Blog

  • 5 พรรคการเมืองประชันวิสัยทัศน์ แก้ “ปรสิตเศรษฐกิจไทย”

    เมื่อวันที่ 20 มกราคม ที่ผ่านมา สมาคมการค้าสตาร์ทอัพไทย (Thai Startup) ร่วมกับ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) และ Thai PBS จัดเวทีเสวนานโยบายร่วมหาทางออก “ปรสิตเศรษฐกิจไทย ทุนผูกขาด แพลตฟอร์มต่างชาติ อำนาจสีเทา”

    เวทีนี้เชิญตัวแทนแกนนำจาก 5 พรรคการเมือง มาร่วมประชันวิสัยทัศน์ ตอบโจทย์เศรษฐกิจไทยยุคแพลตฟอร์ม ต่อหน้าผู้เชี่ยวชาญตัวจริงจากภาคธุรกิจ เทคโนโลยี และภาคประชาชน 16 คน กับ 20 คำถาม แกนนำทั้ง 5 พรรคการเมือง ได้แก่ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ตัวแทนจากพรรคประชาธิปัตย์ นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ตัวแทนจากพรรคประชาชน นายฉัตริน จันทร์หอม ตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ตัวแทนจากพรรคภูมิใจไทย และนายมารุต ชุ่มขุนทดตัวแทนจากพรรคกล้าธรรม

    ขณะที่ 16 ผู้เชี่ยวชาญตัวจริงในวงการ อาทิ นอท พันธ์ธวัช นาควิสุทธิ์ CEO ลอตเตอรี่พลัส, รศ.ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค ผู้อำนวยการศูนย์ความรู้เพื่อการต่อต้านการคอร์รัปชัน (KRAC) และ ผู้ร่วมก่อตั้ง HAND social Enterprise, ผศ.ดร.ยุทธนา ศรีสวัสดิ์’ ผู้ก่อตั้ง iTAX แอปพลิเคชัน, สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาองค์กรของผู้บริโภค, สุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สภาเอสเอ็มอี), นเรศ เหล่าพรรณราย นายกสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย เป็นต้น

    พรรคประชาชน :“หลุมดำเศรษฐกิจ” ที่ต้องปิดให้ได้

    อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ชี้ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ “ปรสิต” แต่คือ “หลุมดำทางเศรษฐกิจ” ที่ดูดกลืนภาคการผลิตไทย

    ข้อมูลสะท้อนชัดว่า หลังโควิด การบริโภคฟื้น แต่การผลิตถดถอย สาเหตุหลักมาจากสินค้าเถื่อน สินค้าต่างชาติ และธุรกิจนอมินี สร้างความเสียหายราว หนึ่งล้านล้านบาท

     พรรคประชาชนเสนอ 3 มาตรการหลัก

           •      THAI FIRST กวาดล้างนอมินี ให้ผู้ผลิตไทยมาก่อน

           •      THAI FAIR กำกับแพลตฟอร์ม ค่า GP และสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน

           •      THAI FIGHT ป้องกันสินค้าต่างชาติตัดราคาอย่างไม่เป็นธรรม

     พร้อมย้ำว่ารัฐต้อง บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะสินค้าที่ไม่มี มอก. หากแพลตฟอร์มฝ่าฝืนต้องมีมาตรการลงโทษถึงขั้นแบน

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo01.jpg

    พรรคกล้าธรรม: รีสตาร์ทเศรษฐกิจจากฐานราก

    มารุต ชุ่มขุนทด มองว่า ประเทศไทยอาจ “หลงทาง” กับการเร่งสร้างสตาร์ทอัพ โดยลืมจุดแข็งแท้จริงคือ เกษตรกรรมและการท่องเที่ยว

     พรรคกล้าธรรมเสนอให้เร่งนำเทคโนโลยีเข้าไปเสริมภาคเกษตร ปศุสัตว์ และบริการ แต่ต้อง ปลดล็อกกฎหมายล้าหลัง เช่น การใช้โดรนการเกษตรที่ปัจจุบันยังติดข้อจำกัดด้านกฎหมายและการอนุญาต

    “ถ้าไม่เอาสตาร์ทอัพเข้าไปอยู่ในเกษตรและท่องเที่ยว เราจะสู้ต่างชาติไม่ได้”

    ขณะที่เรื่องสกแกมเมอร์ปัจจุบันแก้ปัญหาแบบปากว่าตาขยิบ ธนาคารเห็นทุกเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ธนาคารยังทำกำไรจากเรื่องนี้อยู่  หากเฟซบุ๊ก ยังทำโฆษณาอยู่แบบนี้ ทั้งที่รู้ว่าเรื่องนี้ ดังนั้นคนที่จะมาทำเรื่องนี้คือพรรคกล้าธรรม

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo06.jpg

    พรรคภูมิใจไทย:ตัดวงจรทุนเทา ต้องเริ่มจากข้อมูล กติกา และจิตสำนึก

    เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เสนอ 3 แนวทางจัดการทุนสีเทา

           1.     จัดการข้อมูล ให้เป็นระบบ เพราะข้อมูลคือ “ยาพิษของทุนเทา”

           2.     แก้กติกา ที่เปิดช่องให้ผู้มีอำนาจเอื้อประโยชน์

           3.     สร้างจิตสำนึก ควบคู่การบังคับใช้กฎหมาย

    ย้ำชัดว่า หากพบการกระทำผิด ต้องดำเนินคดี ไม่มีข้อยกเว้น 

    “ถ้าเราไม่เอาดำ เราก็ไม่เทา”

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo13.jpg

    พรรคเพื่อไทย:อุดรอยรั่วเงินไหลออก–ดึงเทคโนโลยีสร้างความโปร่งใส

     ฉัตริน จันทร์หอม ชู 3 นโยบายหลัก

           1.     สร้างอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทย คุมค่า GP อย่างเป็นธรรม และใช้รัฐเป็นผู้ซื้อรายใหญ่

           2.     ปราบเงินใต้ดิน–สแกมเมอร์ ผ่านศูนย์ AOC (Anti Online Scam Operation Center คือ ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ที่ใช้รวบรวมบัญชีม้าและสามารถปิดบัญชีม้าไปได้ 5 แสนบัญชี หากไม่จบเราไม่เลิก

           3.     เพิ่มความโปร่งใสด้วยเทคโนโลยี ตั้งแต่การประมูลจนถึงบริการรัฐ

    พร้อมเดินหน้าพัฒนาระบบข้อมูลรัฐแบบ Cloud First และผลักดัน “Ari Score” ระบบเครดิตทางเลือก เปิดโอกาสให้คนเข้าไม่ถึงสินเชื่อเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo05.jpg

    พรรคประชาธิปัตย์: เปิดข้อมูลรัฐ–สร้างอุตสาหกรรมใหม่

    ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ เน้นแนวทางแก้ปัญหาที่ต้นตอ: ตรวจสอบความปลอดภัยโครงสร้างพื้นฐาน เปิดเผยข้อมูลโครงการที่เอกชนร่วมลงทุนกับรัฐ เพื่อป้องกันการทุจริตที่นำไปสู่อุบัติเหตุ

    สร้างซุปเปอร์แอป อำนวยความสะดวกผู้ประกอบการ ลดต้นทุน เพิ่มสภาพคล่อง และเปิดข้อมูลรัฐให้ SMEs นำไปต่อยอดธุรกิจ โดยเฉพาะท่องเที่ยว

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo04.jpg

    กระตุ้นเศรษฐกิจโต 6 แสนล้านใน 4 ปี ผ่าน:

    • อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารคุณภาพสูง
    • เวลเนส (wellness) ที่ผสมผสานท่องเที่ยวและการแพทย์
    • ต่อยอดอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้าสู่ซอฟต์แวร์

    เปลี่ยนวัฒนธรรมทางการเมือง วัดความสำเร็จนักการเมืองด้วย KPI ที่ชัดเจน อาทิ GDP ที่โต คอร์รัปชั่นที่ลด และการทำงานข้ามกระทรวงตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 13

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo02-3.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo10-1.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo09-2.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo08-1.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo12-1.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo11.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo03-1.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/scammer-business-sme&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HfReLV_T52yYXd6P1QtOo

  • ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ อยากเห็น บาทอ่อน ตามพื้นฐานเศรษฐกิจ เปิดเหตุผล ‘บาทแข็ง’

    ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ อยากเห็น บาทอ่อน ตามพื้นฐานเศรษฐกิจ เปิดเหตุผล ‘บาทแข็ง’

    วิทัย รัตนากร ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ กล่าวว่า อยากให้ค่าเงินบาทอ่อนในระดับที่เหมาะสมกับพื้นฐานเศรษฐกิจ พร้อมอธิบายว่า ทำไมเงินบาทจึงแข็งค่าหนักสุดในรอบเกือบ 5 ปี และตอบข้อเสนอที่ให้ธปท.เปลี่ยนไปใช้ ‘เป้าอัตราแลกเปลี่ยน’ แทน ‘เป้าเงินเฟ้อ’ ว่า “ต้องคิดให้รอบคอบ”

    วันนี้ (21ธันวาคม) วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า การแข็งค่าของเงินบาทมาจากปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental) เป็นหลัก เช่น การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์จากปัจจัยต่างๆ เช่น ธีม Dollarization แนวโน้มการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และ ข้อพิพาทเกี่ยวกับกรีนแลนด์ เป็นต้น

    อย่างไรก็ตาม วิทัยกล่าวต่อว่า ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา เงินบาทที่แข็งค่าก็ยังมีสาเหตุมาจากโฟลว์ขายเงินดอลลาร์และซื้อเงินบาทจากร้านทองคำ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 35% ของธุรกรรมซื้อขายเงินตราต่างประเทศสุทธิ

    “โฟลว์ทองคำ ทำให้บาทแข็งเกินจริง หรือเป็นตัว Amplifier โดยเฉพาะวันที่ทองคำราคาขึ้น” วิทัยกล่าว

    ดังนั้น วิทัยจึงกล่าวว่า การปิดช่องโหว่ในโฟลว์ทองคำจึงเป็นเรื่องสำคัญ “แต่การปิดช่องโหว่ในโฟลว์ทองคำจะทำให้บาทหายแข็งเลยหรือไม่ ก็ต้องดูปัจจัยอื่นด้วย เช่น ปัจจัยพื้นฐาน”

    นอกจากนี้ วิทัยกล่าวต่อว่า อีกปัจจัยที่ทำให้บาทแข็งในช่วงที่ผ่านมา มาจากเงินเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นของต่างชาติ (Non Resident) ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยเงินที่ไหลเข้านี้ ธปท. ก็ไม่สามารถทำอะไร เนื่องจากไทยเป็นตลาดเสรี และก็ไม่สามารถออกมาตรการเก็บภาษีสกัดเงินไหลเข้าประเทศได้ เนื่องจากไทยเคยมีบทเรียนจากมาตรการกันสำรองเงินลงทุนต่างประเทศที่ส่งผลทำให้ตลาดหุ้น Crash มาแล้ว

    การเปิดเผยในวันนี้ (21 มกราคม) เกิดขึ้นขณะที่ ค่าเงินบาทแข็งค่าแตะระดับ 30.88 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งนับเป็นระดับแข็งค่าสุดในรอบเกือบ 5 ปี (4 ปี 10 เดือน) ก่อนจะทยอยอ่อนค่าเล็กน้อยปิดที่ราว 31.09 บาทต่อดอลลาร์ (แข็งค่าขึ้นราว 8.43% YoY จากปีก่อน )

    แบงก์ชาติเร่งออกมาตรการสกัดบาทแข็งต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ เพื่อพยายามสกัดการแข็งค่าของเงินบาท ธปท.ภายใต้การนำของวิทัยได้ออกมาตรการมากมาย เช่น การยกระดับความเข้มงวดในการกำกับดูแลธุรกรรมเงินตราต่างประเทศขาเข้า โดยเรียกตรวจเอกสารทุกธุรกรรมที่มีมูลค่าตั้งแต่ 200,000 ดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป การขยายวงเงินเว้นนำรายได้เข้าประเทศ เป็น 10 ล้านดอลลาร์ (จากเดิม 1 ล้านดอลลาร์) และการเพิ่มความเข้มงวดให้ธนาคารพาณิชย์เรียกตรวจเอกสารธุรกรรมเงินตราต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับทองคำ

    รวมถึงอยู่ระหว่างการออกประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินเพื่อเรียกข้อมูลการซื้อขายทองคำ และพิจารณากำหนดเพดานการซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์สกุลบาท เพื่อลดแรงกดดันด้านแข็งค่าของเงินบาท

    วิทัยย้ำ ‘แบงก์ชาติ’ ไม่สามารถคุมค่าเงินได้

    วิทัยยังกล่าวต่อว่า อยากเพิ่มความเข้าใจว่า แบงก์ชาติไม่สามารถคุมค่าเงินได้ เนื่องจากการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเป็น ‘ตลาดเสรี’ ซึ่งแบงก์ชาติเป็นองค์กรที่ไม่ได้อยู่ในตลาด กล่าวคือ โดยปกติแล้วการแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์และบาทต้องไปแลกกับแบงก์พาณิชย์

    โดยแบงก์ชาติจะเข้าตลาดก็ต่อเมื่อต้องการแทรกแซง (Intervene) แต่ในยามปกติแบงก์ชาติจะไม่อยู่ในตลาดเลย ดังนั้น แบงก์ชาติเหมือนเป็นเพียง Bookkeeper เท่านั้น

    วิทัยยังอธิบายต่อว่า ตลาดแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์และบาท สามารถแบ่งได้เป็น 2 ตลาด คือตลาดต่างประเทศ (Offshore) กับ ตลาดในประเทศ (Onshore) โดยปัจจุบัน ตลาดที่ใหญ่กว่าคือ Offshore คิดเป็น 60% ของธุรกรรม ส่วน Onshore คิดเป็นสัดส่วนราว 40% ของธุรกรรม ดังนั้น แบงก์ชาติจะเห็นข้อมูลตลาดแค่ 40% เท่านั้น เนื่องจากอีก 60% ไม่ได้รายงานต่อแบงก์ชาติ

    เปลี่ยนเป้าหมายนโยบายการเงินไปสู่ Exchange Rate Targeting ‘เป็นเรื่องใหญ่’

    วิทัยยังตอบกรณีที่มีผู้เสนอให้ธปท. เปลี่ยนเป้าหมายนโยบายการเงินจากกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อแบบยืดหยุ่น (Flexible Inflation Targeting) ไปสู่กรอบเป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยน (Exchange Rate Targeting) โดยระบุว่า “ผมคิดว่า เราควรต้องมีการคิดให้รอบคอบมากๆ เนื่องจากเป็นเรื่องใหญ่ และต้องค่อยๆ คิดวิเคราะห์ไป เนื่องจากทั้ง 2 เป้าหมาย ก็มีข้อดีและข้อเสียต่างกันไป”

    “ต้องมีการประเมินว่า Inflation Targeting ปัจจุบัน มันด้อยมากจนต้องเปลี่ยนไปสู่ระบบใหม่หรือไม่ ขณะที่ Exchange Rate Targeting ก็มีข้อด้อยอื่นแน่นอน ดังนั้น ต้องคิดต่อว่า ข้อด้อยนี้ส่งผลกระทบมากกว่า Inflation Target หรือไม่” วิทัยกล่าว

    ทั้งนี้ เป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยน (Exchange Rate Targeting) เป็นเป้าหมายในการส่งผ่านนโยบายการเงิน ผ่านการกำหนดเป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยนมีด้วยกัน 2 แบบ คือ (1.) กำหนดอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ (Fixed Exchange Rate) เช่น ฮ่องกง และประเทศในกลุ่มผู้ค้าน้ำมัน และ (2.) อัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวแต่ใช้นโยบายการเงินดูแลอัตราแลกเปลี่ยนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม (Managed Float Exchange Rate) เช่น สิงคโปร์ เป็นต้น

    ผู้ว่าฯ ธปท.ยังอธิบายต่อว่า ไทยต่างจากฮ่องกงและสิงคโปร​์ ซึ่งเป็นประเทศที่ค้าขาย (Trading Countries) มากๆ นอกจากนี้ ยังต้องดูเรื่องความสามารถและทรัพยากรที่ไทยมีด้วย

    ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจาก นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในสมัยเศรษฐา ทวีสิน และแพทองธาร ชินวัตร เสนอให้ธปท. หันมาใช้เป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยนแทนอัตราเงินเฟ้อเพื่อ แก้ปัญหาบาทแข็ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/bot-governor-wants-weak-baht/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tg0UwZ0Qp5_vSHNxfmePN

  • 5 พรรคการเมืองประชันวิสัยทัศน์ แก้ “ปรสิตเศรษฐกิจไทย”

    เมื่อวันที่ 20 มกราคม ที่ผ่านมา สมาคมการค้าสตาร์ทอัพไทย (Thai Startup) ร่วมกับ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) และ Thai PBS จัดเวทีเสวนานโยบายร่วมหาทางออก “ปรสิตเศรษฐกิจไทย ทุนผูกขาด แพลตฟอร์มต่างชาติ อำนาจสีเทา”

    เวทีนี้เชิญตัวแทนแกนนำจาก 5 พรรคการเมือง มาร่วมประชันวิสัยทัศน์ ตอบโจทย์เศรษฐกิจไทยยุคแพลตฟอร์ม ต่อหน้าผู้เชี่ยวชาญตัวจริงจากภาคธุรกิจ เทคโนโลยี และภาคประชาชน 16 คน กับ 20 คำถาม แกนนำทั้ง 5 พรรคการเมือง ได้แก่ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ตัวแทนจากพรรคประชาธิปัตย์ นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ตัวแทนจากพรรคประชาชน นายฉัตริน จันทร์หอม ตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ตัวแทนจากพรรคภูมิใจไทย และนายมารุต ชุ่มขุนทดตัวแทนจากพรรคกล้าธรรม

    ขณะที่ 16 ผู้เชี่ยวชาญตัวจริงในวงการ อาทิ นอท พันธ์ธวัช นาควิสุทธิ์ CEO ลอตเตอรี่พลัส, รศ.ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค ผู้อำนวยการศูนย์ความรู้เพื่อการต่อต้านการคอร์รัปชัน (KRAC) และ ผู้ร่วมก่อตั้ง HAND social Enterprise, ผศ.ดร.ยุทธนา ศรีสวัสดิ์’ ผู้ก่อตั้ง iTAX แอปพลิเคชัน, สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาองค์กรของผู้บริโภค, สุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สภาเอสเอ็มอี), นเรศ เหล่าพรรณราย นายกสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย เป็นต้น

    พรรคประชาชน :“หลุมดำเศรษฐกิจ” ที่ต้องปิดให้ได้

    อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ชี้ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ “ปรสิต” แต่คือ “หลุมดำทางเศรษฐกิจ” ที่ดูดกลืนภาคการผลิตไทย

    ข้อมูลสะท้อนชัดว่า หลังโควิด การบริโภคฟื้น แต่การผลิตถดถอย สาเหตุหลักมาจากสินค้าเถื่อน สินค้าต่างชาติ และธุรกิจนอมินี สร้างความเสียหายราว หนึ่งล้านล้านบาท

     พรรคประชาชนเสนอ 3 มาตรการหลัก

           •      THAI FIRST กวาดล้างนอมินี ให้ผู้ผลิตไทยมาก่อน

           •      THAI FAIR กำกับแพลตฟอร์ม ค่า GP และสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน

           •      THAI FIGHT ป้องกันสินค้าต่างชาติตัดราคาอย่างไม่เป็นธรรม

     พร้อมย้ำว่ารัฐต้อง บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะสินค้าที่ไม่มี มอก. หากแพลตฟอร์มฝ่าฝืนต้องมีมาตรการลงโทษถึงขั้นแบน

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo01.jpg

    พรรคกล้าธรรม: รีสตาร์ทเศรษฐกิจจากฐานราก

    มารุต ชุ่มขุนทด มองว่า ประเทศไทยอาจ “หลงทาง” กับการเร่งสร้างสตาร์ทอัพ โดยลืมจุดแข็งแท้จริงคือ เกษตรกรรมและการท่องเที่ยว

     พรรคกล้าธรรมเสนอให้เร่งนำเทคโนโลยีเข้าไปเสริมภาคเกษตร ปศุสัตว์ และบริการ แต่ต้อง ปลดล็อกกฎหมายล้าหลัง เช่น การใช้โดรนการเกษตรที่ปัจจุบันยังติดข้อจำกัดด้านกฎหมายและการอนุญาต

    “ถ้าไม่เอาสตาร์ทอัพเข้าไปอยู่ในเกษตรและท่องเที่ยว เราจะสู้ต่างชาติไม่ได้”

    ขณะที่เรื่องสกแกมเมอร์ปัจจุบันแก้ปัญหาแบบปากว่าตาขยิบ ธนาคารเห็นทุกเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ธนาคารยังทำกำไรจากเรื่องนี้อยู่  หากเฟซบุ๊ก ยังทำโฆษณาอยู่แบบนี้ ทั้งที่รู้ว่าเรื่องนี้ ดังนั้นคนที่จะมาทำเรื่องนี้คือพรรคกล้าธรรม

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo06.jpg

    พรรคภูมิใจไทย:ตัดวงจรทุนเทา ต้องเริ่มจากข้อมูล กติกา และจิตสำนึก

    เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เสนอ 3 แนวทางจัดการทุนสีเทา

           1.     จัดการข้อมูล ให้เป็นระบบ เพราะข้อมูลคือ “ยาพิษของทุนเทา”

           2.     แก้กติกา ที่เปิดช่องให้ผู้มีอำนาจเอื้อประโยชน์

           3.     สร้างจิตสำนึก ควบคู่การบังคับใช้กฎหมาย

    ย้ำชัดว่า หากพบการกระทำผิด ต้องดำเนินคดี ไม่มีข้อยกเว้น 

    “ถ้าเราไม่เอาดำ เราก็ไม่เทา”

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo13.jpg

    พรรคเพื่อไทย:อุดรอยรั่วเงินไหลออก–ดึงเทคโนโลยีสร้างความโปร่งใส

     ฉัตริน จันทร์หอม ชู 3 นโยบายหลัก

           1.     สร้างอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทย คุมค่า GP อย่างเป็นธรรม และใช้รัฐเป็นผู้ซื้อรายใหญ่

           2.     ปราบเงินใต้ดิน–สแกมเมอร์ ผ่านศูนย์ AOC (Anti Online Scam Operation Center คือ ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ที่ใช้รวบรวมบัญชีม้าและสามารถปิดบัญชีม้าไปได้ 5 แสนบัญชี หากไม่จบเราไม่เลิก

           3.     เพิ่มความโปร่งใสด้วยเทคโนโลยี ตั้งแต่การประมูลจนถึงบริการรัฐ

    พร้อมเดินหน้าพัฒนาระบบข้อมูลรัฐแบบ Cloud First และผลักดัน “Ari Score” ระบบเครดิตทางเลือก เปิดโอกาสให้คนเข้าไม่ถึงสินเชื่อเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo05.jpg

    พรรคประชาธิปัตย์: เปิดข้อมูลรัฐ–สร้างอุตสาหกรรมใหม่

    ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ เน้นแนวทางแก้ปัญหาที่ต้นตอ: ตรวจสอบความปลอดภัยโครงสร้างพื้นฐาน เปิดเผยข้อมูลโครงการที่เอกชนร่วมลงทุนกับรัฐ เพื่อป้องกันการทุจริตที่นำไปสู่อุบัติเหตุ

    สร้างซุปเปอร์แอป อำนวยความสะดวกผู้ประกอบการ ลดต้นทุน เพิ่มสภาพคล่อง และเปิดข้อมูลรัฐให้ SMEs นำไปต่อยอดธุรกิจ โดยเฉพาะท่องเที่ยว

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo04.jpg

    กระตุ้นเศรษฐกิจโต 6 แสนล้านใน 4 ปี ผ่าน:

    • อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารคุณภาพสูง
    • เวลเนส (wellness) ที่ผสมผสานท่องเที่ยวและการแพทย์
    • ต่อยอดอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้าสู่ซอฟต์แวร์

    เปลี่ยนวัฒนธรรมทางการเมือง วัดความสำเร็จนักการเมืองด้วย KPI ที่ชัดเจน อาทิ GDP ที่โต คอร์รัปชั่นที่ลด และการทำงานข้ามกระทรวงตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 13

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo02-3.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo10-1.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo09-2.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo08-1.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo12-1.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo11.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo03-1.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/scammer-business-sme&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HfReLV_T52yYXd6P1QtOo

  • ชวนส่องภารกิจส่งเสริมความรู้ (ทางการเงิน) ของแบงก์ชาติกัน

    เพิ่งผ่านวันเด็กกันมานะคะ วัยเด็กเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข ความหวัง ความเติบโต  แต่ยังมีเด็กอีกจำนวนไม่น้อยที่ขาดโอกาสด้านการเรียนรู้ หรือ เด็กบางส่วนเติบโตมาอย่างเปราะบาง กลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีหนี้ท่วมเพราะขาดความรู้ในการจัดการเงิน

    rn

     

    rn

    แบงก์ชาติตระหนักถึงการให้โอกาสทางการศึกษาแก่เด็กที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ จึงได้ก่อตั้ง มูลนิธิ 50 ปี ธปท. เมื่อปี 2535 โดยได้รับการสนับสนุนจาก ธปท. ผู้บริหาร พนักงาน และ ผู้มีจิตศรัทธา บริจาคเงิน เพื่อมอบแก่เด็กยากจน ให้สามารถเรียนจบในหลากหลายสาขาอาชีพมากว่า 30 ปี ค่ะ

    rn”}}” id=”start-of-article”>

    เพิ่งผ่านวันเด็กกันมานะคะ วัยเด็กเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข ความหวัง ความเติบโต  แต่ยังมีเด็กอีกจำนวนไม่น้อยที่ขาดโอกาสด้านการเรียนรู้ หรือ เด็กบางส่วนเติบโตมาอย่างเปราะบาง กลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีหนี้ท่วมเพราะขาดความรู้ในการจัดการเงิน

    แบงก์ชาติตระหนักถึงการให้โอกาสทางการศึกษาแก่เด็กที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ จึงได้ก่อตั้ง มูลนิธิ 50 ปี ธปท. เมื่อปี 2535 โดยได้รับการสนับสนุนจาก ธปท. ผู้บริหาร พนักงาน และ ผู้มีจิตศรัทธา บริจาคเงิน เพื่อมอบแก่เด็กยากจน ให้สามารถเรียนจบในหลากหลายสาขาอาชีพมากว่า 30 ปี ค่ะ

    ปัจจุบัน มูลนิธิ 50 ปี ธปท. เป็นหนึ่งในภาคี “All for Education” ร่วมมือกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ กสศ. โดยมูลนิธิ 50 ปี ธปท. ให้ทุนแก่เด็กยากจนผ่านโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง เพื่อให้นักเรียนกลุ่มนี้รอดพ้นจากการเป็นแรงงานทักษะต่ำ แต่เติบโตเป็นกลุ่มวัยทำงานในสาขาขาดแคลน ทั้งดิจิทัล เทคโนโลยี และรองรับสังคมสูงวัย ตอบโจทย์เศรษฐกิจของประเทศ

    rn

     

    rn

    นอกจากการพัฒนาทุนมนุษย์ผ่านโอกาสทางการศึกษาแล้ว แบงก์ชาติเองมีบทบาทหลักในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ แต่ปัจจุบันปัญหาหลักของประเทศ คือ ปัญหาเชิงโครงสร้าง “2 ต่ำ 1 สูง” ผลิตภาพต่ำ ภูมิคุ้มกันต่ำ เหลื่อมล้ำสูง ซึ่งผู้ว่าการ ธปท. คุณวิทัย รัตนากร ได้ให้ความเห็นไว้ว่า ในยุคนี้ แบงก์ชาติจะขยายบทบาท จากเดิมที่เน้นดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ มาเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้วย ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน “ลงมือช่วยกันทำ”

    rn

     

    rn

    ในช่วง 2 เดือนนี้ แบงก์ชาติได้ออกมาตรการเฉพาะจุด 2 โครงการ ซึ่งเปรียบเสมือนการต่อจิ๊กซอว์ เพื่อบรรลุภาพใหญ่ในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ตามที่ผู้เขียนเล่าให้ฟังฉบับก่อน คือ โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้คนตัวเล็ก ที่เหลือภาระหนี้ NPL ไม่สูง ให้กลับมาชำระหนี้ได้ มีประวัติชำระหนี้ที่ดีขึ้น และ มีโอกาสกลับมาเข้าถึงสินเชื่อในระบบ โดยท่านที่สนใจ อย่าลืมรีบลงทะเบียนกันนะคะ และ โครงการ “SMEs Credit Boost” ที่เป็นกลไกค้ำประกันความเสี่ยงสำหรับ “สินเชื่อใหม่”  ที่ ธพ. ปล่อยให้ธุรกิจกลุ่มเป้าหมาย

    rn

     

    rn

    นอกจากการให้โอกาสคนตัวเล็ก ผ่านมาตรการเฉพาะจุด และ การให้โอกาสเด็กยากจนผ่านมูลนิธิ 50 ปี ธปท. เพื่อ “พัฒนาคนให้เก่งขึ้นด้านทักษะอาชีพ” อันจะนำมาซึ่งการเพิ่มรายได้ของคน และ ผลิตภาพของประเทศ แล้ว ยังมีอีกมาตรการหนึ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน เพื่อ “พัฒนาคนให้เก่งขึ้นด้านการใช้ชีวิตเป็น” ตามที่ผู้ว่าฯ วิทัยเคยกล่าวถึงในงาน Governor Connect คือ การให้ความรู้ทางการเงิน (Financial literacy) ทั้งการออมและการใช้เงินเป็นด้วย

    rn

     

    rn

    เรียนเก่ง ทำงานเก่ง แต่บริหารเงินไม่เป็น ก็หมดตัว เป็นหนี้ได้นะคะ !!! ความรู้ทางการเงิน จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ควรส่งเสริมค่ะ

    rn

     

    rn

    ภารกิจงานด้านส่งเสริมความรู้ทางการเงินที่แบงก์ชาติดำเนินการ มีอะไรบ้าง ไปดูกันค่ะ

    rn

     

    rn

    (1) “Fin. ดี” series: เริ่มจากโครงการ “Fin. ดี We Can Do!!!” ในปี 2561 โดยแบงก์ชาติร่วมกับ สนง.คณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ส่งเสริมความรู้ทางการเงินแก่กลุ่มเยาวชนอาชีวศึกษา รวมถึงสร้างแกนนำจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อให้เกิดเครือข่ายที่ยั่งยืน และมีพฤติกรรมการออมที่ดีขึ้น จากนั้นในปีต่อมา แบงก์ชาติมีโครงการ “Fin.ดี Happy Life!!!” โดยเข้าไปช่วยปรับพฤติกรรมและสร้างทักษะทางการเงินแก่กลุ่มคนวัยทำงาน โดยเฉพาะกลุ่ม “สาวโรงงาน” ซึ่งท่านที่สนใจสามารถติดตามอ่านได้ในพระสยาม BOT Magazine ฉบับ 26 ก.ย. 2567 ค่ะ

    rn

     

    rn

    (2) “สตางค์ Story” คลังข้อมูลออนไลน์: เพื่อให้ความรู้ทางการเงินแก่ผู้คนทุกช่วงวัย ทุกสาขาอาชีพ แบงก์ชาติจึงได้สร้าง “สตางค์ Story” (https://www.bot.or.th/th/satang-story.html) ใน web site แบงก์ชาติ เป็นแหล่งรวมความรู้ทางการเงิน ในหลายเรื่องราว ทั้งการวางแผนทางการเงิน การพิชิตหนี้ในที่เดียวที่รวมความรู้ทั้งก่อนเป็นหนี้และการจัดการหนี้  การรู้เท่าทันภัยทางการเงิน  และ การรวมเรื่องน่ารู้สำหรับผู้ใช้บริการทางการเงินให้ไม่เสียสิทธิ โดยมีเครื่องมือทางด้านการเงิน (Financial Tools) ซึ่งมีโปรแกรมคำนวณและเปรียบเทียบที่น่าสนใจ เช่น เรื่องเงินกู้ ว่าต้องผ่อนเดือนละเท่าไร ผ่อนนานเพียงใด เรื่องเงินออม ว่าอยากมีเงินเก็บเท่านี้ ต้องออมเท่าไร นานกี่ปี รวมทั้ง ยังมีการเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์และค่าธรรมเนียมต่างๆ ด้วยค่ะ 

    rn”}}” id=”text-b2dc88063a”>

    ปัจจุบัน มูลนิธิ 50 ปี ธปท. เป็นหนึ่งในภาคี “All for Education” ร่วมมือกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ กสศ. โดยมูลนิธิ 50 ปี ธปท. ให้ทุนแก่เด็กยากจนผ่านโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง เพื่อให้นักเรียนกลุ่มนี้รอดพ้นจากการเป็นแรงงานทักษะต่ำ แต่เติบโตเป็นกลุ่มวัยทำงานในสาขาขาดแคลน ทั้งดิจิทัล เทคโนโลยี และรองรับสังคมสูงวัย ตอบโจทย์เศรษฐกิจของประเทศ

    นอกจากการพัฒนาทุนมนุษย์ผ่านโอกาสทางการศึกษาแล้ว แบงก์ชาติเองมีบทบาทหลักในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ แต่ปัจจุบันปัญหาหลักของประเทศ คือ ปัญหาเชิงโครงสร้าง “2 ต่ำ 1 สูง” ผลิตภาพต่ำ ภูมิคุ้มกันต่ำ เหลื่อมล้ำสูง ซึ่งผู้ว่าการ ธปท. คุณวิทัย รัตนากร ได้ให้ความเห็นไว้ว่า ในยุคนี้ แบงก์ชาติจะขยายบทบาท จากเดิมที่เน้นดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ มาเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้วย ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน “ลงมือช่วยกันทำ”

    ในช่วง 2 เดือนนี้ แบงก์ชาติได้ออกมาตรการเฉพาะจุด 2 โครงการ ซึ่งเปรียบเสมือนการต่อจิ๊กซอว์ เพื่อบรรลุภาพใหญ่ในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ตามที่ผู้เขียนเล่าให้ฟังฉบับก่อน คือ โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้คนตัวเล็ก ที่เหลือภาระหนี้ NPL ไม่สูง ให้กลับมาชำระหนี้ได้ มีประวัติชำระหนี้ที่ดีขึ้น และ มีโอกาสกลับมาเข้าถึงสินเชื่อในระบบ โดยท่านที่สนใจ อย่าลืมรีบลงทะเบียนกันนะคะ และ โครงการ “SMEs Credit Boost” ที่เป็นกลไกค้ำประกันความเสี่ยงสำหรับ “สินเชื่อใหม่”  ที่ ธพ. ปล่อยให้ธุรกิจกลุ่มเป้าหมาย

    นอกจากการให้โอกาสคนตัวเล็ก ผ่านมาตรการเฉพาะจุด และ การให้โอกาสเด็กยากจนผ่านมูลนิธิ 50 ปี ธปท. เพื่อ “พัฒนาคนให้เก่งขึ้นด้านทักษะอาชีพ” อันจะนำมาซึ่งการเพิ่มรายได้ของคน และ ผลิตภาพของประเทศ แล้ว ยังมีอีกมาตรการหนึ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน เพื่อ “พัฒนาคนให้เก่งขึ้นด้านการใช้ชีวิตเป็น” ตามที่ผู้ว่าฯ วิทัยเคยกล่าวถึงในงาน Governor Connect คือ การให้ความรู้ทางการเงิน (Financial literacy) ทั้งการออมและการใช้เงินเป็นด้วย

    เรียนเก่ง ทำงานเก่ง แต่บริหารเงินไม่เป็น ก็หมดตัว เป็นหนี้ได้นะคะ !!! ความรู้ทางการเงิน จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ควรส่งเสริมค่ะ

    ภารกิจงานด้านส่งเสริมความรู้ทางการเงินที่แบงก์ชาติดำเนินการ มีอะไรบ้าง ไปดูกันค่ะ

    (1) “Fin. ดี” series: เริ่มจากโครงการ “Fin. ดี We Can Do!!!” ในปี 2561 โดยแบงก์ชาติร่วมกับ สนง.คณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ส่งเสริมความรู้ทางการเงินแก่กลุ่มเยาวชนอาชีวศึกษา รวมถึงสร้างแกนนำจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อให้เกิดเครือข่ายที่ยั่งยืน และมีพฤติกรรมการออมที่ดีขึ้น จากนั้นในปีต่อมา แบงก์ชาติมีโครงการ “Fin.ดี Happy Life!!!” โดยเข้าไปช่วยปรับพฤติกรรมและสร้างทักษะทางการเงินแก่กลุ่มคนวัยทำงาน โดยเฉพาะกลุ่ม “สาวโรงงาน” ซึ่งท่านที่สนใจสามารถติดตามอ่านได้ในพระสยาม BOT Magazine ฉบับ 26 ก.ย. 2567 ค่ะ

    (2) “สตางค์ Story” คลังข้อมูลออนไลน์: เพื่อให้ความรู้ทางการเงินแก่ผู้คนทุกช่วงวัย ทุกสาขาอาชีพ แบงก์ชาติจึงได้สร้าง “สตางค์ Story” (https://www.bot.or.th/th/satang-story.html) ใน web site แบงก์ชาติ เป็นแหล่งรวมความรู้ทางการเงิน ในหลายเรื่องราว ทั้งการวางแผนทางการเงิน การพิชิตหนี้ในที่เดียวที่รวมความรู้ทั้งก่อนเป็นหนี้และการจัดการหนี้  การรู้เท่าทันภัยทางการเงิน  และ การรวมเรื่องน่ารู้สำหรับผู้ใช้บริการทางการเงินให้ไม่เสียสิทธิ โดยมีเครื่องมือทางด้านการเงิน (Financial Tools) ซึ่งมีโปรแกรมคำนวณและเปรียบเทียบที่น่าสนใจ เช่น เรื่องเงินกู้ ว่าต้องผ่อนเดือนละเท่าไร ผ่อนนานเพียงใด เรื่องเงินออม ว่าอยากมีเงินเก็บเท่านี้ ต้องออมเท่าไร นานกี่ปี รวมทั้ง ยังมีการเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์และค่าธรรมเนียมต่างๆ ด้วยค่ะ 

    (3) Train the trainers: เพื่อให้เกิดการขยายความรู้ทางการเงินในวงกว้าง แบงก์ชาติมีโครงการ “ครูสตางค์” เพื่อสร้างครูต้นแบบด้านการเรียนการสอนเรื่องการเงิน ที่ไม่เพียงแค่สอนให้เข้าใจง่าย สนุก แต่ยังช่วยปลูกฝังนิสัยทางการเงินที่ดีแก่เด็กๆ อย่างยั่งยืนด้วย และยังมีโครงการ “หมอหนี้เพื่อประชาชน” เพื่อให้คำปรึกษากับลูกหนี้ อีกทั้งยังมีแนวทางเพื่อสร้างหมอหนี้ให้มากขึ้น โดยเฉพาะสำนักงานภาคต่างๆ ของแบงก์ชาติที่ส่งต่อความรู้สู่ชุมชนและหน่วยงานต่างๆ เพื่อขยายเครือข่ายหมอหนี้ให้เข้าถึงผู้คนในวงกว้าง นอกจากนี้ มีโครงการ “Responsible employer” เพื่อส่งเสริมสุขภาพการเงินที่ดีในที่ทำงาน โดยนายจ้างสามารถยื่นมือช่วยเหลือพนักงานของตนเอง ผ่านการเพิ่มความรู้ เสริมสร้างทัศนคติและพฤติกรรมทางการเงินที่เหมาะสม โดยแบงก์ชาติได้รวบรวมแหล่งความรู้สำหรับคนวัยทำงาน ไว้ใน“สตางค์ Story” เช่นกันค่ะ

    rn

     

    rn

    (4) การสร้างหลักสูตรเพื่อการเรียนรู้ทางการเงิน ผ่านระบบการศึกษาที่ยั่งยืน (Financial literacy competency): เป็นการวางฐานรากที่แข็งแรงด้านความรู้ทางการเงิน (Financial foundation) โดยแบงค์ชาติร่วมกับหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ สศค. ก.ล.ต. ตลท. และ คปภ. เพื่อ (1) พัฒนากรอบสมรรถนะทางการเงินสำหรับภาคการศึกษา เพื่อเป็นแนวทางกำหนดการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมแก่นักเรียนแต่ละระดับชั้นการศึกษา (2) กำหนดเนื้อหาความรู้ทางการเงินที่จำเป็นและสำคัญ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาหลักสูตร เครื่องมือ และสื่อการสอนต่าง ๆ และ (3) ผลักดันให้เกิดเครือข่ายครูแกนนำที่เข้มแข็ง เพื่อยกระดับและส่งต่อความรู้ทางการเงินภายในสถานศึกษาได้ในวงกว้างและยั่งยืน

    rn

     

    rn

    แบงค์ชาติได้รวบรวมสื่อการสอนความรู้ทางการเงินตามกรอบสมรรถนะทางการเงินเพื่อการศึกษาและการเรียนรู้ คุณครู/อาจารย์ที่สนใจการสร้างห้องเรียนการเงินแบบกำหนดเป็นรายวิชาเฉพาะ หรือกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน สามารถเยี่ยมชม “สตางค์ Story” ใน web site แบงก์ชาติได้ค่ะ

    rn

     

    rn

    มาร่วมกันส่งเสริมความรู้ทางการเงิน “All for financial literacy (FL)”  เพื่อสนับสนุนพฤติกรรมทางการเงินที่ดี ตอบโจทย์การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศอย่างยั่งยืนกันนะคะ  

    rn”}}” id=”text-86b45f4ca4″>

    (3) Train the trainers: เพื่อให้เกิดการขยายความรู้ทางการเงินในวงกว้าง แบงก์ชาติมีโครงการ “ครูสตางค์” เพื่อสร้างครูต้นแบบด้านการเรียนการสอนเรื่องการเงิน ที่ไม่เพียงแค่สอนให้เข้าใจง่าย สนุก แต่ยังช่วยปลูกฝังนิสัยทางการเงินที่ดีแก่เด็กๆ อย่างยั่งยืนด้วย และยังมีโครงการ “หมอหนี้เพื่อประชาชน” เพื่อให้คำปรึกษากับลูกหนี้ อีกทั้งยังมีแนวทางเพื่อสร้างหมอหนี้ให้มากขึ้น โดยเฉพาะสำนักงานภาคต่างๆ ของแบงก์ชาติที่ส่งต่อความรู้สู่ชุมชนและหน่วยงานต่างๆ เพื่อขยายเครือข่ายหมอหนี้ให้เข้าถึงผู้คนในวงกว้าง นอกจากนี้ มีโครงการ “Responsible employer” เพื่อส่งเสริมสุขภาพการเงินที่ดีในที่ทำงาน โดยนายจ้างสามารถยื่นมือช่วยเหลือพนักงานของตนเอง ผ่านการเพิ่มความรู้ เสริมสร้างทัศนคติและพฤติกรรมทางการเงินที่เหมาะสม โดยแบงก์ชาติได้รวบรวมแหล่งความรู้สำหรับคนวัยทำงาน ไว้ใน“สตางค์ Story” เช่นกันค่ะ

    (4) การสร้างหลักสูตรเพื่อการเรียนรู้ทางการเงิน ผ่านระบบการศึกษาที่ยั่งยืน (Financial literacy competency): เป็นการวางฐานรากที่แข็งแรงด้านความรู้ทางการเงิน (Financial foundation) โดยแบงค์ชาติร่วมกับหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ สศค. ก.ล.ต. ตลท. และ คปภ. เพื่อ (1) พัฒนากรอบสมรรถนะทางการเงินสำหรับภาคการศึกษา เพื่อเป็นแนวทางกำหนดการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมแก่นักเรียนแต่ละระดับชั้นการศึกษา (2) กำหนดเนื้อหาความรู้ทางการเงินที่จำเป็นและสำคัญ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาหลักสูตร เครื่องมือ และสื่อการสอนต่าง ๆ และ (3) ผลักดันให้เกิดเครือข่ายครูแกนนำที่เข้มแข็ง เพื่อยกระดับและส่งต่อความรู้ทางการเงินภายในสถานศึกษาได้ในวงกว้างและยั่งยืน

    แบงค์ชาติได้รวบรวมสื่อการสอนความรู้ทางการเงินตามกรอบสมรรถนะทางการเงินเพื่อการศึกษาและการเรียนรู้ คุณครู/อาจารย์ที่สนใจการสร้างห้องเรียนการเงินแบบกำหนดเป็นรายวิชาเฉพาะ หรือกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน สามารถเยี่ยมชม “สตางค์ Story” ใน web site แบงก์ชาติได้ค่ะ

    มาร่วมกันส่งเสริมความรู้ทางการเงิน “All for financial literacy (FL)”  เพื่อสนับสนุนพฤติกรรมทางการเงินที่ดี ตอบโจทย์การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศอย่างยั่งยืนกันนะคะ  

     

    rn

    ** บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่สังกัด **

    rn”}}” id=”disclaimer”>

    ** บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่สังกัด **

    ผู้เขียน

    pornpen photo

    ดร.พรเพ็ญ สดศรีชัย

    ธนาคารแห่งประเทศไทย
    คอลัมน์ “แจงสี่เบี้ย”
    ฉบับวันที่ 20 มกราคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/articles-and-publications/articles/article-20260120.html&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08f2MbWoCf9IIlGTJWNbpo

  • index

    index

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://pr-bangkok.com/%3Fp%3D567984&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1U76rMz5NorDhTrNfRVED8

  • ชวนส่องภารกิจส่งเสริมความรู้ (ทางการเงิน) ของแบงก์ชาติกัน

    เพิ่งผ่านวันเด็กกันมานะคะ วัยเด็กเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข ความหวัง ความเติบโต  แต่ยังมีเด็กอีกจำนวนไม่น้อยที่ขาดโอกาสด้านการเรียนรู้ หรือ เด็กบางส่วนเติบโตมาอย่างเปราะบาง กลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีหนี้ท่วมเพราะขาดความรู้ในการจัดการเงิน

    rn

     

    rn

    แบงก์ชาติตระหนักถึงการให้โอกาสทางการศึกษาแก่เด็กที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ จึงได้ก่อตั้ง มูลนิธิ 50 ปี ธปท. เมื่อปี 2535 โดยได้รับการสนับสนุนจาก ธปท. ผู้บริหาร พนักงาน และ ผู้มีจิตศรัทธา บริจาคเงิน เพื่อมอบแก่เด็กยากจน ให้สามารถเรียนจบในหลากหลายสาขาอาชีพมากว่า 30 ปี ค่ะ

    rn”}}” id=”start-of-article”>

    เพิ่งผ่านวันเด็กกันมานะคะ วัยเด็กเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข ความหวัง ความเติบโต  แต่ยังมีเด็กอีกจำนวนไม่น้อยที่ขาดโอกาสด้านการเรียนรู้ หรือ เด็กบางส่วนเติบโตมาอย่างเปราะบาง กลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีหนี้ท่วมเพราะขาดความรู้ในการจัดการเงิน

    แบงก์ชาติตระหนักถึงการให้โอกาสทางการศึกษาแก่เด็กที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ จึงได้ก่อตั้ง มูลนิธิ 50 ปี ธปท. เมื่อปี 2535 โดยได้รับการสนับสนุนจาก ธปท. ผู้บริหาร พนักงาน และ ผู้มีจิตศรัทธา บริจาคเงิน เพื่อมอบแก่เด็กยากจน ให้สามารถเรียนจบในหลากหลายสาขาอาชีพมากว่า 30 ปี ค่ะ

    ปัจจุบัน มูลนิธิ 50 ปี ธปท. เป็นหนึ่งในภาคี “All for Education” ร่วมมือกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ กสศ. โดยมูลนิธิ 50 ปี ธปท. ให้ทุนแก่เด็กยากจนผ่านโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง เพื่อให้นักเรียนกลุ่มนี้รอดพ้นจากการเป็นแรงงานทักษะต่ำ แต่เติบโตเป็นกลุ่มวัยทำงานในสาขาขาดแคลน ทั้งดิจิทัล เทคโนโลยี และรองรับสังคมสูงวัย ตอบโจทย์เศรษฐกิจของประเทศ

    rn

     

    rn

    นอกจากการพัฒนาทุนมนุษย์ผ่านโอกาสทางการศึกษาแล้ว แบงก์ชาติเองมีบทบาทหลักในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ แต่ปัจจุบันปัญหาหลักของประเทศ คือ ปัญหาเชิงโครงสร้าง “2 ต่ำ 1 สูง” ผลิตภาพต่ำ ภูมิคุ้มกันต่ำ เหลื่อมล้ำสูง ซึ่งผู้ว่าการ ธปท. คุณวิทัย รัตนากร ได้ให้ความเห็นไว้ว่า ในยุคนี้ แบงก์ชาติจะขยายบทบาท จากเดิมที่เน้นดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ มาเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้วย ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน “ลงมือช่วยกันทำ”

    rn

     

    rn

    ในช่วง 2 เดือนนี้ แบงก์ชาติได้ออกมาตรการเฉพาะจุด 2 โครงการ ซึ่งเปรียบเสมือนการต่อจิ๊กซอว์ เพื่อบรรลุภาพใหญ่ในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ตามที่ผู้เขียนเล่าให้ฟังฉบับก่อน คือ โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้คนตัวเล็ก ที่เหลือภาระหนี้ NPL ไม่สูง ให้กลับมาชำระหนี้ได้ มีประวัติชำระหนี้ที่ดีขึ้น และ มีโอกาสกลับมาเข้าถึงสินเชื่อในระบบ โดยท่านที่สนใจ อย่าลืมรีบลงทะเบียนกันนะคะ และ โครงการ “SMEs Credit Boost” ที่เป็นกลไกค้ำประกันความเสี่ยงสำหรับ “สินเชื่อใหม่”  ที่ ธพ. ปล่อยให้ธุรกิจกลุ่มเป้าหมาย

    rn

     

    rn

    นอกจากการให้โอกาสคนตัวเล็ก ผ่านมาตรการเฉพาะจุด และ การให้โอกาสเด็กยากจนผ่านมูลนิธิ 50 ปี ธปท. เพื่อ “พัฒนาคนให้เก่งขึ้นด้านทักษะอาชีพ” อันจะนำมาซึ่งการเพิ่มรายได้ของคน และ ผลิตภาพของประเทศ แล้ว ยังมีอีกมาตรการหนึ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน เพื่อ “พัฒนาคนให้เก่งขึ้นด้านการใช้ชีวิตเป็น” ตามที่ผู้ว่าฯ วิทัยเคยกล่าวถึงในงาน Governor Connect คือ การให้ความรู้ทางการเงิน (Financial literacy) ทั้งการออมและการใช้เงินเป็นด้วย

    rn

     

    rn

    เรียนเก่ง ทำงานเก่ง แต่บริหารเงินไม่เป็น ก็หมดตัว เป็นหนี้ได้นะคะ !!! ความรู้ทางการเงิน จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ควรส่งเสริมค่ะ

    rn

     

    rn

    ภารกิจงานด้านส่งเสริมความรู้ทางการเงินที่แบงก์ชาติดำเนินการ มีอะไรบ้าง ไปดูกันค่ะ

    rn

     

    rn

    (1) “Fin. ดี” series: เริ่มจากโครงการ “Fin. ดี We Can Do!!!” ในปี 2561 โดยแบงก์ชาติร่วมกับ สนง.คณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ส่งเสริมความรู้ทางการเงินแก่กลุ่มเยาวชนอาชีวศึกษา รวมถึงสร้างแกนนำจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อให้เกิดเครือข่ายที่ยั่งยืน และมีพฤติกรรมการออมที่ดีขึ้น จากนั้นในปีต่อมา แบงก์ชาติมีโครงการ “Fin.ดี Happy Life!!!” โดยเข้าไปช่วยปรับพฤติกรรมและสร้างทักษะทางการเงินแก่กลุ่มคนวัยทำงาน โดยเฉพาะกลุ่ม “สาวโรงงาน” ซึ่งท่านที่สนใจสามารถติดตามอ่านได้ในพระสยาม BOT Magazine ฉบับ 26 ก.ย. 2567 ค่ะ

    rn

     

    rn

    (2) “สตางค์ Story” คลังข้อมูลออนไลน์: เพื่อให้ความรู้ทางการเงินแก่ผู้คนทุกช่วงวัย ทุกสาขาอาชีพ แบงก์ชาติจึงได้สร้าง “สตางค์ Story” (https://www.bot.or.th/th/satang-story.html) ใน web site แบงก์ชาติ เป็นแหล่งรวมความรู้ทางการเงิน ในหลายเรื่องราว ทั้งการวางแผนทางการเงิน การพิชิตหนี้ในที่เดียวที่รวมความรู้ทั้งก่อนเป็นหนี้และการจัดการหนี้  การรู้เท่าทันภัยทางการเงิน  และ การรวมเรื่องน่ารู้สำหรับผู้ใช้บริการทางการเงินให้ไม่เสียสิทธิ โดยมีเครื่องมือทางด้านการเงิน (Financial Tools) ซึ่งมีโปรแกรมคำนวณและเปรียบเทียบที่น่าสนใจ เช่น เรื่องเงินกู้ ว่าต้องผ่อนเดือนละเท่าไร ผ่อนนานเพียงใด เรื่องเงินออม ว่าอยากมีเงินเก็บเท่านี้ ต้องออมเท่าไร นานกี่ปี รวมทั้ง ยังมีการเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์และค่าธรรมเนียมต่างๆ ด้วยค่ะ 

    rn”}}” id=”text-b2dc88063a”>

    ปัจจุบัน มูลนิธิ 50 ปี ธปท. เป็นหนึ่งในภาคี “All for Education” ร่วมมือกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ กสศ. โดยมูลนิธิ 50 ปี ธปท. ให้ทุนแก่เด็กยากจนผ่านโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง เพื่อให้นักเรียนกลุ่มนี้รอดพ้นจากการเป็นแรงงานทักษะต่ำ แต่เติบโตเป็นกลุ่มวัยทำงานในสาขาขาดแคลน ทั้งดิจิทัล เทคโนโลยี และรองรับสังคมสูงวัย ตอบโจทย์เศรษฐกิจของประเทศ

    นอกจากการพัฒนาทุนมนุษย์ผ่านโอกาสทางการศึกษาแล้ว แบงก์ชาติเองมีบทบาทหลักในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ แต่ปัจจุบันปัญหาหลักของประเทศ คือ ปัญหาเชิงโครงสร้าง “2 ต่ำ 1 สูง” ผลิตภาพต่ำ ภูมิคุ้มกันต่ำ เหลื่อมล้ำสูง ซึ่งผู้ว่าการ ธปท. คุณวิทัย รัตนากร ได้ให้ความเห็นไว้ว่า ในยุคนี้ แบงก์ชาติจะขยายบทบาท จากเดิมที่เน้นดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ มาเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้วย ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน “ลงมือช่วยกันทำ”

    ในช่วง 2 เดือนนี้ แบงก์ชาติได้ออกมาตรการเฉพาะจุด 2 โครงการ ซึ่งเปรียบเสมือนการต่อจิ๊กซอว์ เพื่อบรรลุภาพใหญ่ในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ตามที่ผู้เขียนเล่าให้ฟังฉบับก่อน คือ โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้คนตัวเล็ก ที่เหลือภาระหนี้ NPL ไม่สูง ให้กลับมาชำระหนี้ได้ มีประวัติชำระหนี้ที่ดีขึ้น และ มีโอกาสกลับมาเข้าถึงสินเชื่อในระบบ โดยท่านที่สนใจ อย่าลืมรีบลงทะเบียนกันนะคะ และ โครงการ “SMEs Credit Boost” ที่เป็นกลไกค้ำประกันความเสี่ยงสำหรับ “สินเชื่อใหม่”  ที่ ธพ. ปล่อยให้ธุรกิจกลุ่มเป้าหมาย

    นอกจากการให้โอกาสคนตัวเล็ก ผ่านมาตรการเฉพาะจุด และ การให้โอกาสเด็กยากจนผ่านมูลนิธิ 50 ปี ธปท. เพื่อ “พัฒนาคนให้เก่งขึ้นด้านทักษะอาชีพ” อันจะนำมาซึ่งการเพิ่มรายได้ของคน และ ผลิตภาพของประเทศ แล้ว ยังมีอีกมาตรการหนึ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน เพื่อ “พัฒนาคนให้เก่งขึ้นด้านการใช้ชีวิตเป็น” ตามที่ผู้ว่าฯ วิทัยเคยกล่าวถึงในงาน Governor Connect คือ การให้ความรู้ทางการเงิน (Financial literacy) ทั้งการออมและการใช้เงินเป็นด้วย

    เรียนเก่ง ทำงานเก่ง แต่บริหารเงินไม่เป็น ก็หมดตัว เป็นหนี้ได้นะคะ !!! ความรู้ทางการเงิน จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ควรส่งเสริมค่ะ

    ภารกิจงานด้านส่งเสริมความรู้ทางการเงินที่แบงก์ชาติดำเนินการ มีอะไรบ้าง ไปดูกันค่ะ

    (1) “Fin. ดี” series: เริ่มจากโครงการ “Fin. ดี We Can Do!!!” ในปี 2561 โดยแบงก์ชาติร่วมกับ สนง.คณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ส่งเสริมความรู้ทางการเงินแก่กลุ่มเยาวชนอาชีวศึกษา รวมถึงสร้างแกนนำจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อให้เกิดเครือข่ายที่ยั่งยืน และมีพฤติกรรมการออมที่ดีขึ้น จากนั้นในปีต่อมา แบงก์ชาติมีโครงการ “Fin.ดี Happy Life!!!” โดยเข้าไปช่วยปรับพฤติกรรมและสร้างทักษะทางการเงินแก่กลุ่มคนวัยทำงาน โดยเฉพาะกลุ่ม “สาวโรงงาน” ซึ่งท่านที่สนใจสามารถติดตามอ่านได้ในพระสยาม BOT Magazine ฉบับ 26 ก.ย. 2567 ค่ะ

    (2) “สตางค์ Story” คลังข้อมูลออนไลน์: เพื่อให้ความรู้ทางการเงินแก่ผู้คนทุกช่วงวัย ทุกสาขาอาชีพ แบงก์ชาติจึงได้สร้าง “สตางค์ Story” (https://www.bot.or.th/th/satang-story.html) ใน web site แบงก์ชาติ เป็นแหล่งรวมความรู้ทางการเงิน ในหลายเรื่องราว ทั้งการวางแผนทางการเงิน การพิชิตหนี้ในที่เดียวที่รวมความรู้ทั้งก่อนเป็นหนี้และการจัดการหนี้  การรู้เท่าทันภัยทางการเงิน  และ การรวมเรื่องน่ารู้สำหรับผู้ใช้บริการทางการเงินให้ไม่เสียสิทธิ โดยมีเครื่องมือทางด้านการเงิน (Financial Tools) ซึ่งมีโปรแกรมคำนวณและเปรียบเทียบที่น่าสนใจ เช่น เรื่องเงินกู้ ว่าต้องผ่อนเดือนละเท่าไร ผ่อนนานเพียงใด เรื่องเงินออม ว่าอยากมีเงินเก็บเท่านี้ ต้องออมเท่าไร นานกี่ปี รวมทั้ง ยังมีการเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์และค่าธรรมเนียมต่างๆ ด้วยค่ะ 

    (3) Train the trainers: เพื่อให้เกิดการขยายความรู้ทางการเงินในวงกว้าง แบงก์ชาติมีโครงการ “ครูสตางค์” เพื่อสร้างครูต้นแบบด้านการเรียนการสอนเรื่องการเงิน ที่ไม่เพียงแค่สอนให้เข้าใจง่าย สนุก แต่ยังช่วยปลูกฝังนิสัยทางการเงินที่ดีแก่เด็กๆ อย่างยั่งยืนด้วย และยังมีโครงการ “หมอหนี้เพื่อประชาชน” เพื่อให้คำปรึกษากับลูกหนี้ อีกทั้งยังมีแนวทางเพื่อสร้างหมอหนี้ให้มากขึ้น โดยเฉพาะสำนักงานภาคต่างๆ ของแบงก์ชาติที่ส่งต่อความรู้สู่ชุมชนและหน่วยงานต่างๆ เพื่อขยายเครือข่ายหมอหนี้ให้เข้าถึงผู้คนในวงกว้าง นอกจากนี้ มีโครงการ “Responsible employer” เพื่อส่งเสริมสุขภาพการเงินที่ดีในที่ทำงาน โดยนายจ้างสามารถยื่นมือช่วยเหลือพนักงานของตนเอง ผ่านการเพิ่มความรู้ เสริมสร้างทัศนคติและพฤติกรรมทางการเงินที่เหมาะสม โดยแบงก์ชาติได้รวบรวมแหล่งความรู้สำหรับคนวัยทำงาน ไว้ใน“สตางค์ Story” เช่นกันค่ะ

    rn

     

    rn

    (4) การสร้างหลักสูตรเพื่อการเรียนรู้ทางการเงิน ผ่านระบบการศึกษาที่ยั่งยืน (Financial literacy competency): เป็นการวางฐานรากที่แข็งแรงด้านความรู้ทางการเงิน (Financial foundation) โดยแบงค์ชาติร่วมกับหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ สศค. ก.ล.ต. ตลท. และ คปภ. เพื่อ (1) พัฒนากรอบสมรรถนะทางการเงินสำหรับภาคการศึกษา เพื่อเป็นแนวทางกำหนดการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมแก่นักเรียนแต่ละระดับชั้นการศึกษา (2) กำหนดเนื้อหาความรู้ทางการเงินที่จำเป็นและสำคัญ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาหลักสูตร เครื่องมือ และสื่อการสอนต่าง ๆ และ (3) ผลักดันให้เกิดเครือข่ายครูแกนนำที่เข้มแข็ง เพื่อยกระดับและส่งต่อความรู้ทางการเงินภายในสถานศึกษาได้ในวงกว้างและยั่งยืน

    rn

     

    rn

    แบงค์ชาติได้รวบรวมสื่อการสอนความรู้ทางการเงินตามกรอบสมรรถนะทางการเงินเพื่อการศึกษาและการเรียนรู้ คุณครู/อาจารย์ที่สนใจการสร้างห้องเรียนการเงินแบบกำหนดเป็นรายวิชาเฉพาะ หรือกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน สามารถเยี่ยมชม “สตางค์ Story” ใน web site แบงก์ชาติได้ค่ะ

    rn

     

    rn

    มาร่วมกันส่งเสริมความรู้ทางการเงิน “All for financial literacy (FL)”  เพื่อสนับสนุนพฤติกรรมทางการเงินที่ดี ตอบโจทย์การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศอย่างยั่งยืนกันนะคะ  

    rn”}}” id=”text-86b45f4ca4″>

    (3) Train the trainers: เพื่อให้เกิดการขยายความรู้ทางการเงินในวงกว้าง แบงก์ชาติมีโครงการ “ครูสตางค์” เพื่อสร้างครูต้นแบบด้านการเรียนการสอนเรื่องการเงิน ที่ไม่เพียงแค่สอนให้เข้าใจง่าย สนุก แต่ยังช่วยปลูกฝังนิสัยทางการเงินที่ดีแก่เด็กๆ อย่างยั่งยืนด้วย และยังมีโครงการ “หมอหนี้เพื่อประชาชน” เพื่อให้คำปรึกษากับลูกหนี้ อีกทั้งยังมีแนวทางเพื่อสร้างหมอหนี้ให้มากขึ้น โดยเฉพาะสำนักงานภาคต่างๆ ของแบงก์ชาติที่ส่งต่อความรู้สู่ชุมชนและหน่วยงานต่างๆ เพื่อขยายเครือข่ายหมอหนี้ให้เข้าถึงผู้คนในวงกว้าง นอกจากนี้ มีโครงการ “Responsible employer” เพื่อส่งเสริมสุขภาพการเงินที่ดีในที่ทำงาน โดยนายจ้างสามารถยื่นมือช่วยเหลือพนักงานของตนเอง ผ่านการเพิ่มความรู้ เสริมสร้างทัศนคติและพฤติกรรมทางการเงินที่เหมาะสม โดยแบงก์ชาติได้รวบรวมแหล่งความรู้สำหรับคนวัยทำงาน ไว้ใน“สตางค์ Story” เช่นกันค่ะ

    (4) การสร้างหลักสูตรเพื่อการเรียนรู้ทางการเงิน ผ่านระบบการศึกษาที่ยั่งยืน (Financial literacy competency): เป็นการวางฐานรากที่แข็งแรงด้านความรู้ทางการเงิน (Financial foundation) โดยแบงค์ชาติร่วมกับหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ สศค. ก.ล.ต. ตลท. และ คปภ. เพื่อ (1) พัฒนากรอบสมรรถนะทางการเงินสำหรับภาคการศึกษา เพื่อเป็นแนวทางกำหนดการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมแก่นักเรียนแต่ละระดับชั้นการศึกษา (2) กำหนดเนื้อหาความรู้ทางการเงินที่จำเป็นและสำคัญ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาหลักสูตร เครื่องมือ และสื่อการสอนต่าง ๆ และ (3) ผลักดันให้เกิดเครือข่ายครูแกนนำที่เข้มแข็ง เพื่อยกระดับและส่งต่อความรู้ทางการเงินภายในสถานศึกษาได้ในวงกว้างและยั่งยืน

    แบงค์ชาติได้รวบรวมสื่อการสอนความรู้ทางการเงินตามกรอบสมรรถนะทางการเงินเพื่อการศึกษาและการเรียนรู้ คุณครู/อาจารย์ที่สนใจการสร้างห้องเรียนการเงินแบบกำหนดเป็นรายวิชาเฉพาะ หรือกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน สามารถเยี่ยมชม “สตางค์ Story” ใน web site แบงก์ชาติได้ค่ะ

    มาร่วมกันส่งเสริมความรู้ทางการเงิน “All for financial literacy (FL)”  เพื่อสนับสนุนพฤติกรรมทางการเงินที่ดี ตอบโจทย์การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศอย่างยั่งยืนกันนะคะ  

     

    rn

    ** บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่สังกัด **

    rn”}}” id=”disclaimer”>

    ** บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่สังกัด **

    ผู้เขียน

    pornpen photo

    ดร.พรเพ็ญ สดศรีชัย

    ธนาคารแห่งประเทศไทย
    คอลัมน์ “แจงสี่เบี้ย”
    ฉบับวันที่ 20 มกราคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/articles-and-publications/articles/article-20260120.html&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08f2MbWoCf9IIlGTJWNbpo

  • กทม.อบรมเข้มอัปสกิลบุคลากรสายไอที ลดซ้ำซ้อน สร้างโปร่งใส

    กทม.อบรมเข้มอัปสกิลบุคลากรสายไอที ลดซ้ำซ้อน สร้างโปร่งใส

    กทม.อบรมเข้มอัปสกิลบุคลากรสายไอที ลดซ้ำซ้อน สร้างโปร่งใส

    วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.25 น.

    อัปสกิลสายไอที กทม.! เปิดอบรมเข้ม เสริมสมรรถนะดิจิทัล ขับเคลื่อนงานเมืองยุคใหม่

    วันที่ 21 ม.ค.69 เวลา 09.00 น. นางสาวอรัญญา พรไชยะ รองปลัดกรุงเทพมหานคร ประธานพิธีกล่าวต้อนรับการฝึกอบรมหลักสูตรการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทรัพยากรบุคคลตามสมรรถนะประจำกลุ่มงาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 สำหรับผู้ดำรงตำแหน่งนักวิชาการคอมพิวเตอร์ และเจ้าหน้าที่ระบบงานคอมพิวเตอร์ โดยมี ผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ผู้บริหารสถาบันพัฒนาทรัพยากรบุคคลกรุงเทพมหานคร สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร (สำนักงาน ก.ก.) ผู้บริหารสำนักดิจิทัลกรุงเทพมหานคร และผู้ที่เกี่ยวข้อง ร่วมพิธี ณ ห้องจรัสเมือง 1 ชั้น 2 โรงแรม เดอะ ทวิน ทาวเวอร์ เขตปทุมวัน

    รองปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กรุงเทพมหานครให้ความสำคัญกับบทบาทของนักวิชาการคอมพิวเตอร์ในฐานะกำลังสำคัญในการสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนงาน การลดความซ้ำซ้อน การยกระดับความโปร่งใส รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาช่วยป้องกันและปราบปรามการทุจริต ผ่านการออกแบบระบบและการพัฒนาโปรแกรมให้เป็นไปตามระเบียบและขั้นตอนที่ชัดเจน “ข้อมูล” ถือเป็นหัวใจของงานด้านเทคโนโลยี นักวิชาการคอมพิวเตอร์ต้องสามารถประสานงานและเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อพัฒนาระบบที่ตอบโจทย์การทำงานและการให้บริการประชาชนได้อย่างแท้จริง หวังว่าการพัฒนาสมรรถนะในครั้งนี้จะช่วยให้นักวิชาการคอมพิวเตอร์สามารถนำองค์ความรู้และแนวคิดที่ได้รับไปต่อยอดในการทำงาน สอดรับกับนโยบายผู้บริหารที่มุ่งนำเทคโนโลยีสมัยใหม่และปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมขับเคลื่อนกรุงเทพมหานครสู่การเป็นองค์กรดิจิทัลอย่างยั่งยืน

    กรุงเทพมหานคร โดยสถาบันพัฒนาทรัพยากรบุคคลกรุงเทพมหานคร สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร (สำนักงาน ก.ก.) จัดการฝึกอบรมหลักสูตรการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทรัพยากรบุคคลตามสมรรถนะประจำกลุ่มงาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 สำหรับผู้ดำรงตำแหน่งนักวิชาการคอมพิวเตอร์ และเจ้าหน้าที่ระบบงานคอมพิวเตอร์ รุ่นที่ 3 เพื่อพัฒนาทรัพยากรบุคคลตามสมรรถนะประจำกลุ่มงาน คือ การพัฒนาทรัพยากรบุคคลเกี่ยวกับความรู้ที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงาน เพื่อให้สามารถพัฒนา ความรู้ ทักษะ ตามสมรรถนะประจำกลุ่มงานของข้าราชการกรุงเทพมหานคร และสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ กำหนดจัดระหว่างวันที่ 21-23 ม.ค.69 การอบรมเป็นแบบไป-กลับ ผู้เข้ารับการอบรมประกอบด้วย ข้าราชการสังกัดกรุงเทพมหานคร ตำแหน่งนักวิชาการคอมพิวเตอร์ และเจ้าหน้าที่ระบบงานคอมพิวเตอร์ จำนวน 40 คน ณ โรงแรม เดอะ ทวิน ทาวเวอร์ เขตปทุมวัน โดยได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐและภาคเอกชนที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในภารกิจด้านเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นผู้บรรยายให้ความรู้

    036

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/941981&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cup4oIGYj_YM2C6xUr_an

  • เปิดข้อมูลพรรคการเมือง เสนอนโยบายเศรษฐกิจ สู่คนรุ่นใหม่ผ่าน “ X ”

    เปิดข้อมูลพรรคการเมือง เสนอนโยบายเศรษฐกิจ สู่คนรุ่นใหม่ผ่าน “ X ”

    พรรคการเมือง ยอดใช้โซเชียลมีเดียพุ่ง นิยมเผยแพร่นโยบาย และ หาเสียงผ่านทาง “X” สูงสุด ชูเรื่องเศรษฐกิจ เจาะกลุ่ม Gen Z

    “เรียลวอทช์ แล๊ป” สำรวจ การใช้ แพลตฟอร์ม Social Media ของพรรคการเมือง ในการเผยแพร่นโยบาย และ หาเสียง เลือกตั้ง ระหว่างวันที่ 1-9 มกราคม 2569 พบว่า มีการใช้ “ X ” สูงสุด ในการหาเสียงเลือกตั้ง คิดเป็นสัดส่วน 37% ของการใช้สื่อออนไลน์ทั้งหมด โดยนโยบายหลักที่นำมาใช้หาเสียงผ่านสังคมออนไลน์สูงสุด เป็นเรื่อง นโยบายด้านเศรษฐกิจ คิดเป็นสัดส่วน 50%

    เรียลวอทช์ แล๊ป (RealWatch Lab) ส่วนวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูล (Research and Data Analytics) บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด(มหาชน) บริษัท ด้าน AI-Data Driven Technology  เปิดเผยถึงผลสำรวจการใช้แพลตฟอร์มในสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ของพรรคการเมือง ในการเผยแพร่นโยบาย และ หาเสียง เลือกตั้ง ระหว่าง วันที่ 1-9 มกราคม 2569 พบว่า พรรคการเมือง นิยมเผยแพร่นโยบาย และ หาเสียงผ่านทาง “X” สูงสุด คิดเป็นสัดส่วน 37%  

    อันดับ 2 เป็นการใช้ website ทั้งของพรรคและผ่านสื่อมวลชน ในการแถลงนโยบายและหาเสียง คิดเป็นสัดส่วน 30% ถัดมา อันดับ 3 เป็นการใช้ Facebook คิดเป็นสัดส่วน 22% ในขณะที่ YouTube มาเป็นอันดับ 4 คิดเป็นสัดส่วน 5% อันดับ 5 คือ Instagram และ TikTok คิดเป็นสัดส่วนเท่ากันคือ อย่างละ 3% ของการเผยแพร่นโยบายและหาเสียงของพรรคการเมือง ที่ลงสมัครรับเลือกตั้งทั้งหมด 60 พรรคการเมือง

    เปิดข้อมูลพรรคการเมือง เสนอนโยบายเศรษฐกิจ สู่คนรุ่นใหม่ผ่าน “ X ” ผลิตโดย NoteBookLM 

    จากผลการสำรวจพบว่า การใช้ “X” มากสุด จะเน้นที่การสื่อสารแบบ เรียลไทม์ และสร้างเป็นไวรัล ด้วยข้อความสั้นๆ ขณะที่ YouTube ถูกใช้ในกรณี ที่เป็นการปราศรัย ยาว ๆ ในส่วนของ Instagram จะนำเสนอในรูปแบบของกราฟฟิค เป็นหลัก 

    “เศรษฐกิจ” เป็นประเด็นหลัก ในการหาเสียง ส่วนประเด็นที่นำมาใช้ ในการหาเสียงผ่านสังคมออนไลน์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับ นโยบายด้านเศรษฐกิจ คิดเป็นสัดส่วน 50% ของนโยบายที่หาเสียง ผ่าน Social Media ทั้งหมด โดยประเด็นด้านเศรษฐกิจที่มีการพูดถึง มีทั้ง นโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้มีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง นโยบายช่วยภาคเกษตรกรรม การพักหนี้ การแก้หนี้ครัวเรือน ไปจนถึงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นต้น 

    ประเด็นถัดมาเป็น นโยบายด้านสังคม คิดเป็นสัดส่วน 20% ได้แก่ประเด็นเรื่อง สวัสดิการผู้สูงอายุ ลดความเหลื่อมล้ำ คิดเป็นสัดส่วน 20% ในขณะที่อันดับ 3 มี 3 ประเด็นที่มีสัดส่วนเท่ากันคือ 10% ได้แก่  นโยบายด้านสุขภาพ ทั้ง ด้านสาธารณสุข และ การให้บริการทางการแพทย์, นโยบายด้านความมั่นคง ทั้งการปฏิรูปกองทัพ นโยบายด้านชายแดน, และ นโยบายด้านการเมือง เช่น การปราบคอร์รัปชัน การต่อต้านทุจริต โดยทั้งด้านสาธารณสุข ความมั่นคง และ ด้านการเมือง มีสัดส่วนเท่ากันคือ 10% 

    การนำนโยบายเศรษฐกิจ มาเป็นแกนหลักในการหาเสียง สะท้อนถึง ปัญหาใหญ่ของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันที่เผชิญกับความผันผวนและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และ การที่ประเทศไทยเผชิญกับอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจที่ต่ำกว่า 3% ภาคประชาชนมีปัญหาภาระหนี้ครัวเรือนที่สูง ความสามารถในการสร้างรายได้ต่ำ ทำให้นโยบายในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ กลายเป็นประเด็นหลัก เพื่อตอบโจทย์กับกลุ่มเป้าหมาย ที่เป็น คนในวัยทำงานอายุ 18-34 ปี

    โดยสะท้อนจากแพลตฟอร์ม ที่พรรคการเมืองเลือกใช้เป็นหลัก 3 อันดับแรก อย่าง แพลตฟอร์ม “X” “Website” และ “Facebook”

    จากรายงานของ Hootsuite Thailand 2025 แพลตฟอร์มการจัดการโซเชียลมีเดียชั้นนำระดับโลก สัญชาติแคนาดา ชี้ว่าแต่ละแพลตฟอร์มยอดนิยมในไทย ให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้ใช้ที่แตกต่างกัน โดย  X เป็นแพลตฟอร์มที่มีความแข็งแกร่งในกลุ่ม  คนรุ่นใหม่ (Gen Z, Millennial) โดยเฉพาะช่วง 18-34 ปี (กลุ่มกำลังซื้อสูง และต้องการความบันเทิง/ข่าวสาร) และ Gen X (45-60 ปี) ที่เป็นกำลังซื้อหลักและมีอำนาจตัดสินใจ โดย X เน้นการเชื่อมต่อที่รวดเร็วและหลากหลายแพลตฟอร์ม 

    ในขณะที่กลุ่มเป้าหมายหลักของ Facebook ยังคงเป็นวัยทำงานตอนต้นถึงกลาง (อายุ 25-34 ปี) มีการเข้าถึงโฆษณาสูงสุด เช่นเดียวกับ YouTube และ TikTok ก็เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยกลุ่มอายุ 25-34 ปี Instagram มีผู้ใช้หลัก 18-34 ปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/736807&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_RG1hDPYEwRr1cGwTIo7z

  • ขยายอายุทำงาน 60-65 ปี สร้างเศรษฐกิจสูงวัย

    ขยายอายุทำงาน 60-65 ปี สร้างเศรษฐกิจสูงวัย

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/life-250&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3SOfeyk7pV86I_Amyhn01D

  • ต้องรอด! LH ทิ้งเกมขายเร็ว ลุยค่าเช่า-คุมหนี้-ลดสต๊อก สู้พิษเศรษฐกิจ

    ต้องรอด! LH ทิ้งเกมขายเร็ว ลุยค่าเช่า-คุมหนี้-ลดสต๊อก สู้พิษเศรษฐกิจ

    เศรษฐกิจไทยในวันที่กำลังซื้อหดตัว หนี้ครัวเรือนพุ่ง และความไม่แน่นอนจากโลกภายนอกรุมเร้า กำลังบังคับให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ต้องคิดใหม่ ทำใหม่ จากโมเดลขายเร็ว-รับเงินครั้งเดียว สู่การสร้างกระแสเงินสดระยะยาวเพื่อความอยู่รอด

    “บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์  จำกัด (มหาชน) หรือ LH” คือหนึ่งในผู้เล่นรายใหญ่ที่เลือกเปลี่ยนเกมอย่างชัดเจน เมื่อไม่ยึดติดกับการเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายเพียงอย่างเดียว

    แต่หันมาโฟกัสรายได้จากการดำเนินงานและการลงทุนในสินทรัพย์ให้เช่า ใช้กองรีทเป็นเครื่องมือรีไซเคิลเงินสด คุมความเสี่ยง รักษาสภาพคล่อง และเดินเกมอย่างระมัดระวัง ท่ามกลางตลาดที่เปราะบางไม่ต่างจากผู้ป่วยโรคเรื้อรัง

    จากจุดนี้คือมุมมองและกลยุทธ์ของผู้บริหาร LH ต่อเศรษฐกิจไทย ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และทิศทางการเติบโตในปี 2569 ที่ไม่ใช่เรื่องของการโตเร็ว แต่คือการอยู่รอดและแข็งแรงในระยะยาว

    นพร สุนทรจิตต์เจริญ

    “นพร สุนทรจิตต์เจริญ” ประธานกรรมการบริหาร LH เผยว่า บริษัทได้เปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียงผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย (Pure trading property) มาสู่การให้ความสำคัญกับรายได้จากการดำเนินงาน (Operating Income) และการลงทุน 

    โดยมีกลยุทธ์หลักคือ การนำสินทรัพย์เข้ากองรีท (REIT) มีการนำโรงแรมและโรงงานเข้ากองทุนเพื่อดึงเงินสดออกมา (Recycle capital) สำหรับนำไปใช้ในโครงการใหม่ๆ, การบริหารจัดการรายได้ แม้จะขายสินทรัพย์เข้ากองทุน

    แต่บริษัทยังคงใช้วิธีการเช่ากลับมาบริหารเอง ทำให้รายได้รวมไม่ลดลง แม้ว่ากำไรสุทธิอาจจะลดลงบ้างเนื่องจากต้องแบ่งสัดส่วนกำไรให้กองทุน

    ปัจจุบันสัดส่วนรายได้จากค่าเช่าพุ่งสูงขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 35-40% ของรายได้รวม ซึ่งเป็นผลมาจากการชะลอเปิดโครงการขายและหันไปเน้นการลงทุนในสินทรัพย์ที่สร้างรายได้ต่อเนื่อง

    เปรียบเทียบสภาวะเศรษฐกิจไทยมีความเปราะบางเหมือน “โรคเบาหวาน” ที่มีโรคแทรกซ้อนรุมเร้า โดยมีปัจจัยลบที่สำคัญคือ “หนี้ครัวเรือนที่สูง” ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำลังซื้อและทำให้ความต้องการในตลาดอสังหาริมทรัพย์ลดลง,

    การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรเป็นปัจจัยเสี่ยงระยะยาวต่อธุรกิจที่อยู่อาศัย, ความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลกและตัวแปรทางเศรษฐกิจที่ซับซ้อนขึ้น ทำให้ความเชื่อมั่นในตลาดแย่ลง

    ต้องรอด! LH ทิ้งเกมขายเร็ว ลุยค่าเช่า-คุมหนี้-ลดสต๊อก สู้พิษเศรษฐกิจ

    ภายใต้ความไม่แน่นอนที่สูง บริษัทเน้นการดำเนินธุรกิจแบบระมัดระวังและยืดหยุ่น โดยติดตามข้อมูลและปัจจัยความเสี่ยงแบบเฝ้าระวัง(Monitoring)เพื่อปรับสมมติฐานในการดำเนินงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง, ให้ความสำคัญกับการจัดการกระแสเงินสด(Cash Flow)และการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน มากกว่าการเร่งขยายตัวเลขเพียงอย่างเดียว

    การพัฒนาโครงการใหม่ๆจะเน้นความแตกต่างที่ตอบโจทย์เฉพาะในแต่ละโลเคชั่น และกลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยวที่เริ่มกลับมา.

    เน้นลดสต๊อคสินค้าคงเหลือ-บริหารหนี้

    “อาชวิณ อัศวโภคิน” กรรมการผู้จัดการสายปฏิบัติการ LH กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า ธีมการลงทุนปี 2569 ยังเหมือนเดิม คือ เน้นลดระดับสินค้าคงเหลือราว  17,000 ล้านบาทและระดับหนี้สินต่อทุน บริษัทคาดว่าจะออกหุ้นกู้มูลค่าประมาณ 15,000 ล้านบาท เพื่อทดแทนหุ้นกู้เดิมที่จะครบกำหนด และคาดว่า ณ สิ้นปี 2569 อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนสุทธิจะลดลงอยู่ในระดับประมาณ 1 เท่า 

    2. เปิดตัวโครงการใหม่ระดับกลาง-บน 2 โครงการ และ 3. เดินหน้าขยายและพัฒนาธุรกิจให้เช่าอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2569 วางแผนเปิด 2 โครงการใหม่ ได้แก่ Nantawan Prestige ราชพฤกษ์-พรานนก บ้านเดี่ยวระดับราคา 60-100 ล้านบาท และ Chaiyapruek 3 รามอินทรา-วงแหวน บ้านเดี่ยวระดับราคา 10-13 ล้านบาท มูลค่ารวมของโครงการใหม่ประมาณ 3,660 ล้านบาท 

    ต้องรอด! LH ทิ้งเกมขายเร็ว ลุยค่าเช่า-คุมหนี้-ลดสต๊อก สู้พิษเศรษฐกิจ

    เมื่อรวมกับโครงการที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบันจำนวนโครงการที่ดำเนินการในปีนี้ทั้งหมด 69 โครงการ มูลค่าประมาณ 80,000 ล้านบาท แบ่งเป็นสินค้าแนวราบ 63 โครงการ มูลค่าประมาณ 69,000 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม 6 โครงการ มูลค่ากว่า 11,000 ล้านบาท

    โดยเป็นโครงการคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จพร้อมโอน 5 โครงการ และอีก 1 โครงการคือ โครงการวันเวลา ณ เจ้าพระยา คาดว่าจะสร้างเสร็จและเริ่มโอนได้ในช่วงกลางไตรมาส 4/69

    อาชวิณ อัศวโภคิน

    นอกจากนี้ บริษัทเตรียมงบลงทุนไว้ทั้งหมดประมาณ 4,500 ล้านบาท ประกอบด้วย งบสำหรับการซื้อที่ดินเพื่อการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย 2,000 ล้านบาท และ งบลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์เพื่อการให้เช่า 2,500 ล้านบาท

    บริษัทวางแผนเปิดตัวโรงแรมใหม่ในประเทศไทยอีก 1 แห่งในเดือนตุลาคมคือ Grande Centre Point Voyage ซึ่งเป็นโรงแรมแห่งที่ 3 ในพัทยา ต่อยอดความสำเร็จจากโครงการ Grande Centre Point Space Pattaya โดยเป็นโรงแรมขนาด 494 ห้อง พร้อมสวนน้ำขนาดใหญ่กว่า 20,000 ตารางเมตร ถือว่าใหญ่ที่สุดในเครือโรงแรม Grande Centre Point

    ตามด้วย Grande Centre Point Chinatown ที่วางแผนเปิดในปี 2571 บริษัทฯ มีแผน ที่จะขายโรงแรมในประเทศไทยจำนวน 1 แห่งเข้ากองทรัสต์ฯ และโครงการในสหรัฐอเมริกาจำนวน 2 แห่ง

    “กรณีทรัมป์กับยุโรป ต้องยอมรับว่าทรัมป์ก็เป็นแบบนี้ เราอาจไม่ได้รับผลกระทบทางตรงแต่เป็นทางอ้อมๆ เพราะลูกค้าส่วนใหญ่คือเอเชีย และอาจจะมีบ้างเป็นยุโรป”

    ปัจจัยเสี่ยงเพียบ

    “โชคชัย วลิตวรางค์กูร” กรรมการผู้จัดการสายปฏิบัติการ LH เผยตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2569 มีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจที่คาดว่าจะขยายตัวในอัตราต่ำราว 1.5% ตามการชะลอตัวของภาคการส่งออก ท่ามกลางมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ และการแข็งค่าของเงินบาท

    สินเชื่อรวมยังอยู่ในภาวะหดตัวจากระดับหนี้ครัวเรือนที่สูงและความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ที่เผชิญแรงกดดันด้านสภาพคล่องจากข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ ความเปราะบางของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อภายในประเทศ

    อย่างไรก็ดี คาดว่าเศรษฐกิจจะมีปัจจัยบวกในภาคการท่องเที่ยว จากการเปิดเส้นทางการบินใหม่ที่เชื่อมโยงมายังประเทศไทย และมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวของภาครัฐ รวมทั้งเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลที่คาดว่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้นกว่าในปีที่ผ่านมา

    ต้องรอด! LH ทิ้งเกมขายเร็ว ลุยค่าเช่า-คุมหนี้-ลดสต๊อก สู้พิษเศรษฐกิจ

    สำหรับภาพรวมตลาดอสังหาฯและการดำเนินงานปี 2568 ในช่วง 11 เดือนแรก 2568 ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) แสดงจำนวนที่อยู่อาศัยที่มีการโอนกรรมสิทธิ์โดยผู้ประกอบการในกรุงเทพฯและปริมณฑล รวมทั้งตลาดลดลง 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แสดงให้เห็นว่าอุปสงค์โดยรวมในตลาดที่อยู่อาศัยยังอ่อนตัวลงต่อเนื่องเมื่อเทียบกับปีก่อน และอ่อนตัวลงทุกประเภทบ้านทั้งบ้านแนวราบและคอนโดมิเนียม โดยลดลง 13% และ 21% ตามลำดับ

    ด้านอุปทาน ข้อมูลจากบริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จำกัด (AREA) แสดงจำนวนหน่วยที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ในกรุงเทพฯและปริมณฑล ปี 2568 ลดลงประมาณ 33% เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนการชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่ทั้งในตลาดบ้านแนวราบและคอนโดมิเนียม 

    หากพิจารณาเฉพาะตลาดบ้านเดี่ยวซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าหลักของบริษัท แม้ว่าจำนวนหน่วยเปิดขายใหม่ปรับลดลงกว่า 40% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่คาดว่าจำนวนหน่วยเปิดขายใหม่ยังคงสูงกว่าจำนวนความต้องการซื้อ ต่อเนื่องกันเป็นปีที่ 4 ทำให้ตลาดบ้านเดี่ยวยังคงมีการแข่งขันที่สูงมาก

    ส่วนสินค้าคอนโดมิเนียม จำนวนหน่วยเปิดขายใหม่ ลดลงประมาณ 33% จากปีก่อน โดยเห็นการชะลอการเปิดโครงการในทุกไตรมาส ยกเว้นไตรมาส 3 ที่มีการเปิดตัวมากขึ้นจากไตรมาส 2 ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อปลายเดือนมีนาคม อย่างไรก็ตามคาดว่าจำนวนความต้องการซื้อคอนโดมิเนียมยังคงลดลงต่อเนื่องจากปีก่อน

    โชคชัย วลิตวรางค์กูร

    ผลการดำเนินงานปี 2568 สินค้าประเภทบ้านแนวราบ ได้แก่ บ้านเดี่ยว บ้านแฝดและทาวน์เฮ้าส์ ยังคงเป็นสินค้าหลักที่สร้างยอดขายให้กับบริษัทโดยมีสัดส่วนประมาณ 87% ของยอดขาย ที่เหลืออีกประมาณ 13% เป็นสินค้าคอนโดมิเนียม ซึ่งสินค้ากลุ่มนี้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวช่วงปลายเดือนมีนาคม 2568 ทำให้ยอดขายคอนโดมิเนียมได้รับผลกระทบอย่างเห็นได้ชัดในไตรมาส 2 แต่เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง ณ สิ้นปี มีโครงการคอนโดมิเนียมที่ดำเนินการอยู่ทั้งสิ้น 6 โครงการ มูลค่าขายคงเหลือรวมกว่า 11,000 ล้านบาท และโครงการบ้านแนวราบอีกกว่า 65,000 ล้านบาท

    เมื่อจำแนกตามพื้นที่ กรุงเทพฯและปริมณฑลยังคงเป็นพื้นที่หลักในการก่อให้เกิดยอดขาย โดยสัดส่วนยอดขายอยู่ที่ประมาณ 86% ของยอดขายรวมทั้งหมด ซึ่งเกือบ 60%ของยอดขายรวมมาจากบ้านระดับราคาสูงกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไป 

    ปี 2568 บริษัทมีการเปิดโครงการใหม่ทั้งสิ้น 3 โครงการ มูลค่า 8,960 ล้านบาท ลดลง 70% จากปีก่อน โดยเป็นสินค้าแนวราบทั้งหมด และมีการเลื่อนไปเปิดในปี 2569 จำนวน 1 โครงการ คือโครงการ “Nantawan Prestige ราชพฤกษ์-พรานนก” มูลค่า 2,200 ล้านบาท เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานบริเวณหน้าโครงการของหน่วยงานรัฐยังไม่พร้อมใช้งาน 

    ในระหว่างปี บริษัทไม่มีการลงทุนซื้อที่ดินเพิ่มเติมสำหรับการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อขาย ทั้งนี้บริษัทยังคงมั่นใจว่ามีที่ดินพร้อมพัฒนาในระดับที่เหมาะสมและเพียงพอต่อแผนการดำเนินงาน

    คอนเฟิร์มการเงินแกร่ง

    “วิทย์ ตันติวรวงศ์” กรรมการผู้จัดการสายสนับสนุนและผู้บริหารสูงสุดทางด้านการเงิน LH เผยฐานะการเงินของบริษัทฯและการดำเนินงานด้านอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าปี 2568 บริษัทยังคงมีฐานะทางการเงินที่มั่นคงจากการบริหารจัดการสภาพคล่องที่ดีและจากสินทรัพย์ลงทุนที่มีอยู่

    ในปีที่ผ่านมาบริษัทได้ออกหุ้นกู้มูลค่ารวม 13,200 ล้านบาท อายุ 2-3 ปี โดยมีอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยอยู่ที่ 2.16% ต่อปี เพื่อคืนหุ้นกู้เดิม และใช้หมุนเวียนในการดำเนินงาน 

    ณ สิ้นปี 2568 บริษัทมีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิ ประมาณ 64,000 ล้านบาท โดยมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนอยู่ที่ประมาณ 1.20 เท่า และต้นทุนทางการเงินเฉลี่ย 2.82%

    วิทย์ ตันติวรวงศ์

    สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อให้เช่าและบริการ ปัจจุบันบริษัทมีโครงการที่พัฒนาและอยู่ภายใต้การบริหารของบริษัททั้งหมด 17 แห่ง ประกอบด้วยโรงแรม Grande Centre Point ที่เปิดดำเนินการ แล้ว 9 แห่ง ขายเข้ากองทรัสต์ 6 แห่ง และอยู่ระหว่างก่อสร้าง 2 แห่ง ศูนย์การค้า Terminal 21 จำนวน 3 แห่ง ขายเข้ากองทรัสต์ 2 แห่ง รวมถึงอะพาร์ตเมนต์และโรงแรมในสหรัฐอเมริกาอีก 3 แห่ง

    ปีที่ผ่านมาคาดว่ารายได้ทั้งปีจะลดลงประมาณ 12% จากปีก่อน เนื่องจากสถานการณ์ต่างๆที่มีผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงและจากการที่บริษัทฯได้ขายทรัพย์สินให้เช่าทำให้รายได้จากตึกเหล่านั้นหายไป

    ในเดือนพฤศจิกายน 2567 บริษัทได้ขายศูนย์การค้า Terminal 21 พัทยา ให้กับทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ แอล เอช ช้อปปิ้ง เซ็นเตอร์ (LHSC) ทำให้ในปี 2568 ไม่มีรายได้จากศูนย์การค้าดังกล่าว และเดือนพฤษภาคม 2568 บริษัทได้ขายอะพาร์ตเมนต์ในสหรัฐอเมริกาจำนวน 2 แห่ง ได้แก่ Parc at Pruneyard และ Revere ทำให้รายได้จากตึกดังกล่าวหายไปในช่วงครึ่งปีหลัง

    อย่างไรก็ตามการเปิดตัวโรงแรมใหม่ในประเทศไทย สามารถเปิดดำเนินการได้เร็วกว่าแผนที่วางไว้โดย ในปี 2568 บริษัทได้เปิดดำเนินการโรงแรมใหม่ 2 แห่ง ได้แก่ โรงแรม Grande Centre Point Lumphini ในเดือน เมษายน 2568 และ Grande Centre Point Prestige ในเดือนธันวาคม 2568 จากเดิมที่วางแผนเปิดไว้ในปี 2569

    โดยรวมแล้วปี 2568 บริษัทมีการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการให้เช่าและบริการ ในโรงแรม Grande Centre Point ทั้ง 4 แห่ง Lumphini, Prestige, Voyage และ Chinatown มูลค่าประมาณ 4,400 ล้านบาท.

    ต้องรอด! LH ทิ้งเกมขายเร็ว ลุยค่าเช่า-คุมหนี้-ลดสต๊อก สู้พิษเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/736808&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1izIXy1ZBQ8YRlJVi4S1wL