Blog

  • ‘อนุทิน’เดินหน้าเมกะโปรเจกต์ หากเป็นรัฐบาล พัฒนา ‘อีอีซี’พื้นที่ท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    ‘อนุทิน’เดินหน้าเมกะโปรเจกต์ หากเป็นรัฐบาล พัฒนา ‘อีอีซี’พื้นที่ท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 17.40 น. วันที่ 5 ก.พ. ที่ศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงแนวคิดการผลักดันโครงการเมกะโปรเจกต์ แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น (Man-made Destination) ในประเทศไทยว่า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มีดำริว่าพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มีศักยภาพและพื้นที่จำนวนมาก ควรพัฒนาให้เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวเพื่อเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

    นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ไม่ควรเอ่ยชื่อโครงการเฉพาะเจาะจง เช่น ไม่ควรระบุชื่อเฉพาะอย่างดิสนีย์แลนด์ หรือยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ เนื่องจากบริษัทระดับโลกเหล่านี้ต้องใช้เวลาในการตัดสินใจ และพิจารณาปัจจัยหลายด้าน สิ่งที่รัฐบาลควรดำเนินการคือเตรียมความพร้อมของประเทศให้ดีที่สุด ทั้งด้านคมนาคม ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยว เพื่อให้เมื่อมีนักลงทุนเข้ามา ประเทศไทยสามารถรองรับได้อย่างมีประสิทธิภาพ และหากพรรคภูมิใจไทยได้กลับไปเป็นรัฐบาล จะไม่เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยอีกต่อไป และจะเดินหน้าศึกษาโครงการที่เกิดขึ้นแล้วหรือโครงการที่มีศักยภาพในพื้นที่อีอีซี เพื่อนำมาพัฒนาและสร้างแรงจูงใจให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทยให้มากขึ้น โดยต้องเป็นประโยชน์ร่วมกัน วิน-วิน ทั้งนักลงทุน และประเทศชาติ

    เมื่อถามว่า โครงการอีอีซี โครงการเมกะโปรเจกต์ แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น (Man-made Destination) เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า  เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และไม่จำกัดเฉพาะพื้นที่อีอีซีเท่านั้น หากพรรคภูมิใจไทยได้กลับไปเป็นรัฐบาลจะทำให้เกิดความมั่นใจ ว่าประเทศไทยที่มีความมั่นคงสงบสุข และมีความยั่งยืน พร้อมที่จะพัฒนาทุกภาคของประเทศไทย

    นายอนุทิน กล่าวย้ำว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งทั้งด้านวัฒนธรรม ประเพณี แหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และศาสนา ที่ผสมผสานกับความร่วมสมัย รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติอย่างภูเขาและทะเล จึงต้องนำศักยภาพเหล่านี้มาพัฒนาและต่อยอด เพื่อสร้างแรงจูงใจสูงสุดให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5572355/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2b14y55CpYk17Hbgf3yImT

  • จับตา ‘ญาจาง’ แม่เหล็ก MICE แห่งใหม่ ดันไทยเวียตเจ็ทเปิดบินตรง เชื่อมขุมทรัพย์เวียดนามใต้

    จับตา ‘ญาจาง’ แม่เหล็ก MICE แห่งใหม่ ดันไทยเวียตเจ็ทเปิดบินตรง เชื่อมขุมทรัพย์เวียดนามใต้

    ปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา เวียดนามกำลังก้าวขึ้นเป็นประเทศดาวรุ่งของภูมิภาค ตัวเลขเติบโตของ GDP และภาคการท่องเที่ยวที่ขยายตัวแซงประเทศไทยมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสวนทางกับประเทศไทยที่ยังเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว รวมถึงปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง

    ปรากฏการณ์นี้ยิ่งเห็นได้ชัดมากขึ้นในปี 2568 ที่ผ่านมา หลังจาก เวียดนามเร่งผลักดันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างจริงจัง ทั้งการเปิดระบบวีซ่าออนไลน์ให้ชาวต่างชาติทุกสัญชาติ พร้อมขยายระยะเวลาการพำนักชั่วคราวจาก 30 วัน เป็น 90 วัน และอนุญาตให้บางประเทศเดินทางเข้า–ออกประเทศได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ควบคู่กับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวโฉมใหม่ในหลายเมืองหลัก อาทิ ฮานอย ซาปา ดานัง ฮอยอัน และ โฮจิมินห์ซิตี้

    ไม่เว้นแม้แต่ ‘เมืองญาจาง’ เมืองท่องเที่ยวชายทะเลทางตอนใต้ของเวียดนาม ที่กำลังกลายเป็นแม่เหล็กใหม่ ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติและนักท่องเที่ยวชาวไทย แน่นอนว่าจากโอกาสทั้งหมดทำให้สายการบินราคาประหยัดอย่าง เวียตเจ็ทไทยแลนด์ เลือกขยายเส้นทางบินใหม่ เปิดให้บริการเที่ยวบินพาณิชย์เส้นทางกรุงเทพฯ–ญาจาง เป็นครั้งแรก บินด้วยเครื่องบินรุ่นใหม่ โบอิ้ง 737-8 ขนาด 189 ที่นั่ง

    วรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ กล่าวว่า การเปิดเส้นทางกรุงเทพฯ–ญาจาง เกิดจากการมองเห็นศักยภาพของญาจาง ที่เริ่มมีบทบาททั้งในแง่ของการท่องเที่ยว และการเดินทางไปทำธุรกิจ โดยเฉพาะการเติบโตของอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) ที่ดึงดูดการลงทุนของเวียดนามและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เติบโตขึ้นต่อเนื่อง

    สำหรับเส้นทาง กรุงเทพฯ–ญาจาง เปิดบริการทุกวันตลอดสัปดาห์ โดยจุดเด่นของเครื่องบินโบอิ้ง 737-8 คือ Boeing Sky Interior ที่มาพร้อมระบบไฟส่องสว่างแบบ Ambient Lighting และช่องเก็บสัมภาระเหนือศีรษะขนาดใหญ่ ซึ่งช่วยยกระดับประสบการณ์การเดินทาง และเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับดีมานด์การเดินทางระหว่างไทย–เวียดนาม ที่เติบโตทั้งในมิติการท่องเที่ยวและการเดินทางเพื่อธุรกิจ

    ทั้งนี้ การเปิดเส้นทางใหม่ยังสะท้อนบทบาทของเวียตเจ็ทไทยแลนด์ในการเชื่อมโยงประเทศไทยเข้ากับโอกาสทางเศรษฐกิจในภูมิภาค พร้อมตอกย้ำความแข็งแกร่งของเครือข่ายเส้นทางบินตรงจากประเทศไทยสู่เวียดนามที่ครอบคลุมมากที่สุดในตลาด

    สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2569 เวียตเจ็ทไทยแลนด์มีแผนขยายเที่ยวบินระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อไม่นานมานี้ ได้นำเครื่องบินโบอิ้ง 737-8 เข้าประจำการเปิดเส้นทางบินใหม่ อาทิ กรุงเทพฯ–โตเกียว และกรุงเทพฯ–โอซาก้า ซึ่งมีกำหนดเปิดให้บริการในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 รวมถึงเส้นทางบินตรงจากกรุงเทพฯ สู่ประเทศเกาหลีใต้และจีนในช่วงต้นปีนี้

    อีกทั้ง มีแผนขยายฝูงบินโบอิ้ง 737-8 จำนวน 50 ลำ เพื่อเพิ่มความถี่เที่ยวบิน และยกระดับศักยภาพการให้บริการในเส้นทางระยะกลางถึงไกล รองรับการเปิดเส้นทางใหม่สู่จุดหมายสำคัญทั่วเอเชีย

    ด้าน ปิ่นยศ พิบูลสงคราม รองประธานฝ่ายการพาณิชย์และลูกค้าสัมพันธ์ สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเวียดนามมีแนวโน้มเติบโตแซงหน้าไทยอย่างชัดเจน ส่วนหนึ่งมาจากจุดแข็งด้านการบริหารจัดการ การจัดโซนพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความรู้สึกปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว

    “มองว่าหากประเทศไทยสามารถยกระดับการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อสร้างภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม ก็จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าสู่ประเทศได้มากขึ้นเช่นกัน” ปิ่นยศ กล่าวย้ำ

    นอกจากนี้ จากกรณีการพบการระบาดของไวรัสนิปาห์ในบางพื้นที่ของประเทศอินเดียในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้หลายประเทศจับตาและประเมินความเสี่ยงว่าอาจลุกลามเป็นวงกว้าง เนื่องจากไวรัสดังกล่าวถูกจัดเป็นโรคติดต่ออันตราย อย่างไรก็ตาม กรมควบคุมโรคได้ออกมาชี้แจงว่า ไวรัสนิปาห์ไม่ใช่โรคอุบัติใหม่ และปัจจุบันประเทศไทยยังไม่พบผู้ติดเชื้อ พร้อมยืนยันว่ามีมาตรการควบคุมและเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด ทั้งในกลุ่มประชาชนและสัตว์ แม้กระแสข่าวจะเริ่มคลี่คลายลงแล้วก็ตาม

    ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจการบินยังคงดำเนินมาตรการเชิงรุกด้านความปลอดภัย โดยสายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ได้เพิ่มความเข้มข้นในการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อภายในห้องโดยสารเป็นพิเศษ สำหรับเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯ (ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ) สู่เมืองโกลกาตา ประเทศอินเดีย รวมถึงเส้นทางภูเก็ต–มุมไบ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้โดยสารและลดความเสี่ยงด้านสาธารณสุข

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-vietjet-nha-trang-mice/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JGQxUNX8NbYJlqf7zjo_x

  • “ปวีณา”  จับเข่าคุยชาวนาย่านหนองจอก เยี่ยมชม “ตลาด 100 ปีหนองจอก” ดันพัฒนาท่องเที่ยวเชิงเกษตร

    “ปวีณา” จับเข่าคุยชาวนาย่านหนองจอก เยี่ยมชม “ตลาด 100 ปีหนองจอก” ดันพัฒนาท่องเที่ยวเชิงเกษตร

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/127457&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Q8Trs3ctrRvm7maT0GcsC

  • การท่องเที่ยวภูเก็ตบนทางแยก ความเร่งด่วนสู่เกาะที่ปลอดภัยและมีธรรมาภิบาล

    การท่องเที่ยวภูเก็ตบนทางแยก ความเร่งด่วนสู่เกาะที่ปลอดภัยและมีธรรมาภิบาล

    เสียงจากคนท้องถิ่นบนเกาะภูเก็ต ทั้งจากภาคธุรกิจและชุมชน สะท้อนความต้องการร่วมกันในการยกระดับภูเก็ตให้เป็น ‘เกาะคุณภาพ’ ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและธรรมาภิบาล เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ รวมถึงธุรกิจท่องเที่ยวระดับ high-end โดยมุ่งเน้นคุณค่าและมาตรฐานมากกว่าการเติบโตเชิงปริมาณ

    ความหวังของหลายภาคส่วนที่อยากเห็นภูเก็ตเป็น ‘เกาะแห่งความสุขสำหรับทุกคน’ (Happiness Island for All) ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงธีมส่งเสริมการท่องเที่ยวที่มุ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาเยือนมากขึ้นเท่านั้น หากแต่คือภาพอนาคตของภูเก็ตที่ตั้งอยู่บนรากฐานของการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ – ที่ความสำเร็จทางเศรษฐกิจและผลประโยชน์ทางธุรกิจต้องเดินควบคู่ไปกับความสุขของชุมชน ความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน และสังคมที่น่าอยู่อย่างยั่งยืน

    แต่ความฝันนี้จะเป็นจริงได้ต้องการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างรัฐบาลท้องถิ่นและรัฐบาลกลาง ธุรกิจ และชุมชน ผ่านการบริหารจัดการที่ดีขึ้น มีกฎหมายและกติกาที่เข้มงวด มีมาตรฐานความปลอดภัยที่สูง และมีการปรับใช้กฎหมายและปราบปรามคนทำผิดอย่างจริงจัง

    ทุกๆ ปี เกาะภูเก็ตต้อนรับนักท่องเที่ยวกว่า 10 ล้านคน และสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวมากกว่า 400 ล้านบาทต่อปี โดยมีโรงแรมที่จดทะเบียนกว่า 1,500 แห่ง และห้องพักรวมกว่า 100,000 ห้อง (ข้อมูลปี พ.ศ. 2567–2568) ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนศักยภาพทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง และโอกาสในการพัฒนาที่ยังเปิดกว้างอีกมาก

    ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ภูเก็ตเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวริมทะเลอันดามันที่มีชื่อเสียงที่สุดในเอเชียและในโลก ด้วยเสน่ห์ของน้ำทะเลสีฟ้าใส สิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน วัฒนธรรมท้องถิ่นที่มีชีวิตชีวา และความเป็นมิตรของผู้คนในพื้นที่ บทบาทของภูเก็ตจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ หากยังเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ สร้างรายได้ สร้างงาน และต่อยอดโอกาสการพัฒนาไปยังพื้นที่ภาคใต้โดยรอบอย่างต่อเนื่อง

    ปัจจุบัน รายได้หลักของเกาะภูเก็ตยังคงพึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นสัดส่วนสูงถึงประมาณ ร้อยละ 95 และสร้างรายได้ให้ประเทศมากกว่า 400,000 ล้านบาทต่อปี อย่างไรก็ตาม แม้การท่องเที่ยวจะยังเป็นหนึ่งในเสาหลักของ GDP ไทย แต่บทเรียนหลังวิกฤติโควิด-19 ได้สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของโครงสร้างเศรษฐกิจไทย และการเปลี่ยนแปลงโมเดลของธุรกิจท่องเที่ยวที่แข่งขันมากขึ้นและจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของไทยโดยตรง สถานการณ์ดังกล่าวทำให้จำเป็นต้องกลับมาทบทวนทิศทางและรูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจและภาคการท่องเที่ยวของไทยในภาพรวม และในเวลาเดียวกัน เกาะภูเก็ตก็คงถึงเวลาที่ต้องหันกลับมาพิจารณาโครงสร้าง จุดแข็ง และจุดอ่อนของตนเองอย่างจริงจัง เพื่อวางรากฐานการเติบโตที่มั่นคง ยืดหยุ่น และพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงในระยะยาว

    ธุรกิจนอกระบบกัดกร่อนการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและโอกาสการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

    แม้โอกาสในการยกระดับภูเก็ตสู่การเป็น ‘เกาะคุณภาพ’ จะดูไม่ไกลเกินเอื้อม แต่ในทางปฏิบัติ ภูเก็ตยังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างที่คล้ายคลึงกับประเทศไทยในภาพรวม ทั้งในด้านธรรมาภิบาล กฎหมายที่อ่อนแอ ระบบธุรกิจที่ยังขาดความสมดุล และระดับความโปร่งใสที่ยังต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ช่องว่างเหล่านี้เปิดพื้นที่ให้ธุรกิจนอกระบบจำนวนไม่น้อยดำเนินกิจการโดยอยู่นอกกรอบการกำกับดูแล

    ผลกระทบไม่ได้สะท้อนเพียงในเชิงภาพลักษณ์ของแหล่งท่องเที่ยว หากยังเชื่อมโยงกับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ ตั้งแต่ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม การจัดการขยะ น้ำเสีย มลภาวะทางอากาศและเสียง ไปจนถึงความรู้สึกไม่เท่าเทียมในระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น ข้อมูลจากสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวภูเก็ตระบุว่า ยังมีที่พักและโรงแรมที่ไม่ได้รับอนุญาตจำนวนมาก ขณะที่สถานประกอบการบางประเภท เช่น ร้านอาหาร ผับ บาร์ และสถานบริการบางส่วน ยังคงอยู่นอกระบบการควบคุม ซึ่งไม่เพียงส่งผลต่อรายได้ของรัฐ หากยังสร้างภาระต่อผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย นี่ยังไม่นับรวมธุรกิจผิดกฎหมาย ยาเสพติด การลักลอบสินค้าผิดกฎหมายต่างๆ ซึ่งทำลายภาพลักษณ์และโอกาสดีๆ ของเกาะแห่งนี้

    ในภาพรวม ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบที่มีสัดส่วนค่อนข้างสูงในประเทศไทย ส่งผลให้การจัดเก็บรายได้ของรัฐและการวางนโยบายการคลังเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะต่อผู้ประกอบการรายย่อยและ SMEs ที่ต้องเผชิญกับข้อจำกัดในการแข่งขัน การจัดระเบียบธุรกิจท่องเที่ยว การนำกิจการเข้าสู่ระบบ และการสนับสนุนผู้ประกอบการที่มีคุณภาพอย่างเป็นธรรม จึงเป็นก้าวสำคัญที่ภูเก็ตควรให้ความสำคัญ หากต้องการวางรากฐานการพัฒนาอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

    แล้วคำถามสำคัญคือ…?

    ภูเก็ตควรเดินต่อไปอย่างไร ท่ามกลางโจทย์ความท้าทายเหล่านี้ คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวหรือการเร่งสร้างเม็ดเงินและการเติบโตในระยะสั้น หากแต่อยู่ที่การวางรากฐานของการเป็นเกาะที่มีคุณภาพ อย่างรอบด้าน ตั้งแต่การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย การบริหารจัดการเมืองและสิ่งแวดล้อม กำจัดคอร์รัปชันและเรื่องผิดกฎหมาย ไปจนถึงการสร้างกติกาที่ชัดเจน เป็นธรรม และบังคับใช้ได้จริงกับทุกฝ่าย

    ความปลอดภัย ความเชื่อมั่น และการแข่งขันที่เป็นธรรม

    ท่ามกลางการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวที่ทวีความเข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค ความสามารถในการแข่งขันระยะยาวของภูเก็ตจึงไม่อาจพึ่งพาเพียงความงดงามของทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งหากขาดการดูแลร่วมกันก็ยากจะคงอยู่ได้อย่างยั่งยืน สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวต่อภูเก็ตในฐานะจุดหมายปลายทาง

    ความเชื่อมั่นดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่มาตรฐานความปลอดภัยที่สูง บริการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและเชื่อถือได้ ไปจนถึงระบบคุ้มครองผู้บริโภคที่เข้มแข็ง โปร่งใส และปราศจากการเอารัดเอาเปรียบ การรักษาความเชื่อมั่นนี้ไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน เพราะท้ายที่สุดแล้ว ชื่อเสียงของภูเก็ตคือ สินทรัพย์ร่วม ที่หากถูกบั่นทอนเพียงครั้งเดียว อาจต้องใช้เวลายาวนานในการฟื้นฟูกลับคืนมา

    รักษ์ธรรมชาติ กระจายรายได้ และดูแลคุณภาพชีวิตชุมชน

    การเติบโตของการท่องเที่ยวจำเป็นต้องดำเนินควบคู่ไปกับการปกป้องสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการรักษาชายหาด ความสมดุลของระบบนิเวศทางทะเล และทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นหัวใจของภูเก็ต ขณะเดียวกัน การบริหารจัดการชุมชนที่ดี ตั้งแต่โอกาสในการทำมาหากิน คุณภาพชีวิตของผู้คน ไปจนถึงการจัดการขยะ น้ำเสีย และการควบคุมมลภาวะทางเสียง—ล้วนเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน การเคารพธรรมชาติและชุมชนจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

    โครงสร้างพื้นฐานและระบบคมนาคมขนส่ง ทั้งสนามบินและระบบขนส่งสาธารณะ มีบทบาทสำคัญในการรองรับการเติบโตของการท่องเที่ยว แต่การพัฒนาเหล่านี้จำเป็นต้องดำเนินไปอย่างโปร่งใส เข้าถึงได้ และมีค่าใช้จ่ายที่เป็นธรรม ควบคู่กับการกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวกลับสู่ชุมชนอย่างแท้จริง สนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยและธุรกิจขนาดเล็ก ไม่ให้ผลประโยชน์กระจุกตัวอยู่เพียงกลุ่มทุนขนาดใหญ่หรือกลไกอำนาจใดอำนาจหนึ่งเท่านั้น

    เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้ทำงานร่วมกันอย่างสมดุล ภูเก็ตจึงจะสามารถเป็นทั้งจุดหมายปลายทางที่น่าเที่ยวสำหรับนักท่องเที่ยว และเป็นพื้นที่ที่น่าอยู่สำหรับคนท้องถิ่นได้ในเวลาเดียวกัน

    เพราะการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและการดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ ต้องเริ่มจากการยกระดับภูเก็ตให้เป็น ‘เกาะคุณภาพ’ อย่างเป็นระบบ ก้าวแรกคือการจัดการกับปัญหาเรื้อรังที่สะสมมายาวนาน ตั้งแต่การแก้ไขและปราบปรามธุรกิจนอกระบบ การสร้างระบบเศรษฐกิจที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ ไปจนถึงการวางรากฐานที่เปิดโอกาสให้คนภูเก็ตสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีบนเกาะของตนเอง

    ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่การเลือกตั้งและการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง หลายนโยบายที่ถูกหยิบยกขึ้นมาล้วนพูดถึงการปราบปรามทุนเทา การต่อต้านคอร์รัปชัน และการส่งเสริม ‘ธรรมาภิบาล’ ในการบริหารประเทศ นี่อาจเป็นอีกหนึ่งจังหวะสำคัญที่ความหวังในการเปลี่ยนแปลงของภูเก็ตจะถูกผลักดันอย่างจริงจัง ผ่านการยกระดับการบริหารจัดการที่โปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้ เพื่อให้เกาะแห่งนี้ก้าวไปสู่การเป็น ‘เกาะคุณภาพ’ ที่ปลอดภัย มีธรรมาภิบาล และสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพจากทั่วโลก พร้อมทำให้การท่องเที่ยวเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

    ภาพ: Pierrick Lemaret/Getty Images

    ABOUT THE AUTHOR

    ดร. อาจารี ถาวรมาศ

    Consultant และผู้บริหารบริษัท Access-Europe บริษัทที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์และนโยบายการดำเนินความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรป (อียู) สำหรับภาครัฐและเอกชนไทย และที่ปรึกษาอิสระให้กับองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ เกี่ยวกับการดำเนินความร่วมมือกับภูมิภาคเอเชีย สามารถติดตามได้ที่ www.access-europe.eu และ www.facebook.com/AccessEuropeCoLtd

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/phuket-tourism-governance-safety/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tzJzn5EYf0p_bAA5bvNil

  • เที่ยวเมืองรอง ‘จ. คาโกชิมา’  อาบทรายดำร้อน-ชมภูเขาไฟ l World Pulse

    เที่ยวเมืองรอง ‘จ. คาโกชิมา’ อาบทรายดำร้อน-ชมภูเขาไฟ l World Pulse

    ช่วงนี้หลายๆ ประเทศมีปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง (Overtourism) ถือเป็นเรื่องกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะรัฐบาลต้องการหารายได้เข้าประเทศ แต่คนท้องถิ่นต้องรับมือกับปัญหาความแออัด การท่องเที่ยวเมืองรองถือเป็นทางออกที่ดีทางหนึ่ง

    ญี่ปุ่นเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีปัญหาดังกล่าว ซึ่งทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องไม่ได้นิ่งนอนใจต้องหาหนทางแก้ไขในรูปแบบที่ไม่ได้ต่อต้านแขกต่างชาติ แต่เป็นแนวทางอันสมดุลตามวิถีญี่ปุ่น นั่นคือการกำหนดเป้าหมายใหม่ในการกระจายนักท่องเที่ยวให้เท่าเทียมกันมากขึ้นระหว่างมหานครสำคัญกับส่วนอื่นๆ ของประเทศ พูดง่ายๆ ก็คือ การท่องเที่ยวเมืองรองนั่นเอง 

    ในงานมหกรรมท่องเที่ยวสุดยิ่งใหญ่แห่งปี “เที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก” ครั้งที่ 31 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เมื่อวันก่อน เมืองรองหลายแห่งของญี่ปุ่นมาร่วมออกบูธด้วย ซึ่งเวิลด์พัลส์ได้แวะไปเยี่ยมชมและพูดคุยที่บูธของจังหวัดคาโกชิมา เปิดดูเอกสารคู่มือการท่องเที่ยว ระบุว่า จังหวัดคาโกชิมา มีพื้นที่ทอดยาวจากเหนือจรดใต้กว่า 600 กม. ประกอบด้วยหลากหลายเมืองที่มีเสน่ห์เฉพาะตัวโดยเฉพาะอาหารเลิศรส 

    อ่านเอกสารอาจไม่เห็นภาพ พูดคุยกับตัวแทนของจังหวัดสนุกกว่า พิชัย วิสูตรีรัตน์ ผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจท่องเที่ยว ตัวแทนของคาโกชิมา เล่าว่า  คาโกชิมาเป็นจังหวัดที่อยู่ใต้สุดของเกาะคิวชู การเดินทางจากเมืองไทยไม่ยาก บินไปที่ฟูกุโอกะก่อน แล้วนั่งชินกันเซ็นต่ออีกประมาณหนึ่งชั่วโมงยี่สิบนาทีก็ถึงตัวเมือง 

    “หลัก ๆ ที่คาโกชิมา  เรามีภูเขาไฟที่ยังปะทุอยู่แต่ว่าไม่อันตรายซึ่งสวยงามและก็อยู่ในตัวเมือง  จากตัวเมืองเรานั่งเฟอร์รี่ข้ามไป 15 นาที ก็เที่ยวภูเขาไฟได้นะครับ ขับรถวนรอบภูเขาไฟได้เลย”

    พิชัยเล่าฟังดูน่าตื่นเต้น ภูเขาไฟที่ว่า ชื่อ “ซากุราจิมะ” เป็นหนึ่งในภูเขาไฟที่ยังปะทุอยู่เพียงไม่กี่แห่งในโลก ว่ากันว่าซากุระจิมะเปลี่ยนสีสันถึงเจ็ดครั้งในแต่ละวัน เป็นที่ประทับใจผู้พบเห็นเป็นอย่างมากเที่ยวเมืองรอง 'จ. คาโกชิมา’  อาบทรายดำร้อน-ชมภูเขาไฟ l World Pulse Cr: https://www.kagoshima-yokanavi.jp

    “มันเป็นภูเขาที่ไม่ได้สูงมากนัก รูปร่างมันคล้าย ๆ ฟูจิถ้าดูไกล ๆ นะครับ ถ้าหน้าหนาวก็จะมีหิมะอยู่ข้างบน หน้าร้อนก็เป็นภูเขาไฟธรรมดา สวยงามมาก เพราะใกล้เมือง สามารถเที่ยวแล้วได้วิวถ่ายรูปเห็นชัด” พิชัยกล่าวต่อ เรื่องวิวถ่ายรูปสวยนี่ถือว่าถูกใจสายคอนเทนท์อย่างมาก

    อีกหนึ่งที่ที่เป็นไฮไลท์ของการไปเที่ยวคาโกชิมาคืออิบุสึกิ เมืองหาดทรายดำร้อนตามธรรมชาติแห่งเดียวในญี่ปุ่น ข้อมูลจากองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวญี่ปุ่น (เจเอ็นทีโอ) บอกว่า การอบทรายร้อนธรรมชาติสีดำ (Sunamushi Onsen)  ได้รับความนิยมมาตั้งแต่สมัย 300 ปีก่อน ซึ่งนักท่องเที่ยวจะต้องใส่ชุดยูคาตะลงไปนอนบนทรายร้อนๆ จากนั้นก็จะมีพนักงานคอยโกยทรายมากลบที่ตัวให้ 

    เที่ยวเมืองรอง 'จ. คาโกชิมา’  อาบทรายดำร้อน-ชมภูเขาไฟ l World Pulse

    (Cr:https://www.jnto.or.th)

    ความร้อนจากทรายทำให้รู้สึกสบายตัว เชื่อกันว่าจะช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดในร่างกายทำงานได้เป็นปกติและมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยขับของเสียออกทางเหงื่ออีกด้วย เด็กๆ จนถึงผู้สูงวัย ก็สามารถเข้าใช้บริการอบทรายร้อนนี้ได้ จึงเป็นกิจกรรมอีกอย่างหนึ่งที่สมาชิกในครอบครัวทั้ง 3 รุ่นจะได้นอนเรียงเล่นกันอย่างสนุกสนาน

    พูดถึงที่เที่ยวแล้ว มาดูอาหารการกินกันบ้าง ตัวแทนการท่องเที่ยวคาโกชิมา กล่าวว่า ที่นี่เป็นแหล่งผลิตหมูคุโรบูตะใหญ่สุดของญี่ปุ่นส่งขายทั่วประเทศ เนื้อวากิวของคาโกชิมาก็ดีที่สุดในญี่ปุ่น และมีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ในด้านการเลี้ยงปลาคัมปาจิ ซาชิมิปลาคัมปาจิของที่นี่จึงมีเนื้อสัมผัสฉ่ำเด้ง ส่วนของหวานก็ต้องน้ำแข็งไสประจำถิ่นเนื้อนุ่มละเอียดราดด้วยนมท้อปปิงด้วยผลไม้ประจำถิ่น สายดื่มต้องลองโซจูทำจากมันฝรั่ง เป็นที่นิยมมานานกว่า 500  ปี 

    “จุดขายของเราคืออาหารการกินถูก ที่เที่ยวเป็นธรรมชาติ สวยงาม และการที่เราเป็นเมืองรอง เพราะฉะนั้นค่าใช้จ่ายทุกอย่างจะถูกกว่า  ธรรมชาติสวยงามกว่า  เราก็เลยพยายามโปรโมทให้คนไทยไปเที่ยวให้มากขึ้น” พิชัยย้ำถึงข้อเด่นของการเป็นเมืองรอง พร้อมแนะว่า คนที่ไม่เคยไปญี่ปุ่นก็ต้องไปเมืองหลักก่อนอย่างโตเกียว โอซากา ถ้าเคยไปญี่ปุ่นหลายครั้งแล้วก็ควรไปเที่ยวเมืองรองที่ยังไม่เคยเห็น 

    สำหรับคนที่ตัดสินใจไปคาโกชิมา พิชัยแนะนำว่า ควรไปเดือน เม.ย.หลังซากุระบานอากาศจะดีมาก เพราะซากุระที่นี่บานเร็วกว่าที่อื่นประมาณเดือน มี.ค.ก็บานแล้ว อีกช่วงที่แนะนำคือ เดือน ต.ค. อากาศดีไม่หนาวมาก

    “ญี่ปุ่นก็ยังเป็นที่ประเทศที่ยังน่าเที่ยวอยู่มาก เพราะ 1. ประเทศสงบสุข 2. สะอาดสะอ้าน 3. ปลอดภัย 4. อาหารการกินดี  และยิ่งช่วงนี้ค่าเงินอ่อนทำให้คนไทยอยากไปญี่ปุ่นมากขึ้นกว่าสมัยก่อน” ตัวแทนท่องเที่ยวคาโกชิมาฉีดยาก่อนกลับ ชนิดที่ฟังแล้วเคลิ้มอยากจัดกระเป๋าไปญี่ปุ่นตอนนี้เลย! 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/geopolitics/1219820&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1w-tCSzViurQCxywXyHa9S

  • “สวนนงนุชพัทยา” ลงทุนโซลาร์รูฟท็อป 60 ล้าน หนุน ESG ท่องเที่ยวสีเขียวเต็มรูปแบบ | TOPNEWS

    “สวนนงนุชพัทยา” ลงทุนโซลาร์รูฟท็อป 60 ล้าน หนุน ESG ท่องเที่ยวสีเขียวเต็มรูปแบบ | TOPNEWS

    ที่ สวนนงนุชพัทยา ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างโครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในระยะเวลา 6 เดือน เพื่อรองรับการใช้พลังงานสะอาด ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน และรองรับการให้บริการนักท่องเที่ยวในยุคยานยนต์ไฟฟ้า

    โครงการดังกล่าวเป็นการลงทุนมูลค่ากว่า 60 ล้านบาท มีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมประมาณ 3.5 เมกะวัตต์ ครอบคลุมพื้นที่ลานจอดรถพลังงานแสงอาทิตย์ พร้อมติดตั้ง สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charging Station) เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่ใช้ยานยนต์พลังงานสะอาด และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อย่างเป็นรูปธรรม

    นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา เปิดเผยว่า
    โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน ตามแนวทาง ESG (Environmental, Social and Governance) ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล โดยมุ่งเน้นการลดการปล่อยคาร์บอน เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทางเลือก และยกระดับมาตรฐานองค์กรให้สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจสีเขียวระดับโลก

    ทั้งนี้ สวนนงนุชพัทยามุ่งยกระดับบทบาทจากแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติ สู่ การเป็น “แหล่งท่องเที่ยวสีเขียว (Green Attraction)” อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อเป็นต้นแบบด้านการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย และรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1478232&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xTg3h2Dp8Cfn7UCdSCJSg

  • โพลชี้ “วาเลนไทน์ 69” เงินสะพัด 2.9 พันล้าน สูงสุดรอบ 6 ปี คนไทยกล้าใช้จ่าย ดันเฉลี่ยต่อคนทุบสถิติ

    โพลชี้ “วาเลนไทน์ 69” เงินสะพัด 2.9 พันล้าน สูงสุดรอบ 6 ปี คนไทยกล้าใช้จ่าย ดันเฉลี่ยต่อคนทุบสถิติ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/127450&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sgnCCkifz6AMDL6PYJGdL

  • ตะลึง! รวบวัยรุ่น 17 ประกันตัวสู้คดียิง 2 ศพ ออกมาก่อเหตุยิงอริเพื่อนเจ็บอีก | เดลินิวส์

    ตะลึง! รวบวัยรุ่น 17 ประกันตัวสู้คดียิง 2 ศพ ออกมาก่อเหตุยิงอริเพื่อนเจ็บอีก | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 00.30 น. วันที่ 5 ก.พ. 2569 พ.ต.ต.ศุภวัฒน์ มนัสชัย สว.(สอบสวน) สภ.เมืองฉะเชิงเทรา รับแจ้งเหตุวัยรุ่นใช้อาวุธปืนยิงกันมีผู้ได้รับบาดเจ็บ บริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อภายในปั๊มน้ำมัน ปตท. ริมถนนสุวินทวงศ์ ขาออกเมืองฉะเชิงเทรา พื้นที่หมู่ 3 ต.วังตะเคียน อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วย พ.ต.ท.เอกภพ สกุลสยมภู สว.สส.สภ.เมืองฉะเชิงเทรา และเจ้าหน้าที่กู้ภัย

    ที่เกิดเหตุพบรถจักรยานยนต์ยามาฮ่า NMAX สีขาว ทะเบียนฉะเชิงเทรา และอาวุธปืนลูกซองสั้นไทยประดิษฐ์ตกอยู่ ส่วนผู้บาดเจ็บคือ นายอำนาจ อายุ 29 ปี ถูกยิงเข้าที่ขาซ้าย 2 นัด ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ฉะเชิงเทรา ไปก่อนหน้านี้

    เบื้องต้น พ.ต.ท.เอกภพ นำชุดสืบสวนแกะรอยจนทราบว่า ผู้ก่อเหตุคือ นายดิว (สงวนชื่อสกุลจริง) อายุ 17 ปี และนายนุ้ย (สงวนชื่อสกุลจริง) อายุ 17 ปี ซึ่งเช่าห้องพักอยู่ไม่ไกลจากจุดเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่จึงบุกเข้าจับกุมตัวนายดิว ได้คาห้องพัก พร้อมของกลางอาวุธปืนขนาด 9 มม. ขณะที่นายนุ้ย ไหวตัวทันหลบหนีไปได้

    สอบสวนนายดิว เบื้องต้นรับสารภาพว่า ระหว่างซ้อนท้ายรถ จยย. นายนุ้ย มากดเงิน บังเอิญเจอนายอำนาจ ซึ่งเป็นคู่อริเก่าของเพื่อน จึงเกิดการด่าทอท้าทายกัน อ้างว่าฝ่ายตรงข้ามคว้ามีดปรี่เข้าหา จึงชักปืนยิงสวนเพื่อป้องกันตัว

    อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม ทำเอาเจ้าหน้าที่ต้องตกตะลึง เมื่อพบว่านายดิว คือผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นมือปืน เคยก่อเหตุยิงวัยรุ่นเสียชีวิต 2 ศพ บริเวณใกล้สำนักสงฆ์พระอาจารย์ซ่วน ต.ท่าถ่าน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา เพิ่งได้รับการประกันตัวออกมาสู้คดีได้ไม่นาน แต่กลับมาก่อเหตุซ้ำอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย เบื้องต้นตำรวจได้คุมตัวดำเนินคดี พร้อมเร่งล่าตัว นายนุ้ย เพื่อนร่วมก่อเหตุที่ยังหลบหนีมาดำเนินคดีต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5569170/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35SyO_7GSQmXghQkJW-E_5

  • แถลงข่าวร่วม ธนาคารแห่งประเทศไทยและ TikTok สานต่อความร่วมมือ เพื่อส่งเสริมความรู้ด้านเศรษฐกิจการเงิน ความรู้ทางการเงินและการป้องกันภัยทางการเงินแก่ประชาชน

    แถลงข่าวร่วม ธนาคารแห่งประเทศไทยและ TikTok สานต่อความร่วมมือ เพื่อส่งเสริมความรู้ด้านเศรษฐกิจการเงิน ความรู้ทางการเงินและการป้องกันภัยทางการเงินแก่ประชาชน

    เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ TikTok ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ฉบับใหม่ เพื่อสานต่อและขยายความร่วมมือในการยกระดับความรู้ทางเศรษฐกิจการเงิน การป้องกันภัยทางการเงิน และทักษะดิจิทัลให้แก่ประชาชน

    rn

     

    rn

    ที่ผ่านมา โครงการ #คนไทยรู้ทัน ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงความรู้ด้านการเงิน การบริหารหนี้ และการป้องกันมิจฉาชีพออนไลน์อย่างกว้างขวาง สอดคล้องกับเป้าหมายของทั้งสององค์กรในการสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินในยุคดิจิทัล นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ระบุว่า TikTok เป็นช่องทางสำคัญในการสื่อสารความรู้ทางการเงินและการตระหนักรู้เรื่องภัยการเงินให้เข้าถึงประชาชนได้ในวงกว้างขึ้น ขณะที่คุณชนิดา คล้ายพันธ์ กล่าวว่า TikTok มุ่งเป็นพื้นที่ปลอดภัยและสนับสนุนการเผยแพร่ข้อมูลที่เชื่อถือได้ ความร่วมมือฉบับใหม่นี้จะช่วยต่อยอดการเผยแพร่ความรู้และเสริมทักษะดิจิทัลให้ประชาชนใช้สื่อออนไลน์อย่างรอบรู้และปลอดภัย โดยมีระยะเวลาดำเนินงาน 3 ปี

    rn

     

    rn

    นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง ธปท. และ TikTok ประเทศไทย ในช่วงที่ผ่านมา แสดงให้เห็นศักยภาพของแพลตฟอร์มดิจิทัลในการเป็นช่องทางสื่อสารองค์ความรู้ด้านการเงินที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ การนำเสนอผ่าน TikTok ช่วยกระจายข้อมูลความรู้ด้านเศรษฐกิจการเงิน การเตือนภัยทางการเงินให้เข้าถึงประชาชนได้มากขึ้น เข้าใจง่าย และสอดคล้องกับพฤติกรรมการรับสื่อของประชาชนในปัจจุบัน การลงนามบันทึกข้อตกลงฉบับใหม่นี้เป็นการต่อยอดความร่วมมือจากฉบับก่อน โดยจะเพิ่มการเผยแพร่ความรู้และทักษะทางการเงิน รวมทั้งเสริมความรู้ความเข้าใจด้านดิจิทัล เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ประชาชนรับมือกับความเสี่ยงในโลกออนไลน์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    rn

     

    rn

    คุณชนิดา คล้ายพันธ์ กล่าวว่า TikTok มุ่งมั่นที่จะเป็นพื้นที่ปลอดภัยและเป็นประโยชน์สำหรับผู้ใช้งาน โดยเฉพาะการสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงความรู้ที่เชื่อถือได้ในรูปแบบที่เข้าใจง่ายและเหมาะกับพฤติกรรมการรับสื่อในยุคดิจิทัล ความร่วมมือกับ ธปท. ในช่วงที่ผ่านมาได้ช่วยเสริมสร้างระบบนิเวศของคอนเทนต์ด้านเศรษฐกิจการเงินคุณภาพบนแพลตฟอร์ม ทำให้ผู้ใช้งานได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตประจำวัน เช่น การเตือนภัยทางการเงิน ความรู้ด้านเศรษฐกิจการเงินการลงนามบันทึกข้อตกลงฉบับใหม่นี้จะช่วยยกระดับความร่วมมือให้ครอบคลุมมากขึ้น โดย TikTok มุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนความรู้ความเข้าใจด้านดิจิทัล เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้สื่อออนไลน์ได้อย่างรอบรู้และปลอดภัย

    rn

     

    rn

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    rn

    TikTok Thailand

    rn

    5 กุมภาพันธ์ 2569

    rn”}}” id=”achor01″>

    เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ TikTok ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ฉบับใหม่ เพื่อสานต่อและขยายความร่วมมือในการยกระดับความรู้ทางเศรษฐกิจการเงิน การป้องกันภัยทางการเงิน และทักษะดิจิทัลให้แก่ประชาชน

    ที่ผ่านมา โครงการ #คนไทยรู้ทัน ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงความรู้ด้านการเงิน การบริหารหนี้ และการป้องกันมิจฉาชีพออนไลน์อย่างกว้างขวาง สอดคล้องกับเป้าหมายของทั้งสององค์กรในการสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินในยุคดิจิทัล นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ระบุว่า TikTok เป็นช่องทางสำคัญในการสื่อสารความรู้ทางการเงินและการตระหนักรู้เรื่องภัยการเงินให้เข้าถึงประชาชนได้ในวงกว้างขึ้น ขณะที่คุณชนิดา คล้ายพันธ์ กล่าวว่า TikTok มุ่งเป็นพื้นที่ปลอดภัยและสนับสนุนการเผยแพร่ข้อมูลที่เชื่อถือได้ ความร่วมมือฉบับใหม่นี้จะช่วยต่อยอดการเผยแพร่ความรู้และเสริมทักษะดิจิทัลให้ประชาชนใช้สื่อออนไลน์อย่างรอบรู้และปลอดภัย โดยมีระยะเวลาดำเนินงาน 3 ปี

    นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง ธปท. และ TikTok ประเทศไทย ในช่วงที่ผ่านมา แสดงให้เห็นศักยภาพของแพลตฟอร์มดิจิทัลในการเป็นช่องทางสื่อสารองค์ความรู้ด้านการเงินที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ การนำเสนอผ่าน TikTok ช่วยกระจายข้อมูลความรู้ด้านเศรษฐกิจการเงิน การเตือนภัยทางการเงินให้เข้าถึงประชาชนได้มากขึ้น เข้าใจง่าย และสอดคล้องกับพฤติกรรมการรับสื่อของประชาชนในปัจจุบัน การลงนามบันทึกข้อตกลงฉบับใหม่นี้เป็นการต่อยอดความร่วมมือจากฉบับก่อน โดยจะเพิ่มการเผยแพร่ความรู้และทักษะทางการเงิน รวมทั้งเสริมความรู้ความเข้าใจด้านดิจิทัล เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ประชาชนรับมือกับความเสี่ยงในโลกออนไลน์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    คุณชนิดา คล้ายพันธ์ กล่าวว่า TikTok มุ่งมั่นที่จะเป็นพื้นที่ปลอดภัยและเป็นประโยชน์สำหรับผู้ใช้งาน โดยเฉพาะการสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงความรู้ที่เชื่อถือได้ในรูปแบบที่เข้าใจง่ายและเหมาะกับพฤติกรรมการรับสื่อในยุคดิจิทัล ความร่วมมือกับ ธปท. ในช่วงที่ผ่านมาได้ช่วยเสริมสร้างระบบนิเวศของคอนเทนต์ด้านเศรษฐกิจการเงินคุณภาพบนแพลตฟอร์ม ทำให้ผู้ใช้งานได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตประจำวัน เช่น การเตือนภัยทางการเงิน ความรู้ด้านเศรษฐกิจการเงินการลงนามบันทึกข้อตกลงฉบับใหม่นี้จะช่วยยกระดับความร่วมมือให้ครอบคลุมมากขึ้น โดย TikTok มุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนความรู้ความเข้าใจด้านดิจิทัล เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้สื่อออนไลน์ได้อย่างรอบรู้และปลอดภัย

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    TikTok Thailand

    5 กุมภาพันธ์ 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/news/news-20260205.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Z7tqyLzfa_v5mn3ZkEqRc

  • ‘ธรรมนัส’ ชูนโยบายเศรษฐกิจ ‘กล้าธรรม’ เดินหน้าตั้ง ‘สหกรณ์กลาง’ แก้หนี้เบ็ดเสร็จ

    ‘ธรรมนัส’ ชูนโยบายเศรษฐกิจ ‘กล้าธรรม’ เดินหน้าตั้ง ‘สหกรณ์กลาง’ แก้หนี้เบ็ดเสร็จ

    ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคกล้าธรรม เปิดเผยถึงความมั่นใจในการนำทัพสู้ศึกเลือกตั้งปี 2569  โดยระบุว่า พรรคกล้าธรรม วางเป้าหมายที่จะเป็นพรรคการเมืองที่ตัวแทนของคนฐานรากซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ

    ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า แนวทางเศรษฐกิจของพรรคกล้าธรรมคือต้องการทำให้ฐานรากของเศรษฐกิจ ซึ่งเปรียบเสมือนฐานปิรามิดแข็งแรงซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้อย่างแข็งแรงในระยะยาว ซึ่งพรรคเน้นในนโยบายที่เกี่ยวข้องกับคนส่วนใหญ่ของประเทศในกลุ่มนี้ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ข้าราชการครู ถ้าคนกลุ่มนี้มีความมั่นคงในชีวิตเศรษฐกิจของประเทศสามารถเดินหน้าได้ พรรคจึงมีนโยบายดูแลราคาสินค้าเกษตร และแก้ปัญหาหนี้สิน

    สำหรับนโยบายเศรษฐกิจที่ใช้ขับเคลื่อนเพื่อมัดใจคนฐานราก ร.อ.รรมนัส เน้นย้ำนโยบายของพรรคว่ามีนโยบายสำคัญดังนี้

    เสนอตั้งสหกรณ์กลางแก้หนี้ยั่งยืน

    1.) การยกระดับราคาเกษตรด้วยกลไกตลาด  โดยพรรคจะมุ่งเน้นการบริหารจัดการอุปสงค์ และอุปทาน  เนื่องจากตนเองอยู่กระทรวงเกษตรฯมานานจึงเห็นว่าเรื่องของ Supply และ Demand เป็นเรื่องสำคัญ หากสามารถจัดการให้สมดุล โดยเน้นส่งเสริมการผลิตสินค้า “เกรด A” ที่คุณภาพสูงเพื่อดันราคาให้แพงขึ้นแทนการเน้นปริมาณและใช้แนวทางการชะลอการขายสินค้าเกษตรในช่วงที่ผลผลิตออกมามามาก

    โดยให้สถาบันเกษตรกรเก็บสต็อกสินค้าไว้ในช่วงราคาต่ำ และรัฐช่วยสนับสนุนเรื่องดอกเบี้ยเงินกู้ ซึ่งจะช่วยประหยัดงบประมาณรัฐได้มหาศาลเมื่อเทียบกับการจำนำหรือประกันราคาที่มีช่องโหว่ให้คอร์รัปชัน ซึ่งนโยบายแบบที่ผ่านมาทั้งการประกันและจำนำเห็นแล้วว่าใช้ไม่ได้ผล ส่วนนโยบายการประกันกำไรนั้นยิ่งทำไม่ได้จริงเพราะไม่รู้ว่าต้นทุนของเกษตรกรนั้นเป็นเท่าไหร่กันแน่

    ‘ธรรมนัส’ ชูนโยบายเศรษฐกิจ ‘กล้าธรรม’ เดินหน้าตั้ง ‘สหกรณ์กลาง’ แก้หนี้เบ็ดเสร็จ

    2.) การปฏิรูปโครงสร้างหนี้และสถาบันการเงินชุมชน โดยพรรคกล้าธรรมเสนอให้มีการตั้ง “สหกรณ์กลาง” เพื่อดึงมืออาชีพเข้ามาบริหารจัดการปรับโครงสร้างหนี้ทั้งภาคเกษตร และหนี้ครู โดยเฉพาะ หนี้ครู ที่ต้องปรับให้มีเงินเหลือใช้เหลือดำรงชีพไม่น้อยกว่า 20-30% ต่อเดือน โดยแนวทางแก้ไขคือการปฏิรูปอำนาจนายทะเบียนสหกรณ์ให้มีความเข้มงวดในการกำกับดูแลเหมือนธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อป้องกันความเสียหายจากการบริหารที่ผิดพลาด และให้สหกรณ์เป็นตัวกลางสำคัญในการแก้หนี้โดยมีการบริหารที่โปร่งใส ตรวจสอบได้

    คัดค้านเปิดเสรีนำเข้าสินค้าเกษตร

    3.) คัดค้านการเปิดเสรีการค้าสินค้าเกษตร และเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตราพื้นที่ชายแดน ซึ่งถือเป็นนโยบายสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยพรรคมีจุดยืนชัดเจนในเรื่องการ ต่อต้านสินค้าเกษตรเถื่อน และคัดค้านการเปิดเสรีทางการค้าที่ทำให้ไทยเสียเปรียบ

    รวมถึงนโยบาย “เซตซีโร่” (Set Zero) เพื่อแก้ปัญหาสแกมเมอร์และสินค้าเถื่อนตามชายแดน โดยการสแกนบุคคลที่ไปทำงานต่างแดนและปิดช่องทางธรรมชาติเพื่อปกป้องเศรษฐกิจภายในประเทศไม่ให้ได้รับผลกระทบ

    ตั้งเป้าได้ สส.50 ที่นั่งเป็นอย่างน้อย

    สำหรับใน ปี 2569 พรรคกล้าธรรมตั้งเป้าจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ไว้ที่ประมาณ 10-15% ของที่นั่งในสภา หรือ เป้าหมายที่ 50 ที่นั่งเป็นอย่างน้อย

    “ในพรรคของเรามีผู้สมัคร “เกรด A” อยู่กว่า 100 คน ซึ่งหากมองในกรณีที่เลวร้ายที่สุดว่าหายไปครึ่งหนึ่ง ก็ยังมั่นใจว่าจะได้ สส. เขตถึง 50 ที่นั่งอย่างแน่นอน”ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

    ทั้งนี้ในพื้นที่เป้าหมายหลักประกอบด้วย พื้นที่ ภาคใต้ ที่คาดหวังไว้ไม่ต่ำกว่า 10-15 ที่นั่ง โดยเฉพาะจังหวัดสงขลาที่มั่นใจว่าจะกวาดได้ถึง 4 เขตจาก 9 เขต รวมถึงในพื้นที่ นครศรีธรรมราช, สุราษฎร์ธานี (ไม่ต่ำกว่า 3 เขต) และในจ.ชุมพร ก็มีโอกาสได้ สส.เช่นกัน

    ส่วน ในพื้นที่ภาคเหนือ พรรคมั่นใจรักษาฐานที่มั่นในจังหวัดพะเยา และมีลุ้นในทุกจังหวัด เช่น เชียงใหม่ เชียงราย และลำปาง

    ส่วน ภาคกลางและตะวันออก มั่นใจว่าจะสามารถแทรกตัวได้ในจังหวัดสระบุรี, ปทุมธานี, สมุทรสงคราม และสมุทรปราการ ซึ่งจะได้ สส.บางส่วน

    ในเชิงกลยุทธ์ทางการเมือง ร.อ.ธรรมนัส ยอมรับตามความเป็นจริงว่าการเป็นนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้อาจเป็นไปได้ยาก แต่พรรคก็ต้องการที่จะสื่อให้ชัดว่าพรรคนี้มีผมเป็นเจ้าของ และเสนอตัวเป็นแคนดิเดตนายกฯคนเดียวของพรรค เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องสับสน

    พร้อมเป็นโซ่ข้อกลางประสานตั้งรัฐบาล

    ที่สำคัญคือพรรคกล้าธรรมพร้อมทำหน้าที่เป็น “โซ่ข้อกลาง” หรือพรรคสำรองที่เป็นตัวนำในการประสานเพื่อจัดตั้งรัฐบาล เนื่องจากพรรคประกอบด้วยนักการเมืองมืออาชีพ เป็นนักเลือกตั้งที่เป็นระดับ “ปรมาจารย์” ทางการเมืองและคนในพรรคก็ถือเป็นนักปฏิบัติจริง ไม่ใช่แค่นักคิดที่สร้างภาพฝัน

    “พรรคกล้าธรรมคือพรรคการเมืองสายปฏิบัติการ เป็นพรรคสีเขียวที่เป็นที่พึ่งของคนตัวเล็กพรรคเราไม่ใช่พรรคสีเทาอย่างแน่นอน และเราทำมากกว่าพูด นโยบายทุกอย่างตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ทำได้จริงเพื่อความมั่นคงของชีวิตประชาชน” ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1219790&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qV3EX1K1q1F8GHVKBhcuH