโอกาสทางการศึกษาเพื่อความยั่งยืนของอาชีพการเลี้ยงโคนมไทย ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีของบุตร–หลานสมาชิกสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนม เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 ณ ห้องประชุม ชั้น 3 อาคารฝึกอบรมส่วนกลาง สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ กรุงเทพมหานคร

    ศ.สพ.ญ.ดร.เกวลี ฉัตรดรงค์ คณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในนามจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในครั้งนี้ สะท้อนบทบาทของสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำในการร่วมสร้าง “เส้นทางการศึกษา” ที่เชื่อมโยงกับ “อาชีพจริง” ของประเทศ

    โครงการนี้เป็นความร่วมมือระดับประเทศ ระยะเวลา 3 ปี (ปีการศึกษา 2569–2571) โดยมีมหาวิทยาลัยพันธมิตรรวม 6 แห่ง ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยราชมงคลศรีวิชัย พร้อมสนับสนุนทุนการศึกษารวม 141 ทุน จำนวนกว่า 30 ล้านบาท เพื่อเปิดประตูการศึกษาให้เยาวชนจากครอบครัวสหกรณ์โคนมได้เข้าศึกษาในสาขาที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาอาชีพการเลี้ยงโคนมอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

    คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ร่วมขับเคลื่อนโครงการนี้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีการศึกษา 2563 โดยเปิดรับนิสิตผ่านระบบ TCAS รอบ 2 (โควตา) ปีละ 10 คน และได้ผลิตนิสิตจากโครงการแล้วรวม 30 คน สะท้อนความมุ่งมั่นของคณะในการใช้ “การศึกษา” เป็นพลังในการพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมของประเทศอย่างแท้จริง

    จุฬาฯ เป็นที่ที่เราได้มาพบตัวเองจริงๆ และเป็นช่วงเวลาที่สนุกที่สุด

    คุณรสสุคนธ์ กองเกตุ (ครูเงาะ) นิสิตเก่า คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/283585/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3R17j53ZAImSdyNGHf0V5f

  • SPREME ฉลุย! คว้างานไอทีต่อเนื่อง ลุยกลยุทธ์เพิ่มรายได้ Recurring Income ดันผลงานปี 69 เติบโตมั่นคง

    SPREME ฉลุย! คว้างานไอทีต่อเนื่อง ลุยกลยุทธ์เพิ่มรายได้ Recurring Income ดันผลงานปี 69 เติบโตมั่นคง

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/press-release/124226&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KlZCoG9Xe991-wzzqNpY4