Blog

  • เหมือนฝันร้าย เจอไก่ทอดไม่สุก กระทบร่างกาย-จิตใจ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เหมือนฝันร้าย เจอไก่ทอดไม่สุก กระทบร่างกาย-จิตใจ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เหมือนฝันร้าย เจอไก่ทอดไม่สุก กระทบร่างกาย-จิตใจ

    จากข้าวกล่องที่ตั้งใจสั่งมากินง่าย ๆ กลับกลายเป็นประสบการณ์ฝังใจ เมื่อเจอ ไก่ทอดไม่สุก แม้บริษัทเสนอเปลี่ยนอาหารใหม่ แต่ไม่อาจทดแทนความรู้สึกที่เสียไป สุดท้ายเธอเลือกใช้สิทธิร้องเรียน ก่อนได้รับการเยียวยา 5,000 บาท

    “แค่คิดว่าจะสั่งอะไรง่าย ๆ มากินหนึ่งมื้อ แต่ไม่คิดเลยว่า จะกลายเป็นประสบการณ์ที่ฝังใจไปอีกนาน”

    หญิงผู้บริโภครายหนึ่งเล่าถึงเหตุการณ์ที่เริ่มต้นจากความสะดวกสบายของการสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชันแพลตฟอร์มชื่อดัง เธอสั่งข้าวผัดอเมริกันไก่ทอดพร้อมเครื่องดื่มหนึ่งแก้ว เมื่ออาหารมาถึงก็เปิดกล่องรับประทานตามปกติ แต่หลังจากกินไปได้เพียงบางส่วน กลับพบสิ่งผิดปกติ

    “เรากำลังจะกินไก่ เลยใช้ช้อนกับส้อมฉีกเนื้ออก ก็เห็นว่า ไก่ทอดไม่สุก เนื้อข้างในยังแดงสดอยู่เลย ตอนนั้นรู้สึกตกใจมาก หลังจากนั้นก็เริ่มอาเจียน พะอืดพะอม กินอะไรไม่ลงอีกเลย” เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้กระทบเพียงร่างกาย แต่ยังสร้างความหวาดระแวงและบั่นทอนสภาพจิตใจของเธออย่างมาก เพราะนี่ไม่ใช่แค่อาหารมื้อเดียวที่เสียไป แต่ความรู้สึกของเธอได้เสียไปด้วย

    หลังพบปัญหา เธอพยายามโทรหาบริษัททันที แต่ไม่สามารถติดต่อได้ จึงหันไปแจ้งเรื่องผ่านกล่องข้อความ (อินบ็อกซ์) ในเพจของบริษัท กระทั่งได้รับการติดต่อกลับ พร้อมด้วยข้อเสนอส่งอาหารชุดใหม่มาให้เป็นการชดเชย

    “เราไม่รับอาหารใหม่ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมันกระทบจิตใจไปแล้ว เราต้องการให้บริษัทรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้น”

    เธอจึงเรียกร้องค่าเสียหายทางจิตใจเป็นจำนวน 5,000 บาท แต่เมื่อการเยียวยาไม่เป็นไปตามที่เห็นว่าสมควร เธอตัดสินใจร้องเรียนต่อสภาผู้บริโภคเพื่อขอความเป็นธรรม

    หลังรับเรื่องร้องเรียน สภาผู้บริโภคได้รวบรวมข้อเท็จจริงและประสานไปยังบริษัท โดยยืนยันเจตนารมณ์ของผู้บริโภคที่ต้องการได้รับการชดเชยอย่างเหมาะสม ขณะที่บริษัทชี้แจงว่าได้พยายามติดต่อเพื่อนำสินค้าไปเปลี่ยนและกล่าวขอโทษแล้ว

    อย่างไรก็ตาม สภาผู้บริโภคเห็นว่า การจำหน่ายอาหารที่ปรุงไม่สุกหรือไม่บริสุทธิ์ให้แก่ผู้บริโภค เข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 และผู้บริโภคมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายได้

    ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคได้ยืนยันกับทางบริษัทว่า การเรียกร้องเงิน 5,000 บาท เป็นการใช้สิทธิตามสมควร เพราะผู้บริโภคต้องเผชิญกับอาหารที่ไม่สะอาดและอาจส่งผลต่อสุขภาพ อีกทั้งยังสร้างผลกระทบทางจิตใจ แม้จะยังไม่เกิดอาการอาหารเป็นพิษก็ตาม

    การยืนยันดังกล่าวไม่เพียงมุ่งเยียวยาผู้เสียหาย แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณให้ผู้ประกอบการตระหนักถึงมาตรฐานความปลอดภัยของอาหารและความสำคัญของสิทธิผู้บริโภค และท้ายที่สุด บริษัทยอมรับเงื่อนไขและโอนเงินชดเชยจำนวน 5,000 บาทให้แก่ผู้บริโภค

    เรื่องราวของอาหารเพียงหนึ่งมื้อ จึงกลายเป็นบทเรียนสำคัญว่า ความปลอดภัยไม่ใช่เรื่องเล็ก และทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการดูแลและเยียวยาอย่างเหมาะสม หากผู้บริโภค พบปัญหาและไม่ได้รับความเป็นธรรม สามารถร้องเรียนออนไลน์ที่เว็บไซต์ tcc.or.th หรือสายด่วนสภาผู้บริโภค โทร 1502 (วันเวลาทำการ จันทร์ – ศุกร์ เวลา 09.00 – 17.00 น.)

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/documents/undercooked-fried-chicken/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1e5gee6mXBJSQ_Y2Jf0fRe

  • “วิสาร” เร่งหาเสียงโค้งสุดท้ายตลาดเช้าแม่สรวย ชูนโยบายการศึกษา

    “วิสาร” เร่งหาเสียงโค้งสุดท้ายตลาดเช้าแม่สรวย ชูนโยบายการศึกษา

    การเมือง

    “วิสาร” เร่งหาเสียงโค้งสุดท้ายตลาดเช้าแม่สรวย ชูนโยบายการศึกษา

    วันพฤหัสบดี ที่ 05 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.56 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่  5 กุมภาพันธ์ 2569   นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ผู้สมัคร ส.ส. เขต 3 จ.เชียงราย หมายเลข 6 ได้ขึ้นปราศรัยที่บริเวณตลาดแม่สรวย ตั้งแต่เวลาเช้ามืด โดยได้กล่าวถึงนโยบายด้านการศึกษาและการพัฒนาคน ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักของพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่ออกมาจับจ่ายใช้สอยในช่วงเช้า พร้อมย้ำถึงความตั้งใจในการเดินหน้าหาเสียงโค้งสุดท้ายอย่างใกล้ชิดประชาชนในพื้นที่อำเภอแม่สรวย

    นายวิสารอธิบายว่า แนวทางดังกล่าวไม่ใช่เพียงพิธีกรรมทางศาสนา แต่เป็นการสะท้อนทัศนคติของผู้นำที่ต้องยึดโยงการเมืองเข้ากับศีลธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคม โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ประเทศต้องการความเชื่อมั่นและทิศทางที่ชัดเจนในการพัฒนาคนและอนาคตของชาติ การเมืองที่ดีจึงควรเริ่มจากจิตสำนึกที่ดี และการรับฟังประชาชนอย่างจริงใจ

    ทั้งนี้ นายวิสารได้นำเสนอนโยบายด้านการศึกษาของพรรค โดยเน้นแนวคิด “หนึ่งอำเภอ หนึ่งทุนการศึกษา” หรือโครงการ ODOS ซึ่งมุ่งเปิดโอกาสทางการศึกษาให้เยาวชนในทุกพื้นที่อย่างเท่าเทียม ตั้งแต่ระดับปริญญาตรี ไปจนถึงโครงการเรียนรู้ภาคฤดูร้อนหรือ Summer Camp เพื่อเปิดโลกทัศน์ ฝึกภาษา และเสริมทักษะชีวิตให้เด็กไทยได้สัมผัสประสบการณ์ที่หลากหลายทั้งในและต่างประเทศ

    นโยบายดังกล่าวยังครอบคลุมการพัฒนาโรงเรียนประจำอำเภอให้เป็นโรงเรียนต้นแบบ โดยเพิ่มบุคลากรทางการศึกษา เสริมเทคโนโลยีการเรียนการสอน และยกระดับหลักสูตรให้สอดคล้องกับโลกยุคใหม่ เช่น การสอนสองภาษา การเรียนรู้ด้าน AI Prompt, Coding และ Programming เพื่อเตรียมเยาวชนให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและตลาดแรงงานในอนาคต

    นายวิสารให้เหตุผลประกอบว่า ประเทศที่พัฒนาแล้วหลายประเทศ เช่น ฟินแลนด์ เยอรมนี และเกาหลีใต้ ล้วนลงทุนอย่างจริงจังในระบบการศึกษา โดยเฉพาะการกระจายโอกาสให้เด็กในพื้นที่ชนบทสามารถเข้าถึงการศึกษาคุณภาพสูงได้อย่างเท่าเทียม ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าสามารถยกระดับขีดความสามารถของประเทศ เพิ่มผลิตภาพแรงงาน และสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว แนวคิดเดียวกันนี้สามารถนำมาปรับใช้กับประเทศไทยได้จริง หากมีการออกแบบนโยบายอย่างเหมาะสมกับบริบทพื้นที่

    ในมุมของการพัฒนาเศรษฐกิจ นายวิสารเชื่อว่าการลงทุนด้านการศึกษาเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด เพราะเป็นรากฐานของการสร้างอุตสาหกรรมมูลค่าสูง เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง อุตสาหกรรมดิจิทัล พลังงานสะอาด และศูนย์ข้อมูล เมื่อคนไทยมีทักษะและความรู้ที่ตรงกับความต้องการของโลก รายได้แรงงานจะเพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน ลดความเหลื่อมล้ำ และทำให้เศรษฐกิจฐานรากแข็งแรงขึ้น

    ช่วงท้ายของการปราศรัย นายวิสารย้ำว่าการลงพื้นที่ตลาดเช้าแม่สรวยไม่ใช่เพียงการหาเสียง แต่เป็นการรับฟังปัญหาและความคาดหวังของประชาชนโดยตรง พร้อมยืนยันว่าจะผลักดันนโยบายการศึกษาที่เข้าถึงได้จริง ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพื่อให้เด็กและเยาวชนในพื้นที่เชียงราย เขต 3 มีโอกาสเติบโตและกำหนดอนาคตของตนเองได้อย่างมั่นคงบนเวทีประเทศและเวทีโลก

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/politic/465071&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IRuDmLms9iwtdqvgPSphV

  • ปั้นฝันสู่เวทีโลก นราธิวาสพาเยาวชนเรียนรู้วิศวะฯ ญี่ปุ่น | TOPNEWS

    ปั้นฝันสู่เวทีโลก นราธิวาสพาเยาวชนเรียนรู้วิศวะฯ ญี่ปุ่น | TOPNEWS

    ปั้นฝันสู่เวทีโลก นราธิวาสพาเยาวชนเรียนรู้วิศวะฯ ญี่ปุ่น

    • เผยแพร่ : 05/02/2026 16:46

    วันที่ 5 ม.ค. 2569 โรงเรียนนราธิวาสเดินหน้ายกระดับการศึกษาเชิงประสบการณ์ เปิดโอกาสสู่เวทีนานาชาติ ส่งตัวแทนนักเรียนจำนวน 20 คน เดินทางสู่ประเทศญี่ปุ่น เพื่อร่วมทำกิจกรรมและปฏิบัติการจริงในห้อง Lab คณะวิศวกรรมศาสตร์ ร่วมกับนักเรียนและผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่น มุ่งสร้างแรงบันดาลใจ เพิ่มพูนทักษะ และยกระดับศักยภาพเยาวชนจากพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้ได้สัมผัสโอกาสที่ยากจะเข้าถึง แต่ทรงคุณค่าอย่างยิ่งต่ออนาคต


    นายจตุภูมิ มังคลัง อาจารย์ผู้ดูแลโครงการจากโรงเรียนนราธิวาส เปิดเผยว่า หัวใจสำคัญของโครงการคือการ “มอบโอกาส” ให้เยาวชนในพื้นที่ ซึ่งโดยปกติแทบไม่มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมระดับนานาชาติ โดยหวังให้ประสบการณ์ที่นักเรียนได้รับในครั้งนี้ ถูกนำกลับมาถ่ายทอดและจุดประกายแรงบันดาลใจให้เพื่อนๆ ในโรงเรียนและชุมชน เกิดความทะเยอทะยานในการพัฒนาตนเอง และกลับมาเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาบ้านเกิดอย่างยั่งยืน พร้อมกันนี้ การได้ลงมือทำงานจริงในห้อง Lab ถือเป็นการเรียนรู้ในสถานการณ์จำลองการทำงานระดับโลก ที่ไม่สามารถหาได้จากตำราเรียน

    ปก web ฟื้นฟูน้ำท่วม 9 จังหวัด

    11SOCAIL 16-9 copy

    เด็กไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก! “ธีระพันธ์” นร.วัฒโนทัยพายัพ คว้าเหรียญทองคณิตฯ นานาชาติ

    ตำรวจภูเก็ตจับชาวสวีเดน คดีละเมิดทางเพศ

    สแกน 4 เขต เลือกตั้งโค้งสุดท้าย “ภูมิใจไทย” มีโอกาสสูงเริ่มนับ 1 ปักธง กทม.

    อุตรดิตถ์ จัดกิจกรรม Big Day รณรงค์เชิญชวนโค้งสุดท้ายการเลือกตั้ง สส. 2569

    กอ.รมน.ภาค 1 เปิดโครงการเสริมสร้างเครือข่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เสริมความมั่นคงระดับพื้นที่

    แม่ทัพภาคที่ 4 ตรวจเยี่ยมการฝึกปืนใหญ่สนามปี 2569 เน้นป้องกันภัยทางอากาศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1478458&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xmVXOhrS91Ifc4pD1AP2-

  • พบ ‘หมีขั้วโลก’ อ้วนขึ้น แม้น้ำแข็งละลาย เพราะหันมาล่าสัตว์บกเป็นอาหาร

    พบ ‘หมีขั้วโลก’ อ้วนขึ้น แม้น้ำแข็งละลาย เพราะหันมาล่าสัตว์บกเป็นอาหาร

    พบ ‘หมีขั้วโลก’ อ้วนขึ้น แม้น้ำแข็งละลาย เพราะหันมาล่าสัตว์บกเป็นอาหาร

    พบ ‘หมีขั้วโลก’ อ้วนขึ้น แม้น้ำแข็งละลาย เพราะหันมาล่าสัตว์บกเป็นอาหาร

    นักวิทยาศาสตร์ต่างประหลาดใจ เมื่อพบว่า “หมีขั้วโลก” ในหมู่เกาะสฟาลบาร์ของประเทศนอร์เวย์มีร่างกายอ้วนท้วนสมบูรณ์ ทั้ง ๆ ที่วิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้น้ำแข็งในอาร์กติกละลายหายไปอย่างรวดเร็ว ตามผลการวิจัยที่เผยแพร่ในวารสาร Scientific Reports

    ทะเลแบเรนต์ส ซึ่งเป็นที่ตั้งของสฟาลบาร์ มีอัตราการสูญเสียน้ำแข็งทะเลเร็วกว่าพื้นที่อื่น ๆ ในอาร์กติก และมีอุณหภูมิสูงขึ้นมากกว่าภูมิภาคอื่นด้วย แต่แทนที่หมีขั้วโลกจะผอมลงเหมือนประชากรหมีในแถบอื่น เช่น ในอ่าวฮัดสันของแคนาดา หมีในสฟาลบาร์กลับมีไขมันสะสมในร่างกายเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

    หมีขั้วโลกปรับตัว

    นักวิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลจากหมีตัวเต็มวัยจำนวน 770 ตัว ตั้งแต่ช่วงปี 1995-2019 เพื่อวัดปริมาณไขมันที่พวกมันสะสมไว้ พบว่า แม้ถิ่นที่อยู่ที่เป็นน้ำแข็งจะลดลง แต่หมีเหล่านี้กลับไม่ได้ผอมโซอย่างที่หลายฝ่ายกังวล แต่กลับมีดัชนีสภาพร่างกาย (BCI) ที่ดีขึ้นในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา

    จอน อาร์ส นักวิทยาศาสตร์อาวุโสจากสถาบันโพลาร์แห่งนอร์เวย์และเป็นผู้นำการวิจัยครั้งนี้ ระบุว่า “หมีขั้วโลกอ้วนขึ้น ในช่วงเวลาที่มีการสูญเสียน้ำแข็งทะเลอย่างมีนัยสำคัญนั้น เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมาก”

    อาร์ส เล่าให้ฟังว่า หากมีคนถามเขาในปี 2003 ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มทำงานวิจัย ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับหมีขั้วโลกเหล่านี้ เขาคงตอบว่าจะเห็นหมีที่ผอมลง แต่สิ่งที่พบกลับตรงกันข้าม โดยเขากล่าวว่า “ตอนนี้หมีมีสภาพร่างกายที่ดีขึ้น แม้ว่าพวกมันจะถูกบีบให้อยู่บนบกนานขึ้นมากโดยไม่มีความสามารถในการล่าแมวน้ำวงแหวนก็ตาม

    พบ ‘หมีขั้วโลก’ อ้วนขึ้น แม้น้ำแข็งละลาย เพราะหันมาล่าสัตว์บกเป็นอาหาร หมีขาวและลูกหมีขาวในหมู่เกาะสฟาลบาร์
    เครดิตภาพ: Norwegian Polar Institute

    นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าหมีเหล่านี้อ้วนขึ้นเป็นเพราะ หมีขั้วโลกหันไปล่าสัตว์บกมากขึ้น เมื่อหมีต้องใช้เวลาอยู่บนบกมากขึ้นเนื่องจากขาดน้ำแข็ง โดยสัตว์ที่มักจะถูกหมีขั้วโลกล่ามากที่สุด คือ เช่น กวางเรนเดียร์และวอลรัส สัตว์ทั้งสองชนิดนี้มีจำนวนเพิ่มขึ้นหลังจากที่เคยถูกมนุษย์ล่าจนเกือบสูญพันธุ์และได้รับการคุ้มครองในเวลาต่อมา

    นอกจากนี้ อุณหภูมิที่สูงขึ้นยังอาจส่งผลให้หมีล่าแมวน้ำวงแหวน ซึ่งเป็นอาหารหลักของหมีขั้วโลก ได้ง่ายขึ้น เพราะเมื่อน้ำแข็งทะเลมีพื้นที่น้อยลง แมวน้ำจะไปรวมตัวกันหนาแน่นในพื้นที่น้ำแข็งที่ยังเหลืออยู่ ทำให้หมีสามารถจับพวกมันได้ง่ายขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นในช่วงเวลาที่ยังมีน้ำแข็งให้ล่า

    ทีมนักวิจัยได้วิเคราะห์บันทึกการจับหมีขั้วโลกกว่า 1,188 ครั้ง ในช่วงปี 1992-2019 เพื่อประเมินมวลกายเมื่อเทียบกับขนาดตัว ข้อมูลชี้ให้เห็นว่าดัชนีสภาพร่างกายของหมีลดลงจนถึงปี 2000 แต่หลังจากนั้นกลับเริ่มเพิ่มสูงขึ้นทั้งในเพศผู้และเพศเมีย แม้ว่าการละลายของน้ำแข็งทะเลจะเร่งตัวขึ้นก็ตาม

    การศึกษานี้ยังแสดงให้เห็นว่า ประชากรหมีขั้วโลกในทะเลแบเรนต์สมีจำนวนประมาณ 1,900-3,600 ตัวในปี 2004 และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นตั้งแต่นั้นมา เพราะเมื่อมีสุขภาพร่างกายที่ดี ก็จะสืบสืบพันธุ์ได้มากขึ้น ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับการคงอยู่ของประชากรหมีในพื้นที่นี้ในปัจจุบัน

    พบ ‘หมีขั้วโลก’ อ้วนขึ้น แม้น้ำแข็งละลาย เพราะหันมาล่าสัตว์บกเป็นอาหาร หมีขาวและลูกหมีขาวในหมู่เกาะสฟาลบาร์
    เครดิตภาพ: Norwegian Polar Institute

    อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเน้นย้ำว่าไม่ควรนำผลการศึกษาจากพื้นที่เดียวไปสรุปภาพรวมของหมีขั้วโลกทั้งหมด ซาร่าห์ คูเบย์น นักวิจัยจากศูนย์วิจัยสิ่งแวดล้อมแห่งฝรั่งเศส (CEFE) ให้ความเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในสฟาลบาร์นั้นขัดแย้งกับผลการศึกษาในประชากรหมีกลุ่มอื่น เช่น หมีในอ่าวฮัดสันตะวันตกของแคนาดาที่มีสภาพร่างกายแย่ลงอย่างมากและจำนวนประชากรลดลงเหลือเพียงครึ่งเดียวเนื่องจากภาวะโลกร้อน

    ความแตกต่างนี้ชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างถิ่นที่อยู่ โครงสร้างระบบนิเวศ และการใช้พลังงานของหมีขั้วโลกในแต่ละพื้นที่ ในสฟาลบาร์นั้น หมีบางกลุ่มอาจอาศัยอยู่บนบกและหาอาหารได้ดีขึ้น ในขณะที่หมีกลุ่มอื่นต้องว่ายน้ำระยะไกลเพื่อตามน้ำแข็งซึ่งต้องใช้พลังงานสูงมาก

    แม้สถานการณ์ในปัจจุบันจะดูเหมือนเป็นข่าวดี แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าความสมบูรณ์ของร่างกายนี้อาจเป็นเพียงสภาวะชั่วคราว หากน้ำแข็งทะเลยังคงลดลงอย่างต่อเนื่องถึงจุดหนึ่ง หมีขั้วโลกจะไม่สามารถชดเชยการสูญเสียแหล่งล่าสัตว์หลักด้วยอาหารบนบกได้อีกต่อไป

    อาร์สกล่าวเตือนว่า ในอนาคตเราจะเริ่มเห็นหมีสูญเสียน้ำหนักและมีปัญหาในการอยู่รอดและการสืบพันธุ์ โดยเขาระบุว่า “เราไม่รู้ว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะลึกซึ้งเพียงใด และเราไม่รู้ว่ามันจะเกิดขึ้นใน 5 ปี 10 ปี หรือ 20 ปีข้างหน้า”

    หมีขั้วโลกในสฟาลบาร์กำลังพยายามปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ที่ยากลำบาก พวกมันใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการล่าเพื่อความอยู่รอดในระยะสั้น ทว่าความอยู่รอดในระยะยาวของพวกมันยังคงผูกติดอยู่กับน้ำแข็งทะเลอย่างไม่อาจปฏิเสธได้

    จอห์น ไวท์แมน หัวหน้านักวิทยาศาสตร์จาก Polar Bears International ให้ความเห็นว่าแม้ภาพระยะสั้นจะดูดีในบางภูมิภาค แต่ภาพรวมในระยะยาวนั้นชัดเจนว่าการสูญเสียน้ำแข็งหมายถึงการลดลงของประชากรหมี และหากน้ำแข็งหายไปทั้งหมด หมีเหล่านี้ก็จะหายไปในที่สุด

    ที่มา: ABCBBCDiscover MagazineThe New York TimesVox

    พบ ‘หมีขั้วโลก’ อ้วนขึ้น แม้น้ำแข็งละลาย เพราะหันมาล่าสัตว์บกเป็นอาหาร หมีขาวในหมู่เกาะสฟาลบาร์
    เครดิตภาพ: Norwegian Polar Institute

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/environment/1219828&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0N-iNcGN0wsTrbPhH2o2fZ

  • ทรู คอร์ปอเรชั่น เตรียมความพร้อมเครือข่าย 5G หนุนเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติ 8 ก.พ.

    ทรู คอร์ปอเรชั่น เตรียมความพร้อมเครือข่าย 5G หนุนเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติ 8 ก.พ.

    วันพฤหัสบดี ที่ 05 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.49 น.

    ทรู คอร์ปอเรชั่น เตรียมความพร้อมเครือข่าย 5G หนุนเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติ 8 ก.พ.

    เพิ่มสัญญาณมือถืออำนวยความสะดวกประชาชนใช้สิทธิ์ และการรายงานผลเลือกตั้งทั่วประเทศ

    ทรู คอร์ปอเรชั่น เร่งดูแลความพร้อมโครงข่าย 5G และ 4G รองรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และ การออกเสียงประชามติ ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการเดินทางมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ตลอดจนสนับสนุนการติดต่อประสานงานและการรายงานผลเลือกตั้งของเจ้าหน้าที่ต่างๆ ทั่วประเทศ โดยจัดเตรียมความพร้อมสูงสุดของโครงข่ายทั่วประเทศ และนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบเครือข่ายอัตโนมัติขั้นสูงมาใช้บริหารจัดการสัญญาณในพื้นที่หลักอย่างมีประสิทธิภาพในช่วงที่มีการใช้งานหนาแน่น

    ทรู คอร์ปอเรชั่น นำข้อมูลพฤติกรรมการใช้งานจากการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 มาเป็นกรณีศึกษา เพื่อร่วมวางแผนรองรับวันเลือกตั้งทั่วไปที่คาดว่าจะมีการใช้งานมือถือทั้งวอยซ์และดาต้าเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะช่วงเวลาเปิดหีบลงคะแนน 08.00–11.00 น. และช่วงก่อนปิดหีบ 16.00–17.00 น. ซึ่งจะเป็นช่วงที่ประชาชนและเจ้าหน้าที่มีการใช้งานจำนวนมาก ตลอดจนช่วงติดตามรายงานผลการเลือกตั้งและเกาะติดสถานการณ์ต่างๆ หลังปิดหีบ

    ล่าสุด ทีมผู้บริหารด้านเครือข่ายทรู คอร์ปอเรชั่น นำโดย นายคูรัม อัชฟาค หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเครือข่าย และนายจิระชัย คุณากร รองหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเครือข่าย นำทีมวิศวกรลงพื้นที่ตรวจความพร้อมและทดสอบสัญญาณ 5G และ 4G ในพื้นที่ต่างๆ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าในการใช้งานมือถือในทุกสถานการณ์ รวมถึงรองรับการเลือกตั้งอีกด้วย

    นายคูรัม อัชฟาค หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเครือข่าย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เราพร้อมให้บริการเครือข่ายมือถือเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่เดินทางมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง และออกเสียงประชามติทั่วประเทศ เราได้นำข้อมูลการใช้งานมือถือจากการเลือกตั้งล่วงหน้ามาวิเคราะห์เชิงลึก เพื่อเตรียมความพร้อมของสัญญาณ 5G และ 4G รองรับการใช้งานที่หนาแน่นในวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. พร้อมนำ AI และระบบเครือข่ายอัตโนมัติมาช่วยบริหารจัดการสัญญาณล่วงหน้าอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่สามารถใช้งานมือถือได้อย่างมั่นใจและต่อเนื่อง”

    เพิ่มสัญญาณในพื้นที่หนาแน่น พร้อมเสริม COW รองรับผู้ใช้งานจำนวนมาก

    ทรูได้นำรถโมบายล์สถานีฐานเคลื่อนที่เร็ว (Cell-On-Wheel: COW) ติดตั้งเพิ่มเติม เพื่อขยายสัญญาณรองรับพื้นที่ที่มีผู้มาใช้สิทธิ์หนาแน่น โดย COW จะนำมาให้บริการเทคโนโลยี 5G และ 4G บนคลื่นความถี่ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด สามารถรองรับผู้ใช้งานพร้อมกันได้มากกว่า 50,000 คนต่อจุด

    ขณะเดียวกัน ทรูยังได้เตรียมความพร้อมสัญญาณในพื้นที่กรุงเทพมหานครทั้ง 33 เขตเลือกตั้ง รวมถึงจังหวัดที่คาดว่าจะมีผู้มาใช้สิทธิ์จำนวนมาก เช่น นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี เชียงใหม่ และ ชลบุรี เป็นต้น รวมถึงครอบคลุมหน่วยเลือกตั้ง สำนักงานพรรคการเมือง จุดแถลงข่าว และพื้นที่รายงานผลเลือกตั้งทั่วประเทศ

    ยกระดับเครือข่ายอัจฉริยะด้วย AI
    ทรู คอร์ปอเรชั่น ในฐานะผู้ให้บริการรายแรกในไทยที่คว้ามาตรฐาน AN Level 4.0 จาก TM Forum ได้นำเครือข่ายอัตโนมัติขั้นสูง (Highly Autonomous Network) มาใช้บริหารจัดการการสื่อสารในช่วงสำคัญอย่างการเลือกตั้ง ระบบนี้ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี Intent-Based Operation (IBO) ที่เปรียบเสมือน “ทีมปฏิบัติการ AI” คอยวิเคราะห์ข้อมูล ความหนาแน่นของการใช้งาน พร้อมปรับแต่งสัญญาณ ช่องสัญญาณและมุมองศาเสาโดยอัตโนมัติ เพื่อมอบประสบการณ์ 5G และ 4G ที่ดีที่สุดให้ลูกค้าทรูและดีแทคตลอดเวลา

    ติดตาม 24 ชั่วโมง พร้อมทีมเฉพาะกิจดูแลเครือข่าย
    ทรูได้จัดตั้งทีมเฉพาะกิจประจำศูนย์ปฏิบัติการเครือข่ายอัจฉริยะ หรือ BNIC ซึ่งทำงานร่วมกับระบบ AI เพื่อดูแลเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังวันเลือกตั้ง เพื่อรองรับทุกสถานการณ์และการใช้งานที่อาจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    ทั้งนี้ การเสริมประสิทธิภาพเครือข่ายดังกล่าว ไม่เพียงช่วยให้ประชาชนสามารถสื่อสาร โพสต์ แชร์ หรือวิดีโอคอลได้อย่างราบรื่น แต่ยังเป็นการสนับสนุนการเดินทางมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง และช่วยให้การติดต่อประสานงาน การรายงานผล และการทำงานของเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพตลอดกระบวนการเลือกตั้ง

    ทรู คอร์ปอเรชั่น ไม่เพียงมุ่งมั่นในการยกระดับเครือข่ายสู่มาตรฐานใหม่ที่ปลอดภัยและเร็วแรงกว่าเดิมในทุกสถานการณ์ โดยยังมุ่งมั่นในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/465048&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0D4JWYb6Od3OHpiLrBjETb

  • สื่อโลกจับตา เมื่อโครงสร้างไทยกำลังถึงทางตัน เปิดบทวิเคราะห์ที่คนไทยต้องฟัง

    สื่อโลกจับตา เมื่อโครงสร้างไทยกำลังถึงทางตัน เปิดบทวิเคราะห์ที่คนไทยต้องฟัง

    วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.47 น.

    โลกกำลังจับตามองประเทศไทยด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ล่าสุด Financial Times สื่อเศรษฐกิจทรงอิทธิพลระดับโลก ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์ที่บาดลึกถึงโครงสร้างชาติ โดยตั้งคำถามสำคัญว่า เกิดอะไรขึ้นกับอดีตเสือเศรษฐกิจอย่างไทย ? จนทำให้วันนี้สถานะถูกลดระดับลงมาเป็น คนป่วยแห่งเอเชีย (Sick Man of Asia) ที่กำลังเดินรั้งท้ายในสมรภูมิอาเซียน

    หากย้อนกลับไปหลังวิกฤตปี 2540 ไทยเคยเป็นต้นแบบของปาฏิหาริย์แห่งเอเชีย ที่ผงาดด้วยอุตสาหกรรมการผลิตและการท่องเที่ยว แต่ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับ ภาวะอัมพาต ขณะที่เพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม มาเลเซีย หรือฟิลิปปินส์ กำลังเร่งเครื่องเติบโตเกิน 5% ต่อปี แต่ไทยกลับดิ้นรนเพื่อให้ได้เพียงครึ่งเดียว

    ไทย

    ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

    Financial Times ชี้ว่าความเปราะบางของไทยไม่ได้เกิดจากปัจจัยภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่บริษัทข้ามชาติเริ่มมองข้ามไทย เพราะเราไม่มีแรงงานรุ่นใหม่ที่เป็นหัวหอก และนโยบายรัฐที่ขาดความชัดเจนจนนักลงทุนหนีไปหาตลาดที่มีพลังมากกว่า

    หนึ่งในเนื้อร้ายที่กัดกินศักยภาพของประเทศคือความไม่มั่นคงทางการเมือง บทวิเคราะห์ระบุว่าวงจรการรัฐประหารและการจัดตั้งรัฐบาลที่ไม่เสถียร ได้ทำลายความเชื่อมั่นในการวางแผนระยะยาว การปฏิรูปโครงสร้างสำคัญ ทั้งด้านภาษีและการศึกษาถูกแช่แข็งภายใต้อิทธิพลของโครงสร้างอำนาจที่ฝังรากลึก ส่งผลให้คนรุ่นใหม่เกิดความสิ้นหวัง และมองว่ามาตรฐานการครองชีพกำลังถอยหลังลง

    ไทย

    ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

    ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่สังคมสูงวัย ด้วยความเร็วที่น่ากลัวกว่าเกือบทุกประเทศในภูมิภาค แต่ความต่างที่เจ็บปวดคือ เราขาดงบประมาณและการเตรียมพร้อมที่ดีพอเหมือนญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้ แรงงานที่ลดลงไม่เพียงแต่ทำให้ค่าใช้จ่ายรัฐพุ่งสูง แต่ยังลดเสน่ห์ของไทยในฐานะฐานการผลิตโลก หากไม่มีการปฏิวัติระบบอัตโนมัติ (Automation) หรือนโยบายแรงงานต่างด้าวขนานใหญ่ ไทยอาจติดอยู่ในกับดักนี้ไปอีกนานฃ

    ในขณะที่อินโดนีเซียกำลังมุ่งสู่พลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมนิกเกิล หรือเวียดนามที่ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีรายใหม่ ไทยยังคงฝากความหวังไว้กับการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมยานยนต์แบบเดิม ซึ่งเสี่ยงต่อการถูก Digital Disruption

    ไทย

    ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

    ระบบการศึกษาไทยถูกวิจารณ์ว่าผลิตคนไม่ตรงงานทักษะด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีระดับสูงยังขาดแคลน ทำให้เราติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง ที่จะไปแข่งด้านค่าแรงถูกก็ไม่ได้ จะแข่งด้านนวัตกรรมขั้นสูงก็ยังไม่ถึง

    ภาระหนักอึ้งที่ซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยคือ หนี้ครัวเรือน ที่สูงติดอันดับเอเชีย คนไทยส่วนใหญ่กำลังใช้ชีวิตบนยอดดอยของหนี้สิน ทำให้กำลังซื้อภายในประเทศอ่อนแอ เมื่อบวกกับความเหลื่อมล้ำที่ขยายวงกว้างระหว่างกรุงเทพฯ และชนบท ยิ่งกลายเป็นเชื้อไฟที่โหมความไม่สงบทางสังคมให้รุนแรงขึ้น

    ไทย

    ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

    สื่อต่างประเทศของอังกฤษอย่าง Financial Times ยังทิ้งท้ายว่า ไทยไม่ได้ขาดทรัพยากร แต่ขาด ความกล้าที่จะปฏิรูปอย่างเด็ดขาด ทางรอดเดียวที่จะพ้นจากการเป็นคนป่วยคือการยอมผ่าตัดใหญ่ ทั้งการเมือง การศึกษา และโครงสร้างเศรษฐกิจสีเขียว หากไทยยังเลือกที่จะระมัดระวังจนเกินเหตุ และเน้นแก้ไขปัญหาภายในแบบเฉพาะหน้า เราอาจจะกลายเป็นกรณีศึกษาที่น่าเศร้าของภูมิภาค… ในฐานะประเทศที่พลาดโอกาสดี ๆ ไปทั้งหมดอย่างน่าเสียดาย

    ขอขอบคุณข้อมูลจาก Financial Times (กุมภาพันธ์ 2569)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/inter/945196&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rLT9aFyT6kYqq0zwWC2Pe

  • สื่อนอกวิเคราะห์ไทยกลายเป็น”คนป่วยแห่งเอเชีย”ได้อย่างไร | TOPNEWS

    สื่อนอกวิเคราะห์ไทยกลายเป็น”คนป่วยแห่งเอเชีย”ได้อย่างไร | TOPNEWS

    ไฟแนนเชียล ไทม์ส (Financial Times) สื่อยักษ์ใหญ่ระดับโลกได้เผยแพร่บทความ เมื่อวันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยตีแผ่วิกฤตเศรษฐกิจของประเทศไทย จากที่เคยมีเศรษฐกิจโตระดับเลขสองหลัก แต่วันนี้ กลับโตต่ำต่อเนื่องมาหลายปี

    Financial Times ตั้งชื่อบทความดังกล่าวว่า “How Thailand became the ‘sick man’ of Asia” หรือที่แปลเป็นไทยว่า “ประเทศไทยกลายเป็น ‘คนป่วย’ แห่งเอเชียได้อย่างไร”?

    เนื้อหาในบทความย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2531 เศรษฐกิจของประเทศไทยเคยเติบโตและพุ่งทะยานถึง 13% จนได้รับการขนานนามว่าเป็น “1 ใน 5 เสือแห่งเอเชีย” (ประกอบด้วยไทย, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์และเวียดนาม) อย่างไรก็ตาม ภาพความทรงจำเหล่านั้นกำลังเลือนลางหายไป

    ปัจจุบันไทยติดอยู่ในภาวะโตต่ำ เฉลี่ยเพียงแค่ 2% มาตลอด 5 ปี และในปีนี้ รัฐบาลคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะโตเพียง 2% ขณะที่ IMF คาดการณ์อาจโตได้เพียง 1.6% รั้งท้ายภูมิภาคอาเซียน

    ผู้เชี่ยวชาญรายหนึ่งได้ให้ความเห็นไว้กับ Financial Times อย่างน่าสนใจว่า “ประเทศไทยเคยถูกมองว่าสดใส แต่ปัจจุบัน กลับกลายเป็นคนป่วยของเอเชียภายในระยะเวลาเพียง 10 ปี”

    ขณะที่ไฟแนนเชียล ไทม์สชี้ว่า สาเหตุหลักมาจากปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งเรื่องสังคมที่สูงวัยอย่างรวดเร็ว ประชากรลดลงต่อเนื่อง โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา อัตราการเกิดของประเทศไทยตกต่ำที่สุดในรอบ 75 ปี

    และที่น่ากลัวที่สุดคือ “หนี้ครัวเรือน” ที่สูงเกือบ 90% ของ GDP ติดอันดับต้นๆ ของเอเชีย ทำให้คนไทยไม่มีกำลังซื้อและต้องรัดเข็มขัดการใช้จ่ายกันอย่างหนัก จนบรรยากาศตามร้านอาหารหรือแหล่งช้อปปิ้งเริ่มเงียบเหงา ร้านค้าต่างปิดตัวลง

    ขณะที่ภาคการผลิตก็น่าเป็นห่วงไม่แพ้กัน อุตสาหกรรมรถยนต์ที่เคยเป็นความภูมิใจ วันนี้ค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง ฮอนด้า ซูซูกิ และนิสสัน เริ่มปิดโรงงานหรือลดกำลังผลิตลง เพราะสู้ต้นทุนไม่ไหว ทั้งยังถูกซ้ำเติมด้วยสินค้าราคาถูกจากจีนและการแข่งขันที่รุนแรงจากเวียดนาม

    ส่วนอุตสาหกรรมบริการที่เป็นความหวังอย่างการท่องเที่ยวก็ยังไม่กลับไปจุดเดิม โดยปีที่ผ่านมา (2568) ไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศ 32.9 ล้านคน ลดลง 7% จากปีก่อนหน้า (2567) และยังต่ำกว่าช่วงก่อนโควิดที่เคยทำได้ถึง 40 ล้านคน

    นอกจากนี้ ไทยยังมีประเด็นเรื่องความปลอดภัยจากปัญหาสแกมเมอร์หรือแก๊งฉ้อโกงออนไลน์ที่เกิดขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา และการแข่งขันจากประเทศอย่างญี่ปุ่นและเวียดนามที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวไปแทน

    อย่างไรก็ตาม ไฟแนนเชียล ไทม์สระบุว่า ตัวฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยที่สำคัญคือ “ความไม่แน่นอนทางการเมือง” ไทยมีการเปลี่ยนรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีบ่อยครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มอำนาจเดิมกับพรรคปฏิรูปทำให้งบประมาณและการผลักดันนโยบายขาดความต่อเนื่อง นักลงทุนขาดความเชื่อมั่น

    ขณะเดียวกัน การขาด “เครื่องยนต์ใหม่”หรือตัวขับเคลื่อนใหม่ๆ มาผลักดันอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น Data Center (ศูนย์ข้อมูล) , การผลิตสินค้ามูลค่าสูง, ยา, และเทคโนโลยีชีวภาพ รวมถึงนโยบายกำแพงภาษีและการกีดกันทางการค้าจากสหรัฐ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ฉุดรั้งการเติบโตเศรษฐกิจของไทย

    ประเด็นเศรษฐกิจทั้งหมดนี้ จึงกลายเป็นโจทย์ใหญ่ในการเลือกตั้งทั่วไป ในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ผู้สมัครจากหลายพรรคการเมืองต่างก็ประกาศว่าจะเข้ามาฟื้นฟูเศรษฐกิจและเสถียรภาพของประเทศ

    บทสรุปจากนักเศรษฐศาสตร์และบรรดาผู้เชี่ยวชาญยืนยันตรงกันว่า เศรษฐกิจไทยตอนนี้ไม่เพียงอยู่ในห้อง ICU แต่ถ้าไม่รีบผ่าตัดด่วน โครงสร้างเศรษฐกิจไทยจากที่เป็น “คนป่วย” ก็อาจทรุดลงไปอีกจนกลายเป็น “คนไข้อาการโคม่า” ในอนาคตอันใกล้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1478681&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1m-39Y9qTkKe9DIUfrPke2

  • การศึกษาไม่ควรแพง! อบจ.ลำพูน ผุดไอเดีย รถรับ-ส่งนักเรียน ลดภาระผู้ปกครอง เฉลี่ย 6,750 บาทต่อปี | เดลินิวส์

    การศึกษาไม่ควรแพง! อบจ.ลำพูน ผุดไอเดีย รถรับ-ส่งนักเรียน ลดภาระผู้ปกครอง เฉลี่ย 6,750 บาทต่อปี | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 5 ก.พ. องค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก อบจ.ลำพูน เกี่ยวกับการนำเสนอแนวคิดโครงการรถรับส่งนักเรียนที่ใช้ระบบข้อมูลในการบริหารจัดการ เพื่อแก้ปัญหาเรื้อรังของครอบครัวเกษตรกรที่มีรายได้น้อย ซึ่งต้องแบกรับภาระค่าเดินทางบุตรหลานสูงถึงร้อยละ 20 ของรายได้ จนกลายเป็นความเสี่ยงที่เด็กอาจหลุดออกจากระบบการศึกษา ทาง อบจ.ลำพูน จึงได้นำข้อมูลที่อยู่จริงของนักเรียนมาวิเคราะห์เพื่อจัดเส้นทางเดินรถให้มีประสิทธิภาพ ครอบคลุม และปลอดภัย หวังช่วยลดต้นทุนชีวิตให้ผู้ปกครองและสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาที่จับต้องได้

    โดยเพจระบุว่า การศึกษาไม่ควรแพง บทเรียนจากโครงการรถรับส่งนักเรียนที่ใช้ข้อมูลนำทาง ลองนึกภาพครอบครัวหนึ่งในลำพูน พ่อแม่ทำงานภาคเกษตร รายได้ทั้งปีไม่ได้สูงมาก แต่ทุกเช้าต้องคิดเรื่องเดิมซ้ำๆ ว่า วันนี้ลูกจะไปโรงเรียนยังไง และคำถามนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการเดินทาง แต่มันคือ ค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายทุกวัน

    นักเรียนจำนวนไม่น้อยมาจากครัวเรือนแรงงานภาคเกษตรที่มีรายได้ไม่ถึง 36,000 บาทต่อปี แต่กลับต้องแบกรับค่าเดินทางไปโรงเรียนเฉลี่ยราว 20% ของรายได้ ค่าใช้จ่ายแบบนี้เป็น รายจ่ายแฝง ที่มักไม่ค่อยถูกพูดถึง แต่กระทบชีวิตจริงมากที่สุด เพราะมันไม่ใช่การจ่ายครั้งเดียวแล้วจบ มันสะสมทุกวัน ทุกเดือน และกัดกินคุณภาพชีวิตของทั้งครอบครัว ในบางกรณี ภาระเหล่านี้อาจทำให้เด็กต้องเผชิญความเสี่ยงที่จะ หลุดออกนอกระบบการศึกษา อย่างน่าเสียดาย

    อบจ.ลำพูน จึงตั้งต้นจากคำถามที่เรียบง่ายแต่สำคัญว่า ถ้าเราจะช่วยให้เด็กได้เรียน เราจะลดต้นทุนชีวิตของครอบครัวตรงไหนได้บ้าง คำตอบหนึ่งคือ การเดินทาง แต่แทนที่จะทำแบบกว้างๆ หรือใช้ความคุ้นชินเป็นหลัก โครงการรถรับส่งนักเรียนของ อบจ.ลำพูน เริ่มจากการใช้ข้อมูลรายบุคคลของนักเรียน มาวิเคราะห์ เพื่อจัดเส้นทางเดินรถที่ มีประสิทธิภาพและปลอดภัยที่สุด ข้อมูลช่วยให้เราเห็นภาพจริงว่า เด็กอยู่ที่ไหน กระจายตัวอย่างไร เส้นทางไหนควรเป็นเส้นหลัก จุดไหนควรเป็นจุดรับ-ส่ง และทำอย่างไรจึงจะใช้ทรัพยากรได้คุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์

    ผลที่ได้ไม่ใช่แค่รถวิ่งเป็นเส้นทาง แต่คือการเพิ่มโอกาสให้ เด็กเข้าถึงบริการได้จริง มากขึ้น และสิ่งที่สำคัญไม่แพ้การประหยัดค่าใช้จ่าย คือ ความปลอดภัย ระบบรถรับส่งที่ครอบคลุมช่วยลดความเสี่ยงจากการที่นักเรียนต้องเดินทางด้วยตนเอง ลดภาระของผู้ปกครองที่ต้องกังวลทั้งเรื่องค่าใช้จ่ายและความปลอดภัยในทุกวันเรียน อบจ.ลำพูน เชื่อว่า นโยบายสาธารณะที่ดีควรตอบโจทย์ชีวิตประจำวันของประชาชน และการใช้ข้อมูลจริงเพื่อการตัดสินใจ คือเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้ความเสมอภาคทางการศึกษาเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม

    เพราะสุดท้ายแล้ว การศึกษาไม่ควรเป็นเรื่องของคนที่ จ่ายไหว เท่านั้น แต่ควรเป็นโอกาสที่เด็กทุกคนในลำพูน เข้าถึงได้ โดยไม่ต้องให้ครอบครัวต้องเลือกระหว่างการศึกษาที่ดีของลูก กับภาระที่หนักเกินกำลัง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5569929/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cFdqVmaf4uWkUXtdqzfUZ

  • เมื่อคนรุ่นใหม่

    เมื่อคนรุ่นใหม่

    กิโชรี การ์กี วัย 25 ปี คือผู้สมัครหญิงชาวเนปาลคนรุ่นใหม่ที่กำลังจะลงเลือก เพื่อตั้งตรียมพร้อมที่จะต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง ในเลือกตั้งครั้งสำคัญของเนปาลที่จะมีในเดือนหน้า

    ก่อนที่จะเข้าสู่สมรภูมิการเมือง เธอได้ไปขอพรจากผู้ใหญ่ในชุมชนของเธอเสียก่อน 

    หญิงสาววัย 25 ปีคนนี้เป็นหนึ่งในผู้สมัครหน้าใหม่หลายคนที่ลงสมัครรับเลือกตั้งในวันที่ 5 มีนาคม และกล่าวว่า การต่อสู้กับการทุจริตและการยกระดับความต้องการของเยาวชนเป็นหนึ่งในสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเธอ

    “ความต้องการและความปรารถนาของเราไม่ควรถูกมองข้าม” เธอกล่าวขณะพูดคุยกับ AFP ในบ้านเกิดของเธอที่เมืองโอคัลดุงกา ทางตะวันออกของเนปาล

    กิโชรีเพิ่งจบการศึกษาจากคณะนิติศาสตร์และย้ายมาอยู่ที่กาฐมาณฑุในเดือนกันยายน ตอนที่การประท้วงต่อต้านการทุจริตที่นำโดยเยาวชนซึ่งนำไปสู่ความรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตปะทุขึ้นในภูมิภาค

    ในเวลานั้น นักการเมืองสาวคนพาผู้ประท้วงที่ได้รับบาดเจ็บไปโรงพยาบาลด้วยมอเตอร์ไซค์ และใมีการถ่ายคลิปวิดีโอเอาไว้ จนกระทั่งคลิปนี้กลายเป็นภาพจำที่โดดเด่นที่สุดภาพหนึ่งของการเคลื่อนไหวในเนปาลเวลานั้น

    การประท้วงสองวันนั้นเริ่มต้นจากความโกรธแค้นต่อการที่รัฐบาลสั่งห้ามใช้โซเชียลมีเดียชั่วคราว และนำโดยผู้ประท้วงหนุ่มสาวภายใต้ชื่อ “เจนซี” (Gen Z)

    แต่ความโกรธของพวกเขาลึกซึ้งกว่านั้น นั่นคือ ภาวะเศรษฐกิจซบเซาและการทุจริตที่ฝังรากลึกมานานหลายปีได้เตรียมประเทศที่มีประชากร 30 ล้านคนให้พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

    ความรุนแรงที่เกิดขึ้นทำให้มีผู้เสียชีวิต 77 คน บาดเจ็บอีกหลายสิบคน และอาคารหลายร้อยหลังถูกเผา

    “หลังจากขบวนการเจนซี ถ้าเยาวชนที่มีการศึกษาอย่างพวกเรานิ่งเฉย พรรคการเมืองเดิมๆ ก็จะเล่นเกมเดิมๆ” กิโชรีอธิบาย

    กิโชรีลงสมัครรับเลือกตั้งภายใต้พรรคอุชยะโลเนปาลที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นใหม่ นำโดยอดีตรัฐมนตรี กุลมัน กิสิง ซึ่งได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนอย่างมากจากการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนไฟฟ้าเรื้อรังของประเทศ

    อดีตประธานศาลสูงสุด สุศีลา การ์กี (นามสกุลเหมือนกันแต่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับกิโชรี) ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีรักษาการจนกว่าจะมีการเลือกตั้ง

    พลังของ’คนรุ่นใหม่’
    สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 275 ที่นั่ง ซึ่งเป็นสภาล่างของรัฐสภา จะได้รับการเลือกตั้ง โดย 165 ที่นั่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรง และ 110 ที่นั่งมาจากการเลือกตั้งตามสัดส่วน

    มีผู้สมัครลงทะเบียนสำหรับการเลือกตั้งโดยตรงทั้งหมด 3,406 คน ซึ่ง 30 เปอร์เซ็นต์มีอายุต่ำกว่า 40 ปี

    “ถ้าคุณดูผู้สมัครแล้ว ส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่” ประกาศ นยาอุปาเน โฆษกคณะกรรมการการเลือกตั้งกล่าว

    นยาอุปาเนกล่าวว่า ผู้สมัครรุ่นใหม่นั้น “แตกต่างออกไปเล็กน้อย” และเสริมว่า “ผู้นำรุ่นเก่าบางคนต้องถอยออกไปเพราะเรื่องนี้”

    พเลนทระ ชาห์ แร็ปเปอร์ที่ผันตัวมาเป็นนายกเทศมนตรีของกาฐมาณฑุ ซึ่งลาออกจากตำแหน่งเพื่อเข้าร่วมพรรคราษฏริยะสวตันตระ (RSP) ก็เป็นผู้ท้าชิงที่แข็งแกร่งเช่นกัน

    ชาห์ ผู้หวังจะเป็นนายกรัฐมนตรี จะท้าชิงตำแหน่งกับนายเคพี ษรรมะ โอลิ อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกขับออกจากตำแหน่ง ในเขตจาปา ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของเขาในภาคตะวันออกของเนปาล

    ชาห์กล่าวกับ AFP ว่า การประท้วงได้ “เปิดประตู” ให้คนหน้าใหม่เข้าสู่การเมือง ขณะเดียวกันก็เน้นย้ำถึงความสำคัญของการปกครองในหมู่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นเยาว์

    สุทัน กูรุง ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในเหตุการณ์ความไม่สงบในเดือนกันยายน ก็ลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรค RSP จากเขตโกร์คาในภาคกลางของเนปาลเช่นกัน

    กูรุง วัย 38 ปี ได้เรียกร้องให้ครอบครัวในเขตเลือกตั้งของเขา “เลือกคนที่เหมาะสม”

    ขณะเดียวกัน ทางตะวันตกของเขตรูกุม สันทีป ปุน วัย 28 ปี จะลงแข่งขันกับอดีตผู้นำกบฏและหัวหน้ากลุ่มเหมาอิสต์ คือ ปุษปะ กมล ทาหัล หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ประจันทะ” ซึ่งมีความหมายว่า “ดุร้าย” ในภาษาเนปาล

    บรรดาสมาชิกกล่าวว่า พรรคการเมืองและพันธมิตรใหม่หลายแห่งได้เกิดขึ้นทั่วประเทศ โดยสรรหาบุคคลหน้าใหม่และเป็นที่นิยมเพื่อเชื่อมต่อกับผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ผิดหวัง 

    แม้ว่าจะมีผู้สมัครหนุ่มสาวจำนวนมากลงสมัครรับเลือกตั้งในฐานะผู้สมัครอิสระด้วย

    “ดูเหมือนว่าการประท้วงในเดือนกันยายนได้กระตุ้นให้คนหนุ่มสาวเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง ไม่ใช่แค่ในฐานะผู้สมัครเท่านั้น” ประนัย รานา ผู้รายงานข่าวการเมืองในภูมิภาคนี้กล่าว

    ‘กลับสู่เส้นทางเดิม
    สงครามกลางเมืองได้ครอบงำเนปาลมาเป็นเวลากว่าทศวรรษ จนกระทั่งข้อตกลงสันติภาพที่ทำขึ้นในปี 2008 ทำให้กลุ่มกบฏเหมาอิสต์เข้าร่วมรัฐบาลในที่สุด

    อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีมักจะมีอายุมากและมีการเปลี่ยนตัวอยู่บ่อยครั้ง และวัฒนธรรมการต่อรองทางการเมืองระหว่างสามพรรคการเมืองหลัก ได้จุดชนวนความไม่พอใจของประชาชน

    “มันยากมากที่เราจะถูกหลอกด้วยคำสัญญาจากคนเหล่านั้นที่เคยอยู่ในรัฐสภามาหลายสมัยแล้ว” มันจิล รานา อายุ 37 ปี ผู้สมัครจากพรรคอุชยะโลเนปาลในเขตทานาฮู กล่าว

    “การปฏิวัติครั้งล่าสุดนั้นเกี่ยวข้องกับคนหนุ่มสาว เสียงของพวกเขา และการมีส่วนร่วมของพวกเขาในรัฐบาล”

    มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งประมาณ 18.9 ล้านคน รวมถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกมากกว่า 800,000 คน ตามข้อมูลล่าสุดของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่เอเอฟพีตรวจสอบ

    ศจิน ติมัลเสนา ผู้สมัครอายุ 33 ปีจากพรรคเนปาลคองเกรส กล่าวว่าเนปาลอยู่ใน “จุดเปลี่ยนที่สำคัญ” และการเลือกตั้งอาจนำประเทศกลับสู่เส้นทางที่ถูกต้อง

    “ผมคิดว่าสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยต่อคนหนุ่มสาว ผมรู้สึกว่าสังคมของเราพร้อมสำหรับคนหนุ่มสาวแล้ว” เขากล่าว

    Agence France-Presse

    Photo – สมาชิกชุมชนพื้นเมืองกูรุงเข้าร่วมงานเฉลิมฉลองเทศกาลทามู โลซาร์ ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเป็นการฉลองการเริ่มต้นปีใหม่ของชาวกูรุงในกรุงกาฐมาณฑุ เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2025 (ภาพโดย PRAKASH MATHEMA / AFP)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/40021&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Ebzdrf8YbL8grw_F4I3XP

  • ย้อนอ่าน ‘นโยบายเศรษฐกิจ’ พรรคการเมืองใหญ่ ก่อนเข้าคูหา เลือกตั้ง 69

    ย้อนอ่าน ‘นโยบายเศรษฐกิจ’ พรรคการเมืองใหญ่ ก่อนเข้าคูหา เลือกตั้ง 69

    ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากเห็นตรงกันว่า ‘เศรษฐกิจไทย’ กำลังเผชิญกับ ‘Perfect Storm’ โดยมีทั้งปัญหาภายนอกจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และปัญหาภายใน ไม่ว่าจะเป็น กำลังซื้อที่ชะลอตัว การทุจริตคอร์รัปชัน ท่ามกลางภาวะที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักของไทยอย่าง ท่องเที่ยว และส่งออกกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่

    นอกจากนี้ ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยก็กำลัง ‘สำแดงฤทธิ์’ ออกมาให้เห็นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากภาวะการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ท่ามกลางการคาดการณ์ที่ว่า อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะยังคง ‘ต่ำกว่าระดับศักยภาพ’ อีกปี



    โดยสำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจส่วนใหญ่ต่างมองตรงกันว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 นี้จะโตต่ำกว่า 2% นับเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี ไม่นับรวมปีที่เกิดวิกฤต นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยยังโตต่ำสุดในภูมิภาคหลายปีติดต่อกัน และมีแนวโน้มว่า จะถูกเพื่อนบ้านแซงหน้าไปเรื่อยๆ

    ปัญหาเหล่านี้ถือเป็น ‘โจทย์’ สำคัญที่รัฐบาลใหม่ ‘ต้องแก้’ เพื่อทำให้ปากท้อง คุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ของประชาชนไทย ‘ดีขึ้น’

    THE STANDARD WEALTH ได้เปรียบเทียบ ‘นโยบายด้านเศรษฐกิจ-ตลาดทุน-พลังงาน’ ที่พรรคการเมืองต่างๆ ประกาศหาเสียงไว้ในการเลือกตั้งปี 2569 ไว้ดังนี้


    TAGS:  


    ABOUT THE AUTHOR

    THE STANDARD WEALTH

    สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/economic-policies-parties-election-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ALrRj0QkN8kXurilhW8Jf