Blog

  • ปธ. ECB จี้ยุโรปสังคายนาเศรษฐกิจรับระเบียบโลกใหม่ ยันรับมือภาษีสหรัฐฯ ได้ : อินโฟเควสท์

    ปธ. ECB จี้ยุโรปสังคายนาเศรษฐกิจรับระเบียบโลกใหม่ ยันรับมือภาษีสหรัฐฯ ได้ : อินโฟเควสท์

    คริสติน ลาการ์ด ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) เปิดเผยผ่านสถานีวิทยุ RTL ของฝรั่งเศสในวันนี้ (21 ม.ค.) ว่า เศรษฐกิจยุโรปจำเป็นต้องมีการทบทวนโครงสร้างขนานใหญ่เพื่อเตรียมรับมือกับ “รุ่งอรุณแห่งระเบียบโลกใหม่” พร้อมระบุว่ามาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกาจะส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เนื่องจากปัจจุบัน ECB สามารถควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ที่ระดับ 1.9% ได้ตามเป้าหมาย

    ลาการ์ดคาดการณ์ว่า เยอรมนีอาจได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ รุนแรงกว่าฝรั่งเศส อย่างไรก็ตาม ยุโรปจะมีความแข็งแกร่งมากขึ้นหากมีการยกเลิกมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-tariff barriers) ภายในกลุ่มสหภาพยุโรป (EU) เอง โดยระบุว่าสิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือระดับความไม่แน่นอนที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายไปมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงคำขู่เรื่องการปรับขึ้นภาษีของสหรัฐฯ ด้วย

    ทั้งนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ขู่ว่าจะเรียกเก็บภาษีศุลกากรในอัตรา 10% สำหรับสินค้านำเข้าจากเดนมาร์ก ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ สวีเดน และสหราชอาณาจักร เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. พร้อมเตือนว่าจะปรับขึ้นเป็น 25% ในวันที่ 1 มิ.ย. และจะคงอัตราภาษีนี้ไว้จนกว่าสหรัฐฯ จะบรรลุข้อตกลงในการซื้อกรีนแลนด์

    ลาการ์ดให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ปธน.ทรัมป์มักใช้วิธีการเจรจาในลักษณะเน้นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ และมักตั้งข้อเรียกร้องที่สูงเกินความเป็นจริง ซึ่งในการตอบโต้สถานการณ์ดังกล่าวนั้น ยุโรปควรแสดงให้เห็นถึงเครื่องมือเชิงนโยบายที่มีอยู่ พร้อมทั้งแสดงความมุ่งมั่นร่วมกัน มีความเป็นเอกภาพ และต้องตัดสินใจอย่างเด็ดขาด

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (21 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/562990&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rd3wDnOnojPQgccYmbmUk

  • ส.อ.ท.หวังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เร่งการฟื้นตัวเศรษฐกิจ

    ส.อ.ท.หวังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เร่งการฟื้นตัวเศรษฐกิจ

    ส.อ.ท. เผยดัชนีเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือน ธ.ค.ลดลง หวังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ช่วยเร่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แนะรัฐดูแลค่าเงินบาท รับมือ CBAM เพิ่มโอกาสเอสเอ็มอี

    21 ม.ค. 2569 – นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนธ.ค.2568 อยู่ที่ระดับ 88.2 ลดลงจากเดือนก่อนอยู่ที่ระดับ 89.1 เนื่องจากเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่บริเวณชายแดนจังหวัดอุบลราชธานี สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีษะเกษ สระแก้ว จันทบุรี และตราด ต้องหยุดชะงักลง ประกอบกับความกังวลต่อความต่อเนื่องของการดำเนินนโยบายภาครัฐ ภายหลังมีการประกาศยุบสภา โดยเฉพาะโครงการคนละครึ่งพลัสเฟสสอง และการเจรจาการค้าไทย-สหรัฐ ภาคการผลิตอุตสาหกรรมชะลอลง จากการเร่งผลิตในช่วงก่อนหน้า และจำนวนวันทำงานที่ลดลงในช่วงเทศกาลส่งท้ายปี

    นอกจากนี้ การส่งออกยังมีแนวโน้มชะลอตัว ตามภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าบางประเทศ อาทิ จีน ญี่ปุ่น และกลุ่มอาเซียน รวมถึงสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ในหลายพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อการจัดกิจกรรมกลางแจ้งและสุขภาพของประชาชน อีกทั้ง ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นจากกการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐ รวมถึงกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายและสภาพคล่องในประเทศ ส่งผลให้รายได้ผู้ส่งออกปรับลดลง ขณะที่ค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น และกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวโดยรวม

    อย่างไรก็ตาม ในเดือนธ.ค.ที่ผ่านมา ยังมีปัจจัยบวกหลายประการที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจ ได้แก่ การเข้าสู่ช่วงเทศกาลส่งท้ายปีและการเร่งใช้จ่าย ภายใต้โครงการคนละครึ่งพลัสก่อนสิ้นสุดโครงการวันที่ 31 ธ.ค.2568 มีส่วนช่วยหนุนการบริโภคและกระตุ้นการใช้จ่ายในภูมิภาคช่วงปลายปี

    ขณะที่ ดัชนีคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 95.7 เพิ่มขึ้นจากระดับ 94.9 ในเดือนพ.ย.2568 เป็นผลมาจากปัจจัยเชิงบวกหลายประการ ได้แก่ มาตรการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากแพลตฟอร์มออนไลน์ตั้งแต่บาทแรก (จากเดิมที่ยกเว้นให้สินค้าที่มีราคาต่ำกว่า 1,500 บาท) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2569 เพื่อควบคุมการนำเข้าสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ และลดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ประกอบการไทย

    “การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ คาดว่าจะช่วยเร่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จากความชัดเจนด้านทิศทางนโยบายและการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม”

    อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยลบที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ความกังวลต่อความเสี่ยงที่สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา อาจกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง แม้จะมีการลงนามยุติการรบแล้วก็ตาม มาตรการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรป ที่เริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2569 และจะเพิ่มภาระต้นทุนด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบ รวมถึงการจัดทำรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ก่อนที่จะเริ่มการจัดเก็บค่าการปล่อยคาร์บอนอย่างเป็นทางการในปี 2570

    นายเกรียงไกร กล่าวว่า ส.อ.ท.มีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อบรรเทาการแข็งค่าของเงินบาท โดยติดตามและยกระดับการกำกับดูแลธุรกรรมในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน เงินทุนเคลื่อนย้าย ตลาดทองคำและการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อลดการเก็งกำไรและความผันผวนของค่าเงิน ควบคู่กับการป้องกันธุรกรรมที่ไม่สอดคล้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริง

    ภาครัฐต้องส่งเสริมการปฏิบัติตามมาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป เช่น สนับสนุนเงินทุนและผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาเชิงเทคนิคในการลดการปล่อยคาร์บอน ส่งเสริมกลไกให้เกิดการหมุนเวียนวัตถุดิบใช้แล้วภายในประเทศ และส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด เป็นต้น และเสนอให้ภาครัฐเพิ่มสัดส่วนการจัดซื้อจัดจ้างจากเอสเอ็มอี ผ่านระบบ e-GP เป็น 50% เป็นตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน (KPI) ของหน่วยงานรัฐ เพื่อขยายโอกาสทางการตลาดและเพิ่มการเข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของเอสเอ็มอี

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/934907/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BwgtOo2xgr3gIhSZ7WHFR

  • สวนกระแสเศรษฐกิจซบเซา! โตชิบา เผยผลการดำเนินงานปี 68 โตเกินคาด

    สวนกระแสเศรษฐกิจซบเซา! โตชิบา เผยผลการดำเนินงานปี 68 โตเกินคาด

    แม้ในปี 2568 ที่ผ่าน หลายประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ได้เผชิญกับความท้าทายอย่างหนัก ทั้งสงครามการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่สร้างความผันผวนอย่างหนักให้กับเศรษฐกิจโลก อีกทั้งในประเทศไทยยังเผชิญกับเหตุการณ์ภัยพิบัติใหญ่ตั้งแต่ต้นปี ความขัดแย้ง และความไม่แน่นอนทางการเมือง ทำให้เศรษฐกิจไทยซบเซา อีกทั้งความต้องการของผู้บริโภคลดลง เนื่องจากยอดจำหน่ายของเครื่องปรับอากาศไม่เป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์เพราะสภาพอากาศไม่ร้อนนานเท่าที่ควร

    จากปัจจัยลบที่รุมเร้าและไม่สามารถควบคุมได้ต่างๆ ส่งผลให้ภาพรวมตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านของปี 2568 ที่ผ่านมา (เดือนมกราคม-พฤศจิกายน) มีมูลค่าตลาดรวมเพียง 70,000 ล้านบาท ลดลงจากปี 2567 ถึง 7.1% 

    และถึงแม้ ภาพรวมตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านจะติดลบ แต่ล่าสุด โตชิบา ไทยแลนด์ โดย นางสาวเสาวณีย์ สิราริยกุล ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด ได้ออกมาเปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของโตชิบาไทยแลนด์ ในปี 2568 ที่ผ่านมานั้น กลับเติบโตเกินคาดถึง 22% ซึ่งสูงกว่าอัตราการเติบโตรวมของตลาด 

    สำหรับความสำเร็จดังกล่าว ที่ทำให้โตชิบา ไทยแลนด์ เติบโตสวนตลาด นางสาวเสาวณีย์ ระบุว่า เกิดจากการที่ผู้บริโภคตอบรับ และหันมาให้ความสนใจกับสินค้าในกลุ่มพรีเมี่ยมเพิ่มขึ้น ส่งผลให้บริษัทฯ สามารถทำยอดขายสินค้ารวมได้สูงสุดถึง 2.4 ล้านเครื่องในปี 2568 

    โดยสินค้าที่ได้รับความสนใจและเติบโตสูงสุดในปีที่ผ่านมาของโตชิบา ไทยแลนด์ คือ ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับน้ำ (+60%) เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก (31%) กลุ่มเครื่องซักผ้า (+30%) ไมโครเวฟ (+17%) และ ตู้เย็น (+12.1%)

    และนอกจากยอดขายเติบโตเกิดคาดแล้วแล้ว โตชิบา ไทยแลนด์ ยังสามารถรักษาอัตราการเติบโตต่อปีแบบทบต้น (CAGR) ได้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 หรือเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 16% ซึ่งสูงกว่าตลาดมาก และจากการเติบโตของผลประกอบการอย่างต่อเนื่องยังส่งผลให้ โตชิบา มีส่วนแบ่งทางการตลาดสูงขึ้นในทุกปีอีกด้วย

    “จากผลประกอบการที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ส่วนแบ่งทางการตลาดในสินค้ากลุ่มตู้เย็นและไมโครเวฟของโตชิบาไทยแลนด์ขยับมาเป็นที่อันดับหนึ่ง จากที่เคยเป็นอันดับสองหรือสามมาตลอด” 

    แน่นอนว่าในปี 2569 ประเทศไทยและอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าจะยังคงเผชิญกับความท้าทายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อยู่ ดังนั้น โตชิบา ไทยแลนด์ จึงได้วางแผนกลยุทธ์การดำเนินงานไว้ว่า ในปีนี้จะขยายทั้งในส่วนผลิตภัณฑ์ที่จะเพิ่มกลุ่มประเภทสินค้า ควบคู่ไปกับการขยายไลน์อัพในกลุ่มสินค้าเดิม ที่จะเน้นให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี ดีไซน์ ขนาด และความหลากหลาย เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่มีหลากหลายเพิ่มขึ้นในยุคปัจจุบันอีกด้วย

    โดยโตชิบา ไทยแลนด์ จะเพิ่มงบส่งเสริมการตลาดสูงถึง 12.5% เพื่อนำมาดำเนินกลยุทธ์การตลาด สำหรับเจาะกลุ่มเป้าหมาย Young Generation หรือกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กำลังเติบโตและมีอิทธิพลต่อสังคม ด้วยวิธีขยายฐานลูกค้ากลุ่มเดิมสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่ให้มากยิ่งขึ้น 

    แต่ในปี 2569 จะคำนึงถึงความจำเป็นในการนำ AI หรือเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาสินค้ามากยิ่งขึ้น  เนื่องจากเทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์กับความต้องการและตอบโจทย์ในความพึงพอใจในการตัดสินใจซื้อสินค้า มากกว่าเทคโนโลยีที่เกินความจำเป็น 

    “เราแยกแยะชัดเจนระหว่าง AI ที่มีไว้แค่เป็นฟังก์ชัน Nice to have แต่ไม่ได้ใช้จริง กับ AI ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิต เราเชื่อว่าคนยุคใหม่ต้องการสินค้าที่เป็นสิ่งที่เขาต้องการจริงๆ ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีที่ซับซ้อนเกินความจำเป็น เช่น ที่ผ่านมาเราจึงเน้นพัฒนาผ่านแอปพลิเคชัน TSmartLife ที่เปลี่ยนมือถือที่ปัจจุบันกลายเป็นปัจจัยที่ 5 มาช่วยควบคุมและปรับตั้งค่าทุกอย่างในบ้านให้เหมาะสมกับพฤติกรรมเฉพาะบุคคลอย่างสมเหตุสมผล”

    จากกลยุทธ์ทั้งหมดดังกล่าว ส่งผลให้ โตชิบา ไทยแลนด์ คาดการณ์ว่าในปี 2569 บริษัทจะโตขึ้นกว่า 30% ส่วนอัตราการเติบโต CAGR ของตลาดรวมจะโตประมาณ 3.8% และคาดว่าน่าจะมีมูลค่าสูงถึง 105,600 ล้านบาท ที่มาจากสัดส่วนของเครื่องปรับอากาศประมาณ 30% เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กประมาณ 28% ตู้เย็นและเครื่องซักผ้าอย่างละ 17% ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับน้ำประมาณ 8% 

    พร้อมกับตั้งเป้าเป็นอันดับ 1 ในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ใช่เพียงแค่เป็นอันดับ 1 ในประเทศไทยแต่ต้องเป็นอันดับ1 ในภูมิภาคอาเซียน ให้ได้

    “เรามั่นใจจากแผนกลยุทธ์การดำเนินงานของเราที่วางไว้ จะทำให้ปีนี้และในอนาคตโตชิบาจะกลายเป็นเบอร์หนึ่งของอุตสาหกรรมนี้ในภูมิภาคอาเซียนได้อย่างแน่นอน” 

    นอกจากนี้ นางเสาวณีย์ ยังได้เปิดเผยมุมมอง ด้วยว่า แม้เวียดนามจะเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของไทย ด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็ว แต่ตนเองยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย โดยมองว่าไทยมีข้อได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะท่ามกลางนโยบายกีดกันทางการค้าและภาษี (Tariff) จากสหรัฐฯ ซึ่งนโยบายของทรัมป์แม้จะมีข้อเสียแต่ก็มีข้อดีซ่อนอยู่ คือการทำให้ผู้ผลิตรายใหญ่จากจีนตัดสินใจ Relocate หรือย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทยมากขึ้น 

    ช่างภาพพีพีทีวี
    นางสาวเสาวณีย์ สิราริยกุล ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด

    และจากความเชื่อมั่นนี้ ทำให้บริษัทแม่ของโตชิบา ไทยแลนด์ (Midea Group) ตัดสินใจลงงบประมาณลงทุนในไทยปี 2569 อย่างต่อเนื่องและถือเป็นงบก้อนที่ ใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ (Biggest Ever) เพื่อดันให้โตชิบา ไทยแลนด์ ก้าวขึ้นเป็น เบอร์หนึ่งของอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียน

    นากจากนี้ นางสาวเสาวณีย์ ยังได้ฝากถึงรัฐบาลชุดใหม่เกี่ยวกับนโยบายที่อยากเห็นและอยากให้เร่งทำด้วยว่า สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการมากที่สุดจากรัฐบาล คือความเชื่อมั่น โดยอยากให้รัฐบาลชุดใหม่เร่งสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนและผู้บริโภค ผ่านมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายที่จับต้องได้

    “เราอยากให้รัฐบาลช่วยเสริมสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุนและเพิ่มกำลังซื้อให้ผู้บริโภคเข้าถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าคุณภาพได้ง่ายขึ้น ในฐานะเอกชนเราพร้อมลงทุนอย่างเต็มที่อยู่แล้ว หากรัฐบาลสนับสนุนเราก็จะเกิดโมเดล Win-Win ที่คุ้มค่าต่อการลงทุนและส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว” 

    ทั้งนี้ ด้วยแผนงานที่รัดกุมและงบลงทุนมหาศาล โตชิบา ไทยแลนด์ จึงเป็นหนึ่งในองค์กรที่น่าจับตามองอย่างยิ่งในปี 2569 นี้ ว่าจะสามารถขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายการเป็นผู้นำแห่งอาเซียนได้ตามที่ประกาศไว้ท่ามกลางความท้าทายที่มีเข้ามาอยู่ตลอดได้หรือไม่ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/266610&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YMLjvDkGAHXke5vpoaUPB

  • เตือนศก.ไทย ‘โต’ แต่‘เปราะบาง’ หนี้สูง-บาทแข็ง-เสี่ยงถูกหั่นเครดิต

    เตือนศก.ไทย ‘โต’ แต่‘เปราะบาง’ หนี้สูง-บาทแข็ง-เสี่ยงถูกหั่นเครดิต

    เตือนศก.ไทย ‘โต’ แต่‘เปราะบาง’ หนี้สูง-บาทแข็ง-เสี่ยงถูกหั่นเครดิต แม้เศรษฐกิจโลกในปี 2026 จะยังไม่เข้าสู่ “ภาวะถดถอย” แต่การเติบโตที่เกิดขึ้นกลับแฝงด้วย “ความเปราะบาง” ในหลายมิติ ทั้งจากฟองสบู่สินทรัพย์ เทคโนโลยี AI เศรษฐกิจจีน ไปจนถึงความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

    ขณะที่ประเทศไทยเองกำลังเผชิญแรงกดดันซ้อนจากภายนอกและปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศ

    ดร.ประสาร  ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงาน  NAVIGATING 2026 investment Landscape จัดโดย บล.กสิกรไทย ว่าหากมองภาพรวมเศรษฐกิจโลก รวมถึงเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ยังมีโอกาสเติบโต แต่เป็นการเติบโตที่มาพร้อมกับ “ความเปราะบาง” ในหลายด้าน

    ย้อนกลับไปในปี 2568 แม้จะเผชิญปัจจัยลบอย่างมาตรการกำแพงภาษี แต่เศรษฐกิจในส่วนที่สำคัญต่อไทยยังเติบโตได้ 2.9% เท่ากับปี 2567 อย่างไรก็ตาม ในปีนี้หลายสำนักคาดว่าเศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวได้เพียง 2.6% ภายใต้โลกที่ยังมีความเหนียวหรือ Resilience สามารถประคองการเติบโตได้ แม้จะมีอุปสรรคจำนวนมาก

    ปัจจัยที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจโลกในช่วงที่ผ่านมาคือ การลงทุนอย่างเข้มแข็งในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI แต่ในขณะเดียวกัน แต่เหล่านี้คือจุดเปราะบางสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องการประเมินมูลค่าตลาดที่อาจสูงเกินจริง 

    ตัวอย่างชัดเจนคือ “หุ้น NVIDIA” ที่มีมูลค่าบริษัทพุ่งขึ้นไปถึงราว 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าขนาดเศรษฐกิจของเยอรมนีทั้งประเทศ หรือมากกว่ามูลค่าตลาดหุ้นเยอรมนีรวมกับอิตาลี แม้นักวิเคราะห์จะมองว่ากำไรยังสนับสนุนอยู่ แต่คำถามคือมูลค่าที่สูงเช่นนี้จะไปได้ไกลเพียงใด ซึ่งเป็นความเสี่ยงในกลุ่มสินทรัพย์ที่มีการตีราคาสูง

    ความเปราะบางประการที่สองคือเศรษฐกิจจีน ซึ่งมีความสำคัญต่อไทยอย่างมาก จีนพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก เมื่อเผชิญกำแพงภาษีและข้อจำกัดด้านการส่งผ่านสินค้า คำถามสำคัญคือประเทศต่างๆ จะสามารถดูดซับการส่งออกของจีนได้อีกนานแค่ไหน ปัจจุบันธุรกิจไทยได้รับผลกระทบหนักจากสินค้านำเข้าราคาถูกจากจีนในหลายอุตสาหกรรม รวมถึงการนำเข้าสินค้าจากจีนมาเพื่อส่งออกต่อในนามประเทศไทย

    “ความร่วมมือผ่านองค์กรระดับโลกอย่าง UN และ WTO กำลังถูกลดบทบาทลง กระแสโลกาภิวัตน์ถูกกระทบจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือการแสดงกำลังทางทหาร ซึ่งอาจนำไปสู่อุบัติเหตุหรือการปะทะกันโดยไม่ตั้งใจระหว่างสหรัฐฯ จีน หรือรัสเซีย หากเกิดขึ้นจะสร้างผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก”

    สำหรับ “ค่าเงินบาท” ในระยะสั้นจะผันผวนตามกระแสเงินทุนและอุปสงค์อุปทานรายวัน ในปีที่ผ่านมา ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นส่วนหนึ่งจากดอลลาร์ที่อ่อนค่า อีกส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยเฉพาะในไทย เช่น ราคาทองคำที่สูงขึ้น ทำให้เกิดธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินตราจำนวนมาก รวมถึงความต้องการถือเงินบาทจากประเทศเพื่อนบ้านเพื่อความปลอดภัย

    อีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญคืออันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย โดยเตือนว่ามีความเป็นไปได้ที่ไทยอาจถูกปรับลดอันดับ เนื่องจากพื้นที่ทางการคลังเริ่มจำกัด และหนี้สาธารณะอาจแตะระดับ 70% ในช่วงปี 2569-2570 ความเสี่ยงจะสูงขึ้นหากรายได้จริงต่ำกว่าประมาณการ จากเศรษฐกิจที่เติบโตเพียง 1.5%

    ขณะที่การจัดทำงบประมาณตั้งอยู่บนสมมติฐานการเติบโต 4% หรือหากรายจ่ายเพิ่มจากนโยบายแจกเงินเพื่อการบริโภคโดยไม่สร้างผลผลิต แม้การถูกดาวน์เกรดจะเป็นเรื่องปกติในตลาดการเงิน แต่จะทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของประเทศสูงขึ้น

    สุดท้ายแล้วมองว่า การแก้ปัญหาการคลังจำเป็นต้องจัดการทั้งด้านรายได้และรายจ่าย ในด้านรายได้ ควรพิจารณาการปรับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่อยู่ที่ 7% มาตั้งแต่หลังวิกฤตต้มยำกุ้ง รวมถึงการทบทวนสิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยเฉพาะ BOI ที่อาจให้มากเกินไปจนรัฐสูญเสียรายได้      

    “ปัญหาของไทยไม่ใช่ปัญหาตามวัฏจักร แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ประเทศไทยเริ่มล้าหลังอินโดนีเซียและเวียดนาม หากมองผ่าน Balanced Scorecard จะเห็นความแตกแยกทางการเมืองต่อเนื่องกว่า 20 ปี ปัญหาธรรมาภิบาลและหลักนิติธรรม การปรับตัวด้านเทคโนโลยี สังคมสูงวัย คุณภาพแรงงาน และความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

    ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC มองว่า เศรษฐกิจไทยยังไม่สู้ดี ตัวเลข GDP เติบโตต่ำ และปีนี้ไม่มีแรงพยุงแบบ Front Loading ทำให้เริ่มจากฐานที่อ่อนแอ ภาคท่องเที่ยวเผชิญปัญหา โดยเฉพาะสถานการณ์ชายแดนที่ทำให้นักท่องเที่ยวเปลี่ยนไปประเทศอื่น ส่งผลให้การท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นเต็มที่

    การบริโภคภายในประเทศยังอ่อนแรงจากปัญหาหนี้และกำลังซื้อ ขณะที่สินค้านำเข้าจากจีนเข้ามาแทนที่สินค้าภายในประเทศ สินค้าที่ไม่ได้คุณภาพไม่เพียงกระทบผู้ผลิตไทย แต่ยังสร้างความเสี่ยงต่อผู้บริโภค
    ภาคส่งออกได้รับผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า

    ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการที่เงินบาทกำลังกลายเป็นสกุลเงินหลักในภูมิภาค โดยเฉพาะการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลให้ความต้องการเงินบาทสูงและกระทบความสามารถแข่งขันของไทย

    แม้เศรษฐกิจไทยจะเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างหนัก แต่ยังมีโอกาสจากนิคมอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานจากการย้ายฐานการผลิต ไทยยังถูกมองเป็นศูนย์กลางอาเซียน หากเชื่อมโยงกับการเติบโตของเพื่อนบ้านได้ จะสร้างประโยชน์อย่างมาก

    “เศรษฐกิจไทยมีลักษณะ K-Shape ชัดเจน GDP รวมโตเพียง 1.5% แต่บางอุตสาหกรรมยังโตดี ขณะที่ตลาดระดับกลางเป็นจุดเปราะบาง กลยุทธ์ที่อยู่รอดคือสินค้ากลุ่ม Smart Value ที่ “ดีและถูก”

    สุดท้ายแล้วหวังว่า จะเห็นความต่อเนื่องและความมั่นคงของรัฐบาลใหม่เพื่อประคองเศรษฐกิจในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ โดยมองว่าปัญหาชายแดนอาจดีขึ้นหากมีการปรับเปลี่ยนคณะทำงาน ซึ่งจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้กลับมาในระยะสั้น รัฐบาลควรเร่งเบิกจ่ายงบประมาณที่อนุมัติไว้แล้วเพื่อแก้ปัญหาปากท้อง ซึ่งเป็นเรื่องที่ประชาชนกังวลที่สุด

    แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการแก้ปัญหาระยะกลางเชิงโครงสร้าง ซึ่งมองว่าหนึ่งใน “Quick Win” คือการเร่งเปลี่ยนเงินลงทุนที่รออยู่ให้เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจ โดยการปลดล็อกอุปสรรคเรื่องไฟฟ้า น้ำ และใบอนุญาต

    โดยเฉพาะพลังงานสะอาด (Clean Energy) ซึ่งไทยมีศักยภาพจากแสงแดดตลอดทั้งปี หากเราสามารถเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดจาก 12% เป็น 30% จะช่วยลดการนำเข้า LNG ที่มีราคาสูงและไม่สะอาดลงได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของทั้งระบบอุตสาหกรรม

    นอกจากนี้ไทยมีจุดแข็งในการดึงดูด Data Center เนื่องจากมีความมั่นคงด้านพลังงาน หากสามารถต่อยอดจาก Data Center ไปสู่การพัฒนาทักษะ AI และเศรษฐกิจสร้างสรรค์จะกลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่มีพลังมหาศาล ทั้งในด้านการเพิ่มผลิตภาพ การทำเหมืองข้อมูล (Data Mining) และการเก็บรักษาข้อมูลในระยะยาว
     

    • บล.กสิกรไทย’แนะจังหวะเลือกหุ้นมากกว่า‘เลือกตลาดลงทุน’

    ท่ามกลางภาพเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย แต่แฝงด้วยความเปราะบางในหลายมิติ มุมมองการลงทุนในปีนี้จำเป็นต้องตั้งอยู่บนความเข้าใจเชิงโครงสร้างมากกว่าการไล่ตามกระแสระยะสั้น

    สรพล วีระเมธีกุล”  “ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย กล่าวว่า ภายใต้มุมมองเศรษฐกิจ ที่คาดว่า แม้ปีนี้จะมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกในปีนี้ยังอยู่ในระดับต่ำ หลังจาก World Bank และ IMF ปรับประมาณการ GDPโลกเพิ่มขึ้นราว 0.2-0.3% โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการนำ AI

    แต่การเติบโตดังกล่าวไม่ใช่การฟื้นตัวแบบทั่วถึง แต่เป็นการเติบโตที่พึ่งพาเทคโนโลยีสูง ซึ่งสะท้อนถึงความเปราะบางเชิงโครงสร้างในตลาดการเงินโลก โดยเฉพาะหากมาตรการภาษีบางส่วนถูกศาลตี จะยิ่งเป็น Upside ต่อ Global Trade และตลาดเอเชีย

    โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาการส่งออกสูงอย่างเวียดนาม ไทย และกลุ่มอาเซียน ซึ่งทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจของทั้งสหรัฐฯ และจีน ยังไม่เข้าสู่ภาวะน่ากังวลในระยะสั้น

    ดังนั้น ในมุมการลงทุนระดับภูมิภาค ภายใต้เศรษฐกิจไทยยังเติบโตต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างชัดเจน โดยคาดจีดีพี ปีนี้เพียง 1.6% และกำไรบริษัทจดทะเบียนเติบโตแค่ 2.5-3% ความอ่อนแอนี้สะท้อนผ่านผลตอบแทนตลาดหุ้นไทยที่ Underperform ตลาดโลกต่อเนื่อง 2-3 ปี ในขณะที่ตลาดหุ้นโลกซื้อขายบน PE สูงถึง 19-20 เท่า ตลาดหุ้นไทยกลับซื้อขายที่ระดับต่ำกว่า ค่าเฉลี่ยระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ

    อย่างไรก็ตาม ความอ่อนแอด้านราคานี้เองที่เปิดมุมมองเชิงกลยุทธ์ สำหรับนักลงทุน หากสภาพแวดล้อมการลงทุนเปลี่ยนจาก Growth-led กลับมาให้ความสำคัญกับหุ้นคุณค่า “หุ้นปันผล” และหุ้นที่ราคายังตามไม่ทัน (Laggard)

    ดังนั้น “ตลาดหุ้นไทยยังมีความน่าสนใจ” โดยเฉพาะในภาวะที่อัตราปันผลของหุ้นไทยอยู่ในระดับ 3-5% สูงกว่าหลายประเทศที่ให้ผลตอบแทนเพียง 1-2%

    ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน ตั้งเป้า SET Index ปีนี้ไว้ที่ 1,375 จุด ภายใต้สมมติฐาน EPS 90.5 บาท และ PE 15.2 เท่า กลยุทธ์หลักคือการเลือกหุ้นที่มีปันผลสม่ำเสมอ กระแสเงินสดแข็งแรง และได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกจำกัด

    เช่น หุ้นที่ได้อานิสงส์จาก FDI การท่องเที่ยว และการบริโภคในประเทศที่มีฐานรายได้มั่นคง เช่น หุ้น AMATA ราคาเหมาะสมที่ 23.20 บาท,CPN  72.50 บาท, ERW3.28 บาท, KCE24.00 บาท,KTB 31.50 บาท

    “สรพล” ยังชี้ให้เห็นถึงภาพของ “เงินลงทุน” ที่พบว่าเริ่มเห็นการไหลของเงินทุนที่เริ่มหมุนออกจากกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ เข้าสู่ตลาดเอเชียมากขึ้น ทั้ง ไต้หวัน ญี่ปุ่น จีน และอาเซียน โดยเฉพาะ ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย ที่เริ่มให้ผลตอบแทนเป็นบวก

    สะท้อนว่าท่ามกลางความผันผวน นักลงทุนเริ่มมองหาตลาดที่ Valuation ไม่แพงและให้กระแสเงินสดสม่ำเสมอ
    อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงภายในประเทศยังเป็นปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวัง

    โดยเฉพาะการเติบโตที่ต่ำกว่าศักยภาพ หนี้ครัวเรือน และหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับ 65-66% ของ GDP หากยังขาดดุลงบประมาณต่อเนื่องโดยไม่มีวินัยทางการคลัง อาจนำไปสู่ความเสี่ยงด้าน Credit Rating ซึ่งจะกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุนในระยะกลาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1217506&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2v6TXvjtsFCYa1SK_8kxuX

  • ZoomIn: เทียบหมัดต่อหมัด! วัดพลังนโยบายเศรษฐกิจ 4 พรรคใหญ่ ใครจะพาประเทศไทยรอด? : อินโฟเควสท์

    ZoomIn: เทียบหมัดต่อหมัด! วัดพลังนโยบายเศรษฐกิจ 4 พรรคใหญ่ ใครจะพาประเทศไทยรอด? : อินโฟเควสท์

    ปัญหาเศรษฐกิจไทย ถือเป็นโจทย์ใหญ่ และโจทย์หินสุด ในการวัดฝีมือรัฐบาลชุดถัดไป ท่ามกลางภาวะหนี้ครัวเรือนไทยพุ่งสูง ค่าครองชีพดีดตัว และความเหลื่อมล้ำทางรายได้ที่กว้างขึ้นจนน่ากังวล

    นับถอยหลังสู่โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง เมื่ออนาคตและปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของคนไทย 66 ล้านคน กำลังจะอยู่ในกำมือของผู้นำรัฐบาลคนใหม่ “อินโฟเควสท์” พาไปส่องนโยบายเศรษฐกิจสำคัญของ 4 พรรคใหญ่ ประกอบด้วย พรรคประชาชน (ปชน.) พรรคเพื่อไทย (พท.) พรรคภูมิใจไทย (ภท.) และพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ใครกันที่จะล้างหนี้ให้เห็นผลได้จริง? ใครจะแก้ค่าไฟแพงให้อยู่หมัด? และ “สูตรเติมเงิน” ในกระเป๋าแบบไหน? ที่จะหล่อลื่นกำลังซื้อในประเทศ เพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าต่อได้

    กางนโยบายเศรษฐกิจ เทียบหมัดต่อหมัด 4 พรรคใหญ่

    1. มาตรการด้านพลังงาน

    • พรรคเพื่อไทย: ตั้งเป้าค่าไฟ 3.70 บาท ผ่านการเปิดเสรีโซลาร์ และจัดหา LNG ราคาถูก
    • พรรคภูมิใจไทย: ตั้งเป้าค่าไฟต่ำกว่า 3 บาท (สำหรับ 200 ยูนิตแรก) ผ่านโซลาร์เซลล์ชุมชน
    • พรรคประชาชน: เน้นการปฏิรูปตลาดไฟฟ้า ให้ประชาชนเลือกผู้ขายไฟได้เอง เพื่อทลายการผูกขาด
    • พรรคประชาธิปัตย์: ตั้งเป้าค่าไฟ 3.50 บาท ใช้ระบบ Smart Grid และส่งเสริมโซลาร์รูฟท็อป 5 ล้านหลังคาเรือน

    2. มาตรการลดค่าครองชีพ-กระตุ้นบริโภค

    • พรรคเพื่อไทย: นโยบาย “ยิ่งกว่าพลัส 70 : 30” รัฐจ่ายให้ 70% ประชาชนจ่ายเอง 30% โดยเติมเงินผ่านแอป “เป๋าตัง” ให้กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กลุ่มผู้ยื่นภาษี กลุ่มผู้ไม่ยื่นแบบภาษี และผู้มีสัญชาติไทย และมีอายุ 16 ปีขึ้นไป รถถึงนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย (8 สายหลัก) และรถเมล์ติดแอร์ 10 บาท
    • พรรคภูมิใจไทย: สานต่อ “คนละครึ่งพลัส”, ค่าเดินทางเหมาจ่ายจากการใช้บริการขนส่งสาธารณะ 40 บาทตลอดวัน
    • พรรคประชาชน: ผลักดัน “ตั๋วร่วม” 8-45 บาท ตลอดการเดินทางเชื่อมต่อรถเมล์ เรือ และรถไฟฟ้า
    • พรรคประชาธิปัตย์: รถไฟฟ้าและรถเมล์ ค่าโดยสารสูงสุด 30 บาทต่อเที่ยว และตั๋วเดือนราคา 990 บาท

    3. การเพิ่มรายได้-สวัสดิการประชาชน

    • พรรคเพื่อไทย: นโยบาย “คนไทยไร้จน” เติมรายได้ให้ถึงเส้นความยากจน 36,000 บาท/ปี และ “หวยเกษียณ” ใบละ 50 บาท เป็นเงินออมที่จะคืนให้ทั้งหมดเมื่ออายุครบ 60 ปี
    • พรรคภูมิใจไทย: บัตรสวัสดิการพลัส (บัตรคนจน) สำหรับผู้มีรายได้น้อยที่เข้าไม่ถึงสิทธิในก่อนหน้านี้
    • พรรคประชาชน: กำหนดสูตรค่าจ้างขั้นต่ำปรับขึ้นทุกปี ตามค่าครองชีพ และลดชั่วโมงทำงานเหลือ 40 ชั่วโมง/สัปดาห์ และมีคูปองพัฒนาทักษะแรงงาน 5,000-20,000 บาท
    • พรรคประชาธิปัตย์: “ลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา” สำหรับผู้มีเงินได้ต่ำกว่า 40,000 บาท/เดือน และ “ประกันรายได้แรงงาน” โดยรัฐจ่ายส่วนต่างค่าครองชีพตามพื้นที่จังหวัด โดยไม่เพิ่มภาระให้นายจ้าง

    4. นโยบายการแก้หนี้-ล้างหนี้

    • พรรคเพื่อไทย: เสนอมาตรการ “ล้างหนี้เสียประชาชน” หนี้ไม่มีหลักประกันต่ำกว่า 200,000 บาทค้างชำระเกิน 1 ปี ให้จ่ายเพียง 10% เพื่อปิดหนี้ นอกจากนี้ ยังมีนโยบาย “ล้างหนี้วัยเกษียณ” ผู้ที่อายุ 60 ปีขึ้นไป หนี้เสียไม่เกิน 100,000 บาท และโครงการ “ล้างหนี้นอกระบบ” ให้สถาบันการเงินรัฐปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำรายละ 50,000 บาทปิดหนี้นอกระบบ รวมถึงการ “พักหนี้เกษตรกร” ทั้งต้นและดอกเบี้ย 3 ปี สำหรับวงเงินไม่เกิน 500,000 บาท
    • พรรคภูมิใจไทย: สานต่อนโยบาย “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ตั้งกลไกบริหารหนี้เสียของรัฐ (AMC) ตั้งกองทุนจัดการหนี้เสีย (NPL) ที่เป็นปัญหาสะสม ให้ลูกหนี้มีโอกาสเริ่มต้นใหม่ พร้อม “พักหนี้ 3 ปี หยุดเงินต้น ปลอดดอกเบี้ย” พักชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย 3 ปี สำหรับลูกหนี้รายย่อยในระบบ
    • พรรคประชาชน: เสนอแก้หนี้เสียด้วย “คูปองแก้หนี้” เพื่อลดดอกเบี้ยและเงินต้น พร้อมค้ำประกันสินเชื่อใหม่ ส่วนในภาคเกษตรกรรมมีนโยบาย “อายุ 70 ปลดหนี้ทันที” และลดหนี้ 20% เมื่อเกษตรกรลงทุนในระบบน้ำหรือปลูกป่า พร้อมคืนดอกเบี้ย 10% ให้แก่ผู้ที่มีประวัติการจ่ายดี
    • พรรคประชาธิปัตย์: เน้นการ “หยุดดอกเบี้ย-พักหนี้กลุ่มเปราะบาง” นาน 3 ปี โดยเงินที่รัฐจ่ายแทนจะถูกนำไปหักเงินต้น และปฏิรูประบบสินเชื่อด้วย “Credit Scoring” ที่วิเคราะห์จากพฤติกรรมทางเศรษฐกิจและการจ่ายค่าน้ำไฟแทนประวัติหนี้เดิม เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำได้ง่ายขึ้น

    5. สนับสนุนภาคธุรกิจ-SMEs

    • พรรคเพื่อไทย: ผลักดันมาตรการ “SME First KPI” กำหนดให้หน่วยงานรัฐจัดซื้อจัดจ้างจาก SME ไทยไม่น้อยกว่า 30% และให้แต้มต่อด้านราคาในการประมูล e-bidding
    • พรรคภูมิใจไทย: ชูนโยบาย “เมดอินไทยแลนด์ SMEs พลัส” สนับสนุนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และสร้างความเป็นธรรมด้านค่า GP เสริม Business Matching
    • พรรคประชาชน: ใช้ระบบ “หวยใบเสร็จ” กระตุ้นยอดขาย SMEs โดยผู้ซื้อสะสมครบ 500 บาทได้รับหวย 1 ใบ และร้านค้าได้รับหวย 1 ใบต่อยอดขาย 5,000 บาท พร้อมปฏิรูปภาษีขยายเพดาน VAT เป็น 3.6 ล้านบาท/ปี และเพิ่มอัตราหักค่าใช้จ่ายเหมาเป็นสูงสุด 90%
    • พรรคประชาธิปัตย์: นำเสนอ “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยรุ่งเรือง” กำหนดสัดส่วนสินค้าไทยในงบรัฐไม่น้อยกว่า 60% และใช้ระบบ “Super Licensing” ใบอนุญาตเดียวจบเพื่อลดขั้นตอนธุรกิจ รวมถึงใช้ “RWA Tokenization” เพื่อช่วยให้ SMEs เข้าถึงแหล่งทุนผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล

    6. นโยบายภาคเกษตร

    • พรรคเพื่อไทย: “ประกันกำไรสินค้าเกษตร 30%” (ข้าว, มันสำปะหลัง, ยาง, ข้าวโพด) ขั้นต่ำ 30% ทันทีในปีแรก เพื่อให้เกษตรกรไม่ขาดทุน
    • พรรคภูมิใจไทย: นำเสนอระบบ “บาร์เตอร์เทรด” (Barter Trading) โดยใช้สินค้าเกษตรแลกเปลี่ยนกับการจัดซื้อสินค้าจากต่างประเทศเพื่อพยุงราคาพืชผล
    • พรรคประชาธิปัตย์: นโยบาย “ประกันรายได้” พืช 5 ชนิด โดยโอนเงินส่วนต่างเข้าบัญชีโดยตรงภายใน 7 วัน
    • พรรคประชาชน: นโยบายบริหารจัดการ “กองทุนแก้ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำตามช่วงฤดูกาล” เพิ่มงบกองทุนหมุนเวียน 10,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อเข้าซื้อและดูดซับผลผลิตส่วนเกินก่อนราคาดิ่งลง ช่วยพยุงราคาพืชผลให้มีเสถียรภาพ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (21 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/562972&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1NjpgrsWyWECC-kSngY2u-

  • เราสามารถคาดหวัง การพลิกโฉมประเทศ จากนโยบายเลือกตั้ง 69 ได้แค่ไหน?

    เราสามารถคาดหวัง การพลิกโฉมประเทศ จากนโยบายเลือกตั้ง 69 ได้แค่ไหน?

    Loading…

    เราสามารถคาดหวัง การพลิกโฉมประเทศ จากนโยบายเลือกตั้ง 69 ได้แค่ไหน?

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/government-264&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3umvK3ZR7IegSlQCQ4dhzr

  • เวิลด์แบงก์ ปรับเพิ่มจีดีพีไทยปี 69 โต 1.8%   แต่ยังรั้งท้ายอาเซียนเวียดนามแชมป์โต6.3%

    เวิลด์แบงก์ ปรับเพิ่มจีดีพีไทยปี 69 โต 1.8% แต่ยังรั้งท้ายอาเซียนเวียดนามแชมป์โต6.3%

    ทั่วโลกกำลังเผชิญทศวรรษแห่งความตกต่ำกว่าที่ควร ซ้ำยังมีแรงกระแทกซ้ำแล้วซ้ำอีกกระหน่ำทำให้เศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกอยู่ในอาการเมาหมัด ตั้งแต่ความตึงเครียดทางการค้าไปจนถึงความไม่แน่นอนด้านนโยบายเศรษฐกิจโลก

     การเติบโตที่ชะลอลงจำกัดการสร้างงาน โดยเฉพาะในช่วงที่คนหนุ่มสาวกว่า 1.2 พันล้านคน จะเข้าสู่ตลาดแรงงานในประเทศกำลังพัฒนาการเติบโตที่ไม่สูงมาก ทำให้การลดความยากจนและการลดช่องว่างของรายได้ทำได้ยากขึ้น  ขณะเดียวกันหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูงทำให้หลายประเทศมีความเสี่ยงต่อวิกฤตในอนาคตมากขึ้น

          ความท้าทายต่อจากนี้ ไม่ใช่แค่การรับมือกับและแก้ปัญหาแต่ต้องทำให้เศรษฐกิจเติบโต เพิ่มผลิตภาพ สร้างงานและกระจายโอกาสควบคู่กันไปด้วย แม้ว่า ปี 2568 ที่ผ่านมาการกักตุนสินค้าเพื่อลดผลกระทบจากอัตราภาษีสหรัฐ ความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสูง และการใช้จ่ายด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่พุ่งสูงขึ้นได้ช่วยสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้มีแรงขับเคลื่อนมากขึ้น รวมถึงห่วงโซ่อุปทานที่ปรับตัวเข้ากับอุปสรรคทางการค้าที่เพิ่มขึ้น แต่นั่นดูเหมือนว่าจะยังไม่เพียงพอสำหรับปี 2569 

    จีพีดีไทยผงกหัวแต่ยังรั้งท้ายอาเซียน

           เมื่อเร็วๆนี้ ธนาคารโลก หรือ World Bank  ได้เผยแพร่รายงาน  Global Economic Prospects สาระส่วนหนึ่งระบุไว้ว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวได้ 1.8% ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มจากประมาณการเดิมที่ทำไว้เมื่อ มิ.ย. 2568 ถึง 0.1 จุดเปอร์เซ็นต์ และคาดว่าปี 2570 จีดีพีไทยจะขยายตัวเพิ่มได้2.5%  ส่วนจีดีพีปีที่ผ่านมา คาดว่าจะขยายตัวได้1.0% 

    แม้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยจะดูเหมือนดีคิดกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่พบว่า อัตราขยายตัวเศรษฐกิจไทยยังต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียน โดย ปี 2569 คาดว่า เวียดนามจะขยายตัว 6.3% ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดของภูมิภาค ตามมาด้วย ฟิลิปปินส์ 5.3% อินโดนีเซีย 5% กัมพูชา4.3% ซึ่งเป็นคาดการณ์ที่ลดลงมาจากคาดการณ์ครั้งก่อน ถึง 0.2 จุดเปอร์เซ็นต์ ตามมาด้วย มาเลเซีย 4.1% สปป.ลาว 4.0% เมียนมา 3.0% และไทยลำดับสุดท้าย

    ทั้งนี้รายงานระบุว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก  ต้องเผชิญกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงจากปีที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนจากการลดลงของการลงทุนล่วงหน้า แม้จะพบการเติบโตของการลงทุนที่แข็งแกร่งขึ้นในบางประเทศเนื่องจากการสนับสนุนนโยบายภายในประเทศ การเติบโตใน

    ปีนี้ของจริงผลกระทบภาษีทรัมป์

          โดยอินโดนีเซียคาดว่าจะได้รับการสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นทางการคลังและการลงทุนที่นำโดยรัฐ ในฟิลิปปินส์ การปฏิรูปโครงสร้างที่วางแผนไว้มีแนวโน้มที่จะกระตุ้นการลงทุนและผลิตภาพ แต่ยังมีความกังวลเกี่ยวกับธรรมาภิบาลอยู่ ในประเทศไทยและเวียดนาม ปีนี้จะต้องเผชิญกับผลกระทบที่ล่าช้าของภาษีที่สูงขึ้นคาดว่าจะทำให้กิจกรรมและการส่งออกจะลดลงแต่การฟื้นตัวของการค้าโลกและการลงทุนจะนำไปสู่การฟื้นตัวในปี 2570 

            คาดว่าอุปสรรคทางการค้าที่สูงขึ้นและการลดลงของการส่งออกล่วงหน้าในอดีตจะทำให้การเติบโตของการส่งออกชะลอตัวลงทั่วทั้งภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจะน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของการส่งออกของจีนไปยังตลาดนอกสหรัฐ และความต้องการเซมิคอนดักเตอร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งน่าจะสนับสนุนการส่งออกในหลายๆ ประเทศในกลุ่ม ภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก 

    ภาษีทรัมป์ทำการค้า-ผลิตเบี่ยงเบน

    แม้แนวโน้มการค้าก็ขึ้นอยู่กับการพัฒนาในอนาคตที่เกี่ยวข้องกับภาษีศุลกากรและการเข้าถึงตลาด ข้อตกลงการค้าทวิภาคีกับสหรัฐอาจกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการค้าในภูมิภาค ซึ่งขึ้นอยู่กับอัตราภาษีศุลกากรที่แตกต่างกันระหว่างประเทศและภาคส่วนต่างๆ แต่การเบี่ยงเบนทางการค้าและการย้ายฐานการผลิต ดังที่สังเกตได้หลังจากการเพิ่มภาษีศุลกากรของสหรัฐในปี 2561  อาจนำไปสู่การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่ และทำให้บางประเทศได้รับประโยชน์จากการพัฒนาการส่งออก รวมถึงการสร้างงาน 

         ในส่วนผลกระทบของกำแพงการค้าที่สูงขึ้นต่ออัตราเงินเฟ้อยังคงคลุมเครือ เพราะการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานที่เกิดจากภาษีศุลกากรอาจนำไปสู่ความไม่มีประสิทธิภาพในการผลิตและต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น ส่งผลให้ราคาสินค้าสูงขึ้นและนำไปสู่เงินเฟ้อ ในทางกลับกัน การเปลี่ยนเส้นทางการค้าและการเบี่ยงเบนการส่งออกไปยังประเทศที่มีภาษีศุลกากรต่ำกว่าอาจสร้างแรงกดดันด้านภาวะเงินฝืดในตลาดเหล่านั้น ดังนั้น ธนาคารกลางของประเทศภูมิภาคนี้ได้เตรียมความพร้อมที่จะตอบสนองต่อสภาวะภายในประเทศของตนไว้แล้ว หลังจากที่อัตราเงินเฟ้อที่ลดลงเมื่อเร็ว ๆ นี้

    ภาวะทางการเงินโลกตึงตัว-หนี้หลอน

    อย่างไรก็ตาม รายงานได้ระบุถึงความเสี่ยงทางเศรษฐกิจของภูมิภาคนี้ไว้ว่า มีแนวโน้มไปทางด้านลบเสียมากกว่า เพราะความเป็นไปได้ที่จะมีการเพิ่มข้อจำกัดทางการค้าและความไม่แน่นอนด้านนโยบายต่างๆอีกจึงก่อให้เกิดความเสี่ยงอย่างมากต่อการเติบโตของประเทศต่างๆในภูมิภาค ส่วนความเสี่ยงด้านลบอื่นๆ ได้แก่ สภาวะทางการเงินโลกที่ตึงตัวขึ้น

    โดยความตึงเครียดในตลาดการเงินโลกอาจส่งผลกระทบต่อภูมิภาคผ่านช่องทางการเงิน รวมถึงการไหลออกของเงินทุน การลดลงของตลาดหุ้น และต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น ผลกระทบเหล่านี้จะส่งผลเสียต่อการเติบโตเศรษฐกิจที่มี ขณะเดียวกันระดับหนี้สูง และการลดลงของการเติบโตทั่วโลกที่เกี่ยวข้องกับเงื่อนไขทางการเงินที่เข้มงวดขึ้นจะยิ่งทำให้กิจกรรมในภูมิภาคชะลอตัวลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งออก

    นอกจากนี้ยังมีปัจจัยความต้องการภายในประเทศในจีนอาจอ่อนตัวลงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากปัญหายืดเยื้อในภาคอสังหาริมทรัพย์ และหนี้สินที่เพิ่มขึ้นจะจำกัดพื้นที่ทางการคลังในระดับรัฐบาลท้องถิ่น ซึ่งจะส่งผลต่อเศรษฐกิจอื่นๆ ในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางการค้าและการท่องเที่ยว 

    เอกชนรับตัวรับความท้าทายทำศก.ยังโตได้

    “ยังต้องนับเรื่อง ความไม่แน่นอนทางการเมืองและความไม่สงบทางสังคมในประเทศเศรษฐกิจสำคัญๆ อาจทำให้การเติบโตของภูมิภาคชะลอตัวลงได้ โดยทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้บริโภคลดลง รวมถึงขัดขวางการท่องเที่ยวด้วย”

    รายงานยังพูดถึง ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ขึ้นได้คร่าชีวิตผู้คนและก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เช่น แผ่นดินไหวในเมียนมาร์เมื่อเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา

    อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปัจจัยลบจากการเติบโตที่ช้ากว่าที่คาดไว้ในจีน ความไม่แน่นอนทางการเมืองและความไม่สงบทางสังคมในบางประเทศ และภัยพิบัติทางธรรมชาติจะยังมีอยู่แต่อีกทางหนึ่งก็พบปัจจัยในเชิงบวกที่ว่า ภาคเอกชนสามารถปรับตัวกับอุปสรรคทางการค้าที่สูงขึ้นได้ รวมไปถึงการ ขยายตัวของการลงทุนและการส่งออกที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งอาจนำไปสู่โอกาสการเติบโตที่สูงขึ้นในภูมิภาค 

    เวิลด์แบงก์ ปรับเพิ่มจีดีพีไทยปี 69 โต 1.8%   แต่ยังรั้งท้ายอาเซียนเวียดนามแชมป์โต6.3%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1217490&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bC5lFsXIocaWJgJ2bfxIU

  • ชวนส่องภารกิจส่งเสริมความรู้ (ทางการเงิน) ของแบงก์ชาติกัน

    เพิ่งผ่านวันเด็กกันมานะคะ วัยเด็กเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข ความหวัง ความเติบโต  แต่ยังมีเด็กอีกจำนวนไม่น้อยที่ขาดโอกาสด้านการเรียนรู้ หรือ เด็กบางส่วนเติบโตมาอย่างเปราะบาง กลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีหนี้ท่วมเพราะขาดความรู้ในการจัดการเงิน

    rn

     

    rn

    แบงก์ชาติตระหนักถึงการให้โอกาสทางการศึกษาแก่เด็กที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ จึงได้ก่อตั้ง มูลนิธิ 50 ปี ธปท. เมื่อปี 2535 โดยได้รับการสนับสนุนจาก ธปท. ผู้บริหาร พนักงาน และ ผู้มีจิตศรัทธา บริจาคเงิน เพื่อมอบแก่เด็กยากจน ให้สามารถเรียนจบในหลากหลายสาขาอาชีพมากว่า 30 ปี ค่ะ

    rn”}}” id=”start-of-article”>

    เพิ่งผ่านวันเด็กกันมานะคะ วัยเด็กเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข ความหวัง ความเติบโต  แต่ยังมีเด็กอีกจำนวนไม่น้อยที่ขาดโอกาสด้านการเรียนรู้ หรือ เด็กบางส่วนเติบโตมาอย่างเปราะบาง กลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีหนี้ท่วมเพราะขาดความรู้ในการจัดการเงิน

    แบงก์ชาติตระหนักถึงการให้โอกาสทางการศึกษาแก่เด็กที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ จึงได้ก่อตั้ง มูลนิธิ 50 ปี ธปท. เมื่อปี 2535 โดยได้รับการสนับสนุนจาก ธปท. ผู้บริหาร พนักงาน และ ผู้มีจิตศรัทธา บริจาคเงิน เพื่อมอบแก่เด็กยากจน ให้สามารถเรียนจบในหลากหลายสาขาอาชีพมากว่า 30 ปี ค่ะ

    ปัจจุบัน มูลนิธิ 50 ปี ธปท. เป็นหนึ่งในภาคี “All for Education” ร่วมมือกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ กสศ. โดยมูลนิธิ 50 ปี ธปท. ให้ทุนแก่เด็กยากจนผ่านโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง เพื่อให้นักเรียนกลุ่มนี้รอดพ้นจากการเป็นแรงงานทักษะต่ำ แต่เติบโตเป็นกลุ่มวัยทำงานในสาขาขาดแคลน ทั้งดิจิทัล เทคโนโลยี และรองรับสังคมสูงวัย ตอบโจทย์เศรษฐกิจของประเทศ

    rn

     

    rn

    นอกจากการพัฒนาทุนมนุษย์ผ่านโอกาสทางการศึกษาแล้ว แบงก์ชาติเองมีบทบาทหลักในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ แต่ปัจจุบันปัญหาหลักของประเทศ คือ ปัญหาเชิงโครงสร้าง “2 ต่ำ 1 สูง” ผลิตภาพต่ำ ภูมิคุ้มกันต่ำ เหลื่อมล้ำสูง ซึ่งผู้ว่าการ ธปท. คุณวิทัย รัตนากร ได้ให้ความเห็นไว้ว่า ในยุคนี้ แบงก์ชาติจะขยายบทบาท จากเดิมที่เน้นดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ มาเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้วย ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน “ลงมือช่วยกันทำ”

    rn

     

    rn

    ในช่วง 2 เดือนนี้ แบงก์ชาติได้ออกมาตรการเฉพาะจุด 2 โครงการ ซึ่งเปรียบเสมือนการต่อจิ๊กซอว์ เพื่อบรรลุภาพใหญ่ในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ตามที่ผู้เขียนเล่าให้ฟังฉบับก่อน คือ โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้คนตัวเล็ก ที่เหลือภาระหนี้ NPL ไม่สูง ให้กลับมาชำระหนี้ได้ มีประวัติชำระหนี้ที่ดีขึ้น และ มีโอกาสกลับมาเข้าถึงสินเชื่อในระบบ โดยท่านที่สนใจ อย่าลืมรีบลงทะเบียนกันนะคะ และ โครงการ “SMEs Credit Boost” ที่เป็นกลไกค้ำประกันความเสี่ยงสำหรับ “สินเชื่อใหม่”  ที่ ธพ. ปล่อยให้ธุรกิจกลุ่มเป้าหมาย

    rn

     

    rn

    นอกจากการให้โอกาสคนตัวเล็ก ผ่านมาตรการเฉพาะจุด และ การให้โอกาสเด็กยากจนผ่านมูลนิธิ 50 ปี ธปท. เพื่อ “พัฒนาคนให้เก่งขึ้นด้านทักษะอาชีพ” อันจะนำมาซึ่งการเพิ่มรายได้ของคน และ ผลิตภาพของประเทศ แล้ว ยังมีอีกมาตรการหนึ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน เพื่อ “พัฒนาคนให้เก่งขึ้นด้านการใช้ชีวิตเป็น” ตามที่ผู้ว่าฯ วิทัยเคยกล่าวถึงในงาน Governor Connect คือ การให้ความรู้ทางการเงิน (Financial literacy) ทั้งการออมและการใช้เงินเป็นด้วย

    rn

     

    rn

    เรียนเก่ง ทำงานเก่ง แต่บริหารเงินไม่เป็น ก็หมดตัว เป็นหนี้ได้นะคะ !!! ความรู้ทางการเงิน จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ควรส่งเสริมค่ะ

    rn

     

    rn

    ภารกิจงานด้านส่งเสริมความรู้ทางการเงินที่แบงก์ชาติดำเนินการ มีอะไรบ้าง ไปดูกันค่ะ

    rn

     

    rn

    (1) “Fin. ดี” series: เริ่มจากโครงการ “Fin. ดี We Can Do!!!” ในปี 2561 โดยแบงก์ชาติร่วมกับ สนง.คณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ส่งเสริมความรู้ทางการเงินแก่กลุ่มเยาวชนอาชีวศึกษา รวมถึงสร้างแกนนำจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อให้เกิดเครือข่ายที่ยั่งยืน และมีพฤติกรรมการออมที่ดีขึ้น จากนั้นในปีต่อมา แบงก์ชาติมีโครงการ “Fin.ดี Happy Life!!!” โดยเข้าไปช่วยปรับพฤติกรรมและสร้างทักษะทางการเงินแก่กลุ่มคนวัยทำงาน โดยเฉพาะกลุ่ม “สาวโรงงาน” ซึ่งท่านที่สนใจสามารถติดตามอ่านได้ในพระสยาม BOT Magazine ฉบับ 26 ก.ย. 2567 ค่ะ

    rn

     

    rn

    (2) “สตางค์ Story” คลังข้อมูลออนไลน์: เพื่อให้ความรู้ทางการเงินแก่ผู้คนทุกช่วงวัย ทุกสาขาอาชีพ แบงก์ชาติจึงได้สร้าง “สตางค์ Story” (https://www.bot.or.th/th/satang-story.html) ใน web site แบงก์ชาติ เป็นแหล่งรวมความรู้ทางการเงิน ในหลายเรื่องราว ทั้งการวางแผนทางการเงิน การพิชิตหนี้ในที่เดียวที่รวมความรู้ทั้งก่อนเป็นหนี้และการจัดการหนี้  การรู้เท่าทันภัยทางการเงิน  และ การรวมเรื่องน่ารู้สำหรับผู้ใช้บริการทางการเงินให้ไม่เสียสิทธิ โดยมีเครื่องมือทางด้านการเงิน (Financial Tools) ซึ่งมีโปรแกรมคำนวณและเปรียบเทียบที่น่าสนใจ เช่น เรื่องเงินกู้ ว่าต้องผ่อนเดือนละเท่าไร ผ่อนนานเพียงใด เรื่องเงินออม ว่าอยากมีเงินเก็บเท่านี้ ต้องออมเท่าไร นานกี่ปี รวมทั้ง ยังมีการเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์และค่าธรรมเนียมต่างๆ ด้วยค่ะ 

    rn”}}” id=”text-b2dc88063a”>

    ปัจจุบัน มูลนิธิ 50 ปี ธปท. เป็นหนึ่งในภาคี “All for Education” ร่วมมือกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ กสศ. โดยมูลนิธิ 50 ปี ธปท. ให้ทุนแก่เด็กยากจนผ่านโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง เพื่อให้นักเรียนกลุ่มนี้รอดพ้นจากการเป็นแรงงานทักษะต่ำ แต่เติบโตเป็นกลุ่มวัยทำงานในสาขาขาดแคลน ทั้งดิจิทัล เทคโนโลยี และรองรับสังคมสูงวัย ตอบโจทย์เศรษฐกิจของประเทศ

    นอกจากการพัฒนาทุนมนุษย์ผ่านโอกาสทางการศึกษาแล้ว แบงก์ชาติเองมีบทบาทหลักในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ แต่ปัจจุบันปัญหาหลักของประเทศ คือ ปัญหาเชิงโครงสร้าง “2 ต่ำ 1 สูง” ผลิตภาพต่ำ ภูมิคุ้มกันต่ำ เหลื่อมล้ำสูง ซึ่งผู้ว่าการ ธปท. คุณวิทัย รัตนากร ได้ให้ความเห็นไว้ว่า ในยุคนี้ แบงก์ชาติจะขยายบทบาท จากเดิมที่เน้นดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ มาเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้วย ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน “ลงมือช่วยกันทำ”

    ในช่วง 2 เดือนนี้ แบงก์ชาติได้ออกมาตรการเฉพาะจุด 2 โครงการ ซึ่งเปรียบเสมือนการต่อจิ๊กซอว์ เพื่อบรรลุภาพใหญ่ในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ตามที่ผู้เขียนเล่าให้ฟังฉบับก่อน คือ โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้คนตัวเล็ก ที่เหลือภาระหนี้ NPL ไม่สูง ให้กลับมาชำระหนี้ได้ มีประวัติชำระหนี้ที่ดีขึ้น และ มีโอกาสกลับมาเข้าถึงสินเชื่อในระบบ โดยท่านที่สนใจ อย่าลืมรีบลงทะเบียนกันนะคะ และ โครงการ “SMEs Credit Boost” ที่เป็นกลไกค้ำประกันความเสี่ยงสำหรับ “สินเชื่อใหม่”  ที่ ธพ. ปล่อยให้ธุรกิจกลุ่มเป้าหมาย

    นอกจากการให้โอกาสคนตัวเล็ก ผ่านมาตรการเฉพาะจุด และ การให้โอกาสเด็กยากจนผ่านมูลนิธิ 50 ปี ธปท. เพื่อ “พัฒนาคนให้เก่งขึ้นด้านทักษะอาชีพ” อันจะนำมาซึ่งการเพิ่มรายได้ของคน และ ผลิตภาพของประเทศ แล้ว ยังมีอีกมาตรการหนึ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน เพื่อ “พัฒนาคนให้เก่งขึ้นด้านการใช้ชีวิตเป็น” ตามที่ผู้ว่าฯ วิทัยเคยกล่าวถึงในงาน Governor Connect คือ การให้ความรู้ทางการเงิน (Financial literacy) ทั้งการออมและการใช้เงินเป็นด้วย

    เรียนเก่ง ทำงานเก่ง แต่บริหารเงินไม่เป็น ก็หมดตัว เป็นหนี้ได้นะคะ !!! ความรู้ทางการเงิน จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ควรส่งเสริมค่ะ

    ภารกิจงานด้านส่งเสริมความรู้ทางการเงินที่แบงก์ชาติดำเนินการ มีอะไรบ้าง ไปดูกันค่ะ

    (1) “Fin. ดี” series: เริ่มจากโครงการ “Fin. ดี We Can Do!!!” ในปี 2561 โดยแบงก์ชาติร่วมกับ สนง.คณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ส่งเสริมความรู้ทางการเงินแก่กลุ่มเยาวชนอาชีวศึกษา รวมถึงสร้างแกนนำจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อให้เกิดเครือข่ายที่ยั่งยืน และมีพฤติกรรมการออมที่ดีขึ้น จากนั้นในปีต่อมา แบงก์ชาติมีโครงการ “Fin.ดี Happy Life!!!” โดยเข้าไปช่วยปรับพฤติกรรมและสร้างทักษะทางการเงินแก่กลุ่มคนวัยทำงาน โดยเฉพาะกลุ่ม “สาวโรงงาน” ซึ่งท่านที่สนใจสามารถติดตามอ่านได้ในพระสยาม BOT Magazine ฉบับ 26 ก.ย. 2567 ค่ะ

    (2) “สตางค์ Story” คลังข้อมูลออนไลน์: เพื่อให้ความรู้ทางการเงินแก่ผู้คนทุกช่วงวัย ทุกสาขาอาชีพ แบงก์ชาติจึงได้สร้าง “สตางค์ Story” (https://www.bot.or.th/th/satang-story.html) ใน web site แบงก์ชาติ เป็นแหล่งรวมความรู้ทางการเงิน ในหลายเรื่องราว ทั้งการวางแผนทางการเงิน การพิชิตหนี้ในที่เดียวที่รวมความรู้ทั้งก่อนเป็นหนี้และการจัดการหนี้  การรู้เท่าทันภัยทางการเงิน  และ การรวมเรื่องน่ารู้สำหรับผู้ใช้บริการทางการเงินให้ไม่เสียสิทธิ โดยมีเครื่องมือทางด้านการเงิน (Financial Tools) ซึ่งมีโปรแกรมคำนวณและเปรียบเทียบที่น่าสนใจ เช่น เรื่องเงินกู้ ว่าต้องผ่อนเดือนละเท่าไร ผ่อนนานเพียงใด เรื่องเงินออม ว่าอยากมีเงินเก็บเท่านี้ ต้องออมเท่าไร นานกี่ปี รวมทั้ง ยังมีการเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์และค่าธรรมเนียมต่างๆ ด้วยค่ะ 

    (3) Train the trainers: เพื่อให้เกิดการขยายความรู้ทางการเงินในวงกว้าง แบงก์ชาติมีโครงการ “ครูสตางค์” เพื่อสร้างครูต้นแบบด้านการเรียนการสอนเรื่องการเงิน ที่ไม่เพียงแค่สอนให้เข้าใจง่าย สนุก แต่ยังช่วยปลูกฝังนิสัยทางการเงินที่ดีแก่เด็กๆ อย่างยั่งยืนด้วย และยังมีโครงการ “หมอหนี้เพื่อประชาชน” เพื่อให้คำปรึกษากับลูกหนี้ อีกทั้งยังมีแนวทางเพื่อสร้างหมอหนี้ให้มากขึ้น โดยเฉพาะสำนักงานภาคต่างๆ ของแบงก์ชาติที่ส่งต่อความรู้สู่ชุมชนและหน่วยงานต่างๆ เพื่อขยายเครือข่ายหมอหนี้ให้เข้าถึงผู้คนในวงกว้าง นอกจากนี้ มีโครงการ “Responsible employer” เพื่อส่งเสริมสุขภาพการเงินที่ดีในที่ทำงาน โดยนายจ้างสามารถยื่นมือช่วยเหลือพนักงานของตนเอง ผ่านการเพิ่มความรู้ เสริมสร้างทัศนคติและพฤติกรรมทางการเงินที่เหมาะสม โดยแบงก์ชาติได้รวบรวมแหล่งความรู้สำหรับคนวัยทำงาน ไว้ใน“สตางค์ Story” เช่นกันค่ะ

    rn

     

    rn

    (4) การสร้างหลักสูตรเพื่อการเรียนรู้ทางการเงิน ผ่านระบบการศึกษาที่ยั่งยืน (Financial literacy competency): เป็นการวางฐานรากที่แข็งแรงด้านความรู้ทางการเงิน (Financial foundation) โดยแบงค์ชาติร่วมกับหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ สศค. ก.ล.ต. ตลท. และ คปภ. เพื่อ (1) พัฒนากรอบสมรรถนะทางการเงินสำหรับภาคการศึกษา เพื่อเป็นแนวทางกำหนดการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมแก่นักเรียนแต่ละระดับชั้นการศึกษา (2) กำหนดเนื้อหาความรู้ทางการเงินที่จำเป็นและสำคัญ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาหลักสูตร เครื่องมือ และสื่อการสอนต่าง ๆ และ (3) ผลักดันให้เกิดเครือข่ายครูแกนนำที่เข้มแข็ง เพื่อยกระดับและส่งต่อความรู้ทางการเงินภายในสถานศึกษาได้ในวงกว้างและยั่งยืน

    rn

     

    rn

    แบงค์ชาติได้รวบรวมสื่อการสอนความรู้ทางการเงินตามกรอบสมรรถนะทางการเงินเพื่อการศึกษาและการเรียนรู้ คุณครู/อาจารย์ที่สนใจการสร้างห้องเรียนการเงินแบบกำหนดเป็นรายวิชาเฉพาะ หรือกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน สามารถเยี่ยมชม “สตางค์ Story” ใน web site แบงก์ชาติได้ค่ะ

    rn

     

    rn

    มาร่วมกันส่งเสริมความรู้ทางการเงิน “All for financial literacy (FL)”  เพื่อสนับสนุนพฤติกรรมทางการเงินที่ดี ตอบโจทย์การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศอย่างยั่งยืนกันนะคะ  

    rn”}}” id=”text-86b45f4ca4″>

    (3) Train the trainers: เพื่อให้เกิดการขยายความรู้ทางการเงินในวงกว้าง แบงก์ชาติมีโครงการ “ครูสตางค์” เพื่อสร้างครูต้นแบบด้านการเรียนการสอนเรื่องการเงิน ที่ไม่เพียงแค่สอนให้เข้าใจง่าย สนุก แต่ยังช่วยปลูกฝังนิสัยทางการเงินที่ดีแก่เด็กๆ อย่างยั่งยืนด้วย และยังมีโครงการ “หมอหนี้เพื่อประชาชน” เพื่อให้คำปรึกษากับลูกหนี้ อีกทั้งยังมีแนวทางเพื่อสร้างหมอหนี้ให้มากขึ้น โดยเฉพาะสำนักงานภาคต่างๆ ของแบงก์ชาติที่ส่งต่อความรู้สู่ชุมชนและหน่วยงานต่างๆ เพื่อขยายเครือข่ายหมอหนี้ให้เข้าถึงผู้คนในวงกว้าง นอกจากนี้ มีโครงการ “Responsible employer” เพื่อส่งเสริมสุขภาพการเงินที่ดีในที่ทำงาน โดยนายจ้างสามารถยื่นมือช่วยเหลือพนักงานของตนเอง ผ่านการเพิ่มความรู้ เสริมสร้างทัศนคติและพฤติกรรมทางการเงินที่เหมาะสม โดยแบงก์ชาติได้รวบรวมแหล่งความรู้สำหรับคนวัยทำงาน ไว้ใน“สตางค์ Story” เช่นกันค่ะ

    (4) การสร้างหลักสูตรเพื่อการเรียนรู้ทางการเงิน ผ่านระบบการศึกษาที่ยั่งยืน (Financial literacy competency): เป็นการวางฐานรากที่แข็งแรงด้านความรู้ทางการเงิน (Financial foundation) โดยแบงค์ชาติร่วมกับหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ สศค. ก.ล.ต. ตลท. และ คปภ. เพื่อ (1) พัฒนากรอบสมรรถนะทางการเงินสำหรับภาคการศึกษา เพื่อเป็นแนวทางกำหนดการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมแก่นักเรียนแต่ละระดับชั้นการศึกษา (2) กำหนดเนื้อหาความรู้ทางการเงินที่จำเป็นและสำคัญ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาหลักสูตร เครื่องมือ และสื่อการสอนต่าง ๆ และ (3) ผลักดันให้เกิดเครือข่ายครูแกนนำที่เข้มแข็ง เพื่อยกระดับและส่งต่อความรู้ทางการเงินภายในสถานศึกษาได้ในวงกว้างและยั่งยืน

    แบงค์ชาติได้รวบรวมสื่อการสอนความรู้ทางการเงินตามกรอบสมรรถนะทางการเงินเพื่อการศึกษาและการเรียนรู้ คุณครู/อาจารย์ที่สนใจการสร้างห้องเรียนการเงินแบบกำหนดเป็นรายวิชาเฉพาะ หรือกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน สามารถเยี่ยมชม “สตางค์ Story” ใน web site แบงก์ชาติได้ค่ะ

    มาร่วมกันส่งเสริมความรู้ทางการเงิน “All for financial literacy (FL)”  เพื่อสนับสนุนพฤติกรรมทางการเงินที่ดี ตอบโจทย์การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศอย่างยั่งยืนกันนะคะ  

     

    rn

    ** บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่สังกัด **

    rn”}}” id=”disclaimer”>

    ** บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่สังกัด **

    ผู้เขียน

    pornpen photo

    ดร.พรเพ็ญ สดศรีชัย

    ธนาคารแห่งประเทศไทย
    คอลัมน์ “แจงสี่เบี้ย”
    ฉบับวันที่ 20 มกราคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/articles-and-publications/articles/article-20260120.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08f2MbWoCf9IIlGTJWNbpo

  • ชวนส่องภารกิจส่งเสริมความรู้ (ทางการเงิน) ของแบงก์ชาติกัน

    เพิ่งผ่านวันเด็กกันมานะคะ วัยเด็กเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข ความหวัง ความเติบโต  แต่ยังมีเด็กอีกจำนวนไม่น้อยที่ขาดโอกาสด้านการเรียนรู้ หรือ เด็กบางส่วนเติบโตมาอย่างเปราะบาง กลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีหนี้ท่วมเพราะขาดความรู้ในการจัดการเงิน

    rn

     

    rn

    แบงก์ชาติตระหนักถึงการให้โอกาสทางการศึกษาแก่เด็กที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ จึงได้ก่อตั้ง มูลนิธิ 50 ปี ธปท. เมื่อปี 2535 โดยได้รับการสนับสนุนจาก ธปท. ผู้บริหาร พนักงาน และ ผู้มีจิตศรัทธา บริจาคเงิน เพื่อมอบแก่เด็กยากจน ให้สามารถเรียนจบในหลากหลายสาขาอาชีพมากว่า 30 ปี ค่ะ

    rn”}}” id=”start-of-article”>

    เพิ่งผ่านวันเด็กกันมานะคะ วัยเด็กเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข ความหวัง ความเติบโต  แต่ยังมีเด็กอีกจำนวนไม่น้อยที่ขาดโอกาสด้านการเรียนรู้ หรือ เด็กบางส่วนเติบโตมาอย่างเปราะบาง กลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีหนี้ท่วมเพราะขาดความรู้ในการจัดการเงิน

    แบงก์ชาติตระหนักถึงการให้โอกาสทางการศึกษาแก่เด็กที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ จึงได้ก่อตั้ง มูลนิธิ 50 ปี ธปท. เมื่อปี 2535 โดยได้รับการสนับสนุนจาก ธปท. ผู้บริหาร พนักงาน และ ผู้มีจิตศรัทธา บริจาคเงิน เพื่อมอบแก่เด็กยากจน ให้สามารถเรียนจบในหลากหลายสาขาอาชีพมากว่า 30 ปี ค่ะ

    ปัจจุบัน มูลนิธิ 50 ปี ธปท. เป็นหนึ่งในภาคี “All for Education” ร่วมมือกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ กสศ. โดยมูลนิธิ 50 ปี ธปท. ให้ทุนแก่เด็กยากจนผ่านโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง เพื่อให้นักเรียนกลุ่มนี้รอดพ้นจากการเป็นแรงงานทักษะต่ำ แต่เติบโตเป็นกลุ่มวัยทำงานในสาขาขาดแคลน ทั้งดิจิทัล เทคโนโลยี และรองรับสังคมสูงวัย ตอบโจทย์เศรษฐกิจของประเทศ

    rn

     

    rn

    นอกจากการพัฒนาทุนมนุษย์ผ่านโอกาสทางการศึกษาแล้ว แบงก์ชาติเองมีบทบาทหลักในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ แต่ปัจจุบันปัญหาหลักของประเทศ คือ ปัญหาเชิงโครงสร้าง “2 ต่ำ 1 สูง” ผลิตภาพต่ำ ภูมิคุ้มกันต่ำ เหลื่อมล้ำสูง ซึ่งผู้ว่าการ ธปท. คุณวิทัย รัตนากร ได้ให้ความเห็นไว้ว่า ในยุคนี้ แบงก์ชาติจะขยายบทบาท จากเดิมที่เน้นดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ มาเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้วย ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน “ลงมือช่วยกันทำ”

    rn

     

    rn

    ในช่วง 2 เดือนนี้ แบงก์ชาติได้ออกมาตรการเฉพาะจุด 2 โครงการ ซึ่งเปรียบเสมือนการต่อจิ๊กซอว์ เพื่อบรรลุภาพใหญ่ในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ตามที่ผู้เขียนเล่าให้ฟังฉบับก่อน คือ โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้คนตัวเล็ก ที่เหลือภาระหนี้ NPL ไม่สูง ให้กลับมาชำระหนี้ได้ มีประวัติชำระหนี้ที่ดีขึ้น และ มีโอกาสกลับมาเข้าถึงสินเชื่อในระบบ โดยท่านที่สนใจ อย่าลืมรีบลงทะเบียนกันนะคะ และ โครงการ “SMEs Credit Boost” ที่เป็นกลไกค้ำประกันความเสี่ยงสำหรับ “สินเชื่อใหม่”  ที่ ธพ. ปล่อยให้ธุรกิจกลุ่มเป้าหมาย

    rn

     

    rn

    นอกจากการให้โอกาสคนตัวเล็ก ผ่านมาตรการเฉพาะจุด และ การให้โอกาสเด็กยากจนผ่านมูลนิธิ 50 ปี ธปท. เพื่อ “พัฒนาคนให้เก่งขึ้นด้านทักษะอาชีพ” อันจะนำมาซึ่งการเพิ่มรายได้ของคน และ ผลิตภาพของประเทศ แล้ว ยังมีอีกมาตรการหนึ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน เพื่อ “พัฒนาคนให้เก่งขึ้นด้านการใช้ชีวิตเป็น” ตามที่ผู้ว่าฯ วิทัยเคยกล่าวถึงในงาน Governor Connect คือ การให้ความรู้ทางการเงิน (Financial literacy) ทั้งการออมและการใช้เงินเป็นด้วย

    rn

     

    rn

    เรียนเก่ง ทำงานเก่ง แต่บริหารเงินไม่เป็น ก็หมดตัว เป็นหนี้ได้นะคะ !!! ความรู้ทางการเงิน จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ควรส่งเสริมค่ะ

    rn

     

    rn

    ภารกิจงานด้านส่งเสริมความรู้ทางการเงินที่แบงก์ชาติดำเนินการ มีอะไรบ้าง ไปดูกันค่ะ

    rn

     

    rn

    (1) “Fin. ดี” series: เริ่มจากโครงการ “Fin. ดี We Can Do!!!” ในปี 2561 โดยแบงก์ชาติร่วมกับ สนง.คณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ส่งเสริมความรู้ทางการเงินแก่กลุ่มเยาวชนอาชีวศึกษา รวมถึงสร้างแกนนำจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อให้เกิดเครือข่ายที่ยั่งยืน และมีพฤติกรรมการออมที่ดีขึ้น จากนั้นในปีต่อมา แบงก์ชาติมีโครงการ “Fin.ดี Happy Life!!!” โดยเข้าไปช่วยปรับพฤติกรรมและสร้างทักษะทางการเงินแก่กลุ่มคนวัยทำงาน โดยเฉพาะกลุ่ม “สาวโรงงาน” ซึ่งท่านที่สนใจสามารถติดตามอ่านได้ในพระสยาม BOT Magazine ฉบับ 26 ก.ย. 2567 ค่ะ

    rn

     

    rn

    (2) “สตางค์ Story” คลังข้อมูลออนไลน์: เพื่อให้ความรู้ทางการเงินแก่ผู้คนทุกช่วงวัย ทุกสาขาอาชีพ แบงก์ชาติจึงได้สร้าง “สตางค์ Story” (https://www.bot.or.th/th/satang-story.html) ใน web site แบงก์ชาติ เป็นแหล่งรวมความรู้ทางการเงิน ในหลายเรื่องราว ทั้งการวางแผนทางการเงิน การพิชิตหนี้ในที่เดียวที่รวมความรู้ทั้งก่อนเป็นหนี้และการจัดการหนี้  การรู้เท่าทันภัยทางการเงิน  และ การรวมเรื่องน่ารู้สำหรับผู้ใช้บริการทางการเงินให้ไม่เสียสิทธิ โดยมีเครื่องมือทางด้านการเงิน (Financial Tools) ซึ่งมีโปรแกรมคำนวณและเปรียบเทียบที่น่าสนใจ เช่น เรื่องเงินกู้ ว่าต้องผ่อนเดือนละเท่าไร ผ่อนนานเพียงใด เรื่องเงินออม ว่าอยากมีเงินเก็บเท่านี้ ต้องออมเท่าไร นานกี่ปี รวมทั้ง ยังมีการเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์และค่าธรรมเนียมต่างๆ ด้วยค่ะ 

    rn”}}” id=”text-b2dc88063a”>

    ปัจจุบัน มูลนิธิ 50 ปี ธปท. เป็นหนึ่งในภาคี “All for Education” ร่วมมือกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ กสศ. โดยมูลนิธิ 50 ปี ธปท. ให้ทุนแก่เด็กยากจนผ่านโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง เพื่อให้นักเรียนกลุ่มนี้รอดพ้นจากการเป็นแรงงานทักษะต่ำ แต่เติบโตเป็นกลุ่มวัยทำงานในสาขาขาดแคลน ทั้งดิจิทัล เทคโนโลยี และรองรับสังคมสูงวัย ตอบโจทย์เศรษฐกิจของประเทศ

    นอกจากการพัฒนาทุนมนุษย์ผ่านโอกาสทางการศึกษาแล้ว แบงก์ชาติเองมีบทบาทหลักในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ แต่ปัจจุบันปัญหาหลักของประเทศ คือ ปัญหาเชิงโครงสร้าง “2 ต่ำ 1 สูง” ผลิตภาพต่ำ ภูมิคุ้มกันต่ำ เหลื่อมล้ำสูง ซึ่งผู้ว่าการ ธปท. คุณวิทัย รัตนากร ได้ให้ความเห็นไว้ว่า ในยุคนี้ แบงก์ชาติจะขยายบทบาท จากเดิมที่เน้นดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ มาเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้วย ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน “ลงมือช่วยกันทำ”

    ในช่วง 2 เดือนนี้ แบงก์ชาติได้ออกมาตรการเฉพาะจุด 2 โครงการ ซึ่งเปรียบเสมือนการต่อจิ๊กซอว์ เพื่อบรรลุภาพใหญ่ในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ตามที่ผู้เขียนเล่าให้ฟังฉบับก่อน คือ โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้คนตัวเล็ก ที่เหลือภาระหนี้ NPL ไม่สูง ให้กลับมาชำระหนี้ได้ มีประวัติชำระหนี้ที่ดีขึ้น และ มีโอกาสกลับมาเข้าถึงสินเชื่อในระบบ โดยท่านที่สนใจ อย่าลืมรีบลงทะเบียนกันนะคะ และ โครงการ “SMEs Credit Boost” ที่เป็นกลไกค้ำประกันความเสี่ยงสำหรับ “สินเชื่อใหม่”  ที่ ธพ. ปล่อยให้ธุรกิจกลุ่มเป้าหมาย

    นอกจากการให้โอกาสคนตัวเล็ก ผ่านมาตรการเฉพาะจุด และ การให้โอกาสเด็กยากจนผ่านมูลนิธิ 50 ปี ธปท. เพื่อ “พัฒนาคนให้เก่งขึ้นด้านทักษะอาชีพ” อันจะนำมาซึ่งการเพิ่มรายได้ของคน และ ผลิตภาพของประเทศ แล้ว ยังมีอีกมาตรการหนึ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน เพื่อ “พัฒนาคนให้เก่งขึ้นด้านการใช้ชีวิตเป็น” ตามที่ผู้ว่าฯ วิทัยเคยกล่าวถึงในงาน Governor Connect คือ การให้ความรู้ทางการเงิน (Financial literacy) ทั้งการออมและการใช้เงินเป็นด้วย

    เรียนเก่ง ทำงานเก่ง แต่บริหารเงินไม่เป็น ก็หมดตัว เป็นหนี้ได้นะคะ !!! ความรู้ทางการเงิน จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ควรส่งเสริมค่ะ

    ภารกิจงานด้านส่งเสริมความรู้ทางการเงินที่แบงก์ชาติดำเนินการ มีอะไรบ้าง ไปดูกันค่ะ

    (1) “Fin. ดี” series: เริ่มจากโครงการ “Fin. ดี We Can Do!!!” ในปี 2561 โดยแบงก์ชาติร่วมกับ สนง.คณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ส่งเสริมความรู้ทางการเงินแก่กลุ่มเยาวชนอาชีวศึกษา รวมถึงสร้างแกนนำจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อให้เกิดเครือข่ายที่ยั่งยืน และมีพฤติกรรมการออมที่ดีขึ้น จากนั้นในปีต่อมา แบงก์ชาติมีโครงการ “Fin.ดี Happy Life!!!” โดยเข้าไปช่วยปรับพฤติกรรมและสร้างทักษะทางการเงินแก่กลุ่มคนวัยทำงาน โดยเฉพาะกลุ่ม “สาวโรงงาน” ซึ่งท่านที่สนใจสามารถติดตามอ่านได้ในพระสยาม BOT Magazine ฉบับ 26 ก.ย. 2567 ค่ะ

    (2) “สตางค์ Story” คลังข้อมูลออนไลน์: เพื่อให้ความรู้ทางการเงินแก่ผู้คนทุกช่วงวัย ทุกสาขาอาชีพ แบงก์ชาติจึงได้สร้าง “สตางค์ Story” (https://www.bot.or.th/th/satang-story.html) ใน web site แบงก์ชาติ เป็นแหล่งรวมความรู้ทางการเงิน ในหลายเรื่องราว ทั้งการวางแผนทางการเงิน การพิชิตหนี้ในที่เดียวที่รวมความรู้ทั้งก่อนเป็นหนี้และการจัดการหนี้  การรู้เท่าทันภัยทางการเงิน  และ การรวมเรื่องน่ารู้สำหรับผู้ใช้บริการทางการเงินให้ไม่เสียสิทธิ โดยมีเครื่องมือทางด้านการเงิน (Financial Tools) ซึ่งมีโปรแกรมคำนวณและเปรียบเทียบที่น่าสนใจ เช่น เรื่องเงินกู้ ว่าต้องผ่อนเดือนละเท่าไร ผ่อนนานเพียงใด เรื่องเงินออม ว่าอยากมีเงินเก็บเท่านี้ ต้องออมเท่าไร นานกี่ปี รวมทั้ง ยังมีการเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์และค่าธรรมเนียมต่างๆ ด้วยค่ะ 

    (3) Train the trainers: เพื่อให้เกิดการขยายความรู้ทางการเงินในวงกว้าง แบงก์ชาติมีโครงการ “ครูสตางค์” เพื่อสร้างครูต้นแบบด้านการเรียนการสอนเรื่องการเงิน ที่ไม่เพียงแค่สอนให้เข้าใจง่าย สนุก แต่ยังช่วยปลูกฝังนิสัยทางการเงินที่ดีแก่เด็กๆ อย่างยั่งยืนด้วย และยังมีโครงการ “หมอหนี้เพื่อประชาชน” เพื่อให้คำปรึกษากับลูกหนี้ อีกทั้งยังมีแนวทางเพื่อสร้างหมอหนี้ให้มากขึ้น โดยเฉพาะสำนักงานภาคต่างๆ ของแบงก์ชาติที่ส่งต่อความรู้สู่ชุมชนและหน่วยงานต่างๆ เพื่อขยายเครือข่ายหมอหนี้ให้เข้าถึงผู้คนในวงกว้าง นอกจากนี้ มีโครงการ “Responsible employer” เพื่อส่งเสริมสุขภาพการเงินที่ดีในที่ทำงาน โดยนายจ้างสามารถยื่นมือช่วยเหลือพนักงานของตนเอง ผ่านการเพิ่มความรู้ เสริมสร้างทัศนคติและพฤติกรรมทางการเงินที่เหมาะสม โดยแบงก์ชาติได้รวบรวมแหล่งความรู้สำหรับคนวัยทำงาน ไว้ใน“สตางค์ Story” เช่นกันค่ะ

    rn

     

    rn

    (4) การสร้างหลักสูตรเพื่อการเรียนรู้ทางการเงิน ผ่านระบบการศึกษาที่ยั่งยืน (Financial literacy competency): เป็นการวางฐานรากที่แข็งแรงด้านความรู้ทางการเงิน (Financial foundation) โดยแบงค์ชาติร่วมกับหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ สศค. ก.ล.ต. ตลท. และ คปภ. เพื่อ (1) พัฒนากรอบสมรรถนะทางการเงินสำหรับภาคการศึกษา เพื่อเป็นแนวทางกำหนดการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมแก่นักเรียนแต่ละระดับชั้นการศึกษา (2) กำหนดเนื้อหาความรู้ทางการเงินที่จำเป็นและสำคัญ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาหลักสูตร เครื่องมือ และสื่อการสอนต่าง ๆ และ (3) ผลักดันให้เกิดเครือข่ายครูแกนนำที่เข้มแข็ง เพื่อยกระดับและส่งต่อความรู้ทางการเงินภายในสถานศึกษาได้ในวงกว้างและยั่งยืน

    rn

     

    rn

    แบงค์ชาติได้รวบรวมสื่อการสอนความรู้ทางการเงินตามกรอบสมรรถนะทางการเงินเพื่อการศึกษาและการเรียนรู้ คุณครู/อาจารย์ที่สนใจการสร้างห้องเรียนการเงินแบบกำหนดเป็นรายวิชาเฉพาะ หรือกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน สามารถเยี่ยมชม “สตางค์ Story” ใน web site แบงก์ชาติได้ค่ะ

    rn

     

    rn

    มาร่วมกันส่งเสริมความรู้ทางการเงิน “All for financial literacy (FL)”  เพื่อสนับสนุนพฤติกรรมทางการเงินที่ดี ตอบโจทย์การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศอย่างยั่งยืนกันนะคะ  

    rn”}}” id=”text-86b45f4ca4″>

    (3) Train the trainers: เพื่อให้เกิดการขยายความรู้ทางการเงินในวงกว้าง แบงก์ชาติมีโครงการ “ครูสตางค์” เพื่อสร้างครูต้นแบบด้านการเรียนการสอนเรื่องการเงิน ที่ไม่เพียงแค่สอนให้เข้าใจง่าย สนุก แต่ยังช่วยปลูกฝังนิสัยทางการเงินที่ดีแก่เด็กๆ อย่างยั่งยืนด้วย และยังมีโครงการ “หมอหนี้เพื่อประชาชน” เพื่อให้คำปรึกษากับลูกหนี้ อีกทั้งยังมีแนวทางเพื่อสร้างหมอหนี้ให้มากขึ้น โดยเฉพาะสำนักงานภาคต่างๆ ของแบงก์ชาติที่ส่งต่อความรู้สู่ชุมชนและหน่วยงานต่างๆ เพื่อขยายเครือข่ายหมอหนี้ให้เข้าถึงผู้คนในวงกว้าง นอกจากนี้ มีโครงการ “Responsible employer” เพื่อส่งเสริมสุขภาพการเงินที่ดีในที่ทำงาน โดยนายจ้างสามารถยื่นมือช่วยเหลือพนักงานของตนเอง ผ่านการเพิ่มความรู้ เสริมสร้างทัศนคติและพฤติกรรมทางการเงินที่เหมาะสม โดยแบงก์ชาติได้รวบรวมแหล่งความรู้สำหรับคนวัยทำงาน ไว้ใน“สตางค์ Story” เช่นกันค่ะ

    (4) การสร้างหลักสูตรเพื่อการเรียนรู้ทางการเงิน ผ่านระบบการศึกษาที่ยั่งยืน (Financial literacy competency): เป็นการวางฐานรากที่แข็งแรงด้านความรู้ทางการเงิน (Financial foundation) โดยแบงค์ชาติร่วมกับหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ สศค. ก.ล.ต. ตลท. และ คปภ. เพื่อ (1) พัฒนากรอบสมรรถนะทางการเงินสำหรับภาคการศึกษา เพื่อเป็นแนวทางกำหนดการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมแก่นักเรียนแต่ละระดับชั้นการศึกษา (2) กำหนดเนื้อหาความรู้ทางการเงินที่จำเป็นและสำคัญ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาหลักสูตร เครื่องมือ และสื่อการสอนต่าง ๆ และ (3) ผลักดันให้เกิดเครือข่ายครูแกนนำที่เข้มแข็ง เพื่อยกระดับและส่งต่อความรู้ทางการเงินภายในสถานศึกษาได้ในวงกว้างและยั่งยืน

    แบงค์ชาติได้รวบรวมสื่อการสอนความรู้ทางการเงินตามกรอบสมรรถนะทางการเงินเพื่อการศึกษาและการเรียนรู้ คุณครู/อาจารย์ที่สนใจการสร้างห้องเรียนการเงินแบบกำหนดเป็นรายวิชาเฉพาะ หรือกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน สามารถเยี่ยมชม “สตางค์ Story” ใน web site แบงก์ชาติได้ค่ะ

    มาร่วมกันส่งเสริมความรู้ทางการเงิน “All for financial literacy (FL)”  เพื่อสนับสนุนพฤติกรรมทางการเงินที่ดี ตอบโจทย์การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศอย่างยั่งยืนกันนะคะ  

     

    rn

    ** บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่สังกัด **

    rn”}}” id=”disclaimer”>

    ** บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่สังกัด **

    ผู้เขียน

    pornpen photo

    ดร.พรเพ็ญ สดศรีชัย

    ธนาคารแห่งประเทศไทย
    คอลัมน์ “แจงสี่เบี้ย”
    ฉบับวันที่ 20 มกราคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/articles-and-publications/articles/article-20260120.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08f2MbWoCf9IIlGTJWNbpo

  • คนไทยอ้วนพุ่ง 42.4% WHO ชี้ต้นทุนเศรษฐกิจอาจพุ่ง 22 เท่าในปี 2060

    คนไทยอ้วนพุ่ง 42.4% WHO ชี้ต้นทุนเศรษฐกิจอาจพุ่ง 22 เท่าในปี 2060


    WHOและWOF เผยตัวภาวะโรคอ้วนของคนไทยสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจกว่า 256,000 ล้านบาทต่อปี และอาจพุ่งแตะ 5.6 ล้านล้านบาทในอีก 34 ปีข้างหน้าแพทย์เตือน โรคอ้วนไม่ใช่แค่ปัญหารูปร่าง แต่คือจุดเริ่มต้นของโรค

    องค์การอนามัยโลก (WHO) และ World Obesity Federation (WOF) ออกโรงเตือนประเทศไทยกำลังเผชิญ “วิกฤตโรคอ้วน” ที่ทวีความรุนแรงและกำลังกลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ส่งผลกระทบทั้งต่อสุขภาพประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

    รายงานระบุว่า ในปี 2562 ภาวะโรคอ้วนของคนไทยสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง 8.27 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 256,370 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 1.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) หรือเฉลี่ยกว่า 4,000 บาทต่อคนต่อปี และหากประเทศไทยไม่เร่งจัดการอย่างจริงจัง ภายในปี 2603 ความสูญเสียอาจพุ่งแตะ 180.78 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 5.6 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 22 เท่า และคิดเป็น 5.6% ของ GDP ในอนาคต

    ขณะเดียวกัน สถานการณ์โรคอ้วนของคนไทยยังอยู่ในระดับน่ากังวล โดยกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข รายงานว่า คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปมีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนสูงถึง 42.4% สอดคล้องกับการคาดการณ์ของ WOF ที่ระบุว่า ภายในปี 2568 จะมีประชากรโลกกว่า 800 ล้านคนเป็นโรคอ้วน และจะเพิ่มเป็นมากกว่า 1,000 ล้านคนในปี 2573

    ดร.อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า โรคอ้วนไม่ใช่เพียงปัญหาด้านรูปลักษณ์ แต่เป็นภาวะทางการแพทย์ที่ซับซ้อน และเป็นต้นตอของโรคเรื้อรังร้ายแรงหลายชนิด เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิตประชาชน และเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

    ด้าน พญ.นพวรรณ กิติวัฒน์ แพทย์ชำนาญการด้านโรคต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ระบุว่า การจัดการน้ำหนัก (Weight Management) คือการดูแลน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมกับสุขภาพของแต่ละบุคคล ไม่ใช่เพียงโปรแกรมลดน้ำหนัก และแม้แต่คนรูปร่างผอมก็สามารถเข้ารับการดูแลได้ เพื่อปรับสมดุลร่างกายอย่างยั่งยืน โดยต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างถาวร ทั้งโภชนาการ การออกกำลังกาย การจัดการความเครียด และพฤติกรรมการใช้ชีวิต

    สำหรับผู้ที่มีค่า BMI ตั้งแต่ 27.5 ขึ้นไปในคนเอเชีย หรือ BMI ตั้งแต่ 25 ร่วมกับโรคร่วม เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือไขมันในเลือดผิดปกติ การรักษาด้วยยาในกลุ่ม GLP-1 Receptor Agonist (GLP-1RA) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ปากกาลดน้ำหนัก” อาจเป็นทางเลือกหนึ่ง แต่จำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

    ขณะที่ รศ.คลินิก นพ.ทศพล เกิดศิริชัยรัตน์ แพทย์ชำนาญการด้านทางเดินอาหาร ตับ และการส่องกล้องขั้นสูง ชี้ว่า โรคอ้วนเป็น “ภัยเงียบ” ที่ส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินอาหารโดยตรง เช่น โรคกรดไหลย้อน โรคไขมันพอกตับที่ไม่เกิดจากแอลกอฮอล์ นิ่วในถุงน้ำดี รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งหลายชนิด

    สำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถควบคุมน้ำหนักได้ด้วยการปรับพฤติกรรมและการใช้ยา การรักษาด้วยการส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหาร (Endoscopic Sleeve Gastroplasty: ESG) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ได้รับการยอมรับ โดยไม่ใช่การผ่าตัดใหญ่ ฟื้นตัวเร็ว ไม่มีแผลที่หน้าท้อง และสามารถลดน้ำหนักส่วนเกินได้เฉลี่ย 15–20% ภายใน 1–2 ปี รวมถึงยังมีการผ่าตัดลดน้ำหนักในผู้ป่วยที่มี BMI สูงมาก ซึ่งต้องผ่านการประเมินอย่างละเอียดจากทีมแพทย์

    ด้าน พญ.มรกต สุวรรณการ แพทย์ชำนาญการด้านโภชนศาสตร์ เน้นย้ำว่า การควบคุมน้ำหนักที่ยั่งยืนต้องเริ่มจากการปรับพฤติกรรมการกินอย่างถาวร ไม่ควรมุ่งเพียงตัวเลขบนเครื่องชั่ง เพราะการจำกัดอาหารมากเกินไปอาจนำไปสู่การขาดสารอาหาร สูญเสียมวลกล้ามเนื้อ และเกิดโยโย่เอฟเฟกต์ได้

    ผู้เชี่ยวชาญเห็นตรงกันว่า วิกฤตโรคอ้วนไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคล แต่เป็นปัญหาสาธารณสุขระดับชาติ การสร้างความตระหนักรู้ การเข้าถึงการรักษาที่ถูกต้อง และการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน คือกุญแจสำคัญในการลดภาระโรค ลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/39611&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0aDl0nhUqMpWoEXbZxve0S