Blog

  • หนุ่มวัย 19 ช้ำ เมียท้องทิพย์ เอาลูกคนอื่นมาอ้าง ขอเงินเกือบล้าน – Tnews

    หนุ่มวัย 19 ช้ำ เมียท้องทิพย์ เอาลูกคนอื่นมาอ้าง ขอเงินเกือบล้าน – Tnews

    ช่วงหนึ่งของรายการ ฟิล์มได้เล่าถึงเหตุการณ์ตอนที่เด็กต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล โดยภรรยาอ้างว่าเด็กต้องถ่ายเลือดและแอดมิท ทำให้ตนเชื่อสนิทใจ ขณะเดียวกัน “หงส์” ซึ่งเป็นแม่ของเด็กตัวจริง …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tnews.co.th/social/social-news/643809&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38UI0YWSdbkgfzxYk0GzTr

  • กระแสย้อนยุคมาแรง Gen Z ฮิต ไอโฟนรุ่นเก่า-มือถือพับได้ – Spring News

    กระแสย้อนยุคมาแรง Gen Z ฮิต ไอโฟนรุ่นเก่า-มือถือพับได้ – Spring News

    วัยรุ่น Gen Z หันมานิยมไอโฟนรุ่นเก่า เช่น iPhone SE, 5s และ 6s เพราะให้ภาพถ่ายสไตล์วินเทจคล้ายกล้องฟิล์มและมีดีไซน์คลาสสิก; กระแสมือถือฝาพับ หรือ “Dumb Phone” กลับมาเป็นที่นิยม …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/lifestyle/spring-life/861868&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-ttDZWSkld9musxi8Lb8_

  • ใบเตย อาร์สยาม เครียดไอเป็นเลือด น้ำหนักลด เจ็บแน่นหน้าอก แต่ไม่มีเวลาพักเลย – ไทยรัฐออนไลน์

    ใบเตย อาร์สยาม เครียดไอเป็นเลือด น้ำหนักลด เจ็บแน่นหน้าอก แต่ไม่มีเวลาพักเลย – ไทยรัฐออนไลน์

    จบด้วยดี!! ดีเจแมน-ฟิล์ม รัฐภูมิ ไกล่เกลี่ยคดีหมิ่นประมาท พูดคุยปรับความเข้าใจทุกเรื่อง. แท็กที่เกี่ยวข้อง. ใบเตย อาร์สยามใบเตย สุธีวันใบเตย สุธีวัน …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/entertain/news/2912353&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2cBcKaAnZfa3X1gN_Xy91P

  • ทลายเหมืองทรายเถื่อน ลอบเปิดนาน 19 ปี โยงผู้มีอิทธิพลระดับนักการเมือง | เดลินิวส์

    ทลายเหมืองทรายเถื่อน ลอบเปิดนาน 19 ปี โยงผู้มีอิทธิพลระดับนักการเมือง | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 5 ก.พ. พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป. พล.ต.ต.เอนก เตาสุภาพ ผบก.ปทส. พ.ต.อ.เอกสิทธิ์ ปานสีทา ผกก.4 บก.ป. และ พ.ต.อ.ณัทกฤช น้อยคำปัน ผกก.4 บก.ปทส. นำกำลังร่วมตำรวจตระเวนชายแดนที่ 33 เชียงใหม่ ตำรวจภูธร ภาค 5 และเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันและรักษาป่าที่ ชม.13 (สันป่าตอง) เข้าตรวจสอบเหมืองทรายเถื่อนในพื้นที่หมู่ 7 ต.น้ำบ่อหลวง อ.หางดง จ.เชียงใหม่ ก่อนจับกุมร้อยเอก อนันต์ (สงวนนามสกุล) อายุ 80 ปี เจ้าของที่ดิน และเป็นผู้ว่าจ้าง รวมถึงกลุ่มคนงาน อีก 6 ราย พร้อมของกลาง รถแบ๊กโฮ 2 คัน รถบรรทุก 3 คัน และใบจดรายการเที่ยวรถวิ่งทราย 1 ฉบับ

    สืบเนื่องจากได้รับการร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่ว่า มีผู้ลักลอบขุด ตัก และลอกทราย ในลำน้ำแม่ขาน ท้องที่ อ.สันป่าตอง รวมถึงยังมีการขุดลอกใต้แนวฝาย ส่งผลให้โครงสร้างฝาย เกิดความเสียหาย ทิศทางการไหลของน้ำเปลี่ยนแปลง ก่อให้เกิดการกัดเซาะตลิ่งอย่างรุนแรง บ้านเรือนและที่ดินของประชาชนซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง และส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและความเป็นอยู่ของชุมชนโดยรอบ

    หลังรับเรื่องเจ้าหน้าที่จึงจัดกำลังลงพื้นที่สืบหาเบาะแส จนเชื่อว่าน่าจะมีการกระทำผิดตามที่ร้องเรียนจริง จึงประสานข้อมูลร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบ ร้อยเอก อนันต์ (สงวนนามสกุล) อายุ 80 ปี แสดงตัวเป็นเจ้าของที่ดิน พร้อมกลุ่มคนงานอีก 6 คน กำลังขับรถแบ๊กโฮขุดตักทราย ใส่รถบรรทุก และคอยจดบันทึกรายการเที่ยวรถวิ่งทราย

    เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวเข้าตรวจสอบเอกสารการขออนุญาตประกอบกิจการ พบใบอนุญาตหมดอายุ ประกอบกับขณะขนลำเลียงทรายออกจากพื้นที่ด้วยรถบรรทุกหกล้อไม่มีการคลุมผ้าใบหรือวัสดุป้องกัน ทำให้น้ำเสียและเศษทรายตกหล่นบนถนนสาธารณะตลอดเส้นทาง ส่งผลให้ถนนในชุมชนชำรุดเป็นหลุมเป็นบ่อ สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน ก่อให้เกิดมลพิษฝุ่นละอองและเสียงดังรบกวนต่อชุมชนอย่างต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่ทำการจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมด รวม 7 ราย พร้อมตรวจยึดของกลาง ซึ่งเป็นเครื่องจักรกลหนักและรถบรรทุกที่ใช้ในการกระทำความผิด รวมมูลค่าหลายล้านบาท

    จากการสอบสวน ร้อยเอก อนันต์ ให้การยอมรับว่า ได้ว่าจ้างให้มีการขุดตักและลอกทรายในพื้นที่จริง โดยอ้างว่าเป็นการขุดทรายที่ไหลมาทับถมจากเหตุอุทกภัย เพื่อนำไปจำหน่ายและนำเงินรายได้ไปใช้ในการก่อสร้างเขื่อนหรือแนวป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำ แต่เจ้าหน้าที่ไม่ปักใจเชื่อ เบื้องต้นจึงแจ้งข้อกล่าวหา “ร่วมกันตั้งโรงงานจำพวกที่ 3 โดยไม่ได้รับอนุญาต” และ “ร่วมกันประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 3 โดยไม่ได้รับอนุญาต” ก่อนนำตัวพร้อมของกลางทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สภ.สันป่าตอง ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

    รายงานข่าวแจ้งอีกว่า จากแนวทางสืบสวนทราบว่า เหมืองทรายแห่งนี้เป็นที่รับรู้ของชาวบ้านกันมาโดยตลอดว่า มีเจ้าของเป็นอดีตทหารนอกราชการ และมีเครือข่ายความสัมพันธ์กับบุคคลระดับสูงในแวดวงการเมืองและข้าราชการ ซึ่งประชาชนในพื้นที่มองว่าเป็น “คนมีสี” และเป็นผู้มีอิทธิพล ส่งผลให้กิจการเหมืองทรายดังกล่าวสามารถดำเนินการมาได้อย่างยาวนาน 19 ปี ตั้งแต่ปี 2550 โดยไม่เคยปรากฏว่าถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

    ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ประชาชนในพื้นที่พบว่าเหมืองทรายแห่งนี้ดำเนินกิจการอย่างเปิดเผย มีการใช้เครื่องจักรกลหนักขุด ตัก และลอกทรายเป็นประจำ แม้จะมีเสียงร้องเรียนและความเดือดร้อนเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ทุกครั้งเรื่องกลับเงียบหายไป โดยไม่ปรากฏว่ามีหน่วยงานใดเข้ามาดำเนินการอย่างจริงจัง จนทำให้ประชาชนในพื้นที่เข้าใจว่า กิจการดังกล่าวอาจได้รับการ “คุ้มครอง” จากผู้มีอำนาจนัการเมืองบ้านใหญ่ หรือเครือข่ายอิทธิพลคนมีสี

    ขณะเดียวกันประชาชนในพื้นที่ยังรับรู้กันว่า เจ้าของเหมืองทรายมีความสนิทสนมกับนักการเมือง ข้าราชการระดับสูง และบุคคลสำคัญในกลุ่มการเมืองมากมาย ทำให้ไม่กล้าเข้าแจ้งความหรือร้องเรียนต่อหน่วยงานในพื้นที่ เนื่องจากเกรงว่าจะได้รับผลกระทบกลั่นแกล้ง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5571510/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dQpsAM74aluRKo8y9Kgqg

  • กองทุนส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจ เพื่อแนวเชื่อมต่อป่า กลไกความยั่งยืนที่เชื่อมโยง ‘คน’ และ ‘ป่า’ เข้าด้วยกัน – มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

    กองทุนส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจ เพื่อแนวเชื่อมต่อป่า กลไกความยั่งยืนที่เชื่อมโยง ‘คน’ และ ‘ป่า’ เข้าด้วยกัน – มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

    กองทุนส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจ เพื่อแนวเชื่อมต่อป่า กลไกความยั่งยืนที่เชื่อมโยง ‘คน’ และ ‘ป่า’ เข้าด้วยกัน

    หากมองภาพแผนที่ประเทศไทยในมุมสูง เราจะเห็นพื้นที่อนุรักษ์ในผืนป่าตะวันตกอย่างอุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้าและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสนามเพรียงเป็นปอดสองข้างที่ถูกแยกออกจากกันด้วยกิจกรรมของมนุษย์ 

    ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้พยายามเชื่อมต่อลมหายใจของผืนป่าให้เป็นผืนเดียวกันอีกครั้งผ่านโครงการจัดการระบบนิเวศในพื้นที่ป่าสงวนเพื่อแนวเชื่อมต่อป่าตะวันตกสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

    ภารกิจนี้ไม่ได้หมายความถึงการถือกล้าไม้ไปปลูกในที่ว่าง นึกจะเพิ่มพื้นที่สีเขียวเข้าไปตรงไหนก็ปลูกต้นไม้ หรือเสนอแนวคิดผลักดันผนวกพื้นที่เป็นเขตอนุรักษ์ อาศัยกลไกใดกลไกหนึ่งเพียงเท่านั้น

    แต่ยังให้สำคัญกับการตอบโจทย์วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนโดยรอบไปพร้อมกัน

    ในโครงการจัดการระบบนิเวศในพื้นที่ป่าสงวนเพื่อแนวเชื่อมต่อป่าตะวันตกสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ได้นำกลไกที่เรียกว่า ‘กองทุนส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจเพื่อแนวเชื่อมต่อป่า’ เข้ามาเป็นเครื่องมือในการเชื่อมร้อยระบบนิเวศและเชื่อมร้อยให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในงานอนุรักษ์

    ผสานรวมเข้ากับหัวใจหลักโครงการฯ คือสร้างแนวเชื่อมต่อผืนป่า (Corridor) ที่ถูกตัดขาดด้วยที่ดินทำกินของชุมชน ผ่านการชักชวนชุมชนปลูกไผ่ซางหม่น พืชที่สัตว์ป่าสามารถใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เป็นแหล่งอาหาร เป็นที่หลับนอน และเป็นเส้นทางปลอดภัยในการเดินทางจากป่าหนึ่งไปยังอีกป่าหนึ่ง และยังเป็นไม้เศรษฐกิจให้ชุมชนได้ใช้ประโยชน์ในอนาคต

    มีผลเชิงประจักษ์ ผ่านกิจกรรมส่งเสริมการปลูกไผ่ไปแล้วทั้งสิ้น 233 ไร่ 1 งาน คิดเป็นไผ่จำนวน 23,337 ต้น ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

    ความสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากการแบ่งปันหรือเสียสละพื้นที่ทำกินเพื่อสัตว์ป่าเพียงด้านเดียว แต่เป็นการนำระบบกองทุนเข้ามาประกอบการบริหารจัดการ ให้สัตว์ป่าอยู่ได้ และคนอยู่ได้ด้วย

    การันตีความมั่นคงทางรายได้ให้กับชุมชนไปพร้อมกับงานอนุรักษ์ สร้างสมดุลระหว่าง ‘ปากท้อง’ กับ ‘สะพานเชื่อมระบบนิเวศ’ ลดภาระค่าใช้จ่ายระหว่างการปรับพื้นที่เกษตรกรรมให้กลายเป็นสะพานเขียว

    หัวใจสำคัญของกองทุน อยู่ที่การบริหารจัดการในรูปแบบกองทุนหมุนเวียนที่ชุมชนดูแลกันเอง เมื่อชาวบ้านตัดสินใจก้าวเข้ามาเป็นสมาชิกและอุทิศที่ดินเพื่อปลูกไม้เชื่อมป่าและเศรษฐกิจ กองทุนจะไม่ได้ปล่อยให้พวกเขาต้องรอคอยผลผลิตอย่างโดดเดี่ยว แต่มีการจ่ายเงินชดเชยการเสียโอกาสจากรายได้เดิมที่ได้รับจากพืชไร่ (อัตรา 20 บาทต่อต้นต่อปี) ต่อเนื่องเป็นเวลา 5 ปี เพื่อเป็นกระแสเงินสดหล่อเลี้ยงครอบครัวในช่วงทีไม้ใหญ่ยังเป็นกล้าอ่อน 

    โดยมีเงื่อนไขว่าจำนวนเงินจะจ่ายตามจำนวนต้นไม้ที่รอดชีวิตจริง ซึ่งสมาชิกต้องให้ความร่วมมือในการตรวจวัดพิกัดและความเติบโตเป็นประจำทุกปีเพื่อบันทึกลงในสมุดกองทุนอันเป็นเสมือนพันธสัญญาทางใจของการมีส่วนร่วม

    ที่สำคัญ ระบบการคืนทุนที่ไม่ได้เน้นการแสวงหากำไรในเชิงพาณิชย์ แต่เป็นการสร้างความยั่งยืนในเชิงนิเวศและสังคม 

    เมื่อสมาชิกได้รับกล้าไม้ไป 1 ต้น พวกเขามีพันธะที่ต้องเพาะพันธุ์กล้าส่งคืนกลับสู่กองทุน 3 ต้น เพื่อส่งต่อโอกาสเติมพื้นที่สีเขียวนี้ให้เพื่อนบ้านรายอื่น 

    และเมื่อถึงวันที่ไม้เศรษฐกิจอย่างไผ่ซางหม่นเติบโต จนสามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์าสร้างรายได้ให้กับสมาชิก (ภายใต้ความเห็นชอบของคณะกรรมการ) สมาชิกมีหน้าที่ต้องคืนเงินชดเชยที่เคยได้รับไปกลับเข้าสู่กองทุนแบบไม่มีดอกเบี้ยเพื่อให้ทุนก้อนนี้ไหลเวียนกลับไปสนับสนุนคนรุ่นต่อไป 

    กลไกนี้ช่วยให้กองทุนสามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณจากภายนอกเพียงอย่างเดียว และยังเป็นการสร้างสำนึกความเป็นเจ้าของร่วมกันในฐานะผู้พิทักษ์แนวเชื่อมต่อป่า

    การบริหารจัดการทั้งหมดถูกกำกับดูแลโดยคณะกรรมการที่เป็นตัวแทนจากสมาชิกหมู่บ้านต่างๆ ร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อให้มั่นใจว่าการตัดสินใจทุกอย่างเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริง 

    ทั้งในเรื่องการพิจารณาสมาชิกใหม่ การตรวจสอบการใช้เงินทุน ไปจนถึงการลงโทษผู้ที่ละเมิดกฎเหล็กอย่างการทำผิดกฎหมายป่าไม้ซึ่งจะถูกริบสิทธิและต้องคืนทุนทั้งหมดทันที 

    ดังนั้น กองทุนนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการแจกจ่ายเงินสนับสนุน แต่คือการวางรากฐานธรรมาภิบาลชุมชนที่พิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อคนในพื้นที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ พวกเขาจะกลายเป็นปราการด่านสำคัญที่ช่วยรักษาแนวเชื่อมต่อผืนป่าให้ดำรงอยู่ได้อย่างถาวร

    ในอนาคตข้างหน้าโครงการจัดการระบบนิเวศในพื้นที่ป่าสงวนเพื่อแนวเชื่อมต่อป่าตะวันตกสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ระหว่างคลองวังเจ้าและเขาสนามเพรียงจะไม่ใช่แค่เส้นสีเขียวบนแผนที่ แต่จะเป็นต้นแบบของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่างคนกับป่าที่ทำได้จริงและยั่งยืน

    โครงการจัดการระบบนิเวศในพื้นที่ป่าสงวนเพื่อแนวเชื่อมต่อป่าตะวันตกสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน  ได้รับการสนับสนุนงบประมาณทำกิจกรรมจากกลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร ข้าว ขนส่ง และบริการ เครือเจริญโภคภัณฑ์

    ผู้เขียน

    ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส – เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.seub.or.th/bloging/work/2026-31/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_JlNPxqwuzgSCWnPJclLO

  • เที่ยววาเลนไทน์วัดอรุณฯ ควงแขนไปเติมพลังบวก

    เที่ยววาเลนไทน์วัดอรุณฯ ควงแขนไปเติมพลังบวก

    วันวาเลนไทน์เป็นโอกาสพิเศษที่คู่รักสามารถใช้เวลาร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวในเมืองหรือเดินทางไปต่างจังหวัดเติมความหวาน   สำหรับคนที่อยู่ในกรุงเทพฯ อาจเลือกสถานที่ที่ให้บรรยากาศโรแมนติก เช่น ชมวิวเมืองยามค่ำคืน เดินเล่นในสวน หรือเดินหาของอร่อยๆ ตามย่านต่างๆ

    ส่วนใครที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศฉลองวาเลนไทน์แบบฮีลใจ แนะนำเย็นวันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569  ไปที่วัดอรุณราชวราราม กรุงเทพฯ วัดสำคัญในประวัติศาสตร์และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่งดงามของประเทศไทย มาสร้างประสบการณ์ทางจิตวิญญาณร่วมกัน  ซึ่งกรมการศาสนา (ศน.)  กระทรวงวัฒนธรรม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับมูลนิธิโนอิ้ง บุดด้า เพื่อการปกป้องพระพุทธศาสนา จะเปิดตัวโครงการ Global Meditation Connect (GMC) ภายใต้แนวคิด “สมาธิเชื่อมพลังเมตตาสู่โลก” มุ่งยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณระดับโลก

    นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า กรมการศาสนาส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และการทำนุบำรุงศาสนา ซึ่งสมาธิคือกระบวนการฝึกจิตให้ตั้งมั่น สงบ และมีสติอยู่กับปัจจุบัน สามารถเข้าถึงได้โดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา หรือวัฒนธรรม ได้ดำเนินงานโครงการ GMC ออกแบบเเนวทางพื้นฐานกลางในการเชื่อมโยงผู้คนจากทั่วโลก ผ่านการฝึกสมาธิและการพัฒนาจิตใจ รับมือกับความท้าทายของสังคมร่วมสมัย ทั้งความเครียด ความกดดันจากการดำเนินชีวิต และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว มุ่งใช้สมาธิเป็นเครื่องมือเยียวยา ฟื้นฟู และเสริมสร้างพลังใจอย่างยั่งยืน การจัดงานเปิดตัวโครงการ ณ วัดอรุณราชวราราม ซึ่งเป็นศาสนสถานสำคัญและเป็นสัญลักษณ์แห่งพุทธศิลป์และจิตวิญญาณไทย มีนัยสำคัญในการสะท้อนศักยภาพของประเทศไทยด้านมรดกทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณ (Spiritual Tourism) สู่สายตานานาชาติ

    “ กิจกรรมสำคัญ คือ การร่วมปฏิบัติสมาธิบริเวณลานพระปรางค์วัดอรุณฯ เพื่อส่งต่อกระแสแห่งความเมตตาและพลังบวกไปสู่สังคมโลก การปฏิบัติสมาธิในครั้งนี้จะนำเสนอในรูปแบบจิตวิญญาณเชิงสร้างสรรค์ เน้นการกำหนดลมหายใจที่เรียบง่าย เข้าถึงได้ทุกเพศ ทุกวัย และทุกความเชื่อ ผู้เข้าร่วมสามารถเลือกแนวทางการปฏิบัติที่เหมาะสมกับตนเอง ช่วยลดความเครียด เพิ่มสมาธิและประสิทธิภาพในการทำงาน ตลอดจนการส่งเสริมสุขภาวะทางจิต  ทั้งยังลดปัญหาสังคม การถูกรังแกกลั่นแกล้งและภาวะซึมเศร้าผ่านการสร้างความเคารพในตนเองและผู้อื่น “ นายชัยพล กล่าว

    อธิบดี ศน. กล่าวด้วยว่า การจัดงานในวันแห่งความรักเป็นการขยายความหมายของความรักให้กว้างไกลยิ่งขึ้นในมิติความเมตตาสากล เชิญชวนพุทธศาสนิกชน ประชาชน  นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์สำคัญเชื่อมพลังความสงบจากใจสู่ใจ

    สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กรมการศาสนากำหนดจัดกิจกรรมขับเคลื่อนการปฏิบัติสมาธิภายใต้โครงการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมเพื่อคนทั้งมวล โดยบูรณาการความร่วมมือกับสถานปฏิบัติธรรมและศูนย์ปฏิบัติธรรมนานาชาติ นำร่อง  9 แห่ง ครอบคลุมทุกภูมิภาค อาทิ กรุงเทพฯ  ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทยฯ และพุทธสมาคมแห่งประเทศไทยฯ ภาคเหนือ ณ วัดร่ำเปิง (ตโปทาราม) จ.เชียงใหม่ และวัดป่าถ้ำวัว จ.แม่ฮ่องสอน ภาคกลาง ณ วัดจันทาราม (ท่าซุง) จ.อุทัยธานี ภาคตะวันออก ณ ศูนย์พัฒนาจิตวัดผาณิตาราม จ.ฉะเชิงเทรา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี และภาคใต้ ณ โพธิธรรมญาณสถาน จ.สงขลา ควบคู่กับการจัดกิจกรรมบ่มเพาะคุณธรรมจริยธรรมในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ ธรรมะฟันน้ำนม ธรรมะวัยใส ธรรมะสัญจร และธรรมะในโรงเรียนวิถีพุทธ เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงการปฏิบัติสมาธิให้ครอบคลุมประชาชนทุกช่วงวัยอย่างต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ ไทยมีศักยภาพด้านวัดและศูนย์ปฏิบัติธรรมกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ ได้รับการยอมรับในระดับโลกด้านแนวปฏิบัติสมาธิ นายชัยพล กล่าวด้วยว่า กรมการศาสนามีแผนจัดตั้งศูนย์กลางข้อมูลการปฏิบัติสมาธิ (Meditation HUB) เพื่อรวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลด้านการปฏิบัติธรรมอย่างเป็นระบบ ทั้งสถานปฏิบัติธรรม วิปัสสนาจารย์ หลักสูตรระยะสั้น–ระยะยาว และระบบลงทะเบียนออนไลน์ อำนวยความสะดวกให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าถึงการฝึกสมาธิได้ง่ายยิ่งขึ้น รองรับการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการฝึกสมาธิระดับสากล

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/news-update/942863/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KuQwySJdoAm5NDP9Z8cCp

  • ดีลเดือด! ต่างชาติแห่ซื้อโรงแรมไทย ปี 69 จ่อทะลุ 1.2 หมื่นล้าน

    ดีลเดือด! ต่างชาติแห่ซื้อโรงแรมไทย ปี 69 จ่อทะลุ 1.2 หมื่นล้าน

    คอลลิเออร์ส โรงแรมดีลเดือด! ต่างชาติแห่ซื้อโรงแรมไทย ปี 69 จ่อทะลุ 1.2 หมื่นล้าน บนทำเลศักยภาพพุ่งเป้า กรุงเทพฯ-ภูเก็ต

    แม้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2568 จะชะลอตัว แต่สัญญาณฟื้นตัวระยะยาวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย กลับปลุกความเชื่อมั่นนักลงทุน หนุนตลาด “ซื้อ-ขาย” โรงแรมไทย คึกคักอีกครั้ง เป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจ โดย “นักลงทุนไทย-ต่างชาติ” เร่งช้อนสินทรัพย์บนทำเลศักยภาพ เพื่อรีโนเวต อัปเกรด สร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว

    ภัทรชัย ทวีวงศ์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยและการสื่อสาร บริษัท คอลลิเออร์ส (ประเทศไทย )จำกัด กล่าวว่า ภาคการท่องเที่ยวไทยยังคงเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญ แม้เผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเยือนไทยเพียง 32.97 ล้านคน ลดลง 7.23% จากปีก่อนหน้า สร้างรายได้ 1.54 ล้านล้านบาท หดตัว 4.71%
     

    ตลาดหลักยังคงกระจุกตัวใน 5 ชาติ ได้แก่ มาเลเซีย จีน อินเดีย รัสเซีย และเกาหลีใต้ ขณะที่รายได้สูงสุดมาจากนักท่องเที่ยวจีน รัสเซีย และอินเดีย สะท้อนกำลังซื้อที่ยังมีบทบาทต่อภาคโรงแรม ซึ่งในอีกด้าน “การท่องเที่ยวภายในประเทศ” ยังคงเป็น “แรงพยุง” สำคัญ นักท่องเที่ยวชาวไทยมีจำนวนกว่า 202.66 ล้านคน เพิ่มขึ้น 2.84% สร้างรายได้ 1.17 ล้านล้านบาท ขยายตัว 4.18%  โดยกรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยวชายทะเลยังคงครองสัดส่วนหลัก

    ดีลเดือด! ต่างชาติแห่ซื้อโรงแรมไทย ปี 69 จ่อทะลุ 1.2 หมื่นล้าน

     อัตราเข้าพักลด แต่ราคาห้องเพิ่มขึ้น

    แม้อัตราการเข้าพักเฉลี่ย (Occupancy Rate) ของโรงแรมทั่วประเทศในปีที่ผ่านมาจะลดลงมาอยู่ที่ราว 72% แต่ภาพที่น่าสนใจคือ โรงแรมจำนวนมากยังสามารถดันอัตราค่าห้องพักเฉลี่ย (ADR) และรายได้เฉลี่ยต่อห้อง (RevPAR) ให้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 

    ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อน “การปรับกลยุทธ์” ของผู้ประกอบการที่หันมาโฟกัสกลุ่มตลาดคุณภาพการบริหารรายได้และการยกระดับสินค้ามากกว่าการแข่งขันด้านปริมาณเพียงอย่างเดียว
     

    ตลาดซื้อขายโรงแรมฟื้น นักลงทุนกลับมา

    ข้อมูลการซื้อขายโรงแรมในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา มีมูลค่ารวมกว่า 137,923 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ “เกือบ 14,000ล้านบาท” โดยช่วงพีค อยู่ในปี 2560-2561 มีมูลค่าซื้อขายเกินกว่า 20,000 ล้านบาทต่อปี  ตามการเติบโตของนักท่องเที่ยวต่างชาติ 

    สำหรับปี 2568 มีการซื้อขายโรงแรมราว 6 แห่ง รวม 1,574 ห้อง มูลค่ากว่า 10,145 ล้านบาท กระจุกตัวในเมืองท่องเที่ยวหลัก เช่น กรุงเทพฯ ภูเก็ต ชลบุรี และสมุย  

    ภัทรชัย ประเมินว่า ปี 2569 มูลค่าการซื้อขายโรงแรมไทยมีโอกาสแตะระดับ 12,000 ล้านบาทจากดีลที่อยู่ระหว่างการเจรจาและความต้องการลงทุนของผู้ประกอบการรายใหญ่ทั้งไทยและต่างชาติ

     “กรุงเทพฯ-ภูเก็ต” ทำเลทองนำโด่ง

    สำหรับทำเลยอดนิยมของนักลงทุนยังคงเป็น กรุงเทพฯ ภูเก็ต สมุย พัทยา กระบี่ และเชียงใหม่ ซึ่งมีดีมานด์ท่องเที่ยวต่อเนื่อง และเหมาะกับการนำโรงแรมมาปรับปรุง และเปิดบริการใหม่ในอนาคต 

    “หลังโควิด-19 โรงแรมจำนวนไม่น้อยถูกนำออกขายจากแรงกดดันด้านต้นทุนและสภาพคล่อง กลายเป็นหน้าต่างแห่งโอกาส สำหรับนักลงทุนที่มีความพร้อมในการเข้าซื้อสินทรัพย์ในราคาที่เหมาะสม”

     สูตรคัดเลือก “ROIต้องถึง” อายุอาคารไม่มาก

    จากพฤติกรรมนักลงทุน พบว่า โรงแรมที่ได้รับความสนใจสูง มักมีคุณสมบัติสำคัญ ได้แก่ ผลตอบแทนไม่น้อยกว่า 6% ต่อปีอายุอาคารไม่เกิน 10-15 ปี เพื่อลดต้นทุนซ่อมบำรุง จำนวนห้องพักมากกว่า 150 ห้อง จะสร้างความคุ้มค่าเชิงเศรษฐศาสตร์ โดยกลยุทธ์ Value-Add เป็นหัวใจการลงทุนยุคใหม่ 

    “การลงทุนโรงแรมในปัจจุบัน ไม่ได้หยุดอยู่แค่การถือครองทรัพย์สิน แต่เน้นการสร้างมูลค่าเพิ่ม ผ่านกลยุทธ์สำคัญ เช่น รีโนเวตและยกระดับมาตรฐานโรงแรม ปรับตำแหน่งตลาดจากระดับกลางสู่ Upper Midscale หรือ Upscale ดึงแบรนด์โรงแรมระดับสากลเข้าบริหาร ปรับโครงสร้างต้นทุนและโมเดลรายได้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระยะยาว”

    โรงแรมไทยยังเป็นสินทรัพย์น่าลงทุน

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดว่า ปี 2569 ไทยจะต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 34 ล้านคน แม้เศรษฐกิจโลกยังผันผวน แต่ศักยภาพการฟื้นตัวของท่องเที่ยวไทยยังเป็นแรงหนุนสำคัญ 

    ในภาพใหญ่ “ตลาดซื้อขายโรงแรมไทย” กำลังเปลี่ยนผ่านจากการลงทุนแบบดั้งเดิม สู่การลงทุนเชิงกลยุทธ์ที่เน้น Value-Add และความยั่งยืนในระยะยาว ทำให้ “โรงแรมไทย” ยังคงเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ดาวเด่นที่นักลงทุนจับตาอย่างใกล้ชิด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/property/1219813&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3U1JNx0nQNkq0gmsmdlT5i

  • ทีทีบี หนุนโรงแรมสีเขียว เร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ผ่านโครงการ G-Green ด้วยโซลูชันทางการเงินที่ตอบโจทย์ได้อย่างยั่งยืน

    ทีทีบี หนุนโรงแรมสีเขียว เร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ผ่านโครงการ G-Green ด้วยโซลูชันทางการเงินที่ตอบโจทย์ได้อย่างยั่งยืน

    ทีทีบี ตอกย้ำบทบาท “การธนาคารเพื่อความยั่งยืน” (Sustainable Banking) ภายใต้กรอบ B+ESG ผสานธุรกิจและความยั่งยืนเป็นหนึ่งเดียว มุ่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยเข้าร่วมโครงการ G-Green ของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม สนับสนุนธุรกิจโรงแรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมมุ่งมั่นพัฒนาโซลูชันทางการเงินที่ช่วยให้ความยั่งยืนเกิดขึ้นได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม

    นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีทีบี เปิดเผยว่า ท่ามกลางความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน ทีทีบีตระหนักถึงบทบาทของสถาบันการเงินในการดูแลสิ่งแวดล้อมทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยมุ่งพัฒนาโซลูชันทางการเงินที่ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงได้ เพื่อร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกอย่างยั่งยืน

    ทีทีบีเชื่อว่าการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยสถาบันการเงินมีบทบาทสำคัญเป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงเงินทุนไปสู่กิจกรรมที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม ล่าสุดธนาคารได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมสนับสนุนเชิงธุรกิจและการตลาดแก่โรงแรมที่ได้รับการรับรองเป็นโรงแรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Hotel) ภายใต้โครงการ G-Green ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ใช้ทรัพยากรจำนวนมาก ทั้งพลังงาน น้ำ และวัสดุสิ้นเปลือง การปรับรูปแบบการดำเนินงานจึงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และตอบโจทย์ความคาดหวังของนักท่องเที่ยวที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น

    ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว ธนาคารส่งเสริมและสนับสนุนให้ลูกค้ากลุ่มธุรกิจโรงแรมเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนอย่างต่อเนื่องผ่านโซลูชันทางการเงินที่หลากหลาย อาทิ

    สินเชื่อที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายด้านความยั่งยืน (ttb sustainability-linked loan) สําหรับลูกค้ากลุ่มธุรกิจโรงแรม ซึ่งเป็นเงินกู้ระยะยาวอัตราดอกเบี้ยพิเศษ โดยมีการกำหนดเป้าหมายด้านความยั่งยืนที่ท้าทาย เช่น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การลดการใช้น้ำ หรือการได้รับใบรับรองที่ได้มาตรฐาน Green Hotel หรือ Green Hotel Plus ภายใต้โครงการ G-Green เพื่อตอบโจทย์ธุรกิจโรงแรมยุคใหม่ที่ต้องการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน เจาะกลุ่มนักเดินทางที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ประหยัดต้นทุนด้วยการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการวางรากฐานเพื่อความยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาว

    สินเชื่อเพื่อติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ทีทีบี (ttb solar rooftop solution) ช่วยลดภาระและประหยัดต้นทุนธุรกิจในระยะยาว ให้วงเงินกู้สูงสุด 100% ของมูลค่าการลงทุนแผงโซลาร์ ผ่อนชำระนานสูงสุด 8 ปี ไม่กระทบเงินทุนหมุนเวียน สะดวกและมั่นใจได้ เพราะมีพันธมิตรที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ พร้อมให้คำแนะนำด้านเทคนิค รวมถึงการขอใบอนุญาตแบบครบวงจร โดยการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้กว่า 40-50% พร้อมสิทธิ์ลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 3 ปี และช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ธุรกิจ อีกทั้งเสริมสร้างภาพลักษณ์ธุรกิจด้านการลดการใช้คาร์บอนและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจ

    สินเชื่อเพื่อเปลี่ยนผ่านธุรกิจสู่ความยั่งยืน (ttb green & blue loan program) ให้วงเงินสูงสุดไม่จำกัด ตามระยะเวลาโครงการ สนับสนุนโครงการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมภาพลักษณ์ขององค์กรให้สอดคล้องกับทิศทางนโยบายยั่งยืนตามหลักสากล รวมทั้งสนับสนุนการลงทุน Green Project ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ครอบคลุมโครงการหลายรูปแบบ ทั้งพลังงานหมุนเวียน การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดการน้ำและน้ำเสียอย่างยั่งยืน การป้องกันมลพิษและการจัดการของเสีย การขนส่งที่ใช้พลังงานสะอาด อาคารสีเขียว และการจัดการแหล่งทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

    นอกจากนี้ ทีทีบียังร่วมสร้างการรับรู้ให้ผู้บริโภคเลือกใช้บริการโรงแรมที่ได้รับการรับรอง Green Hotel และ Green Hotel Plus ผ่านการมอบสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าทีทีบี เมื่อใช้จ่ายด้วยบัตรเครดิต ttb ณ โรงแรมที่เข้าร่วมโครงการ G-Green รับส่วนลดสูงสุด 35% อาทิ โรงแรมอมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพฯ, โรงแรม วีรันดา ไฮ รีสอร์ท เชียงใหม่ – เอ็มแกลเลอรี่ คอลเล็คชั่น, เคป ดารา รีสอร์ท พัทยา, โรงแรม โอโซ่ นอร์ธ พัทยา, โรงแรมเบสท์เวสเทิร์น ป่าตอง บีช และโรงแรมอื่น ๆ ครอบคลุมทั่วประเทศ

    “ทีทีบียังคงมุ่งพัฒนาแนวทางการดำเนินงานด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง โดยเชื่อว่าโซลูชันทางการเงินที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมจะช่วยให้ทั้งภาคประชาชนและภาคธุรกิจสามารถรับมือกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างคุณค่าในระยะยาว การผนึกกำลังของทุกภาคส่วนจะเป็นกุญแจสำคัญในการนำพาประเทศไทยสู่การพัฒนาที่สมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน” นายปิติ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/942829/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rMGUfKmp_Y_N6Ih7YPFwM

  • ศ.ดร.พลกฤษณ์ แสงวณิช คณบดีวิทยาลัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อประชาชน

    ศ.ดร.พลกฤษณ์ แสงวณิช คณบดีวิทยาลัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อประชาชน

    Skip to content

    ข่าวสารจุฬาฯ

    ศ.ดร.พลกฤษณ์ แสงวณิช ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง คณบดีวิทยาลัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อประชาชนแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยขอแสดงความยินดีเป็นอย่างยิ่งแด่ ศ.ดร.พลกฤษณ์ แสงวณิช ประธานคณะกรรมการจัดตั้งสถาบันการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อประชาชนแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งคณบดีวิทยาลัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อประชาชนแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม 2569  ตามคำสั่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ 0440/2569 เรื่อง แต่งตั้งคณบดีวิทยาลัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อประชาชนแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลงวันที่ 30 มกราคม 2569

    จุฬาฯ เป็นที่ที่เราได้มาพบตัวเองจริงๆ และเป็นช่วงเวลาที่สนุกที่สุด

    คุณรสสุคนธ์ กองเกตุ (ครูเงาะ) นิสิตเก่า คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/285820/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ABubCc0JFvHzguVVd9_uU

  • ททท.คาดตรุษจีนปีม้าทอง สร้างรายได้ท่องเที่ยวไทย 4.2 หมื่นล้านบาท

    ททท.คาดตรุษจีนปีม้าทอง สร้างรายได้ท่องเที่ยวไทย 4.2 หมื่นล้านบาท

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดงานเปิดเทศกาลตรุษจีนประเทศไทย ประจำปี 2569 Amazing Thailand Happy Chinese New Year 2026 เฉลิมฉลองตรุษจีนปีม้าทองอย่างยิ่งใหญ่ ปักหมุดการจัดงานหลักในพื้นที่กรุงเทพมหานครและอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา สะท้อนมิตรภาพไทย–จีนครบรอบ 51 ปี พร้อมสนับสนุนการจัดงานในจังหวัดนครสวรรค์และสุพรรณบุรี คาดว่าจะช่วยกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวช่วงวันที่ 13–22 กุมภาพันธ์ 2569 มีนักท่องเที่ยวรวมกว่า 3.5 ล้านคน สร้างรายได้หมุนเวียนทั่วประเทศประมาณ 42,230 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 13 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

    บ่ายวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 ททท. จัดงานแถลงข่าวเปิดเทศกาลฯ ณ สำนักงานใหญ่ โดยมีนายหยาง เสี่ยวหลง ที่ปรึกษาฝ่ายวัฒนธรรม สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. พร้อมผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ และตำรวจท่องเที่ยว เข้าร่วม

    นางสาวฐาปนีย์ กล่าวว่า ปี 2569 เป็นปีแห่งความพิเศษของการจัดงานตรุษจีนประเทศไทย เนื่องจากเป็นการเฉลิมฉลองปีม้าทองควบคู่กับการครบรอบ 51 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีน รวมถึงครบรอบ 22 ปี ความร่วมมือระหว่าง ททท. กับกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งได้ร่วมกันสืบสานและแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมมาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนแนวคิด “จีนไทย ครอบครัวเดียวกัน”

    สำหรับการจัดงานในปีนี้ ททท. กำหนดพื้นที่จัดงานหลัก 2 แห่ง โดยในกรุงเทพมหานคร ได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดกิจกรรมการประดับไฟถนนเยาวราช ภายใต้แนวคิด “Ride the Fortune, Share the Future” บริเวณวงเวียนโอเดียนถึงแยกเฉลิมบุรี ระหว่างวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ถึง 1 มีนาคม 2569 ในช่วงเวลา 18.00–23.00 น. ควบคู่กับการจัดงานเทศกาลตรุษจีนประเทศไทย ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ระหว่างวันที่ 14–18 กุมภาพันธ์ 2569 ตั้งแต่เวลา 16.00–22.00 น. เปิดงานด้วยพิธีกล่าวอวยพรไทย–จีน พร้อมการแสดงศิลปวัฒนธรรมจาก 4 พื้นที่ของสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้แก่ กรุงปักกิ่ง นครฉงซิ่ง มณฑลเหอหนาน และมณฑลฝูเจี้ยน รวมถึงกิจกรรมสาธิตวัฒนธรรมไทย–จีน และการแสดงจากศิลปินไทยและศิลปินจีน

    ขณะที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จัดงาน Amazing Thailand Chinese New Year 2026 @ Hat Yai ระหว่างวันที่ 17–20 กุมภาพันธ์ 2569 บริเวณถนนเสน่หานุสรณ์ พบการแสดงจากมณฑลฝูเจี้ยน การเชิดสิงโต การแสดงกายกรรม และการประดับไฟยามค่ำคืน สร้างบรรยากาศแห่งความสุขและความเป็นสิริมงคลให้เมืองหาดใหญ่คึกคักตลอดช่วงจัดงาน

    นอกจากนี้ ททท. ยังสนับสนุนการจัดงานเทศกาลตรุษจีนในภูมิภาคที่มีเอกลักษณ์ ได้แก่ ประเพณีแห่เจ้าพ่อ–เจ้าแม่ปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ ระหว่างวันที่ 10–21 กุมภาพันธ์ 2569 และงานตรุษจีนสุพรรณบุรี มหัศจรรย์ 18 ปี มังกรสวรรค์ ณ อุทยานมังกรสวรรค์ จังหวัดสุพรรณบุรี ระหว่างวันที่ 17–18 กุมภาพันธ์ 2569

    ทั้งนี้ ททท. คาดการณ์ว่าช่วงเทศกาลตรุษจีนปี 2569 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศประมาณ 1.25 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 โดยเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีนราว 241,000 คน ขณะที่การเดินทางท่องเที่ยวของคนไทยอยู่ที่ 2.30 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 สะท้อนศักยภาพการท่องเที่ยวไทยในการสร้างรายได้และกระจายเศรษฐกิจสู่พื้นที่ทั่วประเทศ

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/811400&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3K8oZvJPCED_578WterRli