Blog

  • เปิดประวัติ ‘แม็ค ปวิช’ ยอมทิ้งชีวิตเพลย์บอยเพื่อลูกสาวตัวน้อย หลังเปิดตัวไปกลางปีที่แล้ว! | เดลินิวส์

    เรียกได้ว่าคุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดี สำหรับพระเอกหนุ่มร่างบึ้ก “แม็ค-ปวิช เวียงนนท์” ที่หลายคนจดจำเขาได้ดีจากบทบาทพระเอกเต็มตัวในละครเรตติ้งปังอย่าง “นางฟ้าอสูร” ที่ประกบคู่กับ “แจ็คกี้ ชาเคอลีน” แต่ในช่วงกลางปี 2568 เจ้าตัวได้ประกาศข่าวใหญ่กับบทบาทใหม่ที่ทำเอาหลายคนต้องตะลึง โดยวันนี้ “บันเทิงเดลินิวส์” จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับหนุ่มแม็คให้มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

    สำหรับประวัติของ แม็ค ปวิช ปัจจุบันอายุ 36 ปี (เกิด 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2532) จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC) ก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงจากการประกวดรายการ M Thailand และคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 มาครอง จนได้เซ็นสัญญาเป็นนักแสดงในสังกัดช่อง 3 ผลงานที่สร้างชื่อเสียงและทำให้เขากลายเป็นพระเอกเต็มตัวคือละครเรื่อง “นางฟ้าอสูร” ที่ประกบคู่กับนางเอกสายฮา แจ็คกี้ ชาเคอลีน จนเรตติ้งพุ่งกระฉูด และในปี 2569 นี้ เขายังมีผลงานที่จ่อคิวลงจอให้แฟน ๆ ได้ติดตามอย่างเรื่อง “ก็รักมันปักใจ” ทางช่อง 3 อีกด้วย

    หากย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ หนุ่มแม็คเคยสร้างความเซอร์ไพร้ส์ให้กับแฟนละครด้วยการออกมาเปิดใจยอมรับแบบลูกผู้ชายว่า “มีลูกสาววัย 5 เดือนแล้ว” โดยยืนยันว่าไม่ได้ปิดบัง เพียงแต่ใช้ชีวิตตามปกติ และดูจะแฮปปี้กับบทบาทคุณพ่ออย่างมาก ถึงขั้นยอมรับว่าชีวิตเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งเลิกเที่ยว เลิกดื่มเหล้า และทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับการเลี้ยงลูกสาว จนแฟน ๆ ต่างพากันชื่นชมในความรับผิดชอบของพระเอกหนุ่ม

    ขอขอบคุณภาพประกอบจาก mackypw

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5525491/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08o39xT2RE-dysjeFkaQK_

  • สีหศักดิ์ย้ำภารกิจชูบทบาทประเทศไทยในเวทีดาวอส มองปัญหาการเมือง-เศรษฐกิจ ทำไทยหายเรดาร์โลก

    สีหศักดิ์ย้ำภารกิจชูบทบาทประเทศไทยในเวทีดาวอส มองปัญหาการเมือง-เศรษฐกิจ ทำไทยหายเรดาร์โลก

    สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ทีมข่าว THE STANDARD ระหว่างร่วมการประชุมสภาเศรษฐกิจโลก ประจำปี 2026 (World Economic Forum Annual Meeting 2026) ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยเผยว่า ภารกิจในการเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ ในฐานะทีมไทยแลนด์ ซึ่งประกอบด้วยตัวเขา และรัฐมนตรีอีก 2 คน คือเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หลักๆ มีภารกิจที่สำคัญคือการชูบทบาทของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ ทั้งการเดินหน้าเศรษฐกิจและการต่างประเทศ ตลอดจนการนำเสนอบทบาทที่สร้างสรรค์ของไทยในเวทีระหว่างประเทศ

    สีหศักดิ์ กล่าวอย่างมีความหวังว่า Message ที่ไทยอยากจะสื่อออกไปคือ “ประเทศไทยกลับมามีบทบาทในเรดาร์โลกอีกครั้ง”

    แต่คำถามที่ว่าไทยกลับสู่เรดาร์โลกหรือยังนั้น เขาตอบว่า ในช่วงที่ผ่านมานานาชาติมีความคาดหวังกับประเทศไทย แต่เนื่องจากปัญหาการเมืองและการเปลี่ยนรัฐบาลบ่อย ตลอดจนภาวะเศรษฐกิจของไทยที่แผ่วลงไปบ้าง และการต่างประเทศของไทยที่จำกัดพื้นที่ ทำให้บทบาทของไทยในเรดาร์โลกนั้นก็หายไป

    อย่างไรก็ตาม เขาชี้ว่าภารกิจการเข้าร่วมประชุม WEF นั้น เป็นประโยชน์สำหรับไทยในแง่ของการพบปะหารือทวิภาคีกับผู้แทนของประเทศต่างๆ หรือภาคเอกชนที่สำคัญ

    ขณะที่การขึ้นพูดบนเวทีประชุม เช่น กรณีที่เขาขึ้นพูดในประเด็นเกี่ยวกับปัญหาแรงงานบังคับ และสะท้อนการแก้ไขแรงงานบังคับในอุตสาหกรรมประมง ก็มีผู้แทนนานาชาติ ทั้งจากภาครัฐและ NGO ให้ความสนใจ ยังเป็นการชูบทบาทว่าประเทศไทยนั้น ให้ความสนใจช่วยแก้ไขปัญหาระดับโลก

    ทั้งนี้สีหศักดิ์ ยังได้ขึ้นกล่าวในประเด็นความปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์และการค้ามนุษย์ในเวทีประชุม WEF ในวันนี้ (22 มกราคม) โดยเขามองว่าการที่ไทยพยายามชูแนวคิดและการดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังในเรื่องนี้ ซึ่งภูมิภาคอาเซียนกำลังกลายเป็นศูนย์กลาง ก็เป็นการแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยนั้นมีบทบาทและให้ความสำคัญ

    อย่างไรก็ตาม เรื่องการนำไทยกลับสู่จอเรดาร์โลกนั้น สีหศักดิ์ย้ำว่าสิ่งสำคัญคือการที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เช่น เรื่องการแก้ไขปัญหาไทย-กัมพูชาอย่างสันติ หรือท่าทีของไทยต่อประเด็นความขัดแย้งและการเลือกตั้งที่กำลังเกิดขึ้นในเมียนมา

    นอกจากนี้ ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ตึงเครียด เช่น กรณียุโรปหรือประเทศอื่นๆ ที่เริ่มถอยห่างจากสหรัฐฯ มากขึ้นจากแรงกดดันต่างๆ และมองหาพันธมิตรใหม่ๆ เช่นในเอเชียหรืออาเซียน สีหศักดิ์ชี้ว่า ไทยก็ต้องแสดงให้เห็นว่ามีบทบาทนำในอาเซียนอย่างไร และเรื่องเศรษฐกิจอาเซียนจะรวมตัวกันอย่างไร รวมถึงต้องชูบทบาทของไทยในประเด็นใหม่ๆ บ้าง เช่นเรื่องเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy)

    สำหรับการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เข้มข้นนั้น สีหศักดิ์มองว่า บทบาทและท่าทีของไทยไม่ใช่การเป็นกลาง ที่หมายถึงการไม่มีท่าทีอะไรเลย โดยในบางกรณีไทยอาจไม่ได้เลือกข้าง แต่หากเป็นเรื่องผลประโยชน์ของไทย ที่อยู่ท่ามกลาง 2 มหาอำนาจที่มีท่าทีที่แตกต่างกันนั้น สิ่งสำคัญคือไทยต้องรู้ว่าผลประโยชน์ของเราอยู่ตรงไหน โดยจะเป็นกลางแต่ไม่รักษาผลประโยชน์ของไทยก็ไม่ได้

    อีกสิ่งสำคัญคือไทยและภูมิภาคอาเซียต้องพยายามเป็น Safe Zone โดยผนึกกำลังกันในลักษณะที่ไม่เอนเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง เพื่อดึงดูดการลงทุนในขณะที่ทั่วทั้งภูมิภาคยังมีศักยภาพทางเศรษฐกิจ ด้วยจำนวนประชากรรวมกันกว่า 700 ล้านคน ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/sihasak-davos-thailand-radar/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2g5WYP5rXMoRsMe0JzgVUz

  • เปิดแนวคิด ‘เพื่อไทย’ ดันเศรษฐกิจมูลค่าสูง ปั้นจีดีพีโตต่อเนื่อง 3% | เดลินิวส์

    เปิดแนวคิด ‘เพื่อไทย’ ดันเศรษฐกิจมูลค่าสูง ปั้นจีดีพีโตต่อเนื่อง 3% | เดลินิวส์

    แม้เวลานี้ กระแสของพรรคสีแดง หรือพรรคเพื่อไทย ยังตกเป็นที่ 3 ยังไม่สามารถแซงหน้า พรรคสีน้ำเงินอย่างภูมิใจไทย และพรรคสีส้มอย่างประชาชนได้ แต่แกนนำของบรรดาพรรคเพื่อไทย ต่างประกาศที่จะกวาดเก้าอี้ส.ส.ในการเลือกตั้งรอบนี้ให้ได้ อย่างน้อย 200 เสียง เพื่อให้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลเพื่อหวังสานต่อนโยบายเดิมและขับเคลื่อนนโยบายใหม่เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง

    วันเลือกตั้งทั่วไปกำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่สิบวันข้างหน้า “ทีมเศรษฐกิจ เดลินิวส์” จึงเปิดพื้นที่เพื่อนำเสนอแนวคิด แนวนโยบาย ของบรรดาพรรคการเมืองพรรคใหญ่ ที่คาดว่าน่าจะเป็นหนึ่งในแกนนำที่เข้ามาจัดตั้งรัฐบาล เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจของผู้มีสิทธิมีเสียงในการเลือกคนที่จะเข้ามาพาประเทศให้เดินได้อย่างมั่นคงต่อไป

    “ต้องยอมรับว่าเวลานี้ สิ่งที่ชาวบ้านอยากให้แก้ไขมากที่สุด คือ เรื่องของเศรษฐกิจ เรื่องของปากท้อง ไม่ใช่เรื่องของการเมือง ไม่ว่าจะเป็นสำนักวิจัยไหน ผลสำรวจที่ออกมาทุกครั้งประชาชนคนไทยก็ต้องการให้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ปัยหาปากท้องด้วยกันทั้งนั้น ดังนั้นพรรคเพื่อไทยจึงให้ความสำคัญและโฟกัสในเรื่องนี้เป็นหลัก เพราะเป็นเรื่องหลักที่สำคัญของประเทศ มากกว่าที่จะร่วมรัฐบาลกับพรรคไหน” เป็นประโยค ที่ “พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช” แกนนำพรรคเพื่อไทยและอดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้เปิดฉากอรรถาธิบาย

    นายแพทย์พรหมินทร์ หรือหมอมิ้ง ระบุว่า ในช่วงที่พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำรัฐบาลนั้น ยืนยันว่าประสบความสำเร็จในการประคองและกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตขึ้น โดยสะท้อนให้เห็นจากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพี ใน 4 ไตรมาส ของรัฐบาลของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร ที่สามารถขยายตัวเฉลี่ยได้มากกว่า 3% แม้ว่าจะเกิดวิกฤตสารพัดรวมไปถึงความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยในไตรมาสที่ 3 ปี 67 จีดีพีขยายตัวได้ 3% ขณะที่ไตรมาสต่อมา ขยายตัวต่อเนื่องที่ 3.3% ส่วนในไตรมาสแรกของปี ถัดไป หรือปี 68 ขยายตัวได้ 3.2% และไตรมาสต่อมา ขยายตัวได้ 2.8%

    ไม่เพียงเท่านี้…ในช่วงที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทย มีผลงานให้เห็นอย่างชัดเจน ถึง 31 ผลงาน โดยยืนยันว่า พรรคเพื่อไทยไม่ได้ทำให้ประเทศสูญเปล่า แต่ยังทำให้เรามีความพร้อมและมีความเข้าใจที่ชัดเจน อย่างน้อยที่สุดก็มีคนเข้าไปบริหารแล้วรู้ปัญหาที่แท้จริง แล้วทำจริง ทำเป็น โดยเฉพาะการแก้ปัญหาสแกมเมอร์ที่เป็นเรื่องสำคัญ การสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนต่างประเทศที่จะส่งผลกับประเทศอย่างมากในระยะยาว ขณะที่ปัญหาเฉพาะหน้าก็แก้ปัญหาไป โดยทำทันที บริหารงานทันที ดูแลจนจบ ให้การชดเชยอย่างเหมาะสม แม่ไม่สมบูรณ์แบบ แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริง

    มาในรอบนี้ จากการที่ไปพูดคุยกับภาคเอกชน ในหลาย ๆ ที่ หลาย ๆ องค์กร พบว่าภาคเอกชนต้องการให้เข้ามาแก้ไขปัยหาค่าเงินบาทที่แข็งค่ามากเกินไป จึงทำให้ย้อนกลับมาดูเรื่องของ อินเฟลชั่น ทาร์เก็ตติ้ง ที่พบว่าไม่เข้าเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ 1-3% จึงต้องการเข้ามาดำเนินการในเรื่องนี้ โดยแบงก์ชาติและกระทรวงการคลัง ต้องปรึกษาหารือกันว่าจะดำเนินการได้อย่างไร ซึ่งในประเทศอื่นอย่างสิงคโปร์ที่ใช้นโยบายดูแลในเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยน มากกว่าดูแลเรื่องเงินเฟ้อ ก็สามารถดูแลเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี เพราะสามารถดูได้ว่าแต่ละปีมีเงินเข้าออกอย่างไร

    ขณะที่ไทยนั้นด้อยกว่าต่างประเทศไม่สามารถแข่งขันได้เพราะสินค้าส่งออกมีราคาที่แพงกว่าคู่แข่งจากการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นอีกหนึ่ง “ภารกิจเร่งด่วน”เพื่อคุ้มครองภาคส่งออกและฟื้นสภาพคล่องในระบบ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการผลักดันให้จีดีพีเติบโตได้ตามเป้าหมาย

    ขณะที่ในเรื่องของการแก้หนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญ ที่พรรคเพื่อไทยตั้งเป้าหมายจะเข้ามาดำเนินการทันที เพื่อให้ประชาชนมีกำลังใจในการต่อสู้ ในการใช้ชีิวต ในการเดินหน้าทำมาหากิน โดยนโยายที่เราออกแบบมาจะไม่ทำให้เกิดการจงใจเบี้ยวหนี้แน่นอนต่อไป โดยเฉพาะ หนี้เกษตรกร ที่มีหนี้มากที่สุดเพราะไม่ได้รับการดูแลที่ดีพอ จึงต้องแก้ให้ได้ โดยพักต้นและดอก 3 ปี วงเงิน 500,000 บาท

    ขณะเดียวกันยังมีหนี้คนชรา หนี้เสียที่เกินกว่า 1 ปี ยอดต่ำกว่า 1 แสนบาท ในสถาบันการเงินรัฐไม่ต้องจ่าย โดยล้างหนี้ให้ ไม่ต้องมานั่งเป็นห่วง ส่วนคนที่เป็นหนี้เสียที่ยอดต่ำกว่า 2 แสนบาท ก็ให้จ่ายเพียง 10% เพื่อให้มีความรับผิดชอบ ส่วนคนที่เป็นหนี้่นอกระบบ จะให้แบงก์ของรัฐเข้าไปให้สินเชื่อเงินกู้ 5 หมื่นบาท ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อไปล้างหนี้นอกระบบที่มีดอกเบี้ยสูง ส่วนคนที่เป็นหนี้ดีจ่ายตรงเวลา ก็จะจ่ายดีมีคืน ผ่อนฟรี 1 งวด ไม่เกิน 5,000 บาท ยอดหนี้ไม่เกิน 1 แสนบาท

    แค่แก้หนี้ให้คนไทย คงไม่สามารถทำให้ทำมาหากินได้ จึงได้กำหนดทิศทางใหม่ในการผลักดันทั้งเรื่องของอุตสาหกรรม และด้านการเกษตร ผลิตสินค้ามูลค่าสูง ซึ่งใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้าช่วย โดยผลักดันให้เกิดเศรษฐกิจมูลค่าสูง ขณะที่เกษตรต้องได้รับการดูแล นโยบายประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% พรรคเพื่อไทยดูแลทั้งด้านต้นทุน ด้านการตลาด เช่น ข้าว เกษตรกรผลิตพันธุ์ข้าวที่ขายไม่ออก ทำให้ราคาตก

    ดังนั้น จะให้พันธุ์ข้าวที่ดี ปุ๋ยที่ดี ดึงเกษตรกรมาเข้าระบบ แล้วรัฐบาลดูแลด้านการตลาด เปลี่ยนจากเดิมที่มีการชดเชยไร่ละ 1,000 บาท เช่นเดียวกับการยกระดับอุตสาหกรรมอาหารให้เชื่อมต่อกับการเกษตร เป็นอะกริ ฟู้ด อินดัสทรี ซึ่งเรื่องนี้ใคร ๆ ก็พูดได้ แต่อยู่ที่ว่าใครทำเป็น

    นพ.พรหมินทร์ บอกว่า เรื่องการท่องเที่ยว การจัด Tomorrow Land ที่จัดขึ้นในประเทศไทย ก็เป็นฝีมือพรรคเพื่อไทย เช่นเดียวกับการผลักดันอุตสาหกรรมเมดิคัล แอนด์ เวลเนส ไทยเป็นฐานที่ดีของการแพทย์ การนำพืชมาเป็นสมุนไพร เปลี่ยนเป็นยา ขมิ้นเป็นตัวอย่าง และมีอีกเยอะที่เรามีศักยภาพ นำการวิจัยที่อยู่บนหิ้งมาอยู่บนห้างให้ได้ ซึ่งการลงทุนของภาครัฐต้องลงทุนให้ถูกเรื่อง คือการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้เอกชนลงทุนตาม สิ่งสำคัญคือถนน บนฟ้า เรือโลจิสติกส์ เพราะเราได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ ซึ่งเส้นทางเหล่านี้สำคัญต่อการค้าขาย โดยเรื่องภูมิรัฐศาสตร์เวลานี้วุ่นวายมาก ทำให้ต้องดูแลเพื่อการค้าขายกันเองในภูมิภาค

    ส่วนโครงการสำคัญที่สังคมจับตามองอย่างดิจิทัล วอลเล็ต นั้น ยืนยันว่า หากมีงบประมาณเพียงพอ รัฐบาลพร้อมเดินหน้าต่อ แต่อาจมีการปรับรูปแบบเน้นช่วยเหลือ กลุ่มเปราะบางและผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกว่า 14 ล้านคน รวมถึงกลุ่มตกหล่น เพื่อเติมเงินส่วนต่างให้พ้นจากเส้นความยากจน และยืนยันเดินหน้าเอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ โดยมีแนวคิดเริ่มต้นในพื้นที่คลองเตย เป้าหมายสำคัญ คือ นำเศรษฐกิจสีเทาหรือเศรษฐกิจใต้ดินขึ้นมาบนดินให้ถูกต้องตามกฎหมาย มีระบบลงทะเบียนผู้เล่นที่ชัดเจนเหมือนสิงคโปร์เพื่อนำรายได้เข้ารัฐ ควบคู่ไปกับการเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ ในรูปแบบให้เอกชนร่วมลงทุนกับภาครัฐ (พีพีพี) เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ

    ด้าน “พงศ์ศรัณย์ อัศวชัยโสภณ” ผู้สมัคร สส. ปาร์ตี้ลิสต์พรรคเพื่อไทย และอดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ของนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรมว. คลัง กล่าวเสริมว่า ที่ผ่านมา ยอดการขอรับการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 1.54 ล้านล้านบาท ซึ่งเกิดจากการเดินสายโรดโชว์ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติอย่างหนักของทีมรัฐบาล โดยใช้กลยุทธ์ดึงนางพญาเข้ามาลงทุน เพื่อสร้างระบบนิเวศให้กับห่วงโซ่อุปทานในประเทศ เช่น การดึงบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง กูเกิ้ล ติ๊กต่อก เข้ามาตั้ง Data Center ระดับที่เรียกว่าไฮเปอร์ สเกล ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่สำคัญ อีกด้วย

    ทั้งหมด…เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ที่กุนซือของพรรคเพื่อไทย ได้พยายามถ่ายทอดให้เห็นถึงทิศทางที่จะเดินในอนาคตข้างหน้า แต่ทั้งหลายทั้งปวงคงไม่ได้ขึ้นอยู่ที่นโยบายเท่านั้น แต่อยู่ที่ฝีมือและเกมการเมืองว่าจะ “ไปต่อ”อย่างไร ต่างหาก!!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5527748/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08dcnWcN7KhXQOzEB6hlwk

  • ฮ่องกงเตรียมจัดตั้งศูนย์โลจิสติกส์ในโครงการพัฒนาเขตเหนือ Northern Metropolis เพื่อการเติบโตและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    ฮ่องกงเตรียมจัดตั้งศูนย์โลจิสติกส์ในโครงการพัฒนาเขตเหนือ Northern Metropolis เพื่อการเติบโตและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    รัฐบาลฮ่องกงอยู่ระหว่างการจัดตั้งศูนย์โลจิสติกส์สำหรับสินค้ามูลค่าสูง E-Commerce และ“เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ” (low-altitude economy) ภายใต้โครงการพัฒนา Northern Metropolis โดยมีแผนจะเปิดรับจากภาคอุตสาหกรรมที่สนใจสำหรับพื้นที่แรกของกลุ่มศูนย์โลจิสติกส์ภายในปีนี้

    สำนักงานขนส่งและโลจิสติกส์ เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ที่ 16 มกราคม 2569 ที่ผ่านมาว่า รัฐบาลมีเป้าหมายดึงดูดบริษัทโลจิสติกส์ชั้นนำผ่านมาตรการจูงใจเฉพาะ เช่น การจัดสรรที่ดินและการลดหย่อนค่าเบี้ยกรรมสิทธิ์ สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่วางแผนครอบคลุมพื้นที่กว่า 30 เฮกตาร์ (หรือ 30,000 ตารางเมตร) ในเขตพัฒนาใหม่ Hung Shui Kiu และ Ha Tsuen ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการขนาดใหญ่ดังกล่าว

    หน่วยงานได้เผยแพร่ผลการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มศูนย์โลจิสติกส์นี้ เพื่อสนับสนุนบทบาทของฮ่องกงในฐานะศูนย์กลางโลจิสติกส์ระดับนานาชาติ และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาระดับชาติ โดยตามแผนงาน พื้นที่จะถูกแบ่งออกเป็น 5 โซน ได้แก่: โลจิสติกส์สินค้ามูลค่าสูง , โลจิสติกส์ E-Commerce,       การขนส่งสินค้าและเศรษฐกิจการบินระดับต่ำ, ศูนย์ซ่อมบำรุงระบบขนส่งมวลชนอัจฉริยะและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และพื้นที่สำรองสำหรับการขยายในอนาคต

    ในขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับปรุงพื้นที่ดินโดยคาดว่าพื้นที่จะพร้อมใช้งานระหว่างปีพ.ศ. 2570 ถึง 2575 โฆษกของสำนักงานขนส่งและโลจิสติกส์ กล่าวระหว่างการแถลงผลการศึกษาว่า “กลุ่มศูนย์โลจิสติกส์นี้จะเป็นเวทีสำหรับการพัฒนาโลจิสติกส์ในเชิงรุกและขนาดใหญ่ ถือเป็นก้าวสำคัญของฮ่องกงในการก้าวสู่การเป็นศูนย์โลจิสติกส์อัจฉริยะ และเสริมสร้างสถานะของเมืองในฐานะศูนย์กลางโลจิสติกส์ระดับนานาชาติ”

     ก่อนหน้านี้สำนักงานขนส่งและโลจิสติกส์ ได้เสนอแผนปฏิบัติการเพื่อพัฒนาโลจิสติกส์สมัยใหม่ (Action Plan on Modern Logistics Development) เมื่อเดือนตุลาคม 2567 โดยมีเป้าหมายพัฒนากลุ่มศูนย์โลจิสติกส์ที่มีฟังก์ชันหลากหลายทั่วพื้นที่พัฒนาใหม่ในเขตพื้นที่พัฒนาเขตเหนือ Nothern Metropolis โดยโครงการขนาดใหญ่นี้ ประกาศครั้งแรกในปี 2564 มีเป้าหมายเปลี่ยนพื้นที่กว่า 30,000 เฮกตาร์ ใกล้ชายแดนจีนแผ่นดินใหญ่ ให้เป็นเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจและศูนย์ที่อยู่อาศัย โดยรัฐบาลได้จัดสรรพื้นที่ โลจิสติกส์ประมาณ 36 เฮกตาร์ในเขต Hung Shui Kiu และHa Tsuen เป็นพื้นที่นำร่อง

    สำนักงานขนส่งและโลจิสติกส์ ระบุว่าทำเลของกลุ่มศูนย์โลจิสติกส์ ซึ่งอยู่ห่างจากด่านเซินเจิ้นเบย์ (Shenzhen Bay Port) เพียง 5 นาทีโดยรถยนต์ และห่างจากสนามบินนานาชาติฮ่องกงและท่าเรือ        Kwai Tsing Container Terminals ประมาณ 25 นาที ถือว่าเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการขนส่งสินค้าข้ามพรมแดน กลุ่มศูนย์โลจิสติกส์นี้มีเป้าหมายใช้จุดแข็งของฮ่องกงในด้านการขนส่งทางทะเล บก และอากาศ เพื่อก้าวสู่การเป็นศูนย์อุตสาหกรรมชั้นนำของภูมิภาค และเป็นประตูโลจิสติกส์สู่ Greater Bay Area ซึ่งเป็นแผนยุทธศาสตร์ของรัฐบาลกลางจีนในการเชื่อมโยงฮ่องกง มาเก๊า และ 9 เมืองในมณฑลกวางตุ้งให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและธุรกิจแบบบูรณาการ

    image.png

    การพัฒนาอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ของฮ่องกงยังสอดคล้องกับแผนพัฒนาระดับชาติช่วงปี พ.ศ. 2569–2573 โดย Ms. Mable Chan รัฐมนตรีว่าการสำนักงานขนส่งและโลจิสติกส์ กล่าวเมื่อวันศุกร์ที่ 16 มกราคม 2569 ว่า “เราจะดำเนินการตามคำแนะนำในการจัดทำแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 15 โดยใช้จุดแข็งของฮ่องกงที่ได้รับการสนับสนุนจากแผ่นดินใหญ่และมีความเชื่อมโยงกับโลก เพื่อรักษาสถานะของเราในฐานะศูนย์โลจิสติกส์ระดับนานาชาติของภูมิภาค และบูรณาการเข้ากับการพัฒนาระดับชาติอย่างมีประสิทธิภาพ” ตามแผนงานของกลุ่มศูนย์โลจิสติกส์ พื้นที่ประมาณ 5 เฮกตาร์ (หรือประมาณ 50,000 ตารางเมตร) ใกล้ศูนย์กลางเมืองในเขตพัฒนาใหม่จะถูกจัดสรรสำหรับโลจิสติกส์สินค้ามูลค่าสูง เช่น สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องประดับ และเวชภัณฑ์ เป็นต้น พื้นที่สำหรับโลจิสติกส์ E-Commerce ซึ่งมีขนาดประมาณ 10 เฮกตาร์(หรือ 100,000 ตารางเมตร)  จะรองรับการจัดการสินค้าปริมาณมากที่เคลื่อนย้ายเร็วและการตรวจสอบความปลอดภัยก่อนการขนส่งทางอากาศ

    นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีแผนจัดสรรพื้นที่ประมาณ 4.5 เฮกตาร์ใกล้ทางหลวง Hong Kong–Shenzhen Western Highway สำหรับการขนส่งสินค้าและเศรษฐกิจระดับต่ำ รวมถึงการขนส่งสินค้าข้ามพรมแดนด้วย   โดรน ส่วนพื้นที่อีกสองโซนจะถูกจัดไว้สำหรับศูนย์ซ่อมบำรุงระบบขนส่งมวลชนอัจฉริยะและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสำหรับการขยายในอนาคต

    โฆษกของสำนักงานขนส่งและโลจิสติกส์ ระบุว่า รัฐบาลจะมุ่งเน้นการดึงดูดบริษัทโลจิสติกส์ชั้นนำเข้าสู่กลุ่มศูนย์โลจิสติกส์ โดยเสนอเงื่อนไขการเข้าร่วมที่ปรับตามความต้องการ เช่น การจัดสรรที่ดิน การลดหย่อนค่าเบี้ยกรรมสิทธิ์ หรือเงินอุดหนุน เพื่อรองรับการดำเนินงานเฉพาะทาง โดยบริษัทหลักเหล่านี้จะนำมาซึ่งปริมาณสินค้าและกิจกรรมโลจิสติกส์ สร้างความต้องการด้านโลจิสติกส์ และดึงดูดธุรกิจต้นน้ำและปลายน้ำเข้าสู่กลุ่มศูนย์โลจิสติกส์ในที่สุด

    image.png

    รัฐบาลฮ่องกงจะนำรูปแบบการพัฒนาที่ยืดหยุ่นมาใช้เพื่อลดต้นทุนธุรกิจ เช่น การใช้วิธีจัดสรรที่ดินแบบทันสมัย การพัฒนาอาคารโลจิสติกส์แบบชั้นต่ำ การรวมแปลงที่ดินให้เป็นแปลงขนาดใหญ่ และการขยายระยะเวลาการให้เช่าช่วงอาคารและที่ดิน รวมถึงมาตรการอื่น ๆ ได้แก่ การปรับปรุงวิธีคำนวณพื้นที่ใช้สอยรวม (gross floor area) สำหรับอาคารโลจิสติกส์ที่มีเพดานสูง เพื่อส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมใช้เทคโนโลยีโลจิสติกส์อัจฉริยะที่ต้องการพื้นที่ปฏิบัติงานมากขึ้น ทั้งนี้รัฐบาลฮ่องกงจะเปิดให้ภาคอุตสาหกรรมแสดงความสนใจในแต่ละพื้นที่ของกลุ่มศูนย์โลจิสติกส์ เพื่อประเมินความต้องการของตลาดและรวบรวมข้อเสนอแนะก่อนเปิดเผยแผนการพัฒนา โดยกระบวนการสำหรับพื้นที่แรกจะเริ่มภายในปีนี้

    Professor Henry Ko Hok-han จาก City University กล่าวต้อนรับแผนดังกล่าว โดยระบุว่าแผนนี้ตอบโจทย์ช่วยลดอุปสรรคของการพัฒนาอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ของฮ่องกง ได้แก่ การขาดแคลนที่ดินและการขาดยุทธศาสตร์แบบรวมศูนย์ “แผนนี้มีการจัดสรรพื้นที่

    ความคิดเห็นของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองฮ่องกง

    การที่รัฐบาลฮ่องกงเดินหน้าจัดตั้งกลุ่มศูนย์โลจิสติกส์สำหรับสินค้ามูลค่าสูง, E-Commerce และเศรษฐกิจการบินระดับต่ำ (Low-altitude Economy) ภายใต้โครงการพัฒนาเขตหนือ Northern Metropolis ถือเป็นพัฒนาการสำคัญที่จะยกระดับบทบาทของฮ่องกงในฐานะศูนย์กลางโลจิสติกส์ระดับภูมิภาคและประตูสู่ Greater Bay Area (GBA) ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ประโยชน์จากโครงการนี้ได้อย่างมีนัยสำคัญดังต่อไปนี้

    1ใช้จุดแข็งของไทยในสินค้าที่มีมูลค่าสูง High-value และสินค้าเฉพาะทางเพื่อเปิดโอกาสให้สินค้าไทยที่มีศักยภาพ เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ  อาหารสุขภาพและเวชสำอาง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เฉพาะทาง ผลิตภัณฑ์สมุนไพรและนวัตกรรมสุขภาพ  เป็นต้นเพื่อสามารถเข้าถึงระบบโลจิสติกส์ที่รวดเร็ว ปลอดภัย และเชื่อมต่อจีนแผ่นดินใหญ่ได้สะดวกขึ้น ผู้ประกอบการไทยควรพิจารณาใช้ฮ่องกงเป็น “ศูนย์กระจายสินค้า (distribution hub)” สำหรับตลาดจีนตอนใต้และเอเชียแปซิฟิก โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องการการจัดการพิเศษ เช่น ควบคุมอุณหภูมิ ความปลอดภัยสูง หรือการตรวจสอบคุณภาพก่อนส่งออก

    2. โอกาสใหม่ใน E-Commerce ข้ามพรมแดน ซึ่งรองรับสินค้าปริมาณมากและการตรวจสอบก่อนขนส่งทางอากาศ ผู้ประกอบการไทยควร ฮ่องกงเป็นฐาน fulfilment Center คลังสินค้าที่ทำงานแทนร้านค้าออนไลน์ทั้งหมด สำหรับการขายออนไลน์ไปยังจีนแผ่นดินใหญ่  เชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มจีน เช่น JD, Tmall, Douyin ผ่านระบบโลจิสติกส์ที่รวดเร็วกว่าเดิม ซึ่งสามารถพิจารณาร่วมมือกับผู้ให้บริการโลจิสติกส์ในฮ่องกงที่ได้รับสิทธิประโยชน์จากรัฐบาล สินค้าไทยที่เหมาะสม ได้แก่ อาหารพร้อมทาน อาหารสุขภาพ สกินแคร์ สมุนไพร ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ และสินค้าแฟชั่น เป็นต้น

    3. จับตาโอกาสใน “เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ” และการขนส่งด้วยโดรน ฮ่องกงกำลังพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการขนส่งสินค้าด้วยโดรน ซึ่งจะช่วยลดเวลาและต้นทุนการขนส่งข้ามพรมแดน ผู้ประกอบการไทยด้านเทคโนโลยีโดรน ซอฟต์แวร์โลจิสติกส์ หรือระบบติดตามสินค้า สามารถพิจารณา      การร่วมลงทุน การทดลองเทคโนโลยีหรือจับมือกับผู้ให้บริการในฮ่องกงเพื่อเข้าสู่ตลาด GBA ซึ่งเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่เติบโตเร็วที่สุดด้าน smart logistics

    4. โครงการนี้ต้องการผู้ให้บริการที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เช่น คลังสินค้าอัจฉริยะ ระบบจัดการอุณหภูมิ บริการ last-mile delivery หรือการขนส่ง “ช่วงสุดท้าย” ของกระบวนการโลจิสติกส์ หมายถึงขั้นตอนการนำพัสดุจากศูนย์กระจายสินค้า (distribution center หรือ fulfilment center) ไปถึง มือผู้รับปลายทาง ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ลูกค้า ร้านค้า หรือจุดรับสินค้ รวมถึงบริการตรวจสอบคุณภาพสินค้า (QC/QA)  บริษัทไทยที่มีความเชี่ยวชาญสามารถเข้ามาเป็นพันธมิตรหรือผู้ให้บริการร่วมกับบริษัทฮ่องกงที่ได้รับสิทธิประโยชน์จากรัฐบาล

    ดังนั้นเพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ผู้ประกอบการไทยควรประเมินความเป็นไปได้ในการตั้งศูนย์กระจายสินค้าในฮ่องกง ร่วมมือกับผู้ให้บริการโลจิสติกส์ฮ่องกงที่ได้รับสิทธิประโยชน์จากรัฐบาล พัฒนาบรรจุภัณฑ์และมาตรฐานสินค้าให้สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของฮ่องกงและจีน บริษัทไทยสามารถใช้ฮ่องกงเป็นฐานทดสอบตลาด (testbed) สำหรับสินค้าใหม่ก่อนเข้าสู่จีน อย่างไรก็ตามควรติดตามมาตรการจูงใจด้านที่ดินและค่าเบี้ยกรรมสิทธิ์ ซึ่งอาจช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานได้มาก โครงการพัฒนา Northern Metropolis และกลุ่มศูนย์โลจิสติกส์ใหม่ของฮ่องกงเป็นโอกาสสำคัญที่ผู้ประกอบการไทยไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะในสินค้า High-value, E-Commerce และเทคโนโลยีโลจิสติกส์อัจฉริยะเพราะจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/imdh4w90es0batbmluyrulel&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RUGM-ZAqm0Y_0aU3xU7Fh

  • หุ้นดาวโจนส์ ประจำวันที่ 22/01/69 ปิดที่ 49,384.01 จุด เพิ่มขึ้น 306.78 จุด

    หุ้นดาวโจนส์ ประจำวันที่ 22/01/69 ปิดที่ 49,384.01 จุด เพิ่มขึ้น 306.78 จุด

    ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกติดต่อกันเป็นวันที่ 2 ในวันพฤหัสบดี (22 ม.ค.) เนื่องจากนักลงทุนเดินหน้าเข้าซื้อหุ้นหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ยกเลิกการเรียกเก็บภาษีศุลกากรจาก 8 ชาติพันธมิตรยุโรป นอกจากนี้ ตลาดยังได้แรงหนุนจากข้อมูลที่บ่งชี้ถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ

    ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 49,384.01 จุด เพิ่มขึ้น 306.78 จุด หรือ +0.63%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,913.35 จุด เพิ่มขึ้น 37.73 จุด หรือ +0.55% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 23,436.02 จุด เพิ่มขึ้น 211.20 จุด หรือ +0.91%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/124650&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dUf4OpO6BAf8_xxJpmfjH

  • “เคโระ” แกะขี้อ้อนยิ้มได้ ดาวเด่นสตาร์ดอยฟาร์มเขาใหญ่ ขวัญใจนักท่องเที่ยวสายครอบครัว | TOPNEWS

    พี่เอ๋ระบุว่า “สตาร์ดอยฟาร์มเขาใหญ่” ตั้งอยู่บนพื้นที่ราว 45 ไร่ ใกล้แหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่างน้ำผุดธรรมชาติ และถือเป็นจุดศูนย์กลางโซนท่องเที่ยวเขาใหญ่ ภายในฟาร์มมีบรรยากาศร่มรื่น มีสะพานไม้ข้ามลำตะคอง มีลมเย็นและสายน้ำไหลผ่าน เพิ่มความรู้สึกผ่อนคลายให้กับนักท่องเที่ยวที่ต้องการหลีกหนีความวุ่นวายในเมือง

    สำหรับกิจกรรมภายในฟาร์มออกแบบให้เหมาะกับเด็กและครอบครัว มีทั้งโซนร้านกาแฟห้องแอร์ พร้อมพื้นที่นั่งพักผ่อนทั้งอินดอร์และเอาท์ดอร์ อีกทั้งยังมีกิจกรรมหลากหลาย เช่น ขี่ม้า พายเรือ นั่งม้าหมุน ชมอัลปาก้า รวมถึงอุ้มแกะและให้อาหารแกะ ตลอดจนโซนมินิซูที่มีสัตว์น่ารักอย่างกระต่าย เป็ด นกยูง และสัตว์ชนิดอื่นๆ ให้เด็กๆ ได้สัมผัสใกล้ชิดอย่างเพลิดเพลิน

    ด้านการเลี้ยงดูสัตว์ภายในฟาร์ม พี่เอ๋กล่าวว่า แกะส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์นำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสายพันธุ์คอร์ริเดล จากประเทศออสเตรเลีย ปัจจุบันมีจำนวนเกือบ 200 ตัว และมีทีมงานรวมถึงสัตวบาลดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดทั้งวัน เพื่อให้สัตว์มีสุขภาพแข็งแรงและเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยว พร้อมเปิดให้เข้าชมได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00–18.00 น.

    หนึ่งในดาวเด่นของฟาร์มคือ “น้องเคโระ” แกะเพศผู้ อายุราว 5 เดือน น้ำหนักกว่า 20 กิโลกรัม ซึ่งมีพฤติกรรมโดดเด่นกว่าตัวอื่น ทั้งความฉลาด ความเป็นมิตร และความขี้อ้อน สามารถทำท่าทางทักทาย บ๊ายบาย และมีบุคลิกเหมือนยิ้มได้ จนหลายครอบครัวต่างพากันหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ขณะที่แกะตัวอื่นๆ ในฟาร์มก็ยังมีความน่ารัก สามารถอุ้มและถ่ายภาพได้หลายตัวเช่นกัน

    พี่เอ๋ยังเชิญชวนนักท่องเที่ยวให้เข้ามาสัมผัส “ฟาร์มแกะอีกมิติใหม่” โดยย้ำว่าฟาร์มเน้นการเลี้ยงแบบโอเพ่น ไม่ขังในกรงเหมือนสวนสัตว์ทั่วไป เปิดพื้นที่สนามหญ้าให้น้องแกะเดินเล่นอย่างอิสระ พร้อมจัดทำพื้นที่หญ้าเทียมพิเศษเพื่อความสะอาดและความปลอดภัย ลดความกังวลของผู้ปกครอง และมีเจ้าหน้าที่ดูแลความสะอาดตลอดเวลา รวมถึงทีมงานคอยช่วยถ่ายภาพให้แก่นักท่องเที่ยว

    ทั้งนี้ “สตาร์ดอยฟาร์มเขาใหญ่” เปิดให้บริการมาแล้วประมาณ 1 ปี และอยู่ระหว่างพัฒนาพื้นที่ต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงครอบครัวที่ครบทั้งกิจกรรม พักผ่อน และความประทับใจ เพื่อเป็นอีกหนึ่งจุดหมายใหม่ของนักท่องเที่ยวที่มาเยือนเขาใหญ่ในอนาคตต่อไป.

    ภาพ-ข่าว ประสิทธิ์ วนะชกิจ ผู้สื่อข่าวTOPNEWSทั่วไทย จ.นครราชสีมา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1463869&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FCh999uzxJ5cBLMFabAn2

  • “เคโระ” แกะขี้อ้อนยิ้มได้ ดาวเด่นสตาร์ดอยฟาร์มเขาใหญ่ ขวัญใจนักท่องเที่ยวสายครอบครัว | TOPNEWS

    พี่เอ๋ระบุว่า “สตาร์ดอยฟาร์มเขาใหญ่” ตั้งอยู่บนพื้นที่ราว 45 ไร่ ใกล้แหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่างน้ำผุดธรรมชาติ และถือเป็นจุดศูนย์กลางโซนท่องเที่ยวเขาใหญ่ ภายในฟาร์มมีบรรยากาศร่มรื่น มีสะพานไม้ข้ามลำตะคอง มีลมเย็นและสายน้ำไหลผ่าน เพิ่มความรู้สึกผ่อนคลายให้กับนักท่องเที่ยวที่ต้องการหลีกหนีความวุ่นวายในเมือง

    สำหรับกิจกรรมภายในฟาร์มออกแบบให้เหมาะกับเด็กและครอบครัว มีทั้งโซนร้านกาแฟห้องแอร์ พร้อมพื้นที่นั่งพักผ่อนทั้งอินดอร์และเอาท์ดอร์ อีกทั้งยังมีกิจกรรมหลากหลาย เช่น ขี่ม้า พายเรือ นั่งม้าหมุน ชมอัลปาก้า รวมถึงอุ้มแกะและให้อาหารแกะ ตลอดจนโซนมินิซูที่มีสัตว์น่ารักอย่างกระต่าย เป็ด นกยูง และสัตว์ชนิดอื่นๆ ให้เด็กๆ ได้สัมผัสใกล้ชิดอย่างเพลิดเพลิน

    ด้านการเลี้ยงดูสัตว์ภายในฟาร์ม พี่เอ๋กล่าวว่า แกะส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์นำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสายพันธุ์คอร์ริเดล จากประเทศออสเตรเลีย ปัจจุบันมีจำนวนเกือบ 200 ตัว และมีทีมงานรวมถึงสัตวบาลดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดทั้งวัน เพื่อให้สัตว์มีสุขภาพแข็งแรงและเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยว พร้อมเปิดให้เข้าชมได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00–18.00 น.

    หนึ่งในดาวเด่นของฟาร์มคือ “น้องเคโระ” แกะเพศผู้ อายุราว 5 เดือน น้ำหนักกว่า 20 กิโลกรัม ซึ่งมีพฤติกรรมโดดเด่นกว่าตัวอื่น ทั้งความฉลาด ความเป็นมิตร และความขี้อ้อน สามารถทำท่าทางทักทาย บ๊ายบาย และมีบุคลิกเหมือนยิ้มได้ จนหลายครอบครัวต่างพากันหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ขณะที่แกะตัวอื่นๆ ในฟาร์มก็ยังมีความน่ารัก สามารถอุ้มและถ่ายภาพได้หลายตัวเช่นกัน

    พี่เอ๋ยังเชิญชวนนักท่องเที่ยวให้เข้ามาสัมผัส “ฟาร์มแกะอีกมิติใหม่” โดยย้ำว่าฟาร์มเน้นการเลี้ยงแบบโอเพ่น ไม่ขังในกรงเหมือนสวนสัตว์ทั่วไป เปิดพื้นที่สนามหญ้าให้น้องแกะเดินเล่นอย่างอิสระ พร้อมจัดทำพื้นที่หญ้าเทียมพิเศษเพื่อความสะอาดและความปลอดภัย ลดความกังวลของผู้ปกครอง และมีเจ้าหน้าที่ดูแลความสะอาดตลอดเวลา รวมถึงทีมงานคอยช่วยถ่ายภาพให้แก่นักท่องเที่ยว

    ทั้งนี้ “สตาร์ดอยฟาร์มเขาใหญ่” เปิดให้บริการมาแล้วประมาณ 1 ปี และอยู่ระหว่างพัฒนาพื้นที่ต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงครอบครัวที่ครบทั้งกิจกรรม พักผ่อน และความประทับใจ เพื่อเป็นอีกหนึ่งจุดหมายใหม่ของนักท่องเที่ยวที่มาเยือนเขาใหญ่ในอนาคตต่อไป.

    ภาพ-ข่าว ประสิทธิ์ วนะชกิจ ผู้สื่อข่าวTOPNEWSทั่วไทย จ.นครราชสีมา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1463869&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FCh999uzxJ5cBLMFabAn2

  • เชียงรายรายได้ท่องเที่ยวทะลุ 5 หมื่นล้านครั้งแรก! ปักหมุดเชียงแสนจัด “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ปี 2569

    เชียงรายรายได้ท่องเที่ยวทะลุ 5 หมื่นล้านครั้งแรก! ปักหมุดเชียงแสนจัด “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ปี 2569

    เชียงราย “ทะลุ 5 หมื่นล้าน” ครั้งแรก ปลายปีโกยรายได้ 1.56 หมื่นล้านในไตรมาสเดียว ก่อนเดินเกมใหญ่ “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ปักหมุดเชียงแสน รับศึกเศรษฐกิจปี 2569

    เชียงราย, 22 มกราคม 2569 — หากย้อนมองภาพการท่องเที่ยวไทยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “จังหวัดเมืองท่องเที่ยวหลัก” มักถูกจองที่นั่งบนหัวตารางด้วยชื่อคุ้นหูอย่างกรุงเทพฯ ภูเก็ต ชลบุรี หรือกลุ่มทะเลอันดามัน แต่ตัวเลขปี 2568 ที่เพิ่งถูกสรุปอย่างเป็นทางการ ทำให้ “เชียงราย” ถูกยกขึ้นมาอยู่ในบทสนทนาใหม่ ไม่ใช่ในฐานะเมืองรองที่น่าแวะ แต่ในฐานะจังหวัดที่เริ่มยืนบนฐานรายได้ระดับประเทศอย่างชัดเจน ด้วยรายได้ท่องเที่ยว 51,540.09 ล้านบาท ทะลุ “50,000 ล้านบาท” เป็นครั้งแรก และขึ้นมาอยู่ อันดับ 9 ของไทย.

    ท่ามกลางแรงเหวี่ยงเศรษฐกิจโลก ความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ ภาพของเชียงรายสะท้อน “การเติบโตที่พึ่งพาฐานคนไทย” ได้อย่างมีนัยสำคัญ เพราะโครงสร้างรายได้ทั้งปีชี้ชัดว่า รายได้จากผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยอยู่ที่ 44,460.27 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากชาวต่างชาติ 7,079.82 ล้านบาท ตัวเลขที่บอกว่าเชียงรายเดินเกมได้ดีในสนาม “ไทยเที่ยวไทย” และยังมีช่องว่างอีกมากในสนาม “ต่างชาติคุณภาพ” หากวางยุทธศาสตร์ถูกจังหวะ.

    เชียงรายขึ้นชั้น “จังหวัดรายได้ท่องเที่ยว Top 10” และปลายปีคือฤดูกาลทำเงินจริง

    สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ข่าวดีเชิงสถิติ คือ “แรงส่งของไตรมาส 4” ที่เหมือนบทพิสูจน์ซ้ำว่า เมื่อเชียงรายเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี จังหวัดสามารถแปลง “กระแสเดินทาง” ให้กลายเป็น “รายได้ที่จับต้องได้” อย่างเป็นระบบ

    สถิติไตรมาส 4 ปี 2568 (ตุลาคม–ธันวาคม) ของเชียงรายระบุว่า มีนักท่องเที่ยวรวม 1,858,076 คน สร้างรายได้รวม 15,613.16 ล้านบาท โดยฐานหลักยังเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย 1,661,553 คน (สัดส่วน 89.4%) สร้างรายได้ 13,304.06 ล้านบาท (สัดส่วน 85.2%). ขณะที่ชาวต่างชาติ 196,523 คน (สัดส่วน 10.6%) สร้างรายได้ 2,309.10 ล้านบาท (สัดส่วน 14.8%).

    ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความจริงสำคัญสองประการพร้อมกัน
    (1) เชียงรายมี “ความแข็งแรงของตลาดในประเทศ” สูงมาก และ
    (2) แม้ต่างชาติจะมีสัดส่วนคนไม่มาก แต่สร้างรายได้ต่อหัวสูงกว่า (เพราะสัดส่วนรายได้สูงกว่าสัดส่วนจำนวนคนอย่างชัดเจน) ซึ่งเป็น “สัญญาณเชิงนโยบาย” ว่าหากเชียงรายยกระดับสินค้าและประสบการณ์เพื่อเพิ่มสัดส่วนต่างชาติคุณภาพได้ รายได้รวมมีโอกาสขยายโดยไม่ต้องไล่ปริมาณคนจนเกินขีดรองรับของเมือง

    โครงสร้างตลาดท่องเที่ยวกำลังเปลี่ยน อีเวนต์ต้องทำหน้าที่มากกว่าความสนุก

    ในยุคที่การแข่งขันด้านการท่องเที่ยวรุนแรงขึ้น “เทศกาล” และ “อีเวนต์” ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงเวทีบันเทิงหรือพิธีกรรมตามฤดูกาล แต่ถูกคาดหวังให้ทำหน้าที่เชิงเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ ตั้งแต่การกระจายรายได้ไปถึงชุมชน การสร้างแรงจูงใจให้พักค้างคืน การขยายฤดูกาลท่องเที่ยว การเพิ่มการใช้จ่ายต่อทริป และการสร้างภาพจำให้ปลายทาง

    ภายใต้บริบทดังกล่าว การที่เชียงรายเตรียมปักหมุด “อำเภอเชียงแสน” ด้วยงาน มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั่วเมืองเชียงแสน” จึงควรถูกมองว่าเป็น “กลยุทธ์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากผ่านการท่องเที่ยว” มากกว่าข่าวกิจกรรมหนึ่งงาน เพราะพื้นที่เชียงแสนเกี่ยวพันกับโจทย์ใหญ่ของจังหวัดในหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจชายแดน การค้าการลงทุน การเชื่อมโยงอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และการจัดการเมืองท่องเที่ยวในพื้นที่อ่อนไหวด้านความปลอดภัยและระบบสาธารณูปโภค.

    เจาะลึกไตรมาส 4 ธันวาคม “พีค” ทั้งจำนวนคนและรายได้ สัญญาณชัดของการท่องเที่ยวแบบฤดูกาล

    เมื่อแยกดูรายเดือนในไตรมาส 4 จะเห็นลำดับการไต่ระดับที่คมชัด

    • ตุลาคม 2568 ผู้เยี่ยมเยือนรวม 535,291 คน รายได้รวม 4,440.06 ล้านบาท
    • พฤศจิกายน 2568 ผู้เยี่ยมเยือนรวม 615,416 คน รายได้รวม 5,081.56 ล้านบาท
    • ธันวาคม 2568 ผู้เยี่ยมเยือนรวม 707,369 คน รายได้รวม 6,091.54 ล้านบาท

    พร้อมข้อสังเกตว่าเดือนธันวาคมไม่ได้ “มากกว่าเล็กน้อย” แต่เป็นการกระโดดที่ชัดเจนในมิติรายได้ โดยเฉพาะรายได้จากต่างชาติในเดือนธันวาคมที่ขยับสูงกว่าช่วงก่อนหน้าอย่างมีนัย (สะท้อนฤดูกาลเดินทางและพฤติกรรมท่องเที่ยวปลายปี).

    คำถามเชิงนโยบายจึงไม่ใช่ “เชียงรายทำได้ไหม” แต่เป็น “เชียงรายจะทำให้รายได้กระจายตัวดีขึ้นทั้งปีได้อย่างไร” เพราะการพึ่งพาช่วงพีคมากเกินไป ย่อมทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องแบกรับต้นทุนช่วงโลว์ซีซัน ขณะที่ระบบเมืองถูกทดสอบหนักในช่วงพีค หากไม่มีการกระจายดีมานด์อย่างเหมาะสม

    ปี 2568 เชียงรายแตะ 51,540 ล้านบาท แรงส่งจาก “ไทยเที่ยวไทย” และโอกาสขยาย “ต่างชาติคุณภาพ”

    สถิติทั้งปีระบุว่าเชียงรายมีรายได้รวม 51,540.09 ล้านบาท จากผู้เยี่ยมเยือนรวม (คน-ครั้ง) ระดับหลายล้านครั้งตลอดปี โดยรายได้จากชาวไทยเป็นฐานหลัก 44,460.27 ล้านบาท.

    อย่างไรก็ตาม หากอ่านลึกลงไปใน “สัดส่วนรายได้ต่างชาติ” จะเห็นโอกาสที่น่าสนใจ เพราะต่างชาติแม้สร้างรายได้รวมเพียง 7,079.82 ล้านบาท แต่โดยโครงสร้างการใช้จ่ายมักมี “ค่าใช้จ่ายต่อทริป” สูงกว่า นี่คือพื้นที่ที่เชียงรายสามารถขยายได้ด้วยยุทธศาสตร์ที่เฉพาะเจาะจง เช่น

    • ยกระดับท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness) และประสบการณ์วัฒนธรรมเชิงลึก
    • ทำแพ็กเกจเชื่อมโยงสามเหลี่ยมทองคำ–ลุ่มน้ำโขงอย่างรับผิดชอบ
    • เพิ่มความสะดวกด้านการเดินทางและบริการหลายภาษา
    • เสริมมาตรฐานความปลอดภัยและความมั่นใจของนักท่องเที่ยว

    ภาพใหญ่ทั้งประเทศ ต่างชาติ “ชะลอ” แต่แรงพยุงภายในประเทศยังสำคัญ

    ในภาพรวมปี 2568 มีรายงานตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 32,974,321 คน ซึ่งลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และสะท้อนความท้าทายเชิงโครงสร้างของการท่องเที่ยวไทยที่ต้องบริหารความเสี่ยงจากตลาดภายนอกประเทศ.

    ในอีกด้าน สื่อเศรษฐกิจรายงานตัวเลขรายได้รวมจากการท่องเที่ยว และโครงสร้างรายได้ที่ชี้ว่าตลาดภายในประเทศยังเป็น “กันชน” สำคัญต่อความผันผวนของต่างชาติ.

    นัยต่อเชียงรายคือ การรักษาความแข็งแรงของไทยเที่ยวไทยต้องเดินคู่กับการ “ยกระดับคุณภาพและความหลากหลายของดีมานด์” เพราะหากต่างชาติยังผันผวน การหวังรายได้ให้เติบโตแบบยั่งยืนย่อมต้องพึ่งการเพิ่มมูลค่าต่อทริป และการทำให้คนไทยเดินทางซ้ำ (revisit) ได้มากขึ้น

    คนไทย 3 เจน” เที่ยวไม่เหมือนกัน ข้อมูลพฤติกรรมคืออาวุธของเมืองท่องเที่ยว

    อีกมิติหนึ่งที่เริ่มเข้ามากำหนดเกมท่องเที่ยวคือ “พฤติกรรมผู้บริโภคที่แยกย่อย” ตามช่วงวัยและแรงจูงใจในการเดินทาง ซึ่งสำคัญต่อการออกแบบอีเวนต์และแพ็กเกจการตลาด

    รายงานของ AirAsia MOVE สะท้อนภาพนักเดินทางไทยหลายเจเนอเรชัน เช่น แนวโน้มการวางแผนล่วงหน้า ความต้องการความสบาย ความคุ้มค่า หรือแรงขับจากคอนเทนต์และโซเชียล.

    สำหรับเชียงราย จังหวัดที่ได้เปรียบด้านธรรมชาติ วัฒนธรรม และประสบการณ์เชิงพื้นที่ การใช้ข้อมูลเชิงพฤติกรรมสามารถแปลงเป็นยุทธศาสตร์ได้จริง เช่น

    • กลุ่มที่ชอบวางแผน ทำแพ็กเกจชัดเจน จองล่วงหน้าได้ มีความมั่นใจเรื่องบริการ
    • กลุ่มครอบครัว เน้นการเดินทางสะดวก ปลอดภัย กิจกรรมทุกวัย
    • กลุ่มประสบการณ์/โซเชียล ทำโปรโมชันสั้นแต่แรง จุดถ่ายภาพ กิจกรรมที่เล่าเรื่องได้

    หากอีเวนต์ “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ถูกออกแบบให้ตอบโจทย์หลายกลุ่มพร้อมกัน เมืองจะไม่ได้แค่คนมาเที่ยว แต่ได้ “รูปแบบรายได้” ที่หลากหลายและกระจายตัวมากขึ้น

    เดินเกมปี 2569 ทำไม “เชียงแสน” จึงถูกยกเป็นหมุดหมายยุทธศาสตร์

    การเลือก “เชียงแสน” เป็นเวทีบิ๊กอีเวนต์ ไม่ได้มีความหมายเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น แต่มีนัยเชิงยุทธศาสตร์อย่างน้อย 3 ชั้น

    ชั้นที่ 1 เศรษฐกิจชายแดนและการเชื่อมโยงภูมิภาค
    เชียงแสนเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงการค้า การเดินทาง และการท่องเที่ยวในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง การจัดงานขนาดใหญ่จึงมีโอกาสดึง “ดีมานด์ข้ามพื้นที่” ได้มากกว่างานที่จัดในเมืองชั้นใน โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการประสบการณ์ชายแดน วัฒนธรรม และเรื่องเล่าของ “สามแผ่นดิน”

    ชั้นที่ 2 การกระจายรายได้สู่ฐานราก
    เมื่ออีเวนต์ถูกออกแบบให้มีพื้นที่ตลาดชุมชน สินค้าท้องถิ่น และกิจกรรมกลางวัน–กลางคืน รายได้มีแนวโน้มกระจายไปยังผู้ประกอบการรายย่อยมากขึ้น ลดการกระจุกตัว

    ชั้นที่ 3 การบริหารเมืองท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ
    พื้นที่ชายแดนต้องการมาตรการความปลอดภัย การจราจร การบริการสาธารณะ และการบริหารสิ่งแวดล้อมที่เข้มกว่าเมืองทั่วไป “งานใหญ่” จึงเป็นทั้งโอกาสและบททดสอบว่าจังหวัดจะยกระดับระบบเมืองได้แค่ไหน

    ความเคลื่อนไหวภาคสนาม ผนึกเครือข่ายเตรียมจัด “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน”

    จากข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียม ระบุว่าเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 เวลา 10.00 น. มีการประชุมหารือเชิงรุกที่ว่าการอำเภอเชียงแสน โดยมีนายอำเภอเชียงแสนเป็นประธาน และมีคณะผู้บริหารจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายเข้าร่วม รวมถึงการประสานงานกับหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมในพื้นที่ เพื่อวางกรอบการจัดงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” และกำหนดการแถลงข่าววันที่ 30 มกราคม 2569

    ด้านกระแสสาธารณะ มีรายงานข่าวเกี่ยวกับการผลักดันงานสงกรานต์ในเชียงแสนในฐานะกิจกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของพื้นที่.

    โดยรายละเอียดแนวคิดกิจกรรมที่ถูกสื่อสารในข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม ได้แก่ การยกระดับ “สงกรานต์ล้านนา” ผสานการสร้างประสบการณ์ใหม่ และการจัดองค์ประกอบงานให้ครอบคลุมทั้งกลางวันและกลางคืน ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานเพื่อเล่นน้ำ ไปจนถึงการแสดงแสงสีเสียง ตลาดท้องถิ่น และกิจกรรมเชิงกีฬา/วัฒนธรรม

    จาก “ประเพณี” สู่ “อุตสาหกรรมประสบการณ์”

    หากอ่านตามแผนที่ผู้ใช้จัดเตรียม ไฮไลต์ที่ถูกยกขึ้นมาเป็นแม่เหล็กดึงคน ได้แก่

    • โครงสร้างการเล่นน้ำขนาดใหญ่ เช่น “หอคอยน้ำ” และ “อุโมงค์น้ำ” ระยะยาว
    • เวทีและการแสดงแสงสีเสียงที่สะท้อนเรื่องเล่า “สามแผ่นดิน”
    • กิจกรรมเชิงกีฬา/ชุมชน เช่น การแข่งขันเรือ และการคืนชีวิตให้พื้นที่เมืองเก่าด้วย Light & Sound
    • โซนตลาดท้องถิ่น (Local Market) เพื่อดึงผู้ประกอบการรายย่อยเข้ามาอยู่ในห่วงโซ่รายได้

    ในมุมเศรษฐศาสตร์การท่องเที่ยว การออกแบบแบบนี้มีข้อดีคือ “เพิ่มเหตุผลให้คนอยู่ต่อ” และ “เพิ่มจุดใช้จ่าย” มากกว่ามาแล้วกลับในวันเดียว ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการเพิ่มรายได้ต่อทริปและการกระจายรายได้

    มุมสนับสนุน vs มุมกังวล งานใหญ่ช่วยได้จริงหรือเป็นภาระเมือง?

    เพื่อความเป็นกลางตามมาตรฐานวิชาชีพ จำเป็นต้องมองสองด้าน

    ฝ่ายสนับสนุน มักให้เหตุผลว่า อีเวนต์คือเครื่องมือที่เร็วที่สุดในการสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนช่วงเวลาสั้น ๆ โดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานราก ร้านอาหาร ที่พัก รถรับจ้าง แผงลอย ร้านค้าชุมชน และยังเป็นการ “สร้างแบรนด์ปลายทาง” ให้เกิดภาพจำใหม่ของเชียงแสน ไม่ใช่แค่ทางผ่าน แต่เป็นจุดหมาย

    อีกมุมหนึ่ง ตั้งคำถามเรื่อง “ต้นทุนและผลกระทบ” เช่น การบริหารความหนาแน่นคน การจราจร ความปลอดภัย การใช้น้ำและขยะ รวมถึงความเสี่ยงที่รายได้อาจกระจุกในบางกลุ่ม หากการออกแบบพื้นที่ขายและกิจกรรมไม่เอื้อรายย่อยจริง

    บทสรุปในเชิงนโยบายจึงไม่ควรจบที่ “จัดหรือไม่จัด” แต่ต้องตอบให้ได้ว่า “จัดอย่างไรให้คุ้มค่า โปร่งใส ปลอดภัย และยั่งยืน” โดยมีตัวชี้วัดที่ตรวจสอบได้หลังจบงาน เช่น จำนวนผู้เข้าร่วม อัตราเข้าพัก รายได้ชุมชน ความพึงพอใจ และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

    เชื่อมสถิติไตรมาส 4 กับยุทธศาสตร์สงกรานต์ เป้าหมายคือ “ยืดฤดูกาล” และ “เพิ่มมูลค่าต่อหัว”

    สถิติไตรมาส 4 บอกว่าเชียงรายทำเงินได้มากในช่วงปลายปี แต่สงกรานต์อยู่ในช่วงอีกฤดูกาลหนึ่งของปี หากเชียงรายทำให้งานสงกรานต์ “กลายเป็นเหตุผลในการเดินทาง” ที่ยืนได้ด้วยตัวเอง เท่ากับเมืองกำลังสร้าง “พีคซีซันใหม่” หรืออย่างน้อยก็สร้างแรงกระเพื่อมที่ช่วยลดความเหลื่อมของรายได้ระหว่างเดือน

    นอกจากนี้ สัดส่วนรายได้ต่างชาติที่สูงกว่าสัดส่วนจำนวนคนในไตรมาส 4 คือบทเรียนว่า หากออกแบบประสบการณ์ให้ “ยอมจ่าย” ได้มากขึ้น ไม่จำเป็นต้องเน้นปริมาณคนอย่างเดียว เมืองจะรักษาสมดุลระหว่างเศรษฐกิจกับคุณภาพชีวิตของคนพื้นที่ได้ดีกว่า.

    ข้อเสนอเชิงปฏิบัติ 6 เรื่องที่ควรทำให้ชัดก่อน “แถลงข่าว” และก่อน “วันจริง”

    เพื่อให้การขับเคลื่อนอีเวนต์สอดคล้องกับมาตรฐานเมืองท่องเที่ยว และลดความเสี่ยงที่มักเกิดกับงานขนาดใหญ่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารอีเวนต์ท่องเที่ยวมักย้ำ “6 เรื่องต้องชัด” ดังนี้

    1. แผนความปลอดภัยและการแพทย์ฉุกเฉิน (จุดปฐมพยาบาล/เส้นทางรถพยาบาล/การสื่อสารเหตุฉุกเฉิน)
    2. แผนจราจร–ขนส่ง–ที่จอดรถ (การแยกคนเดิน/รถ/รถสาธารณะ)
    3. มาตรการสิ่งแวดล้อม (ขยะ น้ำเสีย จุดคัดแยก)
    4. การคุมมาตรฐานผู้ค้าและราคาสินค้า (ลดข้อร้องเรียน-เพิ่มความเชื่อมั่น)
    5. KPI เศรษฐกิจชุมชน (สัดส่วนพื้นที่ให้รายย่อย ยอดขายชุมชน)
    6. แผนการสื่อสารตามพฤติกรรมผู้บริโภค (แบ่งกลุ่มเป้าหมายตามเจน/แรงจูงใจ) ซึ่งสอดรับแนวทาง Data-driven ที่แพลตฟอร์มท่องเที่ยวหลายรายนำเสนอ.

    เชียงรายในปี 2569 โจทย์ไม่ใช่ “ทำรายได้ให้มากขึ้นอย่างเดียว” แต่คือ “ทำให้รายได้มีคุณภาพ”

    เมื่อเชียงรายขยับขึ้นมาแตะ 5 หมื่นล้านบาทได้แล้ว ความคาดหวังของสังคมย่อมขยับตาม สิ่งที่คนพื้นที่ต้องการเห็นไม่ใช่แค่ตัวเลขสูงขึ้น แต่คือ

    • รายได้กระจายสู่ผู้ประกอบการรายย่อยจริง
    • เมืองไม่แออัดจนคุณภาพชีวิตถดถอย
    • วัฒนธรรมท้องถิ่นไม่ถูกทำให้เหลือเพียงฉากถ่ายรูป
    • ระบบบริการสาธารณะรองรับได้
    • ความปลอดภัยและภาพลักษณ์พื้นที่ชายแดนแข็งแรง

    ตัวเลขไตรมาส 4 ที่ยืนยันว่าเชียงรายทำรายได้สูงสุดในเดือนธันวาคม เป็นทั้ง “ความสำเร็จ” และ “สัญญาณเตือน” ว่าเมืองต้องเร่งสร้างกลไกกระจายดีมานด์ไปยังช่วงเวลาอื่น รวมถึงทำให้อีเวนต์ใหญ่เป็น “เครื่องมือพัฒนาเมือง” ไม่ใช่ “ภาระเมือง” ในระยะยาว.

    เชียงรายกำลังยืนอยู่บนทางแยกของโอกาส จากเมืองท่องเที่ยวเด่นสู่เมืองท่องเที่ยวที่ยั่งยืน

    ปี 2568 เชียงรายทำรายได้ท่องเที่ยว 51,540.09 ล้านบาท ติดอันดับ Top 10 ของประเทศ และไตรมาส 4 เพียงไตรมาสเดียวสร้างรายได้ 15,613.16 ล้านบาท ตัวเลขที่บอกว่าเชียงราย “มีของ” และ “มีแรงส่ง” ชัดเจน.

    แต่ปี 2569 จะเป็นบทพิสูจน์ขั้นถัดไป ว่าเชียงรายจะใช้แรงส่งนั้นไปสู่การยกระดับเมืองและเศรษฐกิจฐานรากได้จริงหรือไม่ โดย “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ที่เชียงแสนกำลังจะกลายเป็นหนึ่งในเวทีสำคัญที่สุดของคำตอบ ทั้งในมิติรายได้ ภาพลักษณ์ ความปลอดภัย และความยั่งยืนของการท่องเที่ยวชายแดน

    หากทำสำเร็จ เชียงรายจะไม่ได้ชนะเฉพาะ “ตัวเลขรายได้” แต่จะชนะ “ความเชื่อมั่น” ของนักท่องเที่ยวและคนพื้นที่ไปพร้อมกัน และนี่คือชัยชนะที่ยากกว่า แต่คุ้มค่ากว่าในระยะยาว

    สถิติสำคัญ (ยกจากแหล่งข้อมูลที่อ้างอิงได้)

    • รายได้ท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายปี 2568: 51,540.09 ล้านบาท (ไทย 44,460.27 / ต่างชาติ 7,079.82)
    • สถิติท่องเที่ยวเชียงรายไตรมาส 4 ปี 2568: นักท่องเที่ยวรวม 1,858,076 คน, รายได้รวม 15,613.16 ล้านบาท (ไทย 1,661,553 คน รายได้ 13,304.06 / ต่างชาติ 196,523 คน รายได้ 2,309.10)
    • นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยปี 2568: 32,974,321 คน
    • แนวโน้มพฤติกรรมการเดินทางของนักท่องเที่ยวไทย (รายงาน AirAsia MOVE): ภาพรวมเชิง Data-driven เพื่อใช้วางแผนการตลาดแบ่งกลุ่มเจเนอเรชัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-tourism-revenue-50b-strategy/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Zqz6hJf5otwM9vcleYcjL

  • ดูดวงรายวันประจำวันศุกร์ ที่ 23 มกราคม 2569 สำหรับท่านที่เกิดวันพุธ

    ดูดวงรายวันประจำวันศุกร์ ที่ 23 มกราคม 2569 สำหรับท่านที่เกิดวันพุธ

    ดูดวงรายวันประจำวันศุกร์ ที่ 23 มกราคม 2569 สำหรับท่านที่เกิดวันพุธ

    • การงาน : สร้างผลงานแบบรวดเร็ว
    • การเงิน : จะได้โชคแบบทุกขลาภ
    • ความรัก : เดินทางท่องเที่ยวได้พบรัก

    เคล็ดลับเสริมดวงประจำวันนี้

    • สวดมนต์คาถาป้องกันภัย
    • อัญมณีมงคล: เพชร
    • สีมงคล: สีขาว
    • เลขนำโชค: 1, 3, 6, 7, 9

    ฤกษ์ดีประจำสัปดาห์มีผลตั้งแต่วันที่ 22 – 28 มกราคม 2569 (ช่วงเวลาที่เหมาะสม)

    • 08:09 – 11:09 : ฤกษ์ดีในการทำบุญขึ้นบ้านใหม่
    • 09:09 – 12:45 : ฤกษ์ดีในการซื้อรถยนต์คันใหม่
    • 09:19 – 12:00 : ฤกษ์ดีในการติดต่อเจรจางานต่าง ๆ
    • 09:00 – 12:00 : ฤกษ์ดีในการเปิดร้านเริ่มธุรกิจใหม่
    • 09:00 – 15:00 : ฤกษ์ดีในการเดินทางทำบุญ

    ดูดวงเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=http://www.sanook.com/horoscope/320926/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ku3Rg3LyusTspYcD6tAmy

  • “เคโระ” แกะขี้อ้อนยิ้มได้ ดาวเด่นสตาร์ดอยฟาร์มเขาใหญ่ ขวัญใจนักท่องเที่ยวสายครอบครัว | TOPNEWS

    พี่เอ๋ระบุว่า “สตาร์ดอยฟาร์มเขาใหญ่” ตั้งอยู่บนพื้นที่ราว 45 ไร่ ใกล้แหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่างน้ำผุดธรรมชาติ และถือเป็นจุดศูนย์กลางโซนท่องเที่ยวเขาใหญ่ ภายในฟาร์มมีบรรยากาศร่มรื่น มีสะพานไม้ข้ามลำตะคอง มีลมเย็นและสายน้ำไหลผ่าน เพิ่มความรู้สึกผ่อนคลายให้กับนักท่องเที่ยวที่ต้องการหลีกหนีความวุ่นวายในเมือง

    สำหรับกิจกรรมภายในฟาร์มออกแบบให้เหมาะกับเด็กและครอบครัว มีทั้งโซนร้านกาแฟห้องแอร์ พร้อมพื้นที่นั่งพักผ่อนทั้งอินดอร์และเอาท์ดอร์ อีกทั้งยังมีกิจกรรมหลากหลาย เช่น ขี่ม้า พายเรือ นั่งม้าหมุน ชมอัลปาก้า รวมถึงอุ้มแกะและให้อาหารแกะ ตลอดจนโซนมินิซูที่มีสัตว์น่ารักอย่างกระต่าย เป็ด นกยูง และสัตว์ชนิดอื่นๆ ให้เด็กๆ ได้สัมผัสใกล้ชิดอย่างเพลิดเพลิน

    ด้านการเลี้ยงดูสัตว์ภายในฟาร์ม พี่เอ๋กล่าวว่า แกะส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์นำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสายพันธุ์คอร์ริเดล จากประเทศออสเตรเลีย ปัจจุบันมีจำนวนเกือบ 200 ตัว และมีทีมงานรวมถึงสัตวบาลดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดทั้งวัน เพื่อให้สัตว์มีสุขภาพแข็งแรงและเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยว พร้อมเปิดให้เข้าชมได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00–18.00 น.

    หนึ่งในดาวเด่นของฟาร์มคือ “น้องเคโระ” แกะเพศผู้ อายุราว 5 เดือน น้ำหนักกว่า 20 กิโลกรัม ซึ่งมีพฤติกรรมโดดเด่นกว่าตัวอื่น ทั้งความฉลาด ความเป็นมิตร และความขี้อ้อน สามารถทำท่าทางทักทาย บ๊ายบาย และมีบุคลิกเหมือนยิ้มได้ จนหลายครอบครัวต่างพากันหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ขณะที่แกะตัวอื่นๆ ในฟาร์มก็ยังมีความน่ารัก สามารถอุ้มและถ่ายภาพได้หลายตัวเช่นกัน

    พี่เอ๋ยังเชิญชวนนักท่องเที่ยวให้เข้ามาสัมผัส “ฟาร์มแกะอีกมิติใหม่” โดยย้ำว่าฟาร์มเน้นการเลี้ยงแบบโอเพ่น ไม่ขังในกรงเหมือนสวนสัตว์ทั่วไป เปิดพื้นที่สนามหญ้าให้น้องแกะเดินเล่นอย่างอิสระ พร้อมจัดทำพื้นที่หญ้าเทียมพิเศษเพื่อความสะอาดและความปลอดภัย ลดความกังวลของผู้ปกครอง และมีเจ้าหน้าที่ดูแลความสะอาดตลอดเวลา รวมถึงทีมงานคอยช่วยถ่ายภาพให้แก่นักท่องเที่ยว

    ทั้งนี้ “สตาร์ดอยฟาร์มเขาใหญ่” เปิดให้บริการมาแล้วประมาณ 1 ปี และอยู่ระหว่างพัฒนาพื้นที่ต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงครอบครัวที่ครบทั้งกิจกรรม พักผ่อน และความประทับใจ เพื่อเป็นอีกหนึ่งจุดหมายใหม่ของนักท่องเที่ยวที่มาเยือนเขาใหญ่ในอนาคตต่อไป.

    ภาพ-ข่าว ประสิทธิ์ วนะชกิจ ผู้สื่อข่าวTOPNEWSทั่วไทย จ.นครราชสีมา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1463869&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FCh999uzxJ5cBLMFabAn2