Blog

  • ไทยสร้างไทยปักหมุดอีสาน “สุดารัตน์” ปราศรัย ลั่นบำนาญ 3,000 พายุหมุนเศรษฐกิจของจริง

    ไทยสร้างไทยปักหมุดอีสาน “สุดารัตน์” ปราศรัย ลั่นบำนาญ 3,000 พายุหมุนเศรษฐกิจของจริง

    พรรคไทยสร้างไทย ลุยอีสานโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 2569 “สุดารัตน์” ลั่น บำนาญ 3,000 ไม่ใช่เพียงการสงเคราะห์ แต่คือการวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่ผ่าน 4 มิติหลัก โว ทำ 30 บาทรักษาทุกโรคสำเร็จมาแล้ว

    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) นำทัพ “คาราวานบำนาญ 3,000 บาท” เดินทางถึงจังหวัดร้อยเอ็ด เปิดเวทีปราศรัยใหญ่ท่ามกลางพี่น้องประชาชนที่มาต้อนรับอย่างล้นหลาม ก่อนจะมุ่งหน้าสร้างปรากฏการณ์ต่อในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี จังหวัดหนองบัวลำภู จังหวัดหนองคาย และปิดท้ายที่จังหวัดขอนแก่น โดยคุณหญิงสุดารัตน์ ร่วมเปิดป้ายลงบน ม็อกอัพบัตร “บำนาญประชาชน 3,000 บาท” เพื่อเป็นสัญญาประชาคมว่า หากพรรคไทยสร้างไทยได้รับความไว้วางใจให้เข้าไปบริหารประเทศ จะผลักดันนโยบายนี้ให้สำเร็จเห็นผลภายใน 6 เดือน 

    คุณหญิงสุดารัตน์  กล่าวปราศรัยตอนหนึ่งว่า ตนเคยทำนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคจนสำเร็จมาแล้ว วันนี้ขอต่อยอดมาทำบำนาญประชาชน 3,000 บาท เพื่อดูแลผู้สูงอายุให้อยู่อย่างมีศักดิ์ศรี นโยบายนี้ไม่ใช่เพียงการสงเคราะห์ แต่คือการวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่ผ่าน 4 มิติหลัก คือ

    1. มิติด้านรายได้ เปลี่ยน “เบี้ยยังชีพ” เป็น “บำนาญ” เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีและมีศักดิ์ศรี ตอบแทนผู้สูงอายุที่ทำคุณงามความดีให้กับบ้านเมืองมายาวนาน

    2. มิติด้านสุขภาพ ผู้รับบำนาญต้องเข้าโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพให้แข็งแรงลดโรค ลดภาระงบประมาณสาธารณสุขระยะยาว

    3. มิติด้านครอบครัว ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของคนวัยทำงาน ทำให้คนรุ่นใหม่ตั้งตัวได้เร็วขึ้น 

    4. มิติด้านเศรษฐกิจ เงิน 3,000 บาท จะเป็น “พายุหมุนเศรษฐกิจ” ที่แท้จริง เพราะเกิดการใช้จ่ายในร้านค้ารายย่อยและตลาดสดในชุมชนทันที กระตุ้นตัวคูณทางเศรษฐกิจในระดับฐานรากทั่วประเทศ

    คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวต่อไปว่า หลังเสร็จสิ้นภารกิจที่ร้อยเอ็ด คาราวานไทยสร้างไทยเร่งเครื่องเดินทางต่อไปยังอุดรธานี หนองบัวลำภู และหนองคาย เพื่อสื่อสารความพร้อมในการบริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ ปราศจากการคอร์รัปชัน และมุ่งเน้นการแก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน แทนการแจกเงินชั่วคราว พรรคไทยสร้างไทยขอเชิญชวนพี่น้องชาวอีสานร่วมสร้างประวัติศาสตร์ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ เข้าคูหากาพรรคไทยสร้างไทย บัตรสีชมพูเบอร์ 48 เพื่อส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีคืนสู่ผู้สูงอายุและลูกหลานไทยทุกคน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2912246&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw222eFwBI6IupfQz4gLCzTS

  • ‘ธิติวัฐ’ กางแผนเพื่อไทย ฟื้นเศรษฐกิจชายแดนใต้ ดัน 6 อุตสาหกรรมหลัก เชื่อมตลาดมาเลเซีย-ตะวันออกกลาง

    ‘ธิติวัฐ’ กางแผนเพื่อไทย ฟื้นเศรษฐกิจชายแดนใต้ ดัน 6 อุตสาหกรรมหลัก เชื่อมตลาดมาเลเซีย-ตะวันออกกลาง

    วันนี้ (5 กุมภาพันธ์) พรรคเพื่อไทยวางแผนยกระดับเศรษฐกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ครั้งใหญ่ ครอบคลุม 5 จังหวัดหลัก ได้แก่ สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสตูล มุ่งผลักดัน 6 อุตสาหกรรมเป้าหมายหลัก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดทั้งในและต่างประเทศ พร้อมเชื่อมโยงศักยภาพเศรษฐกิจชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านและตลาดโลก

    ธิติวัฐ อดิศรพันธ์กุล อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า พรรคเพื่อไทยมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนใต้แบบบูรณาการทั้งระบบ เพื่อดึงศักยภาพธุรกิจในพื้นที่ให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยมุ่งส่งเสริม 6 อุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ อุตสาหกรรมฮาลาล ประมง ยางพารา อัตลักษณ์พื้นถิ่น การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และการศึกษา

    ธิติวัฐระบุว่า หัวใจสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนคือการวางโครงสร้างเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ รวมถึงต้องคำนึงถึงลักษณะเฉพาะของแต่ละจังหวัดในชายแดนใต้ ซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะการเชื่อมโยงกับประเทศมาเลเซียที่มีกำลังซื้อสูง และเป็นตลาดสำคัญของสินค้าฮาลาลและยางพาราไทย

    ธิติวัฐกล่าวว่า หากรัฐบาลสามารถสร้างความต้องการซื้อและตลาดที่มีเสถียรภาพให้กับสินค้าในพื้นที่ได้ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันทางเศรษฐกิจ และสร้างรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

    ที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยได้เริ่มวางโครงสร้างพื้นฐานและขยายตลาดไปบางส่วนแล้ว เช่น การขุดลอกร่องน้ำปัตตานีและปรับปรุงจุดจอดเรือเพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการประมง การนำสินค้าอุตสาหกรรมเป้าหมายไปจัดแสดงในงาน Thai Festival ณ กรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย รวมถึงการจัดพื้นที่แสดงสินค้าพื้นถิ่นชายแดนใต้ในงาน Taste of Southern ที่กรุงเทพมหานคร

    ธิติวัฐกล่าวทิ้งท้ายว่า หากพรรคเพื่อไทยได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคพร้อมเดินหน้าสานต่อนโยบายทันที เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่เข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ และผลักดันจังหวัดชายแดนใต้สู่การเป็นเขตการค้าพิเศษชายแดนที่มีศักยภาพในระดับประเทศและภูมิภาค

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thitiwat-pheu-thai-southern-border-economy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3N7JRtEU2iRpVvpkn-xstC

  • กกร. ห่วงเศรษฐกิจไทยโตต่ำ 2% ชี้ประชานิยมกระทบวินัยการคลัง

    กกร. ห่วงเศรษฐกิจไทยโตต่ำ 2% ชี้ประชานิยมกระทบวินัยการคลัง

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดยมี ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย

    นายเกรียงไกร ระบุว่า กกร. มีความกังวลต่อเศรษฐกิจไทยปี 2569 ที่มีแนวโน้มโตต่ำกว่า 2% และมีความเสี่ยงเพิ่มเติมจากการจัดทำงบประมาณปี 2570 ที่อาจล่าช้า โดยล่าสุด สศค. คาดการณ์การใช้จ่ายภาครัฐจะลดลงจากปีก่อนหน้า โดยเฉพาะด้านการลงทุน ขณะที่ข้อมูลจากกรมบัญชีกลาง ณ วันที่ 31 มกราคม 2569 ระบุว่ามีการเบิกจ่ายงบลงทุนแล้ว จำนวน 176,655 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 21.57 ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมาย ณ สิ้นเดือนมกราคม 2569 ที่กำหนดไว้ร้อยละ 26 สะท้อนถึงความล่าช้าในการดำเนินโครงการลงทุนภาครัฐ นอกจากนี้ กกร. มุ่งหวังให้การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองหลังการเลือกตั้งเป็นไปอย่างราบรื่นเพื่อให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมีความต่อเนื่อง ปรับลดกฎระเบียบเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแข่งขัน และการเข้าสู่ระบบของ SMEs ให้แต้มต่อสินค้า Made in Thailand และสนับสนุนการลงทุนเพื่อยกระดับศักยภาพธุรกิจ สอดคล้องกับแนวทาง “Reinvent Thailand” เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของไทย

    กกร. ห่วงเศรษฐกิจไทยโตต่ำ 2% ชี้ประชานิยมกระทบวินัยการคลัง กกร. ห่วงเศรษฐกิจไทยโตต่ำ 2% ชี้ประชานิยมกระทบวินัยการคลัง  
     

    กกร. ขอขอบคุณกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ดำเนินการเชิงรุกในการแก้ปัญหาธุรกรรมทองคำที่มีผลต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท ผ่านการควบคุมธุรกรรมซื้อขายทองคำในสกุลเงินบาทบนแพลตฟอร์มออนไลน์ อย่างไรก็ตาม ในระยะถัดไป หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังต้องร่วมกันสร้างกลไกและเครื่องมือในการตรวสอบอย่างเป็นระบบ เชื่อมโยงข้อมูลอย่างรอบด้าน และปรับเปลี่ยนกฎระเบียบ เพื่อป้องกันและปิดช่องว่างการทำธุรกรรมอื่นๆ ที่อาจกระทบค่าเงินบาท อาทิ การซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ที่พบว่าการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านแพลตฟอร์มในไทยเป็น USDT ในระดับสูง และมีสัดส่วนของนักลงทุนต่างประเทศค่อนข้างสูง โดยการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนระหว่าง USDT กับเงินบาท เสมือนกับการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนระหว่าง USD กับเงินบาท เป็นต้น

    เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

    กกร. แสดงความกังวลต่อนโยบายหาเสียงของพรรคการเมือง ที่ส่วนใหญ่ที่มักให้ความสำคัญกับนโยบายประชานิยมและการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ซึ่งใช้งบประมาณสูงมาก มากกว่าการลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว รวมถึงขาดนโยบายในการสร้างรายได้ให้ประเทศอย่างเป็นระบบและยั่งยืน ขณะเดียวกัน พรรคการเมืองควรตระหนักถึงข้อจำกัดด้านพื้นที่ทางนโยบายการคลัง (Fiscal Space) จากระดับหนี้สาธารณะที่ปรับสูงขึ้น โดย ณ เดือนธันวาคม 2568 หนี้สาธารณะคงค้างอยู่ที่ 12.45 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 66.09 ต่อ GDP ซึ่งเข้าใกล้กรอบวินัยการคลังที่กฎหมายกำหนดไว้ไม่เกินร้อยละ 70 ต่อ GDP ทำให้การกำหนดนโยบายด้านการใช้จ่ายมีข้อจำกัดมากขึ้น

    กกร. เห็นว่าการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจในระยะต่อไปควรให้ความสำคัญกับการวางยุทธศาสตร์การเติบโตในระยะยาว ควบคู่กับการใช้ทรัพยากรทางการคลังอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเสริมสร้างฐานรายได้ใหม่ให้ประเทศ ผ่านการเพิ่มผลิตภาพของภาคการผลิต การยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนการสร้างระบบเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพ สามารถรองรับความผันผวนในอนาคต และเติบโตได้อย่างมั่นคง สมดุล และยั่งยืน สอดคล้องกับ spirit ของ Reinvent Thailand 

    ผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย

    ด้านปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ เป็นความเสี่ยงหลักของเศรษฐกิจโลกปี 2569 สะท้อนจาก Global Risks Report ของ World Economic Forum ที่ระบุว่าปัจจัยด้าน Geoeconomics เป็นความเสี่ยงอันดับหนึ่งของโลกและสูงขึ้นกว่าปีที่แล้ว อีกทั้ง เหตุการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี ส่งผลให้ตลาดการเงิน โดยเฉพาะค่าเงินและราคาทองคำผันผวน โดยมาตรการภาษีของสหรัฐฯในปีนี้มีอีกอย่างน้อย 9 รายการสินค้าที่อยู่ในข่ายถูกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติม โดยมีมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์ สรอ. หรือคิดเป็น 63% ของมูลค่าการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ในปี 2568 โดยเฉพาะ Semiconductor ที่ขยายตัวสูงถึง 53%

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กกร. ห่วงเศรษฐกิจไทยโตต่ำ 2% ชี้ประชานิยมกระทบวินัยการคลัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378973136&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3B4615tXx0o5grn1uD44I8

  • ธรรมนัส ปราศรัยชูปรับ โครงสร้างเศรษฐกิจ ทั้งระบบ กู้ชีวิตคนฐานราก

    ธรรมนัส ปราศรัยชูปรับ โครงสร้างเศรษฐกิจ ทั้งระบบ กู้ชีวิตคนฐานราก

    วันนี้ (5 กุมภาพันธ์) ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคกล้าธรรม กล่าวว่า ในการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคกล้าธรรมขอประกาศตัวยืนอยู่ข้างคนฐานราก ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ โดยพรรคได้วางแนวทางเศรษฐกิจที่มุ่งทำให้ฐานของระบบเศรษฐกิจแข็งแรง เปรียบเสมือนการเสริมฐานพีรามิดให้มั่นคง เพื่อให้โครงสร้างเศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยกลุ่มเป้าหมายหลักของนโยบายดังกล่าวคือเกษตรกร ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญของประเทศ หากคนกลุ่มนี้มีรายได้มั่นคงและคุณภาพชีวิตดีขึ้น เศรษฐกิจโดยรวมจะเดินหน้าได้อย่างแข็งแรง

    ร.อ. ธรรมนัส กล่าวต่อว่า นโยบายเศรษฐกิจของพรรคจะเน้นการดูแลราคาสินค้าเกษตรควบคู่กับการแก้ปัญหาหนี้สินอย่างเป็นระบบ โดยในส่วนของภาคเกษตร พรรคเสนอการยกระดับราคาสินค้าด้วยกลไกตลาด ผ่านการบริหารสมดุลอุปสงค์และอุปทาน ส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตสินค้าเกรดคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มมูลค่า แทนการแข่งขันด้านปริมาณ

    พร้อมใช้แนวทางชะลอการขายในช่วงผลผลิตล้นตลาด โดยให้สถาบันเกษตรกรเป็นผู้เก็บสต็อกสินค้าในช่วงราคาตกต่ำ และให้รัฐสนับสนุนดอกเบี้ยเงินกู้ในการเก็บสต็อก วิธีนี้ถูกมองว่าจะใช้งบประมาณน้อยกว่านโยบายจำนำหรือประกันราคาที่ผ่านมา ซึ่งมักมีปัญหาช่องโหว่และข้อครหาด้านการทุจริต อีกทั้งยังตั้งข้อสังเกตว่านโยบายประกันกำไรทำได้ยากในทางปฏิบัติ เพราะต้นทุนของเกษตรกรแต่ละรายไม่เท่ากัน



    “พรรคกล้าธรรมประกาศจุดยืนด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยคัดค้านการเปิดเสรีการค้าสินค้าเกษตรที่อาจทำให้เกษตรกรไทยเสียเปรียบ พร้อมผลักดันมาตรการเข้มงวดในการตรวจตราพื้นที่ชายแดน เพื่อสกัดสินค้าเกษตรเถื่อนที่กระทบราคาภายในประเทศ” ร.อ. ธรรมนัสระบุ

    นอกจากนี้ พรรคกล้าธรรมยังเสนอแนวทางปฏิรูปโครงสร้างหนี้ผ่านการตั้งสหกรณ์กลาง เพื่อบริหารจัดการหนี้ทั้งภาคเกษตรและหนี้ครู โดยเฉพาะกลุ่มครูที่มีภาระหนี้สูง พรรคตั้งเป้าให้ผู้กู้มีเงินเหลือใช้หลังชำระหนี้ไม่น้อยกว่า 20-30% ของรายได้ต่อเดือน พร้อมเสนอให้ปฏิรูปอำนาจนายทะเบียนสหกรณ์ให้เข้มงวดในการกำกับดูแลใกล้เคียงมาตรฐานของธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อป้องกันความเสียหายจากการบริหารผิดพลาด และยกระดับสหกรณ์ให้เป็นกลไกสำคัญในการแก้หนี้อย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้

    ร.อ. ธรรมนัส ยังกล่าวถึงนโยบาย Set Zero เพื่อแก้ปัญหาแก๊งสแกมเมอร์และขบวนการสินค้าผิดกฎหมายตามแนวชายแดน ด้วยการคัดกรองบุคคลที่เดินทางไปทำงานต่างประเทศ และปิดช่องทางธรรมชาติที่ถูกใช้ลักลอบเข้าออกประเทศ โดยมาตรการเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อปกป้องเศรษฐกิจภายใน และสร้างเสถียรภาพให้คนฐานรากสามารถยืนได้อย่างมั่นคงในระบบเศรษฐกิจไทย

    “วันนี้ปัญหาใหญ่ของประเทศไม่ใช่แค่จีดีพีโตหรือไม่โต แต่คือคนส่วนใหญ่ของประเทศยังลืมตาอ้าปากยาก เกษตรกรขายของไม่ได้ราคา ครูเป็นหนี้ทั้งชีวิต แบบนี้เศรษฐกิจจะเข้มแข็งได้อย่างไร เราจึงต้องเริ่มจากฐาน พรรคกล้าธรรมจึงขอเป็นตัวแทนของคนระดับล่าง เราจะเดินหน้าแก้หนี้ ยกระดับราคาพืชผล และปกป้องตลาดในประเทศ ผมเชื่อว่าคนฐานรากจะลุกขึ้นยืนได้ด้วยตัวเอง และเมื่อฐานแข็งแรง ประเทศไทยจะเดินหน้าได้อย่างมั่นคง ไม่ใช่โตบนความเปราะบางเหมือนที่ผ่านมา” ร.อ. ธรรมนัสกล่าว


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thammanat-speech-economy-reform-debt/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iYg-70CMFcEJEslNQeNym

  • ผ่าตัด ‘คนป่วยแห่งเอเชีย’ สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทย

    ผ่าตัด ‘คนป่วยแห่งเอเชีย’ สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทย

    ภาพจำประเทศไทยในอดีต ที่เคยเป็น “เสือเศรษฐกิจ” เติบโตถึง 13% ในปี 2531 วันนี้กลายเป็นประวัติศาสตร์ถูกแทนที่ด้วยฉายา “คนป่วยแห่งเอเชีย” (Sick Man of Asia) ตามรายงานของ Financial Times ไม่ใช่วาทกรรม แต่เป็นวิกฤติเชิงประจักษ์ที่สะท้อนผ่านการเติบโตที่ระดับ 2% มาตลอด 5 ปี 

        “บุรินทร์ อดุลวัฒนะ” กรรมการผู้จัดการและ Chief Economist ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุภาวะนี้ว่าเป็นเรื่องที่ “น่าตกใจมาก” ที่ไทยเปลี่ยนสถานะจากพยัคฆ์สู่คนป่วยภายในเวลาเพียง 10 ปี ฉะนั้นการจะทำให้หายป่วยต้องอาศัยการผ่าตัดใหญ่เท่านั้นจึงจะรอดพ้นจากการล่มสลายเชิงโครงสร้าง
        หากจะวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่ทำให้ฐานรากทางเศรษฐกิจของไทย “ป่วย” ประเด็นแรกคือ วิกฤติหนี้ครัวเรือน ที่พุ่งสูงเกือบ 90% ของ GDP ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดในเอเชีย บั่นทอนกำลังซื้อและการบริโภคภายในประเทศอย่างรุนแรง ต่อมาคือ วิกฤติประชากร โดยในปี 2568 อัตราการเกิดลดต่ำลงที่สุดในรอบ 75 ปี และเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 สภาวะสังคมสูงวัยขั้นสุดยอดนี้ไม่ใช่เพียงประเด็นทางสังคม แต่คือข้อจำกัดทางชีวภาพที่ทำให้ภาคการผลิตไม่สามารถรักษารูปแบบเดิมไว้ได้ เมื่อคนวัยทำงานลดลงแต่ภาระหนี้ต่อหัวเพิ่มขึ้น ย่อมส่งผลกระทบภาคการผลิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

        นอกจากนี้ยังมีภาวะความเสื่อมถอยเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมดั้งเดิม อุตสาหกรรมยานยนต์ที่เคยเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจในอดีตวันนี้กลับเห็นการปิดตัวของโรงงานและลดกำลังการผลิต ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมอ่อนตัวต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2564 คือหลักฐานยืนยันขีดความสามารถในการแข่งขัน ภาคการท่องเที่ยวที่เป็นเครื่องยนต์อีกตัวที่สำคัญก็ไม่เป็นไปตามที่ตั้งความหวัง ปี 2568 มีนักท่องเที่ยวเพียง 32.9 ล้านคน ลดลงถึง 7% จากปีก่อนหน้า จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ 40 ล้านคน จากปัจจัยด้านความปลอดภัยและความน่าดึงดูดที่ลดลงเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ทำให้การท่องเที่ยวไม่สามารถแบกรับเศรษฐกิจทั้งประเทศได้อีกต่อไป ไม่นับตลาดหุ้นไทยที่ดัชนีลดลงถึง 10% ในปี 2568

        ในขณะที่เครื่องยนต์เก่าดับลง แต่เราก็ไม่มีเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ การปฏิรูปเพื่อสร้าง New Growth Engine จึงต้องเร่งดำเนินการเพื่อความอยู่รอด  รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ จะต้องจัดการปัญหาหนี้ครัวเรือนด้วยมาตรการแก้หนี้ที่ยั่งยืนเพื่อฟื้นฟูการบริโภคภายใน นโยบายรับมือสังคมสูงวัยและวิกฤติเด็กเกิดใหม่ต่ำสุดในรอบ 75 ปี ควบคู่กับการ Reskill แรงงานสู่ระบบดิจิทัล สร้างสิทธิประโยชน์และระบบนิเวศที่เอื้อการดึงดูดเม็ดเงินจากบิ๊กเทคโลก เพื่อสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศ เป็นการผ่าตัดใหญ่เพื่อต่อลมหายใจให้เศรษฐกิจไทยก่อนที่สถานะ “คนป่วย” จะกลายเป็น “คนไข้ระยะสุดท้าย” และหมดสัญญาณชีพไปในที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/editorial/1219781&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3eoHoehvWwpYBbVX2tDKEm

  • ธนาคารโลกเผยเศรษฐกิจลิเบียปี 68 ฟื้นตัวแกร่ง GDP พุ่ง 13.3%

    ธนาคารโลกเผยเศรษฐกิจลิเบียปี 68 ฟื้นตัวแกร่ง GDP พุ่ง 13.3%

    เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2569 ธนาคารโลกได้เผยแพร่รายงานวิเคราะห์เศรษฐกิจลิเบียชื่อ World Bank Libya Economic Monitor ประจำปี 2568 ซึ่งระบุว่า เศรษฐกิจลิเบียได้ฟื้นตัวในช่วงแรกของปี 2568 โดยมีการขยายตัวของ GDP ประมาณ 13.3% เมื่อเทียบปีต่อปีกับปีที่ผ่านมา โดยมีปัจจัยสำคัญมาจากการฟื้นตัวของภาคน้ำมันซึ่งเติบโตถึง 17.4% และการเพิ่มปริมาณการผลิตเฉลี่ยเป็น 1.3ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งสูงกว่าปี 2567 ที่ 1.1ล้านบาร์เรลต่อวัน

    นอกจากนี้ ภาคเศรษฐกิจที่ไม่ใช่น้ำมันก็มีการเติบโตเช่นกัน คือ ประมาณ 6.8% เนื่องจากการบริโภคทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจมีการขยายตัวในวงกว้าง แม้ราคาน้ำมันโลกจะอ่อนตัวลงก็ตาม

    สถานะการเงินของรัฐดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รัฐบาลรายงานดุลการคลังเกินดุลประมาณ 3.6% ของ GDP ในเก้าเดือนแรกของปี 2568 เทียบกับ 0.7% ในปีก่อนหน้า โดยรายได้จากไฮโดรคาร์บอนเพิ่มขึ้นประมาณ 33% ส่งผลให้ฐานการเงินของประเทศแข็งแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    อย่างไรก็ตาม ธนาคารโลกชี้ให้เห็นว่า ลิเบียยังคงมีปัญหาเชิงโครงสร้างและความเสี่ยงเชิงระบบ เช่น (ก) การพึ่งพาภาคพลังงานมากเกินไป ซึ่งเป็นทั้งจุดแข็งและความเสี่ยง เพราะการเปลี่ยนแปลงของราคาและปริมาณผลิตน้ำมันสามารถสร้างแรงผันผวนทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงได้ (ข) ระบบบริหารการเงินสาธารณะที่ขาดความโปร่งใสและเอกภาพ โดยรายงานพิเศษจาก World Bank เน้นว่าการบริหารจัดการการเงินสาธารณะยังล้าหลัง เมื่อเทียบกับประเทศในสถานการณ์คล้ายคลึงกัน โดยมีการจัดทำงบประมาณแยกกันหลายระบบ (parallel budget structures) และการควบคุมที่อ่อนแอ ซึ่งทำให้การวางแผนและการจัดสรรทรัพยากรมีความเปราะบางต่อแรงกระแทกภายนอก (ค) การมีสถานประกอบการที่รัฐถือหุ้นจำนวนมาก โดยบทบาทของรัฐวิสาหกิจที่มีจำนวนมากและมีอิทธิพลในหลายภาคส่วน ได้ส่งผลให้กิจกรรมเอกชนถูกลดโอกาสการแข่งขัน และขัดขวางการลงทุนจากภาคเอกชนซึ่งเป็นกลไกสำคัญของการเติบโตที่ยั่งยืน (ง) ความเสี่ยงด้านความมั่นคงและการเมืองภายในยังคงเป็นแรงกดดันหลักต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยปัญหาการแบ่งขั้วอำนาจและขาดงบประมาณรวมศูนย์ทำให้นโยบายเชิงโครงสร้างไม่สามารถดำเนินได้อย่างต่อเนื่อง (การจ้างงานและการรวมตัวของตลาดแรงงานยังคงเป็นปัญหา โดยมีอัตราการว่างงานที่สูง โดยเฉพาะในหมู่เยาวชนและสตรี ซึ่งสะท้อนถึงโครงสร้างตลาดแรงงานที่ยังไม่สามารถรองรับการเติบโตของการผลิตได้อย่างเต็มที่ 

    ทั้งนี้ ธนาคารโลกแนะนำว่า การรักษาแนวโน้มการเติบโตในระยะยาวจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและระบบการเงินสาธารณะ โดยเฉพาะการเสริมสร้างความโปร่งใส การควบคุมงบประมาณผ่านการจัดตั้ง Treasury Single Account ปรับปรุงการบริหารเงินสด และพัฒนาระบบจำแนกงบประมาณ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการจัดการทางเศรษฐกิจ

    ข้อเสนอแนะ/ข้อสังเกต

                       สคต. ณ กรุงไคโร มีข้อสังเกต ดังนี้

    • ลิเบียมีเศรษฐกิจพึ่งพารายได้จากน้ำมันและก๊าซเป็นหลัก แต่ยังนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอาหารและสินค้าอุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งสร้างโอกาสให้ผู้ส่งออกต่างประเทศ รวมถึงไทยเข้าไปทำตลาดได้ 

    • ตลาดสินค้าที่นำเข้าจำนวนมาก เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า อาหาร สิ่งทอ เครื่องจักรและอุปกรณ์ และวัสดุก่อสร้าง ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยสามารถแข่งขันได้ในบางกลุ่ม 

    • ลิเบียกำลังเร่งกระตุ้นการลงทุนในโซนเศรษฐกิจพิเศษ/Free Trade Zones เช่น Misrata Free Trade Zone ซึ่งช่วยลดภาระภาษีและอำนวยความสะดวกต่อการนำเข้าสำหรับนักลงทุนต่างชาติ 

    • ผู้ประกอบการไทย ควรพิจารณาเลือกสินค้าที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะสินค้าไทยที่มีความได้เปรียบในตลาด เช่น สินค้าเกษตรและอาหารแปรรูปเนื่องจากลิเบียต้องพึ่งพาการนำเข้าอาหารจำนวนมาก  อุปกรณ์ก่อสร้างและเครื่องมือในช่วงการฟื้นฟูและพัฒนาหลังความไม่แน่นอน  เครื่องใช้ไฟฟ้า/อุปกรณ์อุตสาหกรรม และสินค้าอุปโภคบริโภคคุณภาพสูง เทรนด์ผู้บริโภคเริ่มมองหาสินค้ามาตรฐานสูงขึ้น

    • ผู้ประกอบการไทยควรสร้างพันธมิตรทางธุรกิจกับผู้นำเข้า/ผู้จัดจำหน่ายท้องถิ่น เพราะจะช่วยให้การเข้าใจระบบภาษี ศุลกากร และการจดทะเบียนสินค้าในลิเบียง่ายขึ้น

    • ข้อควรระวังด้านกฎระเบียบ เช่น ภาษีและศุลกากร ควรศึกษาข้อกำหนดภาษีนำเข้าและมาตรฐานคุณภาพสินค้าของลิเบีย เพราะอาจมีความแตกต่างจากภูมิภาคอื่น และอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามนโยบายของรัฐบาลลิเบีย ข้อกำหนดคุณภาพและใบรับรอง บางสินค้าอาจต้องมี Certificate of Origin และเอกสารทางการอื่น ๆ เพื่อผ่านการตรวจสอบศุลกากรอย่างราบรื่น ควรตรวจสอบมาตรฐานคุณภาพสินค้าล่วงหน้า และเตรียมเอกสารให้ครบตามข้อกำหนดของลิเบีย

    • นอกจากนี้ ลิเบียยังมีความเสี่ยงด้านความมั่นคงอันเกิดจากความไม่แน่นอนในความเปลี่ยนแปลงด้านการเมืองและความมั่นคง ซึ่งอาจส่งผลต่อธุรกิจระหว่างประเทศได้ ดังนั้นควรประเมินความเสี่ยงด้านเสถียรภาพก่อนลงทุน นำเข้า และจัดจำหน่ายสินค้า

    ที่มา https://www.worldbank.org/en/news/press-release/2025/12/17/libya-sustained-strong-growth-requires-structural-change-to-improve-transparency-and-public-financial-management?utm_source=chatgpt.com “Libya: Sustained Strong Growth Requires Structural Change to Improve Transparency and Public Financial Management”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/uin8bdjhjp8ux7nc2obl56q4&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2AGFqmVG2Fo_Ixj62MI4eE

  • ปฏิกิริยาของอารักชีต่อความคิดเห็นและท่าทีที่ยังขาดวุฒิภาวะของนายกรัฐมนตรีเยอรมนี

    ปฏิกิริยาของอารักชีต่อความคิดเห็นและท่าทีที่ยังขาดวุฒิภาวะของนายกรัฐมนตรีเยอรมนี

    ปฏิกิริยาของอารักชีต่อความคิดเห็นและท่าทีที่ยังขาดวุฒิภาวะของนายกรัฐมนตรีเยอรมนี

    🔹เยอรมนีเคยเป็นเครื่องยนต์แห่งความก้าวหน้าของยุโรป แต่วันนี้กลับกลายเป็นเครื่องยนต์แห่งความถดถอยของยุโรปไปแล้ว

    🔹เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ในนครนิวยอร์ก ตามการยืนกรานของนายเมิร์ซ ประเทศยุโรปสามประเทศได้ตัดบทบาทของตนเองออกจากการเจรจานิวเคลียร์ด้วยน้ำมือของตน และหันไปเลือกเส้นทางการนำมาตรการคว่ำบาตรของสหประชาชาติต่ออิหร่านกลับมาอีกครั้ง บัดนี้ บุคคลคนเดิมกลับมาวิงวอนขอให้กลับเข้าสู่การเจรจาเดิมนั้น

    🔹พวกเราชาวอิหร่าน น่าเสียดายที่ได้เห็นตัวอย่างอื่น ๆ ของความขาดวุฒิภาวะทางการเมืองและพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของนายเมิร์ซมาแล้วหลายครั้ง

    🔹ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2025 เมื่ออิสราเอลสังหารชาวอิหร่านมากกว่าหนึ่งพันคน ปฏิกิริยาของเขากลับเต็มไปด้วยความยินดี นอกจากนี้ นายเมิร์ซยังได้กล่าวอย่างเปิดเผยหลายครั้ง ถึงการล่มสลายของอิหร่านที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งเป็นเพียงการเพ้อฝันเท่านั้น!

    🔹อิหร่านยึดมั่นมาโดยตลอดในการสร้างความสัมพันธ์ที่มั่นคงและสร้างสรรค์กับเยอรมนี ดังนั้น การที่บุคคลอย่างนายเมิร์ซปรากฏตัวในฐานะตัวแทนของเยอรมนีบนเวทีโลก จึงน่าเสียดายยิ่งนัก

    🔹เราหวังว่า การนำทางการเมืองที่มีความรอบคอบ มีความรับผิดชอบ และมีเกียรติยศมากกว่านี้ จะหวนกลับคืนสู่เยอรมนีอีกครั้ง

  • ปูด สปส.ปัดให้ข้อมูลสารพัดโครงการ อ้างกระทบความเชื่อมั่นองค์กร

    ปูด สปส.ปัดให้ข้อมูลสารพัดโครงการ อ้างกระทบความเชื่อมั่นองค์กร

    เมื่อวันที่ 5 ก.พ. 2569 นายธีระชาติ ก่อตระกูล อดีตอนุกรรมการฯฝ่ายไอที บอร์ดประกันสังคม ปัจจุบันเป็นผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) เปิดเผยว่า นี่คือเอกสารที่สำนักงานตอบกลับเวลาพวกเราต้องการขอข้อมูลต่าง ๆ ในฐานะอนุกรรมการ ที่หลายคนบอกว่าทั้งบอร์ดใหญ่บอร์ดเล็กต่างมีอำนาจ ทำไมไม่ขอข้อมูล นี่คือเหตุผลว่าทำไมเรามีข้อมูลไม่เคยครบ

    ปูด สปส.ปัดให้ข้อมูลสารพัดโครงการ อ้างกระทบความเชื่อมั่นองค์กร

    นายธีระชาติ ระบุว่า จากวันนั้นจนวันนี้ จนแล้วจนรอดเราก็ยังไม่เคยได้ข้อมูลเต็ม ๆ ซักที พอขอไประบบราชการที่ถูกต้องตามระเบียบทุกประการก็บอกว่าต้องอุทธรณ์ไปคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารให้มันทันเวลา พอไม่ทันก็ต้องขออีกใบให้ทัน พอขอไปอีกสำนักงานก็เล่นลูกเตะถ่วง แกล้งตาย ไม่ตอบเอกสารกันซะอย่างนั้น

    “เค้าตัดสินเรื่องข้อมูลกันอย่างนี้ ทั้ง ๆ ที่ขัดต่อ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารภาครัฐ ขัดต่อ พ.ร.ก.การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี คำถามคือท่านรัฐมนตรีมีอำนาจเต็มในการสั่งการข้าราชการเหล่านี้ ท่านช่วยสั่งให้เปิดข้อมูลให้มันถูกต้องจริงๆซักทีได้มั้ยครับ” นายธีระชาติ ระบุ 

    ขณะเดียวกัน ประกันสังคมก้าวหน้า – Progressive Social Security เปิดเผยเพิ่มเติมว่า “เรามีขอเอกสารเดิมอีกครั้งตั้งแต่ 1/8/2025 ปัจจุบันหายเงียบ”

    ปูด สปส.ปัดให้ข้อมูลสารพัดโครงการ อ้างกระทบความเชื่อมั่นองค์กร

    ที่มา Max ธีระชาติ ก่อตระกูล – Max Kortrakul

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1219846&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04bZiYf5PTqxMZoAJYqIoD

  • เฟดสรุปฉากทัศน์ Stress Test ปีนี้ จำลองเศรษฐกิจถดถอยหนัก ว่างงานสหรัฐฯ พุ่ง 10% : อินโฟเควสท์

    เฟดสรุปฉากทัศน์ Stress Test ปีนี้ จำลองเศรษฐกิจถดถอยหนัก ว่างงานสหรัฐฯ พุ่ง 10% : อินโฟเควสท์

    ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ได้สรุปฉากทัศน์สมมติสำหรับการทดสอบภาวะวิกฤติ (Stress Test) ประจำปี เพื่อประเมินความสามารถในการรับมือของธนาคารขนาดใหญ่ 32 แห่ง หากเศรษฐกิจเผชิญภาวะถดถอยรุนแรง โดยย้ำว่าการทดสอบดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อรักษาเสถียรภาพระบบการเงินในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ

    เฟดเปิดเผยเมื่อวันพุธ (4 ก.พ.) ว่า ฉากทัศน์สุดท้ายแทบไม่เปลี่ยนแปลงจากที่เคยเสนอไว้เมื่อเดือนต.ค.ที่ผ่านมา พร้อมกันนี้ คณะผู้ว่าการเฟดยังมีมติให้คงข้อกำหนดเงินกองทุนกันชนจากการทดสอบภาวะวิกฤติไว้ที่ระดับปัจจุบันไปจนถึงปี 2570 เพื่อขยายระยะเวลาในระหว่างที่เฟดยังคงเดินหน้าปรับปรุงกระบวนการตรวจสอบประจำปีครั้งใหญ่

    มิเชลล์ ดับเบิลยู. โบว์แมน รองประธานฝ่ายกำกับดูแลของเฟดระบุว่า การเลื่อนการคำนวณข้อกำหนดเงินกองทุนกันชนใหม่ออกไปจนกว่าจะได้รับความคิดเห็นจากสาธารณชน จะช่วยเปิดโอกาสให้เฟดสามารถแก้ไขจุดบกพร่องที่อาจมีอยู่ในแบบจำลองการกำกับดูแลได้อย่างเหมาะสม

    สำหรับการทดสอบภาวะวิกฤติในปี 2569 จะจำลองสถานการณ์เศรษฐกิจโลกถดถอยอย่างรุนแรง โดยอัตราการว่างงานของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเกือบ 5.5 จุดเปอร์เซ็นต์ แตะระดับ 10% ควบคู่กับความผันผวนอย่างหนักในตลาดการเงิน, ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนหุ้นกู้เอกชนขยายตัว และราคาสินทรัพย์ปรับลดลงอย่างมาก รวมถึงราคาบ้านที่ร่วงลง 30% และราคาอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ที่ดิ่งลง 39%

    สำหรับธนาคารที่มีสัดส่วนธุรกรรมซื้อขายในตลาดสูงจะต้องเผชิญองค์ประกอบการทดสอบเพิ่มเติม โดยมีสถาบันการเงิน 8 แห่ง เช่น เจพีมอร์แกน เชส, แบงก์ออฟอเมริกา และซิตี้กรุ๊ป ที่จะถูกทดสอบทั้งในสถานการณ์แรงกระแทกจากตลาดโลก และกรณีการผิดนัดชำระหนี้ของคู่สัญญา

    ทั้งนี้ เฟดย้ำว่า ฉากทัศน์ที่ใช้ในการทดสอบไม่ใช่การคาดการณ์หรือทำนายทิศทางเศรษฐกิจในอนาคต แต่ถูกออกแบบขึ้นเพื่อให้มั่นใจว่าธนาคารขนาดใหญ่ยังสามารถปล่อยสินเชื่อให้กับภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจได้ แม้ในช่วงที่เศรษฐกิจเผชิญภาวะตกต่ำอย่างรุนแรง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/566738&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HdLNvWmF9fElzX9extb7M

  • “สุดารัตน์” บุกอีสาน  เปิดม็อกอัพบัตรบำนาญ 3,000 บาท ลั่นทำจริงภายใน 6 เดือน สร้างพายุหมุนเศรษฐกิจ

    “สุดารัตน์” บุกอีสาน  เปิดม็อกอัพบัตรบำนาญ 3,000 บาท ลั่นทำจริงภายใน 6 เดือน สร้างพายุหมุนเศรษฐกิจ


    ทสท.เดินเครื่องคาราวาน “บำนาญประชาชน” บุกร้อยเอ็ด “สุดารัตน์” เปิดสัญญาประชาคม มอบบำนาญ 3,000 บาท  คือ “พายุหมุนเศรษฐกิจ”ของจริง สร้างกำลังซื้อ ฟื้นเศรษฐกิจไทยยั่งยืน ลั่นทำจริงภายใน 6 เดือน

    ที่จังหวัดร้อยเอ็ด คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย หมายเลข 48 นำทัพ “คาราวานบำนาญ 3,000 บาท” เปิดเวทีปราศรัยใหญ่ท่ามกลางการต้อนรับอย่างล้นหลามจากพี่น้องประชาชน ก่อนจะมุ่งหน้าสร้างปรากฏการณ์ต่อในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี หนองบัวลำภู หนองคาย และขอนแก่น

    ไฮไลต์สำคัญบนเวที คุณหญิงสุดารัตน์ได้ร่วมเปิดป้ายบนม็อกอัพบัตร “บำนาญประชาชน 3,000 บาท” เพื่อเป็นคำมั่นสัญญาและสัญญาประชาคมว่า หากพรรคไทยสร้างไทยได้รับความไว้วางใจให้บริหารประเทศ จะผลักดันนโยบายนี้ให้สำเร็จเห็นผลทันทีภายใน 6 เดือน

    “ดิฉันเคยทำนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคจนสำเร็จมาแล้ว วันนี้ขอต่อยอดมาทำบำนาญประชาชน 3,000 บาท เพื่อดูแลผู้สูงอายุให้อยู่อย่างมีศักดิ์ศรี” คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุ

    ทั้งนี้ คุณหญิงสุดารัตน์ชี้ให้เห็นว่า นโยบายนี้ไม่ใช่เพียงการสงเคราะห์ แต่คือการวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่ผ่าน 4 มิติหลัก ได้แก่:

    1 มิติด้านรายได้: ยกระดับจาก “เบี้ยยังชีพ” เป็น “บำนาญ” เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีและตอบแทนความดีของผู้สูงอายุ

    2 มิติด้านสุขภาพ: ผู้รับบำนาญต้องเข้าโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพให้แข็งแรง เพื่อลดโรคและลดภาระงบประมาณสาธารณสุขในระยะยาว

    3 มิติด้านครอบครัว: ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของคนวัยทำงาน ทำให้คนรุ่นใหม่สามารถตั้งตัวได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

    4 มิติด้านเศรษฐกิจ: เงิน 3,000 บาท จะเป็น “พายุหมุนเศรษฐกิจ” ที่แท้จริง เพราะจะเกิดการใช้จ่ายในร้านค้ารายย่อยและตลาดสดชุมชนทันที กระตุ้นตัวคูณทางเศรษฐกิจระดับฐานรากทั่วประเทศ

    หลังเสร็จสิ้นภารกิจที่ร้อยเอ็ด คาราวานไทยสร้างไทยได้เดินทางต่อไปยังจังหวัดในเขตอีสานตอนบน เพื่อสื่อสารความพร้อมในการบริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ ปราศจากการคอร์รัปชั่น และมุ่งเน้นการแก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน แทนการแจกเงินชั่วคราว

    พรรคไทยสร้างไทยขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมสร้างประวัติศาสตร์ในวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์นี้ เข้าคูหากาพรรคไทยสร้างไทย บัตรสีชมพู หมายเลข 48 เพื่อส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีคืนสู่ผู้สูงอายุและลูกหลานไทยทุกคน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/40000&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xO2xtcfiR-1kdB8YirrI4