Blog

  • TISCO ESU ชี้ IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2026F ขึ้นเป็น 3.3% แต่ระบุว่าความเสี่ยงยังคงโน้มไปทางด้านต่ำ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Today’s Data Releases

    • ญี่ปุ่น: ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน ธ.ค.

    • ญี่ปุ่น, ยูโรโซน, อังกฤษ และสหรัฐฯ: ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและภาคบริการ (Manufacturing and Services PMI) เบื้องต้น เดือน ม.ค.

    • อังกฤษ: ยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือน ธ.ค.

    • สหรัฐฯ: ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U. of Mich. Sentiment) เดือน ม.ค.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    Source: IMF, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยประมาณการเศรษฐกิจชุดใหม่ ผ่านรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook)  โดย IMF ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจโลกปี 2025F และ 2026F ขึ้น +0.1ppt และ +0.2ppt เป็น 3.3% และ 3.3% ตามลำดับ ขณะที่คงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2027F ไว้ที่ 3.2% ตามเดิม

    • หากพิจารณาเป็นรายประเทศ IMF ทบทวนประมาณการของประเทศหลักดังต่อไปนี้

      • สหรัฐฯ – IMF คาดเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะขยายตัว 2.4% ในปี 2026F (vs. 2.1% คาดการณ์ก่อนหน้า) จากแรงส่งของนโยบายการคลังหลังรัฐบาลผ่านกฎหมายงบประมาณระยะยาว (One Big Beautiful Bill Act) ซึ่งรวมไปด้วยการเพิ่มวงเงินการลดหย่อนภาษีให้แก่ครัวเรือนและธุรกิจ เป็นต้น ขณะที่ Fed ยังมีแนวโน้มปรับลดความตึงตัวของนโยบายการเงินเพิ่มเติมในปีนี้ นอกจากนี้ การเบิกจ่ายของภาครัฐที่ล่าช้าไปบ้างในช่วงไตรมาสที่ 4/2025 จากการปิดทำการ (Government Shutdown) จะเข้ามาเป็นอีกหนึ่งแรงส่งให้กับเศรษฐกิจ ทั้งนี้ IMF ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2027F ลงเป็น 2.0% (vs. 2.1% คาดการณ์ก่อนหน้า)

      • ยูโรโซน – IMF คาดเศรษฐกิจยูโรโซนจะขยายตัว 1.3% ในปี 2026F (vs. 1.2% คาดการณ์ก่อนหน้า) ขณะที่คงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2027F ไว้ที่ 1.4% โดย IMF ประเมินว่าแรงส่งจะมาจากการใช้จ่ายของภาครัฐเป็นสำคัญ หลังเยอรมนีผ่านกฎหมายงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจระยะกลางในช่วงปี 2025F ขณะที่เศรษฐกิจในประเทศสเปนและไอร์แลนด์ยังมีแนวโน้มขยายตัวดี และเป็นอีกหนึ่งแรงส่งให้กับการเติบโตของยูโรโซน

      • ญี่ปุ่น – IMF คาดเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะขยายตัว 0.7% ในปี 2026F (vs. 0.6% คาดการณ์ก่อนหน้า) ขณะที่คงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2027F ไว้ที่ 0.6% โดยการปรับประมาณเศรษฐกิจขึ้นในปี 2026 เป็นผลจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ผ่านสภาไปในช่วงก่อน ซึ่งประกอบไปด้วยมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพ แผนการลงทุนระยะยาวในโครงสร้างพื้นฐานในหลายอุตสาหกรรมและกลาโหม

      • จีน – IMF คาดเศรษฐกิจจีนจะขยายตัว 4.5% ในปี 2026F (vs. 4.2% คาดการณ์ก่อนหน้า) ส่วนหนึ่งได้แรงหนุนจากนโยบายการคลังที่ยังผ่อนคลาย ประกอบกับการเจรจาการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่สัมฤทธิ์ผล ส่งผลให้อัตราภาษีศุลกากรที่สหรัฐฯ จัดเก็บกับประเทศจีนปรับตัวลดลงต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้ อย่างไรก็ตาม IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลงเป็น 4.0% ในปี 2027F (vs. 4.2% คาดการณ์ก่อนหน้า) จากปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ยังคงอยู่

      • ไทย – IMF คงคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2026F ไว้ที่ 1.6% และมองว่าจะฟื้นตัวขึ้นในปี 2027F เป็น 2.2%

    • IMF คาดว่าเงินเฟ้อโลกจะชะลอตัวลงจาก 4.1% ในปี 2025F เป็น 3.8% ในปี 2026F และ 3.4% ในปี 2027F

    • ทั้งนี้ แม้ IMF จะปรับคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกขึ้น แต่มองว่าความเสี่ยงต่อประมาณการยังโน้มไปทางด้านต่ำ (“Risks to the outlook for the global economy remain tilted to the downside”) โดย IMF กล่าวถึงเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมานั้นกระจุกตัวอยู่ในไม่กี่อุตสาหกรรมและในทางตรงกันข้าม หากปัญญาประดิษฐ์ไม่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพแรงงานหรือการผลิตได้มากอย่างที่คาดหวังไว้ อาจนำไปสู่การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรที่ต่ำลงและการปรับฐานของตลาดทุน ซึ่งจะกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ มาตรการกีดกันการค้าและความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทาน เพิ่มต้นทุนให้แก่ภาคธุรกิจและกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม

    • โดยสรุป เศรษฐกิจโลกยังสะท้อนความยืดหยุ่นและทนทาน และได้แรงหนุนจากเครื่องยนต์ใหม่อย่างปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งส่งผลให้ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในภูมิภาคอเมริกาเหนือและเอเชียเร่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลนีที่เกี่ยวข้องขึ้น อีกทั้งธนาคารกลางหลักหลายแห่งของโลกได้ปรับลดความตึงตัวของนโยบายการเงินลงตามเงินเฟ้อที่ชะลอตัว ประกอบกับประเทศต่างๆ กำลังดำเนินนโยบายการคลังเชิงรุก ซึ่งช่วยชดเชยผลกระทบด้านลบจากมาตรการกีดกันการค้าในช่วงที่ผ่านมา

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/01/23/611726/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2z8Ae-F0fxpyh0rk70KKgG

  • สกัดทุนเทา ลบภาพสวรรค์ของการฟอกเงิน

    สกัดทุนเทา ลบภาพสวรรค์ของการฟอกเงิน

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-213&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BA3GtpJ9DPtnI-aXFP-0Z

  • ศก.ไทยครึ่งแรกจ่อ ‘ถดถอย’ เตือนเสี่ยง ‘สงครามค่าเงิน’

    ศก.ไทยครึ่งแรกจ่อ ‘ถดถอย’ เตือนเสี่ยง ‘สงครามค่าเงิน’

    เศรษฐกิจไทย” ปี 2569 เผชิญมรสุมรอบด้าน และยืนอยู่บนจุดเปราะบาง ท่ามกลางแรง “กดดัน” จากกำลังซื้อที่อ่อนแรง การบริโภคและการลงทุนที่ยังไม่ฟื้น รวมถึงการส่งออกที่เผชิญความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลก และค่าเงินบาทแข็งค่า

    ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ประเมินว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วงต้นปี 2569 ยังขาดแรงขับเคลื่อนที่ชัดเจน ทั้งด้านกำลังซื้อ การบริโภค การลงทุน และการส่งออก

    ขณะที่ ปัจจัยสนับสนุนสำคัญอย่าง “การท่องเที่ยว” ก็มีลักษณะเป็นเพียงแรงกระตุ้นระยะสั้น ส่งผลให้ครึ่งปีแรกเสี่ยงที่จะเกิดภาวะ “เศรษฐกิจถดถอยเชิงเทคนิค” จากอุปสงค์ที่อ่อนแรง

    ทั้งจากกำลังซื้อภาคครัวเรือนยังไม่ฟื้นตัว การบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัวต่ำ และการลงทุนยังไม่เร่งตัวอย่างที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะในภาวะที่ภาคเอกชนยังขาดความเชื่อมั่นต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจและการเมือง

    ขณะที่ ภาคการส่งออกในช่วงครึ่งปีแรกก็ยังไม่สดใส แม้ตัวเลขในบางเดือนอาจดูไม่เลวร้ายนัก แต่เมื่อพิจารณาเชิงโครงสร้างแล้ว การส่งออกยังเผชิญความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว

    รวมถึงผลกระทบจากค่าเงินบาทที่ยังคงแข็งค่า ซึ่งส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยอย่างมีนัยสำคัญ

    ดังนั้น แม้การท่องเที่ยวจะเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักเศรษฐกิจไทย แต่มองว่าความคึกคักภาคการท่องเที่ยวช่วงต้นปี 2569 เป็นเพียงผลจากฤดูกาลท่องเที่ยว หรือ “ไฮซีซัน” ในช่วงปีใหม่เท่านั้น เมื่อเข้าสู่ช่วงนอกฤดูกาล ความคึกคักดังกล่าวมีแนวโน้มจะชะลอลงอีกครั้ง ทำให้ไม่สามารถเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี

    ไม่เพียงเท่านั้นปัจจัยสำคัญที่ซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยในช่วงต้นปี คือ ความไม่แน่นอนการเมือง ที่คาดหวังว่าหลังเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. จะสามารถจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้อย่างราบรื่นและไร้อุปสรรค เพื่อเร่งจัดทำงบประมาณและอัดฉีดมาตรการการคลังเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

    หากกระบวนการดังกล่าวล่าช้า ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะชะลอตัวลึกกว่าที่คาดไว้ก็จะเพิ่มขึ้น

    • ครึ่งปีหลังเริ่มเห็นแสงสว่าง

    แม้ภาพครึ่งปีแรกจะเต็มไปด้วย “ความเสี่ยง” โดยมองว่า เศรษฐกิจไทยไม่ได้เผชิญมรสุมตลอดทั้งปี โดยเชื่อว่าครึ่งปีหลังจะเริ่มเห็นแสงสว่าง เมื่อมีรัฐบาลใหม่และสามารถเร่งเบิกจ่ายงบประมาณได้จริง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐจะช่วยเรียกความเชื่อมั่น กระตุ้นการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงกระตุ้นกำลังซื้อของประชาชน

    สิ่งที่น่าห่วงในช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่าเงินลงทุนจากต่างประเทศจะเริ่มไหลกลับเข้ามา อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่ากังวลคือ “ค่าเงินบาท” ที่ยังคงแข็งค่า ซึ่งมองว่าเป็นปัจจัยลบต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะภาคการส่งออก เขาอยากเห็นเงินบาทกลับมาอ่อนค่าลงเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย

    เมื่อมองไปยังเศรษฐกิจโลก ตั้งแต่ต้นปี เศรษฐกิจโลกเผชิญความเสี่ยงและความผันผวนอย่างต่อเนื่อง จากประเด็นทางภูมิรัฐศาสตร์หลายพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นเวเนซุเอลา อิหร่าน หรือกรณีล่าสุดที่เกี่ยวข้องกับกรีนแลนด์ ความไม่แน่นอนเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อตลาดการเงินโลก

    ที่ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 3% ไปแตะ 4% และในบางช่วงสูงถึง 4.2% ส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกรวมถึงของไทยปรับตัวสูงขึ้นตาม โดยพันธบัตรไทยขยับขึ้นไปใกล้ระดับ 1.9%

    สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความไม่มั่นใจในตลาดเงินและตลาดทุน และทำให้เกิดการเทขายพันธบัตรในวงกว้าง

    • ไทยเสี่ยงถูก“สงครามค่าเงิน สงครามเงินทุน”

    แม้โอกาสเกิดสงครามทางทหารโดยตรงจะมีไม่มาก แต่มองว่าสิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่า คือ “สงครามในมิติอื่น” ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง สงครามการค้าเป็นประเด็นแรกที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลง แม้จะเจรจาหรือพักรบชั่วคราวระหว่างสหรัฐ และจีน แต่การค้าโลกโดยรวมมีแนวโน้มชะลอตัว และต้องจับตาการใช้มาตรการภาษีหรือกฎหมายของสหรัฐอย่างใกล้ชิด

    ถัดมาคือ “สงครามค่าเงิน” ซึ่งกระทบต่อประเทศไทยโดยตรง ความพยายามสหรัฐในการกดค่าเงินดอลลาร์เพื่อเพิ่มความได้เปรียบทางการค้า ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น และกระทบต่อภาคส่งออก การผลิต และภาคเกษตรกรรมในวงกว้าง

    นอกจากนี้ ยังมีสงครามด้านเงินทุน จากการที่หลายประเทศลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ส่งผลให้ตลาดพันธบัตรมีความผันผวนสูง และทำให้สินทรัพย์ที่เคยถูกมองว่าปลอดภัยเริ่มมีความเสี่ยงแฝงมากขึ้น

    อีกหนึ่งประเด็นที่น่าห่วง คือ กำลังซื้อภายในประเทศ โดยเฉพาะระดับฐานราก โดยรายได้ภาคเกษตรได้รับผลกระทบหนัก แม้ผลผลิตจะมีปริมาณมาก แต่ราคากลับตกต่ำ ส่งผลให้กำลังซื้อของเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อยอ่อนแอลงอย่างชัดเจน

    สิ่งที่ต้องระวัง คือ ไม่ให้ปัญหากำลังซื้อระดับล่างลุกลามไปสู่ระดับบน เพราะปัจจุบันเศรษฐกิจไทยยังพอประคองได้จากกำลังซื้อกลุ่มบน หากกลุ่มนี้เริ่มชะลอการใช้จ่าย เศรษฐกิจโดยรวมจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง

    “เศรษฐกิจไทยในปีนี้มีความเสี่ยงสูงในช่วงครึ่งปีแรก ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ แต่ยังเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยมีความสามารถในการประคองตัวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากได้ หากมีการจัดตั้งรัฐบาลและดำเนินนโยบายเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง แม้การเติบโตทั้งปีอาจต่ำกว่าปีก่อน แต่เป็นความเสี่ยงในระยะสั้นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด”

    • เศรษฐกิจเปราะบางสูงเสี่ยงติดลบ

    นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยมองว่าจุดในจุดที่เปราะบางมากขึ้น และเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวลง (slow down) ชัดเจน และอาจมี “การหดตัว” หรือ “ติดลบ” ในบางไตรมาส โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสที่ 1 และ 2 ของปีที่ผ่านมา

    สิ่งที่น่ากังวล  คือช่วงหลังการเลือกตั้งที่กระแสเงินสะพัดอาจจะหายไปก่อนที่จะมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่สำเร็จ โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 2 ที่มีความเสี่ยงว่างบประมาณจากรัฐบาลใหม่ยังไม่ออกมาซึ่งอาจส่งผลให้เศรษฐกิจในช่วงดังกล่าวเกิดการหดตัวได้

    นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงหลักหลังการเลือกตั้ง คือ จากความไม่ชัดเจนของรัฐบาลและนโยบายหากมีความล่าช้าเกิดขึ้น ทั้งหากเกิดความขัดแย้งทางการเมืองหรือปัจจัยภายนอกที่ทำให้ต้องเลื่อนการเลือกตั้ง และ 2. หากไม่มีพรรคใดชนะเสียงข้างมากจนเกิดความล่าช้าในการจัดตั้งพรรคร่วมรัฐบาล

    ซึ่งความดีเลย์นี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเบิกจ่ายงบประมาณที่ไม่สามารถทำได้ตามกำหนด หลังจากที่ได้มีการเร่งใช้ไปมากแล้วในช่วงก่อนหน้า

    “เศรษฐกิจไทยมีความเปราะบางมากและเสี่ยงสูงเนื่องจากปัจจัยบวกที่เคยมีเริ่มหายไป ภาคประชาชนเริ่มขาดความเชื่อมั่นต่อสถานการณ์ที่งบประมาณยังไม่ออกมา นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยลบจาก ค่าเงินบาทที่แข็งค่า ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งภาคการผลิตและภาคการส่งออก โดยสถานการณ์ปีนี้ต่างจากปีที่ผ่านมาที่มีการเร่งส่งออกทำให้พอพยุงตัวไปได้” 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1217884&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Q94DhodKuF89NTmmK4Axv

  • TISCO ESU ชี้ IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2026F ขึ้นเป็น 3.3% แต่ระบุว่าความเสี่ยงยังคงโน้มไปทางด้านต่ำ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Today’s Data Releases

    • ญี่ปุ่น: ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน ธ.ค.

    • ญี่ปุ่น, ยูโรโซน, อังกฤษ และสหรัฐฯ: ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและภาคบริการ (Manufacturing and Services PMI) เบื้องต้น เดือน ม.ค.

    • อังกฤษ: ยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือน ธ.ค.

    • สหรัฐฯ: ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U. of Mich. Sentiment) เดือน ม.ค.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    Source: IMF, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยประมาณการเศรษฐกิจชุดใหม่ ผ่านรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook)  โดย IMF ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจโลกปี 2025F และ 2026F ขึ้น +0.1ppt และ +0.2ppt เป็น 3.3% และ 3.3% ตามลำดับ ขณะที่คงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2027F ไว้ที่ 3.2% ตามเดิม

    • หากพิจารณาเป็นรายประเทศ IMF ทบทวนประมาณการของประเทศหลักดังต่อไปนี้

      • สหรัฐฯ – IMF คาดเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะขยายตัว 2.4% ในปี 2026F (vs. 2.1% คาดการณ์ก่อนหน้า) จากแรงส่งของนโยบายการคลังหลังรัฐบาลผ่านกฎหมายงบประมาณระยะยาว (One Big Beautiful Bill Act) ซึ่งรวมไปด้วยการเพิ่มวงเงินการลดหย่อนภาษีให้แก่ครัวเรือนและธุรกิจ เป็นต้น ขณะที่ Fed ยังมีแนวโน้มปรับลดความตึงตัวของนโยบายการเงินเพิ่มเติมในปีนี้ นอกจากนี้ การเบิกจ่ายของภาครัฐที่ล่าช้าไปบ้างในช่วงไตรมาสที่ 4/2025 จากการปิดทำการ (Government Shutdown) จะเข้ามาเป็นอีกหนึ่งแรงส่งให้กับเศรษฐกิจ ทั้งนี้ IMF ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2027F ลงเป็น 2.0% (vs. 2.1% คาดการณ์ก่อนหน้า)

      • ยูโรโซน – IMF คาดเศรษฐกิจยูโรโซนจะขยายตัว 1.3% ในปี 2026F (vs. 1.2% คาดการณ์ก่อนหน้า) ขณะที่คงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2027F ไว้ที่ 1.4% โดย IMF ประเมินว่าแรงส่งจะมาจากการใช้จ่ายของภาครัฐเป็นสำคัญ หลังเยอรมนีผ่านกฎหมายงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจระยะกลางในช่วงปี 2025F ขณะที่เศรษฐกิจในประเทศสเปนและไอร์แลนด์ยังมีแนวโน้มขยายตัวดี และเป็นอีกหนึ่งแรงส่งให้กับการเติบโตของยูโรโซน

      • ญี่ปุ่น – IMF คาดเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะขยายตัว 0.7% ในปี 2026F (vs. 0.6% คาดการณ์ก่อนหน้า) ขณะที่คงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2027F ไว้ที่ 0.6% โดยการปรับประมาณเศรษฐกิจขึ้นในปี 2026 เป็นผลจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ผ่านสภาไปในช่วงก่อน ซึ่งประกอบไปด้วยมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพ แผนการลงทุนระยะยาวในโครงสร้างพื้นฐานในหลายอุตสาหกรรมและกลาโหม

      • จีน – IMF คาดเศรษฐกิจจีนจะขยายตัว 4.5% ในปี 2026F (vs. 4.2% คาดการณ์ก่อนหน้า) ส่วนหนึ่งได้แรงหนุนจากนโยบายการคลังที่ยังผ่อนคลาย ประกอบกับการเจรจาการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่สัมฤทธิ์ผล ส่งผลให้อัตราภาษีศุลกากรที่สหรัฐฯ จัดเก็บกับประเทศจีนปรับตัวลดลงต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้ อย่างไรก็ตาม IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลงเป็น 4.0% ในปี 2027F (vs. 4.2% คาดการณ์ก่อนหน้า) จากปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ยังคงอยู่

      • ไทย – IMF คงคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2026F ไว้ที่ 1.6% และมองว่าจะฟื้นตัวขึ้นในปี 2027F เป็น 2.2%

    • IMF คาดว่าเงินเฟ้อโลกจะชะลอตัวลงจาก 4.1% ในปี 2025F เป็น 3.8% ในปี 2026F และ 3.4% ในปี 2027F

    • ทั้งนี้ แม้ IMF จะปรับคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกขึ้น แต่มองว่าความเสี่ยงต่อประมาณการยังโน้มไปทางด้านต่ำ (“Risks to the outlook for the global economy remain tilted to the downside”) โดย IMF กล่าวถึงเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมานั้นกระจุกตัวอยู่ในไม่กี่อุตสาหกรรมและในทางตรงกันข้าม หากปัญญาประดิษฐ์ไม่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพแรงงานหรือการผลิตได้มากอย่างที่คาดหวังไว้ อาจนำไปสู่การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรที่ต่ำลงและการปรับฐานของตลาดทุน ซึ่งจะกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ มาตรการกีดกันการค้าและความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทาน เพิ่มต้นทุนให้แก่ภาคธุรกิจและกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม

    • โดยสรุป เศรษฐกิจโลกยังสะท้อนความยืดหยุ่นและทนทาน และได้แรงหนุนจากเครื่องยนต์ใหม่อย่างปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งส่งผลให้ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในภูมิภาคอเมริกาเหนือและเอเชียเร่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลนีที่เกี่ยวข้องขึ้น อีกทั้งธนาคารกลางหลักหลายแห่งของโลกได้ปรับลดความตึงตัวของนโยบายการเงินลงตามเงินเฟ้อที่ชะลอตัว ประกอบกับประเทศต่างๆ กำลังดำเนินนโยบายการคลังเชิงรุก ซึ่งช่วยชดเชยผลกระทบด้านลบจากมาตรการกีดกันการค้าในช่วงที่ผ่านมา

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/01/23/611726/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2z8Ae-F0fxpyh0rk70KKgG

  • TISCO ESU ชี้ IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2026F ขึ้นเป็น 3.3% แต่ระบุว่าความเสี่ยงยังคงโน้มไปทางด้านต่ำ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Today’s Data Releases

    • ญี่ปุ่น: ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน ธ.ค.

    • ญี่ปุ่น, ยูโรโซน, อังกฤษ และสหรัฐฯ: ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและภาคบริการ (Manufacturing and Services PMI) เบื้องต้น เดือน ม.ค.

    • อังกฤษ: ยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือน ธ.ค.

    • สหรัฐฯ: ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U. of Mich. Sentiment) เดือน ม.ค.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    Source: IMF, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยประมาณการเศรษฐกิจชุดใหม่ ผ่านรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook)  โดย IMF ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจโลกปี 2025F และ 2026F ขึ้น +0.1ppt และ +0.2ppt เป็น 3.3% และ 3.3% ตามลำดับ ขณะที่คงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2027F ไว้ที่ 3.2% ตามเดิม

    • หากพิจารณาเป็นรายประเทศ IMF ทบทวนประมาณการของประเทศหลักดังต่อไปนี้

      • สหรัฐฯ – IMF คาดเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะขยายตัว 2.4% ในปี 2026F (vs. 2.1% คาดการณ์ก่อนหน้า) จากแรงส่งของนโยบายการคลังหลังรัฐบาลผ่านกฎหมายงบประมาณระยะยาว (One Big Beautiful Bill Act) ซึ่งรวมไปด้วยการเพิ่มวงเงินการลดหย่อนภาษีให้แก่ครัวเรือนและธุรกิจ เป็นต้น ขณะที่ Fed ยังมีแนวโน้มปรับลดความตึงตัวของนโยบายการเงินเพิ่มเติมในปีนี้ นอกจากนี้ การเบิกจ่ายของภาครัฐที่ล่าช้าไปบ้างในช่วงไตรมาสที่ 4/2025 จากการปิดทำการ (Government Shutdown) จะเข้ามาเป็นอีกหนึ่งแรงส่งให้กับเศรษฐกิจ ทั้งนี้ IMF ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2027F ลงเป็น 2.0% (vs. 2.1% คาดการณ์ก่อนหน้า)

      • ยูโรโซน – IMF คาดเศรษฐกิจยูโรโซนจะขยายตัว 1.3% ในปี 2026F (vs. 1.2% คาดการณ์ก่อนหน้า) ขณะที่คงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2027F ไว้ที่ 1.4% โดย IMF ประเมินว่าแรงส่งจะมาจากการใช้จ่ายของภาครัฐเป็นสำคัญ หลังเยอรมนีผ่านกฎหมายงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจระยะกลางในช่วงปี 2025F ขณะที่เศรษฐกิจในประเทศสเปนและไอร์แลนด์ยังมีแนวโน้มขยายตัวดี และเป็นอีกหนึ่งแรงส่งให้กับการเติบโตของยูโรโซน

      • ญี่ปุ่น – IMF คาดเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะขยายตัว 0.7% ในปี 2026F (vs. 0.6% คาดการณ์ก่อนหน้า) ขณะที่คงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2027F ไว้ที่ 0.6% โดยการปรับประมาณเศรษฐกิจขึ้นในปี 2026 เป็นผลจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ผ่านสภาไปในช่วงก่อน ซึ่งประกอบไปด้วยมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพ แผนการลงทุนระยะยาวในโครงสร้างพื้นฐานในหลายอุตสาหกรรมและกลาโหม

      • จีน – IMF คาดเศรษฐกิจจีนจะขยายตัว 4.5% ในปี 2026F (vs. 4.2% คาดการณ์ก่อนหน้า) ส่วนหนึ่งได้แรงหนุนจากนโยบายการคลังที่ยังผ่อนคลาย ประกอบกับการเจรจาการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่สัมฤทธิ์ผล ส่งผลให้อัตราภาษีศุลกากรที่สหรัฐฯ จัดเก็บกับประเทศจีนปรับตัวลดลงต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้ อย่างไรก็ตาม IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลงเป็น 4.0% ในปี 2027F (vs. 4.2% คาดการณ์ก่อนหน้า) จากปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ยังคงอยู่

      • ไทย – IMF คงคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2026F ไว้ที่ 1.6% และมองว่าจะฟื้นตัวขึ้นในปี 2027F เป็น 2.2%

    • IMF คาดว่าเงินเฟ้อโลกจะชะลอตัวลงจาก 4.1% ในปี 2025F เป็น 3.8% ในปี 2026F และ 3.4% ในปี 2027F

    • ทั้งนี้ แม้ IMF จะปรับคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกขึ้น แต่มองว่าความเสี่ยงต่อประมาณการยังโน้มไปทางด้านต่ำ (“Risks to the outlook for the global economy remain tilted to the downside”) โดย IMF กล่าวถึงเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมานั้นกระจุกตัวอยู่ในไม่กี่อุตสาหกรรมและในทางตรงกันข้าม หากปัญญาประดิษฐ์ไม่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพแรงงานหรือการผลิตได้มากอย่างที่คาดหวังไว้ อาจนำไปสู่การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรที่ต่ำลงและการปรับฐานของตลาดทุน ซึ่งจะกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ มาตรการกีดกันการค้าและความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทาน เพิ่มต้นทุนให้แก่ภาคธุรกิจและกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม

    • โดยสรุป เศรษฐกิจโลกยังสะท้อนความยืดหยุ่นและทนทาน และได้แรงหนุนจากเครื่องยนต์ใหม่อย่างปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งส่งผลให้ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในภูมิภาคอเมริกาเหนือและเอเชียเร่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลนีที่เกี่ยวข้องขึ้น อีกทั้งธนาคารกลางหลักหลายแห่งของโลกได้ปรับลดความตึงตัวของนโยบายการเงินลงตามเงินเฟ้อที่ชะลอตัว ประกอบกับประเทศต่างๆ กำลังดำเนินนโยบายการคลังเชิงรุก ซึ่งช่วยชดเชยผลกระทบด้านลบจากมาตรการกีดกันการค้าในช่วงที่ผ่านมา

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/01/23/611726/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2z8Ae-F0fxpyh0rk70KKgG

  • “ดร.เอ้” ควง “ตั๊น” เดินตลาดโต้รุ่งหัวหิน ชูปิดจ็อบพระราม 2 อ้อนเลือกไทยก้าวใหม่

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/124660&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qZwDVO6Dif_DDXPVhmoOI

  • ทีมไทยแลนด์ ท๊อป จิรายุส แชร์ภาพขุนพลเศรษฐกิจไทย บนเวทีดาวอส

    ทีมไทยแลนด์ ท๊อป จิรายุส แชร์ภาพขุนพลเศรษฐกิจไทย บนเวทีดาวอส

    ทีมไทยแลนด์ ท๊อป จิรายุส แชร์ภาพขุนพลเศรษฐกิจไทย บนเวทีดาวอส

    วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 08.09 น.

    เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2569 นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า #TeamThailand ที่ World Economic Forum 2026 ครับ

    ในช่วงการประชุม World Economic Forum 2026 ผมมีโอกาสร่วมดินเนอร์สำคัญ ซึ่งเป็นการรวมตัวของผู้นำระดับสูงจากทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจของไทยที่เดินทางมาร่วมการประชุมที่กรุง Davos เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและหารือกันถึงบทบาทของประเทศไทยในระดับนานาชาติ

    การพบปะกันครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการประสานมุมมองระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อเตรียมความพร้อมในเวทีระดับโลก ต้องขอขอบคุณทาง ปตท. ที่เป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงรับรอง THAILAND DINNER และเชิญผมมาร่วมในครั้งนี้ครับ

    รวมถึงยินดีที่ได้พบทุกท่านในดินเนอร์นี้ครับ

    1. คุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
    2. คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
    3. คุณวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ประธานกรรมการของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
    4. คุณฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)
    5. คุณชาติศิริ โสภณพนิช ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
    6. คุณปณต สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มของบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
    7. คุณธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)
    8. คุณชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
    9. คุณบุญชัย โอภาสเอี่ยมลิขิต ประธานธุรกิจ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และอังกฤษของบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด
    10. คุณภัทรลดา สง่าแสง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงินของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
    11. คุณเรืองโรจน์ พูนผล ประธานกลุ่มของบริษัท กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป จำกัด
    12. คุณรัฐพล ภักดีภูมิ ประธานกรรมการของบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด

    ผมดีใจอย่างยิ่งที่ได้เห็นพลังแห่งความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคธุรกิจไทย ในการร่วมกันแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศไทยอย่างยั่งยืนครับ

    #WorldEconomicForum2026 #WEF26 #TeamThailand #ToppJirayut #ท๊อปจิรายุส

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ‘อว.’โดย‘สอวช.’ผนึกกำลังภาครัฐ-การศึกษา-เอกชน 6 หน่วยงาน พัฒนากำลังคนยานยนต์สมัยใหม่-ไฟฟ้า

    ภาครัฐกางโรดแมปหนุน‘อุตสาหกรรมอาหารอนาคต’ สร้างโอกาสการเติบโตทางศก.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/942477&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10nnZcMv9IYLqajqmzksVs

  • ปราศรัยโคราช ขอบคุณทหารแนวหน้า ชูความสำเร็จ ทวงคืนแผ่นดินไทย – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ปราศรัยโคราช ขอบคุณทหารแนวหน้า ชูความสำเร็จ ทวงคืนแผ่นดินไทย – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/112749&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39LGcwPitiaNKehEJymw_A

  • เปิด 5 เหตุผลที่อาจช่วยให้คุณมองอนาคตอย่างมีความหวัง – BBC News ไทย

    เปิด 5 เหตุผลที่อาจช่วยให้คุณมองอนาคตอย่างมีความหวัง – BBC News ไทย

    Dos niñas abrazadas y sonrientes, vestidas como de uniforme escolar.

    ที่มาของภาพ, Getty Images

      • Author, บีบีซี นิวส์ มุนโด (บีบีซีแผนกภาษาสเปน)

    ในปีที่เต็มไปด้วยความสงคราม การแบ่งขั้วทางการเมือง และเศรษฐกิจที่ดูเหมือนจะเอื้อประโยชน์เฉพาะกลุ่มคนร่ำรวยที่สุดเท่านั้น การมองไปข้างหน้าถึงปี 2026 ด้วยความหวังจึงไม่ใช่เรื่องง่าย

    อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางข่าวร้ายมากมายก็ยังมีหลายเหตุผลที่ทำให้เรามองโลกในแง่ดีได้

    บีบีซีเสนอ 5 เหตุผล ซึ่งจะช่วยเตือนใจเราถึงความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นในหลากหลายสาขาในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา

    1. จำนวนคนยากจนขั้นรุนแรงลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

    ตั้งแต่ปี 1990 ถึง 2025 จำนวนประชากรโลกที่อาศัยอยู่ในความยากจนขั้นรุนแรงลดลงจาก 2.3 พันล้านคน เหลือ 831 ล้านคน จากข้อมูลของกลุ่มธนาคารโลก

    “ตัวเลขเหล่านี้หมายความว่ามีผู้คนประมาณ 1,469 ล้านคนหลุดพ้นจากสถานการณ์ยากจนขั้นรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างปี 1990 ถึง 2010 ที่สัดส่วนทั่วโลกลดลงจาก 47% เหลือ 10%” โฮเซ่ มานูเอล คอร์ราเลส ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ ธุรกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งมหาวิทยาลัยยุโรป กล่าวกับบีบีซี นิวส์ มุนโด

    การลดลงที่น่าประทับใจเช่นนี้ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการเติบโตอย่างกว้างขวางในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียใต้

    และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสองประเทศ คือ จีนและอินเดีย ซึ่งศาสตราจารย์รายนี้ระบุว่าการเติบโตอย่างครอบคลุมนั้นขับเคลื่อนโดยการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจและการดำเนินการปฏิรูปตลาด

    “การจ้างงานในระบบ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา สุขภาพ และระบบคุ้มครองทางสังคมก็เป็นปัจจัยสำคัญเช่นกัน” เขากล่าวเสริม

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • .

    • In an orange prison-style uniform, Cambodian businessman Kuong Li stands facing the camera in front of a height-measurement chart

    • .

    • Colourful little houses stand amid lots of snow next to some water

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    Un trabajador con un casco, mascarilla y lentes soldando una tubería

    ที่มาของภาพ, CFOTO/Future Publishing via Getty Images

    คำบรรยายภาพ, จีนมีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา

    แม้ว่าตัวเลขเหล่านี้จะยืนยันถึงความก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญในการต่อสู้กับความยากจนและสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดความหวัง แต่เราก็ไม่ควรมองข้ามประชากร 831 ล้านคน หรือราว 1 ใน 10 คน ที่มีรายได้น้อยกว่า 3 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน (หรือ 99 บาทต่อวัน)

    แล้วเรามีความหวังที่จะช่วยเหลือพวกเขาให้พ้นจากสถานการณ์นี้หรือไม่

    “ใช่ มีสัญญาณที่น่ายินดี” คอร์ราเลสชี้ให้เห็น “ปัจจุบันประชากรโลกมากกว่าครึ่งหนึ่งได้รับความคุ้มครองทางสังคมในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง และข้อเสนอต่าง ๆ เช่น เกณฑ์ความเจริญรุ่งเรืองขั้นพื้นฐานของสหประชาชาติ มุ่งแสวงหาระบบปรับตัวที่ช่วยให้ผู้คนหลายล้านคนหลุดพ้นจากความยากจนและรับมือกับวิกฤตได้”

    การลงทุนในระบบการศึกษาและสุขภาพเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการลดจำนวนผู้คนที่อาศัยอยู่ในความยากจนขั้นรุนแรงต่อไป

    และสิ่งสำคัญคือต้องมุ่งเน้นไปที่พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด “ภูมิภาคตอนใต้ของทะเลทรายซาฮารา (Sub – Saharan Africa) และประเทศที่เปราะบาง ซึ่งเป็นที่ที่ผู้คนกว่า 75% ที่อยู่ในความยากจนขั้นรุนแรงกระจุกตัวอยู่” คอร์ราเลสเสริม

    นโยบายสาธารณะที่ส่งเสริมไม่เพียงแต่การเติบโตอย่างยั่งยืน แต่ยังรวมถึงเศรษฐกิจสีเขียว สิทธิมนุษยชน และความเสมอภาคทางสังคมนั้นเป็นสิ่งจำเป็น เขากล่าว มิเช่นนั้น “อัตราความยากจนอาจหยุดนิ่ง”

    “การเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ จำเป็นต้องมีการคุ้มครองทางสังคมที่เข้มแข็งและกลยุทธ์ที่ครอบคลุมเพื่อขจัดความยากจนขั้นรุนแรง” เขากล่าวเสริม

    แม้คอร์ราเลสจะยอมรับว่า สัดส่วนของผู้คนที่อยู่ในความยากจนขั้นรุนแรงทั่วโลกลดลงอย่างน่าทึ่ง แต่เขาก็เตือนว่า “อัตราการลดลงนั้นชะลอตัวลง และตามการคาดการณ์ อาจหยุดชะงักหรือแม้แต่กลับเพิ่มขึ้นอีกครั้งหลังปี 2030”

    2. ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ในการต่อสู้กับโรคมะเร็ง

    มะเร็งเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของโลก

    ในปี 2020 องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตจากมะเร็งเกือบ 10 ล้านคน

    แม้จะเป็นความจริงที่น่าตกใจเช่นนี้ แต่มะเร็งหลายชนิดสามารถรักษาให้หายขาดได้หากตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกและได้รับการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ หรือแม้ในกรณีที่ลุกลามไปมากแล้วก็สามารถชะลอการลุกลามได้

    โรงพยาบาลจอห์นส์ ฮอปกินส์ ในสหรัฐอเมริกา และศูนย์วิจัยและฝึกอบรมทางการแพทย์ของโรงพยาบาลมีประวัติยาวนานกว่า 125 ปี

    “ลองจินตนาการถึงโลกที่ปราศจากโรคมะเร็งดูสิ” นี่คือประโยคแรกที่ปรากฏขึ้นเมื่อคุณเข้าชมเว็บไซต์ของศูนย์มะเร็งของพวกเขา ซึ่งก็คือ ศูนย์มะเร็งครบวงจรซิดนีย์ คิมเมล (The Sidney Kimmel Comprehensive Cancer Center)

    ในบทความหนึ่งเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันบำบัดและการแพทย์แม่นยำ องค์กรนี้ได้ส่งข้อความแห่งความหวังว่า “โชคดีที่ในยุคแห่งความก้าวหน้าและนวัตกรรมทางการแพทย์เช่นนี้ มะเร็งจึงไม่ใช่คำพิพากษาประหารชีวิตอย่างแน่นอนอีกต่อไป”

    Una investigadora con guantes azules ve una muestra en un microscópio

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกทุ่มเทให้กับการศึกษาโรคมะเร็ง การป้องกัน และการค้นหาวิธีการรักษามะเร็งที่มีประสิทธิภาพ

    ดร.ดานี สกีร์โรว์ หนึ่งในโฆษกของหน่วยงานวิจัยมะเร็ง ที่อยู่ในกรุงลอนดอน ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1902 เห็นด้วยกับแนวคิดนี้

    แม้ว่าสถิติที่นำเสนอจะเน้นไปที่สหราชอาณาจักร ซึ่งอัตราการรอดชีวิตจากมะเร็งเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในระยะเวลา 50 ปี นั่นหมายความว่า 2 ใน 4 ของผู้ป่วยมะเร็งคาดว่าจะรอดชีวิตได้ 10 ปีขึ้นไปนับจากวันที่ได้รับการวินิจฉัย แต่ประสบการณ์ในประเทศนั้นก็สร้างแรงบันดาลใจให้เกิดความหวังเช่นกัน

    “มีหลายวิธีในการรักษามะเร็ง และหากตรวจพบในระยะเริ่มต้น การรักษาก็จะง่ายขึ้นก่อนที่มะเร็งจะลุกลาม การตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ จะเพิ่มโอกาสในการรักษาให้ประสบความสำเร็จ” ผู้เชี่ยวชาญกล่าวกับบีบีซี นิวส์ มุนโด

    แม้ว่าการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตจะเป็นสิ่งสำคัญ เช่น การงดสูบบุหรี่ การรับประทานอาหารที่สมดุล การออกกำลังกาย และปัจจัยอื่นๆ แต่ปัจจุบันก็มีการรักษาทางการแพทย์ที่น่าสนใจหลายอย่าง

    ตัวอย่างเช่น สกีร์โรว์ระบุว่า กำลังมีการพัฒนาวัคซีนสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นมะเร็งบางชนิดเพื่อป้องกันการเกิดโรค

    เป้าหมายคือการฝึกระบบภูมิคุ้มกันให้รู้จักเซลล์ที่อาจกลายเป็นมะเร็งในอนาคต แต่ยังไม่เป็นมะเร็งในขณะนี้

    “ระบบภูมิคุ้มกันจะตรวจจับเซลล์เหล่านั้น ไล่ล่า และกำจัดออกจากร่างกายก่อนที่มันจะมีโอกาสพัฒนาไปเป็นมะเร็ง” เขาอธิบาย

    ตามที่แพทย์รายนี้กล่าว การรักษามะเร็งในปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะแม่นยำและเฉพาะเจาะจงมากขึ้นกว่าแต่ก่อน

    “เมื่อหลายปีก่อน การรักษาโดยพื้นฐานแล้วพยายามกำจัดเซลล์มะเร็งที่เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ก็อาจส่งผลให้เกิดผลข้างเคียงหลายอย่าง”

    “ตอนนี้เรารู้จักมะเร็งมากขึ้น เราสามารถเห็นรายละเอียดของเซลล์ เส้นทาง และกระบวนการทางชีวภาพเฉพาะที่เซลล์มะเร็งเหล่านี้ใช้ในการเจริญเติบโต ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในเซลล์ที่แข็งแรง ด้วยข้อมูลนั้น เราสามารถสร้างยาที่เฉพาะเจาะจงมากเพื่อยับยั้งมันได้”

    Ilustración de células dendríticas (blancas) que reconocen células cancerosas de leucemia mieloide aguda (LMA) (violeta)

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ภูมิคุ้มกันบำบัดและการแพทย์เฉพาะบุคคล เป็นสองด้านศึกษาที่นักวิจัยกำลังค้นคว้าเพื่อหาวิธีช่วยเหลือผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นมะเร็ง

    ตามที่ผู้เชี่ยวชาญกล่าว การรักษาแบบแม่นยำเหล่านี้อาจมีประสิทธิภาพมากกว่า ออกฤทธิ์ได้นานกว่า และมีผลข้างเคียงน้อยกว่า

    การตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงเป็นกุญแจสำคัญ และด้วยเหตุนี้จึงมีการพัฒนาวิธีการใหม่ ๆ ที่มุ่งเน้นไปที่การทำให้มะเร็งลุกลามร่างกายให้น้อยลง

    ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า ที่ศูนย์วิจัยมะเร็ง นักวิจัยกำลังมองหาวิธีสร้างลูกอมเพื่อตรวจหามะเร็งในช่องปาก การทดสอบลมหายใจเพื่อช่วยตรวจหามะเร็งกระเพาะอาหาร และการทดสอบปัสสาวะเพื่อตรวจหามะเร็งปอด

    อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้รู้สึกมองโลกในแง่ดีคือความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในด้านการแพทย์

    นั่นคือจุดที่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนพบว่า ปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ (AI) และเครื่องมือต่าง ๆ ที่นำเสนอโดยวิทยาศาสตร์การคำนวณเป็นเรื่องที่ดี ไม่เพียงแต่ใช้เพื่อรวบรวมและประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลจากผู้ป่วยแต่ละรายอย่างรวดเร็วเท่านั้น แต่ยังเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลอย่างละเอียดและทำการคาดการณ์อีกด้วย

    แม้จะมีความก้าวหน้าอย่างมากในประเทศที่พัฒนาแล้ว องค์การอนามัยโลกก็ยังเตือนถึงความไม่เท่าเทียมกันอย่างมากเกี่ยวกับโรคมะเร็ง

    ในประเทศที่มีรายได้ต่ำ หลายคนไม่สามารถเข้าถึงแม้แต่การดูแลขั้นพื้นฐานที่สุดสำหรับโรคนี้ได้

    ในปี 2024 องค์การอนามัยโลกได้อ้างถึงผลสำรวจที่จัดทำขึ้นใน 115 ประเทศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าส่วนใหญ่ “ไม่ได้ให้ทุนสนับสนุนบริการดูแลรักษามะเร็งที่สำคัญอย่างเพียงพอ” รวมถึงการดูแลแบบประคับประคองด้วย

    “สถานที่ที่อาศัยอยู่ไม่ควรมาเป็นปัจจัยกำหนด” แครี อดัมส์ ผู้อำนวยการสมาพันธ์ควบคุมโรคมะเร็งสากล (Union for International Cancer Control – UICC) กล่าว

    “มีเครื่องมือที่ช่วยให้รัฐบาลสามารถจัดลำดับความสำคัญของการดูแลรักษามะเร็งและรับประกันว่าทุกคนสามารถเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพและราคาไม่แพงได้ มันไม่ใช่แค่เรื่องของทรัพยากร แต่เป็นเรื่องของเจตจำนงทางการเมือง” เขากล่าวเสริม

    3. มีเด็กรอดชีวิตมากกว่าที่เคยเป็นมา

    หนึ่งในความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในด้านสุขภาพ ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมาคือการลดอัตราการเสียชีวิตของทารกได้อย่างน่าประทับใจ

    ในปี 2022 มีการบรรลุเป้าหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์เมื่ออัตราการเสียชีวิตของเด็กให้อยู่ต่ำกว่า 5 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่เคยมีมาก่อน ตามข้อมูลขององค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูนิเซฟ

    หากย้อนกลับไปในปี 1990 เราจะเห็นความก้าวหน้าอย่างน่าทึ่ง ในปีนั้น เด็ก 1 ใน 11 คนเสียชีวิตก่อนอายุ 5 ขวบ เทียบกับจำนวนเด็ก 1 ใน 27 คนจะเสียชีวิตในปี 2023

    Un bebé siendo examinado por una doctora

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, อัตราการเสียชีวิตของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีทั่วโลกลดลง 52% ตั้งแต่ปี 2000

    ในเดือน มี.ค. ยูนิเซฟรายงานว่า จำนวนเด็กทั่วโลกที่เสียชีวิตก่อนอายุ 5 ขวบนั้นต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์

    นับตั้งแต่ปี 2000 อัตราการเสียชีวิตของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบทั่วโลกลดลง 52% และในประเทศกัมพูชา มาลาวี มองโกเลีย และรวันดา อัตราดังกล่าวลดลงมากกว่า 75%

    ในปี 2022 มีเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบเสียชีวิตประมาณ 152,000 คน ในละตินอเมริกาและแคริบเบียน ซึ่งลดลง 60% ตั้งแต่ปี 2000

    เบื้องหลังตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่มาตรการต่าง ๆ ที่พิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพและราคาไม่แพง แต่ยังรวมถึงพยาบาลผดุงครรภ์และบุคลากรทางการแพทย์ที่ให้การสนับสนุนครอบครัวในพื้นที่ส่วนต่าง ๆ ของโลกด้วย

    หนึ่งในมาตรการเหล่านั้น ตามที่ยูนิเซฟและผู้เชี่ยวชาญหลายคนระบุ คือ การฉีดวัคซีน

    ” [ไม่มีการฉีดวัคซีน มาก่อน] จนกระทั่งช่วงปลายทศวรรษที่ 1970 และต้นทศวรรษที่ 1980 โครงการสร้างภูมิคุ้มกันจึงเริ่มรวมวัคซีนป้องกันสาเหตุหลักของการเสียชีวิตในกลุ่มอายุเหล่านั้น เช่น โปลิโอ คอตีบ บาดทะยัก หัด หัดเยอรมัน และเยื่อหุ้มสมองอักเสบ” ฟรานซิสโก โฮเซ่ มาร์ติน โกเมซ กุมารแพทย์โรคหัวใจและนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยยุโรป กล่าวกับบีบีซี นิวส์ มุนโด จากประเทศสเปน

    ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งคือ การพัฒนาด้านการตรวจติดตามทางการแพทย์ของมารดาในระหว่างตั้งครรภ์และทารกแรกเกิดในช่วงวันแรกและปีแรกของหลายประเทศ

    ด้วยการตรวจสุขภาพที่บ่อยขึ้น โอกาสในการตรวจพบปัญหาต่าง ๆ เช่น ความผิดปกติของหัวใจแต่กำเนิดที่ซับซ้อนก็จะเพิ่มมากขึ้น และสามารถดำเนินการรักษาได้

    “แม้แต่การตรวจพบความผิดปกติทางเมตาบอลิซึมแต่กำเนิดในระยะเริ่มต้น ซึ่งในกรณีส่วนใหญ่มีการรักษาที่ค่อนข้างง่ายด้วยแผนการให้อาหารและการเสริมวิตามินสำหรับเด็ก ก็ได้รับการปรับปรุงอย่างมาก”

    ในหลายประเทศ การเข้าถึงหน่วยดูแลทารกแรกเกิดวิกฤตและยาปฏิชีวนะ รวมถึงน้ำสะอาดและโภชนาการที่ดีขึ้นนั้น เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากเมื่อเทียบกับทศวรรษที่ผ่านมา

    สิ่งนี้ได้รับการเสริมด้วยความรู้ทางวิทยาศาสตร์และการพัฒนาเทคโนโลยีในด้านการแพทย์ที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้จะมีตัวเลขที่น่าหวังและความก้าวหน้าในเชิงบวก องค์การสหประชาชาติได้เตือนในเดือน มี.ค. ว่ามีเด็ก 4.8 ล้านคนเสียชีวิตก่อนอายุครบ 5 ขวบ ในที่ใดที่หนึ่งของโลกในปี 2023

    ตามที่ผู้เชี่ยวชาญระบุ การเสียชีวิตเหล่านี้จำนวนมากเกิดจากสาเหตุที่ป้องกันและรักษาได้ เช่น โรคปอดบวมและโรคท้องร่วง เป็นต้น

    “เราไม่สามารถเพิกเฉยต่อพี่น้องของเราที่อาศัยอยู่ในสภาพที่มีความไม่เท่าเทียมกัน เช่นในบางประเทศในแอฟริกาหรือเอเชีย ที่ความเสี่ยงเรื่องการเสียชีวิตของเด็กก่อนอายุ 5 ขวบสูงกว่าในประเทศที่มีรายได้สูงถึง 14 เท่า” โกเมซกล่าว

    “การเสียชีวิตส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในไม่กี่ประเทศที่มีความยากจนขั้นรุนแรงและมีสงคราม และเราต้องแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในเรื่องนี้และทำหน้าที่ของเรา เราควรภาคภูมิใจในสิ่งที่เราประสบความสำเร็จ แต่ก็ควรยื่นมือช่วยเหลือประเทศเหล่านี้ด้วย” นายแพทย์รายนี้กล่าวเสริม

    องค์กรด้านมนุษยธรรมและผู้เชี่ยวชาญบางส่วนยังได้เตือนถึงผลกระทบที่ร้ายแรงจากการตัดความช่วยเหลือระหว่างประเทศที่ประกาศโดยประเทศผู้บริจาครายใหญ่บางประเทศด้วย

    หนึ่งในองค์กรเหล่านั้นคือมูลนิธิเกตส์ (Gates Foundation) ซึ่งเมื่อวันที่ 4 ธ.ค. ได้เผยแพร่รายงาน Goalkeepers ประจำปี โดยเตือนว่า “ปี 2025 จะเป็นปีแรกในศตวรรษนี้ที่อัตราการเสียชีวิตของเด็กจะเพิ่มขึ้นอีกครั้ง”

    บิล เกตส์ ประธานองค์กรการกุศลแห่งนี้ กล่าวว่า ในปี 2024 มีเด็กเสียชีวิตก่อนอายุ 5 ขวบถึง 4.6 ล้านคน และคาดการณ์ว่าตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 4.8 ล้านคนในปี 2025

    เขากล่าวด้วยว่า การเพิ่มงบประมาณด้านสุขภาพของเด็กทั่วโลกเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง

    4. การเติบโตของพลังงานหมุนเวียนที่ดูเหมือนจะฉุดหยุดไม่อยู่แล้ว

    รายงาน World Energy Outlook 2025 ของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency – IEA) ระบุว่า “พลังงานหมุนเวียนยังคงขยายตัวอย่างรวดเร็วทั่วโลก”

    นี่เป็นข่าวดีท่ามกลางความพยายามในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และป้องกันภัยจากสภาพอากาศรุนแรง เช่น เหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนหลายล้านคนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

    Solar panels and wind turbines

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, พลังงานหมุนเวียนได้กลายเป็นประเด็นสำคัญในวาระการประชุมของรัฐบาล บริษัทเอกชน และองค์กรต่าง ๆ ทั่วโลก

    ในโลกที่ยังคง “กระหายในการใช้พลังงาน” เทคโนโลยีใหม่ ๆ ก็ยังคงปรับตัวในอัตราที่รวดเร็ว

    รายงานระบุว่า “พลังงานหมุนเวียนทำลายสถิติการใช้งานใหม่ในปี 2024 เป็นปีที่ 23 ติดต่อกัน”

    เป็นเรื่องน่ายินดีที่เห็นว่าทางเลือกในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่เพียงแต่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางเท่านั้น แต่ในหลายกรณีก็ยังมีความคุ้มค่าอีกด้วย

    รัฐบาล องค์กร และบริษัทเอกชนหลายแห่งได้รวมความจำเป็นในการสำรวจทางเลือกด้านพลังงานเข้าไว้ในกลยุทธ์การจัดการของตนแล้ว

    ที่จริงแล้ว ในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ และแหล่งพลังงานหมุนเวียนอื่น ๆ ได้แซงหน้าถ่านหินในฐานะแหล่งผลิตไฟฟ้าชั้นนำของโลก ตามข้อมูลจากแอมเบอร์ (Ember) สถาบันคลังสมองด้านพลังงานระดับโลก

    แม้ว่าอัตราการนำไปใช้จะแตกต่างกันไปตามสถานที่ แต่พลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานแสงอาทิตย์แบบโฟโตโวลตาอิก “กำลังเติบโตเร็วกว่าแหล่งพลังงานอื่น ๆ” IEA ระบุ

    อย่างไรก็ตาม องค์กรนี้ก็ยอมรับด้วยว่า “มาตรการระดับชาติและระดับนานาชาติในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้สูญเสียแรงผลักดันไป” และนั่นเป็นเรื่องที่น่ากังวลเมื่อพิจารณาถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    อย่างไรก็ตาม องค์กรยอมรับว่า “มาตรการระดับชาติและระดับนานาชาติในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้สูญเสียแรงผลักดันไป” และนั่นเป็นเรื่องที่น่ากังวลเมื่อพิจารณาถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    ปี 2024 ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่าเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ และเป็นปีแรกที่อุณหภูมิโลกสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส เหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม

    ขณะที่ปี 2025 ดูเหมือนจะจบลงด้วยข้อความที่ชัดเจนว่า เราทราบวิธีบรรเทาความเสี่ยงที่ร้ายแรงที่สุดของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแล้ว ดังนั้นเรามาควรมุ่งมั่นในการต่อสู้กับความเสี่ยงเหล่านั้นต่อไป

    5. เด็กผู้หญิงไม่ได้ตามหลังในด้านการศึกษาอีกต่อไป

    รายงาน “Gender Panorama 2025” ของ องค์การเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ (UN Women) ระบุว่า “ทั่วโลก เด็กหญิงมีอัตราการเข้าเรียนและการสำเร็จการศึกษาสูงกว่าเด็กชาย”

    ย้อนกลับไปในปี 2024 กลุ่มธนาคารโลกได้เน้นย้ำถึงสิ่งที่พวกเขาถือว่าเป็นหนึ่งในความสำเร็จด้านการพัฒนาที่สร้างแรงบันดาลใจมากที่สุดในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา นั่นคือความก้าวหน้าทางการศึกษาทั่วโลก

    Dos niñas ven un libro en una biblioteca

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, “มีเหตุผลหลายประการที่ว่าทำไมเราจึงมีความหวัง” เจ้าหน้าที่จากองค์การเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ (UN Women) ระบุ

    “ในอดีตเด็กผู้หญิงมีระดับการศึกษาต่ำมากและล้าหลังเด็กชายมาโดยตลอด แต่ปัจจุบันเด็กผู้หญิงกลับได้รับการศึกษาในอัตราที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับช่วงเวลาใด ๆ ในประวัติศาสตร์”

    จากข้อมูลขององค์กรนี้ ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา มีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องในเรื่องความเท่าเทียมทางเพศในการเข้าเรียน ทั้งในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา

    อย่างไรก็ตาม อัตราความเท่าเทียมทั่วโลก “ไม่ได้เผย” ความแตกต่างระหว่างภูมิภาคต่าง ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่องค์การเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติเน้นย้ำเช่นกัน

    “แม้ว่าช่องว่างทางเพศจะถูกเอาชนะได้ในทุกระดับการศึกษาทั่วโลก แต่ความเหลื่อมล้ำในการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายของสามในแปดภูมิภาคยังคงมีอยู่อย่างน่าตกใจ”

    จากข้อมูลของหน่วยงานสหประชาชาตินี้ ปัจจุบันมีเด็กหญิง 119.3 ล้านคนที่ไม่ได้เรียนหนังสือ ซึ่งน้อยกว่าปี 2015 ถึง 124.7 ล้านคน

    แม้ว่าข้อเท็จจริงที่ว่า การที่เด็กหญิงจำนวนมากขึ้นสำเร็จการศึกษาเป็นเรื่องน่ายินดี แต่องค์กรเตือนว่าอุปสรรคต่อความก้าวหน้ายังคงมีอยู่สำหรับเด็กผู้หญิงหลายคน ตัวอย่างเช่น ในการวิเคราะห์ที่รวม 70 ประเทศ ใน 65 ประเทศ ความน่าจะเป็นที่ผู้หญิงจะกลายเป็นครูนั้นสูงกว่าความน่าจะเป็นที่พวกเธอจะกลายเป็นครูใหญ่ในโรงเรียนมัธยมศึกษามาก ถึงแม้ว่าจะเป็นสาขาที่มีผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่ แต่มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำได้

    องค์การเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ ยังเน้นย้ำถึงผลกระทบที่ร้ายแรงของความยากจนต่อผู้หญิง โดยในปี 2025 ผู้หญิง 9.2% อาศัยอยู่ในความยากจนขั้นรุนแรง

    “การศึกษาสามารถเปิดประตูแห่งโอกาสได้ แต่การแต่งงานในวัยเด็ก การขริบอวัยวะเพศหญิง (female genital mutilation) ความรุนแรง และการเลือกปฏิบัติ กลับปิดประตูเหล่านั้นลง ทำให้เพดานแก้วยังคงอยู่ และกีดกันผู้หญิงจากตำแหน่งผู้นำ”

    ภาพประกอบโดย ไลส์ อเลเกรตติ ทีมข่าวภาพของบีบีซี แผนกภาษาสเปน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/ckgynlnewd8o&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vPmmZl0A2E72A3HaV-yvJ

  • สารจากประธานาธิบดีถึงประชาชนอิหร่านเกี่ยวกับเหตุการณ์ล่าสุด

    สารจากประธานาธิบดีถึงประชาชนอิหร่านเกี่ยวกับเหตุการณ์ล่าสุด

    สารจากประธานาธิบดีถึงประชาชนอิหร่านเกี่ยวกับเหตุการณ์ล่าสุด

    🔹พี่น้องประชาชนอิหร่านที่รัก สิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเราทุกคนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นบททดสอบที่หนักหน่วงและยากลำบาก ซึ่งได้ทิ้งความเจ็บปวดอย่างลึกซึ้งไว้เบื้องหลัง

    🔹เหตุการณ์อันขมขื่นเหล่านี้ สำหรับผมในฐานะประธานาธิบดีและผู้ที่ท่านเลือกมา ยิ่งเป็นเรื่องที่เจ็บปวดและไม่อาจยอมรับได้

    🔹แผนการสมคบคิดของผู้ที่มุ่งร้ายต่ออิหร่าน ได้เปลี่ยนพื้นที่การประท้วงอย่างสันติและชอบธรรมของประชาชน ให้กลายเป็นสนามแห่งความรุนแรงและการนองเลือด ซึ่งส่งผลให้พลเมืองของแผ่นดินนี้เกือบสามพันคนเสียชีวิต และอีกหลายพันคนได้รับบาดเจ็บทั้งทางร่างกายและจิตใจ

    🔹มืออันสกปรกเดียวกันนั้น ซึ่งในสงคราม 12 วันได้คร่าชีวิตสตรี บุรุษ เยาวชน เด็ก นักวิทยาศาสตร์ และผู้บัญชาการของแผ่นดินนี้ไปกว่าพันคน วันนี้ได้โผล่ออกมาจากแขนเสื้ออีกข้างหนึ่ง และด้วยการยุยงของกลุ่มทหารรับจ้างบางส่วน ได้เปลี่ยนการประท้วงซึ่งเป็นสิทธิ์โดยธรรมชาติของสังคมที่มีชีวิตชีวา ให้กลายเป็นความโกรธแค้นอันไม่ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งด้วยความโกรธแค้นดั่งเปลวเพลิงนั้น มัสยิด โรงเรียน สถานที่สาธารณะ และทรัพย์สินของชาติหลายร้อยแห่งถูกเผาเป็นเถ้าถ่าน

    🔹ชีวิตอันมีคุณค่าจำนวนมากต้องสูญเสียไป และร่างกายจำนวนมากต้องชุ่มไปด้วยเลือด การเสียชีวิตของประชาชนผู้บริสุทธิ์และผู้พิทักษ์ความมั่นคงเกือบ 2,500 คน ในช่วงไม่กี่วันแห่งความวุ่นวายและไร้ความมั่นคง เป็นเหตุการณ์อันเจ็บปวดและเป็นประสบการณ์ที่ยากลำบากอย่างยิ่ง ซึ่งอิหร่านอันเป็นที่รักของเราได้ผ่านพ้นมา เช่นเดียวกับประสบการณ์ครั้งใหญ่ครั้งอื่น ๆ

    🔹แผนการสมคบคิดของอเมริกา–ไซออนิสต์ในเดือนเดย์ ปีศักราช 1404 เป็นการแก้แค้นอย่างไร้ศักดิ์ศรีของศัตรูของประชาชนอิหร่าน จากความพ่ายแพ้ในสงคราม 12 วัน

    🔹วันนี้ผมโศกเศร้ากับทุกชีวิตที่สูญเสียไป และร่วมทุกข์กับพี่น้องร่วมชาติทุกคนที่กำลังแบกรับความเศร้าและความเจ็บปวดอันยิ่งใหญ่ และด้วยตำแหน่งและความรับผิดชอบที่เกิดจากความไว้วางใจของประชาชนอิหร่าน ผมขอย้ำคำมั่นเดิมของตนว่า จะเป็นผู้พิทักษ์สิทธิของประชาชน ผมได้มอบหมายภารกิจให้หลายคณะทำงาน เพื่อตรวจสอบอย่างละเอียดถึงสาเหตุและปัจจัยของเหตุการณ์เหล่านี้ เพื่อค้นหาและขจัดรากเหง้าหลักของความรุนแรง

    🔹การประท้วงเป็นสิทธิ์โดยธรรมชาติของพลเมือง และรัฐบาลถือเป็นหน้าที่ของตนที่จะรับฟังเสียงของประชาชน ในการพิจารณาสถานการณ์และข้อกล่าวหาของผู้ถูกควบคุมตัวล่าสุด จะดำเนินการด้วยความรอบคอบสูงสุด เพื่อให้เกิดความยุติธรรม ความเป็นธรรม และความเมตตา โดยแยกผู้ประท้วง รวมถึงผู้ที่ถูกหลอก ออกจากผู้ที่มือเปื้อนเลือดของประชาชนผู้บริสุทธิ์

    🔹รัฐบาลและโครงสร้างการปกครอง ถือว่าตนมีความรับผิดชอบต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์อันขมขื่นเหล่านี้ทั้งหมด และจะร่วมมือกับประชาชนอิหร่านผู้กล้าหาญอย่างเต็มที่ เพื่อชดเชยความเสียหายเท่าที่จะเป็นไปได้

    🔹การระบุจุดอ่อน การแก้ไขฟื้นฟู และการเรียนรู้บทเรียนจากประสบการณ์อันเจ็บปวด จะเป็นแนวทางสู่อนาคต และประชาชนอิหร่านผู้ยิ่งใหญ่ ภายใต้ความสามัคคี ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และความร่วมมือของสามอำนาจรัฐ ภายใต้การนำของผู้นำสูงสุด จะสร้างอนาคตที่สดใสและมั่นคงยิ่งขึ้น อินชาอัลลอฮ์