Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เปิดโปรไฟล์ เสกสิทธิ์ จากแกนนำม็อบสายวิชาการสู่หอคอยงาช้าง

    เปิดโปรไฟล์ เสกสิทธิ์ จากแกนนำม็อบสายวิชาการสู่หอคอยงาช้าง

    วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.31 น.

    กลายเป็น ม้ามืด ที่สปอตไลท์ทุกดวงต้องหันไปจับจ้อง สำหรับ เสก-เสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ ผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร เขต 2 (ราชเทวี, ปทุมวัน, สาทร) จากพรรคประชาชน หลังโชว์ฟอร์มดุทำคะแนนนำโด่งทิ้งห่างตัวเต็งพรรคใหญ่แบบหักปากกาเซียน จนหลายคนตั้งคำถามว่าชายหนุ่มคนนี้คือใคร และมีไม้เด็ดอะไรถึงครองใจคนเมืองชั้นในได้ขนาดนี้ ความน่าสนใจในชัยชนะครั้งนี้ คือการที่ เสกสิทธิ์ สามารถล้มคู่แข่งตัวเต็งในเขตเดียวกันที่มีดีกรีระดับ ดร. ได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ดร.เดวิด มกรพงศ์ จากพรรคเพื่อไทย, ดร.เจษฎา เลิศธนสาร จากพรรคประชาธิปัตย์ และ ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ จากพรรคภูมิใจไทย

    แนวหน้าออนไลน์ จะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับชายผู้ที่อาสาเข้ามา แก้ระบบเทา และเขย่าสนามเลือกตั้งเมืองหลวงในครั้งนี้กันครับ

    เสกสิทธิ์

    ประวัติการศึกษา สายตรงด้านรัฐศาสตร์

    หากจะกล่าวว่า เสก เสกสิทธิ์ คือผลผลิตทางการศึกษาที่ถูกบ่มเพาะมาเพื่อทำงานการเมืองโดยเฉพาะก็คงไม่ผิดนัก เพราะเส้นทางการเรียนของเขานั้นเรียกได้ว่า สายตรง และมีความเข้มข้นทั้งในเชิงทฤษฎีและปฏิบัติ

    มัธยมศึกษา : โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย (ชมพู-ฟ้า)

    ปริญญาตรี : รัฐศาสตรบัณฑิต สาขาการเมืองการปกครอง (วิชาโทสังคมวิทยามานุษยวิทยา) เกียรตินิยมอันดับ 1 จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    ประสบการณ์ทำงาน นักวิชาการและนักกิจกรรม

    เส้นทางอาชีพของ เสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ ไม่ได้เริ่มต้นจากห้องแอร์ในที่ทำการพรรค แต่เขาเลือกที่จะคลุกคลีอยู่กับการเคลื่อนไหวทางสังคมและการทำวิจัยเชิงลึก เพื่อทำความเข้าใจ ความยุติธรรม และ โครงสร้างอำนาจ ของไทยอย่างจริงจัง

    เสกสิทธิ์

    หัวหน้าฝ่ายวิชาการ : แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม (UFTD)

    ผู้ช่วยวิจัย : ศึกษาเรื่องความย้อนแย้งของการปราบปรามและขบวนการเคลื่อนไหวที่ไม่ใช้ความรุนแรงในไทย

    งานนิติบัญญัติ : อนุกรรมาธิการศึกษาการปฏิรูประบบราชการตำรวจ (คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐฯ)

    งานสอน : อาจารย์พิเศษบรรยายวิชาพฤติกรรมการเมือง คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

    ย้อนรอยวีรกรรม เทเลือด ทวงมติมหาชน

     ย้อนกลับไปในปี 2566 ในช่วงที่สถานการณ์การจัดตั้งรัฐบาลกำลังคุกรุ่น ชื่อของ เสก-เสกสิทธิ์ เคยเป็นข่าวใหญ่ในฐานะฟันเฟืองสำคัญของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม โดยเขานำทีมเดินทางไปยังที่ทำการพรรคเพื่อไทย เพื่อทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์คัดค้านการข้ามขั้วจัดตั้งรัฐบาล

    เสกสิทธิ์

    ในวันนั้นมีการเทเลือดลงบนพื้นหน้าอาคารที่ทำการพรรค เพื่อสื่อถึงหยาดเหงื่อและเลือดเนื้อของประชาชนที่สูญเสียไปในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการส่งสัญญาณเตือนและทวงถามสัญญามติมหาชน ที่เคยให้ไว้กับประชาชนในช่วงหาเสียง เหตุการณ์นี้กลายเป็นภาพจำที่สะท้อนถึงจุดยืนอันเด็ดเดี่ยวของเขา ก่อนจะตัดสินใจเข้าสู่ระบบรัฐสภาเพื่อผลักดันการเปลี่ยนแปลงผ่านตัวบทกฎหมายในเวลาต่อมา

    เสกสิทธิ์

    นอกจากนี้เขายังมีผลงานเขียนบทความวิชาการที่ตีพิมพ์ในวารสารชั้นนำ เช่น วารสารสังคมศาสตร์ จุฬาฯ และ Thammasat Journal โดยเน้นเรื่องพลังของการประท้วงและการเคลื่อนไหวภาคประชาชน

    เสกสิทธิ์

    นโยบายและประเด็นที่อยากผลักดัน

    สำหรับ เสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ การก้าวเข้าสู่สภาไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนสถานะจากนักกิจกรรมมาเป็นนักการเมือง แต่เขาเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า เส้นทางนิติบัญญัติคือกุญแจสำคัญที่สุดในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน เพราะกฎหมายคือโครงสร้างที่กำหนดชีวิตผู้คน เขาจึงวางเป้าหมายหลักในการทำงานไว้อย่างเป็นระบบ ดังนี้

    1. ยกระดับคุณภาพชีวิต : พัฒนาเขตพื้นที่ชุมชนใน กทม. ให้มีความเท่าเทียมและปลอดภัย

    2. ปฏิรูปโครงสร้าง : ปฏิรูปตำรวจให้เป็นประชาธิปไตย และแก้ปัญหากฎหมายที่เป็นธรรม

    3. เกราะป้องกันประชาธิปไตย : ผลักดันกฎหมายป้องกันการรัฐประหารและร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน

    4. Soft Power : ยกระดับกรุงเทพฯ ให้เป็น เมืองศิลปะโลก

    5. มุมมองส่วนตัว : เมื่อหันมองกรุงเทพฯ เมืองที่ผมเติบโตมา ผมพบว่าผู้คนจำนวนมากยังไม่สามารถมีคุณภาพชีวิตที่ควรจะเป็น… มาร่วมกันสร้างวันพรุ่งนี้ เพื่อประเทศไทยที่เท่าเทียมสำหรับพวกเราและคนรุ่นต่อไป

    เสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ จึงไม่ใช่เพียงคนรุ่นใหม่ที่อาสามาทำตามกระแส แต่คือปัญญาชนที่พกทั้งความรู้และประสบการณ์มาเพื่อรื้อโครงสร้างที่บิดเบี้ยว เขากำลังพิสูจน์ให้เห็นว่าพลังของคนธรรมดาที่เชื่อในระบบรัฐสภา สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนให้กับกรุงเทพฯ และประเทศไทยได้จริง

    เสกสิทธิ์

    เสกสิทธิ์

    ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก เสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ – Seksit Yaemsanguansak, เฟซบุ๊ก จักรวาลด้อมส้ม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/946133&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cf-nzCw2qC76q9QfpTliJ

  • โอกาสทอง! กรมการจัดหางาน พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน 100 อัตรา เงินเดือน 3.8 หมื่น+ สวัสดิการครบ

    โอกาสทอง! กรมการจัดหางาน พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน 100 อัตรา เงินเดือน 3.8 หมื่น+ สวัสดิการครบ

    โอกาสทอง! กรมการจัดหางาน พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน 100 อัตรา เงินเดือน 3.8 หมื่น+ สวัสดิการครบ


    10/02/2569 | 59 |

    โอกาสทอง! กรมการจัดหางาน พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน 100 อัตรา เงินเดือน 3.8 หมื่น+ สวัสดิการครบ
    นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า กรมการจัดหางาน เร่งจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานในต่างประเทศให้เป็นไปตามเป้าหมายกว่า 50,000 คน ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2569

    เพื่อสร้างโอกาสการทำงานในต่างประเทศ เพิ่มรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตตนเองและครอบครัว ล่าสุด กรมการจัดหางานเปิดรับสมัครคนไทยไปทำงานในประเทศสิงคโปร์ กับนายจ้างบริษัท Singapore Airlines Limited ซึ่งประกอบกิจการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ ตำแหน่ง พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน จำนวน 100 อัตรา เงินเดือน 1,550 เหรียญสิงคโปร์ หรือประมาณ 38,099 บาท ระยะเวลาจ้างงาน 5 ปี

     โดยนายจ้างจัดหาที่พักให้ใน 7 วันแรก มีเงินสนับสนุนค่าอาหาร ค่าโดยสารเครื่องบินเที่ยวไป (กรุงเทพฯ – สิงคโปร์)เมื่อลงนามในสัญญาจ้าง และบัตรโดยสารเครื่องบินเที่ยวกลับ (สิงคโปร์ – กรุงเทพฯ) เมื่อทำงานครบสัญญา นอกจากนี้ยังมีวันลาพักผ่อน 21 วันต่อปี ค่าประกัน และฝึกอบรมระหว่างการทำงานตามกฎหมายสิงคโปร์กำหนด ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดและยื่นใบสมัครทางเว็บไซต์ของบริษัทโดยตรงที่เว็บไซต์ singaporeair.com.sg/en_UK/sg/careers 

    ได้ตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 ถึง 6 มีนาคม 2569 ไม่เว้นวันหยุดราชการ และตรวจสอบข้อมูลรายละเอียดการรับสมัครได้ที่ เว็บไซต์ doe.go.th/overseas หัวข้อ “ข่าวประกาศรับสมัคร”

    นายสมชาย กล่าวว่า สำหรับคุณสมบัติเบื้องต้น รับหญิงไทยส่วนสูง 158 เซนติเมตรขึ้นไป สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี จบการศึกษาไม่ต่ำกว่าชั้นปริญญาตรี มีใจรักงานบริการ และสมัครใจปฏิบัติงานที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งการรับสมัครในครั้งนี้เป็นการดำเนินการเพื่อจัดส่งคนหางานไปทำงานต่างประเทศโดยวิธีรัฐจัดส่งคนหางานไม่เสียค่าสมัครหรือค่าบริการใด ๆ ทั้งสิ้น โดยจะมีเพียงค่าใช้จ่ายสำหรับการเตรียมตัวเดินทางไปทำงาน ได้แก่ ค่าถ่ายรูป ค่าทำหนังสือเดินทาง (กรณียังไม่มี) และค่าสมัครสมาชิกกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ รวมค่าใช้จ่าย ประมาณ 1,600 บาท

    ทั้งนี้ กรมการจัดหางานจะประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกให้ทราบโดยทั่วกัน ที่เว็บไซต์ doe.go.th/overseas หัวข้อ “ข่าวประกาศรับสมัคร” ภายในวันที่ 24 เมษายน 2569 ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 หรือกองบริหารแรงงานไทย ไปต่างประเทศ หมายเลขโทรศัพท์ 0 2245 1034 ในวันและเวลาราชการ หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

    ข้อมูลจาก https://www.thaigov.go.th/th/news/161444


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/474994&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0EY9vhHqE2UYPzkZxE9G5D

  • “เอกนิติ”ชูยุทธศาสตร์Big Winเศรษฐกิจไทย เดินหน้ายกระดับลงทุน พาไทยพ้นคนป่วยแห่งเอเชีย | TOPNEWS

    “เอกนิติ”ชูยุทธศาสตร์Big Winเศรษฐกิจไทย เดินหน้ายกระดับลงทุน พาไทยพ้นคนป่วยแห่งเอเชีย | TOPNEWS

    “เอกนิติ” ชูยุทธศาสตร์ ‘Big Win’ เศรษฐกิจไทย เดินหน้ายกระดับลงทุน พาไทยพ้น ‘คนป่วยแห่งเอเชีย’ – เตรียมอัปเกรด ‘คนละครึ่งพลัส’ ชู Big Win ฟื้นเศรษฐกิจ มั่นใจงบปี 70 ช้าไม่เกิน 2–3 เดือน

    #topnewstv #เอกนิติ #ภูมิใจไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1482962&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0uAEM2LhjsZJr0BdNuN0eM

  • โลกรวนเขย่าเศรษฐกิจโลก ไทยจะตั้งหลักอย่างไรในเกมลงทุนยุคใหม่

    โลกรวนเขย่าเศรษฐกิจโลก ไทยจะตั้งหลักอย่างไรในเกมลงทุนยุคใหม่

    โลกรวน เขย่าเศรษฐกิจโลก
    ไทยจะตั้งหลักอย่างไรในโลกการลงทุนยุคใหม่

    ปรากฏการณ์ ‘โลกรวน’ หรือ Climate Change ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป หากแต่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งใน แรงขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในศตวรรษนี้ ตั้งแต่ราคาพลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร ห่วงโซ่อุปทานโลก ไปจนถึงกติกาการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ ล้วนถูกกำหนดทิศทางใหม่ภายใต้เงื่อนไขของสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไป

    ในวันที่อุณหภูมิโลกสูงขึ้น ภัยพิบัติถี่และรุนแรงขึ้น ต้นทุนความเสี่ยงของภาคธุรกิจและภาครัฐก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย เศรษฐกิจโลกกำลังถูกบังคับให้ ‘เปลี่ยนวิธีคิด’ จากการเติบโตที่ใช้ทรัพยากรอย่างเข้มข้น ไปสู่การเติบโตที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ความยั่งยืน และเสถียรภาพในระยะยาวมากกว่าที่เคยเป็นมา

    เมื่อโลกรวนกลายเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจ

    ผลกระทบจากโลกรวนเริ่มสะท้อนชัดในตัวเลขเศรษฐกิจจริง รายงาน Climate Risk Index 2025 ระบุว่า ภัยแล้ง น้ำท่วม คลื่นความร้อน และพายุรุนแรง สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจให้โลกแล้วกว่า 4.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 150 ล้านล้านบาท ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคเกษตร การผลิตพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐาน ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นจากการปรับระบบพลังงาน ค่าเบี้ยประกันภัย และการบริหารความเสี่ยงจากภัยพิบัติ

    ในมุมของนักลงทุน ความผันผวนจากสภาพอากาศไม่ได้กระทบแค่กำไรระยะสั้น แต่กำลังเปลี่ยนการประเมิน ‘ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง’ ของประเทศและอุตสาหกรรมในระยะยาว ภัยแล้ง น้ำท่วม หรือความไม่แน่นอนของฤดูกาล ไม่เพียงทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นและซัพพลายเชนสะดุด แต่ยังบั่นทอนผลิตภาพแรงงาน ความมั่นคงด้านพลังงาน และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจลงทุน

    ในทางกลับกัน เงินลงทุนกำลังไหลไปสู่กิจการและอุตสาหกรรมที่ พิสูจน์ได้ว่าสามารถรับมือกับโลกรวนได้จริง ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจพลังงานสะอาด เทคโนโลยีลดการปล่อยคาร์บอน ซัพพลายเชนที่ยืดหยุ่น หรือกิจการที่ปฏิบัติตามกติกาการค้าใหม่ของโลก เช่น มาตรการคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) ได้อย่างไม่เสียเปรียบ ธุรกิจเหล่านี้ไม่ได้ถูกมองว่า “รักษ์โลก” เท่านั้น แต่ถูกมองว่า มีความเสี่ยงต่ำกว่า และมีศักยภาพเติบโตได้ในระยะยาว

    กล่าวได้ว่า โลกรวนกำลังทำหน้าที่เป็น ตัวคัดกรองการลงทุนโดยอัตโนมัติ ใครปรับตัวได้เร็ว วางกลยุทธ์รับมือความเสี่ยงด้านภูมิอากาศได้ชัดเจน ยิ่งได้เปรียบในการดึงดูดเงินทุน ขณะที่ผู้ที่ยังยึดติดกับโมเดลธุรกิจเดิม อาจไม่ได้เผชิญแค่ความผันผวนของกำไร แต่เสี่ยง “หลุดขบวน” การลงทุนโลกในอนาคต

    Climate Policy และกำแพงภาษีรูปแบบใหม่

    อีกจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจโลก คือการที่นโยบายด้าน Climate Change ถูกยกระดับจากเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม ไปสู่ เครื่องมือกำหนดกติกาการค้าโลก อย่างเป็นรูปธรรม หลายประเทศตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 43% ภายในปี 2030 และเข้าสู่ Net Zero ราวปี 2050 ควบคู่กับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ที่กำหนดให้การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของโลก

    ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ มาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป ที่กำหนดให้สินค้านำเข้าในอุตสาหกรรมหลัก เช่น เหล็ก ซีเมนต์ อะลูมิเนียม ปุ๋ย และไฟฟ้า ต้องแบกรับต้นทุนคาร์บอนในระดับใกล้เคียงกับผู้ผลิตในยุโรป ขณะที่ประเทศคู่ค้าหลักของไทยหลายประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย อยู่ระหว่างพิจารณามาตรการลักษณะเดียวกัน พร้อมเพิ่มข้อกำหนดด้าน ESG และคาร์บอนฟุตพรินต์ในข้อตกลงการค้าเสรี

    มาตรการเหล่านี้กำลังกลายเป็น ‘กำแพงภาษีแบบใหม่’ ที่ไม่ได้วัดกันที่อัตราภาษีศุลกากร แต่ตั้งอยู่บนคุณภาพของกระบวนการผลิต หากประเทศผู้ส่งออกไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าการผลิตเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ต้นทุนแฝงในรูปของภาษีคาร์บอนหรือข้อจำกัดทางการค้าอาจทำให้เสียความสามารถในการแข่งขัน แม้จะมีต้นทุนแรงงานหรือราคาสินค้าที่ต่ำกว่าก็ตาม

    เศรษฐกิจไทยในสมรภูมิการค้าโลกยุคคาร์บอน

    สำหรับประเทศไทย ซึ่งพึ่งพาการส่งออกและการลงทุนจากต่างชาติเป็นหลัก ผลกระทบจากกติกาโลกร้อนจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว อุตสาหกรรมสำคัญอย่างยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เหล็ก ปิโตรเคมี และอาหาร ล้วนอยู่ในกลุ่มที่ถูกจับตาด้านการปล่อยคาร์บอน หากไทยไม่เร่งปรับโครงสร้างการผลิต การแข่งขันในตลาดโลกอาจไม่ได้วัดกันที่ต้นทุนแรงงานหรือโลจิสติกส์อีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของ ต้นทุนคาร์บอนและความโปร่งใสของซัพพลายเชน

    สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จึงออกแบบมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อสร้างเศรษฐกิจใหม่ โดยผูกโยงกับกติกาการค้าโลกยุคคาร์บอนต่ำ สนับสนุนอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ยานยนต์ไฟฟ้า ดาต้าเซ็นเตอร์ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และเทคโนโลยีลดการปล่อยคาร์บอน ซึ่งไม่ได้ตอบโจทย์สิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่เป็นการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    ผลลัพธ์สะท้อนชัดในปี 2568 ที่คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์กว่า 3,370 โครงการ มูลค่า 1.88 ล้านล้านบาท โดยกระจุกตัวในอุตสาหกรรมที่สอดรับกับทิศทางโลก ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ไฟฟ้า และพลังงานหมุนเวียน ขณะเดียวกัน มาตรการยกระดับอุตสาหกรรม (Smart and Sustainable Industry) ยังช่วยผลักดันผู้ประกอบการเดิมให้ปรับตัว เพิ่มประสิทธิภาพ และลดการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิต

    ตั้งหลักในโลกใหม่ ใช้โลกรวนเป็นโอกาส

    การลงทุนในอนาคตจึงไม่ใช่แค่การมองผลตอบแทนระยะสั้น แต่ต้องมองถึงความสามารถในการอยู่รอดและเติบโตภายใต้โลกที่มีข้อจำกัดด้านทรัพยากรมากขึ้น โลกรวนกำลังบังคับให้ทุกประเทศต้องเลือกว่าจะ ‘ปรับตัว’ หรือ ‘ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง’

    สำหรับประเทศไทย คำถามสำคัญไม่ใช่ว่าโลกรวนจะกระทบเราหรือไม่ หากแต่คือ เราจะใช้การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เป็นโอกาสยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจ การลงทุน และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้มากเพียงใด ในโลกการลงทุนยุคใหม่ ผู้ที่ตั้งหลักได้ก่อน ย่อมเป็นผู้กำหนดเกมในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/climate-change-global-investment-thai&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kllU1L0kIxZ6_wMAZkqwU

  • เผยผลสำรวจ ยืนยัน ‘อ่าวมาหยา’ เป็นแหล่งเลี้ยงดูลูกฉลามที่สำคัญ หลังพบฉลามครีบดำกว่า 118 ตัว

    เผยผลสำรวจ ยืนยัน ‘อ่าวมาหยา’ เป็นแหล่งเลี้ยงดูลูกฉลามที่สำคัญ หลังพบฉลามครีบดำกว่า 118 ตัว

    วันนี้, 12:03น.

              ศูนย์ศึกษาและวิจัยอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่ 3 (ตรัง) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ดำเนินการสำรวจติดตามประชากรและพฤติกรรมของฉลามครีบดำ (Carcharhinus melanopterus) ภายใต้โครงการ “Shark Watch Project” ระหว่างวันที่ 31 มกราคม – 6 กุมภาพันธ์ 2568 ณ อ่าวมาหยา อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ พบประชากรฉลามครีบดำจำนวนมากถึง 118 ตัวในช่วงเวลาเดียว ยืนยันความสำคัญของพื้นที่แห่งนี้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์และเลี้ยงดูลูกฉลามที่มีคุณค่าต่อระบบนิเวศทางทะเล

              จากการใช้เทคโนโลยีการบินโดรนสำรวจตลอดระยะเวลา 7 วัน รวม 17 เที่ยวบิน พบว่าช่วงเช้าเป็นเวลาที่พบฉลามมากที่สุด โดยมีจำนวนเฉลี่ย 69 ตัว (±23.97) รองลงมาคือช่วงเย็นและช่วงเที่ยง พบเฉลี่ย 52.83 และ 46.40 ตัวตามลำดับ

               การสำรวจครั้งนี้ คือการพบจำนวนฉลามสูงสุดถึง 118 ตัวในช่วงเช้าของวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งเป็นค่าสูงสุดของการสำรวจครั้งนี้ พร้อมทั้งพบพฤติกรรมการเกาะกลุ่มของฉลามครีบดำตัวเต็มวัยบริเวณน้ำตื้นใกล้ชายฝั่งเพื่อไล่ล่าเหยื่อในช่วงเช้าอย่างชัดเจน

              นอกจากนี้การติดตั้งกล้องใต้น้ำระบบ BRUV (Baited Remote Underwater Video) เผยข้อมูลสำคัญว่า ฉลามส่วนใหญ่ที่ตอบสนองต่อเหยื่อล่อเป็นฉลามวัยอ่อน (ขนาดน้อยกว่า 1 เมตร) ในขณะที่ฉลามตัวเต็มวัย (ขนาดมากกว่า 1 เมตร) มักว่ายอยู่บริเวณโดยรอบ ที่น่าประทับใจ คือการพบเห็นฉลามครีบดำแรกเกิดที่มีสีอ่อนและขนาดตัวเพียง 30 เซนติเมตรจำนวนมากเข้ามาในเขตน้ำตื้นติดชายหาด ยืนยันว่าอ่าวมาหยาเป็นพื้นที่เลี้ยงดูลูกฉลามที่สำคัญ (Nursery Area) ของฉลามครีบดำในทะเลอันดามัน

               ข้อมูลจากกล้องใต้น้ำยังพบว่าช่วงเช้าและช่วงค่ำเป็นเวลาที่ฉลามเข้ามาหาอาหารมากที่สุด โดยสามารถนับได้สูงสุด 7 ตัวในเฟรมเดียวกัน ส่วนช่วงเที่ยงฉลามมักกระจายตัวไปยังน้ำลึกและบริเวณด้านข้างของอ่าว

              ในการตรวจวัดคุณภาพน้ำทะเลในพื้นที่พบว่ามีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ได้แก่ อุณหภูมิน้ำเฉลี่ย 28.43 องศาเซลเซียส ความเค็มเฉลี่ย 39.90 พีพีที ค่าออกซิเจนละลายน้ำเฉลี่ย 5.96 มิลลิกรัมต่อลิตร และค่าความเป็นกรด-ด่างเฉลี่ย 8.08 ซึ่งเป็นสภาพที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตและเจริญเติบโตของฉลามครีบดำ

              สำหรับโครงการ Shark Watch Project สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในการอนุรักษ์ระบบนิเวศทางทะเล โดยใช้เทคโนโลยีและวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัย ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจจะถูกนำไปวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อกำหนดแนวทางการจัดการและอนุรักษ์พื้นที่อย่างยั่งยืน รวมทั้งเป็นข้อมูลพื้นฐานสำคัญในการศึกษาระบบนิเวศทางทะเลของประเทศไทย

              ฉลามครีบดำถือเป็นสัตว์ทะเลที่มีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศ โดยทำหน้าที่เป็นผู้ล่าชั้นบนสุดที่ช่วยควบคุมสมดุลของสัตว์ทะเลชนิดอื่นๆ การพบประชากรฉลามที่มีจำนวนมากและมีลูกอ่อนในพื้นที่แสดงถึงความสมบูรณ์ของระบบนิเวศทางทะเลในบริเวณดังกล่าว.

    #ฉลามครีบดำ

    #อ่าวมาหยา 

    Cr:ศูนย์ศึกษาและวิจัยอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่ 3 (ตรัง)

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/159138&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BQaUavI7rfNVXFGv93m6x

  • ทอท. ชงรัฐบาลใหม่ ทุ่ม 2.69 แสนล้าน อัปเกรดดอนเมือง-สุวรรณภูมิ

    ทอท. ชงรัฐบาลใหม่ ทุ่ม 2.69 แสนล้าน อัปเกรดดอนเมือง-สุวรรณภูมิ

    ทอท. เตรียมชงรัฐบาลใหม่ปี 69 อนุมัติงบ 2.69 แสนล้าน พัฒนาสนามบินดอนเมือง-สุวรรณภูมิ พร้อมอัดมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวและแผนความปลอดภัย หวังยกระดับเศรษฐกิจไทยสู่ฮับการบิน

    นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินงานหลังการเลือกตั้งปี 2569 ว่า ทอท. คาดหวังการตัดสินใจที่รวดเร็วจากรัฐบาลชุดใหม่ 

    โดยเฉพาะโครงการพัฒนาที่ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้วและรอการนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านอุตสาหกรรมการบินเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง
     

    นางสาวปวีณา เน้นย้ำว่าการเติบโตที่ยั่งยืนต้องมาจากการทำงานร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวเพื่อเพิ่ม Demand ของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะการประชาสัมพันธ์ล่วงหน้าที่ต้องทำล่วงหน้าอย่างน้อย 4-5 เดือน และการส่งเสริมเส้นทางบินใหม่ที่ต้องใช้เวลาเตรียมการ 1-2 ปี รวมถึงความร่วมมือแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) เพื่อเพิ่มจำนวนเที่ยวบิน

    ทอท. ชงรัฐบาลใหม่ ทุ่ม 2.69 แสนล้าน อัปเกรดดอนเมือง-สุวรรณภูมิ

    เปิดแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 2 บิ๊กโปรเจกต์

    ทอท. เตรียมเสนอ 2 โครงการเร่งด่วนมูลค่ารวม 2.69 แสนล้านบาท เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่ฮับการบินอย่างเต็มรูปแบบ:

    1. โครงการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะที่ 3 (6.9 หมื่นล้านบาท):

    – ปรับปรุงจากแผนเดิม (3.6 หมื่นล้านบาท) เพื่อให้รองรับผู้โดยสารได้ 40-50 ล้านคนต่อปี

    – พัฒนาเป็นฮับสายการบินต้นทุนต่ำ (LCC) ระหว่างประเทศ และเชื่อมต่อระบบขนส่งมวลชน เช่น รถไฟฟ้าสายสีแดง
     

    2. โครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (2 แสนล้านบาท)

    – ก่อสร้าง อาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ (South Terminal) พื้นที่ 4 แสน ตร.ม. พร้อมทางวิ่ง (รันเวย์) ที่ 4

    – ขยายศักยภาพการรองรับผู้โดยสารจาก 60 ล้านคน เป็น 120 ล้านคนต่อปี และเพิ่มเที่ยวบินเป็น 120 เที่ยวบินต่อชั่วโมง

    – การแบ่งการลงทุนเป็น 3 ระยะ: เพื่อความคล่องตัวทางการเงินและบริหารจัดการพื้นที่

    ▪ ระยะที่ 1: ปรับปรุงคุณภาพดินและเตรียมโครงสร้างพื้นฐานถนนเชื่อมต่อบางนา-ตราด
    ▪ ระยะที่ 2: ก่อสร้างอาคารทิศใต้ครึ่งแรก รองรับเพิ่ม 30 ล้านคน (รวมเป็น 100 ล้านคนใน 5 ปี)
    ▪ ระยะที่ 3: ก่อสร้างส่วนที่เหลือและรันเวย์ที่ 4 เพื่อไปสู่เป้าหมาย 120 ล้านคนใน 10-12 ปี

    ทอท. ชงรัฐบาลใหม่ ทุ่ม 2.69 แสนล้าน อัปเกรดดอนเมือง-สุวรรณภูมิ

    นางสาวปวีณา ได้กล่าวถึงกลยุทธ์การบริหารจัดการงบประมาณครั้งนี้ว่า: “การแบ่งการลงทุนออกเป็นเฟสดังกล่าว ไม่เพียงช่วยลดภาระทางการเงิน

    แต่ยังเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารสนามบิน โดยเฉพาะการปิดปรับปรุงอาคารผู้โดยสารหลักที่เปิดใช้งานมากว่า 25 ปี ให้สามารถทำได้โดยไม่กระทบต่อศักยภาพการรองรับผู้โดยสารโดยรวม”

    นอกจากนี้ สำหรับโครงการส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก (East Expansion) มูลค่า 1.2 หมื่นล้านบาท ทอท. ระบุว่าสามารถเสนอขออนุมัติจาก ครม. รักษาการได้ทันทีโดยไม่ต้องรอรัฐบาลใหม่ เพื่อความรวดเร็วในการขยายขีดความสามารถ
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/737795&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PGr-D2d-lqdhx72-O8WZV

  • ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประชุมผู้บริหาร ขับเคลื่อนภารกิจสำคัญ เน้นบูรณาการงานทุกหน่วย พร้อมหารือย้ายที่ทำการและปรับโครงสร้างกระทรวง

    ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประชุมผู้บริหาร ขับเคลื่อนภารกิจสำคัญ เน้นบูรณาการงานทุกหน่วย พร้อมหารือย้ายที่ทำการและปรับโครงสร้างกระทรวง

    ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประชุมผู้บริหาร ขับเคลื่อนภารกิจสำคัญ เน้นบูรณาการงานทุกหน่วย พร้อมหารือย้ายที่ทำการและปรับโครงสร้างกระทรวง


    10/02/2569 | 45 |

    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09.30 น. นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานการประชุมผู้บริหารสำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ครั้งที่ 2/2569 ณ ห้องประชุม 2 ชั้น 3 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยมีผู้บริหารระดับสูงเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพียง เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของกระทรวงให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล

    ในการประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมได้รับทราบเรื่องที่ประธานแจ้งให้ทราบ พร้อมทั้งรับรองรายงานการประชุมครั้งที่ผ่านมา ก่อนติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานของหน่วยงานในสังกัด อาทิ กองกลาง กองยุทธศาสตร์และแผนงาน กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา กองมาตรฐานและกำกับความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยว ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และกองนโยบายและการต่างประเทศ

    นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดในทุกหน่วยงาน เพื่อเร่งรัดการดำเนินงานให้เป็นไปตามนโยบายและภารกิจหลักของกระทรวง ตลอดจนเสริมสร้างประสิทธิภาพการบริหารจัดการภาครัฐให้ตอบสนองต่อสถานการณ์ด้านการท่องเที่ยวและกีฬาได้อย่างทันต่อการเปลี่ยนแปลง

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้ร่วมกันหารือในประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการย้ายที่ทำการของสำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และสำนักงานรัฐมนตรี ไปยังอาคาร C ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ รวมถึงการเตรียมจัดพิธีทำบุญอาคารเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่บุคลากร

    พร้อมกันนี้ ยังได้พิจารณาแนวทางการปรับปรุงโครงสร้างกระทรวง ตลอดจนการบริหารงานบุคคลในด้านการบรรจุ แต่งตั้ง และโยกย้าย เพื่อเสริมสร้างความคล่องตัวในการบริหารราชการ และสนับสนุนการขับเคลื่อนภารกิจของกระทรวงให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม

    ที่มา : www.thaigov.go.th/th/news/161435


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/474893&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dBkZHL0rSC2KvkP_kDohb

  • TISCO ชี้เสถียรภาพรัฐบาลใหม่ปลดล็อกความเชื่อมั่นประเทศ หุ้นมีลุ้น 1,500 จุด – ขณะที่เศรษฐกิจต้องเร่งแก้ให้ตรงจุด – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    TISCO ชี้เสถียรภาพรัฐบาลใหม่ปลดล็อกความเชื่อมั่นประเทศ หุ้นมีลุ้น 1,500 จุด – ขณะที่เศรษฐกิจต้องเร่งแก้ให้ตรงจุด – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – TISCO ชี้เสถียรภาพรัฐบาลใหม่เป็นจุดเปลี่ยนความเชื่อมั่นประเทศ หนุนเศรษฐกิจ – ตลาดหุ้นฟื้น ไพบูลย์” มองดัชนีหุ้นไทยมีลุ้นแตะ 1,500 จุด หากเร่งนโยบายแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้จริงทั้ง “หนี้สูง – ออมต่ำ – ผลิตภาพต่ำ” พร้อมเดินหน้าสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ และใช้ตลาดทุนให้เกิดประโยชน์ ขณะที่ TISCO ESU ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 แม้ฐานยังโตต่ำ 1.6% แต่มี Upside ขยับสู่ 1.8% หาก “คนละครึ่งพลัส 2” เดินหน้าได้ทันท่วงที รัฐบาลใหม่สามารถเร่งนโยบายเชิงโครงสร้างอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ด้านนโยบายระยะยาวอาจใช้เวลาแต่นโยบายต้องตอบโจทย์ – มีแผนชัด – ตัวชี้วัดจับต้องได้ – คนทำงานจริงจัง

    นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด (Mr. Paiboon Nalinthrangkurn, Chief Executive Officer and Director, TISCO Securities Company Limited) เปิดเผยว่า จากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งมีผลการนับคะแนนที่มีความชัดเจนมากขึ้น จากชัยชนะอย่างถล่มทลายของ พรรคภูมิใจไทย” ที่มี นายอนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นตอบรับเชิงบวกอย่างชัดเจน

    ตลาดหุ้นไทยตอบรับผลการเลือกตั้งอย่างร้อนแรง ท่ามกลางความคาดหวังว่า จะเกิดเสถียรภาพทางการเมืองเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี และรัฐบาลใหม่จะสามารถจัดตั้งได้อย่างรวดเร็ว มั่นคง และมีศักยภาพเพียงพอในการขับเคลื่อนนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

    ดัชนีมีลุ้นแตะ 1,500 จุดในปีนี้

    นายไพบูลย์ มองว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปแตะระดับ 1,500 จุดภายในปีนี้ หากรัฐบาลใหม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนว่า เศรษฐกิจไทยมีศักยภาพกลับมาขยายตัวในระดับ 4% ต่อปี ในช่วงถัดไป แทนการเติบโตเฉลี่ยเพียงราว 2% ต่อปี ที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

    “เงื่อนไขสำคัญคือ นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลอนุทิน 2 จะต้องเป็นนโยบายที่ตอบโจทย์ปัญหาเชิงโครงสร้าง มีแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน และสามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที นักลงทุนต้องการเห็นนโยบายที่มุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจไทยอย่างจริงจัง โดยเฉพาะปัญหาหนี้ที่อยู่ในระดับสูง อัตราการออมต่ำ ลงทุนต่ำ และผลิตภาพโดยรวมของเศรษฐกิจอยู่ในระดับต่ำ รวมถึงนโยบายที่ช่วยยกระดับศักยภาพของภาคการผลิตและภาคเกษตรกรรม ผ่านการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่”

    เร่งสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลใหม่ควรเร่งผลักดันการสร้าง เครื่องยนต์เศรษฐกิจชุดใหม่ และส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ อุตสาหกรรมดิจิทัล ยานยนต์แห่งอนาคต การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการแพทย์ครบวงจร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    ที่สำคัญที่สุด คือ นโยบายที่ใช้ ตลาดทุนเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่โมเดลเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งการแก้ไขปัญหาสภาพคล่องในตลาดหุ้นไทยถือเป็นโจทย์เร่งด่วน โดยหนึ่งในแนวทางที่ตอบโจทย์ คือโครงการ TISA (Thailand Individual Savings Account) เพราะเป็นการให้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้แบบถาวรสำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ทั้งการลงทุนโดยตรงในหุ้นรายตัว และการลงทุนทางอ้อมผ่านกองทุนรวม

    อย่างไรก็ตาม การออกแบบโครงการจำเป็นต้องสร้างแรงจูงใจอย่างแท้จริง เข้าใจง่าย และไม่มีเงื่อนไขซับซ้อนจนเป็นข้อจำกัด โดยควรแยกวงเงินออกจากการออมเพื่อการเกษียณอายุเดิม และกำหนดวงเงินให้สูงพอที่จะจูงใจการลงทุน ในระยะแรกควรมุ่งเป้าไปที่กลุ่มที่มีกำลังลงทุนสูง เพื่อสร้างแรงกระตุ้นให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

    สุดท้าย รัฐบาลไม่ควรมองข้าม ผลของ Wealth Effect จากตลาดหุ้น ซึ่งสามารถสร้าง แรงส่งทางเศรษฐกิจ” ช่วยฟื้นความเชื่อมั่นของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในภาพรวมได้อย่างมีนัยสำคัญ

    เศรษฐกิจไทยเปราะบางโตต่ำสุดรอบหลายทศวรรษ

    นายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (Mr. Methas Rattanasorn, Head of Economics, TISCO Economic Strategy Unit) หรือ TISCO ESU กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวได้เพียง 1.6% ซึ่งนับเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดในรอบหลายทศวรรษ หากไม่นับรวมช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ สะท้อนถึงความอ่อนแอเชิงโครงสร้างที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

    ปัจจัยกดดันหลักมาจากการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตและภาคการท่องเที่ยว การเข้าสู่สังคมสูงวัย และการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ ส่งผลให้ศักยภาพการเติบโตของประเทศลดลงจากระดับ 7.3% ก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง เหลือเพียง 2.3% ในปัจจุบัน ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงจากภายนอกที่ยังไม่เอื้ออำนวย ไม่ว่าจะเป็นมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ และปัญหาข้อพิพาทชายแดน

    นโยบาย “10+” สร้างความหวังยกระดับศักยภาพประเทศ

    อย่างไรก็ตาม ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งรอบล่าสุด นำมาซึ่งความคาดหวังของนักลงทุนว่า อาจเห็นประเทศยกระดับศักยภาพการเติบโตกลับสู่ระดับ 3% ได้ ผ่านการผลักดันนโยบาย “10+” ที่ครอบคลุมทั้งการปฏิรูประบบราชการ แก้ไขปัญหาหนี้เรื้อรัง ฟื้นฟูความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ ปราบทุนเทา แก้ปัญหาทุจริต เพิ่มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ลดภาระค่าครองชีพ ตลอดจนพัฒนาด้านการศึกษา และดูแลปัญหาเศรษฐกิจในระยะสั้นผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส

    ทั้งนี้ การดำเนินนโยบายยังต้องคำนึงถึงข้อจำกัดด้านการคลัง โดยปัจจุบันระดับหนี้สาธารณะอยู่ที่ราว 66% ต่อจีดีพี ซึ่งใกล้เคียงกรอบเพดานที่ 70% มากขึ้น ดังนั้น การยกเครื่องประเทศครั้งใหญ่นี้ จำเป็นต้องดำเนินควบคู่ไปกับการปฏิรูปการคลังครั้งใหญ่เช่นกัน ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ การลดทอนรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และการขยายฐานผู้เสียภาษีให้ครอบคลุมมากขึ้น เพื่อให้รัฐมีกระสุนด้านการคลังนำมาพัฒนาประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะต่อไป นอกจากนี้ ยังต้องคำนึงถึงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศที่บริษัทจัดอันดับชั้นนำของโลกได้แสดงท่าทีกังวลผ่านการปรับลดมุมมองต่ออันดับเครดิตของประเทศไทยเป็นเชิงลบในปีที่ผ่านมา

    แม้ในระยะสั้น เศรษฐกิจไทยยังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน และอาจขยายตัวได้เพียงแค่ใกล้เคียง 1% เท่านั้น ในช่วงครึ่งแรกของปี แต่ผลการเลือกตั้งที่พรรคภูมิใจไทยชนะอย่างท่วมท้น ทำให้เชื่อว่ากระบวนการในการจัดตั้งรัฐบาลจะแล้วเสร็จได้เร็วกว่าที่เคยประเมินไว้ และความต่อเนื่องของนโยบาย รวมไปถึงเสถียรภาพของรัฐบาลน่าจะช่วยให้การจัดทำร่างฯ งบประมาณปี 2570 ไม่เกิดความล่าช้ามากอย่างที่กังวล ซึ่งหากรัฐบาลสามารถเร่งรัดกระบวนการจัดทำงบฯ ได้จะถือเป็นหนึ่งในปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงปลายปี

    คนละครึ่งพลัส 2 ดัน GDP โต 1.8%

    นอกจากนี้ การดูแลและกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่กำลังซื้ออ่อนแอถือเป็นสิ่งจำเป็น โดยคาดว่ารัฐบาลยังมีงบประมาณในงบกลางเหลืออยู่ราว 2.7 หมื่นล้านบาท แม้จะไม่ใช่วงเงินขนาดใหญ่ แต่ยังเพียงพอสำหรับการดำเนินโครงการคนละครึ่งเฟสสองตามที่เคยประกาศไว้ ซึ่งหากสามารถเดินหน้าได้ทันท่วงที คาดว่าจะช่วยหนุนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ดีกว่าคาด จาก 1.6% เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 1.8%

    สำหรับภาพระยะยาว TISCO ESU มองว่า การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างยังต้องใช้เวลา รวมถึงต้องอาศัยนโยบายที่ตอบโจทย์ แผนปฏิบัติการที่ชัดเจน ตัวชี้วัดที่จับต้องได้ และคนทำงานที่จริงจัง หากองค์ประกอบเหล่านี้ครบถ้วน จะช่วยดึงความเชื่อมั่นของทั้งภาคธุรกิจ ภาคประชาชน และนักลงทุนต่างชาติ ให้กลับมามองประเทศ และตลาดทุนไทยอย่างมีความหวังได้อีกครั้ง

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/10/616007/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ftviykMKqJiiaZ1HFoBpx

  • เอกอัครราชทูตจีนฯ เข้าพบนายกฯ ยินดีต่อผลการเลือกตั้ง เดินหน้าความสัมพันธ์ไทย-จีน ในโอกาสครบรอบ 51 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – จีน ขณะที่ ททท. จัดงานเทศกาลตรุษจีน ปี 2569 ส่งเสริมการท่องเที่ยว

    เอกอัครราชทูตจีนฯ เข้าพบนายกฯ ยินดีต่อผลการเลือกตั้ง เดินหน้าความสัมพันธ์ไทย-จีน ในโอกาสครบรอบ 51 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – จีน ขณะที่ ททท. จัดงานเทศกาลตรุษจีน ปี 2569 ส่งเสริมการท่องเที่ยว

    เอกอัครราชทูตจีนฯ เข้าพบนายกฯ ยินดีต่อผลการเลือกตั้ง เดินหน้าความสัมพันธ์ไทย-จีน ในโอกาสครบรอบ 51 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – จีน ขณะที่ ททท. จัดงานเทศกาลตรุษจีน ปี 2569 ส่งเสริมการท่องเที่ยว


    10/02/2569 | 41 |

    วันนี้ (วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569) เวลา 09.30 น. ณ ห้องรับรอง ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายจาง เจี้ยนเว่ย์ (H.E. Mr. Zhang Jianwei) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย และคณะ เข้าพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อประชาสัมพันธ์การจัดงานเทศกาลตรุษจีนประเทศไทย ประจำปี 2569 โดยสรุปสาระสำคัญ ดังนี้

    เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนฯ แสดงความยินดีกับนายกรัฐมนตรีที่ได้รับเสียงข้างมากจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาชน พร้อมทั้งขอบคุณ
    นายกรัฐมนตรีที่มีกำหนดเข้าร่วมงานวันตรุษจีน ณ สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยในวันพรุ่งนี้ (วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569) ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญของความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างไทยและจีน

    ด้านนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ปี 2569 ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 51 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีน ถือเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดความร่วมมือระหว่างกันในทุกระดับ โดยรัฐบาลไทยพร้อมทำงานร่วมกับฝ่ายจีนอย่างใกล้ชิด เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจ ความเชื่อมั่น และเชื่อมโยงประชาชนรวมถึงวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

    โอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่า การจัดงานเทศกาลตรุษจีนประเทศไทย ประจำปี 2569 จะเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีน
    มายังประเทศไทย ทั้งในช่วงเทศกาลตรุษจีนและตลอดทั้งปี พร้อมสานต่อและยกระดับความร่วมมืออย่างใกล้ชิด เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ อันจะเป็นประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศในระยะยาว

    จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้ร่วมถ่ายภาพที่ระลึกเพื่อประชาสัมพันธ์การจัดงานเทศกาลตรุษจีนประเทศไทย ประจำปี 2569 พร้อมกับคณะสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน
    ประจำประเทศไทย และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พร้อมรับมอบม้ามงคลให้กับนายกรัฐมนตรีในโอกาสดังกล่าว

    ทั้งนี้ ททท. ได้ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน จัดงาน เทศกาลตรุษจีนประเทศไทย ประจำปี 2569 (Amazing Thailand Happy Chinese New Year 2026)
    เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและเฉลิมฉลองครบรอบ 51 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน โดยจัดกิจกรรมหลักในกรุงเทพมหานคร 2 พื้นที่ ได้แก่ การประดับไฟถนนเยาวราช
    ระหว่างวันที่ 7 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569 และงานเทศกาล ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ระหว่างวันที่ 14 – 18 กุมภาพันธ์ 2569 พร้อมการแสดงศิลปวัฒนธรรมจีน
    กิจกรรมสาธิตไทย–จีน และการแสดงจากศิลปินชื่อดังทั้งไทยและจีน

    นอกจากนี้ ททท. ยังจัดงาน Amazing Thailand Chinese New Year 2026 @ Hat Yai ระหว่างวันที่ 17–20 กุมภาพันธ์ 2569 ณ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นำเสนอศิลปวัฒนธรรมจีนในรูปแบบร่วมสมัย ควบคู่การแสดง เสริมสิริมงคล กิจกรรมเวิร์กชอป และร้านค้ากว่า 100 ร้าน พร้อมสนับสนุนการจัดงานตรุษจีนในจังหวัดสำคัญที่มีการสืบทอดประเพณีมาอย่างยาวนาน
    รวมถึงการบูรณาการความร่วมมือกับศูนย์การค้าและภาคเอกชนทั่วประเทศ เพื่อกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยว สร้างบรรยากาศแห่งความสุขและความเป็นสิริมงคลในช่วงเทศกาลตรุษจีนปี 2569

    ข้อมูลจาก https://www.thaigov.go.th/th/news/161448


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/474997&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kmk-7OKE-k0tFqhKgeyHV

  • “มหกรรมของดีเมืองกำแพง” ส่งเสริมอาชีพเชื่อมโยงการท่องเที่ยว พร้อมประกวด “ควายงาม” ระดับประเทศ | เดลินิวส์

    “มหกรรมของดีเมืองกำแพง” ส่งเสริมอาชีพเชื่อมโยงการท่องเที่ยว พร้อมประกวด “ควายงาม” ระดับประเทศ | เดลินิวส์

    ที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีกำแพงเพชร นายชาธิป รุจนเสรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร เป็นประธานการแถลงข่าวการจัดงาน “มหกรรมของดีเมืองกำแพง”ประจำปีงบประมาณ 2569 เพื่อส่งเสริมอาชีพเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชนในจังหวัดกำแพงเพชร เชื่อมโยงการท่องเที่ยวระดับจังหวัด โดยมีนายสวนิต สุริยกุล ณ อยุธยา รองผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร, นายสุนทร รัตนากร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร,นายสดุดี พุทธัง ปลัดจังหวัดกำแพงเพชร, นายอภินันท์ มุสิกะพงษ์ วัฒนธรรมจังหวัดกำแพงเพชร, ผู้แทนท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดฯ, ผู้แทนพัฒนาการจังหวัดฯ ร่วมขึ้นเวทีแถลงข่าวการตัดกิจกรรม มหกรรมของดีเมืองกำแพง ประจำปีงบประมาณ 2569 มีหัวหน้าส่วนราชการพร้อมด้วยผู้แทนส่วนราชการ, คณะกรรมการจัดงานฯ, เจ้าหน้าที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนสื่อมวลชน เข้าร่วมรับฟังกิจกรรมแถลงข่าวการจัดกิจกรรมฯ ในวันเวลาและสถานที่ดังกล่าว 

    นายชาธิป กล่าวในภาพรวมขของการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ว่า จังหวัดกำแพงเพชร ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร จัดกิจกรรมดังกล่าวขึ้น เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีโอกาสได้ประชาสัมพันธ์ในด้านต่างๆ โดยเฉพาะในส่วนของวัฒนธรรมประเพณี การส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์พื้นถิ่น และของดีเมืองกำแพง รวมถึงเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในจังหวัดกำแพงเพชรให้เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในทุกๆช่องทางอีกด้วย 

    ด้านนายสุนทร กล่าวว่า สำหรับกิจกรรม มหกรรมของดีเมืองกำแพง ประจำปี 2569 มีกิจกรรม มีการจัดกิจกรรมที่หลากหลายซึ่งเป็นของดี ที่มีอยู่ภายในจังหวัดกำแพงเพชร ทั้งตลาดพระเครื่องเมืองกำแพงเพชร, โชว์ไก่พันธุ์พื้นเมือง และกิจกรรมผลิตภัณฑ์สินค้าโอทอปของดีเมืองกำแพงเพชร การอบรมให้ความรู้ทางด้านอาชีพแก่ประชาชนและที่สำคัญภายในงานยังได้จัดให้มีการประกวดควายงามแต่ละประเภท ที่มีอยู่ในประเทศกว่า 200 ตัว ซึ่งหาดูได้ยากและถือว่าเป็นครั้งแรกของจังหวัดกำแพงเพชรอีกด้วย ซึ่งการจัดงานครั้งนี้กำหนดจัดกิจกรรมขึ้นในวันที่ 14-15 กุมภาพันธ์ 2569 ที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีกำแพงเพชร ต.นิคมทุ่งโพธิ์ทะเล อ.เมือง จ.กำแพงเพชร กินขอเชิญพี่น้องประชาชนที่สนใจเข้าร่วมชมกิจกรรมตามวันเวลาดังกล่าวต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5587820/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Ejl_sJ6swIF3w3MH5dY9G