Blog

  • “ชัชชาติ” ประกาศขายนโยบาย ดัน “Street Economy” คู่เทศกาลระดับโลก

    “ชัชชาติ” ประกาศขายนโยบาย ดัน “Street Economy” คู่เทศกาลระดับโลก

    “ชัชชาติ” ชูนโยบายเศรษฐกิจ ดัน “Street Economy” ปลดล็อกคนตัวเล็กเข้าถึง เงิน-พื้นที่-ทักษะ พร้อมยกระดับ 4 เทศกาลหลัก สงกรานต์ ลอยกระทง Bangkok Pride เคานต์ดาวน์ปีใหม่ สู่มาตรฐานโลก

    วันที่ 9 มิถุนายน 2569  นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 9 พร้อมทีม “กรุงเทพฯ ทำงาน” อาทิ นายจักกพันธุ์ ผิวงาม, รศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช และ นายศานนท์ หวังสร้างบุญ อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่หาเสียงย่านสีลม บริเวณตลาดหลังอาคารไอทีเอฟ ตลาดละลายทรัพย์ ศูนย์การค้าพาร์คสีลม ศูนย์การค้าเซนทรัลพาร์ค และตลอดแนวถนนสีลม พร้อมนำเสนอนโยบายเศรษฐกิจโดยชูแนวคิด Street Economy หรือการส่งเสริมเศรษฐกิจริมถนน ควบคู่กับการผลักดันกรุงเทพฯ สู่การเป็นเมืองเทศกาลระดับโลก หรือ World Festival City

    นายชัชชาติกล่าวว่า เมืองคือพื้นที่เศรษฐกิจ และเศรษฐกิจของกรุงเทพฯ ไม่ได้มีเพียงบริษัทขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้ประกอบการรายย่อย หาบเร่แผงลอย และธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมากที่เป็นกำลังสำคัญของเมือง

    “เมืองคือพื้นที่ทางเศรษฐกิจ เศรษฐกิจก็มีสองส่วน คือเศรษฐกิจที่เป็นบริษัทใหญ่ๆ ซึ่งในกรุงเทพฯ มีประมาณ 1,400 บริษัท จ้างงานประมาณ 3 ล้านคน อีกส่วนคือ MSME หรือ Micro SME มีประมาณ 5 แสนกว่าราย จ้างงานอีก 3 ล้านกว่าคน ทั้งสองระบบช่วยเกื้อหนุนเมืองให้เจริญเติบโตต่อไป” ชัชชาติกล่าว

    สำหรับนโยบาย Street Economy นายชัชชาติระบุว่า แนวทางสำคัญคือ การทำให้ผู้ค้ารายย่อยเข้าถึง 3 โอกาสหลัก ได้แก่ เงิน พื้นที่ และทักษะ โดย กทม. จะทำหน้าที่ออกแบบและจัดการระบบพื้นที่ค้าขาย เชื่อมผู้ค้ากับแหล่งเงินทุนในระบบ ปัจจุบันมีจุดค้าขายนอกระบบมากกว่า 700 จุด ซึ่งพื้นที่นอกระบบเหล่านี้กลายเป็นช่องว่างให้เกิดการเรียกรับผลประโยชน์จากผู้ค้า

    “จุดผิดกฎหมายคือจุดที่ทำให้เกิดการมีส่วย มีการรีดเงิน เพราะมันอยู่นอกจุด มันผิดกฎหมาย มันมีช่องว่าง เพราะฉะนั้นเราต้องจัดระเบียบให้ดีขึ้น เอาผู้ค้าเข้าสู่จุดผ่อนผัน แล้วก็หาที่ให้ผู้ค้าไปขาย” นายชัชชาติกล่าว

    นายชัชชาติ ระบุว่า ปัจจุบัน กทม. มีจุดผ่อนผัน 59 จุด และอยู่ระหว่างเสนอเพิ่มอีก 61 จุด คาดว่าจะรองรับผู้ค้าได้ประมาณ 7,000-10,000 ราย รวมถึงจุดอัตลักษณ์และตลาดชุมชนที่อยู่ระหว่างเสนออีก 51 แห่ง ซึ่งคาดว่าจะรองรับผู้ค้าได้อีกประมาณ 2,000 ราย โดยใน 4 ปีต่อไป ทีมชัชชาติพร้อมผลักดันศูนย์อิ่มท้องให้ครบ 50 เขต เพื่อเพิ่มพื้นที่ทำกินให้ผู้ค้าและธุรกิจรายย่อยในแต่ละชุมชน พร้อมย้ำว่า การจัดระเบียบหาบเร่แผงลอยต้องไม่ใช่การผลักพ่อค้าแม่ค้าออกจากเมือง แต่ต้องจัดระบบให้ถูกต้อง หาพื้นที่รองรับ และค่อยๆ เปลี่ยนผ่านให้ทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันได้ ทั้งผู้ค้าและประชาชนที่ใช้ทางเท้า

    “เราต้องเอาส่วนรวมเป็นหลัก บ้านเมืองมันต้องมีระเบียบ ต้องเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน แต่เราก็ไม่ได้ใจไม้ไส้ระกำ เราให้เวลาเขา หาที่ให้เขา ค่อย ๆ ขยับไป” นายชัชชาติกล่าว

    นายชัชชาติกล่าวว่า ที่ผ่านมา กทม. ได้จัดระเบียบหลายพื้นที่ที่เคยมีปัญหาสะสม เช่น โบ๊เบ๊ ตลาดลาว สีลม และสุขุมวิท ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น ทางเท้าเดินได้สะดวกขึ้น ขณะที่ผู้ค้าจำนวนมากมีพื้นที่ทำมาหากินที่ถูกต้องมากขึ้น

    “หัวใจคือต้องไม่ไปละเมิดสิทธิคนอื่น แล้วก็ต้องดูแล ต้องพยายามปรับให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” นายชัชชาติกล่าว

    นอกจากนี้ใน 4 ปีข้างหน้า จะยกระดับการจัดงาน 4 เทศกาลหลักของกรุงเทพฯ ได้แก่ สงกรานต์ ลอยกระทง Bangkok Pride และเคานต์ดาวน์ปีใหม่ ให้ได้มาตรฐานโลก ทั้งด้านพื้นที่และเส้นทาง โครงสร้างพื้นฐาน ความปลอดภัย ห้องน้ำสาธารณะ จุดเติมน้ำดื่ม ระบบขนส่งสาธารณะ และการเชื่อมผู้จัดงานภาครัฐ เอกชน และชุมชนให้วางแผนร่วมกัน

    นายชัชชาติกล่าวว่า ในอนาคต กทม. อาจพัฒนาการจัดงานเทศกาลให้เป็นเส้นทางต่อเนื่อง หรือ Festival Circuit ที่เชื่อมสีลมกับย่านใกล้เคียง เช่น ปทุมวัน คลองเตย ราชประสงค์ หรือเจริญกรุง เพื่อให้การเดินของผู้ร่วมงานลื่นไหลขึ้น รองรับคนได้มากขึ้น และกระจายรายได้ไปยังพื้นที่โดยรอบ การยกระดับเทศกาลต้องเตรียมโครงสร้างพื้นฐานให้พร้อม ทั้งระบบความปลอดภัย กล้อง CCTV จุดข้ามถนน จุดเติมน้ำในช่วงสงกรานต์ จุดทิ้งขยะ ห้องน้ำ และระบบขนส่งสาธารณะ เพื่อให้เมืองสามารถจัดงานใหญ่ได้อย่างมีมาตรฐาน ไม่ต้องเริ่มจัดระบบใหม่ทุกปี

    “เฟสติวัลเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งระดับใหญ่และระดับข้างถนนเข้าไว้ด้วยกัน  นี่ถือเป็นเสน่ห์สำคัญของกรุงเทพมหานคร” นายชัชชาติกล่าว

    นายชัชชาติกล่าวทิ้งท้ายว่า เป้าหมายของนโยบายเศรษฐกิจเมือง คือการทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่คนตัวเล็กทำมาหากินได้ง่ายขึ้น มีพื้นที่ขายของ มีเงินทุนในระบบ มีทักษะที่จำเป็น และมีเทศกาลของเมืองเป็นเครื่องจักรเศรษฐกิจที่ช่วยกระจายรายได้ไปถึงร้านค้า ตลาด ชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นอย่างทั่วถึง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2938468&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YtYS37yzi-Xf3IkRUEvO8

  • กรมบัญชีกลาง ลุย เร่งเบิกจ่าย รายจ่ายภาครัฐ กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

    กรมบัญชีกลาง ลุย เร่งเบิกจ่าย รายจ่ายภาครัฐ กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

    กรมบัญชีกลาง ลุย เร่งเบิกจ่าย รายจ่ายภาครัฐ กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

    (8 มิ.ย.69) นางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยถึงผลการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 และเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีของปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ในช่วง 8 เดือนแรกของปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 – 31 พฤษภาคม 2569) วงเงินงบประมาณ รวมทั้งสิ้น 4,101,298.36 ล้านบาท ก่อหนี้แล้ว จำนวน 3,113,135.19 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 75.91 สูงกว่าอัตราการก่อหนี้ช่วงเวลาเดียวกันของปีงบประมาณที่ผ่านมา ร้อยละ 5.24 และมีการเบิกจ่ายเงินสู่ระบบเศรษฐกิจแล้ว จำนวน 2,809,634.62 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 68.51 สูงกว่าอัตราการเบิกจ่ายช่วงเวลาเดียวกันของปีงบประมาณที่ผ่านมา ร้อยละ 4.13 และมีมูลค่าการเบิกจ่ายสูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีงบประมาณที่ผ่านมา ร้อยละ 8.36 โดยมีรายละเอียด ดังนี้

    งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วงเงินงบประมาณ 3,780,600.00 ล้านบาท ก่อหนี้แล้ว จำนวน 2,821,943.80 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 74.64 สูงกว่าเป้าหมายร้อยละ 1.64 และสูงกว่าอัตราการก่อหนี้ช่วงเวลาเดียวกัน

    ของปีงบประมาณที่ผ่านมา ร้อยละ 5.40 เบิกจ่ายแล้วจำนวน 2,590,391.31 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 68.52 ต่ำกว่าเป้าหมายร้อยละ 0.48 แต่สูงกว่าอัตราการเบิกจ่ายช่วงเวลาเดียวกันของปีงบประมาณที่ผ่านมา ร้อยละ 4.58 โดยจำแนกเป็น

    – รายจ่ายประจำ วงเงินงบประมาณ 2,973,411.87 ล้านบาท ก่อหนี้แล้ว จำนวน 2,243,725.12 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 75.46 ต่ำกว่าเป้าหมายร้อยละ 0.54 แต่สูงกว่าอัตราการก่อหนี้ช่วงเวลาเดียวกันของปีงบประมาณที่ผ่านมา ร้อยละ 1.29 เบิกจ่ายแล้ว จำนวน 2,229,556.44 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 74.98 ต่ำกว่าเป้าหมายร้อยละ 0.02 แต่สูงกว่าอัตราการเบิกจ่ายช่วงเวลาเดียวกันของปีงบประมาณที่ผ่านมา ร้อยละ 1.50 
    – รายจ่ายลงทุน วงเงินงบประมาณ 807,188.13 ล้านบาท ก่อหนี้แล้ว จำนวน 578,218.68 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 71.63 สูงกว่าเป้าหมายร้อยละ 6.63 และสูงกว่าอัตราการก่อหนี้ช่วงเวลาเดียวกันของปีงบประมาณที่ผ่านมาร้อยละ 17.29 เบิกจ่ายแล้ว จำนวน 360,834.87 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 44.70 ต่ำกว่าเป้าหมายร้อยละ 4.30 แต่สูงกว่าอัตราการเบิกจ่ายช่วงเวลาเดียวกันของปีงบประมาณที่ผ่านมา ร้อยละ 9.65
    เงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีของปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 วงเงินงบประมาณ 320,698.36 ล้านบาท ก่อหนี้แล้วจำนวน 291,191.39 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 90.80 สูงกว่าอัตราการก่อหนี้ช่วงเวลาเดียวกันของปีงบประมาณที่ผ่านมาเล็กน้อย ร้อยละ 0.58 เบิกจ่ายแล้ว จำนวน 219,243.31 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 68.36 ต่ำกว่าอัตราการเบิกจ่ายช่วงเวลาเดียวกันของปีงบประมาณที่ผ่านมา ร้อยละ 2.11

    อธิบดีกรมบัญชีกลางกล่าวเพิ่มว่า จากการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณอย่างต่อเนื่อง ทำให้ไตรมาสที่ 2 ของปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (มกราคม – มีนาคม 2569) รายจ่ายลงทุนของภาครัฐมีการเบิกจ่ายเพิ่มขึ้น จำนวน 11,420.08 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 6.38 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีงบประมาณที่ผ่านมา ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ช่วยกระตุ้นให้ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาสที่ 1 ของปี พ.ศ. 2569 มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และจากตัวเลขการก่อหนี้ที่ทำได้ดีมากในช่วงที่ผ่านมา

    กรมบัญชีกลางคาดว่าการใช้จ่ายของภาครัฐจะเป็นกลไกที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีงบประมาณ ทั้งนี้ ขอเน้นย้ำให้หน่วยงานของรัฐกำกับการบริหารสัญญา เร่งการตรวจรับงาน และเบิกจ่ายเงินให้แล้วเสร็จโดยเร็ว โดยเฉพาะเงินที่กันไว้เบิกเหลื่อมปี เนื่องจากเหลือเวลาการเบิกจ่ายเงินเพียงสี่เดือนเท่านั้น มิฉะนั้นงบประมาณจะถูกพับและจะไม่สามารถของบประมาณเพิ่มเติมเพื่อเบิกจ่ายรายการที่งบประมาณถูกพับไปในปีถัดไปได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/73469&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30887q-sbuoSwSeivgrQHu

  • กรมการพัฒนาชุมชน เปิดประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพเครือข่าย OTOP ระดับประเทศ มุ่งเสริมแกร่งกลไกเครือข่าย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากสู่ตลาดยุคดิจิทัล

    กรมการพัฒนาชุมชน เปิดประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพเครือข่าย OTOP ระดับประเทศ มุ่งเสริมแกร่งกลไกเครือข่าย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากสู่ตลาดยุคดิจิทัล

    กรมการพัฒนาชุมชน เปิดประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพเครือข่าย OTOP ระดับประเทศ มุ่งเสริมแกร่งกลไกเครือข่าย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากสู่ตลาดยุคดิจิทัล


    9/06/2569 | 42 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน เปิดประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพเครือข่าย OTOP ระดับประเทศ มุ่งเสริมแกร่งกลไกเครือข่าย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากสู่ตลาดยุคดิจิทัล

    วันที่ 9 มิถุนายน 2569 เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมวายุภักษ์ 2 โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ นายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายกลุ่มอาชีพ และผู้ผลิต ผู้ประกอบการ หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ กิจกรรมที่ 3 “ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายกลุ่มอาชีพ และผู้ผลิต ผู้ประกอบการ หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ระดับประเทศ” โดยมี คณะผู้บริหาร คณะวิทยากร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องฯ พร้อมด้วยประธานเครือข่ายกลุ่มอาชีพ และผู้ผลิต ผู้ประกอบการ หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ระดับจังหวัด และเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนจังหวัด จาก 76 จังหวัด รวมทั้งสิ้น 152 คน เข้าร่วมการประชุมอย่างพร้อมเพรียง

    สำหรับการประชุมเชิงปฏิบัติการดังกล่าว กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 – 10 มิถุนายน 2569 โดยผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับการเติมเต็มองค์ความรู้และทักษะรอบด้านจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายสาขา ครอบคลุมทั้งเรื่องกลไกการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก การยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ OTOP สู่ความยั่งยืน การวิเคราะห์ตลาดเพื่อรองรับตลาดยุคดิจิทัลและกฎหมายพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนการส่งเสริมผู้ประกอบการเข้าสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Transition for OTOP) และการร่วมกันระดมสมองจัดทำแผนการขับเคลื่อนเครือข่ายระดับประเทศ พ.ศ. 2569

    กรมการพัฒนาชุมชน มุ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่า พลังความร่วมมือและการระดมความคิดเห็นจากเครือข่าย OTOP ทั่วประเทศในครั้งนี้ จะช่วยเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ และทำให้เครือข่ายสามารถขับเคลื่อนงานหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นำพาเศรษฐกิจฐานรากเติบโตอย่างมั่นคง ชุมชนเข้มแข็งได้อย่างยั่งยืนต่อไป

    #OTOP

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/374353&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Dy4MpupNqxJGUoXcAsY0G

  • รวม 8 มาตรการ … จากงาน “GovernorConnect”

    รวม 8 มาตรการ … จากงาน “GovernorConnect”

    ผู้ว่าการแบงก์ชาติ คุณวิทัย รัตนากร ได้พูดคุยกับสื่อมวลชนในงาน GovernorConnect ซึ่งจัดเป็นครั้งที่ 2 เมื่อ 2 มิ.ย. 69 โดยได้เล่าภาพเศรษฐกิจที่ถูกกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่ได้รับแรงหนุนจากมาตรการภาครัฐ จึงคาดว่าเศรษฐกิจจะโตราว 2%  ส่วนเงินเฟ้ออาจเร่งขึ้นเกินกรอบเป้าหมายในบางเดือนปีนี้ จากปัจจัยอุปทานและมีผลชั่วคราว ก่อนที่จะคลี่คลายในปีหน้า

    คุณวิทัยฯ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ มาครบ 8 เดือน ได้พูดถึง 8 มาตรการเฉพาะจุด เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ประกอบด้วย

    rn

     

    rn

    1. โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” เพื่อแก้ปัญหาหนี้ NPL ให้ลูกหนี้รายย่อย โดยล่าสุด มีลูกหนี้เซ็นสัญญาปรับโครงสร้างหนี้แล้ว กว่า 1 แสนบัญชี และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 2 แสนบัญชีภายในสิ้นปีนี้ นอกจากนี้ ยังมีอีกราว 9.3. หมื่นบัญชีที่สถาบันการเงินเร่งปรับโครงสร้างก่อนเริ่มโครงการ ดังนั้น จึงน่าจะช่วยแก้ปัญหาหนี้ NPL ให้คนตัวเล็กได้ไม่ต่ำกว่า 3 แสนราย

    rn

     

    rn

    2. “SMEs Credit Boost” ที่เป็นกลไกลด credit cost ให้กับสินเชื่อใหม่ในธุรกิจกลุ่มศักยภาพ เพื่อจะขยายสินเชื่อ SMEs โดยล่าสุด มียอดอนุมัติสินเชื่อราว 5.4 พันล้านบาท และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 4 หมื่นล้านบาท ภายในสิ้นปีนี้ โดยอยู่ระหว่างการขยายความช่วยเหลือไปยังกลุ่มที่ถูกกระทบจากสงครามตะวันออกกลางด้วย

    rn

     

    rn

    3. “SMEs Secure+” คือ การผ่อนปรนเกณฑ์พิจารณาให้สินเชื่อโดยคำนึงถึงหลักประกันที่ดินเป็นการชั่วคราว หรือ “มีที่มีเงิน” เพื่อเติมสภาพคล่องให้ SMEs ได้ โดยธนาคารพาณิชย์ 14 แห่งเข้าร่วมแล้ว และคาดว่าภายในกลางปีหน้า จะเพิ่มสินเชื่อได้ 5 หมื่นล้านบาท

    rn

     

    rn

    ทั้ง 3 มาตรการนี้ เป็น กลุ่มมาตรการที่แบงก์ชาติออก เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจ โดยเฉพาะคนตัวเล็กค่ะ

    rn

     

    rn

    4. การกำกับธุรกรรมทองคำบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น กำหนดวงเงินซื้อขายทองคำสกุลบาท ไม่เกินด้านละ 50 ล้านบาท/ คน/ วัน/ แพลตฟอร์ม และ การกำหนดให้ร้านทองรายใหญ่รายงานข้อมูลธุรกรรมทองคำที่สำคัญ ซึ่งมีส่วนทำให้ correlation ระหว่างค่าเงินบาทกับราคาทองคำลดลง จาก 80% เหลือ 40% โดยอาจมีผลของราคาทองขาลงอยู่บ้าง แต่โดยภาพรวม ปริมาณการถอนทองคำจากแพลตฟอร์มลดลง

    rn

     

    rn

    5. การติดตามธุรกรรมซื้อ/ ขาย USDT ของ non-resident โดยเป็นการดำเนินการร่วมกับ กลต.

    rn

     

    rn

    ทั้ง 2 มาตรการนี้ ช่วยอุดรอยรั่ว ลดการเก็งกำไร และป้องกันความผันผวนของค่าเงินบาทในทางอ้อมค่ะ

    rn

     

    rn

    6. การดูแลธุรกรรมผิดปกติ ผ่านการกำกับธุรกรรม “ถอนเงินสด” ≥ 5 ล้านบาท ล่าสุด พบว่าจำนวนรายการถอนเงินสดลดลง 28% ในระยะถัดไป แบงก์ชาติเตรียมกำกับเพิ่มเติมด้าน “ฝากเงินสด” และ “แลกเงินสด” ตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป โดยมาตรการนี้จะช่วยสกัดธุรกรรมไม่พึงประสงค์ และทำให้ระบบการเงินโปร่งใสขึ้น

    rn

     

    rn

    7. การสร้างมาตรฐานและลดค่าธรรมเนียม เป็นมาตรการใหม่ ที่เพิ่งประกาศในราชกิจจาฯ สะท้อนต้นทุนที่ลดลงบางส่วนตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป โดยปรับลดและยกเลิกเก็บค่าธรรมเนียม 4 ประเภท รวม 19 รายการ ได้แก่ (1) บัญชีเงินฝาก 3 รายการ (2) บัตรอิเล็กทรอนิกส์ 3รายการ (3) ธุรกรรมการชำระเงิน 8 รายการ และ (4) การให้สินเชื่อ SMEs 5 รายการ ประชาชนจะได้รับสิทธิโดยอัตโนมัติ โดยจะทยอยเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ก.ค. ไปจนถึง 1 ต.ค. 69 เพื่อให้เวลาแก่ สง. เตรียมความพร้อมและปรับระบบ  

    rn”}}” id=”text-9fcb35296e”>

    คุณวิทัยฯ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ มาครบ 8 เดือน ได้พูดถึง 8 มาตรการเฉพาะจุด เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ประกอบด้วย

    1. โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” เพื่อแก้ปัญหาหนี้ NPL ให้ลูกหนี้รายย่อย โดยล่าสุด มีลูกหนี้เซ็นสัญญาปรับโครงสร้างหนี้แล้ว กว่า 1 แสนบัญชี และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 2 แสนบัญชีภายในสิ้นปีนี้ นอกจากนี้ ยังมีอีกราว 9.3. หมื่นบัญชีที่สถาบันการเงินเร่งปรับโครงสร้างก่อนเริ่มโครงการ ดังนั้น จึงน่าจะช่วยแก้ปัญหาหนี้ NPL ให้คนตัวเล็กได้ไม่ต่ำกว่า 3 แสนราย

    2. “SMEs Credit Boost” ที่เป็นกลไกลด credit cost ให้กับสินเชื่อใหม่ในธุรกิจกลุ่มศักยภาพ เพื่อจะขยายสินเชื่อ SMEs โดยล่าสุด มียอดอนุมัติสินเชื่อราว 5.4 พันล้านบาท และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 4 หมื่นล้านบาท ภายในสิ้นปีนี้ โดยอยู่ระหว่างการขยายความช่วยเหลือไปยังกลุ่มที่ถูกกระทบจากสงครามตะวันออกกลางด้วย

    3. “SMEs Secure+” คือ การผ่อนปรนเกณฑ์พิจารณาให้สินเชื่อโดยคำนึงถึงหลักประกันที่ดินเป็นการชั่วคราว หรือ “มีที่มีเงิน” เพื่อเติมสภาพคล่องให้ SMEs ได้ โดยธนาคารพาณิชย์ 14 แห่งเข้าร่วมแล้ว และคาดว่าภายในกลางปีหน้า จะเพิ่มสินเชื่อได้ 5 หมื่นล้านบาท

    ทั้ง 3 มาตรการนี้ เป็น กลุ่มมาตรการที่แบงก์ชาติออก เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจ โดยเฉพาะคนตัวเล็กค่ะ

    4. การกำกับธุรกรรมทองคำบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น กำหนดวงเงินซื้อขายทองคำสกุลบาท ไม่เกินด้านละ 50 ล้านบาท/ คน/ วัน/ แพลตฟอร์ม และ การกำหนดให้ร้านทองรายใหญ่รายงานข้อมูลธุรกรรมทองคำที่สำคัญ ซึ่งมีส่วนทำให้ correlation ระหว่างค่าเงินบาทกับราคาทองคำลดลง จาก 80% เหลือ 40% โดยอาจมีผลของราคาทองขาลงอยู่บ้าง แต่โดยภาพรวม ปริมาณการถอนทองคำจากแพลตฟอร์มลดลง

    5. การติดตามธุรกรรมซื้อ/ ขาย USDT ของ non-resident โดยเป็นการดำเนินการร่วมกับ กลต.

    ทั้ง 2 มาตรการนี้ ช่วยอุดรอยรั่ว ลดการเก็งกำไร และป้องกันความผันผวนของค่าเงินบาทในทางอ้อมค่ะ

    6. การดูแลธุรกรรมผิดปกติ ผ่านการกำกับธุรกรรม “ถอนเงินสด” ≥ 5 ล้านบาท ล่าสุด พบว่าจำนวนรายการถอนเงินสดลดลง 28% ในระยะถัดไป แบงก์ชาติเตรียมกำกับเพิ่มเติมด้าน “ฝากเงินสด” และ “แลกเงินสด” ตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป โดยมาตรการนี้จะช่วยสกัดธุรกรรมไม่พึงประสงค์ และทำให้ระบบการเงินโปร่งใสขึ้น

    7. การสร้างมาตรฐานและลดค่าธรรมเนียม เป็นมาตรการใหม่ ที่เพิ่งประกาศในราชกิจจาฯ สะท้อนต้นทุนที่ลดลงบางส่วนตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป โดยปรับลดและยกเลิกเก็บค่าธรรมเนียม 4 ประเภท รวม 19 รายการ ได้แก่ (1) บัญชีเงินฝาก 3 รายการ (2) บัตรอิเล็กทรอนิกส์ 3รายการ (3) ธุรกรรมการชำระเงิน 8 รายการ และ (4) การให้สินเชื่อ SMEs 5 รายการ ประชาชนจะได้รับสิทธิโดยอัตโนมัติ โดยจะทยอยเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ก.ค. ไปจนถึง 1 ต.ค. 69 เพื่อให้เวลาแก่ สง. เตรียมความพร้อมและปรับระบบ  

    มาตรการปรับค่าธรรมเนียมนี้ เป็นความตั้งใจของแบงก์ชาติ เพื่อลดภาระทางการเงินของประชาชนและ SMEs ช่วยให้สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินด้วยค่าธรรมเนียมที่เหมาะสมและเป็นธรรม โดยผู้ว่าคุณวิทัยฯ กล่าวว่า “ไม่ได้สร้างภาระต่อธนาคารจนเกินไป ราว 1.5-2% ของกำไรสุทธิ แต่ประโยชน์ที่ประชาชนและ SMEs ที่ได้รับจะสะสมเป็นเม็ดเงินที่ช่วยลดภาระต้นทุนได้มาก”

    rn

     

    rn

    8. การกำกับดูแลสินเชื่อ Buy Now Pay Later (BNPL) เป็นมาตรการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ โดยผู้ว่าฯ กล่าวว่า “BNPL ไม่ได้เป็นคนร้าย แต่หากไม่คุม ทำให้มีการบริโภคเกินตัวก็ต้องระวัง” การใช้งาน BNPL โตเร็วมาก โดยจำนวนบัญชีเพิ่มจาก 6 แสนบัญชี ในปี 2564 เป็นเกือบ 5 ล้านบัญชี ในปี 2567 ส่วนมูลค่าสินเชื่อ BNPL ในปี 2567 สูงถึง 1.8 หมื่นล้านบาท โดยสินเชื่อ BNPL ที่ใช้งานง่าย อาจทำให้ผู้บริโภคได้รับวงเงินและผ่อนจ่ายแบบไม่รู้ตัว ซึ่งหากจัดการไม่ดี จะทำให้เป็นหนี้เร็วและก่อหนี้โดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะกลุ่มอายุน้อยและรายได้น้อย ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีหนี้และเป็น NPL สูงอยู่แล้ว

    rn

     

    rn

    เพื่อป้องกันความเสี่ยงดังกล่าว แบงก์ชาติอยู่ระหว่างพิจารณา การเข้าไปกำกับผู้ให้สินเชื่อแก่ผู้ซื้อสินค้าจากแพลตฟอร์มซื้อ-ขายออนไลน์ในการให้บริการ เช่น กำหนดอายุขั้นต่ำของผู้ใช้บริการ ประเภท/ มูลค่าสินค้าขั้นต่ำ เพดานอัตราดอกเบี้ย แนวทางการให้ข้อมูลลูกค้าและการเสนอสินเชื่อ ซึ่งจะต้องไม่มีกรณีที่ลูกค้าได้รับวงเงินสินเชื่อโดยไม่รู้ตัว และต้องไม่ให้ลูกค้าชำระ BNPL โดยไม่รู้ตัว รวมถึงการประเมินศักยภาพการชำระคืนด้วย โดยคาดว่าจะเห็นแนวทางกำกับ BNPL ที่ชัดเจนภายในปีนี้

    rn

     

    rn

    ทั้งหมดนี้ เป็นมาตรการที่แบงก์ชาติตั้งใจทำ เพื่อช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะคนตัวเล็กค่ะ

    rn”}}” id=”text-19a9fd8371″>

    มาตรการปรับค่าธรรมเนียมนี้ เป็นความตั้งใจของแบงก์ชาติ เพื่อลดภาระทางการเงินของประชาชนและ SMEs ช่วยให้สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินด้วยค่าธรรมเนียมที่เหมาะสมและเป็นธรรม โดยผู้ว่าคุณวิทัยฯ กล่าวว่า “ไม่ได้สร้างภาระต่อธนาคารจนเกินไป ราว 1.5-2% ของกำไรสุทธิ แต่ประโยชน์ที่ประชาชนและ SMEs ที่ได้รับจะสะสมเป็นเม็ดเงินที่ช่วยลดภาระต้นทุนได้มาก”

    8. การกำกับดูแลสินเชื่อ Buy Now Pay Later (BNPL) เป็นมาตรการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ โดยผู้ว่าฯ กล่าวว่า “BNPL ไม่ได้เป็นคนร้าย แต่หากไม่คุม ทำให้มีการบริโภคเกินตัวก็ต้องระวัง” การใช้งาน BNPL โตเร็วมาก โดยจำนวนบัญชีเพิ่มจาก 6 แสนบัญชี ในปี 2564 เป็นเกือบ 5 ล้านบัญชี ในปี 2567 ส่วนมูลค่าสินเชื่อ BNPL ในปี 2567 สูงถึง 1.8 หมื่นล้านบาท โดยสินเชื่อ BNPL ที่ใช้งานง่าย อาจทำให้ผู้บริโภคได้รับวงเงินและผ่อนจ่ายแบบไม่รู้ตัว ซึ่งหากจัดการไม่ดี จะทำให้เป็นหนี้เร็วและก่อหนี้โดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะกลุ่มอายุน้อยและรายได้น้อย ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีหนี้และเป็น NPL สูงอยู่แล้ว

    เพื่อป้องกันความเสี่ยงดังกล่าว แบงก์ชาติอยู่ระหว่างพิจารณา การเข้าไปกำกับผู้ให้สินเชื่อแก่ผู้ซื้อสินค้าจากแพลตฟอร์มซื้อ-ขายออนไลน์ในการให้บริการ เช่น กำหนดอายุขั้นต่ำของผู้ใช้บริการ ประเภท/ มูลค่าสินค้าขั้นต่ำ เพดานอัตราดอกเบี้ย แนวทางการให้ข้อมูลลูกค้าและการเสนอสินเชื่อ ซึ่งจะต้องไม่มีกรณีที่ลูกค้าได้รับวงเงินสินเชื่อโดยไม่รู้ตัว และต้องไม่ให้ลูกค้าชำระ BNPL โดยไม่รู้ตัว รวมถึงการประเมินศักยภาพการชำระคืนด้วย โดยคาดว่าจะเห็นแนวทางกำกับ BNPL ที่ชัดเจนภายในปีนี้

    ทั้งหมดนี้ เป็นมาตรการที่แบงก์ชาติตั้งใจทำ เพื่อช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะคนตัวเล็กค่ะ

     

    rn

    ** บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัด **

    rn”}}” id=”disclaimer”>

    ** บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัด **

    ผู้เขียน

    pornpen photo

    ดร.พรเพ็ญ สดศรีชัย

    ธนาคารแห่งประเทศไทย
    คอลัมน์ “แจงสี่เบี้ย”
    ฉบับวันที่ 9 มิถุนายน 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/articles-and-publications/articles/article-20260609.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WLtrm0OTAYpyfvsCUZOQQ

  • ม.แม่โจ้ ผนึก 19 มหาวิทยาลัยกลุ่ม 2 ขับเคลื่อนนวัตกรรมสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง “ยศชนัน” ปาฐกถาพิเศษ ชูมหาวิทยาลัยเป็นพลังสำคัญสร้างอนาคตเศรษฐกิจไทย | TOPNEWS

    ม.แม่โจ้ ผนึก 19 มหาวิทยาลัยกลุ่ม 2 ขับเคลื่อนนวัตกรรมสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง “ยศชนัน” ปาฐกถาพิเศษ ชูมหาวิทยาลัยเป็นพลังสำคัญสร้างอนาคตเศรษฐกิจไทย | TOPNEWS

    ม.แม่โจ้ จัดสัมมนานโยบายและกลไกการขับเคลื่อนเครือข่ายมหาวิทยาลัยกลุ่ม 2 สู่ศูนย์กลางนวัตกรรมและเศรษฐกิจมูลค่าสูง Presidents’ Engagement Forum on Technology and Innovation Development ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.อว. ร่วมปาฐกถา “พลังมหาวิทยาลัยเพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย”

    มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ร่วมกับ สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สป.อว.)จัดการสัมมนานโยบายและกลไกการขับเคลื่อนเครือข่ายมหาวิทยาลัยกลุ่ม 2 สู่ศูนย์กลางนวัตกรรมและเศรษฐกิจมูลค่าสูง: Presidents’ Engagement Forum on Technology and Innovation Development เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายมหาวิทยาลัยกลุ่ม 2 ส่งเสริมสนับสนุนและขับเคลื่อนการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยกลุ่ม 2 ด้านความเป็นเลิศของสถาบันอุดมศึกษาการผลิตและพัฒนากำลังคนระดับสูงเฉพาะทางตามความต้องการของประเทศการพัฒนาการเรียนการสอน การวิจัย และการสร้างนวัตกรรม โดยได้รับเกียรติ จาก รองศาสตราจารย์ ดร.วีระพล ทองมา อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวต้อนรับ

    การสัมมนาในครั้งนี้ มีผู้บริหารและผู้แทนของกระทรวง อว. ผู้บริหารและผู้แทนจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ และผู้บริหารมหาวิทยาลัยกลุ่ม 2 กลุ่มพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ทั้ง 19 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยทักษิณมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออกมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสานมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงครามมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดาสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยสยาม และ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ทั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร.เทพ พงษ์พานิช นายกสภามหาวิทยาลัยแม่โจ้ เข้าร่วมการสัมมนา ระหว่างวันที่ 8-9 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมแคนทารี่ ฮิลล์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

    โอกาสนี้ ได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนันวงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ปาฐกถา เรื่อง“University Group 2 as Thailand’s Innovation Engine: พลังมหาวิทยาลัยเพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย”, ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ปาฐกถา เรื่อง “กลไกการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยกลุ่ม 2 ให้เกิดผลลัพธ์เชิงนวัตกรร , ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ปาฐกถา เรื่อง “กองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษาเพื่อการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยกลุ่ม 2” และ การบรรยายพิเศษ หัวข้อ นโยบายของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติในการสนับสนุนมหาวิทยาลัยกลุ่ม 2 โดย ดร.กริชผกาบุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

    ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกระทรวง อว. กล่าวว่า “มหาวิทยาลัยกลุ่ม 2 คือ ตัวเชื่อมที่สำคัญ ระหว่าง ระหว่างงานวิจัยขั้นสูงและภาคอุตสาหกรรม รวมถึงชุมชน ซึ่งจะเป็นการขับเคลื่อน เทคโนโลยี นวัตกรรม ที่สำคัญยังเป็นการผลิตกำลังคน และผู้ประกอบการได้อย่างเป็นรูปธรรม อันเป็นพลังในการขับเคลื่อนอนาคตเศรษฐกิจไทย”

    นอกจากนั้น มีกิจกรรมระดมความเห็นแนวทางการทำงานเป็นเครือข่าย แลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการดำเนินงาน วิเคราะห์ความสอดรับเชิงยุทธศาสตร์ เชื่อมโยงระหว่างแผนปฏิบัติการ (Action Plan) พ.ศ. 2569-2573 ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กับศักยภาพเชิงพื้นที่และจุดเน้นเชิงยุทธศาสตร์ของเครือข่ายมหาวิทยาลัยกลุ่ม 2

    ซึ่งได้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ทั้ง 19 แห่ง อันจะนำไปสู่การพัฒนาความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย การยกระดับคุณภาพการศึกษาและงานวิจัย และการสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศและเสริมสร้างกลไกความร่วมมือของมหาวิทยาลัยกลุ่ม 2 ให้สามารถขับเคลื่อนนโยบายของ อว.ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดผลลัพธ์เชิงรูปธรรม และนำไปสู่การพัฒนาระบบอุดมศึกษา วิจัย และนวัตกรรมของประเทศให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1597498&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KVAerQnJSbsdGTUVm-kCo

  • สุขภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ อ่วม! พบอเมริกันชนตกงานระยะยาวทะลุ 1.8 ล้านคน

    สุขภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ อ่วม! พบอเมริกันชนตกงานระยะยาวทะลุ 1.8 ล้านคน

    จำนวนผู้ว่างงานระยะยาวในสหรัฐฯ กำลังเพิ่มขึ้นอย่างน่ากังวล สะท้อนสัญญาณอ่อนแอของตลาดแรงงานและเศรษฐกิจ แม้ว่าตัวเลขการจ้างงานโดยรวมยังคงอยู่ในระดับที่ดูแข็งแกร่ง

    ข้อมูลวิเคราะห์จากสำนักสถิติแรงงานสหรัฐฯ หรือ BLS เรียบเรียงโดยสำนักข่าว CNBC พบว่า ในปี 2026 มีชาวอเมริกันมากกว่า 1.8 ล้านคนที่อยู่ในสถานะ “ว่างงานระยะยาว” หรือไม่มีงานทำติดต่อกันอย่างน้อย 27 สัปดาห์ เพิ่มขึ้นราว 45% เมื่อเทียบกับปี 2019 และเพิ่มขึ้น 55% จากปี 2023

    สัญญาณเตือนสุขภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ

    หนึ่งในนั้นคือ พาร์กเกอร์ เทย์เลอร์ วัย 29 ปี จากเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก รัฐฟลอริดา ซึ่งเพิ่งผ่านจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิต หลังจากไม่เคยว่างงานมาตั้งแต่วัยรุ่น แต่กลับยังไม่สามารถหางานใหม่ได้หลังถูกเลิกจ้างจากงานขายอุปกรณ์ทางการแพทย์ก่อนเทศกาลขอบคุณพระเจ้า ปี 2025

    เทย์เลอร์ กล่าวว่า การไม่มีรายได้ประจำทำให้แผนการออมเพื่อเกษียณและการลงทุนระยะยาวต้องหยุดชะงัก เขาลดค่าใช้จ่ายแทบทุกด้าน ตั้งแต่อาหารไปจนถึงการเข้าสังคม และแม้จะสมัครงานไปแล้วราว 100 ตำแหน่ง พร้อมผ่านการสัมภาษณ์หลายครั้ง แต่ก็ยังไม่ได้รับการว่าจ้าง

    ผมกังวลทุกคืนว่าช่วงเวลานี้อาจส่งผลต่ออนาคตของผม ครอบครัว และลูก ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

    ปัจจุบัน ผู้ว่างงานระยะยาวคิดเป็นประมาณ 1 ใน 4 ของผู้ว่างงานทั้งหมดในสหรัฐฯ นักเศรษฐศาสตร์มองว่าตัวเลขดังกล่าวเป็นตัวชี้วัดสำคัญของสุขภาพตลาดแรงงาน

    คอรี สตาห์เล นักเศรษฐศาสตร์จาก Indeed ระบุว่า ตัวเลขนี้สะท้อนว่าตลาดแรงงานมีประสิทธิภาพเพียงใดในการดูดซับแรงงานกลับเข้าสู่ระบบ

    มันบอกเราได้มากเกี่ยวกับสุขภาพเศรษฐกิจ และบอกว่าตลาดแรงงานกำลังทำหน้าที่ได้ดีแค่ไหนในการรองรับผู้ที่ตกงาน

    รายได้หาย สุขภาพจิตทรุด

    ผลกระทบของการตกงานระยะยาวไม่ได้จบแค่การขาดรายได้ จากผลการศึกษาของธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขาเมืองบอสตัน พบว่า ผู้ที่ตกงานระยะยาวมีรายได้เฉลี่ยต่ำกว่าผู้ที่ไม่เคยตกงานถึง 32% แม้เวลาจะผ่านไปถึง 10 ปี ในทางตรงกันข้าม ผู้ที่ตกงานในช่วงเวลาสั้น ๆ มีรายได้ลดลงเฉลี่ยเพียง 9%

    ขณะเดียวกัน รายงานของ Pew Research Center ยังพบว่า ผู้ว่างงานระยะยาวมีแนวโน้มเข้ารับการรักษาหรือขอคำปรึกษาด้านภาวะซึมเศร้าและสุขภาพจิตมากกว่าผู้ที่ว่างงานไม่เกิน 3 เดือนมากกว่า 2 เท่า

    คาร์ล ฟาน ฮอร์น ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาแรงงานแห่งมหาวิทยาลัยรัตเกอร์ส ระบุว่า นอกจากการสูญเสียคนใกล้ชิดแล้ว การตกงานเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่สร้างผลกระทบรุนแรงที่สุดในชีวิตมนุษย์

    Magnific/freepik
    สุขภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ อ่วม! พบแรงงานอเมริกันตกงานระยะยาวทะลุ 1.8 ล้านคน

    ครอบครัวและสังคมได้รับผลกระทบ

    งานวิจัยหลายชิ้นยังพบว่า การตกงานของพ่อแม่ส่งผลต่อบุตรหลานโดยตรง โดยเพิ่มโอกาสที่เด็กจะต้องเรียนซ้ำชั้นราว 15% นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้ที่ถูกเลิกจ้างในวัยทำงานมีแนวโน้มลดการมีส่วนร่วมในกิจกรรมชุมชนและสังคม

    รายงานของ Urban Institute ยังระบุว่า พื้นที่ที่มีสัดส่วนผู้ว่างงานระยะยาวสูง มักเผชิญอัตราอาชญากรรมและความรุนแรงที่สูงขึ้นตามไปด้วย

    หลายคนต้องพึ่งเงินเก็บและก่อหนี้

    อานา เฟเบรส-กอร์เดโร หญิงวัย 29 ปีจากนครชิคาโก เปิดเผยว่า สุขภาพจิตของเธอทรุดลงหลังตกงานมานานกว่าหนึ่งปี เธอลดการพบปะเพื่อนฝูงเพื่อประหยัดเงิน และต้องพึ่งพาแฟนในการช่วยรับภาระค่าเช่าที่อยู่อาศัย

    ขณะที่ ลินด์เซย์ แอกเกอร์ หญิงวัย 38 ปีจากรัฐนิวเจอร์ซีย์ เปิดเผยว่า เธอเริ่มค้างชำระหนี้บัตรเครดิตและเงินกู้การศึกษา หลังสูญเสียงานในอุตสาหกรรมสุขภาพเมื่อปีที่แล้ว โดยเธอต้องถอนเงินจากกองทุนเกษียณมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และชะลอแผนการมีครอบครัวออกไปอย่างไม่มีกำหนด

    ตลาดแรงงานเข้าสู่ยุค “จ้างน้อย ปลดน้อย”

    นักเศรษฐศาสตร์ระบุว่า การเพิ่มขึ้นของผู้ว่างงานระยะยาวเป็นผลจากภาวะตลาดแรงงานแบบ “Low-Hire, Low-Fire” หรือ “จ้างน้อย ปลดน้อย” แม้นายจ้างจะไม่ได้ปลดพนักงานจำนวนมาก แต่ก็เปิดรับพนักงานใหม่ลดลงเช่นกัน ทำให้ผู้ตกงานใช้เวลานานกว่าจะกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานได้

    กลุ่มผู้ว่างงานระยะยาวยังรวมถึงบัณฑิตจบใหม่จำนวนมากที่กำลังเผชิญปัญหาหางานแรกไม่ได้ โดยข้อมูลจากธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขานิวยอร์ก พบว่า อัตราว่างงานของบัณฑิตจบใหม่อยู่ที่ 5.6% สูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศที่ 4.2%

    นักวิเคราะห์เตือนว่า หากจำนวนผู้ว่างงานระยะยาวยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จะส่งผลต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง เนื่องจากผู้บริโภคจำเป็นต้องลดการใช้จ่าย ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญถึงประมาณสองในสามของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสหรัฐฯ

    ที่มา: CNBC

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/277252&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2cCmrJx8ZttrOJDzxlmdOk

  • การเยือนเวียดนามของนายกรัฐมนตรี ต่อยอดความร่วมมือทุกมิติ สู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

    การเยือนเวียดนามของนายกรัฐมนตรี ต่อยอดความร่วมมือทุกมิติ สู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

    การเยือนเวียดนามของนายกรัฐมนตรี ต่อยอดความร่วมมือทุกมิติ สู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

    วันนี้, 18:53น.

              วันสุดท้ายของการเยือน เวียดนามอย่างเป้นทางการ นายกรัฐมนตรีได้เข้าร่วมการประชุม ASEAN Future Forum 2026 ณ กรุงฮานอย โดยได้แสดงวิสัยทัศน์สนับสนุนความเป็นเอกภาพของอาเซียน พร้อมผลักดันความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล การเตรียมความพร้อมด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) การเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และการเร่งผลักดันความตกลงกรอบเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) เพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนและภาคธุรกิจในภูมิภาค

              จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้เข้าเยี่ยมคารวะและหารือกับนายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีเวียดนาม โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเร่งขับเคลื่อนความร่วมมือภายใต้กรอบหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ความมั่นคง วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและการจ้างงานให้แก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ

              ในช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีได้เข้าร่วมงาน Thailand–Viet Nam Investment and Business Forum 2026 ซึ่งมีผู้แทนภาครัฐ นักลงทุน และภาคธุรกิจชั้นนำจากทั้งสองประเทศเข้าร่วมอย่างคับคั่ง โดยได้เชิญชวนภาคธุรกิจเวียดนามเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเพิ่มเติม พร้อมแสดงศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลางการลงทุน การผลิต และเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค

               นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้พบหารือกับผู้บริหารบริษัทชั้นนำของเวียดนาม ได้แก่ Viettel, SOVICO Group และ Sun Group ซึ่งต่างมองเห็นศักยภาพในการลงทุนในประเทศไทยในสาขาดิจิทัลและโทรคมนาคม ปัญญาประดิษฐ์ ความมั่นคงไซเบอร์ การบิน โลจิสติกส์ การท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะช่วยสร้างงาน พัฒนาทักษะแรงงาน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย

               การเยือนเวียดนามครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำว่า ทุกความร่วมมือที่เกิดขึ้นจากการเยือนครั้งนี้จะต้องนำไปสู่ผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมต่อประชาชนไทย ทั้งการสร้างงาน การเพิ่มรายได้ การขยายตลาดให้ผู้ประกอบการไทย การดึงดูดการลงทุน การพัฒนาทักษะแรงงาน และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยรัฐบาลจะติดตามผลการหารือและเร่งผลักดันให้เกิดการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุดจากความร่วมมือไทย–เวียดนามในระยะยาว

    #นายกเยือนเวียดนาม

    Cr:เพจรัฐบาลไทย

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/162058&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0S9Pa7obsHlCkjEXJkKVpt

  • มทร.สุวรรณภูมิ ผนึกมหาวิทยาลัย กลุ่ม 2 ขับเคลื่อนนวัตกรรมสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูงของประเทศ | เดลินิวส์

    มทร.สุวรรณภูมิ ผนึกมหาวิทยาลัย กลุ่ม 2 ขับเคลื่อนนวัตกรรมสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูงของประเทศ | เดลินิวส์

    รองศาสตราจารย์ ดร.ประมุข อุณหเลขกะ อธิการบดี พร้อมด้วยผู้ช่วยศาสตราจารย์ธานี สมวงศ์  รองอธิการบดี และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภาสพิรุฬห์ วัชรศรีสำเริง รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ เข้าร่วมการสัมมนานโยบายและกลไกการขับเคลื่อนเครือข่ายมหาวิทยาลัยกลุ่มพัฒนาเทคโนโลยีและส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม (กลุ่ม 2) สู่ศูนย์กลางนวัตกรรมและเศรษฐกิจมูลค่าสูง ณ โรงแรมแคนทารี่ ฮิลส์ จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีผู้บริหารกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) อธิการบดี และผู้บริหารจากมหาวิทยาลัยกลุ่ม 2 ทั้ง 19 สถาบันทั่วประเทศเข้าร่วม

    ภายในงาน ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ได้ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “University Group 2 as Thailand’s Innovation Engine: พลังมหาวิทยาลัยเพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย” โดยเน้นย้ำบทบาทของมหาวิทยาลัยกลุ่ม 2 ในการเป็นกลไกสำคัญเชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์จริง เพื่อรองรับการพัฒนาประเทศใน 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้แก่ เศรษฐกิจสุขภาพ อาหารแห่งอนาคตและเศรษฐกิจชีวภาพ ปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์อัจฉริยะ การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเกษตรอัจฉริยะ รวมถึงระบบขนส่ง โลจิสติกส์ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    โอกาสนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.ประมุข อุณหเลขกะ ได้ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความเข้าใจความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกลุ่ม 2 เพื่อยกระดับการพัฒนากำลังคน งานวิจัย และระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศ ตลอดจนร่วมจัดทำสมุดปกขาว (White Paper) 

    เพื่อกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนบทบาทของมหาวิทยาลัยกลุ่ม 2 ในการสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานความรู้และเศรษฐกิจมูลค่าสูงของประเทศไทย ทั้งนี้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ พร้อมขับเคลื่อนพันธกิจด้านการผลิตและพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง การสร้างงานวิจัยและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ ตลอดจนการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีสู่ภาคอุตสาหกรรม ชุมชน และผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานความรู้ สร้างมูลค่าเพิ่มจากนวัตกรรม และยกระดับขีดความสามารถ

    ในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับบทบาทของมหาวิทยาลัยกลุ่ม 2 ในการเป็นพลังสำคัญขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูงในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5931314/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CHkjbqN7KpVGXEaifBrkx

  • สุขภาพจิต ‘แม่ตั้งครรภ์-หลังคลอด’ ทำเศรษฐกิจสูญปีละ 6.8 หมื่นล้าน

    สุขภาพจิต ‘แม่ตั้งครรภ์-หลังคลอด’ ทำเศรษฐกิจสูญปีละ 6.8 หมื่นล้าน

    เปิดรายงานต้นทุนสุขภาพจิตมารดาครั้งแรก เผยกระทบอนาคตเด็กสูงถึง 45% จี้ภาครัฐเร่งลงทุนระบบสนุนครบครัวไทยฝ่าวิกฤติประชากรลดลง

    ประเทศไทยมีผู้หญิงประมาณ 2แสนคนต่อปีเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิตระหว่างตั้งครรภ์และหลังคลอด โดยส่วนใหญ่ประสบปัญหาซึมเศร้าและวิตกกังวล ซึ่งได้รับอิทธิจากปัจจัยทางสังคม เช่นความยากจนความรุนแรง และความเท่าเทียมทางเพศ ภาวะเหล่านี้สามารถส่งผลกระทบระยะยาวต่อแม่และเด็ก

    คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับพันธมิตรเพื่อสุขภาพจิตแม่ตั้งครรภ์และหลังคลอด (PAM Foundation) และ Care Policy and Evaluation Centre (CPEC) แห่ง London School of Economics and Political Science (LSE) ได้ร่วมกันเปิดเผยรายงานวิจัย “The Costs of Perinatal Mental Health Problems: A Modelling Methodology and Interactive Cost Calculator Tool Applied to Thailand” (ต้นทุนของปัญหาสุขภาพจิตในระยะตั้งครรภ์และหลังคลอด:ระเบียบวิธีสร้างแบบจำลองและเครื่องมือคำนวณต้นทุนแบบโต้ตอบที่ประยุกต์ใช้กับประเทศไทย) ซึ่งเป็นการประเมินต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ของปัญหาสุขภาพจิตช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดในประเทศไทยเป็นครั้งแรก

    ผลการศึกษาจาก London School of Economics and Political Science พบว่า ปัญหาสุขภาพจิตของมารดาที่ขาดการดูแลอย่างเหมาะสม ก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึงประมาณ 68,000 ล้านบาทต่อปี หรือราว 2.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ข้อมูลที่น่ากังวลที่สุดคือ ร้อยละ 45 ของมูลค่าความสูญเสีย หรือราว 31,000 ล้านบาท เป็นผลกระทบที่ส่งตรงถึงเด็ก ซึ่งส่งผลเสียต่อพัฒนาการ คุณภาพชีวิต และโอกาสในอนาคตของเด็กอย่างลึกซึ้งและยาวนาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/clipping/412205/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3eHAKcSRCZxpg7LXuLLmSC

  • “บอลโลก” คึกคักเงินสะพัด 6.8 หมื่นล้าน คนไทยยังหวังได้ดูบอลโลกผ่านฟรีทีวี

    “บอลโลก” คึกคักเงินสะพัด 6.8 หมื่นล้าน คนไทยยังหวังได้ดูบอลโลกผ่านฟรีทีวี

    วันนี้ (9 มิ.ย. 2569) นายธนวรรธน์ พลวิชัยอธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึง ผลสำรวจ พฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนในช่วง FIFA World Cup 2026 จากกลุ่มตัวอย่าง 1,200 คนทั่วประเทศ พบว่า มหกรรมลูกหนังระดับโลกที่กำลังจะเปิดฉากวันที่ 11 มิ.ย.นี้ ที่สนามเอสตาดีโอ อัซเตกา เม็กซิโก ซิตี้ จะสร้างแรงกระเพื่อมต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดการณ์ว่าเงินสะพัดรวมจะอยู่ที่ประมาณ 68,635 ล้านบาท แบ่งเป็นการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจ 21,061 ล้านบาท และการใช้จ่ายนอกระบบในส่วนของพนันบอลอีก 47,574 ล้านบาท ในกรณีที่มีการถ่ายทอดสด

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

    แต่ปัจจุบันเรื่องลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดยังไม่ลงตัวกำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญ เพราะหากไม่มีการถ่ายทอดสด ตัวเลขเงินสะพดในการการกระตุ้นเศรษฐกิจจะร่วงลงเหลือเพียง 57,660 ล้านบาท หรือหดตัวถึง 34.2% เมื่อเทียบกับช่วงยูโร 2024 ส่วนต่างเกือบ 11,000 ล้านบาทที่อาจหายไปจากระบบเศรษฐกิจ ดังนั้นการที่ไทยจะได้ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดไม่ใช่แค่เรื่องความบันเทิง แต่เป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนการบริโภคภายในประเทศ

    ขณะเดียวกันผลสำรวจยังชี้ว่าคนไทยให้ความสนใจฟุตบอลโลกครั้งนี้ค่อนข้างสูง 48.5 % มีความต้องการ มาก ถึง มากที่สุดและ 31.2% สนใจ ปานกลาง และ 12.8% ที่ไม่สนใจเลย โดยทีมที่เชียร์ 15.8% ตอบทีมสเปน ตามด้วยบราซิล 15.3% ฝรั่งเศส 14.9% เยอรมนี 13.2% และอังกฤษ 12.9% และ19.7% มั่นใจว่าสเปนจะเป็นแชมป์ ตามด้วยฝรั่งเศส 17.5% อังกฤษ 16.9% เยอรมนี 14.7% และโปรตุเกส 13.4% สะท้อนว่าแฟนบอลไทยมองสเปนในฐานะแชมป์โลกคนปัจจุบันว่ายังคงแกร่งที่สุด

    “บอลโลก” คึกคักเงินสะพัด 6.8 หมื่นล้าน คนไทยยังหวังได้ดูบอลโลกผ่านฟรีทีวี

    “บอลโลก” คึกคักเงินสะพัด 6.8 หมื่นล้าน คนไทยยังหวังได้ดูบอลโลกผ่านฟรีทีวี

    หวังรัฐบาลช่วยออกค่าลิขสิทธิ์ให้ประชาชนได้ดูฟรี

    โดยการชมผ่านโทรศัพท์มือถือกลายเป็นอุปกรณ์ที่คนนิยมใช้รับชมมากที่สุดถึง 37.5% ฟรีที 32.8% แพลตฟอร์มสตรีมมิง 8.6% ข้อมูลนี้ส่งสัญญาณถึงผู้ถือลิขสิทธิ์และแบรนด์สปอนเซอร์ว่ากลยุทธ์การเข้าถึงผู้ชมต้องเป็นแบบมัลติแพลตฟอร์ม ไม่สามารถพึ่งพาทีวีเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป และ 50.5% พบว่า คนไทยยังคงเน้นความเป็นหมู่

    ส่วนการใช้จ่าย พบว่า 63% จ่ายค่าอาหารและเครื่องดื่มนอกบ้าน เฉลี่ยคนละ 3,819 บาทตลอดทัวร์นาเมนต์ รองลงมาคือค่าอาหารและเครื่องดื่มที่บ้านเฉลี่ย 2,718 บาท ค่าสินค้าและของที่ระลึกเกี่ยวกับบอลโลก 1,626 บาท และค่าสมัครแพ็กเกจสตรีมมิง 732 บาท ส่วนกลุ่มที่ตั้งใจเดินทางไปดูถึงสนามจริงมีสัดส่วน 8.6% ด้วยงบเฉลี่ยสูงถึง 150,000 บาท ภาพรวมพบว่า 54.8% ใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงปกติ แหล่งเงินหลักมาจากเงินเดือนและรายได้ปกติ 58.8% เงินออม 33.3% ที่เหลือมาจากผู้ปกครอง โบนัส และการกู้ยืม

    “บอลโลก” คึกคักเงินสะพัด 6.8 หมื่นล้าน คนไทยยังหวังได้ดูบอลโลกผ่านฟรีทีวี

    “บอลโลก” คึกคักเงินสะพัด 6.8 หมื่นล้าน คนไทยยังหวังได้ดูบอลโลกผ่านฟรีทีวี

    ทั้ง 45.9% กังวล เรื่องลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด เพราะยังไม่ทราบว่าประเทศไทยยังไม่มีผู้ถือลิขสิทธิ์อย่างเป็นทางการ ขณะที่ 47.1% ยังคาดหวังว่าจะได้ดูฟรีผ่านฟรีทีวี และ68.6% ไม่ยินหากต้องจ่ายเงินสมัครแพ็กเกจ มีเพียง 31.4% ที่ยอมควักกระเป๋า โดยราคาที่เต็มใจจ่ายมากที่สุดตลอดการแข่งขันคือ 300–499 บาท (32.0%) ทั้งนี้ 84.7% ประชาชนสนับสนุน ให้รัฐบาลช่วยออกค่าลิขสิทธิ์เพื่อให้ประชาชนได้ดูฟรี

    ยอดเล่นพนันบอล ลดลง สะท้อนปัญหาเงินในกระเป๋า

    สำหรับผลสำรวจการพนันฟุตบอล พบว่า 37.7% วางแผนจะเล่นพนัน และ50.7% ใช้รูปแบบเงินสด 50.7% เงินเดิมพันเฉลี่ยต่อนัดอยู่ที่ 1,109 บาท ส่วนเงินเดิมพันรวมตลอดทัวร์นาเมนต์เฉลี่ยอยู่ที่ 19,933 บาท ที่ทั้งนี้สัดส่วนผู้เล่นพนันโดยรวมลดลงเหลือ 47.7% จากที่เคยพุ่งสูงสุดถึง 80.4% ในบอลโลก 2018 แม้จะยังเป็นตัวเลขที่สูง แต่แนวโน้มขาลงสะท้อนว่าปัจจัยเรื่องเวลาการแข่งขันและสภาพเศรษฐกิจมีผลกดดัน

    “บอลโลก” คึกคักเงินสะพัด 6.8 หมื่นล้าน คนไทยยังหวังได้ดูบอลโลกผ่านฟรีทีวี

    “บอลโลก” คึกคักเงินสะพัด 6.8 หมื่นล้าน คนไทยยังหวังได้ดูบอลโลกผ่านฟรีทีวี

    ส่วนผลกระทบทางสังคม ประชาชนมองเห็นทั้งสองด้านอย่างชัดเจน ในด้านบวก 45.7% เห็นว่าบอลโลกช่วยกระตุ้นให้เยาวชนสนใจกีฬามากขึ้น 43.9% มองว่าช่วยลดความเครียด และอีก 43.9% คาดว่าจะมีการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น โดย 71% ความกังวลกับการก่อให้เกิดหนี้สินเพิ่มขึ้น ตามด้วยอุบัติเหตุจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 65.2% ประสิทธิภาพการทำงานและการเรียนลดลง 63.0% การหยุดงานมากขึ้น 62.9% และอุบัติเหตุจากการพักผ่อนน้อย 61.9%

    “บอลโลก” คึกคักเงินสะพัด 6.8 หมื่นล้าน คนไทยยังหวังได้ดูบอลโลกผ่านฟรีทีวี

    “บอลโลก” คึกคักเงินสะพัด 6.8 หมื่นล้าน คนไทยยังหวังได้ดูบอลโลกผ่านฟรีทีวี

    นาย ธนวรรธน์ กล่าวอีกว่า ฟุตบอลโลก 2026 จัดร่วมกัน 3 ประเทศ คือ สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก ถือเป็นมหกรรมที่มีความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ทั้งจำนวนทีมที่เพิ่มจาก 32 เป็น 48 ทีม จำนวนแมตช์ที่เพิ่มจาก 64 เป็น 104 นัด และระยะเวลาแข่งขันยาวนานถึง 39 วัน สำหรับประเทศไทย ตัวแปรสำคัญที่จะชี้ชะตาเศรษฐกิจในช่วงเทศกาลนี้คือ ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดที่คนไทยต่างลุ้นกันว่าคนไทยจะได้ชมการแข่งขันฟุตบอลโลกหรือไม่

    อ่านข่าว:

    เรื่องต้องรู้ก่อนดูบอลโลก 2026 เปิดทุกกติกา เพิ่มทีม เพิ่มแมตช์ เพิ่มความมันตลอด 39 วัน

    ฟุตบอลโลก 2026 ครั้งแรกกับการมีเจ้าภาพร่วม 3 ประเทศ

    “ลิซ่า” ปลุกกระแสฟุตบอลโลก 2026 ผ่าน “Goals” ทะลุ 2 ล้านวิวใน 24 ชม.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/506861&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1v1Evh5Ya1pgR0jGG4y1oP