Blog

  • “สุวัจน์” ร่วมมอบทุนการศึกษามูลนิธิเปรม ติณสูลานนท์ ปี 2569

    “สุวัจน์” ร่วมมอบทุนการศึกษามูลนิธิเปรม ติณสูลานนท์ ปี 2569

    วันพฤหัสบดี ที่ 05 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.39 น.

    เมื่อวันที่  5 กุมภาพันธ์ 2569  มูลนิธิเปรม ติณสูลานนท์ จัดพิธีมอบทุนการศึกษาประจำปี 2569 ณ ห้องศรีพัชรินทร สโมสรร่วมเริงไชย ค่ายสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา โดยมี พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นประธานในพิธี

    การมอบทุนครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาให้แก่นักเรียน นักศึกษา ที่เรียนดี มีความประพฤติเรียบร้อย แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ รวมถึงสนับสนุนกิจกรรมพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนและนักศึกษา นอกจากนี้ จากสถานการณ์สู้รบตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา มูลนิธิฯ ยังได้ให้การสนับสนุนทุนการศึกษาแก่บุตรของทหารและตำรวจ เพื่อแสดงความขอบคุณต่อการเสียสละในการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ

    ในโอกาสนี้ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ได้ร่วมมอบทุนการศึกษากับมูลนิธิฯ ในนามคุณจรัสพิมพ์ ลิปตพัลลภ เป็นจำนวนเงิน 100,000 บาท โดยมอบผ่านแม่ทัพภาคที่ 2 ทั้งนี้ ภายในงานมีผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคสมทบทุนมูลนิธิฯ จำนวน 74 ราย รวมเป็นเงิน 2,622,615 บาท

    สำหรับปี 2569 คณะกรรมการมูลนิธิฯ มีมติอนุมัติมอบทุนการศึกษาจำนวน 879 ทุน รวมเป็นเงิน 2,920,100 บาท ให้แก่นักเรียน นักศึกษา บุตรข้าราชการทหาร ตำรวจ และผู้แทนจากทั้ง 19 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อนำไปมอบต่อแก่ผู้ได้รับทุนในแต่ละพื้นที่

    มูลนิธิเปรม ติณสูลานนท์ จังหวัดนครราชสีมา จัดตั้งขึ้นตามแนวความคิดของ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ และจดทะเบียนเป็นมูลนิธิเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2528 เริ่มต้นด้วยเงินกองทุน 3 ล้านบาท ปัจจุบันมูลนิธิมีเงินรวมทั้งสิ้น 87,492,872.01 บาท แบ่งเป็นเงินกองทุน 83,000,000 บาท เงินบริจาคคงเหลือจากปีก่อน 2,514,673.52 บาท และดอกเบี้ยในปีนี้ 1,978,198.49 บาท และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มูลนิธิฯ ได้มอบทุนการศึกษาไปแล้วทั้งสิ้น 61,277 ทุน คิดเป็นเงินรวม 161,729,400 บาท

    นอกจากนี้ จากผลกระทบของสถานการณ์ชายแดนที่ทำให้มีกำลังพลบาดเจ็บและเสียชีวิต มูลนิธิฯ ยังมีมติสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมอีก 1,000,000 บาท เพื่อเป็นทุนการศึกษาแก่บุตรของทหารและตำรวจที่ได้รับผลกระทบ โดยจะมอบผ่านผู้บังคับหน่วยเพื่อนำไปช่วยเหลือต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/politic/465044&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HIHrRo1bZWMV5P6FHCilg

  • ส่อง ‘นโยบายการศึกษา’ หาเสียงเลือกตั้ง 2569 พรรคไหนเปย์หนัก-โดนใจสุด?

    ส่อง ‘นโยบายการศึกษา’ หาเสียงเลือกตั้ง 2569 พรรคไหนเปย์หนัก-โดนใจสุด?

    ในสมรภูมิการเลือกตั้ง 2569 ที่กำลังจะมาถึง “นโยบายการศึกษา” ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของห้องเรียนอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นวาระทางเศรษฐกิจที่สำคัญในการพัฒนา “ทุนมนุษย์” ของประเทศ

    ท่ามกลางเสียงสะท้อนจากโพลสำรวจของเนชั่นที่พบว่าประชาชนกว่า 12.37% ต้องการให้รัฐบาลใหม่เร่งปฏิรูปการศึกษาและทักษะอาชีพให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน

    “ฐานเศรษฐกิจ” รวบรวมและเจาะลึกนโยบายการศึกษาจากพรรคการเมืองต่างๆ ที่แจ้งต่อ กกต. พร้อมวงเงินงบประมาณแบบละเอียด

    พรรคไทยก้าวใหม่: ทลายขีดจำกัดการศึกษาด้วยงบแสนล้าน

    พรรคไทยก้าวใหม่นำเสนอนโยบายที่ “เปย์” หนักที่สุดในด้านการอุดมศึกษาและการจัดการหนี้สินทางการศึกษา โดยชูแนวคิดการลงทุนในสมองเพื่อหยุดความจนข้ามรุ่น:

    เรียนฟรีจริง ไม่ผ่านคนกลาง: ใช้วงเงินสูงถึง 84,500 ล้านบาทต่อปี โดยใช้ระบบ Direct Benefit Transfer (DBT) โอนเงินอุดหนุนตรงถึงผู้ปกครองผ่านแอปฯ เป๋าตัง เพื่อตัดค่ายใช้จ่ายแฝงและยุติการเรียกเก็บเงินเพิ่มจากโรงเรียน

    เรียนฟรีปริญญาตรีถึงปริญญาเอก (มหาวิทยาลัยรัฐ): ใช้วงเงิน 52,200 ล้านบาทต่อปี ครอบคลุมค่าเล่าเรียนและอุปกรณ์พื้นฐานในภาคปกติ เพื่อเพิ่มผลิตภาพโดยไม่สร้างหนี้รัฐใหม่

    ยกหนี้ กยศ. ทั้งระบบ: ใช้วงเงิน 51,000 ล้านบาทต่อปี ผ่านการออกพันธบัตรการศึกษา (Education Bond) อายุ 10-15 ปี เพื่อล้างหนี้ให้คนรุ่นใหม่เริ่มต้นชีวิตได้โดยไม่มีภาระ

    แก้ปัญหาหนี้ครู: ใช้วงเงิน 40,000 ล้านบาทต่อปี ผ่านกลไก AMC เพื่อซื้อหนี้เสียในราคาต่ำ คืนศักดิ์ศรีให้ครูไทยได้กลับมาโฟกัสกับการสอน

    อุดหนุนค่าเรียนมหาวิทยาลัยเอกชน: ใช้วงเงิน 6,573.9 ล้านบาทต่อปี เพื่อสร้างความเท่าเทียมไม่ว่าเด็กจะเลือกเรียนสถาบันใด

    พรรคประชาชน: รัฐสวัสดิการและการเรียนรู้ตลอดชีวิต

    พรรคประชาชนมุ่งเน้นการลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการศึกษาทุกระดับ:

    เรียนฟรี (เพิ่มงบรายหัว อาหาร และนม): ใช้วงเงิน 16,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อยกระดับโภชนาการและลดภาระผู้ปกครอง

    พัฒนาและจัดการโรงเรียนทุกขนาดและอาชีวศึกษา: ใช้วงเงิน 12,500 ล้านบาทต่อปี เน้นสร้างศูนย์เรียนรู้ Coding และ Maker Space ในโรงเรียนแกนนำประจำอำเภอ

    แจกคูปองการเรียนรู้นอกห้องเรียน: ใช้วงเงิน 11,200 ล้านบาทต่อปี ให้เด็กเลือกกิจกรรมที่เหมาะสมกับตนเองเพื่อส่งเสริมทักษะใหม่

    ยกระดับทักษะแรงงาน (คูปองยกระดับ): ใช้วงเงิน 20,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อให้คนวัยทำงานได้ Re-skill และ Up-skill ตามความต้องการของตลาด

    อุดหนุนค่าสมัครสอบ TCAS: ใช้วงเงิน 320 ล้านบาทต่อปี เพื่อลดอุปสรรคในการเข้าถึงระดับอุดมศึกษา

    พรรคประชาธิปัตย์: จัดหนักอาหารเช้าและคูปองอัพสกิล

    พรรคประชาธิปัตย์นำเสนอนโยบายที่ผสมผสานสวัสดิการพื้นฐานกับการพัฒนาวิชาชีพครู:

    เรียนฟรี / อาหารเช้า / รถรับส่ง: ใช้วงเงิน 21,600 ล้านบาทต่อปี โดยจัดสรรอาหารเช้าฟรี และงบอุดหนุนบันไดสำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก

    ภาษาอังกฤษเพื่อเด็กไทยทุกคน (English for All): ใช้วงเงิน 6,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อจ้างครูต่างชาติหรือครูที่มีทักษะภาษาอังกฤษ 20,000 คน กระจายสู่ทุกโรงเรียน

    บุฟเฟ่ต์การศึกษา (Edu Coupon): ใช้วงเงิน 7,500 ล้านบาทต่อปี สนับสนุนเงิน 3,000 บาทต่อคนต่อปี ให้ประชาชนเลือกเรียนทักษะเพื่อเพิ่มรายได้

    ครูยิ้มได้ – กองทุนพัฒนาครูแห่งชาติ: ใช้วงเงิน 2,160 ล้านบาทต่อปี สำหรับจ้างเจ้าหน้าที่ลดภาระงานธุรการของครู และ 500 ล้านบาทต่อปี สำหรับพัฒนาทักษะครูระยะยาว

    หางานให้ ใช้หนี้ กยศ.: ใช้วงเงิน 500 ล้านบาทต่อปี เพื่อจับคู่ลูกหนี้ กยศ. กับตำแหน่งงานในภาครัฐและท้องถิ่น

    พรรคเพื่อไทย: เรียนได้งบ จบต้องมีงาน

    พรรคเพื่อไทยเน้นการเชื่อมโยงการศึกษากับเทคโนโลยีและตลาดงานยุคใหม่:

    เรียนได้งบ จบได้งาน: ใช้วงเงิน 5,000 ล้านบาทต่อปี สร้าง Skill Matching Platform เพื่อจับคู่ทักษะผู้เรียนกับตลาดแรงงาน

    AI For All: ใช้วงเงิน 4,000 ล้านบาทต่อปี ให้ประชาชนเข้าถึงความรู้ด้าน AI และรับ Token ฟรีเพื่อใช้งานบนแพลตฟอร์ม AI

    ทุน ODOS (Outstanding Development Opportunity Scholarship): ใช้วงเงิน 2,500 ล้านบาทต่อปี กระจายโอกาสทางการศึกษาให้เด็กในทุกอำเภอ

    อาชีวะสร้างชาติ สู่อาชีวะสู่สากล: ใช้วงเงิน 200 ล้านบาทต่อปี ปรับปรุงหลักสูตรอาชีวะให้ตรงความต้องการตลาดและมีระบบ Work-Study

    พรรคกล้าธรรม: แก้หนี้ครูคืนสู่ห้องเรียน

    พรรคกล้าธรรมให้ความสำคัญกับบุคลากรทางการศึกษาเป็นอันดับต้นๆ ภายใต้ยุทธศาสตร์ Educational Pillar โดยมีเป้าหมายหลักคือการดึงครูไทยให้กลับมามีสมาธิกับการสอนอย่างเต็มที่

    มุ่งเน้นการแก้ปัญหาหนี้สินของครูและบุคลากรทางการศึกษาทั้งระบบ พร้อมกับการเพิ่มสวัสดิการเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตวงเงินงบประมาณ: ใช้วงเงิน 15,000 ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นงบประมาณผูกพันรวม 60,000 ล้านบาทตลอด 4 ปี

    แหล่งที่มาของเงิน มาจากการบริหารงบประมาณแบบบูรณาการ 3 กระทรวง และการลดงบประมาณที่ซ้ำซ้อน

    พรรคภูมิใจไทย: การศึกษาเท่าเทียม พลัส (เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา)

    พรรคภูมิใจไทยนำเสนอนโยบายที่ใช้เทคโนโลยีมาทลายข้อจำกัดเรื่องสถานที่และต้นทุนการเรียน ภายใต้วิสัยทัศน์ “เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ”:

    Online Learning Platform: จัดทำแพลตฟอร์มเรียนออนไลน์ฟรีทุกระดับ ตั้งแต่อนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัยและวัยทำงาน เพื่อลดต้นทุนทางการศึกษาและเพิ่มโอกาสการเข้าถึงความรู้ที่ทันสมัย

    Skill Bridge & Learning Passport: นโยบายสะพานพาคนไทยสู่อนาคต โดยเน้นการฝึกทักษะ (Up-skill, Re-skill) ที่ตรงความต้องการของตลาดงานจริง และมีระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) ที่สามารถสะสมผลการเรียนเพื่อเทียบโอนหน่วยกิตรับปริญญาได้

    โดยใช้วงเงินงบประมาณ 700 ล้านบาทในปีแรก สำหรับจัดทำแพลตฟอร์ม ส่วนแหล่งที่มาของเงินใช้วิธีการเกลี่ยงบประมาณที่ซ้ำซ้อน โดยเฉพาะงบประมาณรายจ่ายประจำปีในส่วนของค่าหนังสือเรียน ปี 2568 ของ สพฐ.

    พรรครวมไทยสร้างชาติ: โรงเรียนประจำ 3 ภาษา และแก้หนี้ กยศ. ด้วยงาน

    พรรครวมไทยสร้างชาติเน้นการสร้างโอกาสให้เด็กยากจนและกลุ่มลูกหนี้ทางการศึกษา:

    โรงเรียนประจำ 3 ภาษา: จัดตั้งโรงเรียนประจำ 10 แห่งใน 10 เขตการศึกษา เพื่อสร้างนักเรียนที่มีคุณภาพในระดับสากล (ไทย-จีน-อังกฤษ) โดยให้สิทธิบุตรหลานครอบครัวยากจนเรียนฟรีในหลักสูตรนานาชาติ ใช้วงเงิน 2,400 ล้านบาทต่อปี (ต่อเนื่อง 12 ปี รวม 28,800 ล้านบาท)

    ใช้หนี้ กยศ. ด้วยงาน: ยกเลิกการฟ้องดำเนินคดีลูกหนี้ กยศ. ที่สุจริต และเปิดโอกาสให้เข้าโครงการทำงานในหน่วยงานรัฐหรือทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะเพื่อใช้หนี้แทนเงินสด โดยรัฐจะจ้างงานในอัตราเดือนละ 12,000 บาท โดยส่วนหนึ่งจะถูกนำไปชำระหนี้ กยศ. จนหมดภาระภายในระยะเวลาที่กำหนด ใช้วงเงิน 33,720 ล้านบาท

    พรรคโอกาสใหม่: อุปกรณ์การเรียนอัจฉริยะและ Matching Grant

    พรรคโอกาสใหม่ชูจุดขาย “บริหารนำการเมือง” ด้วยการจัดกลุ่มสวัสดิการและทักษะแห่งอนาคต:

    กระเป๋าเงินออนไลน์เพื่ออุปกรณ์การเรียน: สนับสนุนค่าอุปกรณ์การเรียน หนังสือ และเครื่องมือดิจิทัลผ่าน Digital Wallet ให้แก่นักเรียน ม.ปลาย และนักศึกษาปริญญาตรี โดยอุดหนุนเงินเดือนละ 300 บาทต่อคน เป็นเวลา 12 เดือนต่อปี ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายประมาณ 4 ล้านคน  ใช้วงเงินประมาณ 14,600 – 15,700 ล้านบาทต่อปี (รวม 4 ปี ประมาณ 58,400 – 62,800 ล้านบาท)

    Learn to Earn: นโยบายสนับสนุนบริษัทเอกชนที่รับนักศึกษาจบใหม่เข้าทำงานและจัดเทรนนิ่งทักษะใหม่ โดยรัฐจะอุดหนุนเงินเดือนบางส่วนผ่านระบบ Matching Grant ใช้วงเงิน 2,000 ล้านบาท

    พรรคประชาชาติ: คืนศักดิ์ศรีครูศาสนาและกองทุนหมู่บ้านแห่งสันติภาพ

    พรรคประชาชาติมุ่งเน้นการปฏิรูปการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้และสวัสดิการเด็กเล็ก:

    เพิ่มค่าตอบแทนครูสอนศาสนา: ปรับเพิ่มค่าตอบแทนครูตาดีกา (ครูฟัรฎูอีน) และผู้สอนปริยัติธรรมเป็น 5,000 บาท และโต๊ะครูปอเนาะเป็น 6,000 บาท เพื่อคืนศักดิ์ศรีและคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้ปลูกฝังคุณธรรมในชุมชน ใช้วงเงิน 672 ล้านบาทต่อปี

    สวัสดิการถ้วนหน้าเพื่อเด็กเล็ก: อุดหนุนเงิน 1,000 บาทต่อเดือน ตั้งแต่ตั้งครรภ์จนถึงอายุ 7 ปี เพื่อพัฒนาสติปัญญาและการเรียนรู้ในช่วงวัยที่สำคัญที่สุด

    กองทุนหมู่บ้านแห่งสันติภาพ: จัดตั้งกองทุนเพื่อเป็นแหล่งเงินทุนหมุนเวียนในการพัฒนาทักษะอาชีพและสร้างงานใน 2,120 หมู่บ้านชายแดนใต้ เพื่อป้องกันปัญหาสมองไหล ใช้วงเงิน 2,120 ล้านบาท

    ข้อสังเกตและคำเตือนจาก TDRI

    คณะนักวิจัยจาก TDRI ตั้งข้อสังเกตว่า นโยบายการศึกษาของหลายพรรคมุ่งเน้นไปที่การ “แจกและอุดหนุน” มากกว่าการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง หลายโครงการมีการประมาณการงบประมาณที่ ต่ำกว่าความเป็นจริง และอาจประสบปัญหา Cost Overrun ในภายหลัง

    นอกจากนี้ นโยบายการแจกคูปองหรือการล้างหนี้จำเป็นต้องมีการพัฒนาระบบนิเวศและกลไกตรวจสอบที่รัดกุม เพื่อไม่ให้เกิดภาระทางการคลังที่เกินรับไหวในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/650820&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2x02jElur7C1AliPCIAIWv

  • จี้รัฐตั้งหน่วยงาน คุม “เทรดทอง” ออนไลน์ หวั่นซื้อขายทิพย์ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    จี้รัฐตั้งหน่วยงาน คุม “เทรดทอง” ออนไลน์ หวั่นซื้อขายทิพย์ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    จี้รัฐตั้งหน่วยงาน คุม เทรดทองออนไลน์ หวั่นซื้อขายทิพย์

    สภาผู้บริโภคเรียกร้องกระทรวงพาณิชย์ – กระทรวงการคลัง จัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลธุรกิจ เทรดทอง พบช่องว่างทางกฎหมาย กระทบผู้บริโภคแบกความเสี่ยง ซื้อทอง ที่ไม่มีสินทรัพย์หมุนเวียนจริง

    จิณณะ แย้มอ่วม อนุกรรมการด้านการเงินและการธนาคาร สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า ปัจจุบันธุรกิจซื้อขาย (เทรด) ทองคำผ่านระบบออนไลน์ในประเทศไทยไม่มีหน่วยงานใดเป็นเจ้าภาพกำกับดูแลโดยตรง ทั้งที่มีมูลค่าการซื้อขายต่อวันสูงแซงหน้ามูลค่าการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ ไปแล้ว จึงขอเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐ ทั้งกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการคลัง เร่งหาข้อยุติในการจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลธุรกิจซื้อทองคำออนไลน์อย่างเป็นระบบ โดยกระทรวงพาณิชย์ควรเข้ามาเป็นเจ้าภาพหลัก เนื่องจากทองคำคือสินค้าชนิดหนึ่ง พร้อมกำหนดมาตรการบันทึกประวัติการซื้อขาย เพื่อป้องกันการใช้เป็นเครื่องมือฟอกเงิน

    ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตรียมบังคับใช้มาตรการคุมเข้มการซื้อขายทองคำออนไลน์ โดยจำกัดวงเงินไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อวันต่อคนต่อแพลตฟอร์ม ซึ่งจะมีผลในวันที่ 1 มีนาคม 2569 นี้ เพื่อลดความผันผวนของค่าเงินบาทจากขบวนการสแกมเมอร์ที่ใช้โบรกเกอร์ในไทยสั่งซื้อทองคำด้วยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) แล้วส่งมอบไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งนายจิณณะ ชี้ว่ามาตรการของ ธปท. เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุในมิติของค่าเงิน แต่ในมิติการคุ้มครองผู้บริโภคยังคงมีปัญหาสุญญากาศทางกฎหมายที่อันตราย

    “ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังมีสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. มีกฎหมายรองรับเรื่องการเก็งราคา แต่ตลาดทองคำไทยกลับไม่มีกฎหมายรองรับลักษณะนี้เลย เมื่อไม่มีการกำกับดูแล การเทรดทองออนไลน์จำนวนมากจึงมีพฤติการณ์เข้าข่ายการพนัน เพราะเป็นการเก็งกำไรจากส่วนต่างราคาโดยไม่มีการชำระเงินเต็มจำนวนและไม่มีการส่งมอบทองคำจริง” จิณณะ กล่าว

    นอกจากนี้ ยังพบความเสี่ยงการซื้อทองคำไม่มีอยู่จริงหรือการซื้อขายบนตัวเลขจินตนาการ ซึ่งเคยเกิดคดีความที่ผู้บริโภคไม่สามารถรับส่งมอบทองคำได้จริง หรือถูกบังคับขายหลักประกันอย่างไม่เป็นธรรม โดยเมื่อเกิดข้อพิพาท ผู้ประกอบการมักเลี่ยงไปฟ้องผู้บริโภคเป็นคดีแพ่งสามัญแทนคดีผู้บริโภค เพื่อสร้างความได้เปรียบในชั้นศาลและผลักภาระการพิสูจน์หลักฐานไปที่ประชาชน ทั้งที่ข้อมูลการสั่งซื้อทั้งหมดอยู่ในระบบของผู้ประกอบการฝ่ายเดียว

    “ทุกวันนี้ เราต่างเทรดทองกันด้วยตัวเลขจินตนาการ เป็นการซื้อขายกระดาษเปล่าที่ไม่มีทองอยู่จริง นี่คือสุญญากาศที่อันตรายที่สุดสำหรับผู้บริโภคไทย” จิณณะ ระบุ

    จิณณะ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) จำเป็นต้องเข้ามามีบทบาทตรวจสอบและกำกับดูแลสัญญาการให้บริการซื้อขายทองคำบนแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างเข้มงวด เนื่องจากข้อสัญญาหลายส่วนมีการเอาเปรียบผู้บริโภค เพื่อให้สอดคล้องกับแนวคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ที่วางบรรทัดฐานไว้ว่า การซื้อขายทองคำลักษณะนี้เป็นคดีผู้บริโภค ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนได้รับสิทธิและความคุ้มครองในกระบวนการพิจารณาคดีที่ดีกว่าคดีแพ่งสามัญ

    สำหรับบทเรียนจากต่างประเทศ พบว่าในหลายประเทศที่มีการซื้อขายสัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้า เริ่มมีมาตรการสั่งห้ามหรือยกเลิกการซื้อขายในลักษณะนี้ไปแล้ว เนื่องจากพบปัญหาไม่มีการส่งมอบทองคำจริงและไม่มีสินทรัพย์ทองคำหนุนหลัง ที่เพียงพอต่อปริมาณการซื้อขาย ซึ่งปัญหาในรูปแบบเดียวกันนี้เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยแล้ว เช่น กรณีบริษัท ซินเนอร์จี้ คอมโมดิตี้ส์ เทรด จำกัด ร้านทองชื่อดังที่ปิดตัวลงหลังไม่สามารถส่งมอบทองคำให้ผู้ซื้อจำนวนมากได้ เพราะเป็นการซื้อขายบนตัวเลขสมมติเท่านั้น

    อีกทั้ง ล่าสุดยังพบวิกฤตความเชื่อมั่นในต่างประเทศจากการล่มสลายของ เจดับบลิวอาร์ กรุ๊ป (JWR Group) แพลตฟอร์มเทรดทองคำยักษ์ใหญ่ในเมืองเซินเจิ้น ประเทศจีน เมื่อมกราคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งมีการประกาศระงับการถอนเงินโดยไม่มีกำหนด อ้างเหตุผลเรื่องสภาพคล่องตึงตัวจากการพุ่งสูงของราคาทองคำโลก โดยความเสียหายเบื้องต้นประเมินไว้สูงถึง 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6.8 แสนล้านบาท ซึ่งนักลงทุนจำนวนมากต้องเผชิญสภาวะถูกแช่แข็งสินทรัพย์และเข้าไม่ถึงกระบวนการยุติธรรมเนื่องจากขาดหน่วยงานกำกับดูแลที่ชัดเจน ตอกย้ำบทเรียนราคาแพงว่าแม้แต่ทองคำที่ว่ามั่นคง ก็อาจกลายเป็นอากาศธาตุได้หากซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มที่ไร้การกำกับดูแลอย่างทั่วถึง ผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจาก เทรดทอง ออนไลน์ หรือประสบปัญหาเกี่ยวกับแพลตฟอร์มการซื้อขาย สามารถรวบรวมหลักฐานและแจ้งเรื่องร้องเรียนมาได้ที่ เว็บไซต์สภาผู้บริโภค

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/online-gold-trading-risk/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2C2WqKutzLukhuCAyXZe3v

  • เปิดรับสมัครแล้ว “ทุนซีพี” เดินหน้าสร้างผู้นำรุ่นใหม่ เติมทักษะโลกยุคใหม่ให้เยาวชนไทย | TOPNEWS

    เปิดรับสมัครแล้ว “ทุนซีพี” เดินหน้าสร้างผู้นำรุ่นใหม่ เติมทักษะโลกยุคใหม่ให้เยาวชนไทย | TOPNEWS

    เครือเจริญโภคภัณฑ์เดินหน้าสานต่อภารกิจส่งเสริมการศึกษาของเยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง เปิดรับสมัคร ทุนการศึกษาเครือเจริญโภคภัณฑ์ ประจำปี 2569 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 47 ภายใต้แนวคิด “ส่งเสริมคนดี เปิดเวทีให้คนเก่ง” มุ่งสนับสนุนเยาวชนที่มีความมุ่งมั่น เรียนดี มีคุณธรรม และมีภาวะผู้นำ ให้ได้เติบโตตามศักยภาพอย่างเต็มที่ พร้อมเติมทักษะที่จำเป็นต่อโลกยุคใหม่ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่เส้นทางการทำงานและการเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต

    ตลอดกว่า 46 ปีที่ผ่านมา ทุนการศึกษาเครือเจริญโภคภัณฑ์ถูกออกแบบให้เป็นมากกว่าการสนับสนุนค่าใช้จ่าย แต่เป็น “ระบบการพัฒนา” ที่ช่วยต่อยอดความสามารถของผู้รับทุนอย่างรอบด้าน ทั้งความรู้ ทักษะชีวิต และทักษะการทำงาน โดยมุ่งสร้างคนรุ่นใหม่ที่ยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง คิดเป็น แก้ปัญหาได้ และพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต เพื่อให้การสนับสนุนเกิดผลจริงในระยะยาว ทุนฯ ยังขับเคลื่อนการเรียนรู้ผ่านกระบวนการ Action Based Learning ที่เน้นการ “ลงมือทำ” ควบคู่กับการเสริมองค์ความรู้ การใช้ชีวิต และการเป็นผู้นำที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ซึ่งสะท้อนความเชื่อว่าการพัฒนาคนต้องเกิดขึ้นทั้งในห้องเรียนและในสนามจริงของชีวิต

    ทุนการศึกษาเครือเจริญโภคภัณฑ์เริ่มต้นจากเจตนารมณ์ของ นายจรัญ เจียรวนนท์ และ นายมนตรี เจียรวนนท์ ประธานกิตติมศักดิ์ ผู้ริเริ่มโครงการในปี 2522 และได้รับการสานต่อจาก นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ และ นายศุภชัย เจียรวนนท์ ที่ผลักดันให้ทุนเติบโตทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ รวมถึงการขยาย “ทุนเพื่อสร้างเยาวชนรุ่นใหม่” สำหรับนักเรียนสายวิทย์–คณิต และนักเรียนระดับ ปวช./ปวส. ในสาขาที่ประเทศต้องการ อาทิ การแพทย์ วิศวกรรม คอมพิวเตอร์ และสาขาเทคนิคเฉพาะด้าน เพื่อสอดรับกับทิศทางการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดยเครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้มอบทุนการศึกษาแก่เยาวชนไทยแล้ว กว่า 6,978 ทุน ซึ่งสะท้อนความมุ่งมั่นในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์มาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน เพราะเชื่อว่าเยาวชนที่เป็นคนเก่งและมีคุณธรรม เมื่อได้รับโอกาสแล้วจะเติบโตเป็นผู้สร้างโอกาสให้คนอื่นและสังคมได้ในวันข้างหน้า

    จากความฝันสู่เส้นทางพยาบาล โอกาสที่ต่อยอดเพื่อ ‘ส่งต่อ’ ให้สังคม ซึ่งเป็นหนึ่งในเรื่องราวที่สะท้อนภาพของทุนซีพี จาก นางสาวกัญญ์วรา เกี๋ยงเกษม ผู้ได้รับทุนต่อเนื่องตั้งแต่มัธยมศึกษาตอนปลายจนถึงอุดมศึกษา ปัจจุบันกำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 3 คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา เธอเล่าว่า “จุดเริ่มต้นของการเลือกเส้นทางพยาบาลเกิดขึ้น หลังได้ลงพื้นที่ฝึกงาน ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลใกล้บ้าน และเห็นความสำคัญของวิชาชีพที่ยังขาดแคลนบุคลากร อีกทั้งเป็นศาสตร์ที่ต้องใช้ความรู้รอบด้าน ตั้งแต่การดูแลผู้ป่วย ความเข้าใจร่างกาย ยา ไปจนถึงการทำงานร่วมกับสหวิชาชีพ แม้เข้มข้นและท้าทาย แต่ยิ่งทำให้ทุ่มเทอย่างเต็มที่ เส้นทางการศึกษาไม่ง่าย ต้องเจออุปสรรคหลายอย่างก่อนจะได้รับ “โอกาส” ที่ช่วยให้เดินต่อได้อย่างมั่นคง โดยทุนซีพีไม่ได้สนับสนุนเพียงด้านการศึกษา แต่ยังเติมทักษะสำคัญที่ใช้ได้จริงในระยะยาว เช่น Critical Thinking และ ภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นพื้นฐานของการเติบโตและการทำงานในโลกยุคใหม่” เธอตั้งเป้าหมายในอีก 5–10 ปีข้างหน้า จะทำงานเก็บประสบการณ์และศึกษาต่อ เพื่อก้าวสู่การเป็นอาจารย์พยาบาล ถ่ายทอดองค์ความรู้และพัฒนาวิชาชีพให้เข้มแข็งขึ้น พร้อม “ส่งต่อโอกาส” ให้กับคนรุ่นถัดไป เช่นเดียวกับที่ตนเองได้รับในวันนี้

    อีกหนึ่งตัวอย่างเมื่อทุนกลายเป็นแรงผลักให้ “เติบโตเป็นผู้ให้” คือ น.ต.ผศ.ดร.อริสมันต์ แสงธงทอง รองหัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมโยธา กองวิชาวิศกรรมไฟฟ้าและโยธา กองการศึกษา โรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช และอดีตนักเรียนทุนซีพี ปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายทหารอากาศ พร้อมทำหน้าที่อาจารย์ด้านวิศวกรรมโยธา และครูผู้สอนในโครงการห้องเรียนพิเศษเตรียมทหารของโรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย เขาถ่ายทอดว่า “ทุนที่ได้รับในช่วงปริญญาตรีได้เปิดโลกทัศน์ผ่านโอกาสฝึกงานกับซีพีเอฟ และการเรียนรู้แนวคิดภาวะผู้นำ รวมถึงการทำประโยชน์เพื่อสังคม ซึ่งมีส่วนสำคัญในการหล่อหลอมให้เลือกเส้นทางรับราชการทหาร และกลับมาทำหน้าที่ครู เพื่อส่งต่อโอกาสให้เยาวชนรุ่นต่อไป พร้อมสะท้อนว่า “การศึกษา” คือเครื่องมือสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตและเปิดทางเลือกให้กับอนาคต”

    น.ต.ผศ.ดร.อริสมันต์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ทุนซีพี ไม่ได้ให้แค่ค่าเทอม แต่ให้โอกาสและมุมมองใหม่ สอนให้รู้จักการให้โดยไม่หวังผลตอบแทน และเมื่อโอกาสเข้ามาแล้วควรใช้ให้คุ้มค่า เพื่อวันหนึ่งจะได้เติบโตเป็นผู้ให้ และส่งต่อโอกาสดี ๆ ให้สังคมต่อไป”

    สำหรับปี 2569 เครือเจริญโภคภัณฑ์มอบทุนการศึกษารวมทั้งสิ้น 140 ทุน ครอบคลุมทุกระดับการศึกษา ได้แก่ มัธยมศึกษาตอนปลาย 20 ทุน, ปวช. 10 ทุน, ปวส. 20 ทุน และระดับอุดมศึกษา (ปริญญาตรี) 90 ทุน มูลค่าทุนละ 50,000 บาท โดยผู้ได้รับทุนจะได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจนจบการศึกษาตามระดับที่ได้รับทุน โดยไม่มีข้อผูกมัด พร้อมโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาศักยภาพและทักษะที่จำเป็นต่ออนาคต อาทิ การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ และการเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเติบโตในสายอาชีพ

    ผู้สนใจสมัครทุนการศึกษา สามารถสมัครได้ตั้งแต่วันนี้ – 28 กุมภาพันธ์ 2569 ดูรายละเอียดและสมัครได้ที่ http://www.applycpscholarship.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1478320&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2F7_85RYo4gc14ymyd–mj

  • พิชัยแจงสื่อนอกดร.เชนช่วยดันคะแนนเสียง นโยบายเพื่อไทยแก้เศรษฐกิจได้จริง

    พิชัยแจงสื่อนอกดร.เชนช่วยดันคะแนนเสียง นโยบายเพื่อไทยแก้เศรษฐกิจได้จริง

    พิชัยแจงสื่อนอกดร.เชนช่วยดันคะแนนเสียง นโยบายเพื่อไทยแก้เศรษฐกิจได้จริง

    นายพิชัย นริพทะพันธุ์ ให้สัมภาษณ์ กับ Channel News Asia ที่พรรคเพื่อไทยว่า นโยบายเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทยได้ โดยนโยบายที่ต้องเร่งทำคือการแก้ไขปัญหาหนึ้ โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนที่สูงถึงเกือบ 90% ของจีดีพี ที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อนกันอย่างมาก

    ที่ผ่านมา แม้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยจะสามารถทำให้ ภาพรวมทางเศรษฐกิจของไทยฟื้นขึ้นมาก โดยในปี 68 การส่งออกขยายเพิ่มได้ถึง 12.93% และ การขอส่งเสริมการลงทุนพุ่งถึง 1.87 ล้านล้านบาท สูงที่สุดในประวัติศาสตร์  แต่ประชาชนจะยังไม่ได้รู้สึกดีขึ้นทันที

    ทั้งนี้เพราะหนี้ที่มีอยู่สูง ดังนั้นนโยบายการแก้หนี้จึงเป็นความสำคัญเร่งด่วน โดยมีการช่วยประชาชน 5 กลุ่ม ซึ่งหากสามารถแก้ไขเรื่องหนี้เหล่านี้ได้ เศรษฐกิจจะขยายขึ้นอีกมาก ทั้งนี้ต้องเร่งให้มีการส่งออกและการลงทุนมากขึ้น ซึ่งหากการส่งออกและการลงทุนขยายตัวในระดับสูงแบบนี้ไปอีกหลายปีเศรษฐกิจไทยจะฟื้นแน่ 

    สำหรับเรื่องการสร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คนนั้น ขออธิบายว่านโยบายนี้เป็นวิธีการที่ชาญฉลาดในการหาทางเก็บภาษีแวตให้ได้มากขึ้น โดยไม่ต้องขึ้นอัตราภาษีแวต ในหลายประเทศประสพความสำเร็จโดยเฉพาะที่ได้หวันที่สามารถเก็บภาษีแวตได้เพิ่มขี้น 15-20% ทุกปี มีพรรคอื่นเสนอแนวคิดหวยใบเสร็จ ซึ่งต้องใช้เงินมากกว่ามากแต่คนไม่เข้าใจ แต่นโยบายเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน ประชาชนเข้าใจทันที และเชื่อว่าโดนใจประชาชนมาก 
     

    ในเรื่องค่าจ้างแรงงาน  พรรคเพื่อไทยเชื่อว่าหากประเทศไทยสามารถสร้างอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูง เช่น Semiconductors, PCB, EV, Electronics, พลังงานสะอาด, Data Center, Ai ฯลฯ  ค่าจ้างแรงงานจะเพิ่มขึ้นสูงเอง และเมื่อไทยเป็นประเทศรายได้สูงได้ ประชาชนและแรงงานจะมีรายได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก 

    ส่วนเรื่องภาษีทรัมป์นั้น เป็นที่ทราบดีว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทยเป็นผู้ไปเจรจาทำให้ภาษีทรัมป์ลดลงจาก 36% เป็น 19% ซึ่งเท่าๆกับประเทศคู่แข่งทำให้การส่งออกของไทยยังคงรักษาระดับได้ขนาดเดือนกันยายนยังขยายได้ 19% และ เดือนธันวาคมขยายได้ 16.8% ส่งออกทั้งปี 68 ขยายได้ 12.93% หลังจากปี 67 ขยายแล้ว 5.4%

    ทั้งนี้ ต้องให้เครดิตข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวง, เหล่าอธิบดี และ ทีมงาน ที่ทำงานกันอย่างหนักเพื่อเจรจาต่อรองจนสำเร็จ 

    ด้วยความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยและสหรัฐ โดยที่ตนเองได้พบกับ USTR Jamieson Greer ถึง 2 ครั้ง และได้พบกับสมาชิกสภาคองเกรสของสหรัฐที่รู้จักกันมานานหลายท่าน เชื่อว่าพรรคเพื่อไทยสามารถเจรจาการค้ากับสหรัฐไปได้ด้วยดี และหวังว่าจะสามารถลดภาษีทรัมป์ลงได้ในอนาคต ดังนั้น จึงขอให้มั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยจะสามารถเจรจาให้เสร็จได้แน่นอน เหมือนที่ทำสำเร็จมาแล้วกับกลุ่มประเทศ EFTA

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/737554&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29RWOMERaWeqCtQhMVN1eR

  • ม.หอการค้าไทย คาดวาเลนไทน์69เม็ดเงินสะพัดกว่า 2,899.42 ล้านบาท ขยายตัว 7.4%สูงสุดในรอบ6ปี

    ม.หอการค้าไทย คาดวาเลนไทน์69เม็ดเงินสะพัดกว่า 2,899.42 ล้านบาท ขยายตัว 7.4%สูงสุดในรอบ6ปี

    วันนี้, 17:21น.

              นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจทัศนคติ พฤติกรรม และการใช้จ่ายของประชาชนในช่วงวันวาเลนไทน์ ปี 2569 จากกลุ่มตัวอย่าง 1,280 ตัวอย่างทั่วประเทศ พบว่า บรรยากาศโดยรวมมีความคึกคักมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับหลายปีที่ผ่านมา โดยภาพรวมมูลค่าการใช้จ่ายและเม็ดเงินสะพัด คาดการณ์ว่าจะมีเม็ดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจช่วงวันวาเลนไทน์ปีนี้ประมาณ 2,899.42 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 7.4% เมื่อเทียบกับปี 2568 ซึ่งถือเป็นมูลค่าที่สูงสุดในรอบ 6 ปี (นับตั้งแต่ปี 2564)

               โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยรวมอยู่ที่ 2,401 บาทต่อคน ขณะที่ค่าใช้จ่ายเฉพาะการซื้อของขวัญมอบให้คู่รักเฉลี่ยอยู่ที่ 1,321 บาทต่อคน ซึ่งกลุ่ม Gen X เป็นกลุ่มที่มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยสูงสุด

              ปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจช่วงวาเลนไทน์ มาจากบรรยากาศทางการเมือง 52% ของกลุ่มโดยกลุ่มตัวอย่างมองว่าบรรยากาศก่อนการเลือกตั้งส่งผลให้เกิดความคึกคักและกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย

               ขณะที่การท่องเที่ยว การกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีน ช่วยสร้างความเชื่อมั่นในระบบ แม้ประชาชนจะมองว่าราคาสินค้าแพงขึ้น แต่ยังคงมีการวางแผนใช้จ่ายเนื่องจากตรงกับวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ และมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐช่วยพยุงไว้

               ด้านนางอุมากมล สุนทรสุรัติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ผลสำรวจ พบว่า คนส่วนใหญ่ 35.3% ให้ความสำคัญกับวันวาเลนไทน์ระดับปานกลาง ,21.1 % สำคัญมาก ,17.4% สำคัญน้อย, 12.2% ไม่สำคัญเลย ,8.9% สำคัญน้อยมาก และ5.1 %สำคัญอย่างมาก โดยคนเจนZให้ความสำคัญมากที่สุด รองลงมาคือเจนY เจนXและเจนBB

                 เมื่อสอบถามถึงความรู้สึกต่อบรรยากาศในช่วงวันวาเลนไทน์พบว่า ส่วนใหญ่ 69.1%ตอบว่า มีความสุข ,20.6% เกิดความคาดหวัง ,7.8%เครียดและกดดัน , 2.0%วิตกกังวลและ0.5%อื่นๆ ส่วนที่มาของเงินที่ใช้ในช่วงวันวาเลนไทน์ 70.1% นำมาจากค่าขนม, 26.1% เงินออม , 1.8% ผู้ปกครอง ,1.4 %เงินช่วยเหลือรัฐและ0.6%โบนัส

                 ด้านพฤติกรรมการเฉลิมฉลองและปัจจัยการเลือกซื้อของขวัญ พบว่า การเลือกสถานที่ยอดนิยม อันดับ 1 คือ ร้านอาหาร/การล่องเรือทานอาหาร (32%) ตามด้วยการฉลองที่บ้าน (18.8%) และห้างสรรพสินค้า (15.4%)

                  ขณะที่เกณฑ์การเลือกซื้อของขวัญ ประชาชนให้ความสำคัญกับ ความชอบของผู้รับ มากที่สุด (21.4%) รองลงมาคือความสะดวก (15.0%) และรายได้ส่วนบุคคล (13.1%)

    #หอการค้าไทยวาเลนไทน์

    Cr:UTCC Today

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/159041&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HtoBtmgZ8e3Aw-0QY5AdB

  • เปิดเสรีนำเข้าสุรา หลังผูกขาดมายาวนาน

    เปิดเสรีนำเข้าสุรา หลังผูกขาดมายาวนาน

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-215&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3e0zEJ0ya5KZ1rEywdffpW

  • “กรุงศรี” หวังรัฐบาลใหม่เร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ก้าวข้ามวิกฤตเศรษฐกิจ

    “กรุงศรี” หวังรัฐบาลใหม่เร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ก้าวข้ามวิกฤตเศรษฐกิจ

    “กรุงศรี” หวังรัฐบาลใหม่เร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ก้าวข้ามวิกฤตเศรษฐกิจ

    นายเคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY ได้สะท้อนมุมมองต่อสถานการณ์ประเทศไทยในปัจจุบันว่า มีสภาวะที่อ่อนแรงหรืออ่อนแอกว่าประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค

    “ประเทศไทยในปัจจุบันถูกเปรียบเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย อาการป่วยในครั้งนี้ไม่ใช่โรคร้ายแรงที่รักษาไม่หาย เนื่องจากเราทราบถึงสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้น“ นายเคนอิจิ กล่าว 

    การแก้ปัญหาเศรษฐกิจในครั้งนี้ถูกมองว่าไม่สามารถทำได้เพียงแค่การ “กินยา” แล้วจะหายขาดได้ในทันที แต่จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องในระยะยาว ซึ่งเป็นประเด็นหลักที่ภาคส่วนต่าง ๆ คาดหวังต่อรัฐบาลชุดใหม่ให้เข้ามาดำเนินการแก้ไขด้วยมาตรการเชิงโครงสร้างระยะยาว เพื่อแก้ปัญหาที่รากเหง้าของเศรษฐกิจไทยในรอบนี้อย่างแท้จริง

    นอกจากนี้ สิ่งสำคัญที่ถูกนำเสนอคือ ความต้องการเห็นมาตรการที่สนับสนุนให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐ เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้ ซึ่งจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถหลุดพ้นจาก “กับดักความป่วย” และกลับมาแข็งแกร่งได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/737586&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1oKEOVoO3brSefc-s5GKe1

  • รทสช. ลุยบางกะปิ ชูกองทุน 5 หมื่นล้าน ฟื้นเศรษฐกิจ-แก้หนี้นอกระบบ ลดค่าพลังงาน

    รทสช. ลุยบางกะปิ ชูกองทุน 5 หมื่นล้าน ฟื้นเศรษฐกิจ-แก้หนี้นอกระบบ ลดค่าพลังงาน

    พรรครวมไทยสร้างชาติ ลุยย่านบางกะปิ ช่วยผู้สมัครหาเสียง “พีระพันธุ์” ชูกองทุน 5 หมื่นล้าน ฟื้นเศรษฐกิจ-แก้หนี้นอกระบบ ลดค่าพลังงาน คืนอาชีพคนไทย คุมเข้มแรงงานต่างด้าว

    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ลงพื้นที่เขตบางกะปิ บริเวณตลาดแฮปปี้แลนด์ ตลาดตะวันนา และตลาดบางกะปิ เพื่อช่วยหาเสียงให้กับนายปรีชาชัย พิพรรธน์ธนาดุล ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 14 เบอร์ 10

    บรรยากาศการลงพื้นที่เป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนและพ่อค้าแม่ค้าเข้ามาทักทายและให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก พร้อมสะท้อนปัญหาความเดือดร้อน โดยส่วนใหญ่กังวลเรื่องค่าครองชีพที่สูงขึ้น และภาระหนี้สิน ทั้งนี้ นายพีระพันธุ์ ได้รับเรื่องร้องทุกข์ประชาชนสะท้อนปัญหาแรงงานต่างด้าวในประเทศไทยว่า แรงงานต่างด้าวเข้ามาแย่งอาชีพคนไทยเป็นจำนวนมาก พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมภาครัฐสนับสนุนให้ลูกของแรงงานต่างด้าวได้เรียนหนังสือฟรีในไทย โดยนายพีระพันธุ์ กล่าวว่า พรรคมีนโยบายจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวอย่างชัดเจน และยืนยันว่า หากได้เข้ามาบริหารประเทศ จะเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหานี้อย่างเด็ดขาด

    การลงพื้นที่ก็เพื่อรับฟังปัญหาจากประชาชนและนำมาจัดทำนโยบายของพรรค เพื่อช่วยเหลือประชาชนระดับรากหญ้า โดยเฉพาะปัญหาค่าครองชีพสูง รายได้ไม่เพียงพอ และต้องพึ่งพาหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบ

    “พรรคมีนโยบายจัดตั้งกองทุนเพื่อประชาชน วงเงินเริ่มต้น 50,000 ล้านบาท จากการปรับโครงสร้างงบประมาณและกองทุนที่ยังไม่ถูกนำมาใช้ เพื่อให้ประชาชน 1 ล้านคน กู้ยืมรายละ 50,000 บาท โดยไม่คิดดอกเบี้ย ผ่อนชำระระยะเวลา 10 ปี เพื่อช่วยปลดหนี้นอกระบบ และเป็นทุนหมุนเวียนในการประกอบอาชีพ เพิ่มสภาพคล่องและกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งหากประชาชนมีเงินในกระเป๋าจะเกิดการจับจ่ายใช้สอย ส่งผลให้เศรษฐกิจฐานรากฟื้นตัวอย่างแท้จริง และยังมีนโยบายด้านพลังงาน ผมยืนยันจะเดินหน้าแก้ไขปัญหาราคาพลังงานอย่างจริงจัง ตั้งเป้าลดราคาน้ำมันเหลือลิตรละ 25 บาท ค่าไฟฟ้าไม่เกินหน่วยละ 3.30 บาท และลดราคาแก๊สหุงต้มลงมาอยู่ที่ประมาณ 360 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัมแน่ หากพี่น้องประชาชนต้องการให้เราทำได้สำเร็จขอให้ช่วยเลือกกาบัตรสีชมพู เบอร์ 1 พรรครวมไทยสร้างชาติ และบัตรสีเขียวเลือกผู้สมัครของพรรคในแต่ละเขตให้มากที่สุด ถึงเวลาที่คนไทยต้องเลือกชีวิตของตนเอง และขอโอกาสให้พรรครวมไทยสร้างชาติกลับเข้าไปทำงานแก้ไขปัญหาให้คนทั้งประเทศอีกครั้ง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2912362&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PNIUMWpkL9bZ583ilVfhW

  • ‘อภิสิทธิ์’ หนุนผู้สมัคร กทม. เขต 21 ดันโมเดลจัดการขยะ ชูเศรษฐกิจสีเขียว

    ‘อภิสิทธิ์’ หนุนผู้สมัคร กทม. เขต 21 ดันโมเดลจัดการขยะ ชูเศรษฐกิจสีเขียว

    “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นำทีมประชาธิปัตย์แถลงสนับสนุนแนวทางจัดการขยะและมลพิษเชิงรุก เคียงข้าง ดร.กิตพล เชิดชูกิจกุล ผู้สมัคร สส.กรุงเทพฯ เขต 21 เบอร์ 14 ชี้การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมต้องเดินควบคู่การกระจายอำนาจ ให้ท้องถิ่นตัดสินใจและขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวได้จริง

    5 กุมภาพันธ์ 2569  – ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค ร่วมแถลงข่าวสนับสนุนแนวทางการจัดการขยะและมลพิษเชิงรุก ร่วมกับ ดร.กิตพล เชิดชูกิจกุล ผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร เขต 21 (ประเวศ-สะพานสูง) หมายเลข 14 โดยเน้นย้ำความพร้อมของพรรคในการแก้ไขปัญหาพื้นที่ควบคู่ไปกับการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศ

    นายอภิสิทธิ์ เผยว่า ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่เข้มข้น พรรคประชาธิปัตย์ขอยืนหยัดในการทำงานที่ยึดเอาความเดือดร้อนของประชาชนเป็นตัวตั้ง โดยกำชับให้ผู้สมัคร สส. ทุกเขตทั่วประเทศ เก็บข้อมูลปัญหาในพื้นที่อย่างละเอียดเพื่อจัดทำเป็นแผนปฏิบัติงานทันที

    “เรามีความพร้อมในทุกระดับ ไม่ใช่แค่ผู้บริหาร หรือ สส. บัญชีรายชื่อ แต่ผู้สมัครเขตทุกคนคือกลไกสำคัญในการสะท้อนปัญหาจริงจากพื้นที่ เพื่อเตรียมการแก้ไขอย่างเป็นระบบและเต็มกำลัง” นายอภิสิทธิ์กล่าว

    ในส่วนของแนวทางการจัดการขยะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องทางเทคนิค แต่เป็นภาพสะท้อนของนโยบายเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ที่พรรคให้ความสำคัญ โดยเตรียมผลักดันกฎหมาย 3 ฉบับเพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เปลี่ยนขยะและมลพิษให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจและพลังงานทางเลือกที่มีประสิทธิภาพ

    อีกหนึ่งหัวใจสำคัญคือการกระจายอำนาจเพื่อให้ท้องถิ่นมีความคล่องตัวในการจัดการตนเอง โดยนายอภิสิทธิ์ชี้เห็นว่าปัญหาในหลายพื้นที่ เช่น ภูเก็ต หรือหาดใหญ่ มักติดหล่มความล่าช้าจากส่วนกลาง ขณะที่ท้องถิ่นเองก็ขาดงบประมาณ

    ส่วนข้อเสนอแนวทางใหม่ของพรรคประชาธิปัตย์ 1.เพิ่มทรัพยากรท้องถิ่น ไม่พึ่งพาเพียงเงินอุดหนุน แต่สนับสนุนการจัดเก็บภาษีและกันงบประมาณไว้ใช้ในพื้นที่ให้มากขึ้น

    2.ระดมทุนรูปแบบใหม่ ส่งเสริมการร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) หรือการออกพันธบัตรท้องถิ่นเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

    3.เพิ่มอำนาจตัดสินใจเพื่อให้การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและขยะในพื้นที่รวดเร็วและตรงจุด

    “การกระจายอำนาจคือก้าวสำคัญที่จะทำให้ท้องถิ่นเข้มแข็งและจัดการปัญหาของตนเองได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์พร้อมเดินหน้าเรื่องนี้อย่างเต็มที่เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนไทยทุกคน” นายอภิสิทธิ์ กล่าว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/vote69/942792/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0w11QttJPi1wk69Ee-Cbfu