Blog

  • ของจริงไม่ใช้เอไอ! ททท.แจงยิบดรามาภาพ ลิซ่า ลลิษา โปรโมทเที่ยวทะเลบัวแดง

    ของจริงไม่ใช้เอไอ! ททท.แจงยิบดรามาภาพ ลิซ่า ลลิษา โปรโมทเที่ยวทะเลบัวแดง

    ของจริงไม่ใช้เอไอ! ททท.แจงยิบดรามาภาพ ลิซ่า ลลิษา โปรโมทเที่ยวทะเลบัวแดง

    วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.48 น.

    22 มกราคม 2569  เฟซบุ๊กเพจ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. ได้ออกมาโพสต์แถลงชี้แจงจากกรณีภาพ Amazing Thailand Ambassador ประชาสัมพันธ์ทะเลบัวแดง จ.อุดรธานี

    ททท.ขอยืนยันว่า ภาพที่เผยแพร่อยู่ในขณะนี้เป็นภาพจริงที่เกิดจากการถ่ายทำ มิได้ใช้การสร้างภาพด้วย AI แต่อย่างใด ทั้งนี้ได้มีการตกแต่งเพิ่ม โดยใช้ Graphic เพื่อความสวยงามตาม Concept ที่กำหนด และออกแบบไว้โดยทีมงานมืออาชีพผู้ชำนาญ

    การดำเนินงานทั้งหมดเป็นไปตามข้อตกลงและการดำเนินงานร่วมกันกับทางต้นสังกัดของศิลปิน โดยผ่านการคัดเลือกและเห็นชอบแล้ว โดยมีเป้าหมายเพื่อถ่ายทอดความงดงามของแหล่งท่องเที่ยวไทยให้ดีที่สุด

    ททท.ขอขอบคุณทุกความคิดเห็นและข้อเสนอแนะพร้อมนำไปพัฒนาการสื่อสารให้ชัดเจนและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อศิลปินและประเทศไทยให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

    ซึ่งหลังจากที่ ททท. ได้ออกมาแถลงชี้แจงถึงประเด็นดังกล่าวนี้ ชาวเน็ตได้เข้ามาแสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก อาทิเช่น 

    – คือภาพสวยครับ น้องลิซ่าก็สวย แต่… แต่เมื่อเป็นภาพที่ใช้ในการโปรโมทสถานที่ท่องเที่ยว ส่วนตัวมองเรื่องความเรียล ความสมจริงเป็นสิ่งสำคัญครับ อย่างน้อยควรถ่ายทำในสถานที่จริง หรือแต่งภาพให้สมจริงกว่านี้ถ้าเป็นกรณีถ่ายในสตู ไม่งั้นจะกลายเป็นจกตานักท่องเที่ยวเอา ลองนึกถึงใจนักท่องเที่ยวดูสิครับ เขาคาดหวังอะไรกับภาพที่ได้เห็น แล้วเวลาเขาไปเที่ยวจริงๆ เขาจะได้เห็นแบบในภาพไหม อันนี้ฝากให้คิดต่อครับ ด้วยความเคารพ

    – ดอกบัวของจริง สวยกว่าในภาพครับ ช่างภาพน่าจะถ่ายออกมาได้สวยกว่านี้

    – ชอบมากครับ มูดความเป็นไทย โทนสีให้ความสากล ส่งกำลังใจให้ทีมงานที่รังสรรค์ทุกท่านครับ มันดีงามแล้ว อย่าท้อครับ

    – มันดูลอยมากเลยค่ะ จากใจลิลลี่

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ดรามาจนได้ หลัง ททท. ปล่อยภาพ ลิซ่า โปรโมตเที่ยวไทย ดี้ นิติพงษ์ วิจารณ์ใช้ AI ด้อยค่าศิลปิน

    ททท.ปล่อยภาพ ลิซ่า ชวนเที่ยวทะเลบัวแดง จ.อุดรธานี สู่สายตาชาวโลก

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/942417&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Zm_qepfg6motHvP0PFTC1

  • “เคโระ” แกะขี้อ้อนยิ้มได้ ดาวเด่นสตาร์ดอยฟาร์มเขาใหญ่ ขวัญใจนักท่องเที่ยวสายครอบครัว | TOPNEWS

    พี่เอ๋ระบุว่า “สตาร์ดอยฟาร์มเขาใหญ่” ตั้งอยู่บนพื้นที่ราว 45 ไร่ ใกล้แหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่างน้ำผุดธรรมชาติ และถือเป็นจุดศูนย์กลางโซนท่องเที่ยวเขาใหญ่ ภายในฟาร์มมีบรรยากาศร่มรื่น มีสะพานไม้ข้ามลำตะคอง มีลมเย็นและสายน้ำไหลผ่าน เพิ่มความรู้สึกผ่อนคลายให้กับนักท่องเที่ยวที่ต้องการหลีกหนีความวุ่นวายในเมือง

    สำหรับกิจกรรมภายในฟาร์มออกแบบให้เหมาะกับเด็กและครอบครัว มีทั้งโซนร้านกาแฟห้องแอร์ พร้อมพื้นที่นั่งพักผ่อนทั้งอินดอร์และเอาท์ดอร์ อีกทั้งยังมีกิจกรรมหลากหลาย เช่น ขี่ม้า พายเรือ นั่งม้าหมุน ชมอัลปาก้า รวมถึงอุ้มแกะและให้อาหารแกะ ตลอดจนโซนมินิซูที่มีสัตว์น่ารักอย่างกระต่าย เป็ด นกยูง และสัตว์ชนิดอื่นๆ ให้เด็กๆ ได้สัมผัสใกล้ชิดอย่างเพลิดเพลิน

    ด้านการเลี้ยงดูสัตว์ภายในฟาร์ม พี่เอ๋กล่าวว่า แกะส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์นำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสายพันธุ์คอร์ริเดล จากประเทศออสเตรเลีย ปัจจุบันมีจำนวนเกือบ 200 ตัว และมีทีมงานรวมถึงสัตวบาลดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดทั้งวัน เพื่อให้สัตว์มีสุขภาพแข็งแรงและเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยว พร้อมเปิดให้เข้าชมได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00–18.00 น.

    หนึ่งในดาวเด่นของฟาร์มคือ “น้องเคโระ” แกะเพศผู้ อายุราว 5 เดือน น้ำหนักกว่า 20 กิโลกรัม ซึ่งมีพฤติกรรมโดดเด่นกว่าตัวอื่น ทั้งความฉลาด ความเป็นมิตร และความขี้อ้อน สามารถทำท่าทางทักทาย บ๊ายบาย และมีบุคลิกเหมือนยิ้มได้ จนหลายครอบครัวต่างพากันหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ขณะที่แกะตัวอื่นๆ ในฟาร์มก็ยังมีความน่ารัก สามารถอุ้มและถ่ายภาพได้หลายตัวเช่นกัน

    พี่เอ๋ยังเชิญชวนนักท่องเที่ยวให้เข้ามาสัมผัส “ฟาร์มแกะอีกมิติใหม่” โดยย้ำว่าฟาร์มเน้นการเลี้ยงแบบโอเพ่น ไม่ขังในกรงเหมือนสวนสัตว์ทั่วไป เปิดพื้นที่สนามหญ้าให้น้องแกะเดินเล่นอย่างอิสระ พร้อมจัดทำพื้นที่หญ้าเทียมพิเศษเพื่อความสะอาดและความปลอดภัย ลดความกังวลของผู้ปกครอง และมีเจ้าหน้าที่ดูแลความสะอาดตลอดเวลา รวมถึงทีมงานคอยช่วยถ่ายภาพให้แก่นักท่องเที่ยว

    ทั้งนี้ “สตาร์ดอยฟาร์มเขาใหญ่” เปิดให้บริการมาแล้วประมาณ 1 ปี และอยู่ระหว่างพัฒนาพื้นที่ต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงครอบครัวที่ครบทั้งกิจกรรม พักผ่อน และความประทับใจ เพื่อเป็นอีกหนึ่งจุดหมายใหม่ของนักท่องเที่ยวที่มาเยือนเขาใหญ่ในอนาคตต่อไป.

    ภาพ-ข่าว ประสิทธิ์ วนะชกิจ ผู้สื่อข่าวTOPNEWSทั่วไทย จ.นครราชสีมา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1463869&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FCh999uzxJ5cBLMFabAn2

  • ‘ศุภจี’ พบกระทรวงเศรษฐกิจสวิส กรุยทางเพิ่มการค้าการลงทุน

    ‘ศุภจี’ พบกระทรวงเศรษฐกิจสวิส กรุยทางเพิ่มการค้าการลงทุน

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในโอกาสที่ได้เดินทางมาเข้าร่วมการประชุมประจำปีสภาเศรษฐกิจโลก(World Economic Forum: WEF) ประจำปี 2026 ณ เมืองดาววอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และได้พบหารือกับนางเฮเลเนอ บุดลีเกอร์ อาร์ทิเอดาปลัดกระทรวงกิจการเศรษฐกิจสมาพันธรัฐสวิส เพื่อหารือแนวทางกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างไทยและสวิตเซอร์แลนด์

    นางศุภจี กล่าวว่า ได้พูดคุยกับนางเฮเลเนอ เรื่อง FTA ระหว่างไทยกับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป หรือ เอฟตา (European Free Trade Association : EFTA) ที่ได้ลงนามไปเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งทั้งสองฝ่ายกำลังดำเนินกระบวนการภายในเพื่อให้สัตยาบันความตกลงดังกล่าว ในส่วนของไทยเมื่อมีการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลแล้ว กระทรวงพาณิชย์จะนำเสนอร่างความตกลงฯ เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาให้ความเห็นชอบ และตั้งเป้าให้สัตยาบันความตกลงฯ ในช่วงไตรมาส 4 ของ 2569  ซึ่งสอดคล้องกับระยะเวลาที่ฝ่ายสวิสเซอร์แลนด์จะต้องดำเนินกระบวนการภายในเช่นกัน โดยคาดว่าความตกลงจะมีผลใช้บังคับในวันที่ 1 มราคม 2570 นับเป็น FTA กับประเทศในภูมิภาคยุโรปฉบับแรกของไทย 
     

    นางศุภจี กล่าวเสริมว่า ในกลุ่มประเทศสมาชิกเอฟตา สวิสเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทย และการค้าระหว่างไทยกับสวิสขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการส่งออกของไทยไปสวิสที่ขยายตัวกว่า 70% มาจากการส่งออกที่เพิ่มขึ้นในสินค้าหลายรายการ เช่น อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ข้าว ผลไม้กระป๋องและแปรรูป แผงสวิทซ์และแผงวงจรไฟฟ้า เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบ เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ 

    'ศุภจี' พบกระทรวงเศรษฐกิจสวิส กรุยทางเพิ่มการค้าการลงทุน

    ทั้งนี้ ไทยและสวิสจะได้รับประโยชน์เพิ่มเติมจาก FTA ไทย-เอฟตา ทั้งในด้านการขยายโอกาสส่งออกและลดต้นทุนการนำเข้า โดยสินค้าส่งออกสำคัญที่ไทยจะได้รับประโยชน์ เช่น ผักผลไม้สดและแปรรูป ข้าว เนื้อสัตว์ปีกสดและแปรรูป อาหารทะเล อาหารปรุงแต่ง เครื่องดื่ม อาหารสัตว์เลี้ยง อัญมณีและเครื่องประดับ นาฬิกาและส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องนุ่งห่ม เคมีภัณฑ์ ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ นอกจากนี้ ไทยจะยังได้รับประโยชน์จากการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนเอฟตาในสาขาที่สนับสนุนการพัฒนาประเทศของไทย เช่น การวิจัยและพัฒนา การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ICT การซ่อมบำรุงรักษาชิ้นส่วนอากาศยาน ตลอดจนการเสริมสร้างความร่วมมือที่จะช่วยพัฒนายกระดับมาตรฐานและขีดความสามารถให้ไทยแข่งขันได้ในเวทีโลก

    'ศุภจี' พบกระทรวงเศรษฐกิจสวิส กรุยทางเพิ่มการค้าการลงทุน

    นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า ในระหว่างการหารือฝ่ายสวิตเซอร์แลนด์ได้เชิญไทยพิจารณาเข้าร่วม Friends of Investment and Trade Platform (FITP) ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือไม่เป็นทางการของกลุ่มประเทศที่มีแนวคิดสอดคล้องกัน (like-minded countries) ที่มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมบทบาทของประเทศขนาดกลาง (middle power countries) ในการมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางและขับเคลื่อนระบบการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศให้มีความเปิดกว้าง โปร่งใส และยืดหยุ่นมากขึ้น ผ่านการแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบายและการประสานความร่วมมือด้านเศรษฐกิจในเวทีพหุภาคีอย่างสร้างสรรค์ในการผลักดันวาระเศรษฐกิจระหว่างประเทศในบริบทความท้าทายของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ปัจจุบันประเทศที่เข้าร่วมแล้ว อาทิ นอร์เวย์ นิวซีแลนด์ คอสตาริกา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คอสตาริกา ชิลี สิงคโปร์ มาเลเซีย และบรูไน

    'ศุภจี' พบกระทรวงเศรษฐกิจสวิส กรุยทางเพิ่มการค้าการลงทุน  
    นางศุภจี ทิ้งทายว่า นางเฮเลเนอแสดงความยินดีที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุม World Bank IMF ในช่วงเดือนตุลาคมนี้ และแจ้งว่าประธานาธิบดีของสวิสเซอร์แลนด์มีแผนจะเข้าร่วมการประชุมดังกล่าวด้วย ซึ่งจะเป็นโอกาสที่จะทั้งสองฝ่ายจะได้มีการหารือสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างกัน 

    ในโอกาสนี้ ไทยยังได้แสดงความพร้อมที่จะเป็นฐานการลงทุนและประตูการค้าในการเชื่อมโยงสวิสไปสู่ประเทศอื่นๆ ในทวีปเอเชีย โดยได้เชิญชวนให้สวิสใช้ประโยชน์จาก FTA ฉบับนี้ในการเพิ่มการลงทุนและมีความร่วมมือกับไทยโดยเฉพาะในสาขาที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่สวิสมีความก้าวหน้า เช่นเทคโนโลยีชีวภาพและเวชภัณฑ์ เทคโนโลยีสะอาดซึ่งจะช่วยสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรม S Curve ของไทย เช่น อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต วิทยาศาสตร์สุขภาพและสุขภาวะ และพลังงานสะอาด

    ทั้งนี้ ปัจจุบันสวิสเป็นคู่ค้าอันดับที่ 1 ของไทยในกลุ่มประเทศสมาชิกเอฟตา โดยในปี 2025 (ม.ค. – พ.ย.) การค้ารวมไทย – สวิตเซอร์แลนด์ มีมูลค่า 13,673.87 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปี 2024 ร้อยละ 28.9 เป็นการส่งออกของไทยไปสวิตเซอร์แลนด์ 6,656.55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเป็นการนำเข้าจากสวิตเซอร์แลนด์ 7,017.32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยขาดดุลการค้า 360.78 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ สินค้าสำคัญที่ไทยมีการส่งออกไปสวิส เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ นาฬิกาและส่วนประกอบ เครื่องใช้สำหรับเดินทาง อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป และ เครื่องสำอาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378972439&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zRbjmPBkaQXtuabW60EZc

  • CIMB วิเคราะห์ ทรัมป์ เดินหน้าเปิดสงคราม 3 มิติ ‘การค้า-ค่าเงิน-เงินทุน’

    CIMB วิเคราะห์ ทรัมป์ เดินหน้าเปิดสงคราม 3 มิติ ‘การค้า-ค่าเงิน-เงินทุน’

    CIMB มองทรัมป์ไม่ได้ต้องการเข้าสู่ ‘สงครามเต็มรูปแบบ’ แต่เดินหน้าเปิดสงคราม 3 มิติ ‘การค้า-ค่าเงิน-เงินทุน’ สั่นคลอนเศรษฐกิจโลก คาด GDP ไทยปีนี้ชะลอตัวเหลือ 1.7% เท่านั้น ท่ามกลางความเสี่ยงขาลงรุมเร้า พร้อมคาดว่า กนง.คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับปัจจุบันที่ 1.25% ไปตลอดทั้งปี

    ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMB Thai) กล่าวว่า แม้วันนี้ หลายคนจะกังวลว่า สหรัฐฯ จะเปิดสงครามทางการทหาร (Military War) หลังจากเกิดกรณีจับกุมตัวผู้นำเวเนซุเอลา ประเด็นอิหร่าน และความต้องการกรีนแลนด์ อย่างไรก็ตาม ดร.อมรเทพมองว่า ทรัมป์ไม่ได้ต้องการเข้าสู่ ‘สงครามเต็มรูปแบบ’ โดยเฉพาะหลังจากทรัมป์กล่าวบนเวที World Economic Forum ว่าต้องการกรีนแลนด์ แต่จะไม่ใช้กำลังเข้ายึด แต่ทรัมป์กำลังทำสงครามใน 3 มิติ ได้แก่

    • สงครามการค้า (Trade War) ที่คาดว่าไม่น่าจะจบลงได้โดยง่าย โดยดร.อมรเทพกล่าวว่า ไม่ว่า ศาลสูงสุดสหรัฐฯ จะตัดสินเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของมาตรการกำแพงภาษี (Reciprocal Tariff) ออกมารูปแบบใด แต่ทรัมป์ก็ยังมีมาตรการอื่นๆ เพื่อทำสงครามการค้าต่อไป นอกจากนี้ ยังคงต้องติดตามสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนต่อด้วย
    • สงครามค่าเงิน (Currency War) ที่มาจากความต้องการของทรัมป์ที่ต้องการให้ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า ซึ่งประเด็นดังกล่าวส่งผลกระทบต่อไทยโดยตรงเพราะ ทำให้บาทแข็ง ทำให้ไทยตกเป็นเหยื่อของสงครามค่าเงินอีกครั้ง โดยสิ่งนี้ยังต้องติดตามต่อไป เนื่องจาก การแข็งค่าของเงินบาททำให้ไทยเสียเปรียบในการแข่งขัน ด้านการส่งออก รวมถึงกระทบต่อรายได้ภาคการเกษตรและภาคการผลิตด้วย
    • สงครามเงินทุน (Capital War) โดยจากการดำเนินนโยบายต่างๆ ของทรัมป์ ทำให้ประเทศอื่นตอบโต้กันด้วยการเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งทำให้ผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ผันผวน วิ่งขึ้นและลงอย่างรวดเร็ว ต่างจากสถานการณ์ปกติที่พันธบัตรสหรัฐฯ ถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven)

    ดร.อมรเทพยังกล่าวว่า “ถ้าถามว่า ทรัมป์เก่งอะไรที่สุด ไม่ใช่ มิติที่ 4 สงครามทางการทหาร (Military War) ไม่ใช่สงคราม 3 มิตินี้ แต่คือมิติที่ 5 สงครามจิตวิทยา (Psychological War) ซี่งทำให้ตลาดผันผวนอย่างมาก”

    ดร.อมรเทพ ยังคาดการณ์ว่า อัตราการเติบโตของ GDP ไทยปี 2569 จะชะลอตัวเหลือ 1.7% จากประมาณการการเติบโตที่ 2.1% ในปี 2568

    อย่างไรก็ตาม ดร.อมรเทพ ยังมองบวก เนื่องจากคาดว่า เศรษฐกิจไทยเผชิญมรสุมแค่ครึ่งแรกของปีเท่านั้น ส่วนในครึ่งหลังของปี เชื่อมั่นว่า จะมีแสงสว่างและเริ่มเห็นสายรุ้งอีกครั้ง เนื่องจากจะมีแรงขับเคลื่อนจากมาตรการภาครัฐ หลังได้รัฐบาลใหม่ ท่ามกลางนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย และการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง

    “เศรษฐกิจไทยเผชิญมรสุมแค่ครึ่งแรกของปีเท่านั้น เพราะกำลังซื้อ การบริโภค การลงทุนยังไม่เร่งแรง การส่งออกครึ่งแรกยังไม่ดูค่อยดี ค่าเงินบาทยังคงแข็งค่ากระทบเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวคึกคักแค่ช่วงปีใหม่ พอหมดไฮซีซั่นจะกลับมาซบเซาอีกครั้ง ส่วนในครึ่งหลังของปี เชื่อมั่นว่า จะมีแสงสว่างและเริ่มเห็นสายรุ้งอีกครั้ง เนื่องจากคาดว่า เงินลงทุนจะไหลกลับเข้ามา ส่วนค่าเงินบาทก็คาดว่า จะกลับมาอ่อนค่าเล็กน้อย เพื่อเพิ่มการแข่งขันของภาคส่งออก ส่วนภาพรวมนโยบายการเงิน คาดว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะคงหรือไม่ก็ปรับลดลง ส่วนภาคการท่องเที่ยวช่วงครึ่งหลังน่าจะกลับมาคึกคักได้อีกครั้ง” ดร.อมรเทพ กล่าว

    ดังนั้น ดร.อมรเทพจึงคาดว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จบรอบลดดอกเบี้ยแล้ว กล่าวคือ คาดว่า กนง.คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับปัจจุบันที่ 1.25% ไปตลอดทั้งปี เนื่องจาก การส่งผ่านอัตราดอกเบี้ยจะใช้เวลา 6-12 เดือน ดังนั้นถึงกนง.จะลดดอกเบี้ยรอบถัดไปในเดือนกุมภาพันธ์นี้ ก็จะไม่ทันช่วยเศรษฐกิจครึ่งแรกของปีแล้ว ดังนั้น กนง.จึงน่าจะเลือกเก็บกระสุน (Policy Space) ไว้แทน ท่ามกลางคาดการณ์ที่ว่า เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังจะเริ่มฟื้นตัว

    ดร.อมรเทพ ยังคาดว่า เงินบาท (USD/THB) จะแข็งค่าในระยะสั้น โดยมีปัจจัยหนุนให้เงินบาทแข็งค่า ได้แก่ การเลือกตั้งทั่วไปที่จะหนุนความเชื่อมั่นนักลงทุน ราคาทองคำที่ปรับสูงขึ้น ราคาน้ำมันปรับลดลง เงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่า และรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น

    อย่างไรก็ตาม ดร.อมรเทพ มองว่า ในปีนี้ แรงแข็งค่าจะจำกัดมากกว่าปีก่อน โดย คาดว่า USD/THB จะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.0–33.0 บาทต่อดอลาร์ ภายในสิ้นปี 2569 โดยปัจจัยที่หนุนให้ค่าเงินบาทอ่อนค่า ได้แก่ ธปท.เข้มงวดมาตรการธุรกรรมทองคำ พร้อมลดเงินทุนเก็งกำไร นอกจากนี้ ไทยยังปัจจัยเรื่องความไม่แน่นอนของการเมืองในประเทศ และความเสี่ยงการปรับลดอันดับเครดิตประเทศที่คอยกดดันค่างเงินบาทอยู่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/cimb-trump-global-economy-thai-gdp/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jD8mjTkPeKi6sRDhuF2HE

  • ‘ตั๊น จิตภัสร์’ ชู หัวหินเมืองท่องเที่ยวต้นแบบ ดึงชาวต่างชาติวัยเกษียณ กระตุ้นเศรษฐกิจ จี้ รบ. ดูแลปัญหาอาชญากรรม หลังเกิดเหตุสะเทือนขวัญ | เดลินิวส์

    ‘ตั๊น จิตภัสร์’ ชู หัวหินเมืองท่องเที่ยวต้นแบบ ดึงชาวต่างชาติวัยเกษียณ กระตุ้นเศรษฐกิจ จี้ รบ. ดูแลปัญหาอาชญากรรม หลังเกิดเหตุสะเทือนขวัญ | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 19.00 น.วันที่ 22 ม.ค.  ที่ตลาดโต้รุ่ง อ.หัวหิน จ. ประจวบคีรีขันธ์ นางสาวจิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อและแกนนำพรรคไทยก้าวใหม่ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ อ.หัวหิน จะมีนโยบายอะไรในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ว่า ตนคิดว่า อ.หัวหิน ที่เป็นเมืองท่องเที่ยวอยู่แล้ว และเป็นเมืองที่อิ่มไปด้วยวัฒนธรรมจึงอยากจะผลักดันให้เป็นเมืองท่องเที่ยวต้นแบบในเชิงธุรกิจท่องเที่ยว ที่จะเชิญชวนพ่อแม่พี่น้องประชาชนโดยเฉพาะประชาชนที่เกษียณแล้ว รวมถึงต่างชาติอย่างน้อยหากมีเงินมาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของ อ.หัวหิน ก็จะดีมากขึ้น เพื่อให้มีเม็ดเงินมาหมุนเวียนที่ ซึ่งที่นี่ค่อนข้างที่จะสโลว์ไลฟ์ ก็ต้องยอมรับว่าเราไม่สามารถสู้ จ.ชลบุรี หรือ จ.ภูเก็ตได้ แต่ต้องทำอย่างไรให้ อ.หัวหิน มีเอกลักษณ์ของตน และเป็นที่ท่องเที่ยวดึงดูดคนต่างชาติและชาวไทยได้

    นางสาวจิตภัสร์ กล่าวต่อว่า ซึ่งมองว่า อ.หัวหิน เป็นเมืองที่ค่อนข้างที่จะมีนักท่องเที่ยวที่มีอายุค่อนข้างมากมาเที่ยว ส่วนใหญ่ที่เราเดินผ่านจากการเดินตลาดก็พบว่ามีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติวัยเกษียณที่เลือกมาเกษียณที่อ.หัวหิน จึงมองว่านโยบายของพรรคที่จะมีการโชว์ อ.หัวหิน ที่เป็นเหมือนเมืองต้นแบบของการทำการท่องเที่ยว ชวนชาวต่างชาติที่เกษียณอายุแล้วมาท่องเที่ยวที่ประเทศไทย เพื่อที่จะได้คนที่มีคุณภาพและเพื่อที่จะมีเงินไปหมุนเวียนเศรษฐกิจใน อ.หัวหิน

    เมื่อถามว่าจะมีการกระตุ้นคนคนไทยอย่างไรให้มาท่องเที่ยวในประเทศเพราะว่าตอนที่เดินตลาดก็พบเห็นส่วนมากเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ นางสาวจิตภัสร์ กล่าวว่า อาจจะยาก เพราะอย่างที่บอกว่า อ.หัวหิน อาจจะสู้ จ.ชลบุรีหรือ จ.ภูเก็ต ไม่ได้แต่หัวหินเป็นเมืองที่ค่อนข้างเน้นในเรื่องของวัฒนธรรมและมีเอกลักษณ์ที่ค่อนข้างไม่เหมือนคนอื่น ซึ่งเราในฐานะที่เป็นพรรคไทยก้าวใหม่ ตั้งใจจะชูในเรื่องของเอกลักษณ์ของ อ.หัวหิน เพื่อที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามา นอกเหนือจากนั้นอ.หัวหิน ก็ต้องพร้อมที่จะรับจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเพิ่มขึ้น ทั้งในเรื่องของปัญหาอาชญากรรมในเรื่องของความปลอดภัย ซึ่งทางพรรคเราเน้นในเรื่องของเทคโนโลยีและ AI มาประกอบในการดูแลความมั่นคงและความปลอดภัยให้กับประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติรวมถึงคนไทย

    อย่างไรก็ตามการที่เราจะดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติมาต้องดึงดูดด้วยความมั่นใจ ว่าเขามาเที่ยวแล้วจะมีความสุข ความปลอดภัย ซึ่งอาจจะมีการกระจายไปถึงอำเภออื่นๆที่จะดึงคนที่เกษียณอายุมาเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

    เมื่อถามว่าอำเภอหัวหินเป็นแหล่งท่องเที่ยวจะดูแลในเรื่องของความปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวและประชาชนที่มาท่องเที่ยวได้อย่างไร เช่น กรณีคดีฆ่า ชิงทรัพย์ พนักงานโรงแรมในพื้นที่อำเภอหัวหิน นางสาวจิตภัสร์ กล่าวว่า อย่างที่เห็นในข่าว ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเศร้าและน่าเสียใจเป็นอย่างมาก แต่ตอนนี้ก็สามารถจับกุมตัวคนกระทำความผิดได้แล้ว และพบว่าเป็นคนเร่ร่อนจากต่างจังหวัดไม่ใช่คนในพื้นที่อ.หัวหิน ซึ่งอยากฝากไปถึงรัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงรวมถึงหน่วยงานท้องถิ่นที่จะดูแลเรื่องพวกนี้ แต่ปัญหาหลักที่กลับมาคือธนูดอกที่ 1 ของพรรคไทยก้าวใหม่คือต้นทุนของการสร้างมนุษย์ เพราะหากทุกคนได้การศึกษามีต้นทุนที่ดีตั้งแต่เริ่มต้น บั่นปลายชีวิตเขาก็จะไม่กลายมาเป็นคนเร่ร่อนที่มาสร้างอาชญากรรมอย่างนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5527689/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Xpt8P219Mqbb481JJjTlC

  • “เคโระ” แกะขี้อ้อนยิ้มได้ ดาวเด่นสตาร์ดอยฟาร์มเขาใหญ่ ขวัญใจนักท่องเที่ยวสายครอบครัว | TOPNEWS

    พี่เอ๋ระบุว่า “สตาร์ดอยฟาร์มเขาใหญ่” ตั้งอยู่บนพื้นที่ราว 45 ไร่ ใกล้แหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่างน้ำผุดธรรมชาติ และถือเป็นจุดศูนย์กลางโซนท่องเที่ยวเขาใหญ่ ภายในฟาร์มมีบรรยากาศร่มรื่น มีสะพานไม้ข้ามลำตะคอง มีลมเย็นและสายน้ำไหลผ่าน เพิ่มความรู้สึกผ่อนคลายให้กับนักท่องเที่ยวที่ต้องการหลีกหนีความวุ่นวายในเมือง

    สำหรับกิจกรรมภายในฟาร์มออกแบบให้เหมาะกับเด็กและครอบครัว มีทั้งโซนร้านกาแฟห้องแอร์ พร้อมพื้นที่นั่งพักผ่อนทั้งอินดอร์และเอาท์ดอร์ อีกทั้งยังมีกิจกรรมหลากหลาย เช่น ขี่ม้า พายเรือ นั่งม้าหมุน ชมอัลปาก้า รวมถึงอุ้มแกะและให้อาหารแกะ ตลอดจนโซนมินิซูที่มีสัตว์น่ารักอย่างกระต่าย เป็ด นกยูง และสัตว์ชนิดอื่นๆ ให้เด็กๆ ได้สัมผัสใกล้ชิดอย่างเพลิดเพลิน

    ด้านการเลี้ยงดูสัตว์ภายในฟาร์ม พี่เอ๋กล่าวว่า แกะส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์นำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสายพันธุ์คอร์ริเดล จากประเทศออสเตรเลีย ปัจจุบันมีจำนวนเกือบ 200 ตัว และมีทีมงานรวมถึงสัตวบาลดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดทั้งวัน เพื่อให้สัตว์มีสุขภาพแข็งแรงและเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยว พร้อมเปิดให้เข้าชมได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00–18.00 น.

    หนึ่งในดาวเด่นของฟาร์มคือ “น้องเคโระ” แกะเพศผู้ อายุราว 5 เดือน น้ำหนักกว่า 20 กิโลกรัม ซึ่งมีพฤติกรรมโดดเด่นกว่าตัวอื่น ทั้งความฉลาด ความเป็นมิตร และความขี้อ้อน สามารถทำท่าทางทักทาย บ๊ายบาย และมีบุคลิกเหมือนยิ้มได้ จนหลายครอบครัวต่างพากันหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ขณะที่แกะตัวอื่นๆ ในฟาร์มก็ยังมีความน่ารัก สามารถอุ้มและถ่ายภาพได้หลายตัวเช่นกัน

    พี่เอ๋ยังเชิญชวนนักท่องเที่ยวให้เข้ามาสัมผัส “ฟาร์มแกะอีกมิติใหม่” โดยย้ำว่าฟาร์มเน้นการเลี้ยงแบบโอเพ่น ไม่ขังในกรงเหมือนสวนสัตว์ทั่วไป เปิดพื้นที่สนามหญ้าให้น้องแกะเดินเล่นอย่างอิสระ พร้อมจัดทำพื้นที่หญ้าเทียมพิเศษเพื่อความสะอาดและความปลอดภัย ลดความกังวลของผู้ปกครอง และมีเจ้าหน้าที่ดูแลความสะอาดตลอดเวลา รวมถึงทีมงานคอยช่วยถ่ายภาพให้แก่นักท่องเที่ยว

    ทั้งนี้ “สตาร์ดอยฟาร์มเขาใหญ่” เปิดให้บริการมาแล้วประมาณ 1 ปี และอยู่ระหว่างพัฒนาพื้นที่ต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงครอบครัวที่ครบทั้งกิจกรรม พักผ่อน และความประทับใจ เพื่อเป็นอีกหนึ่งจุดหมายใหม่ของนักท่องเที่ยวที่มาเยือนเขาใหญ่ในอนาคตต่อไป.

    ภาพ-ข่าว ประสิทธิ์ วนะชกิจ ผู้สื่อข่าวTOPNEWSทั่วไทย จ.นครราชสีมา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1463869&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FCh999uzxJ5cBLMFabAn2

  • เอกสิทธิ์ ปวงชนไทย นำทีมเศรษฐกิจรับฟัง SME ไทย ลั่น พร้อมยกเครื่องทั้งระบบ

    เอกสิทธิ์ ปวงชนไทย นำทีมเศรษฐกิจรับฟัง SME ไทย ลั่น พร้อมยกเครื่องทั้งระบบ

    วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.22 น.

    Tag :

    “เอกสิทธิ์ ปวงชนไทย” นำทีมเศรษฐกิจรับฟัง SME ไทย ลั่น พร้อมยกเครื่องทั้งระบบ หนุนรายเล็ก-ย่อยยืนได้ แก้หนี้-เข้าถึงทุน ลั่น ถึงเวลาคนไทยขยัน-สู้แล้วต้องรวย

    วันที่ 22 มกราคม 2569 ที่สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล หัวหน้าพรรคปวงชนไทย หมายเลข 23 ในฐานะประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย นำทีมเศรษฐกิจของพรรคฯ เข้าพบ ดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ดร.ธัชพล กาญจนกุล ที่ปรึกษาสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย นายรักติ ญวณกระโทก กรรมการบริหารสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยและคณะ ได้ร่วมรับฟังปัญหาแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น พร้อมรับข้อเสนอแนะจากสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เอ็มเอสเอ็มอี และผู้ประกอบการรายเล็ก

    ดร.ณพพงศ์ สะท้อนปัญหาเบื้องต้นของเอสเอ็มอี ว่า ปัญหาที่สำคัญอยู่ประมาณ 4 เรื่องคือ การแก้หนี้ ลดหนี้ ต้องมีกองทุนเสริมช่วยเอสเอ็มอีในการหมุนระบบธุรกิจ ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถยืนระยะได้ต่อ และสิ่งสำคัญเรื่องข้อกฎหมายการออกกฏหมายเกี่ยวกับเขตเศรษฐกิจพิเศษอีอีซี การรองรับสิทธิด้านภาษีให้กับผู้ประกอบการจำเป็นจะต้องหารือทั้งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลังและกระทรวงแรงงานร่วมมือกันผลักดันนโยบายให้เกิดขึ้น

    นายเอกสิทธิ์ กล่าวว่า หลายปีที่ผ่านมาพรรคการเมืองรู้ปัญหาของ กลุ่มเอ็มเอสเอ็มอี,เอสเอ็มอี, ไมโครเอสเอ็มเอ แต่ไม่มีการขับเคลื่อนในการเข้ามาแก้ปัญหาอย่างจริงจังและมีแค่นโยบายประชานิยม ไม่ได้แก้ปัญหาให้เป็นรูปธรรม พรรค ปวงชนไทย จึงรวบรวมผู้ที่มีประสบการณ์และรู้จริงด้านการบริหารงานเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี เข้ามาช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้

    “สมัยก่อนคนไทยพูดว่าขยันสู้แล้วรวย แต่ทุกวันนี้ สู้แล้วยังไงก็ไม่รวย โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี ไม่สามารถเข้าถึงโอกาสเงินทุนได้เลยโดยเฉพาะพ่อค้าแม่ค้าร้านแผงลอยไม่มีสเตทเม้นท์ ธนาคารไม่ยอมปล่อยกู้ให้ จึงต้องเข้ามาแก้ปัญหาตรงจุดนี้ให้เกิดความสมดุลในการดูแลผู้ประกอบการรายย่อย รายเล็ก”

    หัวหน้าพรรคปวงชนไทย ระบุว่า เอสเอ็มเอและกลุ่มผู้ประกอบการถือเป็นกำลังหลักของประเทศ แต่ยังขาดโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนและโอกาสในการพัฒนาทักษะความรู้  ที่ผ่านมาหลายปีเอสเอ็มอีได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาลอยู่บ้างแต่ก็ยังแก้ปัญหาได้ไม่มาก เพราะต้องมีการแก้กฎหมาย แก้ระเบียบต่างๆเพื่อจะเข้ามาช่วยเหลือผู้ประกอบการทุกระดับได้จริง โดยเฉพาะเรื่องเงินกองทุนและการแก้หนี้ ลดหนี้ สิ่งสำคัญคือ การสร้างคน อัพสกิล พัฒนาทักษะด้านดิจิทัลแรงงาน สร้างคนให้เก่งด้านดิจิทัล AI เพื่อแข่งขันและสามารถทำงานในส่วนที่ผู้ประกอบการและภาคอุตสาหกรรมต้องการ ในอนาคตเราจะไม่พูดถึงเรื่องค่าแรงขั้นต่ำแล้วแต่จะพูดถึงค่าจ้างตามทักษะฝีมือ พรรคปวงชนไทย ออกนโยบายมุ่งเป้าพัฒนาทักษะ ช่วยยกระดับเอสเอ็มอีไทย และระดับรายเล็กๆด้วย ต้องสร้างคนให้เก่งถึงจะไปได้ แข่งขันได้ ถ้าคนไม่เก่งยังไงก็ไปไม่ได้ เพราะพื้นฐานการพัฒนาคือคน พรรค ปวงชนไทย จึงให้ความสำคัญในเรื่องการสร้างคน สร้างงาน สร้างอาชีพ ยกระดับคุณภาะพชีวิตแรงงาน ลูกจ้าง การแก้หนี้ เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข ซึ่งพรรคปวงชนไทย มีบุคลากรที่พร้อมจะเข้ามาช่วยแก้ปัญหานี้ได้ทันที
     

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/942448&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05N0sDyUv2tjogcUKLKLK-

  • ศึกดีเบตเลือกตั้ง 69 ภาคตะวันออก เมื่อ “ความหวัง” ปะทะ “ความจริง” บนสมรภูมิเศรษฐกิจ

    ศึกดีเบตเลือกตั้ง 69 ภาคตะวันออก เมื่อ “ความหวัง” ปะทะ “ความจริง” บนสมรภูมิเศรษฐกิจ

    คำถาม : แดง น้ำเงิน ส้ม ท่านจะเลือกใคร

    สรวงศ์ เทียนทอง พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ว่า ประชาชนจะมอบฉันทามติให้กับใครแต่ว่าพรรคเพื่อไทยเรายืนยัน ถ้าบอกย้อนเวลากลับไป ปี 2566 พรรคเพื่อไทยเป็นอันดับสอง และมีคุณธนาธรเป็นแคนดิเดตนายกฯ เป็นพรรคอันดับหนึ่ง เหตุการณ์เดียวกันกับปี 2562 เพื่อไทยเป็นพรรคอันดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล ซึ่งมันก็มีขั้นตอน มันก็มีวิธีการของมันอยู่ ปี 66 ก็เช่นกัน 

    ทั้งนี้ ขอยืนยันและก็ขอถือโอกาสนี้ชี้แจงกับพี่น้องประชาชนอีกครั้งหนึ่ง วาทกรรมตระบัดสัตย์ ที่โยนให้กับพรรคเพื่อไทย ผมมั่นใจว่า หลังการเลือกตั้ง ผมเป็นคนหนึ่งที่โหวตให้คุณพิธาเป็นนายกฯ ถึงสองครั้ง แต่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้

    อย่างไรก็ตามในการเลือกตั้งปี 2569 ยืนยันว่าแล้วแต่พี่น้องประชาชนจะให้ฉันทามติว่าจะเลือกใครมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล 

    ด้านธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ พรรคประชาชน กล่าวว่า เรื่องการโหวตพิธาเป็นละคร ทุกคนรู้กันหมดอยู่แล้วว่าละครตอนนั้นจะจบยังไง ดังนั้นพวกเราก็รู้ว่าจะจบยังไง แต่ก็ต้องทำให้ดีที่สุดในการพยายามชักจูง สว. มาให้ได้ ดังนั้นไม่ใช่บุญคุณแน่นอน เอาให้ชัดๆ 

    ประเด็นต่อมาคิดว่าสำหรับพรรคประชาชนตอนนี้เรามองว่าอนาคตประเทศไทยหลังจากที่ หลังวันที่ 8 กุมภาพันธ์ อนาคตของประเทศไทยเป็นไปได้ 2 แบบ 

    อนาคตแบบแรกก็คือ อนาคตที่พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และอนาคตแบบที่สองก็คือ อนาคตที่พรรคประชาชนเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

    “มันเป็นไปได้ 2 แบบเท่านั้นเอง พรรคอื่นหรือคนอื่นจะคิดยังไงไม่เป็นไร แต่พรรคประชาชนเราเชื่อแบบนี้ ว่าอนาคตของประเทศไทยมีแค่ 2 ทาง”

    ดังนั้นถ้าพรรคประชาชนเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลรอบนี้ ทำให้ประชาชนผิดหวังไม่ได้ ประชาชนคาดหวังให้เราบริหารขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า พรรคประชาชนไม่มีความจำเป็นต้องปิดประตูตัวเอง โดยไปบอกว่าจะไม่จับกับพรรคไหน เพราะความคาดหวังของประชาชนครั้งนี้คาดหวังกับพวกเรา ดังนั้นเราไม่ปิดประตูตัวเองให้แคบลงในการจัดตั้งรัฐบาล

    “ปิดประตูตัวเองเมื่อไหร่หมายความว่าเราจะถูกบีบให้แคบลงๆ ทางเลือกในการจัดตั้งรัฐบาลจะน้อยลงๆ ดังนั้นพูดกันให้ชัด เอาให้ชัด รอบนี้ พรรคประชาชนถ้าได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนเพียงพอ เราขอใบอนุญาตใบเดียว คือใบอนุญาตจากประชาชน ขอให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนเลือกพรรคประชาชนให้มากพอ ที่จะทำให้พวกเราไม่ต้องขอใบอนุญาตใบไหนอีก”

    ด้านนพ.ทศพร เสรีรักษ์ พรรคโอกาสใหม่ กล่าวว่า ถึงพรรคไหนเข้ามาเป็นรัฐบาลผมก็รัก เราเคยต่อสู้กันด้วยกันบนถนนในแนวทางประชาธิปไตย ในการต่อสู้กับเผด็จการ กับทหาร เราก็ทำงานมาด้วยกันตลอด

    สำหรับพรรคเพื่อไทยก็เป็นพรรคที่เคยสังกัด มาตั้งแต่เป็นพรรคไทยรักไทย เคยโดนตัดสิทธิ์ โดนยุบพรรค 2 ครั้ง 2 สมัย และก็ไทยรักษาชาติ อีก 1 สมัย ก็มีความรัก มีความผูกพัน และก็ต่อสู้ร่วมกับพรรคเพื่อไทยมา

    คำถาม : การลงโทษเอาผิดกับนักการเมืองที่ไม่โปร่งใส ไม่สุจริตต้องมีการแก้ไขหรือปรับปรุงอะไร เพื่อที่จะให้องค์กรอิสระเหล่านี้ทำงานได้จริง 

    สาทิตย์ ปิตุเตชะ กล่าวเพิ่มเติมว่า สถานการณ์ปัจจุบัน องค์กรอิสระก็มีความอ่อนแอ มันต้องเริ่มที่นักการเมืองก่อน คือมาตรฐานจริยธรรม หรือมาตรฐานในพรรคการเมืองเองก็เป็นหัวใจสำคัญ และถ้าพรรคการเมืองมีมาตรฐาน เวลาเขาไปมีอำนาจ เชื่อมั่นว่าการดำเนินการในทุกขั้นตอน มันจะเป็นไปด้วยความโปร่งใส

    แต่ถ้าเราเข้าไปด้วยความระบบอุปถัมภ์ หรือสิ่งที่เราจะบอกว่า ลูบหน้าปะจมูก วันนี้ปัญหาเป็นฉุดรั้งจนทำให้ประเทศถดถอย ถ้าไม่เอาจริงเอาจังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้เลย องค์กรอิสระจำเป็นต้องปรับตัว แต่ถึงกับต้องแก้รัฐธรรมนูญไปดำเนินการหรือไม่ เป็นอีกเรื่องต้องใช้เวลาพูดคุยกัน เพราะมันมีหลายมิติ

    คำถาม : จะสร้างมาตรฐานทางการเมืองในพรรคอย่างไร ที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนไทยทั้งประเทศว่า สถาบันพรรคการเมืองเป็นสถาบันหลักในระบอบประชาธิปไตย 

    เอกสิทธิ์ คุณานันทกุล พรรคปวงชนไทย กล่าวว่า หลายปีที่ผ่านมาตนเป็นผู้ประกอบการ ซึ่งตลอด 3-4 ปี มีพรรคการเมืองไหนที่มีอุดมการณ์แก้ไขปัญหาให้บ้าง โดยเฉพาะปัญหาปากท้องพี่น้อง ปัญหาเศรษฐกิจ พรรคปวงชนไทย มีเป้าหมายเดียว คือมาดูแลเรื่องปากท้อง เรามองว่าถึงเวลาต้องหยุดการแตกแยก แบ่งพรรค แบ่งสี 

    “ผู้ประกอบการในไทย กำลังประสบปัญหาอย่างมาก ผู้ประกอบการทุกคนเบื่อกับปัญหาการเมือง ปัญหาสังคม ที่ผ่านมาผู้ประกอบการต้องดูแลตัวเองไม่สามารถลืมตาอ้าปาก รอรัฐบาลมาดูแลไม่มี นโยบายของประเทศไทย สร้างแต่ปัญหาให้กับผู้ประกอบการ แน่นอนพรรคเราจะไม่ เราอาจไม่มองเป็นสถาบัน เพราะเพิ่งตั้งมาเป็นพรรคใหม่ แต่ว่ามีอุดมการณ์ในการทำการเมืองเพื่อดูแลพี่น้องอย่างยาวนาน”

    ทั้งนี้ เราจะดูแล SME ยังไง โดยเฉพาะ SME ที่ขาดโอกาสที่เข้าไม่ถึงเงินทุน และขาดโอกาสหลายอย่าง ปัจจุบันมีแรงงานนอกระบบ 20 ล้านคน ขาดการดูแล ฉะนั้น พรรคจะขอเน้นโฟกัสไปในการแก้ปัญหาปากท้องให้กับพี่น้องทุกคน และลดปัญหาความขัดแย้ง

    “ประชานิยม เราไม่มี เราเป็นประชาประโยชน์ เรามองการให้อย่างยั่งยืน ประชานิยมพิสูจน์มาหลายสิบปีแล้วว่าไม่เคยทำได้จริงและไม่เคยสำเร็จ และประชาชนทุกวันนี้ยังจนเหมือนเดิม”

    คำถาม : ถ้าพรรคคุณได้เป็นรัฐบาลจะผลักดันนโยบายใดและทำได้จริงให้กับพื้นที่ภาคตะวันออก

    สรวงศ์ เทียนทอง พรรคเพื่อไทย กล่าวบนเวทีโดยเน้นว่า นโยบายพรรคต้องทำได้จริงโดยได้พิสูจน์มาแล้วว่า อะไรที่สัญญาไว้เราทำได้ สำหรับพัทยาเรื่องเศรษฐกิจเป็นสิ่งสำคัญ อินจิ้นหลักของการเป็นเมืองท่องเที่ยวเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องผลักดัน ตอนเกิดโควิดมีนโยบายทำวีซ่าฟรีขึ้นมา 

    ปัจจุบันพิสูจน์แล้วว่า การทำวีซ่าฟรีได้จำนวนแต่ไม่ได้คุณภาพ วันนี้จะต้องมาปลุกกระแสการท่องเที่ยว ปลุกกระแสเปิดตลาดใหม่ให้กับผู้ที่จะใช้จ่ายได้มากขึ้น รวมถึงเรื่องของเศรษฐกิจและสังคม เน้นการยืนได้ของประชาชน

    มีนโยบายการแก้หนี้ พักหนี้เกษตรกร 3 ปี ยอดเงิน 5 แสนบาท และหวยเกษียณเพื่อการตั้งตัวที่จะออกทุกอาทิตย์ ถ้าไม่ได้รับรางวัลจะเป็นเงินออมเมื่ออายุ 60 ปีสามารถเบิกจ่ายได้ หากครบ 60 ปีแล้วนับต่อไปอีก 5 ปี รวมถึงการปราบปรามเรื่องของยาเสพติด ประกาศสงครามกับยาเสพติด

    ศึกดีเบตเลือกตั้ง 69 ภาคตะวันออก เมื่อ

    ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ พรรคประชาชน กล่าวว่า ขอเสนอนโยายเกี่ยวข้องกับภาคตะวันออก 4 ข้อ เริ่มจากปัญหาการจัดการน้ำในภาคตะวันออก ปัญหาที่ดิน ผลไม้และช้างป่า สำหรับปัญหาเรื่องน้ำภาคตะวันออกเป็นภาคที่มีการแข่งขันแย่งชิงน้ำกันระหว่างภาคอุตสาหกรรม ภาคการพาณิชย์ และภาคเกษตรและภาคครัวเรือนมาตลอด ทางพรรคจะจัดสรรให้มีการพัฒนาแหล่งน้ำเพิ่ม ให้มีการพัฒนาระบบน้ำประปาทำให้การจัดสรรทรัพยากรน้ำเป็นไปอย่างเป็นธรรมและสมดุล

    สำหรับปัญหาที่ดิน โดยภาคตะวันออกยังมีปัญหาจำนวนที่ดินที่ที่ดินองรัฐทับกับที่ดินหรือพื้นที่อยู่อาศัยของประชาชน ดังนั้น การจัดการที่ดินในพื้นที่ต้องเร่งพิสูจน์สิทธิ์ให้เสร็จเพื่อให้ประชาชนมีความมั่นคงในชีวิต แก้ปัญหาช้างป่าภาคตะวันออกโดยจะเร่งให้ติดตั้ง จัดทำคูกันช้างในหลายพื้นและหลายรูปแบบ รวมถึงการติดตามช้างด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ และเพิ่มงบประมาณให้กับหน่วยเฝ้าระวังให้มีขวัญกำลังใจในการทำงาน

    สุดท้ายปัญหาเรื่องของผลไม้ ที่วันนี้ขาดแคลนแรงงานจะขยายบัตรแรงงานที่มีอยู่แล้วไม่ให้เกิดความเดือดร้อนและเร่งจัดหาแรงงานเข้าสู่ภาคเกษตรเพื่อให้สามารถทำงานได้ต่อไป 

    สะถิระ เผือกประพันธ์ พรรคกล้าธรรม กล่าวว่า ภาคตะวันออกเปรียบเสมือนแม่กญแจ โดยกุญแจดอกแรกที่พรรคจะดำเนินการ คือ การปลดล็อกการท่องเที่ยวโดยเน้นย้ำเรื่องการท่องเที่ยวเมืองรอง จำเป็นต้องมีอำเภอรองสำหรับการท่องเที่ยว  

    กุญแจดอกที่ 2 แก้ปัญหากากอุตฯ ด้วยการแมชชิ่งการร่วมทุนระหว่างรัฐ ภาคเอกชนและภาครัฐเพื่อส่งเสริมให้เยาวชนเป็นผู้ผลิต 

    กุญแจดอกที่ 3 ปลดล็อกเรื่องสุขภาพ ด้วยการเพิ่มบุคลกรทางการแพทย์ สนับสนุนให้สวัสดิการกับ อสม. เช่น ให้ทุนกับบุตรหลานของ อสม. เป็นต้น

    กุญแจดอกที่ 4 เรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินด้วยการปราบปรามสแกมเมอร์ในพื้นที่

    กุญแจดอกที่ 5 แก้ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมด้วยการสร้างมูลค่าให้กับเศรษฐกิจ

    กุญแจดอกที่ 6 สนับสนุนให้เกษตรกรมีความยั่งยืนด้วยการจัดตั้งระเบียงผลไม้ภาคตะวันออกให้เกิดขึ้น เช่น การติดบาร์โค้ดทุเรียนให้สามารถย้อนดูข้อมูล ทราบแหล่งที่มาเพื่อสร้างมูลค่าให้กับผลไม้ไทยได้ 

    สุดท้ายกุญแจดอกที่ 7 สนับสนุนการศึกษาเพื่อสร้างความยั่งยืนโดยดึงผู้ที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาพัฒนาประเทศในสิบอุตสากรรมเป้าหมาย พร้อมส่งเสริมให้ศึกษาตรงกับกลุ่มอุตฯเป้าหมายดังกล่าว 

    ขณะที่ สาทิตย์ ปิตุเตชะ จากพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเน้นย้ำ โดยเริ่มต้นว่า หากจัดลำดับความสำคัญของประเทศแล้ว ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นต้องเริ่มต้นด้วยการแก้ไขเรื่องของการทำ การเมืองสุจริต ปัญหาทุนเทาที่แทรกซึม ต้องเริ่มแก้ไขเป็นเรืองแรก เป็นร่มใหญ่ที่ต้องแก้ก่อน โดยคัดสรรด้วยกระบวนการมีคุณภาพ เลือกคนดีมีอุดมการณ์ เป็นประตูบานแรก คือ การคัดกรองผู้ที่จะมาเป็น สส. สำหรับภาคตะวันออกมีปัญหาลายอย่าง เขตศก.พิเศษ เป็นการพัฒนาศก.ไปเลี้ยงคนทั้งประเทศ 

    ปัญหาภาคตะวันออกตอนนี้ คือ คนในพื้นที่อีอีซียังได้รับผลประโยชน์เชิงธุรกิจไม่เต็มที่ ทั้งยังต้องแบกรับเรื่องสิ่งแวดล้อม และมลพิษต่าง ๆ นี่คือ สิ่งที่รัฐบาลจะต้องมาดูแล บีโอไอที่มีการลงทุนเป็นแสนล้าน รัฐไม่มีอำนาจควบคุม สิ่งสำคัญคือ มีกติกาแต่ไม่ถูกบังคับใช้ การเมืองสุจริตเท่านั้นจะแก้เรื่องเหล่านี้ได้ บีโอไอต้องมีเกณฑ์แรงงานจูงใจช่วยคนในพื้นที่ให้มากกว่านี้ เช่น การลดภาษี ถ้าผู้ประกอบการรายใหญ่เป็นธรรมอุ้มผู้ประกอบรายเล็กเพื่อให้เกิดประโยชน์กับคนในพื้นที่มากขึ้น

    ศึกดีเบตเลือกตั้ง 69 ภาคตะวันออก เมื่อ

    นพ.ทศพร เสรีรักษ์ พรรคโอกาสใหม่ กล่าวว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมาที่ได้พบกับผู้ป่วยจากโรคต่าง ๆ เช่น ผู้ที่ป่วยเป็นมะเร็งปอดซึ่งทำงานในนิคมอุตฯแห่งหนึ่ง อีกรายเป็นโรคผิวหนังเรื้อรัง ต้องเดินทางเข้ากทม.ตลอด เราได้ยินข่าวแก๊สรั่ว ขยะพิษ อันตราย ชลบุรี มีตึกสูง มีฝุ่นพิษมาก มีผู้ปวยติดเตียง

    พรรคจะไปผลักดัน พ.ร.บ.สะอาดฯ กลับมาอีกครั้ง ม. 147 ซึ่งยังค้างอยู่ จะบังคับการใช้กฎหมาย รวมถึงจะวางแผนเรื่องของขยะ น้ำเสีย เพื่อให้ปลอดภัยกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงจะให้เขตพื้นที่มีรพ.ดี ๆ ที่จะไม่ต้องส่งคนไข้ไปรักษาที่กทม. ให้มีศูนย์อาชีวอนามัยดูแลประชาชนจากโรคที่มาจากการประกอบอาชีพ อยากให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี รวมถึงเข้าไปดูแลกลุ่มเปราะบาง ทำให้คนกลุ่มนี้มีคุณภาพชีวิตที่ดีเพื่อให้ลูกหลานจะได้มีพลังใจในการทำงาน รวมถึงการผลักดันให้เป็นเขตพิเศษด้วยการกระจายอำนาจให้มีผู้ปกครองเป็นของตัวเอง โดยประชาชนเป็นผู้ชี้ชะตาตัวเอง 

    เอกสิทธิ์ คุณานันทกุล พรรคปวงชนไทย กล่าวว่า หลายปีที่ผ่านประสบปัญหาศก.เงินเดือนไม่พอใจ วันนี้มองว่าจะทำอย่างไรให้อยู่ดีกินดีขึ้น มีสองเรื่องที่มองถึง เรื่องแรก คือ อุตฯมีนักลงทุนมากมายแต่ที่ผ่านมาไม่กล้ามา นโยบายการขออนุญาตต่าง ๆ เรื่องของความโปร่งใสต่าง ๆ ทำให้ไม่กล้ามาลงทุน จะต้องดึงนักลงทุนกลุ่มนี้เข้ามาลงทุนโดยสร้างความเชื่อมั่น เพื่อสร้างงาน สร้างคนโดยเฉพาะเศรษฐกิจคลัสเตอร์ใหม่ที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เช่น อีวี หรือธุรกิจสีเขียวเพื่อลดปัญหาภาระประชาชน และให้มีรายได้ที่สูงขึ้นเช่น การส่งออกเพื่อมีรายได้จากภาคตะวันออกและดูแลครอบครัวตัวเองได้ 

    ที่มา : thansettakij 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/politics/861647&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jP_I_T-k9W07NVhZpfaS2

  • “เคโระ” แกะขี้อ้อนยิ้มได้ ดาวเด่นสตาร์ดอยฟาร์มเขาใหญ่ ขวัญใจนักท่องเที่ยวสายครอบครัว | TOPNEWS

    พี่เอ๋ระบุว่า “สตาร์ดอยฟาร์มเขาใหญ่” ตั้งอยู่บนพื้นที่ราว 45 ไร่ ใกล้แหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่างน้ำผุดธรรมชาติ และถือเป็นจุดศูนย์กลางโซนท่องเที่ยวเขาใหญ่ ภายในฟาร์มมีบรรยากาศร่มรื่น มีสะพานไม้ข้ามลำตะคอง มีลมเย็นและสายน้ำไหลผ่าน เพิ่มความรู้สึกผ่อนคลายให้กับนักท่องเที่ยวที่ต้องการหลีกหนีความวุ่นวายในเมือง

    สำหรับกิจกรรมภายในฟาร์มออกแบบให้เหมาะกับเด็กและครอบครัว มีทั้งโซนร้านกาแฟห้องแอร์ พร้อมพื้นที่นั่งพักผ่อนทั้งอินดอร์และเอาท์ดอร์ อีกทั้งยังมีกิจกรรมหลากหลาย เช่น ขี่ม้า พายเรือ นั่งม้าหมุน ชมอัลปาก้า รวมถึงอุ้มแกะและให้อาหารแกะ ตลอดจนโซนมินิซูที่มีสัตว์น่ารักอย่างกระต่าย เป็ด นกยูง และสัตว์ชนิดอื่นๆ ให้เด็กๆ ได้สัมผัสใกล้ชิดอย่างเพลิดเพลิน

    ด้านการเลี้ยงดูสัตว์ภายในฟาร์ม พี่เอ๋กล่าวว่า แกะส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์นำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสายพันธุ์คอร์ริเดล จากประเทศออสเตรเลีย ปัจจุบันมีจำนวนเกือบ 200 ตัว และมีทีมงานรวมถึงสัตวบาลดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดทั้งวัน เพื่อให้สัตว์มีสุขภาพแข็งแรงและเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยว พร้อมเปิดให้เข้าชมได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00–18.00 น.

    หนึ่งในดาวเด่นของฟาร์มคือ “น้องเคโระ” แกะเพศผู้ อายุราว 5 เดือน น้ำหนักกว่า 20 กิโลกรัม ซึ่งมีพฤติกรรมโดดเด่นกว่าตัวอื่น ทั้งความฉลาด ความเป็นมิตร และความขี้อ้อน สามารถทำท่าทางทักทาย บ๊ายบาย และมีบุคลิกเหมือนยิ้มได้ จนหลายครอบครัวต่างพากันหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ขณะที่แกะตัวอื่นๆ ในฟาร์มก็ยังมีความน่ารัก สามารถอุ้มและถ่ายภาพได้หลายตัวเช่นกัน

    พี่เอ๋ยังเชิญชวนนักท่องเที่ยวให้เข้ามาสัมผัส “ฟาร์มแกะอีกมิติใหม่” โดยย้ำว่าฟาร์มเน้นการเลี้ยงแบบโอเพ่น ไม่ขังในกรงเหมือนสวนสัตว์ทั่วไป เปิดพื้นที่สนามหญ้าให้น้องแกะเดินเล่นอย่างอิสระ พร้อมจัดทำพื้นที่หญ้าเทียมพิเศษเพื่อความสะอาดและความปลอดภัย ลดความกังวลของผู้ปกครอง และมีเจ้าหน้าที่ดูแลความสะอาดตลอดเวลา รวมถึงทีมงานคอยช่วยถ่ายภาพให้แก่นักท่องเที่ยว

    ทั้งนี้ “สตาร์ดอยฟาร์มเขาใหญ่” เปิดให้บริการมาแล้วประมาณ 1 ปี และอยู่ระหว่างพัฒนาพื้นที่ต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงครอบครัวที่ครบทั้งกิจกรรม พักผ่อน และความประทับใจ เพื่อเป็นอีกหนึ่งจุดหมายใหม่ของนักท่องเที่ยวที่มาเยือนเขาใหญ่ในอนาคตต่อไป.

    ภาพ-ข่าว ประสิทธิ์ วนะชกิจ ผู้สื่อข่าวTOPNEWSทั่วไทย จ.นครราชสีมา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1463869&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FCh999uzxJ5cBLMFabAn2

  • “เคโระ” แกะขี้อ้อนยิ้มได้ ดาวเด่นสตาร์ดอยฟาร์มเขาใหญ่ ขวัญใจนักท่องเที่ยวสายครอบครัว | TOPNEWS

    พี่เอ๋ระบุว่า “สตาร์ดอยฟาร์มเขาใหญ่” ตั้งอยู่บนพื้นที่ราว 45 ไร่ ใกล้แหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่างน้ำผุดธรรมชาติ และถือเป็นจุดศูนย์กลางโซนท่องเที่ยวเขาใหญ่ ภายในฟาร์มมีบรรยากาศร่มรื่น มีสะพานไม้ข้ามลำตะคอง มีลมเย็นและสายน้ำไหลผ่าน เพิ่มความรู้สึกผ่อนคลายให้กับนักท่องเที่ยวที่ต้องการหลีกหนีความวุ่นวายในเมือง

    สำหรับกิจกรรมภายในฟาร์มออกแบบให้เหมาะกับเด็กและครอบครัว มีทั้งโซนร้านกาแฟห้องแอร์ พร้อมพื้นที่นั่งพักผ่อนทั้งอินดอร์และเอาท์ดอร์ อีกทั้งยังมีกิจกรรมหลากหลาย เช่น ขี่ม้า พายเรือ นั่งม้าหมุน ชมอัลปาก้า รวมถึงอุ้มแกะและให้อาหารแกะ ตลอดจนโซนมินิซูที่มีสัตว์น่ารักอย่างกระต่าย เป็ด นกยูง และสัตว์ชนิดอื่นๆ ให้เด็กๆ ได้สัมผัสใกล้ชิดอย่างเพลิดเพลิน

    ด้านการเลี้ยงดูสัตว์ภายในฟาร์ม พี่เอ๋กล่าวว่า แกะส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์นำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสายพันธุ์คอร์ริเดล จากประเทศออสเตรเลีย ปัจจุบันมีจำนวนเกือบ 200 ตัว และมีทีมงานรวมถึงสัตวบาลดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดทั้งวัน เพื่อให้สัตว์มีสุขภาพแข็งแรงและเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยว พร้อมเปิดให้เข้าชมได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00–18.00 น.

    หนึ่งในดาวเด่นของฟาร์มคือ “น้องเคโระ” แกะเพศผู้ อายุราว 5 เดือน น้ำหนักกว่า 20 กิโลกรัม ซึ่งมีพฤติกรรมโดดเด่นกว่าตัวอื่น ทั้งความฉลาด ความเป็นมิตร และความขี้อ้อน สามารถทำท่าทางทักทาย บ๊ายบาย และมีบุคลิกเหมือนยิ้มได้ จนหลายครอบครัวต่างพากันหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ขณะที่แกะตัวอื่นๆ ในฟาร์มก็ยังมีความน่ารัก สามารถอุ้มและถ่ายภาพได้หลายตัวเช่นกัน

    พี่เอ๋ยังเชิญชวนนักท่องเที่ยวให้เข้ามาสัมผัส “ฟาร์มแกะอีกมิติใหม่” โดยย้ำว่าฟาร์มเน้นการเลี้ยงแบบโอเพ่น ไม่ขังในกรงเหมือนสวนสัตว์ทั่วไป เปิดพื้นที่สนามหญ้าให้น้องแกะเดินเล่นอย่างอิสระ พร้อมจัดทำพื้นที่หญ้าเทียมพิเศษเพื่อความสะอาดและความปลอดภัย ลดความกังวลของผู้ปกครอง และมีเจ้าหน้าที่ดูแลความสะอาดตลอดเวลา รวมถึงทีมงานคอยช่วยถ่ายภาพให้แก่นักท่องเที่ยว

    ทั้งนี้ “สตาร์ดอยฟาร์มเขาใหญ่” เปิดให้บริการมาแล้วประมาณ 1 ปี และอยู่ระหว่างพัฒนาพื้นที่ต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงครอบครัวที่ครบทั้งกิจกรรม พักผ่อน และความประทับใจ เพื่อเป็นอีกหนึ่งจุดหมายใหม่ของนักท่องเที่ยวที่มาเยือนเขาใหญ่ในอนาคตต่อไป.

    ภาพ-ข่าว ประสิทธิ์ วนะชกิจ ผู้สื่อข่าวTOPNEWSทั่วไทย จ.นครราชสีมา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1463869&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FCh999uzxJ5cBLMFabAn2