Go Nakamura From Reuters
พนักงานไม่ได้เป็นแค่ต้นทุน แต่ยังเป็นฟันเฟืองของระบบเศรษฐกิจ
ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เทคโนโลยีมักเข้ามาแทนที่งานบางประเภท แต่ในเวลาเดียวกันก็สร้างงานใหม่ขึ้นมาทดแทน ทำให้ตลาดแรงงานสามารถปรับตัวได้ในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ยุคของเอไอยังไม่มีใครรู้แน่ชัดว่ากระบวนการสร้างงานใหม่จะเกิดขึ้นเร็วพอที่จะชดเชยการหายไปของงานเดิมหรือไม่ โดยงานศึกษาหลายชิ้นพบว่า การแทนที่แรงงานมีแนวโน้มเกิดขึ้นเร็วขึ้น ขณะที่การสร้างงานใหม่ไม่ได้เพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกัน
นักวิจัยอธิบายว่า มุมของแต่ละบริษัท การใช้เอไอแทนแรงงานถือเป็นการตัดสินใจที่สมเหตุสมผล เพราะช่วยลดต้นทุน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน แต่ผลกระทบจากการลดการจ้างงานกลับไม่ได้หยุดอยู่ภายในองค์กร เมื่อพนักงานสูญเสียรายได้ กำลังซื้อของผู้บริโภค ก็ลดลงตาม ส่งผลต่อยอดขายของสินค้า และบริการในระบบเศรษฐกิจโดยรวม
ตัวอย่างเช่น หากบริษัทแห่งหนึ่งลดพนักงานลงหลายพันคน บริษัทอาจเห็นต้นทุนลดลงทันที แต่พนักงานกลุ่มดังกล่าวเคยเป็นผู้บริโภคที่ใช้จ่ายในภาคค้าปลีก อสังหาริมทรัพย์ การท่องเที่ยว และบริการต่างๆ เมื่อรายได้หายไป การใช้จ่ายก็ลดลงตาม และผลกระทบดังกล่าวจะกระจายไปยังธุรกิจอื่นทั้งระบบ
จุดสำคัญที่งานวิจัยพยายามชี้ให้เห็นคือ บริษัทที่ลดจำนวนพนักงาน ได้รับประโยชน์จากต้นทุนที่ลดลงอย่างเต็มที่ แต่ผลเสียจากกำลังซื้อที่หายไปกลับถูกกระจายไปยังผู้เล่นรายอื่นในตลาด ทำให้แต่ละบริษัทไม่มีแรงจูงใจมากพอที่จะคำนึงถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม
บริษัทมองเห็นกำไร แต่ไม่เห็นต้นทุนของระบบ
ด้วยเหตุนี้ แม้ผู้บริหารจะตระหนักว่าการเลิกจ้างงานอาจสร้างความเสียหายในระยะยาว แต่แรงกดดันจากการแข่งขันก็ยังผลักดันให้ทุกบริษัทเดินหน้าใช้เอไอเพื่อลดต้นทุนต่อไป เพราะไม่มีใครต้องการเสียเปรียบคู่แข่ง
สำหรับผู้บริหารบริษัทแห่งหนึ่ง การเลิกจ้างพนักงาน 1,000 คน อาจช่วยลดต้นทุนได้มหาศาล แต่กำลังซื้อที่หายไปจากคน 1,000 คนนั้นถูกกระจายออกไปยังธุรกิจอีกหลายพันแห่ง ผลกระทบที่ย้อนกลับมาหาบริษัทต้นทางจึงมีเพียงเล็กน้อย
งานวิจัยพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ว่า การใช้เอไอแทนพนักงานเป็น “กลยุทธ์ที่ดีที่สุดเสมอ” ไม่ว่าบริษัทอื่นๆ จะทำอะไร
ในภาษาทฤษฎีเกม เรียกสิ่งนี้ว่า Dominant Strategy หรือกลยุทธ์ที่ครอบงำ ถ้าบริษัท ก อยากเป็นฝ่ายยับยั้งตัวเองโดยไม่ใช้เอไอ แต่คู่แข่งทุกรายใช้เอไอหมด บริษัท ก ก็ยังได้รับผลเสียจากกำลังซื้อที่ลดลงอยู่ดี แต่กลับไม่ได้ประหยัดต้นทุนแม้แต่บาทเดียว
ทางกลับกัน ถ้าบริษัท ก ใช้เอไอ ก็จะได้ประหยัดต้นทุน ขณะที่แบกรับผลเสียเพียงส่วนหนึ่ง ดังนั้น ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นแบบไหน การใช้เอไอก็ให้ผลดีกว่าการไม่ใช้เสมอในระดับปัจเจกบริษัท
นักวิจัยเรียกสถานการณ์นี้ว่า “การแข่งขันสู่หน้าผา ” (Race to the Cliff) หรือการแข่งขันที่ทุกฝ่ายรู้ว่าปลายทางอาจสร้างปัญหา แต่ไม่มีใครสามารถหยุดตัวเองได้ เพราะหากบริษัทใดชะลอการใช้เอไอขณะที่คู่แข่งเดินหน้าต่อ บริษัทนั้นอาจเสียเปรียบด้านต้นทุนทันที
ผลลัพธ์ที่ได้จึงคล้ายกับแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่เรียกว่า Prisoner’s Dilemma หรือสถานการณ์ที่การตัดสินใจซึ่งดูสมเหตุสมผลสำหรับแต่ละฝ่าย กลับนำไปสู่ผลลัพธ์ที่แย่กว่าสำหรับทุกฝ่ายรวมกัน
นอกจากนี้ เอไอที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา แต่กลับทำให้แย่ลง นักวิจัยเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “Red Queen Effect” โดยอ้างอิงจากตัวละครในหนังสือ Through the Looking Glass ที่ต้องวิ่งอยู่ตลอดเวลาเพียงเพื่อให้ยืนอยู่กับที่ได้
กล่าวคือ เมื่อเอไอมีประสิทธิภาพสูงขึ้น แต่ละบริษัทเห็นว่าการใช้เอไอมากกว่าคู่แข่งจะทำให้ตัวเองได้ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น แต่เมื่อทุกบริษัทคิดแบบนี้พร้อมกัน ส่วนแบ่งตลาดของทุกคนก็เท่าเดิม มีแต่ความเสียหายต่อกำลังซื้อรวมที่เพิ่มขึ้น
Carlos Osorio From Reuters
ใครเสียหาย และมากแค่ไหน
งานวิจัยไม่ได้สรุปว่าผู้แพ้มีเพียงแรงงานเท่านั้น แต่ระบุว่าบริษัทเองก็อาจเสียประโยชน์ในระยะยาวเช่นกัน ความเสียหายไม่ใช่แค่เรื่องของคนงานที่ตกงาน แต่เป็น “ความสูญเสียส่วนเกินทางเศรษฐกิจ ” (Deadweight Loss) ที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายแย่ลง
เมื่อคนจำนวนมากสูญเสียรายได้ กำลังซื้อในตลาดลดลง ยอดขายของธุรกิจก็ได้รับผลกระทบตามไปด้วย ผลลัพธ์จึงไม่ใช่การโยกย้ายผลประโยชน์จากคนงานไปสู่เจ้าของกิจการ แต่เป็นการสูญเสียทางเศรษฐกิจโดยรวมที่เกิดขึ้นกับทั้งสองฝ่าย
ฝั่งคนงาน สูญเสียรายได้โดยตรงจากการตกงาน ฝั่งเจ้าของกิจการ แม้จะประหยัดต้นทุนจากแต่ละงานที่ใช้เอไอแทน แต่เมื่อทุกบริษัทเลิกจ้างพร้อมกัน อุปสงค์รวมในตลาดพังทลาย กำไรของทุกบริษัทก็ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นหากมีการร่วมมือกันในระดับที่เหมาะสม
นักวิจัยยังแสดงให้เห็นว่า แม้แต่นักวางแผนสังคมที่ไม่ได้สนใจสวัสดิภาพของคนงาน สนใจแต่กำไรของเจ้าของกิจการอย่างเดียว ก็ยังเลือกให้ใช้เอไอแทนคนงานในระดับต่ำกว่าที่เกิดขึ้นในตลาดเสรีที่มีการแข่งขัน เพราะให้กำไรรวมมากกว่า นั่นแปลว่า การใช้เอไอมากเกินไปในปัจจุบันเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจล้วนๆ ไม่ใช่ผลจากการเลือกที่เหมาะสม
เสนอเก็บภาษีการใช้ระบบอัตโนมัติ
นักวิจัยยังทดสอบข้อโต้แย้งหลายรูปแบบที่มักถูกเสนอในเวทีนโยบายสาธารณะ เช่น การฝึกทักษะใหม่ให้แรงงาน การให้พนักงานถือหุ้นในบริษัท การจัดสรรรายได้พื้นฐานถ้วนหน้า (UBI) การเก็บภาษีรายได้จากทุน หรือแม้แต่การเจรจากันเองระหว่างบริษัทต่างๆ
ผลที่ได้คือ มาตรการเหล่านี้ช่วยบรรเทาปัญหาได้บางส่วน แต่ไม่สามารถแก้แรงจูงใจพื้นฐานที่ผลักดันให้แต่ละบริษัทเร่งใช้เอไอได้
รายได้พื้นฐานถ้วนหน้าช่วยยกระดับมาตรฐานการครองชีพ และเพิ่มอุปสงค์ในตลาด แต่ไม่ได้เปลี่ยนแรงจูงใจของบริษัทในการใช้เอไอ เพราะการโอนเงินแบบไม่มีเงื่อนไขนั้นเพิ่มรายได้ให้ทุกคนเท่าๆ กัน ทั้งคนที่ยังมีงาน และคนตกงาน จึงไม่ได้เปลี่ยนสมการต้นทุน-ผลประโยชน์ที่บริษัทคำนวณในการตัดสินใจเลิกจ้าง
ภาษีกำไรก็ไม่ได้ผลเช่นกัน เพราะการเก็บภาษีจากกำไรทั้งหมดในอัตราเดียวกันเปรียบเหมือนการคูณกำไรทั้งก้อนด้วยตัวเลขคงที่ บริษัทก็ยังเลือกระดับเอไอเท่าเดิม เพราะแรงจูงใจสัมพัทธ์ไม่เปลี่ยน
การเจรจาต่อรองระหว่างบริษัทก็ล้มเหลว เพราะการใช้เอไอเป็น Dominant Strategy อยู่แล้ว ข้อตกลงใดๆ ที่ไม่มีการบังคับใช้จากภายนอกจะเปราะบาง บริษัทที่แอบผิดข้อตกลงจะได้เปรียบ และทุกบริษัทก็รู้เรื่องนี้ดี
ดังนั้น ข้อเสนอที่ผู้วิจัยมองว่าตรงจุดที่สุดคือ “ภาษีการใช้ระบบอัตโนมัติ ” หรือ Automation Tax ในลักษณะเดียวกับภาษีที่ใช้จัดการผลกระทบภายนอกทางเศรษฐกิจ หรือที่เรียกว่า “ภาษี Pigouvian ” ตั้งชื่อตาม อาร์เธอร์ ซีซิล พิกู (Arthur Cecil Pigou) นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษ
แนวคิดคือ รัฐเก็บภาษีต่อพนักงานหนึ่งคนที่ถูกแทนที่ด้วยเอไอ ในอัตราที่เท่ากับผลเสียที่บริษัทก่อขึ้นต่อผู้อื่นในตลาดแต่ไม่ได้รับผิดชอบ โดยให้บริษัทต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายทางอ้อมที่เกิดขึ้นจากการลดการจ้างงาน
รายได้จากภาษีสามารถนำไปใช้สนับสนุนการฝึกทักษะใหม่หรือช่วยเหลือแรงงานที่ได้รับผลกระทบ เพื่อเพิ่มโอกาสกลับเข้าสู่ตลาดแรงงาน และลดผลกระทบต่อกำลังซื้อในระยะยาว นักวิจัยมองว่า ภาษีนี้อาจเป็นเพียงมาตรการชั่วคราวที่ลดลงเรื่อยๆ เมื่อเศรษฐกิจปรับตัวได้
ขอบเขต และสิ่งที่งานวิจัยยังไม่ตอบ
อย่างไรก็ตาม ผู้วิจัยยอมรับว่างานศึกษานี้เป็นแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์ ไม่ใช่การพยากรณ์ว่าจะเกิดวิกฤติการว่างงานจากเอไออย่างแน่นอน
พวกเขาระบุว่า หากเศรษฐกิจสามารถสร้างงานใหม่ และดูดซับแรงงานกลับเข้าสู่ระบบได้รวดเร็ว ปัญหาดังกล่าวอาจไม่รุนแรงจนสังเกตเห็นได้ แต่หากการแทนที่แรงงานเกิดขึ้นเร็วเกินกว่าความสามารถในการปรับตัวของตลาดแรงงาน กลไกการแข่งขันระหว่างบริษัทอาจกลายเป็นตัวเร่งให้การเลิกจ้างขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ
นักวิจัยยังชี้ให้เห็นว่า ดาริโอ อาโมเดอิ (Dario Amodei) ซีอีโอของ Anthropic ได้เตือนว่า การแทนที่แรงงานด้วยเอไอจะ “สร้างความปั่นป่วนมากกว่าปกติ” กว้างกว่าและเร็วกว่าการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในอดีต
หากการประเมินนั้นถูกต้อง แบบจำลองชี้ว่า ปัญหาจะรุนแรงที่สุดไม่ใช่ในบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ แต่จะอยู่ในอุตสาหกรรมที่แตกตัวเป็นบริษัทจำนวนมาก และกำลังนำเอไอที่มีประสิทธิภาพสูงมาใช้พร้อมกัน
บทสรุปของงานวิจัยคือ การถกเถียงเรื่องเอไอไม่ควรจำกัดอยู่เพียงคำถามว่าแรงงานที่ถูกแทนที่ควรได้รับความช่วยเหลืออย่างไร แต่ควรถามด้วยว่าโครงสร้างการแข่งขันในเศรษฐกิจ ปัจจุบันกำลังสร้างแรงจูงใจให้บริษัทต่างๆ ใช้เอไอเร็วเกินกว่าที่ระบบเศรษฐกิจจะรองรับได้หรือไม่
เพราะหากกำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงอย่างต่อเนื่อง ปัญหาที่เริ่มต้นจากตลาดแรงงานอาจย้อนกลับมากระทบภาคธุรกิจเองในที่สุด
อ้างอิง: The AI Layoff Trap
พิสูจน์อักษร….สุรีย์ ศิลาวงษ์