Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เอกชนหนุน ‘รัฐบาลใหม่’ เกิดเร็วที่สุด! เร่งปั๊มหัวใจเศรษฐกิจ เสถียรภาพการเมืองคือกุญแจสำคัญ

    เอกชนหนุน ‘รัฐบาลใหม่’ เกิดเร็วที่สุด! เร่งปั๊มหัวใจเศรษฐกิจ เสถียรภาพการเมืองคือกุญแจสำคัญ

    หอการค้าไทยเห็นว่า การจัดตั้งรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีควรเร่งดำเนินการ เพื่อไม่ให้การเบิกจ่ายงบประมาณ การลงทุนภาครัฐ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต้องสะดุด โดยพรรคการเมืองที่ได้รับเสียงข้างมากควรรวมพลังสร้างความชัดเจนทางการเมือง และจัดตั้งรัฐบาลที่มีเอกภาพ เพื่อเสริมความมั่นใจให้กับนักลงทุนและภาคธุรกิจ

    สำหรับการจัดสรรคณะรัฐมนตรี ควรพิจารณาบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ในแต่ละกระทรวง โดยเฉพาะกระทรวงหลักด้านเศรษฐกิจและการต่างประเทศ เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนงานได้ทันที พร้อมทั้งเลือกพรรคร่วมรัฐบาลที่มีเป้าหมายและทิศทางการทำงานสอดคล้องกัน

    นอกจากนี้ หอการค้าไทยยังย้ำจุดยืนในการผลักดันนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันอย่างจริงจัง ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่สะสมมาเป็นเวลานาน โดยภาคเอกชน หอการค้าไทย และคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) พร้อมประสานความร่วมมือกับรัฐบาลใหม่อย่างใกล้ชิด เพื่อเร่งฟื้นความเชื่อมั่นทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    ขณะเดียวกัน ภาพรวมตลาดทุนเริ่มส่งสัญญาณบวก หลังดัชนีตลาดหลักทรัพย์มีการปรับตัวดีขึ้น สะท้อนความคาดหวังของนักลงทุนต่อเสถียรภาพทางการเมืองและทิศทางเศรษฐกิจในระยะถัดไปทั้งนี้ หอการค้าไทยได้แสดงความยินดีกับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีแนวโน้มได้รับการรับรองให้เป็นพรรคที่ครองเสียงข้างมาก พร้อมยืนยันความพร้อมในการทำหน้าที่เป็นภาคีสนับสนุนภาครัฐ เพื่อร่วมกันผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง โปร่งใส และยั่งยืน

    เอกชนหนุน 'รัฐบาลใหม่' เกิดเร็วที่สุด! เร่งปั๊มหัวใจเศรษฐกิจ เสถียรภาพการเมืองคือกุญแจสำคัญ

    ด้านศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุทธิพันธ์ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการกลุ่มเซ็นทรัล ระบุว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างจากการขาดยุทธศาสตร์ระยะยาว ส่งผลให้การเติบโตของ GDP อยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องมานานหลายปี สะท้อนความอ่อนแรงของระบบเศรษฐกิจโดยรวม

    ดร.สุทธิพันธ์ เสนอให้รัฐบาลใหม่เร่งกำหนดทิศทางประเทศให้ชัดเจน โดยเฉพาะในช่วง 90 วันแรก ซึ่งถือเป็นช่วงสำคัญในการฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุน พร้อมเรียกร้องให้เลิกวัฒนธรรมการเมืองแบบแบ่งโควต้า และเปิดทางให้ “มืออาชีพตัวจริง” เข้ามาบริหารกระทรวงเศรษฐกิจและสังคมที่สำคัญ

    ขณะเดียวกัน ยังเตือนว่าปัญหาคอร์รัปชันและการเมืองแบบเดิมเป็นอุปสรรคหลักที่ฉุดรั้งการพัฒนาประเทศ หากรัฐบาลยังเดินซ้ำรอยเดิม ไทยอาจเสียโอกาสและถูกประเทศเพื่อนบ้านทิ้งห่างมากขึ้นในเวทีเศรษฐกิจภูมิภาค

    ท้ายที่สุด การจัดตั้งรัฐบาลที่รวดเร็ว มีเอกภาพ และทำงานได้จริง ไม่ได้เป็นเพียงความคาดหวังของภาคธุรกิจเท่านั้น แต่คือจุดเริ่มต้นของการพาประเทศก้าวข้ามความไม่แน่นอน และเดินหน้าฟื้นเศรษฐกิจไทยให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/861930&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08wELww5YAd3kS6ChBCgD8

  • ชวนจับตา นโยบายการศึกษา รัฐบาลหลังเลือกตั้ง แก้ปัญหาได้จริงหรือไม่ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ชวนจับตา นโยบายการศึกษา รัฐบาลหลังเลือกตั้ง แก้ปัญหาได้จริงหรือไม่ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ชวนจับตา นโยบายการศึกษา รัฐบาลหลังเลือกตั้ง แก้ปัญหาได้จริงหรือไม่

    บทสรุปจากเวทีดีเบต นโยบายการศึกษา สะท้อนทั้งปัญหา “การศึกษา” ที่พรรคการเมืองเห็นตรงกัน และช่องว่างที่ยังไร้คำตอบ สภาผู้บริโภคชวนมองทิศทางการศึกษาไทยหลังการเลือกตั้ง

    การศึกษาไม่ใช่เพียงเรื่องของห้องเรียนหรือหลักสูตร แต่คือรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ ทั้งในมิติคุณภาพชีวิต ความเสมอภาคทางสังคม และศักยภาพในการแข่งขันของคนรุ่นต่อไป ด้วยเหตุนี้ นโยบายด้านการศึกษาจึงเป็นประเด็นสาธารณะที่ประชาชนจับตาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงการเลือกตั้งที่พรรคการเมืองต่างนำเสนอวิสัยทัศน์เพื่อกำหนดทิศทางประเทศในอนาคตเพื่อไม่ให้นโยบายการศึกษา จบลงเพียงช่วงหาเสียง หลังการเลือกตั้ง สภาผู้บริโภคร่วมกับสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย จึงจัดเวทีออนไลน์วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อขยายผลการสื่อสารสู่สาธารณะ และชวนสังคมร่วมติดตามทิศทางนโยบายภายใต้บริบทการเมืองหลังการเลือกตั้ง

    3 ปัญหาหลักที่ทุกพรรคเห็นตรงกัน

    จากการสรุปประเด็นดีเบต นโยบายการศึกษา ของพรรคการเมืองในปี 2569 ผ่าน 10 เวทีสำคัญ พบว่ามี 3 ปัญหาหลักที่ทุกพรรคเห็นตรงกัน คือ ประเด็นแรก คือ ความเหลื่อมล้ำ และเรียนฟรีที่ไม่มีอยู่จริง แม้จะเป็นโรงเรียนรัฐ ผู้ปกครองยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายแฝง ตั้งแต่ค่าชุดนักเรียน ค่าบำรุง ไปจนถึงอุปกรณ์การเรียน อีกทั้งการจัดสรรงบประมาณยังไม่เท่าเทียม ระหว่างโรงเรียนขนาดเล็กกับขนาดใหญ่ หรือระหว่างพื้นที่เมืองกับต่างจังหวัด

    ประเด็นที่สอง คือ ภาระงานครูและสุขภาวะจิตของนักเรียน ครูจำนวนมากต้องรับผิดชอบงานเอกสาร งานพัสดุ และงานธุรการ จนเวลาสำหรับการสอนและดูแลนักเรียนลดลง ขณะเดียวกัน ระบบนักจิตวิทยาในโรงเรียนก็เริ่มถูกมองว่าเป็นกลไกจำเป็นต่อการดูแลสุขภาพจิตของทั้งนักเรียนและครู

    และประเด็นสุดท้าย คือ การศึกษาต้องเชื่อมโยงกับโลกการทำงาน ทุกพรรคเห็นตรงกันว่า “เรียนแล้วต้องมีงานทำ” จึงผลักดันแนวคิดการพัฒนาทักษะใหม่ (Upskill/Reskill) และการยกระดับสายอาชีวะหรือวิชาชีพเฉพาะทางให้ตอบโจทย์ตลาดแรงงานมากขึ้น

    นโยบายการศึกษา ที่หายไปจากเวทีดีเบต

    อย่างไรก็ตาม แม้การดีเบตจะเกิดขึ้นในหลายเวที แต่ยังมีประเด็นสำคัญที่ถูกพูดถึงน้อยหรือยังไร้แนวทางที่ชัดเจน หนึ่งในนั้นคือ อนาคตของโรงเรียนขนาดเล็ก พรรคการเมืองมักพูดถึงงบประมาณ แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะยุบหรือคงไว้ หากต้องยุบ จะมีระบบขนส่งนักเรียนที่ปลอดภัยและทั่วถึงรองรับหรือไม่

    อีกประเด็นคือ โครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการที่ซับซ้อน การทำงานที่แยกส่วนทำให้การแก้ปัญหาขาดเอกภาพ และยังไม่มีข้อเสนอรูปธรรมในการปฏิรูปให้คล่องตัว

    ขณะเดียวกัน เสียงของนักเรียนในเชิงโครงสร้างยังเลือนราง แม้จะมีการพูดถึงสิทธิเด็ก แต่ในทางปฏิบัติ นักเรียนยังไม่มีพื้นที่ในคณะกรรมการสถานศึกษา และสภานักเรียนมักถูกจำกัดบทบาทไว้เพียงการจัดกิจกรรม

    นอกจากนี้ การศึกษาทางเลือก ยังขาดหน่วยงานเจ้าภาพที่ชัดเจน ส่งผลให้เมื่อเกิดปัญหามักหาผู้รับผิดชอบได้ยาก ขณะที่ นโยบายการศึกษา ของไทยยังขาดความต่อเนื่อง จากการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีบ่อยครั้ง ทำให้แผนระยะยาวตั้งแต่ปฐมวัยถึงวัยทำงานไม่มั่นคง รวมถึง ปัญหาหนี้ครู ที่แม้เริ่มถูกพูดถึง แต่ก็ยังไม่มีแนวทางแก้ไขอย่างเป็นระบบ

    ข้อเสนอเยาวชนถึงรัฐบาลใหม่

    ทั้งนี้ ตัวแทนจากสภาผู้บริโภคและสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทยได้มีข้อเสนอต่อรัฐบาลใหม่และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่ ข้อเสนอแรก คือการทำให้เรียนฟรีเป็นไปได้จริง ในเชิงกฎหมาย โดยต้องนิยามให้ชัดว่าอะไรคือค่าใช้จ่ายที่รัฐต้องรับผิดชอบ เพื่อลดปรากฏการณ์เรียนฟรีที่มีบิล พร้อมยกระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานให้เด็กทุกคนเข้าถึงได้โดยไม่ต้องพิสูจน์ความจน

    ข้อเสนอต่อมา การกำหนดเป้าหมายและโครงสร้างระยะยาว รัฐควรตอบให้ได้ว่าการศึกษามุ่งสร้างคนเพื่อการมีงานทำ หรือเพื่อการพัฒนาศักยภาพตามความฝันของแต่ละคน พร้อมวางแผนอย่างน้อย 10 ปี เพื่อรับมือวิกฤตเด็กเกิดน้อย และปรับขนาดกระทรวงให้สอดคล้องกับอนาคต และสิ่งสำคัญนโยบายการศึกษา ไม่ควรเปลี่ยนไปตามวาระทางการเมือง แต่ต้องเป็นแผนต่อเนื่องของประเทศ

    เสียงจากเยาวชนยังสะท้อนชัดว่า หากมีโอกาสบริหาร สิ่งที่อยากเร่งทำคือ การอุดหนุนต้นทุนการศึกษาอย่างแท้จริง ตั้งแต่ค่าเดินทาง อาหาร ไปจนถึงเครื่องแต่งกาย เพื่อให้ทุกคนเริ่มต้นชีวิตบนฐานที่ใกล้เคียงกัน พร้อมทั้ง ปฏิรูปโครงสร้างและระบบบุคลากร เพื่อคัดเลือกและสนับสนุนครูที่อยากเป็นครูจริง ๆ

    ท้ายที่สุด ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่า การลงทุนในคนไม่เคยขาดทุน การพัฒนาศักยภาพมนุษย์คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับอนาคตของชาติ ขณะเดียวกัน โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยทั้งทางกายและใจ และต้องมีกลไกรับฟังเสียงของนักเรียนอย่างเป็นระบบ

    คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่านโยบายไหนดีที่สุด แต่คือ หลังการเลือกตั้งแล้ว รัฐบาลใหม่จะร่วมกันผลักดันให้คำสัญญาด้านการศึกษาเหล่านี้เกิดขึ้นจริงได้อย่างไร สภาผู้บริโภคจะยังคงติดตาม ตรวจสอบ และผลักดันนโยบายด้านการศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทุกข้อเสนอไม่หยุดอยู่แค่บนเวทีหรือในช่วงหาเสียง แต่ถูกขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เพราะอนาคตของผู้เรียนคืออนาคตของสังคมไทย

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/education-policy/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LFz7T-y5gJdqwSjxB1FLM

  • “สมชัย” แฉกลโกงขนานใหญ่! พบหลักฐานสำคัญทิ้งถังขยะชลบุรี จี้ กกต. แจก “ใบส้ม” แทนแค่นับใหม่ | เดลินิวส์

    “สมชัย” แฉกลโกงขนานใหญ่! พบหลักฐานสำคัญทิ้งถังขยะชลบุรี จี้ กกต. แจก “ใบส้ม” แทนแค่นับใหม่ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 10 ก.พ. 69 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความเรื่อง “กกต. กับ การจัดการเลือกตั้งแบบมืออาชีพ” มีรายละเอียดว่า…

    “การเลือกตั้ง 8 ก.พ.2569 มีหลายปรากฏการณ์ที่สะท้อนว่า กกต. ยังจัดการเลือกตั้งไม่เป็นมืออาชีพ

    การทำหน้าที่ของกรรมการประจำหน่วย (กปน.) ขาดความเป็นมาตรฐานเดียวกัน นับแต่ การติดป้ายประกาศที่สับสน ไม่ครบถ้วน การตรวจบัตรประชาชน บางแห่งไม่ให้ประชาชนเซ็นชื่อ การฉีกบัตรที่เสียหาย การทุจริตโดยกรรมการด้วยการแอบใส่บัตร ไปจนถึงการนับคะแนนที่ขาดความโปร่งใส

    เหตุการณ์ที่เขต 1 ชลบุรี ที่ตลอดคืนวันที่ 9 ถึงเช้าวันที่ 10 มีมวลชนเข้าล้อมศูนย์การเลือกตั้ง เพื่อไม่ให้ขนย้ายหีบบัตรที่ส่อมีการทุจริต และเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ และยังพบใบขีดคะแนน (สส.11) และเอกสารอื่น ๆ รวมถึง สายรัด cable tie ที่มีลายเซ็นกรรมการประจำหน่วย จำนวนมาก ทิ้งในถังขยะ เป็นการบ่งบอกว่า มีการทุจริตการเลือกตั้งขนานใหญ่ในพื้นที่นี้ เนื่องจากไม่มีการดำเนินการตามระเบียบ ดังนี้

    1.เอกสารต่าง ๆ ที่ใช้ในการเลือกตั้ง อาทิ แบบขีดคะแนน (ส.ส.11) รายงานผลการนับคะแนน (ส.ส. 5/18) แบบข้อมูลจำนวนบัตรเลือกตั้ง (ส.ส. 5/12) ต้องใส่ถุงพลาสติก และใส่คืนในหีบเลือกตั้ง

    2.หีบเลือกตั้งที่ใส่เอกสารต่าง ๆ ต้องปิดเทปกาวโดยรอบ พร้อมใส่สายรัด cable tie ของ กกต. และให้กรรมการลงชื่อในป้ายสายรัด

    เรื่องเหล่านี้ เป็นเรื่องใหญ่ที่ กกต. ต้องมีคำตอบและหาทางแก้ไข ถ้าผลการตรวจสอบพบว่า ไม่ใช่หน่วยเดียว แต่เกิดหลายหน่วย หรือ ไม่ใช่เขตเดียว แต่เป็นหลายเขต

    นอกจากเอาผิดทางอาญาแก่ผู้เกี่ยวข้องให้หลาบจำแล้ว

    เรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ อาจไม่พอ เพราะหีบบัตรไม่มี cable tie รัด บัตรในหีบอาจถูกเปลี่ยนใหม่แล้วก็ได้

    ต้องใบเหลือง เลือกตั้งใหม่หรือ ใบส้ม เลือกตั้งใหม่พร้อมให้ผู้สมัครที่เกี่ยวข้องออกจากสนาม

    อยากเห็น กกต.จัดการเลือกตั้งแบบมืออาชีพ ไม่ใช่ ส่งเสริมให้เกิดการโกงเลือกตั้งแบบมืออาชีพ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5587696/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gSdUwY1XPt_YiYVnGD9L4

  • อดีตไอดอล โปรไฟล์เริด เปิด 5 เงื่อนไข ประกาศหาคู่ ดูไม่ยากแต่ทำไมรอบแรกไม่ได้

    อดีตไอดอล โปรไฟล์เริด เปิด 5 เงื่อนไข ประกาศหาคู่ ดูไม่ยากแต่ทำไมรอบแรกไม่ได้

              อดีตไอดอล ประกาศหาคู่ชีวิต ตั้งเงื่อนไข 5 ข้อ ทำคนฮือฮา ชี้ทั้งสวยและเก่ง แต่เงื่อนไขเป็นมิตรสุด ๆ เผยแล้วทำไมหาคู่รอบแรกไม่เจอคนที่ใช่

    นัทสึพิ อดีตไอดอล
    ภาพจาก Instagram nats_upi

              กลายเป็นที่ฮือฮาและถูกพูดถึงอย่างมากบนโลกออนไลน์ไต้หวันเมื่อไม่นานมานี้ สำหรับ นัทสึพิ อดีตไอดอลสาวชาวญี่ปุ่น ที่ปัจจุบันอายุ 30 ปีแล้ว แต่ก็ยังครองตัวเป็นโสด แม้จะเคยประกาศหาคู่ไปรอบหนึ่งแล้วก็ตาม ซึ่งจากคุณสมบัติส่วนตัวของเธอก็ไม่น่าที่จะหาคู่ได้ยาก จนทำให้ผู้คนมากมายประหลาดใจ 

              โดยเว็บไซต์ TVBS เผยว่า นัทสึพิ มีหน้าตาน่ารัก เป็นถึงระดับอดีตไอดอล แถมยังมีสัดส่วนที่น่าดึงดูด สูง 157 เซนติเมตร หน้าอกคัพ E และจบการศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโตเกียว ด้วยคุณสมบัติระดับนี้เมื่อเทียบกับเงื่อนไข 5 ข้อที่เธอตั้งไว้ในการประกาศหาคู่รอบ 2 ทำเอาชาวเน็ตถึงกับอึ้ง และพูดถึงเรื่องนี้บน PTT ชุมชนออนไลน์ของไต้หวัน โดยส่วนมากเห็นพ้องกันว่าเงื่อนไขของเธอดูจะใจดีเกินไปมาก ๆ 

    นัทสึพิ อดีตไอดอล
    ภาพจาก Instagram nats_upi

    สำหรับเงื่อนไขที่เธอประกาศผ่าน X เพื่อหาคนที่จะมาเป็นคู่ชีวิตของเธอ มีดังนี้ 

              – ชายโสด

              – อายุ 24-37 ปี

              – สูง 168 เซนติเมตรขึ้นไป 

              – รายได้ต่อปี 5 ล้านเยนขึ้นไป (ราว 1 ล้านบาท)

              – จบการศึกษาจาก MARCH ขึ้นไป (หมายถึงกลุ่มมหาวิทยาลัยเอกชนชั้นนำ 5 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยเมจิ, มหาวิทยาลัยอาโอยามะ กาคุอิน, มหาวิทยาลัยริกเคียว, มหาวิทยาลัยชูโอ และมหาวิทยาลัยโฮเซ)
     

    นัทสึพิ อดีตไอดอล
    ภาพจาก Instagram nats_upi

    นัทสึพิ อดีตไอดอล
    ภาพจาก Instagram nats_upi

    นัทสึพิ อดีตไอดอล
    ภาพจาก Instagram nats_upi

              โดยชาวเน็ตหลายคนมองว่าเงื่อนไขของเธอดูเป็นมิตรสุด ๆ แถมยังชี้ว่ารายได้ 5 ล้านเยนที่เธอตั้งไว้ ก็คือเงินเดือนเฉลี่ยของชาวญี่ปุ่น บางคนยังนำมาเทียบกับสาว ๆ ในไต้หวันที่ต้องการคู่ที่มีรายได้สูงกว่านั้นด้วย และคิดว่าหากเธอยินดีแต่งงานกับผู้ชายไต้หวัน คงจะมีคนต่อคิวรอให้พิจารณาเพียบแน่ ๆ

    นัทสึพิ อดีตไอดอล
    ภาพจาก Instagram nats_upi

    นัทสึพิ อดีตไอดอล
    ภาพจาก Instagram nats_upi

    นัทสึพิ อดีตไอดอล
    ภาพจาก Instagram nats_upi

              แต่แม้เงื่อนไขจะดูง่าย ขอย้ำว่านี่คือการประกาศหาคู่รอบ 2 โดย นัทสึพิ เผยว่า รอบแรกนั้นมีคนสนใจ สมัครเข้ามามากกว่าพันคน แต่ท้ายที่สุดเธอก็ไม่สามารถหาคนที่เหมาะสมได้ เธอคิดว่าบางคนอาจจะแค่อยากมาลอง หรือสมัครเพราะอยากรู้อยากเห็นเท่านั้น ในขณะที่ตัวเธอนั้นจะไม่สนใจเลยหากเจอคนที่ไม่ได้คิดอยากจะคบกันอย่างจริงจัง ไม่ได้คิดจะแต่งงาน หรือหวังเพียงแค่เรื่องบนเตียงเท่านั้น 

    ขอบคุณข้อมูลจาก TVBS

    ขอบคุณภาพจาก Instagram nats_upi

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://hilight.kapook.com/view/251920&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10NPDHTRW1vURMIKXG-CnT

  • อัปเดต 31 สส.ปาร์ตี้ลิสต์ ปชน. เปิด 8 หน้าใหม่ ดันแทน 44 สส.ส้ม

    อัปเดต 31 สส.ปาร์ตี้ลิสต์ ปชน. เปิด 8 หน้าใหม่ ดันแทน 44 สส.ส้ม

    พรรคประชาชน (ปชน.) กำลังเผชิญความระส่ำระสายอย่างหนัก พลันที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติเอกฉันท์ชี้มูลความผิดอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ฐานผิดจริยธรรมร้ายแรง กรณีร่วมกันลงชื่อ และเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 

    โดยให้เหตุผลโดยสรุปว่า มีเจตนาลดทอนการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ การกระทำดังกล่าวเป็นการไม่ยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะส่งเรื่อง และความเห็นให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณาวินิจฉัยใน 30 วันนั้น

    อ่านข่าว: ฉบับเต็ม! ป.ป.ช.ฟันอดีต 44 สส.ก้าวไกล เจตนาลดความคุ้มครองสถาบันฯ

    ส่งผลให้ผู้สมัคร สส.ปชน.อย่างน้อย 10 คนที่อาจชนะการเลือกตั้ง จะต้องถูกส่งชื่อไปยังศาลฎีกา เพื่อพิจารณา โดยหากศาลฎีกาประทับรับฟ้อง จะต้องถูกหยุดปฏิบัติหน้าที่โดยอัตโนมัติ แบ่งเป็น 

    สส.บัญชีรายชื่อ 8 คน คือ

    1. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับ 1 
    2. น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับ 2
    3. นายรังสิมันต์ โรม ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับ 8
    4. นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับ 10
    5. นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับ 13
    6. นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับ 14
    7. นายวาโย อัศวรุ่งเรือง ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับ 16
    8. นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับ  20

    สส.แบบแบ่งเขต 2 คน คือ

    1. นายธีรัจชัย พันธุมาศ ผู้สมัคร สส.กทม.เขต 18
    2. นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ผู้สมัคร สส.กทม.เขต 33

    อ่านข่าว: เปิดรายชื่อ 10 ว่าที่ สส.ปชน.ส่ออดไปต่อ โดน ป.ป.ช.ฟันคดี 44 สส.

    โดยผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการจาก กกต. เมื่อวันที่ 8 ก.พ.69 ที่ผ่านมา คาดว่าพรรค ปชน.จะได้ สส.จำนวน 31 คน ในเมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด สส.บัญชีรายชื่อ ปชน.ไป 8 คน 

    ส่งผลให้ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ปัจจุบันเหลืออยู่ 23 คน ได้แก่

    1. นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค แคนดิเดตนายกฯลำดับที่ 3 ของพรรค ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 3
    2. นายเซีย จำปาทอง ปีกแรงงานของพรรค ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 4
    3. นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ทีมบริหาร The Professionals ด้านเศรษฐกิจใหม่ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 5
    4. น.ส.ณัฐยา บุญภักดี ทีมบริหาร The Professionals ด้านความมั่นคงของมนุษย์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 6
    5. นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ทีมบริหาร The Professionals ด้านเศรษฐกิจดิจิทัล ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 7
    6. นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรค ปชน. ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 9
    7. นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล แกนนำพรรค ทีมบริหารด้านเศรษฐกิจ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 11
    8. นายธีระ สุธีวรางกูร ที่ปรึกษาด้านกฎหมายพรรค ปชน. ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 12
    9. นายกิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ อดีตทหารเรือ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 15
    10. นายวิสุทธิ์ ตันตินันท์ อดีตเจ้าหน้าที่ UNDP ไทย ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 17
    11. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ทีมบริหารด้านเศรษฐกิจ ปชน. ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 18
    12. นายพูนศักดิ์ จันทร์จำปี ทีมบริหารด้านคุณภาพชีวิต ปชน. ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 19
    13. นายศุภโชติ ไชยสัจ ทีมบริหารด้านเศรษฐกิจพลังงานของพรรค ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 21
    14. นายประมวล สุธีจารุวัฒน ทีมบริหารด้านดิจิทัล ของพรรค ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 22
    15. นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทิดสกุล ตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 23
    16. นายกิตติชัย เตชะกุลวณิชย์ รองหัวหน้าพรรค ปชน. ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 24
    17. น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ แกนนำพรรคภาคใต้ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 25
    18. นายสรศักดิ์ สมรไกรสรกิจ ทีมบริหารด้านเศรษฐกิจของพรรค ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 26
    19. นายปิยรัฐ จงเทพ อดีต สส.กทม. ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 27
    20. น.ส.รักชนก ศรีนอก อดีต สส.กทม. ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 28
    21. นายรอมฎอน ปันจอร์ แกนนำขับเคลื่อนนโยบายความมั่นคง 3 จังหวัดชายแดนใต้ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 29
    22. นายเอกภพ สิทธิวรรณธนะ ทีมงานด้านความมั่นคงของมนุษย์ ปชน. ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 30
    23. นายธีรศักดิ์ จิระตราชู ทีมงานด้านการศึกษาพรรค ปชน. ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 31

    ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ที่จะเลื่อนขึ้นมาเพิ่มเติม 8 ลำดับ ได้แก่

    1. น.ส.ธนพร วิจันทร์ ปีกแรงงาน ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 32
    2. นายกรุณพล เทียนสุวรรณ รองโฆษกพรรค ปชน. ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 33
    3. นายณรงเดช อุฬารกุล อดีตประธาน กมธ.เกษตรฯ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 34
    4. น.ส.ชุติมา คชพันธ์ อดีตกรรมการ บจ.ส้มจี๊ด ธุรกิจของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตผู้ชำนาญการประจำตัว “เจี๊ยบ อมรัตน์” ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 35
    5. น.ส.ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ อดีต สส.เพื่อไทย บ้านใหญ่เชียงใหม่ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 36
    6. นายนพณัฐ มีรักษา หัวหน้าฝ่ายนโยบาย ปชน. ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 37
    7. นายรัชนาท วานิชสมบัติ อดีตข้าราชการท้องถิ่น ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 38
    8. นายนิธิกร บุญยกุลเจริญ หรือ “ปาล์ม” ผู้ร่วมก่อตั้ง 9Geek ร่วมกับ “เท้ง ณัฐพงษ์” ทีมยุทธศาสตร์ดิจิทัลของพรรค ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 39

    ส่วนผู้สมัคร สส.เขต 2 คนของพรรค ปชน.คือ นายธีรัจชัย พันธุมาศ ผู้สมัคร สส.กทม.เขต 18 และนายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ผู้สมัคร สส.กทม.เขต 33 ที่ถูกกล่าวหาในคดี 44 สส.ก้าวไกลนั้น หากศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุด กกต.จะต้องดำเนินการจัดเลือกตั้งใหม่

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1220533&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SFR0HJc24rFA5qHQz0ARa

  • ‘ภูมิใจไทย’ เร่งเครื่องนโยบาย 10 Plus ‘เอกนิติ’ฟื้นเชื่อมั่นกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ‘ภูมิใจไทย’ เร่งเครื่องนโยบาย 10 Plus ‘เอกนิติ’ฟื้นเชื่อมั่นกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ผลการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 ไม่เป็นทางการชัดเจนถึงการที่ พรรคภูมิใจไทย จะเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล โดยพรรคภูมิใจไทยได้หาเสียงนโยบายเศรษฐกิจ “10 Plus” ที่จะปรับมาเป็นนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า แนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลังการเลือกตั้งมีความจำเป็นดำเนินงานพร้อมกัน 3 ด้าน คือ การฟื้นตัวเศรษฐกิจระยะสั้น การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้เติบโตระยะยาว และการกระจายรายได้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของนโยบาย “10 Plus” ที่ตั้งใจดำเนินการ

    ส่วนการลงทุนภาครัฐที่ต้องรองบประมาณปี 2570 ที่อาจล่าช้าจากกระบวนการรับรองผลการเลือกตั้ง โดยจะใช้กลไก “BOI Fast Pass” ของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มาปลดล็อกการลงทุนภาคเอกชนที่รอการอนุมัติ 480,000 ล้านบาท เพื่อให้เงินไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจทันทีจะช่วยการฟื้นตัวระยะสั้นและสร้างการเติบโตระยะยาวพร้อมกัน

    ทั้งนี้ จะเร่งเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจภายในปี 2569 ซึ่งไม่ต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติมและดำเนินการต่อเนื่องได้ทันที โดยไม่ติดข้อจำกัดกฎหมาย

    นอกจากนี้ ได้วางยุทธศาสตร์ใน 3 ภาคส่วนหลักเพื่อดึงดูดนักลงทุนและเพิ่มรายได้ประเทศ ได้แก่ 

    1. เกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture) นำเทคโนโลยีมาใช้ลดต้นทุนและยกระดับสินค้าเกษตรให้เป็นระดับพรีเมียม เพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรมอาหารในตลาดโลก 

    2. อุตสาหกรรมสมัยใหม่ สานต่อการลงทุนในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และสมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์ 

    3. ภาคบริการระดับพรีเมียม ยกระดับการท่องเที่ยวไปสู่กลุ่มที่มีมูลค่าสูง เช่น อุตสาหกรรม Wellness และการท่องเที่ยวสมัยใหม่

    “การลงทุนผ่าน BOI Fast Pass จะดำเนินการต่อเนื่อง ซึ่งรัฐบาลปัจจุบันยังอยู่ ผมยังเป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และยังกำกับ BOI”

    งบประมาณปี 70 ล่าช้า 1-2 เดือน

    สำหรับความกังวลงบประมาณปี 2570 ล่าช้า นายเอกนิติ ชี้แจงว่าได้เตรียมจัดทำงบประมาณแล้วตั้งแต่ก่อนยุบสภา หากโครงสร้างรัฐบาลใหม่ไม่ปรับมากเชื่อว่าจะไม่ล่าช้าและสานต่อได้ทันทีเพราะความต่อเนื่องเป็นกุญแจสำคัญสุด

    “หากตั้งรัฐบาลได้เร็วงบประมาณจะเริ่มใช้เดือน พ.ย.หรือ ธ.ค.2569 ในช่วงรอรัฐบาลใหม่ รัฐบาลชุดปัจจุบันยังเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการเดิมต่อเนื่อง เช่น SME Clinic Boost และการทำงานร่วมกับภาคเอกชน (กกร.) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน”

    ลุยคนละครึ่งพลัส เฟส 2

    ด้านนโยบายที่เป็นที่จับตามองอย่าง “คนละครึ่งพลัส” นายเอกนิติ ยืนยันว่า จะสานต่อและเตรียมความพร้อมรอรัฐบาลใหม่ โดยจะเพิ่มเงื่อนไขการ “เพิ่มทักษะ” (Reskill/Upskill) ให้ผู้ร่วมโครงการ ซึ่งผลการทดลองระยะสั้นก่อนหน้านี้พบร้านค้าที่ผ่านการอบรมมีรายได้เพิ่มขึ้นชัดเจนจาก 10,000 บาท เป็น 50,000 บาทต่อเดือน

    ทั้งนี้ เป้าหมายเฟส 2 ยังเน้นกระจายรายได้สู่ร้านค้าขนาดย่อมไม่ให้ร้านค้าใหญ่เข้าร่วม เพื่อให้เงินกระจายสู่ต่างจังหวัด และจะเปิดให้ลงทะเบียนรอบใหม่สำหรับกลุ่มผู้ตกหล่นรอบที่แล้ว รวมถึงกลุ่มเดิมยังได้รับสิทธิ์ และใช้งบประมาณปี 2569 หรือ 2570 ขึ้นกับระยะเวลาตั้งรัฐบาล

    “ปลัดคลัง” รับนโยบายเคลื่อนเศรษฐกิจ 

    นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจหลังการเลือกตั้ง ซึ่งพรรคภูมิใจไทยจะเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลและวางตัวนายเอกนิติ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยกระทรวงการคลัง พร้อมสนองนโยบายที่เคยติดขัดช่วงรอยต่อทางการเมืองให้เดินหน้าได้ทันที

    ส่วนนโยบาย “คนละครึ่งพลัส” จะดำเนินการเฟส 2 ตามที่พรรคภูมิใจไทยประกาศไว้ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยช่วงปลายปี 2568 กระตุ้น GDP ถึง 0.3% โดยงบประมาณวงเงิน 44,000 ล้านบาท จะเพียงพอหรือไม่ จะดูรายละเอียดอีกครั้ง

    “เชื่อว่า รองนายกฯเอกนิติ เห็นภาพเหล่านี้อยู่แล้ว ว่าสามารถดำเนินการได้มากน้อยเพียงใด และต้องไปขับเคลื่อนเศรษฐกิจเครื่องยนต์ใดบ้าง ยืนยันว่า โครงการคนละครึ่ง พลัส เฟส 2 จะต้องเดินหน้าแน่นอน“

    เดินหน้ามาตรการ TISA

    ส่วนโครงการบัญชีการออมการลงทุนส่วนบุคคล (Thailand Individual Savings Account หรือ TISA) จะผลักดันต่อเพราะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างทางเลือกสำหรับการออมและการลงทุนระยะยาว แม้ที่ผ่านมาจะมีประเด็นเห็นต่างในรายละเอียดบางส่วน แต่เชื่อว่าหากมีการปรับปรุงให้เหมาะสมจะสามารถเดินหน้าต่อได้เพื่อประโยชน์ของผู้ออมรายย่อย

    นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ซึ่งเป็นโครงการที่ประชาชนให้ความสนใจและมีการเตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้ว ซึ่งพร้อมดำเนินการได้ทันทีเมื่อมีรัฐบาลใหม่หรือภายใต้รัฐบาลรักษาการหากไม่ขัดต่อกฎหมาย

    เปิดนโยบาย 10 พลัสภูมิใจไทย

    สำหรับนโยบายเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทยได้หาเสียงไว้ภายใต้กลยุทธ์ “Thailand 10 Plus” โดยเน้นขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้หลุดพ้นจากภาวะชะลอตัว โดยตั้งเป้าหมาย GDP เติบโตไม่น้อยกว่า 3% (3% พลัส) ดังนี้

    1.) นโยบายเพื่อการเติบโตอย่างทั่วถึง (Inclusive Growth) เน้นดูแลคนตัวเล็กและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ประกอบด้วย ดังนี้ 

    นโยบายคนตัวเล็ก Plus มุ่งแก้ปัญหาปากท้องและลดภาระค่าครองชีพ เช่น นโยบายค่าไฟฟ้าต่ำกว่า 3 บาทต่อหน่วย สำหรับ 200 ยูนิตแรก ใช้วงเงินปีละ 63,000 ล้านบาท รวมทั้งเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ โดยเน้นผู้เข้าไม่ถึงเป็นจำนวนมาก ซึ่งต้องทบทวนสิทธิต้องเป็นผู้มีรายได้น้อยจริง ส่วนผู้ไม่เข้าข่ายจะถูกยกเลิกบัตร 

    นโยบายสูงวัย Plus เพื่อเตรียมรับมือสังคมผู้สูงอายุ โดยส่งเสริมให้มีงานและรายได้ เช่น มาตรการภาษีเพื่อจ้างงานผู้สูงอายุนำมาลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า (สูงสุด 30,000 บาท) การลดหย่อนภาษีเงินได้ให้ผู้สูงอายุ และการสร้างศูนย์ดูแลผู้สูงอายุครบวงจรทั่วประเทศ 

    นโยบายชุมชน Plus มุ่งสร้างความเข้มแข็งระดับท้องถิ่นให้มีงานทำงานและมีรายได้ในถิ่นฐานบ้านเกิดโดยไม่ต้องย้ายถิ่นฐาน

    นโยบาย SME Plus สนับสนุน SME ไทยผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เสริมสภาพคล่องด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และมีกลไกค้ำประกันสินเชื่อใหม่ ส่วนนโยบายธุรกิจ Plus จะส่งเสริมธุรกิจขนาดใหญ่ให้เติบโตควบคู่การสนับสนุนเศรษฐกิจฐานราก

    เพิ่มขีดความสามารถการแข่ง

    2.) นโยบายเพื่อการเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน (Competitive Growth) โดยเน้นปฏิรูปโครงสร้างเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของประเทศระยะยาว ดังนี้

    นโยบายการศึกษาเท่าเทียม Plus (Skill Bridge) เน้นเรียนฟรีมีงานทำและเพิ่มทักษะ (Upskill/Reskill) สอดคล้องตลาดงานยุคใหม่

    นโยบายเศรษฐกิจสีเขียว Plus (Green Economy) เร่งเป้าหมาย Net Zero เร็วขึ้นเป็นปี 2050 ส่งเสริมพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์ชุมชน และโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ

    นโยบายเศรษฐกิจสีเขียว Plus เพิ่มมูลค่าสินค้าผลิตรักษ์โลก ซึ่งจะต้องใช้มาตรการกฎหมายและมาตรฐานสีเขียว รวมถึงการเงินสีเขียว ตลาดทุนสีเขียว ตลาดแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิต

    นโยบายการลงทุน พลัสกระตุ้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานผ่านกองทุนรวมเพื่อโครงสร้างพื้นฐาน (Thailand Future Fund) เพื่อให้รัฐไม่ต้องกู้เงินเพิ่ม และไม่กระทบหนี้สาธารณะ 

    นโยบาย Trade Plus สำหรับหาตลาดใหม่สำหรับสินค้าสีเขียวและใช้ระบบ Barter Trade โดยเฉพาะการซื้ออาวุธหรืออุปกรณ์จากต่างประเทศที่ต้องเจรจาซื้อสินค้าเกษตรด้วย

    นโยบาย Thailand Plus หรือ BOI Fast Pass จะปรับปรุงกฎระเบียบภาครัฐให้อนุมัติไวเพื่ออำนวยความสะดวก และเร่งเงินลงทุนจากต่างชาติให้ลงสู่เศรษฐกิจเร็ว

    นโยบาย AI Plus นำเทคโนโลยี AI ใช้วิเคราะห์ข้อมูลและการเตือนภัยธรรมชาติ และสร้างทักษะด้าน AI ให้ประชาชนมากขึ้น

    เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น

    3.) มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการจัดการหนี้ (Quick Big Win) เป็นมาตรการที่เน้นผลสัมฤทธิ์รวดเร็ว โดยเดินหน้าคนละครึ่ง Plus เฟส 2 ต่อยอดการบริโภคในประเทศ และเพิ่มทักษะการค้าออนไลน์ให้ผู้ประกอบการ โดยใช้งบประมาณกลางที่เหลือ 30,000 ล้านบาท

    นโยบายปิดหนี้ไว ไปต่อได้ Plus สำหรับผู้ที่มีหนี้เสียวงเงินต่ำกว่า 100,000 บาท เพื่อปรับโครงสร้างหนี้และให้ความรู้การเงิน โดยใช้เงินกองทุน FIDF มาช่วยปรับโครงสร้างหนี้ควบคู่กับการให้ความรู้ทางการเงิน

    นโยบายตั้งกองทุนภัยพิบัติให้ทุกครัวเรือน โดยรัฐจ่ายค่าเบี้ยประกันให้ (1,000 บาทต่อครัวเรือน) หากเกิดภัยพิบัติ และ AI ตรวจพบข้อมูลจะจ่ายเงินเยียวยาทันที 100,000 บาท

    นโยบายส่งเสริมการออม (TiSA) พัฒนาบัญชีออมส่วนบุคคลที่ไม่เก็บภาษีเงินปันผลเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว โดยทบทวนมาตรการที่เคยเข้า ครม.ก่อนหน้านี้เพื่อสร้างการออมระยะยาวให้ประชาชนมีเงินใช้ยามเกษียณ

    ส่งเสริมลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย

    4.) อุตสาหกรรมเป้าหมายสร้างรายได้ จะดึงดูดการลงทุน 6 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ อาหารแห่งอนาคต (เช่น อาหารสัตว์เลี้ยง), Data Center และ Cloud Service, อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (แผ่นวงจร PCB), และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) พร้อมห่วงโซ่อุปทาน

    รวมทั้งผลักดัน BOI Fast Pass โดยปรับปรุงกฎระเบียบอำนวยความสะดวกให้นักลงทุนผ่านระบบ Fast Pass เพื่อเร่งรัดให้เม็ดเงินลงทุนที่อนุมัติการส่งเสริมการลงทุนแล้ว 480,000 ล้านบาท ให้ลงสู่ระบบเศรษฐกิจจริงเร็วที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1220535&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23-Te6GJNypVR6PCvXF8Y0

  • มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ จัดพิธีประสาทปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ปีการศึกษา 2568

    มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ จัดพิธีประสาทปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ปีการศึกษา 2568

    พลอากาศเอกชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นประธานในพิธีประสาทปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ ประจำปีการศึกษา 2568 โดยมี ภราดา ดร.บัญชา แสงหิรัญ นายกสภามหาวิทยาลัย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สิทธิพร ประวัติรุ่งเรือง อธิการบดีมหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ พร้อมคณะผู้บริหารและคณาจารย์ให้การต้อนรับ 

    ปัจจุบันมหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ จัดการเรียนการสอนใน 2 วิทยาเขตและ 1 ศูนย์การศึกษา คือ วิทยาเขตสะพานใหม่ กรุงเทพมหานคร วิทยาเขตรังสิต จังหวัดปทุมธานี และศูนย์การศึกษาจังหวัดนนทบุรี โดยปัจจุบันเปิดสอนระดับปริญญาตรี ระดับประกาศนียบัตรบัณฑิต ระดับปริญญาโท ระดับปริญญาเอก ใน 7 คณะ และ 1 วิทยาลัยนานาชาติ รวม 45 หลักสูตร 

    มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ ดำเนินงานตามพันธกิจหลัก คือ ด้านการผลิตบัณฑิต ด้านการวิจัย ด้านการบริการวิชาการแก่สังคม ด้านการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม และด้านการบริหารจัดการ สามารถผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ความสามารถ มีคุณธรรมจริยธรรม มีความรับผิดชอบต่อสังคม เป็นทรัพยากรบุคคลที่เป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติ 

    โดยในปีการศึกษา 2568 มีผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ จำนวน 1,257 คน เป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก จำนวน 41 คน ระดับปริญญาโท จำนวน 205 คน ประกาศนียบัตรบัณฑิต จำนวน 21 คน และระดับปริญญาตรี จำนวน 990 คน เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้องปทุมรัตน์ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ วิทยาเขตรังสิต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/2913283&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Wl5_93ZMCIj5PN2vj4hzl

  • เลขาธิการ กพฐ. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนสันกำแพง

    เลขาธิการ กพฐ. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนสันกำแพง

    เลขาธิการ กพฐ. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนสันกำแพง มอบนโยบายขับเคลื่อนการจัดการศึกษา

    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 16.00 น. ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและพบปะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โรงเรียนสันกำแพง เพื่อมอบนโยบายและแนวทางในการขับเคลื่อนการจัดการศึกษา โดยมี นายเทอดเกียรติ ยามโสภา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ พร้อมด้วย รองผู้อำนวยการโรงเรียนสันกำแพง ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้การต้อนรับ ณ ห้องประชุมโรงเรียนสันกำแพง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่

    ในการนี้ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้มอบนโยบายและหลักคิดในการทำงาน โดยเน้นการยึดหลักราชการ บูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน ถือผู้เรียนเป็นสำคัญ ก้าวทันเทคโนโลยี มีจิตอาสา พัฒนาอย่างต่อเนื่อง รุ่งเรืองด้วยคุณธรรม เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง และแสดงความจงรักภักดี เพื่อยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทและการเปลี่ยนแปลงของสังคมในปัจจุบัน

    นอกจากนี้ ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี ยังได้พบปะพูดคุยกับครูผู้สอนและนักเรียน พร้อมให้กำลังใจและข้อเสนอแนะในการจัดการเรียนการสอน ตลอดจนสร้างแรงบันดาลใจแก่นักเรียนในการเรียนรู้ การตั้งเป้าหมายในชีวิต และการพัฒนาตนเองอย่างรอบด้าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3879846/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21FHUlW5jy3RErKpca1XLL

  • ‘โอฬาร’ เตือนด้อมส้ม หลังแพ้เลือกตั้ง หยุดค่านิยมอภิสิทธิ์คนเมือง ต่อต้านคนส่วนใหญ่

    ‘โอฬาร’ เตือนด้อมส้ม หลังแพ้เลือกตั้ง หยุดค่านิยมอภิสิทธิ์คนเมือง ต่อต้านคนส่วนใหญ่

    9 ก.พ.2569-รศ.ดร.โอฬาร ถื่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ ม.บูรพา ให้ความเห็นผ่านฟซบุ๊ก ระบุว่าผลการเลือกตั้งที่พรรคประชาชนสามารถครองที่นั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในกรุงเทพมหานครได้อย่างเบ็ดเสร็จ แต่กลับพ่ายแพ้อย่างย่อยยับในต่างจังหวัดมวลชนผู้สนับสนุนพรรคประชาชนควรมีจุดตั้งต้นของการทบทวนเชิงโครงสร้างว่าเหตุใดฐานสนับสนุนจึงกระจุกตัวอยู่เพียงในพื้นที่เมืองใหญ่

    ทว่าแทนที่มวลชนและผู้สนับสนุนบางส่วนจะใช้ผลการเลือกตั้งเป็นบทเรียนทางการเมือง กลับปรากฏท่าทีที่เลือกอธิบายความพ่ายแพ้ผ่านการดูหมิ่นประชาชนในต่างจังหวัด

    ทัศนคติดังกล่าวสะท้อนกรอบความคิดแบบ “อภิสิทธิ์ทางปัญญาของคนเมือง” (urban intellectual superiority) ที่เชื่อโดยปริยายว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพมหานครคือกลุ่มคนที่มีเหตุผล มีการศึกษา และเข้าใจประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

    ในขณะที่ประชาชนในต่างจังหวัดถูกลดทอนให้เป็นเพียงมวลชนที่ “โง่ จน และถูกชักจูงได้ง่าย” ไม่สามารถตัดสินใจทางการเมืองด้วยตนเองอย่างมีวิจารณญาณ

    วิธีคิดเช่นนี้ไม่แตกต่างจากวาทกรรมอำนาจนิยมที่ชนชั้นนำไทยใช้ดูแคลนประชาชนมาอย่างยาวนาน หากเพียงเปลี่ยนผู้พูดจากรัฐหรือชนชั้นนำดั้งเดิม มาเป็นมวลชนของพรรคการเมืองที่อ้างตนว่าเป็นตัวแทนประชาธิปไตยก้าวหน้า

    การอธิบายความพ่ายแพ้ด้วยการโทษ “ความโง่เขลา” ของคนต่างจังหวัด ไม่เพียงสะท้อนความล้มเหลวในการทำความเข้าใจบริบททางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองของพื้นที่นอกเมืองใหญ่ แต่ยังตอกย้ำความเหลื่อมล้ำเชิงวัฒนธรรมและศักดิ์ศรีของความเป็นพลเมืองอย่างรุนแรง

    ในทางกลับกัน ท่าทีดังกล่าวยิ่งเปิดโปงข้อจำกัดของการเมืองแบบศูนย์กลางเมือง ที่ไม่สามารถแปร “ความถูกต้องทางอุดมการณ์” ให้กลายเป็นความชอบธรรมในสายตาประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศได้

    การไม่ยอมรับว่าประชาชนในต่างจังหวัดมีเหตุผล มีประสบการณ์ และมีตรรกะทางการเมืองของตนเอง เท่ากับปฏิเสธหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตยเสียเอง กล่าวคือ การยอมรับความเสมอภาคของพลเมืองในการตัดสินใจทางการเมือง แม้ผลลัพธ์นั้นจะไม่สอดคล้องกับความคาดหวังของตนก็ตาม

    หากพรรคประชาชนและมวลชนผู้สนับสนุนยังคงยึดติดกับกรอบคิดที่มอง “กรุงเทพ คือ ศูนย์กลางของปัญญา” และมองประชาชนในต่างจังหวัดอย่างหยามหมิ่น ความพ่ายแพ้ทางการเมืองก็จะไม่ใช่อุบัติเหตุชั่วคราว หากแต่เป็นโครงสร้างความพ่ายแพ้ที่ผลิตซ้ำขึ้นจากทัศนคติแบบต่อต้านประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศอย่างไม่รู้ตัว.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/944968/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3I1Tgui2JBpOKRxS31AnoZ

  • มูดี้ส์คาดเศรษฐกิจมาเลเซียโต 4-4.5% ปีนี้ อานิสงส์การบริโภค-การลงทุนแกร่ง : อินโฟเควสท์

    มูดี้ส์คาดเศรษฐกิจมาเลเซียโต 4-4.5% ปีนี้ อานิสงส์การบริโภค-การลงทุนแกร่ง : อินโฟเควสท์

    สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ มูดี้ส์ เรทติ้งส์ (Moody’s Ratings) คาดการณ์ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ที่แท้จริงของมาเลเซีย จะขยายตัว 4-4.5% ในปี 2569 โดยได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของการบริโภคในภาคครัวเรือน แม้เศรษฐกิจเผชิญความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลก

    มูดี้ส์ระบุในรายงานที่เผยแพร่ในวันจันทร์ (9 ก.พ.) ว่า การบริโภคภายในประเทศของมาเลเซียจะได้รับปัจจัยหนุนจากอัตราว่างงานที่ต่ำ (2.9% ในเดือนพ.ย. 2568) รวมทั้งการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างที่แท้จริง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากนโยบายสนับสนุนรายได้ และอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำ

    ทั้งนี้ มูดี้ส์คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อของมาเลเซียโดยเฉลี่ยในปี 2569 จะอยู่ที่ 1.8%

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า มูดี้ส์ระบุว่าแนวโน้มอุปสงค์การลงทุนในมาเลเซียยังคงแข็งแกร่ง เนื่องจากการดำเนินโครงการระยะยาวหลายปีทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน โดยข้อมูลจากมูดี้ส์ระบุว่า การลงทุนในภาครัฐของมาเลเซียมุ่งเน้นไปที่โครงการด้านการขนส่ง พลังงาน และวิศวกรรมโยธาเป็นหลัก ในขณะที่มาเลเซียกำลังดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศในกลุ่มผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนศูนย์ข้อมูล

    มูดี้ส์ระบุว่า มาเลเซียมีแนวโน้มที่จะได้รับประโยชน์จากการเติบโตที่แข็งแกร่งของจำนวนนักท่องเที่ยวและความต้องการผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ แม้ว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและประเทศคู่ค้าหลักยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยง อันเนื่องมาจากสภาพเศรษฐกิจของมาเลเซียที่เป็นระบบเปิด

    นอกจากนี้ มูดี้ส์คาดการณ์ว่าธนาคารกลางมาเลเซียจะคงนโยบายการเงินแบบเป็นกลาง โดยให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับปัจจุบันที่ประมาณ 2.75% ในปี 2569 ซึ่งจะไม่เป็นอุปสรรคต่อความต้องการสินเชื่อ โดยมูดี้ส์คาดการณ์ว่าการเติบโตของสินเชื่อโดยรวมในระบบธนาคารของมาเลเซียจะอยู่ที่ประมาณ 5%

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (10 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/567820&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1X7rs2RvijOZnqbBLzRgPG