Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “อนุทิน – เอกนิติ” พร้อมเดินหน้าโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เฟสใหม่ เมื่อการจัดตั้งรัฐบาลเรียบร้อย

    “อนุทิน – เอกนิติ” พร้อมเดินหน้าโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เฟสใหม่ เมื่อการจัดตั้งรัฐบาลเรียบร้อย

    “อนุทิน – เอกนิติ” พร้อมเดินหน้าโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เฟสใหม่ เมื่อการจัดตั้งรัฐบาลเรียบร้อย


    10/02/2569 | 36 |

    “อนุทิน – เอกนิติ” พร้อมเดินหน้าโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เฟสใหม่ เมื่อการจัดตั้งรัฐบาลเรียบร้อย   
    บทสรุป
    นโยบายด้านเศรษฐกิจของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก จากโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ซึ่งนายกรัฐมนตรี ระบุว่า เป็นมาตรการที่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ผลจริง ล่าสุดนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยืนยันว่าจะเดินหน้าโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เฟสใหม่ อย่างแน่นอนเมื่อการจัดตั้งรัฐบาลเรียบร้อย ซึ่งระหว่างนี้ยังมีเวลาที่จะออกแบบรายละเอียดของโครงการ ที่คาดว่าจะเน้นความต่อเนื่องในการเพิ่มทักษะร้านค้าและประชาชน โดยจะต้องเตรียมความพร้อมทุกอย่าง ทั้งเรื่องจำนวนผู้ได้รับสิทธิ์หรือวงเงินใช้จ่าย 
    ซึ่งมีต้นแบบ มีวิธีคิดวิธีทำแล้ว เมื่อมีรัฐบาลเรียบร้อยจะสามารถขับเคลื่อนโครงการได้อย่างรวดเร็ว คาดหวังว่าโครงการจะช่วยกระตุ้นสั้น แต่ได้ผลยาว และกระจายตัวเช่นเดิม ส่วนการใช้จ่ายจากงบประมาณนั้นจะต้องรอความชัดเจนก่อน ทั้งหมดขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางการเมืองด้วย ทั้งนี้จากการใช้จ่ายในโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” 
    ที่สิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 มีผู้ใช้สิทธิ 19.76 ล้านราย ใช้ครบเต็มจำนวน 9,211,118 ล้านราย และมียอดใช้จ่ายผ่านโครงการฯ รวม 84,185.73 ล้านบาท การดำเนินโครงการฯ ทำให้มีเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจจำนวนประมาณ 84,185.73 ล้านบาท ช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 0.2% ในปี 2568 เมื่อเทียบกับกรณีไม่มีโครงการฯ และสามารถสร้างแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่องถึงต้นปี 2569

    รายละเอียด
    จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ แก้ปัญหนี้สิน ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ โดยเฉพาะการกระตุ้นเศรษฐกิจ
    ฐานราก จากโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ระบุว่า เป็นโครงการที่ประสบผลสำเร็จสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ผลจริง 
    (9 ก.พ. 69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ภายหลังการเลือกตั้งว่า ขอให้มีการจัดตั้งรัฐบาลเรียบร้อยก่อน จากนั้นยืนยันว่าจะเดินหน้าโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เฟสใหม่ อย่างแน่นอน เพราะเป็นนโยบายหลักของรัฐบาล ซึ่งระหว่างนี้ยังมีเวลาที่จะออกแบบรายละเอียดของโครงการ ที่คาดว่าจะเน้นความต่อเนื่องในการเพิ่มทักษะร้านค้าและประชาชน โดยจะต้องเตรียมความพร้อมทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจำนวนผู้ได้รับสิทธิ์หรือวงเงินใช้จ่าย ซึ่งมีต้นแบบ มีวิธีคิดวิธีทำแล้ว เมื่อมีรัฐบาลเรียบร้อยจะสามารถขับเคลื่อนโครงการได้อย่างรวดเร็ว หวังว่าโครงการจะช่วยกระตุ้นสั้น แต่ได้ผลยาว และกระจายตัวเช่นเดิม
    ในส่วนงบประมาณ เบื้องต้นต้องรอความชัดเจนก่อน ว่าจะจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้เร็วแค่ไหน หากสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เร็ว ก็คาดว่าจะสามารถใช้งบกลางของงบประมาณปี 2569 ได้ แต่ถ้าช้าอาจจะต้องใช้งบกลางของงบประมาณปี 2570 หรืออาจจะทำ 2 รอบ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางการเมืองด้วย
    ทั้งนี้ งบประมาณปี 2570 ที่ล่าช้านั้น ส่วนตัวประเมินว่า น่าจะล่าช้าไม่เกิน 2-3 เดือน หรือใช้ได้ประมาณเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2569 อย่างไรก็ดี อยากให้เร็วกว่านั้น เพราะหากล่าช้า จนทำให้เกิดการหยุดชะงัก กังวลว่าอาจจะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยในไตรมาสสุดท้ายของปีได้ ดังนั้นหากจัดตั้งรัฐบาลได้เร็วที่สุด 
    มีงบประมาณใช้ดีที่สุด ก็จะเป็นประโยชน์ในการสร้างความต่อเนื่องในการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย
    สำหรับความสำเร็จของโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 นายพงศ์นคร โภชากรณ์ ผู้อำนวยการกองนโยบายพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะผู้ช่วยโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงการใช้จ่ายในโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ที่สิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 เวลา 23.00 น. โดยมีผู้ใช้สิทธิ 19.76 ล้านราย ใช้ครบเต็มจำนวน 9,211,118 ล้านราย และมียอดใช้จ่ายผ่านโครงการฯ รวม 84,185.73 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น
    ส่วนที่ 1 เงินที่ประชาชนใช้จ่าย 42,810.64 ล้านบาท ประกอบด้วย การใช้จ่ายผ่านร้านค้าทั่วไปจำนวน 41,251.73 ล้านบาท และใช้จ่ายผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) จำนวน 1,558.91 ล้านบาท 
    ส่วนที่ 2 เงินที่รัฐร่วมจ่าย 41,375.09 ล้านบาท ประกอบด้วยการใช้จ่ายผ่านร้านค้าทั่วไปจำนวน 39,899.53 ล้านบาท และรัฐร่วมจ่ายผ่าน Food Delivery Platform จำนวน 1,475.56 ล้านบาท และสำหรับจำนวนร้านค้าในโครงการฯ จากข้อมูลสะสม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 เวลา 23.00 น. มีร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลจำนวน 999,350 ราย ในจำนวนนี้เป็นร้านอาหารและเครื่องดื่มที่รับชำระผ่าน Food Delivery Platform จำนวน 89,799 ราย
    ผลการดำเนินโครงการฯ แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือของประชาชนและผู้ประกอบการที่มีส่วนช่วยส่งเสริมการบริโภคในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งการดำเนินโครงการฯ ทำให้มีเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจจำนวนประมาณ 84,185.73 ล้านบาท ช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 0.2% ในปี 2568 เมื่อเทียบกับกรณีไม่มีโครงการฯ นอกจากนี้ เมื่อผู้บริโภคมีกำลังซื้อมากขึ้น ร้านค้าขนาดเล็กมีรายได้หมุนเวียน ได้ก่อให้เกิดการผลิต การค้าขาย การจ้างงาน และการคมนาคมขนส่ง ตามมาเป็นวงกว้าง และสามารถสร้างแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่องถึงต้นปี 2569


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/474900&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vm06tSvT7PgjgezMa47nv

  • จีนคาดทิศทางเศรษฐกิจดิจิทัลปี 2025 พุ่งสูงเกินกว่า 38.3 ล้านล้านหยวน

    จีนคาดทิศทางเศรษฐกิจดิจิทัลปี 2025 พุ่งสูงเกินกว่า 38.3 ล้านล้านหยวน

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

    กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีน (MIIT) เปิดเผยตัวเลขคาดการณ์ทิศทางเศรษฐกิจดิจิทัลที่น่าจับตามอง โดยระบุว่า ภายในสิ้นปี 2025 รายได้จากอุตสาหกรรมดิจิทัลของประเทศจะพุ่งสูงเกินกว่า 38.3 ล้านล้านหยวน หรือประมาณ 5.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดดเกือบ 40 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปี 2020

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/uptodate/detail/9690000013791&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30aeq9pyHQJq1rWZvUnPtj

  • “ทรัมป์” โว “เควิน วอร์ช” นั่งปธ.เฟดคนใหม่จะช่วยหนุนเศรษฐกิจโตแกร่ง 15% : อินโฟเควสท์

    “ทรัมป์” โว “เควิน วอร์ช” นั่งปธ.เฟดคนใหม่จะช่วยหนุนเศรษฐกิจโตแกร่ง 15% : อินโฟเควสท์

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้แสดงความเชื่อมั่นว่า เควิน วอร์ช ซึ่งเป็นผู้ที่เขาเสนอให้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คนใหม่นั้น จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตสูงถึง 15% ซึ่งเป้าหมายที่สูงเกินจริงเช่นนี้ถือเป็นการตอกย้ำถึงแรงกดดันที่วอร์ชจะต้องเผชิญหากเขาได้รับการรับรองให้ดำรงตำแหน่งประธานเฟด

    ทรัมป์กล่าวกับแลร์รี คุดโลว์ ผู้ดำเนินรายการประจำสถานีฟ็อกซ์ บิสิเนส (Fox Business) ว่า หากวอร์ชทำงานได้ตามศักยภาพที่เขามี เศรษฐกิจก็จะสามารถเติบโตได้ถึง 15% หรืออาจจะมากกว่านั้น

    “ผมคิดว่าเขาจะทำได้อย่างเยี่ยมยอด และเขาเป็นคนที่มีคุณภาพสูงอย่างแท้จริง” ทรัมป์กล่าวกับคุดโลว์ซึ่งเคยเป็นที่ปรึกษาอาวุโสในรัฐบาลสมัยแรกของเขา โดยคำสัมภาษณ์นี้ออกอากาศในวันจันทร์ (9 ก.พ.)

    ทรัมป์ยังกล่าวด้วยว่า วอร์ชเคยเป็น “ตัวเลือกอันดับสอง” เมื่อครั้งที่เขาสรรหาประธานเฟดในช่วงดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก และถือเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่เขาเลือกเจอโรม พาวเวล เป็นประธานเฟด

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าจะขยายตัว 2.4% ในปีนี้ มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 2.8% ตลอดช่วง 5 ทศวรรษที่ผ่านมา โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เคยพุ่งสูงขึ้นเกินระดับ 15% เพียงไม่กี่ครั้งนับตั้งแต่ช่วงคริสต์ทศวรรษ 1950 ซึ่งรวมถึงในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2563 เมื่อภาคธุรกิจกลับมาเปิดทำการอีกครั้งหลังจากการล็อกดาวน์เนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

    การแสดงความเห็นดังกล่าวของทรัมป์บ่งชี้ว่า ทรัมป์กำลังเดิมพันว่า หากวอร์ชได้รับการรับรอง เขาก็จะสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งตามสถิติแล้วมักจะเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับประธานาธิบดีสหรัฐฯ นอกจากนี้ คำสัมภาษณ์ของทรัมป์ยังส่งสัญญาณถึงความเสี่ยงที่วอร์ชต้องเผชิญในการทำงาน เนื่องจากคำพูดของทรัมป์แสดงให้เห็นถึงการไม่สนใจต่อเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ตาม การรับรองตำแหน่งของวอร์ชโดยวุฒิสภานั้น อาจล่าช้าออกไป เนื่องจากทอม ทิลลิส วุฒิสมาชิกรัฐนอร์ทแคโรไลนาจากพรรครีพับลิกันได้ให้คำมั่นว่าจะขัดขวางการรับรองตำแหน่งใด ๆ ของเฟด ตราบใดที่รัฐบาลทรัมป์ยังคงดำเนินการสืบสวนพาวเวล และโครงการปรับปรุงอาคารของเฟด

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (10 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/567866&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-lHCaHnXXQlFT65sTXCyM

  • ชาวยะลาเฮ! “ปลานิลสายน้ำไหลเบตง” ได้รับ GI รายการที่ 6 ของจังหวัด ยกเป็นวัตถุดิบพรีเมียมจากสายน้ำบนเทือกเขาสันกาลาคีรี พร้อมเดินหน้าหนุน “ท่องเที่ยวเชิงอาหาร” ยกระดับเศรษฐกิจชุมชนชายแดนใต้ต่อเนื่อง

    ชาวยะลาเฮ! “ปลานิลสายน้ำไหลเบตง” ได้รับ GI รายการที่ 6 ของจังหวัด ยกเป็นวัตถุดิบพรีเมียมจากสายน้ำบนเทือกเขาสันกาลาคีรี พร้อมเดินหน้าหนุน “ท่องเที่ยวเชิงอาหาร” ยกระดับเศรษฐกิจชุมชนชายแดนใต้ต่อเนื่อง

    กรมทรัพย์สินทางปัญญาประกาศขึ้นทะเบียน “ปลานิลสายน้ำไหลเบตง” เป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของจังหวัดยะลา ตอกย้ำคุณภาพโดดเด่น เนื้อแน่น รสชาติหวาน ปราศจากกลิ่นโคลน ซึ่งเป็นผลมาจากการเลี้ยงด้วยระบบน้ำธรรมชาติบริสุทธิ์จากเทือกเขาสันกาลาคีรีที่ไหลเวียนตลอด 24 ชั่วโมง ผสานภูมิปัญญาและการคัดสรรเฉพาะปลานิลเพศผู้ล้วน เพื่อควบคุมคุณภาพให้ได้วัตถุดิบระดับพรีเมียมที่มีเนื้อสัมผัสเป็นเอกลักษณ์ สมราคาสินค้าเศรษฐกิจสำคัญซึ่งเป็นเพชรเม็ดงามจากวิถีถิ่นชายแดนใต้

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า “ปลานิลสายน้ำไหลเบตง” สินค้า GI รายการล่าสุดของจังหวัดยะลา มีคุณภาพโดดเด่นแตกต่างจากปลานิลทั่วไปอย่างชัดเจน จากปัจจัยทางภูมิศาสตร์ที่เอื้ออำนวยต่อการทำเกษตรกรรม โดยแหล่งผลิตอยู่ในบริเวณเทือกเขาสันกาลาคีรี ซึ่งมีระบบนิเวศอุดมสมบูรณ์ ได้รับอิทธิพลทั้งจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้มีอากาศเย็น อุณหภูมิเฉลี่ย 27.5 – 28.5 องศาเซลเซียส มีหมอกและฝนตกชุกตลอดปี และน้ำในลำธารมีปริมาณออกซิเจนสูงเนื่องจากสายน้ำไหลเวียนตลอดเวลา โดยเกษตรกรในพื้นที่ได้ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการผันน้ำจากลำธารเข้าสู่บ่อเลี้ยง ส่งผลให้ปลามีเนื้อแน่นเด้ง มีไขมันแทรกเล็กน้อย และรสชาติหวานเป็นธรรมชาติ ทั้งยังโดดเด่นเรื่องความสะอาด ปราศจากกลิ่นโคลน และมีกลิ่นคาวน้อยกว่าปลานิลทั่วไป สามารถนำมาทำเป็นเมนูซาชิมิได้

    ทั้งนี้ เกษตรกรได้ใช้วิธีการคัดสรร ปรับปรุงพันธุ์ และแปลงเพศปลาให้เป็นเพศผู้ล้วน เพื่อไม่ให้เกิดการขยายพันธุ์จนแน่นบ่อเลี้ยง ปลานิลสายน้ำไหลเบตงจึงเจริญเติบโตได้ดี โตไว และมีคุณภาพสม่ำเสมอ โดยลักษณะภายนอกตรงส่วนหัวจะมีขนาดเล็ก ตัวปลามีขนาดใหญ่ ลำตัวแบนข้าง และเนื้อส่วนหลังเป็นสันหนา มีน้ำหนักตัวตั้งแต่ 1 กิโลกรัมขึ้นไป ซึ่งปลาที่เพาะเลี้ยงสำหรับส่งประกวดจะมีขนาดใหญ่ อาจมีน้ำหนักได้มากกว่า 9 กิโลกรัม ด้วยเอกลักษณ์และคุณภาพของปลานิลสายน้ำไหลเบตงซึ่งเป็นที่ยอมรับมาอย่างยาวนาน ร้านอาหารและภัตตาคารต่างๆ จึงนิยมนำมารังสรรค์เป็นเมนูอาหารหลากหลาย สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยง โดยมีปริมาณการผลิตอยู่ที่ 163,000 กิโลกรัมต่อปี ราคาขายเฉลี่ย 120 บาทต่อกิโลกรัม สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้จังหวัดได้กว่า 19 ล้านบาทต่อปี

    นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า การขึ้นทะเบียน GI ปลานิลสายน้ำไหลเบตงในครั้งนี้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค โดยเป็นการการันตีคุณภาพสินค้าว่าเป็นของดีที่มาจากแหล่งผลิตที่แท้จริง ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการตลาดให้กับกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยง และเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับสินค้าเกษตรอัตลักษณ์ของจังหวัดยะลา โดยปลานิลสายน้ำไหลเบตงเป็นสินค้า GI ลำดับที่ 6 ของจังหวัด ต่อจากกล้วยหินบันนังสตา ทุเรียนสะเด็ดน้ำยะลา ส้มโชกุนเบตง มังคุดในสายหมอกเบตง และไก่เบตงยะลาที่ขึ้นทะเบียนไปก่อนหน้านี้ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสินค้า GI ในหมวดอาหาร กรมทรัพย์สินทางปัญญาจึงมุ่งมั่นผลักดันการต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า GI ทั้ง 6 รายการ ผ่านเส้นทาง “การท่องเที่ยวเชิงอาหาร” (Gastronomy Tourism) ของจังหวัดยะลา โดยชูจุดเด่นให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสคุณภาพและรสชาติสินค้า GI อันโดดเด่น พร้อมเที่ยวชมภูมิปัญญาการผลิตของเกษตรกรจากแหล่งผลิตสินค้าโดยตรง รวมทั้งส่งเสริมสินค้า GI จังหวัดยะลาให้เป็นวัตถุดิบของร้านอาหารระดับ Fine Dining เพื่อรังสรรค์เมนูสุดพิเศษที่ชูอัตลักษณ์และถ่ายทอดเรื่องราวสินค้า GI ไทยสู่สายตานักชิมทั่วโลก ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการยกระดับมูลค่าสินค้าเกษตรไทยให้พรีเมียมยิ่งขึ้น แต่ยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดยะลาอย่างยั่งยืนอีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/995526&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZtDGFBXkg__s0D633Rg_M

  • อยุธยาจัดงาน ‘วันการศึกษาเอกชน’ เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ นวัตกรรมทางการศึกษา | เดลินิวส์

    อยุธยาจัดงาน ‘วันการศึกษาเอกชน’ เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ นวัตกรรมทางการศึกษา | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 10ก.พ. ที่ Ayutthaya Hall ศูนย์การค้าเซ็นทรัลอยุธยา นายวรวิทย์ ยอแสง รองผวจ.พระนครศรีอยุธยา เป็นประธานเปิดงานวันการศึกษาเอกชนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประจำปีการศึกษา 2568 “รวมพลังการศึกษาเอกชนอยุธยา พลิกโฉมการเรียนรู้สู่โลกอนาคต” โดยมีนายชัยวัฒน์ คลังทรัพย์ ศึกษาธิการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ดร.สมจิตร สิริเสนา นายกสมาคมการศึกษาเอกชนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมคณะบริหารสมาคมฯ เข้าร่วม

    นายวรวิทย์ กล่าวว่า ภาคเอกชนได้เข้ามามีส่วนร่วมจัดการศึกษาและมีบทบาทสำคัญในการจัดการศึกษาควบคู่กับการจัดการศึกษาของภาครัฐ เพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนของชาติให้เป็นพลเมืองที่ดี และมีคุณภาพ การจัดการศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานของภาคเอกชนสนองตอบต่อความเปลี่ยนแปลงของสังคมและความต้องการของผู้ปกครองและนักเรียนได้เป็นอย่างดี จากข้อมูลด้านการศึกษา พบว่านักเรียนจากสถานศึกษาเอกชนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอยู่ในระดับสูง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงผลสัมฤทธิ์ในการจัดการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ

    สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแลการศึกษาเอกชนในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บูรณาการความร่วมมือกับสมาคมการศึกษาเอกชน และคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จัดงาน “รวมพลังการศึกษาเอกชนอยุธยา พลิกโฉมการเรียนรู้สู่โลกอนาคต” ครั้งนี้ นับเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้สถานศึกษาเอกชนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้เผยแพร่ประชาสัมพันธ์กิจกรรมของสถานศึกษาเอกชน และผลงานของนักเรียนให้เป็นที่ประจักษ์ และเป็นที่ยอมรับแก่สังคม

    โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้นักเรียน ครู ผู้บริหารโรงเรียนเอกชน และผู้เกี่ยวข้องได้มีเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวิชาการ และนวัตกรรมทางการศึกษา รวมทั้งนักเรียนได้มีโอกาสแสดงศักยภาพและความสามารถ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน การจัดกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย นิทรรศการแสดงผลงานของนักเรียน ครู และโรงเรียนเอกชนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา การแสดงกิจกรรมของนักเรียน และการยกย่องเชิดชูเกียรติผู้บริหารโรงเรียนเอกชน ผู้ทำคุณประโยชน์ต่อการศึกษาเอกชน ผู้ร่วมงานประกอบด้วย ท่านนายกสมาคมการศึกษาเอกชน คณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชนจังหวัด ผู้บริหาร ครู บุคลากร และนักเรียนโรงเรียนเอกชนทุกประเภท สถานศึกษาประเภทอาชีวศึกษาในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา บุคลากรของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด รวมประมาณ 1,000 คน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5588469/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RuH9N6_JV7N-cMYuqBLfu

  • จากครูสู่สภา! ‘ธีรศักดิ์ จิระตราชู’ ชาวบางสะพานน้อย ประกาศดันการศึกษาเต็มกำลัง

    จากครูสู่สภา! ‘ธีรศักดิ์ จิระตราชู’ ชาวบางสะพานน้อย ประกาศดันการศึกษาเต็มกำลัง

    “ครูหนึ่ง” ธีรศักดิ์ จิระตราชู ชาวบางสะพานน้อย ได้รับเลือกเป็น สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน คนแรกของพื้นที่ ประกาศเดินหน้าผลักดันนโยบายการศึกษาในสภาเต็มกำลัง แม้พรรคไม่ได้เป็นแกนนำรัฐบาล

    วันที่ 10 ก.พ.69 ภายหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการคำนวณจำนวน สส.แบบบัญชีรายชื่อ ปรากฏว่า นายธีรศักดิ์ จิระตราชู หรือ “ครูหนึ่ง” ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ หมายเลข 31 พรรคประชาชน ได้รับคะแนนเสียงเพียงพอ ส่งผลให้ก้าวขึ้นเป็น ว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนแรกในประวัติศาสตร์ ที่มีภูมิลำเนาเป็นชาวอำเภอบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

    หลังทราบผลการเลือกตั้ง ครูหนึ่งได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย สะท้อนมุมมองต่อทิศทางการเมือง โดยยอมรับว่า พรรคประชาชนอาจไม่สามารถเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ในครั้งนี้ พร้อมระบุว่า สิ่งที่น่าเสียดายที่สุดคือ อุดมการณ์และความฝันร่วมกันของผู้คนจากหลากหลายวงการ ซึ่งถูกบรรจุไว้ในหนังสือ Thailand’s Blueprint ยังไม่อาจถูกนำไปใช้ในฐานะฝ่ายบริหารของประเทศ

    อย่างไรก็ตาม ครูหนึ่งยืนยันอย่างหนักแน่นว่า “ทุกนโยบาย โดยเฉพาะด้านการศึกษา จะถูกผลักดันในสภาผู้แทนราษฎรอย่างเต็มกำลัง” ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใดก็ตาม เท่าที่อำนาจหน้าที่จะเอื้ออำนวย พร้อมย้ำว่า “ทุกคนยังมีความหวังอยู่”

    ครูหนึ่งยังกล่าวขอบคุณประชาชนที่มอบความไว้วางใจให้กับพรรคประชาชน ตลอดระยะเวลา 2 เดือนของการรณรงค์หาเสียง ขอบคุณครูบาอาจารย์ พี่น้อง เพื่อน ๆ และประชาชนจากหลากหลายวงการ ที่กล้าเปลี่ยนใจเลือกพรรคประชาชน เพื่อหวังเห็นการแก้ไขปัญหาประเทศอย่างจริงจัง

    ครูหนึ่ง ยังระบุด้วยว่า “การปลูกต้นไม้แห่งความหวังคือการเชื่อมั่นว่า ในวันพรุ่งนี้ต้นความหวังนี้จะเติบโต”

    สำหรับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ (Party-List) ถือเป็นผู้แทนของประชาชนทั้งประเทศ ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง โดยมีบทบาทสำคัญในการพิจารณากฎหมาย และกำหนดทิศทางนโยบายระดับประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/128416&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1F3REbP0Ls1ItDHagJrrnN

  • PTTEP แจ้งผลการดำเนินงานปี 2568 – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    PTTEP แจ้งผลการดำเนินงานปี 2568 – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ปตท.สผ. เผยผลการดำเนินงานปี 2568 ประสบความสำเร็จตามแผนงาน สะท้อนบทบาทในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ พร้อมสร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่งให้กับบริษัทและสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอแก่ผู้ถือหุ้น โดยมีมติเสนอจ่ายเงินปันผล 8.75 บาทต่อหุ้น รวมทั้งสามารถนำส่งรายได้ให้รัฐเพื่อการพัฒนาประเทศกว่า 49,800 ล้านบาท ตั้งเป้าหมายปี 2569 เพิ่มปริมาณขายขึ้นประมาณร้อยละ 10

    นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่าในปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัทมีความคืบหน้าที่สำคัญในการดำเนินงานตามแผนกลยุทธ์ โดยในด้านการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ ปตท.สผ. ได้เข้าถือสัดส่วนการลงทุนร้อยละ 50 ในโครงการพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย เอ18 (MTJDA A18) ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติที่มีความสำคัญต่อการผลิตไฟฟ้าเพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานในพื้นที่ภาคใต้ของไทย นอกจากนี้  ได้เพิ่มปริมาณการขายก๊าซฯ ที่แหล่งอาทิตย์ โดยเพิ่มปริมาณการส่งก๊าซธรรมชาติ (DCQ) ตามสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติส่วนเพิ่มจาก 280 เป็น 330 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เพื่อตอบสนองความต้องการใช้พลังงานของประเทศ ในขณะที่โครงการคอนแทร็ค 4 (Contract 4) หรือแปลงบี 12/27 (B12/27) ซึ่ง ปตท.สผ. เป็นผู้ถือสัดส่วนการลงทุนรายใหญ่ ได้รับการต่ออายุระยะเวลาการผลิตจากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติไปอีก 10 ปี ตั้งแต่ปี 2571 จนถึงปี 2581 โดยโครงการดังกล่าวเป็นอีกแหล่งปิโตรเลียมที่มีความสำคัญต่อประเทศ สามารถผลิตก๊าซฯ ได้มากกว่าร้อยละ 13 ของการผลิตก๊าซฯ ภายในประเทศ นอกจากนี้ บริษัทยังได้เข้าซื้อสัดส่วนเพิ่มเติมในโครงการสินภูฮ่อม เป็นร้อยละ 90 ซึ่งก๊าซฯ จากโครงการสินภูฮ่อมมีความสำคัญต่อการผลิตไฟฟ้าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย

    ด้านการลงทุนในต่างประเทศ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในระยะยาวนั้น ปตท.สผ. ได้ขยายการลงทุนเพิ่มเติมในประเทศแอลจีเรีย โดยได้ชนะการประมูลแปลงเร็กเกนเน่ ทู (Reggane II)  ซึ่งแปลงดังกล่าวมีการค้นพบแหล่งก๊าซฯ แล้ว และยังมีพื้นที่ที่มีศักยภาพในการสำรวจเพิ่มเติม สำหรับในประเทศมาเลเซีย ปตท.สผ. ได้ขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเข้าร่วมลงทุนกับ TotalEnergies ในแปลงเอสเค408 (SK408) ซึ่งจะช่วยเพิ่มปริมาณการผลิตและปริมาณสำรองปิโตรเลียมให้ ปตท.สผ. ทันที

    ในปี 2568 ปตท.สผ. สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตการดำเนินงานของบริษัทฯ ได้มากกว่า 568,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยได้ดำเนินโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง เช่น การนำก๊าซส่วนเกินจากกระบวนการผลิตที่ต้องเผาทิ้งกลับมาใช้ใหม่ การปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการบริหารจัดการเพื่อลดการปล่อยก๊าซมีเทนอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ จากการดำเนินโครงการดังกล่าวพร้อมกับการบริหารจัดการอื่น ๆ ส่งผลให้ความเข้มของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาพรวมของบริษัท ลดลงร้อยละ 19.5 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2563 โดยในปี 2568 มีตัวอย่างโครงการสำคัญ เช่น การสร้างนวัตกรรมหัวเผาก๊าซทิ้งที่มีค่าความร้อนต่ำมาก การบริหารจัดการก๊าซมีเทน และการพัฒนาโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ที่แหล่งอาทิตย์

    ด้านความก้าวหน้าของโครงการ CCS ที่แหล่งอาทิตย์ ซึ่งเป็นโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการด้านการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศปี พ.ศ. 2564 – 2573 ปตท.สผ. ได้ประกาศตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (FID) เพื่อเดินหน้าโครงการให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างทำแบบเพื่อการก่อสร้าง โดยมีเป้าหมายเริ่มการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ในปี 2571 ซึ่งคาดว่าจะสามารถดักจับและอัดกลับคาร์บอนไดออกไซด์ได้สูงสุด 1 ล้านตันต่อปี

    สำหรับผลประกอบการในปี 2568 ปตท.สผ. มีรายได้รวม 294,849 ล้านบาท (เทียบเท่า 8,970 ล้านดอลลาร์ สรอ.) โดยมีปริมาณขายปิโตรเลียมเฉลี่ยสูงสุดเป็นประวัติการณ์อยู่ที่ 509,906 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4  เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการผลิตปิโตรเลียมของโครงการจี 1/61 (G1/61) ได้ที่ระดับ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันตามสัญญาแบ่งปันผลผลิตเต็มปี และความสำเร็จจากการเข้าลงทุนในโครงการพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย เอ 18 (MTJDA A18) ขณะที่ราคาขายผลิตภัณฑ์เฉลี่ยอยู่ที่ 43.82 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ ลดลงประมาณร้อยละ 6 ตามทิศทางการปรับตัวของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ส่งผลให้ในปี 2568 บริษัทมีกำไรสุทธิ 60,273 ล้านบาท (เทียบเท่า 1,830 ล้านดอลลาร์ สรอ.)

    นำส่งรายได้ให้กับรัฐกว่า 49,800 ล้านบาท และให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในภาคใต้

    ในปี 2568 ที่ผ่านมา ปตท.สผ. ได้นำส่งรายได้ให้กับรัฐในรูปของภาษีเงินได้ ค่าภาคหลวง และส่วนแบ่งผลประโยชน์อื่น ๆ จำนวนกว่า 49,800 ล้านบาท เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ เช่น การพัฒนาชุมชน การศึกษา และการวิจัยและพัฒนา เป็นต้น นอกจากนี้ รัฐยังได้รับส่วนแบ่งจากผลผลิตปิโตรเลียมของโครงการจี 1/61 (G1/61) และจี 2/61 (G2/61) ซึ่งอยู่ภายใต้สัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) ซึ่งเป็นรายได้ทางตรงจากการผลิตปิโตรเลียมที่รัฐสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศอีกส่วนหนึ่งด้วย

    ทั้งนี้ ในช่วงสถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้ที่ผ่านมา ปตท.สผ. ได้ให้การช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบในจังหวัดสงขลาและพื้นที่ภาคใต้ โดยมอบเงินสนับสนุนและเครื่องอุปโภคบริโภค รวม 100 ล้านบาท ตั้งแต่ช่วงที่เกิดสถานการณ์ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบอุทกภัยอย่างเร่งด่วน พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องในระยะฟื้นฟู โดยมุ่งเน้นด้านสาธารณสุขและด้านการศึกษา ด้วยการร่วมสร้างอาคารใหม่ให้แก่โรงพยาบาลหาดใหญ่ ฟื้นฟูสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้ง สนับสนุนโครงการ ซ่อม สร้าง สุข เพื่อส่งเสริมให้ทุกภารกิจ สามารถกลับมาให้บริการประชาชนได้อย่างเข้มแข็ง และมีประสิทธิภาพอีกครั้ง

    เสนอจ่ายเงินปันผลปี 2568 ที่ 8.75 บาทต่อหุ้น

    บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นอย่างสม่ำเสมอ โดยจากผลการดำเนินงานในปี 2568 และสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง คณะกรรมการบริษัทฯ มีมติเสนอจ่ายเงินปันผลสำหรับปี 2568 ให้แก่ผู้ถือหุ้น ที่ 8.75 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลต่อกำไรสุทธิที่ร้อยละ 59 รวมเป็นเงินปันผลทั้งสิ้น 34,737 ล้านบาท โดยบริษัทฯ ได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับงวด 6 เดือนแรกของปี 2568 ไปแล้วเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ในอัตรา 4.10 บาทต่อหุ้น ส่วนที่เหลืออีก 4.65 บาทต่อหุ้น จะจ่ายในวันที่ 22 เมษายน 2569 ภายหลังจากที่ได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569  ซึ่งส่วนหนึ่งของเงินปันผลดังกล่าว จะถูกนำส่งให้กระทรวงการคลังผ่านการถือหุ้นในบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ ปตท.สผ. เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและพัฒนาประเทศต่อไป

    “ปี 2568 เป็นอีกปีหนึ่งที่ ปตท.สผ. ประสบความสำเร็จในการดำเนินภารกิจได้ตามเป้าหมาย โดยเฉพาะด้านการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ และรองรับความต้องการใช้พลังงานของประเทศ สำหรับปี 2569 บริษัทจะเดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผ่านการเพิ่มปริมาณการผลิตปิโตรเลียมจากโครงการทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยจะเริ่มการพัฒนาโครงการที่มีการค้นพบปิโตรเลียมแล้วในประเทศมาเลเซีย และเร่งพัฒนาโครงการแอลจีเรีย ฮาสสิ เบอร์ ราเคซ (Algeria Hassi Bir Rekaiz) ในระยะที่สอง โครงการสัมปทานกาชา(Ghasha Concession) ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และโครงการโมซัมบิก แอเรีย 1 (Mozambique Area 1) อีกด้วย โดยในปี 2569 บริษัทได้ตั้งเป้าหมายปริมาณการขายปิโตรเลียมเฉลี่ย (Averaged Sales Volume) ไว้ที่อัตรา 560,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนประมาณร้อยละ 10” นายมนตรีกล่าว

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/09/615756/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2R4eGDN1IJbJK8R4hqKERS

  • คนละครึ่งพลัส เฟส 2 มาแน่!

    คนละครึ่งพลัส เฟส 2 มาแน่!

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยถึงผลการเลือกตั้งที่พรรคภูมิใจไทยได้คะแนนเสียงเป็นอันดับ 1 ว่า เมื่อจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่อย่างเป็นทางการแล้ว ก็พร้อมเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจให้เกิดความต่อเนื่องจากที่ได้ดำเนินการมาแล้วกว่า 2 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งจะมีทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว รวมถึงปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดการกระจายตัว โดยสร้างให้คนไทยมีรายได้เพิ่มขึ้น กระจายรายได้สู่ทุกระดับ พร้อมกันนั้น จะยกระดับการลงทุน เพื่อไม่ให้ไทยเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย ซึ่งต้องใช้ระยะเวลา แต่เชื่อว่า ความร่วมมือของทุกฝ่ายจะทำให้เศรษฐกิจไทยแข็งแกร่งได้ในเวทีโลก โดยสิ่งสำคัญที่จะทำให้ไทยแข็งแกร่งได้ คือ สินค้าเกษตร ซึ่งจะนำเทคโนโลยีมาใช้ลดต้นทุน และยกระดับสู่อุตสาหกรรมอาหารให้เป็นที่ต้องการของตลาดโลก

    “รัฐบาลก่อนเคยประกาศว่า ปีนี้จะเป็นปีแห่งการลงทุน ดังนั้น จะเร่งรัดให้เกิดการลงทุนจริง นำเม็ดเงินสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านมาตรการ BOI Fast Pass เพื่อปลดล็อกเงินลงทุนกว่า 480,000 ล้านบาท ที่รอการอนุมัติให้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในปีนี้ และเร่งปรับปรุงกฎกติกาต่างๆ เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย”

    ส่วนตนจะกลับมารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีควบรมว.คลังหรือไม่นั้น นายเอกนิติ กล่าวว่า ก็เป็นตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้แถลงขอบคุณผลการเลือกตั้งเมื่อคืนวันที่ 8 ก.พ.69 พร้อมประกาศแพ็ก 4 ได้แก่ หนู-อนุทิน, ศุภจี สุธรรมพันธุ์, สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นตัวหลักที่จะนั่งตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงหลัก

    ด้านนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังพร้อมสนองนโยบายรัฐบาลใหม่ แม้ขณะนี้ยังไม่ทราบผลอย่างเป็นทางการ แต่พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคอันดับ 1 และเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เมื่อได้รัฐบาลใหม่ จะเดินหน้าคนละครึ่งพลัส ทันที เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศให้กระตุกขึ้นมา ส่วนงบประมาณจะเพียงพอหรือไม่ เพราะมีวงเงินเหลืออยู่เพียง 30,000 ล้านบาท แต่มีนโยบายที่จะผลักดันรวมกว่า 44,000 ล้านบาทนั้น นายลวรณ กล่าวว่า ต้องดูรายละเอียดอีกครั้ง และเชื่อว่า นายเอกนิติ เห็นภาพเหล่านี้อยู่แล้วว่าสามารถดำเนินการได้มากน้อยเพียงใด และต้องขับเคลื่อนโครงการใดบ้าง แต่ยืนยันว่า คนละครึ่งพลัส เฟส 2 จะเดินหน้าแน่นอน ขณะที่การเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ ได้เตรียมการไว้หมดแล้วเช่นกัน เมื่อมีรัฐบาลใหม่ ก็พร้อมทำทันที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2913207&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2BUjsllQZIg7tJQT_NhWx1

  • รายงานสรุปสถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐเคนยา ปี 2568  และการขยายโอกาสทางการค้า ปี 2569

    รายงานสรุปสถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐเคนยา ปี 2568 และการขยายโอกาสทางการค้า ปี 2569

    รายงานสรุปสถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐเคนยา ปี 2568 และการขยายโอกาสทางการค้า ปี 2569
    *****************************
    สาธารณรัฐเคนยาเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญทางเศรษฐกิจในภูมิภาคแอฟริกาตะวันออกทั้งในด้านการค้า การลงทุน และการคมนาคมขนส่ง โดยเป็นที่ตั้งของท่าเรือมอมบาซา ซึ่งเป็นท่าเรือหลักของภูมิภาค และกรุงไนโรบีซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การเงิน และโลจิสติกส์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่องของเคนยา ส่งผลให้ประเทศดังกล่าวมีบทบาทเป็นประตูการค้า (Gateway) ไปสู่ประเทศในแอฟริกาตะวันออกและแอฟริกากลาง อาทิ ยูกันดา แทนซาเนีย รวันดา บุรุนดี และเอธิโอเปีย
    ประเทศไทยและสาธารณรัฐเคนยามีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านการค้าสินค้า ซึ่งประเทศไทยเป็นฝ่ายส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม สินค้าเกษตรแปรรูป และสินค้าอุปโภคบริโภคไปยังเคนยาเป็นหลัก ขณะที่การนำเข้าจากเคนยายังมีสัดส่วนจำกัด ส่งผลให้ประเทศไทยได้ดุลการค้าอย่างต่อเนื่อง ความสัมพันธ์ดังกล่าวสะท้อนถึงศักยภาพของสินค้าไทยในการตอบสนองความต้องการของตลาดเคนยา รวมถึงความเชื่อมั่นของผู้นำเข้าเคนยาที่มีต่อคุณภาพและมาตรฐานสินค้าไทย

    ภาพรวมเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐเคนยา

    ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจของสาธารณรัฐเคนยายังคงแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการขยายตัว แม้จะเผชิญกับความท้าทายจากภาวะเงินเฟ้อ ต้นทุนพลังงาน ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่ รัฐบาลเคนยายังคงดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การเพิ่มขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรม การส่งเสริมการลงทุน และการยกระดับภาคการเกษตร เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบบเศรษฐกิจในระยะยาว การขยายตัวของประชากรเมืองและชนชั้นกลางในเคนยา ส่งผลให้ความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าอาหารแปรรูป สินค้าอุตสาหกรรม และสินค้าทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศที่มีศักยภาพด้านการผลิตและสามารถจัดหาสินค้าที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม ประเทศไทยจึงยังคงเป็นหนึ่งในประเทศคู่ค้าที่มีบทบาทในตลาดเคนยาอย่างต่อเนื่อง ในด้านความสัมพันธ์ทางการค้า มีมูลค่ารวมอยู่ในระดับกว่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยประเทศไทยเป็นฝ่ายส่งออกสินค้าไปยังเคนยาในสัดส่วนที่สูงกว่าการนำเข้าอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ไทยได้ดุลการค้าอย่างต่อเนื่อง โครงสร้างการค้าดังกล่าวสะท้อนถึงบทบาทของไทยในฐานะประเทศผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าแปรรูป ขณะที่เคนยายังคงเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและวัตถุดิบบางประเภทเป็นหลัก
     

    สถานการณ์การส่งออกสินค้าระหว่างประเทศ
    การส่งออกของประเทศไทยไปยังสาธารณรัฐเคนยา ในปี 2568 มีมูลค่าประมาณ 199 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า สะท้อนถึงความต้องการสินค้าไทยในตลาดเคนยาที่ยังคงอยู่ในระดับดี โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรม สินค้าเกษตรแปรรูป และสินค้าอุปโภคบริโภค การขยายตัวดังกล่าวได้รับแรงสนับสนุนจากการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในเคนยา รวมถึงบทบาทของเคนยาในฐานะศูนย์กลางการกระจายสินค้าไปยังประเทศเพื่อนบ้าน
    สินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปยังเคนยา ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ซึ่งตอบสนองต่อความต้องการด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ ข้าวและผลิตภัณฑ์ข้าว ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงทางอาหารของเคนยา ผลิตภัณฑ์ยางและยางพารา เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ รวมถึงเคมีภัณฑ์ สินค้าเหล่านี้สะท้อนถึงความหลากหลายของโครงสร้างการส่งออกของไทย และความสามารถในการตอบสนองความต้องการของตลาดเคนยาในหลายภาคเศรษฐกิจ

    คาดการณ์เศรษฐกิจของสาธารณรัฐเคนยาในปี 2026 มีแนวโน้มฟื้นตัวและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 5 มีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากภาคบริการ การก่อสร้าง และการเกษตร ควบคู่กับการฟื้นตัวของการบริโภคภายในประเทศและการลงทุนภาคเอกชน เสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคปรับตัวดีขึ้น โดยอัตราเงินเฟ้ออยู่ในกรอบเป้าหมาย และค่าเงินชิลลิงเคนยามีเสถียรภาพมากขึ้น อย่างไรก็ดี เคนยายังเผชิญความท้าทายด้านการคลังจากภาระหนี้สาธารณะในระดับสูง รัฐบาลจึงมุ่งดำเนินมาตรการรักษาวินัยการคลัง ขณะที่รายได้จากการโอนเงินของชาวเคนยาในต่างประเทศยังมีบทบาทสำคัญในการเสริมเสถียรภาพทางการเงิน โดยภาพรวมเศรษฐกิจเคนยาในปีดังกล่าวมีแนวโน้มเชิงบวกและสะท้อนศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภูมิภาคแอฟริกาตะวันออก
    แนวโน้มเศรษฐกิจและการเมืองของเคนยา
    1) แนวโน้มทางการเมือง สถานการณ์ทางการเมืองของเคนยาในปี 2026 มีแนวโน้มมีเสถียรภาพมากขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้
    •    เสถียรภาพรัฐบาล ประธานาธิบดีวิลเลียม รูโต (William Ruto) มีสถานะทางการเมืองที่เข้มแข็งขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งในปี 2027 โดยมีการเจรจาพันธมิตรอย่างเป็นทางการระหว่างพรรครัฐบาล (UDA) และพรรคฝ่ายค้านหลัก (ODM) ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดความไม่แน่นอนทางการเมืองในระยะสั้น 
    •    ความเสี่ยงจากความไม่สงบ แม้ว่าการประท้วงรุนแรงต่อต้านการขึ้นภาษีในช่วงปี 2024 – 2025 จะลดน้อยลงแล้ว แต่ความเสี่ยงจากความไม่สงบยังคงมีอยู่หากรัฐบาลพยายามผลักดันมาตรการรัดเข็มขัดทางการคลังหรือขึ้นภาษีเพิ่มเติม ซึ่งเป็นข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายของรัฐบาล 
    •    ฝ่ายค้าน ฝ่ายค้านยังคงมีความแตกแยกและยังไม่สามารถรวมตัวกันเพื่อสร้างผู้ท้าชิงที่น่าเชื่อถือเพียงคนเดียวได้ในขณะนี้ 
    2) แนวโน้มทางเศรษฐกิจ เศรษฐกิจของเคนยาคาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้น ในปี 2026 โดยมีปัจจัยสนับสนุน ดังนี้
    •    การเติบโตของ GDP คาดว่า GDP ที่แท้จริง จะขยายตัวที่ร้อยละ 5.4 ในปี 2026 (เพิ่มขึ้นจากประมาณการร้อยละ 5.0 ในปี 2025) โดยได้รับแรงหนุนจากการผ่อนคลายนโยบายทางการเงินและการลงทุนที่เพิ่มขึ้น 
    •    ภาคส่วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภาคบริการ (โดยเฉพาะการท่องเที่ยว การเงิน และดิจิทัล) จะเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก รวมถึงการฟื้นตัวของภาคเกษตรกรรม และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โครงการส่วนต่อขยายทางรถไฟสาย SGR ไปยังพรมแดนยูกันดาที่คาดว่าจะเริ่มในต้นปี 2026 
    •    อัตราเงินเฟ้อ คาดว่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 4.8 ในปี 2026 ซึ่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากร้อยละ 4.1 ในปี 2025 
    3) นโยบายการเงินและการคลัง 
    •    อัตราดอกเบี้ย ธนาคารกลางเคนยา (CBK) มีแนวโน้มจะดำเนินนโยบายแบบผ่อนคลาย โดยคาดว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือร้อยละ 8.5 ภายในสิ้นปี 2026 เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ 
    •    ค่าเงิน ค่าเงินชิลลิงเคนยา คาดว่าจะอ่อนค่าลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 132.01 ชิลลิงต่อดอลลาร์สหรัฐในปี 2026 
    •    หนี้สาธารณะและการคลัง รัฐบาลยังคงเผชิญข้อจำกัดทางการคลังและภาระหนี้ที่สูง โดยมีแผนจะกลับเข้าสู่ตลาดพันธบัตรยูโร ในต้นปี 2026 และออกพันธบัตรสำหรับชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่นอกประเทศ อย่างไรก็ตาม การเจรจาโครงการใหม่กับ IMF อาจยังไม่บรรลุข้อตกลงจนกว่าจะหลังการเลือกตั้งปี 2027 เนื่องจากประเด็นการขึ้นภาษีที่อ่อนไหวทางการเมือง 
    4) ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ 
    •    เคนยาจะยังคงดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบเน้นผลประโยชน์และสร้างสมดุล ระหว่างมหาอำนาจ โดยให้ความสำคัญกับการบูรณาการในภูมิภาคแอฟริกาตะวันออก (EAC) 
    •    มีความพยายามกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (GCC) เช่น UAE และซาอุดีอาระเบีย เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนและการลงทุนใหม่ 
    •    ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ อาจมีความไม่แน่นอนทางการค้าภายใต้รัฐบาลชุดใหม่ โดยเฉพาะเรื่องสิทธิพิเศษทางภาษี AGOA ที่หมดอายุในปี 2025 และอยู่ระหว่างพิจารณาต่ออายุหรือทดแทน
    นโยบายเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศของเคนยา
    1) นโยบายภาษีและมาตรการกีดกันทางการค้า นโยบายของเคนยาในปี 2569 มีความตึงเครียดระหว่างความต้องการเปิดเสรีทางการค้ากับความจำเป็นในการหารายได้เข้ารัฐ ซึ่งส่งผลต่อสินค้าไทย ดังนี้
    •    ความเสี่ยงจากการขึ้นภาษีหรือค่าธรรมเนียมนำเข้า รัฐบาลเคนยามีแผนที่จะออกพันธบัตรโดยใช้รายได้จาก “ค่าธรรมเนียมการนำเข้า” มาเป็นหลักประกัน เพื่อระดมทุนไปสร้างส่วนต่อขยายทางรถไฟ SGR และถนน นโยบายนี้อาจส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าสินค้าจากไทยสูงขึ้นในทางอ้อม หากมีการปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมเหล่านี้เพื่อรองรับภาระหนี้
    ผลกระทบต่อไทย : การเพิ่มขึ้นของค่าธรรมเนียมนำเข้าจะทำให้ราคาสินค้าไทยในตลาดปลายทางสูงขึ้นเมื่อเทียบกับสินค้าที่ผลิตในประเทศหรือสินค้าจากคู่แข่งที่มีต้นทุนโลจิสติกส์ต่ำกว่า ผู้ส่งออกไทยอาจประสบความยากลำบากในการรักษาส่วนแบ่งตลาด โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่มีการแข่งขันสูงและมีตัวเลือกทดแทนจากประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชียและแอฟริกา ผลกระทบดังกล่าวอาจทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องพิจารณาปรับกลยุทธ์ด้านราคา หรือยกระดับมูลค่าเพิ่มของสินค้าเพื่อลดความอ่อนไหวต่อการขึ้นต้นทุน
    •    มาตรการควบคุมราคาสินค้าจำเป็น รัฐบาลเคนยาได้เสนอกฎหมาย The Price Control (Essential Goods) (Amendment) Bill, 2024 ซึ่งให้อำนาจรัฐมนตรีคลังกำหนดเพดานราคาสินค้าจำเป็น ได้แก่ ข้าวโพด ข้าวสาลี ข้าว (Rice) น้ำมันพืช และน้ำตาล 
    ผลกระทบต่อไทย : ข้าว เป็นสินค้าส่งออกอันดับ 2 ของไทยไปเคนยา (มูลค่าคาดการณ์ปี 2569 สูงถึง 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นกว่า 53%) และน้ำตาลอีกหนึ่งสินค้าสำคัญ หากกฎหมายนี้บังคับใช้เข้มงวด อาจกระทบต่อกลไกราคาและกำไรของผู้ส่งออกไทยได้
    •    มาตรการทางภาษีสำหรับธุรกิจดิจิทัล ตั้งแต่ธันวาคม 2024 เป็นต้นมา เคนยาได้เปลี่ยนมาใช้ระบบภาษี Significant Economic Presence Tax ในอัตรา 3% ของรายได้รวม (Gross Turnover) สำหรับผู้ประกอบการต่างชาติที่มีรายได้จากดิจิทัลแพลตฟอร์มในเคนยา ซึ่งอาจกระทบหากมีผู้ประกอบการ E-commerce หรือบริการดิจิทัลจากไทยเข้าไปทำตลาด
    ผลกระทบต่อไทย : การบังคับใช้ภาษี Significant Economic Presence (SEP) ของเคนยาส่งผลให้ผู้ประกอบการดิจิทัลจากประเทศไทยต้องเผชิญกับภาระต้นทุนภาษีที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากการจัดเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 3 ของรายได้รวมจากตลาดเคนยา ส่งผลโดยตรงต่อกำไรสุทธิและรายได้ที่สามารถนำกลับเข้าประเทศได้ ภาวะดังกล่าวอาจบังคับให้ผู้ประกอบการต้องปรับโครงสร้างราคา รูปแบบการให้บริการ และกลยุทธ์ทางการตลาด เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดที่มีต้นทุนทางภาษีสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
    2) นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนและการเงิน 
    ค่าเงินชิลลิงเคนยา คาดการณ์ว่าค่าเงินจะอ่อนค่าลง อย่างค่อยเป็นค่อยไป (เฉลี่ย 132.01 KSh ต่อ 1 USD ในปี 2026)  จากเดิมที่รัฐบาลพยายามแทรกแซงค่าเงิน IMF ได้กดดันให้เคนยาปล่อยค่าเงินลอยตัวมากขึ้น 
    ผลกระทบต่อไทย : สินค้านำเข้าจากไทยจะมีราคาสูงขึ้นในสกุลเงินท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม ข้อมูลสถิติชี้ว่าความต้องการสินค้าไทยในกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วนยังคงแข็งแกร่งมาก โดยคาดว่าจะขยายตัวถึง 42.78% ในปี 2569 แสดงให้เห็นว่าสินค้าไทยในกลุ่มนี้มีความจำเป็น หรือมีความยืดหยุ่นต่อราคาต่ำ 
    3) นโยบายโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ 
    •    โครงการรถไฟ SGR ส่วนต่อขยาย รัฐบาลเคนยามีแผนเริ่มก่อสร้างส่วนต่อขยายทางรถไฟสาย Standard-Gauge Railway (SGR) ไปยังพรมแดนยูกันดาในช่วงต้นปี 2026 
    โอกาสของไทย : นโยบายนี้จะกระตุ้นความต้องการนำเข้า เครื่องจักรกลและเหล็ก ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของไทย โดยข้อมูลคาดการณ์ปี 2569 ระบุว่าการส่งออกเครื่องจักรกลจากไทยไปเคนยาจะเติบโตสูงถึง 108.13% และเหล็ก/เหล็กกล้าจะเติบโต 154.85% เพื่อรองรับภาคการก่อสร้าง
    •    การเป็นประตูสู่ภูมิภาค นโยบายของเคนยายังคงเน้นการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ให้กลุ่มประชาคมแอฟริกาตะวันออก (EAC) การส่งสินค้าไทยไปเคนยาจึงไม่ใช่แค่เพื่อขายในเคนยา แต่เพื่อส่งต่อไปยังยูกันดา แทนซาเนีย และประเทศรอบข้างที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล
    โอกาสของไทย : การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านท่าเรือ ถนน และระบบรางของเคนยา โดยเฉพาะท่าเรือมอมบาซาและโครงการรถไฟ SGR ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าจากชายฝั่งเข้าสู่ประเทศตอนในและประเทศเพื่อนบ้าน สถานการณ์ดังกล่าวเอื้อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้เคนยาเป็นศูนย์กระจายสินค้าเพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์รวมเมื่อเทียบกับการส่งตรงไปยังหลายประเทศ การวางระบบคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้าในเคนยาจึงเป็นทางเลือกเชิงกลยุทธ์ที่มีความคุ้มค่าในระยะกลางถึงระยะยาว
    4) ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ส่งผลต่อคู่ค้า 
    นโยบายแบบหลายทิศทาง  เคนยาพยายามรักษาสมดุลระหว่างจีน สหรัฐอเมริกา และกลุ่ม GCC แม้รายงานจะไม่ได้ระบุถึง FTA กับไทยโดยตรง แต่การที่เคนยาทำข้อตกลง EPA กับ EU และ UAE  อาจทำให้สินค้าจากประเทศเหล่านั้นมีความได้เปรียบทางภาษีเหนือสินค้าไทยในบางรายการ ดังนั้น สินค้าไทยต้องแข่งขันด้วย “คุณภาพ” และ “ความคุ้มค่า” เป็นหลัก
    สรุปแนวโน้มการนำเข้าจากไทยปี 2569 แม้จะมีอุปสรรคเรื่องค่าเงินและมาตรการภาษีบางอย่าง แต่แนวโน้มการนำเข้าจากไทยยังคง “ขยายตัวสูง” โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม (รถยนต์ เครื่องจักร เหล็ก) เพื่อรองรับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและโครงการโครงสร้างพื้นฐานของเคนยา ในขณะที่สินค้าเกษตร (ข้าว) ยังมีความต้องการสูงแต่อาจต้องจับตาดูมาตรการควบคุมราคาอย่างใกล้ชิด
    โอกาสสำหรับสินค้าไทยที่มีศักยภาพ
    การส่งออกของไทยไปยังตลาดเคนาฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะกลุ่มยานยนต์ที่กลับมาขยายตัวกว่าร้อยละ 27 และสินค้าข้าวที่ได้รับอานิสงส์จากเทรนด์สุขภาพในกลุ่มผู้บริโภคระดับบน
    1) กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน
    รัฐบาลเคนยามีนโยบายส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ภายในประเทศอย่างชัดเจน โดยมุ่งเน้นการผลิตและประกอบรถยนต์และชิ้นส่วนในประเทศเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าและสร้างมูลค่าเพิ่มในห่วงโซ่อุตสาหกรรม ควบคู่กับการให้สิทธิประโยชน์ด้านสินเชื่อและการลงทุนแก่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมดังกล่าว ขณะเดียวกัน ตลาดเคนยายังมีช่องว่างด้านการผลิตชิ้นส่วนคุณภาพสูง ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าไปลงทุนหรือร่วมทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อใช้เป็นฐานการผลิตและกระจายสินค้าไปยังภูมิภาคแอฟริกาตะวันออกและตลาด AfCFTA
    โอกาสของไทย : การเติบโตของยานยนต์ในเคนยายังเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะการประกอบรถยนต์หรือชิ้นส่วนภายใน SEZ หากไทยสามารถตั้งฐานการผลิตหรือร่วมทุนกับผู้ประกอบการท้องถิ่น จะช่วยลดต้นทุนภาษีนำเข้าและเพิ่มความใกล้ตลาด
    2) กลุ่มสินค้าอาหารและเกษตรแปรรูป
    ความต้องการบริโภคข้าวในเคนยามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ตลาดกำลังขยายตัวซึ่งอยู่ภายใต้ข้อตกลงการค้า EAC และ AfCFTA รวมทั้งมีความต้องการสินค้าแปรรูปคุณภาพสูง เช่น ข้าวแปรรูป, อาหารพร้อมรับประทาน และผลิตภัณฑ์นมไทยที่ได้รับมาตรฐานสากล แต่ต้องได้รับการรับรอง SPS ก่อน ในขณะที่การผลิตภายในประเทศยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ส่งผลให้เคนยาจำเป็นต้องนำเข้าข้าวในปริมาณมากเป็นประจำ แม้ไทยยังมีสัดส่วนการส่งออกข้าวไปเคนยาไม่สูงเมื่อเทียบกับคู่แข่งหลัก แต่ข้าวไทยมีจุดแข็งด้านคุณภาพและภาพลักษณ์ที่ดีในตลาดโลก ซึ่งสามารถต่อยอดโอกาสทางการค้าได้ 
    โอกาสของไทย :  ผู้ประกอบการไทยจึงมีศักยภาพในการขยายการส่งออกข้าวคุณภาพสูง และพัฒนาความร่วมมือกับผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายในเคนยา เพื่อสร้างความยั่งยืนทางการตลาดและเพิ่มการรับรู้สินค้าไทยในระยะยาว
    ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ
    จากการประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและนโยบายการค้าระหว่างประเทศของสาธารณรัฐเคนยาในปี 2569 เห็นได้ว่าเคนยายังคงเป็นตลาดที่มีศักยภาพและมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อการขยายบทบาททางการค้าของไทยในภูมิภาคแอฟริกาตะวันออก แม้จะเผชิญข้อจำกัดด้านการคลัง มาตรการภาษี และความผันผวนด้านอัตราแลกเปลี่ยน แต่แนวโน้มการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ โครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ และบทบาทของเคนยาในฐานะศูนย์กลางโลจิสติกส์ของ EAC ยังคงเอื้อต่อการขยายการส่งออกและการลงทุนของผู้ประกอบการไทยในระยะกลางถึงระยะยาว
    ในด้านการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงไนโรบี (สคต.) เห็นควรให้ภาครัฐและเอกชนไทยให้ความสำคัญกับการรักษาและขยายส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องจักรกล และเหล็ก ซึ่งเป็นสินค้าที่มีความยืดหยุ่นต่อราคาค่อนข้างต่ำและสอดคล้องกับทิศทางการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของเคนยา ควรส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยพิจารณาการตั้งฐานการผลิต การประกอบ หรือการร่วมทุนกับพันธมิตรท้องถิ่นของเคนยา เพื่อลดความเสี่ยงจากภาษีและค่าธรรมเนียมนำเข้า รวมถึงเพิ่มความใกล้ชิดกับตลาดและห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค EAC และ AfCFTA ซึ่งจะช่วยยกระดับบทบาทของไทยจากผู้ส่งออกสินค้าไปสู่ผู้มีส่วนร่วมในห่วงโซ่การผลิตระดับภูมิภาค
    สำหรับสินค้าเกษตรและอาหาร สคต. เห็นว่าข้าวและอาหารแปรรูปของไทยยังคงมีศักยภาพสูงในตลาดเคนยา เนื่องจากอุปสงค์ภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นและการผลิตในประเทศที่ไม่เพียงพอ อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการไทยควรติดตามมาตรการควบคุมราคาสินค้าจำเป็นของรัฐบาลเคนยาอย่างใกล้ชิด และปรับกลยุทธ์ทางการตลาดโดยเน้นกลุ่มผู้บริโภคระดับกลางถึงบน สินค้าคุณภาพสูง และสินค้าที่มีความแตกต่างด้านคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร ควบคู่กับการสร้างความร่วมมือเชิงลึกกับผู้นำเข้า ผู้จัดจำหน่าย และเครือข่ายค้าปลีกในท้องถิ่น เพื่อรักษาเสถียรภาพของช่องทางตลาดและลดความเสี่ยงจากความผันผวนด้านนโยบายราคา
    ในมิติของนโยบายและกฎระเบียบ สคต. เห็นควรให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะธุรกิจดิจิทัลและบริการ ให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมด้านการปฏิบัติตามกฎหมายภาษีของเคนยา อาทิ ระบบ Significant Economic Presence Tax รวมถึงการวางแผนโครงสร้างธุรกิจและการตั้งราคาที่สะท้อนต้นทุนภาษีอย่างเหมาะสม ในขณะเดียวกัน ภาครัฐไทยควรใช้ช่องทางความร่วมมือทางการค้าและการทูตเศรษฐกิจ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและติดตามผลกระทบจากมาตรการภาษีและค่าธรรมเนียมนำเข้าใหม่ของเคนยาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการบริหารความเสี่ยงของภาคเอกชนไทย
    โดยภาพรวม สคต. เห็นว่าแนวทางการดำเนินงานของไทยในตลาดเคนยาควรมุ่งเน้นการผสมผสานระหว่างการส่งออกเชิงรุก การลงทุนต่อยอด และการใช้เคนยาเป็นฐานกระจายสินค้าไปยังภูมิภาคแอฟริกาตะวันออก ควบคู่กับการยกระดับภาพลักษณ์สินค้าไทยด้านคุณภาพ ความคุ้มค่า และความน่าเชื่อถือ ทั้งนี้ เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของไทยอย่างยั่งยืนภายใต้บริบทเศรษฐกิจและนโยบายการค้าที่มีความท้าทายมากขึ้น แต่ยังเต็มไปด้วยโอกาสในระยะยาว
    —————————————————————-

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงไนโรบี
    กุมภาพันธ์ 2569
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/j0dv3sywwfqlgsl1v29gxhqc&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3yNTDV44ROcLNnSXg7l5aD

  • ภูมิใจไทยดันหุ้นแรง

    ภูมิใจไทยดันหุ้นแรง

    ประเด็นที่ทำให้ “โมนิก้า” กลับมามีชีวิตชีวามากขึ้นกว่าเดิม (แม้ลิเวอร์พูลจะแพ้แมนซิตี้ก็ตาม) คงหนีไม่พ้นผลเลือกตั้งที่ออกมาเป็นเอกฉันท์ว่า ภูมิใจไทยได้จัดตั้งรัฐบาลต่ออีกสมัย แถมไม่ต้องง้อพรรคอื่น ๆ เหมือนในอดีต (รอบที่แล้วนั่งบริหารประเทศได้แค่ 2 เดือน) ซึ่งทำให้เสถียรภาพในการบริหารงานของรัฐบาลมั่นคงเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเสี่ยหนูได้เก้าอี้มากถึง 193 เก้าอี้จากที่มีที่นั่งทั้งหมด 500 ที่ไงล่ะคะ

    ตรงนี้ทำให้นักลงทุนเชื่อว่า นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจะถูกสานต่ออย่างมีประสิทธิภาพ เพราะแม่ทัพที่ดูแลเรื่องปากท้องมีทั้ง “เอกนิติ” และ “ศุภจี” โดยทั้ง 2 คนได้ประกาศตั้งแต่ตอนหาเสียงแล้วว่า หากได้เข้ามาบริหารจะใส่เกียร์เดินหน้าแบบสุดซอย ซึ่งทำให้หลายคนเชื่อว่า ตัวเลขจีดีพีของประเทศไทยจะขยายตัวเกิน 2% หลังจากสำนักเศรษฐกิจต่าง ๆ ประเมินว่า จะโตไม่ถึง 2% นะซี

    สถานการณ์ดังกล่าวทำให้นักลงทุนกระโจนใส่ตลาดหุ้นอีกครั้ง จนดันดัชนีขึ้นไปถึงระดับ 1,407.74 จุด ก่อนจะย่อตัวลงเล็กน้อยมาปิดที่ระดับ 1,400.89 จุด บวกไป 46.88 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.02 แสนล้านบาท โดยหุ้นบลูชิพยกทัพขึ้นอย่างพร้อมเพรียง ขณะเดียวกันหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กก็เริ่มขยับกันเป็นแถว จนมีการพูดกันว่า ปีนี้ดัชนีมีโอกาสวิ่งทะลุ 1,500 จุด หากรัฐบาลภูมิใจไทยปั๊มเศรษฐกิจให้กลับมาโตอีกครั้งนะนายจ๋า

    ในเมื่อหลายอย่างเป็นใจให้สุด ๆ AOT ซึ่งเป็นหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจโดย และกำลังรอให้รัฐบาลช่วยกลับมาเคาะค่าภาษีสนามบินแบบนี้ ย่อมเป็นหุ้นที่นักลงทุนสถาบันเลือกที่จะกระโจนใส่เป็นลำดับแรก เพราะของมันเห็นกันแจ่มแจ้งว่า มีลมใต้ปีกที่จะช่วยดันกำไรเพิ่มขึ้น อีฉันถึงแฮปปี้มาก ๆ ที่เห็นหุ้นขึ้นมายืนปิดที่ระดับ 58.25 บาท บวกไป 5.25 บาท หรือขึ้นไป 9.90% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 8.36 พันล้านบาทเจ้าค่ะ

    รายถัดมา “โมนิก้า” ขอมองข้ามช็อตไปที่หุ้น CPAXT มากกว่าจะพูดถึง CPALL เพราะราคาหุ้นอยู่ต่ำกว่าราคาเหมาะสมเยอะ ผนวกกับรายหลังปรับตัวขึ้นมาใกล้ยอดเดิมที่บริเวณ 49 บาท อีฉันเลยมองว่า รายแรกมีแก๊ปให้หุ้นวิ่งค่อนข้างเยอะ หลังโบรกเกอร์บางแห่งให้เป้าที่บริเวณ 20 บาท ขณะที่ราคาปิดวานนี้อยู่ที่ 16.30 บาท บวกไป 0.90 บาท หรือขึ้นไป 5.85% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 722 ล้านบาท..น่าสนใจไหมล่ะคะ

    คิดดูแล้วกัน!..ขนาดหุ้นโรงบาลที่อย่าง BH ยังได้รับอานิสงส์จากการที่รัฐบาลใหม่มีความมั่นคง หลังแรงซื้อยังไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จนวานนี้หุ้นขึ้นมาปิดที่ระดับ 177 บาท บวกไป 7 บาท หรือขึ้นไป 4.10% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 2.17 พันล้านบาท “โมนิก้า” มองเป็นช็อตที่มีลุ้นเห็นราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปที่ยอดเดิมบริเวณ 195 บาท เพราะในปีที่โรงบาลทำกำไรได้ในระดับนี้ ราคาหุ้นก็ยืนอยู่ที่ราคาดังกล่าวนะตัวเอง

    เช่นเดียวกับในรายของ MTC ที่พุ่งขึ้นมาปิดที่ระดับ 37.75 บาท บวกไป 3.25 บาท หรือขึ้นไป 9.40% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.03 พันล้านบาท ก็มาจากความหวังเรื่องเศรษฐกิจจะฟื้นตัวดีขึ้นกว่าเมื่อก่อน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการปล่อย “สินเชื่อ” และ “กำไร” ของบริษัท เพราะที่ผ่านมาถูกดดันจากเรื่องเศรษฐกิจไม่ดี ทำให้หนี้เสียผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด แต่นาทีนี้หลายคนไม่คิดเช่นนั้นอีกต่อไป จึงเป็นจังหวะไหลตามน้ำเจ้าค่ะ

    เรื่องข้างต้นทำให้ “โมนิก้า” ต้องหันมามองหุ้น WHA หลังมีแรงซื้อไหลเข้ามามากกว่าปกติ จนหุ้นวิ่งขึ้นมาปิดที่ระดับ3.74 บาท บวกไป 0.34 บาท หรือขึ้นไป 10% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.40 พันล้านบาท ล้วนเป็นผลทางจิตวิทยาอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะหลายคนเชื่อว่า “เอกนิติ” จะช่วยผลักดันโครงการลงทุนใหญ่ ๆ ให้เข้ามาในประเทศไทย พร้อมกับทำ Fast Track เพื่อเร่งการลงทุนให้เกิดขึ้นเร็วสุด ซึ่งจะทำให้เม็ดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจไทยพะยะค่ะ

    โมนิก้าและทีมงาน

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/812067&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NrC1uYljyBEAo_bhRG69E