นอกจากนี้ ยังมีการปาฐกถาโดยศาสตราจารย์ Şebnem Kalemli-Özcan จากมหาวิทยาลัยบราวน์ ในหัวข้อ “Economic Policies for a Globally Interdependent and Geopolitically Fragmented World”
หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของการประชุมครั้งนี้ คือ เวทีเสวนาหัวข้อ “Policy in a World of Strategic Interdependence” ซึ่งมุ่งตอบคำถามว่า ผู้ดำเนินนโยบายจะรักษาประโยชน์จากการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ และปรับตัวต่อระเบียบโลกที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างไร โดยต้องสร้างสมดุลระหว่างการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศของตน และการแสวงหาความร่วมมือทางเศรษฐกิจดังที่กล่าวมา
ผู้ร่วมเสวนาจะร่วมวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงสำคัญที่เกิดขึ้นในเศรษฐกิจโลก พร้อมถกเถียงนัยเชิงนโยบายทั้งในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และบทบาทขององค์กรระหว่างประเทศ อาทิ ธนาคารเพื่อการพัฒนาและ IMF
งานประชุมวิชาการครั้งนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม “Road to Thailand” ก่อนการประชุมประจำปีของ IMF และกลุ่มธนาคารโลก ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในเดือนตุลาคมนี้ และจะช่วยวางรากฐานความรู้เชิงวิชาการที่จะเป็นประโยชน์ต่อแนวคิดหลัก (theme) ของประเทศไทยในการประชุมประจำปี ภายใต้หัวข้อ “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience”
เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถปรับตัวได้อย่างเป็นรูปธรรม ธปท. ได้เริ่มดำเนินโครงการในภาคเศรษฐกิจสำคัญ โดยให้ความสำคัญกับภาคพลังงานซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับประเทศ ขณะเดียวกันยังร่วมกับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมพัฒนาโครงการ Green Resolution for Hotels เพื่อสนับสนุนธุรกิจโรงแรมในการวัดและติดตามการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
นอกจากนี้ ยังร่วมมือกับสถาบันการเงินของรัฐ อาทิ ธนาคารออมสิน เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงเงินทุนของภาคธุรกิจในวงกว้างมากขึ้น ขณะที่ในปี 2569 ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัด Global Policy Forum on Natural Capital 2026 ซึ่งเป็นเวทีระดับนานาชาติที่มุ่งหารือแนวทางพัฒนานโยบายเศรษฐกิจและระบบการเงินโดยคำนึงถึงคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติในฐานะทุนสำคัญของการพัฒนา
สำหรับก้าวต่อไป ในปี 2569 ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดงาน Global Policy Forum on Natural Capital 2026 ซึ่งเป็นเวทีนานาชาติที่เปิดให้ภาครัฐ ภาคการเงิน และผู้กำหนดนโยบายจากหลายประเทศร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาระบบเศรษฐกิจและการเงินที่คำนึงถึงคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติ
นักวิเคราะห์ระบุว่า ตลาดทุนถูกครอบงำด้วยสมมติฐานว่าสงครามจะดันเศรษฐกิจผู้นำเข้าพลังงานรายใหญ่เข้าสู่ภาวะ “Stagflation” แต่ความหวังในศักยภาพ AI และผลกำไรของบริษัทอเมริกันที่แข็งแกร่งได้ช่วยพยุงตลาดเอาไว้ ความต้องการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI กำลังสร้างคอขวดใหม่ โดยเฉพาะความต้องการกำลังประมวลผลที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง ซึ่งส่งผลให้หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะประเทศอย่างเกาหลีใต้ และไต้หวัน ที่ได้รับการปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจจากบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทาน AI