Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • บ้านเพปลุกพลังวัฒนธรรม เปิด “ลานเพลงพื้นถิ่นเมืองระยอง” ดันท่องเที่ยวเชิงสุขภาพยั่งยืน

    บ้านเพปลุกพลังวัฒนธรรม เปิด “ลานเพลงพื้นถิ่นเมืองระยอง” ดันท่องเที่ยวเชิงสุขภาพยั่งยืน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/129227&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lmcRZzsr128kZbh48UueX

  • ปลัดกระทรวงท่องเที่ยวฯ นำคณะเยือนญี่ปุ่น ถอดบทเรียน “DMOs” ต้นแบบบริหารแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก ปักธงปฏิรูปโครงสร้างท่องเที่ยวไทยสู่ความยั่งยืน

    ปลัดกระทรวงท่องเที่ยวฯ นำคณะเยือนญี่ปุ่น ถอดบทเรียน “DMOs” ต้นแบบบริหารแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก ปักธงปฏิรูปโครงสร้างท่องเที่ยวไทยสู่ความยั่งยืน

    ปลัดกระทรวงท่องเที่ยวฯ นำคณะเยือนญี่ปุ่น ถอดบทเรียน “DMOs” ต้นแบบบริหารแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก ปักธงปฏิรูปโครงสร้างท่องเที่ยวไทยสู่ความยั่งยืน


    13/02/2569 | 62 |

    โอซากา ญี่ปุ่น – เมื่อวันที่ 10–12 กุมภาพันธ์ 2569
    นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมคณะทำงาน เดินทางเยือนประเทศญี่ปุ่น เพื่อเข้าร่วมการประชุมคณะทำงานวิชาการด้านการท่องเที่ยวระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และสถาบันวิจัยด้านการขนส่งและการท่องเที่ยวญี่ปุ่น (JTTRI-AIRO) สำนักงานภูมิภาคอาเซียน–อินเดีย ครั้งที่ 6 ภายใต้หัวข้อ “The Mission and Role of DMOs”

    การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อศึกษาแนวทางการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวของญี่ปุ่นผ่านกลไก Destination Management Organizations (DMOs) ซึ่งถือเป็นต้นแบบระดับโลกในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งนำบทเรียนความสำเร็จมาปรับใช้กับประเทศไทย เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยให้เติบโตควบคู่กับชุมชน และยกระดับความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวในระดับทวิภาคี

    ถอดบทเรียน “คุมาโนะ” ต้นแบบ DMO เอกชนแห่งแรกของญี่ปุ่น

    หนึ่งในไฮไลท์สำคัญของการศึกษาดูงานครั้งนี้ คือการเรียนรู้รูปแบบการบริหารจัดการของ สำนักงานส่งเสริมการท่องเที่ยวคุมาโนะเมืองทานาเบะ (Tanabe City Kumano Tourism Bureau) ซึ่งเป็น DMO เอกชนแห่งแรกของญี่ปุ่น ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2006

    องค์กรดังกล่าวถูกพัฒนาขึ้นภายหลังเมืองทานาเบะมีการขยายพื้นที่จากการรวมเทศบาลในปี 2005 และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมของ UNESCO ตั้งแต่ปี 2004

    ต้นแบบนี้สะท้อนให้เห็นถึงการปรับโครงสร้างจากหน่วยงานส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบดั้งเดิม สู่การเป็นองค์กรบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวที่มีบทบาทครบวงจร ทั้งด้านการพัฒนาและบริหารพื้นที่ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การตลาด การกำหนดมาตรฐานที่พักและบริการ ตลอดจนการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และชุมชนท้องถิ่น

    โดยให้ความสำคัญกับ “ความสุขของคนในพื้นที่” การมีส่วนร่วมของคนทั้งเมือง การกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม และการอนุรักษ์ทรัพยากร ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่ประเทศไทยต้องการนำมาประยุกต์ใช้

    ชุมชนอะกิสึโนะ พลิกฟื้นเศรษฐกิจด้วย “ท่องเที่ยวสีเขียว”

    คณะทำงานยังได้เรียนรู้การปรับตัวของชุมชน อะกิสึโนะ ซึ่งเดิมพึ่งพาอาชีพเกษตรกรรม แต่เมื่อโครงสร้างประชากรเปลี่ยนแปลง แรงงานวัยหนุ่มสาวลดลง และราคาพืชผลตกต่ำ ชุมชนจึงปรับกลยุทธ์โดยนำการท่องเที่ยวเข้ามาเสริมเศรษฐกิจ

    ชุมชนได้พัฒนาแนวทาง Green Tourism ผ่านกิจกรรม Farmstay อาหารจากวัตถุดิบสดใหม่ และประสบการณ์ทางการเกษตรที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตจริง จนสามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจท้องถิ่นได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

    บทบาท DMOs ภาคเอกชน: สนามบินนันกิชิราฮามะกับการขับเคลื่อนภูมิภาค

    อีกหนึ่งกรณีศึกษาที่น่าสนใจ คือบทบาทของบริษัท นันกิชิราฮามะ แอร์พอร์ต จำกัด ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานระดับภูมิภาคในการกระตุ้นการท่องเที่ยว ดึงดูดการลงทุน และสร้างระบบรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล

    สะท้อนให้เห็นว่าการจัดการท่องเที่ยวที่ประสบความสำเร็จ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และการบริหารจัดการเชิงยุทธศาสตร์อย่างแท้จริง

    ปักธงทิศทางใหม่ของท่องเที่ยวไทย “คุณภาพมากกว่าปริมาณ”

    การเดินทางเยือนญี่ปุ่นในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการกำหนดทิศทางใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ที่มุ่งเน้น “คุณภาพมากกว่าปริมาณ” พร้อมขับเคลื่อนบทบาทของประเทศไทยสู่การเป็นผู้ประสาน ส่งเสริม และบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เพื่อส่งมอบคุณค่าและประสบการณ์ที่ดีคืนสู่สังคมและชุมชนอย่างแท้จริง

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/161543


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/476072&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xO34Hf4lVCKcM2wviobrE

  • เปิดไอเดียมอบของขวัญ’วาเลนไทน์’ในยุคเศรษฐกิจฝืด แต่ความหวานก็ยังต้องมี | เดลินิวส์

    เปิดไอเดียมอบของขวัญ’วาเลนไทน์’ในยุคเศรษฐกิจฝืด แต่ความหวานก็ยังต้องมี | เดลินิวส์

    ในยุคที่ “เศรษฐกิจฝืดเคือง” แต่ยังอยากรักษาความหวานไว้ เทรนด์ของขวัญวาเลนไทน์ปี 2026 นี้ ของคนรุ่นใหม่จึงเริ่มเปลี่ยนจากของแบรนด์เนมราคาสูง มาเป็นของที่ “เน้นคุณค่าทางใจ” และ “ใช้งานได้จริง” ในราคาสบายกระเป๋า

    โดยไอเดียของขวัญมาแรงที่ตอบโจทย์ยุคประหยัดนี้ สามารถเลือกสรรได้หลายรูปแบบ 

    1. Digital Gift & Subscription (ของขวัญสายดิจิทัล)

    โดยไม่ต้องเสียค่าส่ง ไม่ต้องซื้อห่อของขวัญ และสามารถใช้งานได้ทุกวัน เช่น

    • หารค่า Subscription: จ่ายค่า Netflix, Spotify Family, หรือ Disney+ ให้เป็นรายปี หรืออัปเกรด YouTube Premium ให้คู่ของคุณ เป็นของขวัญที่ “ได้ใช้จริง” และช่วยลดค่าใช้จ่ายรายเดือนของเขาได้ด้วย

    • E-Voucher ร้านอาหาร: ซื้อดีลส่วนลดล่วงหน้าจากแอปฯ ต่างๆ เพื่อไปทานข้าวด้วยกันในราคาที่คุ้มค่ากว่าวอล์กอิน

    2. Time & Effort Gift (ของขวัญที่ใช้ใจทำ)

    คนรุ่นใหม่มองว่า “เวลา” มีค่ามากกว่าเงินทอง ฉะนั้น

    • Love Coupon (คูปองความรัก) เอาอกเอาใจ ทำสมุดคูปองทำมือ เช่น คูปองนวดไหล่ 30 นาที, คูปองล้างจาน 1 อาทิตย์, คูปองตามใจ 1 วัน น่าจะเป็นของขวัญที่น่ารักและสร้างรอยยิ้มได้โดยไม่ต้องใช้เงิน

    • Playlist พิเศษ จัดลิสต์เพลงใน Spotify หรือ YouTube ที่รวมเพลงที่มีความหมายระหว่างคุณสองคน พร้อมเขียนคำอธิบายสั้นๆ ในแต่ละเพลง

    3. DIY & Minimalist (ทำเองแบบมินิมอล)

    ของแฮนด์เมดที่มีชิ้นเดียวในโลก

    • LEGO / Nano Block ชุดเล็ก แทนที่จะซื้อดอกไม้สดราคาแพงที่เหี่ยวไว การซื้อตัวต่อเลโก้ดอกไม้ชุดเล็กมานั่งต่อด้วยกัน เป็นกิจกรรมที่สนุกและได้ของตั้งโชว์ที่อยู่ได้ตลอดไป

    • Photo Book / Frame พิมพ์รูปคู่ที่ถ่ายกันในมือถือออกมาใส่กรอบเล็กๆ หรือทำเป็นสมุดภาพทำมือ (Scrapbook) ซึ่งมีมูลค่าทางจิตใจสูงมากในราคาหลักร้อย

    4. ของขวัญสาย Practical & Wellness

    เน้นของที่ช่วยให้ชีวิตประจำวันดีขึ้น

    • แก้วเก็บอุณหภูมิ (Tumbler) แบรนด์ทางเลือกที่ราคาไม่แรงแต่ดีไซน์สวย ช่วยให้แฟนพกน้ำไปดื่มที่ทำงาน ช่วยประหยัดค่ากาแฟ/ค่าน้ำได้ในระยะยาว

    • Home Spa Kit ซื้อที่มาร์กหน้า หรืออโรม่าราคาเบาๆ มาทำสปาให้กันที่บ้าน แทนการไปเข้าร้านสปาแพงๆ

    5. เทรนด์ Home Cooking Date

    แทนที่จะไปแย่งกันกินข้าวในร้านที่อัปราคาช่วงวาเลนไทน์

    • วัตถุดิบทำมื้อพิเศษ ซื้อวัตถุดิบมาทำสเต็กหรือพาสต้ากินกันเองที่บ้าน เปิดเพลงเบาๆ จุดเทียนหอม (ราคาหลักสิบ) สร้างบรรยากาศโรแมนติกได้มากกว่าและประหยัดกว่าหลายเท่าครับ

    อย่างไรก็ตาม ในปีนี้คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับ “ความจริงใจ” มากกว่ามูลค่า การบอกรักตรงๆ พร้อมของเล็กน้อยที่แสดงว่าเราใส่ใจรายละเอียดของเขา คือสิ่งที่มัดใจได้ดีที่สุดในยุคเศรษฐกิจแบบนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5599089/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YIVenCwvQ2ydwUbNRDN-l

  • ฝากการบ้าน 2 กระทรวงเศรษฐกิจ “พลังงาน-อุตสาหกรรม”

    ฝากการบ้าน 2 กระทรวงเศรษฐกิจ “พลังงาน-อุตสาหกรรม”

    หลังการเลือกตั้ง 8 ก.พ.ที่ผ่านมา คนไทยทั้งประเทศ คงได้เห็นเค้าลางพรรคการเมืองที่จะมาร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ที่ประเมินกันตามไทม์ไลน์ที่คาดการณ์กันว่า รัฐบาลผสมชุดใหม่ จะเข้ามานับหนึ่งบริหารประเทศได้ในเดือนมิ.ย.นี้

    โดยปี 2569 นี้ ถือเป็นปีหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศไทย ที่เกิดขึ้นท่ามกลางความผันผวนของโลกในทุกมิติ ทั้งด้านความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ ภาวะเศรษฐกิจโลก และแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม จากเป้าหมาย Net Zero ปี 2593 ฯลฯ 

    สิ่งเหล่านี้ย่อมส่งผลต่อการกำหนดนโยบายของกระทรวงพลังงาน ที่ต้องมีทิศทางเดินหน้าได้จริง และเกิดประโยชน์ต่อประชาชนในทุกระดับ

    เพราะต้องยอมรับว่า กระทรวงพลังงาน แม้เป็นกระทรวงด้านเศรษฐกิจขนาดเล็ก มีงบประมาณปีละ 3,000-4,000 ล้านบาท แต่หากคลี่เนื้อในดูแล้ว ต้องยอมรับว่าเป็นกระทรวงเกรดเอ ที่มีทรัพยากรและผลประโยชน์ด้านสัมปทานพลังงานขนาดเอกอุ มูลค่ามหาศาลยิ่งกว่าขุมทรัพย์แห่งเพชรพระอุมาเลยทีเดียว เป็นที่หมายตาของบรรดานักการเมืองจากทุกพรรค ต่างอยากเข้ามานั่งบริหารจัดการขุมทรัพย์แห่งนี้

    ดังนั้น โจทย์ยากที่เป็นเผือกร้อนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ คือต้องมาปล้ำผีลุกปลุกผีนั่ง นโยบาย Flagship (เรือธง) ของกระทรวงพลังงาน เพื่อขับเคลื่อนนโยบายภายใต้แนวคิด “เปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างสมดุล” ประกอบด้วย 4 นโยบาย ประกอบด้วย

    1. เพิ่มการจัดหาพลังงานในประเทศในปีนี้ เพราะนอกจากที่กระทรวงพลังงานให้ความสำคัญต่อการกระจายแหล่งเชื้อเพลิง เพื่อลดความเสี่ยงอันเกิดจากการความผันผวนจากสถานการณ์โลก ซึ่งกระทรวงพลังงานให้ความสำคัญต่อการเพิ่มการจัดหาพลังงานจากในประเทศผ่านการเร่งเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบที่ 26 ในพื้นที่ทะเลฝั่งอันดามัน ควบคู่กับการผลักดันประกาศผลผู้ชนะการสำรวจรอบที่ 25 พื้นที่บนบก ที่อยู่ระหว่างรอการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ รวมถึงขยายความร่วมมือในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย – มาเลเซีย (เจดีเอ) เพื่อให้ประเทศไทยมีฐานพลังงานที่มั่นคง ยืดหยุ่นและสามารถบริหารจัดการได้อย่างเป็นระบบ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

    2. ประกาศใช้แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ ที่อยู่ระหว่างการเดินหน้าจัดทำแผน PDP ฉบับใหม่ ให้สอดคล้องกับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แผน PDP ฉบับใหม่ได้มีการนำปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการผลิตและการใช้ไฟฟ้าของประเทศ เข้ามาเป็นปัจจัยสำคัญในการวางแผน อาทิ เทคโนโลยีด้านพลังงานรูปแบบใหม่ การรองรับ Data Center และการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศ การพิจารณาด้านราคาค่าไฟฟ้าที่เหมาะสม ที่ไม่เป็นอุปสรรคต่อการแข่งขันของประเทศ การเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดรองรับเป้า Net Zero ที่เร็วขึ้นกว่า 15 ปี เพื่อให้แผน PDP ฉบับใหม่เป็นกลไกสำคัญในการวางรากฐานระบบไฟฟ้าของประเทศ และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวต่อไป

    3. ปรับกฎระเบียบด้านพลังงานรองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน คือ การเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตและใช้พลังงานสะอาดได้อย่างยืดหยุ่นและเป็นธรรม ในปีนี้ กระทรวงพลังงานมีการเดินหน้าพัฒนากรอบกฎหมายรองรับการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง หรือมาตรการ Direct PPA เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานสะอาดที่ระบุแหล่งที่มาได้อย่างชัดเจน

    “เพราะจุดนี้ถือเป็นกุญแจสำคัญในการดึงดูดการลงทุนใหม่ในประเทศ และถือเป็นการสร้างจุดแข็งใหม่ของประเทศอย่างชัดเจน”

    4. เร่งจัดสรรเงินกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานปี 2569 การลงทุนด้านพลังงาน ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม มีประสิทธิภาพ กระทรวงพลังงานจึงต้องจัดสรรเงินกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อให้เป็นกลไกหลักที่สร้างการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน รวมถึงประชาชน ถือเป็นหนึ่งในช่องทางการสนับสนุนการปรับตัวของประเทศในการรองรับเป้าหมายใหม่ด้านสิ่งแวดล้อมของโลกอีกทางหนึ่ง

    ทั้งหมดทั้งมวลนี้ จึงเป็นการบ้านที่ รมว.พลังงานคนใหม่ ต้องรับไปดำเนินการเพื่อผลประโยชน์ของคนไทยทั้งประเทศ

    ขณะเดียวกัน ในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรม ที่เป็นกระทรวงเกรดซีในสายตาของพรรคการเมือง รมว.อุตสาหกรรมคนใหม่ ก็มีวาระเร่งด่วนที่ไม่มีเวลาเรียนรู้งานใดๆ เพราะต้องเข้ามา รีสตาร์ตความสามารถแข่งขันของประเทศทั้งระบบผ่านยุทธศาสตร์สำคัญๆ อาทิ

    1. เร่งพลิกฟื้นดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) และอัตราการใช้กำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรม (CapU) ให้กลับมาเป็นฟันเฟืองเศรษฐกิจ เพราะขณะนี้ MPI หดตัวต่ำกว่าศักยภาพการผลิตของประเทศไทยมานานหลายปี

    ขณะที่ CapU ก็มีอัตราที่ต่ำกว่าระดับคุ้มทุนในหลายๆ อุตสาหกรรม, โรงงานอุตสาหกรรมมีคำสั่งซื้อ แต่ไม่กล้าลงทุนเพิ่มเพื่อรองรับคำสั่งซื้อ (ออเดอร์) เพราะต้นทุนการผลิตยังมีความผันผวน ทั้งจากปัญหาค่าเงินบาท ภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์

    โดยมาตรการเร่งด่วน อาจแบ่งเป็นการแยกรายกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น กลุ่มที่ฟื้นเร็ว กลุ่มที่ฟื้นช้า / กลุ่มที่เสี่ยงถดถอย แล้วใช้นโยบายเข้าไปช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม, การใช้มาตรการ Super Tax Deduction กระตุ้นการเดินเครื่อง-อัปเกรดไลน์ผลิต, ดึงคำสั่งซื้อภาครัฐ (Local Content) เข้าโรงงานในไทยเพื่อดัน CapU ระยะสั้น

    รวมทั้งการเชื่อมโยงกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนใหม่ๆ เพราะหากมีการลงทุนก็จะมีการใช้กำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรม สะท้อนไปยังเกิดการจ้างงานใหม่ เพื่อกระตุ้นวงจรเศรษฐกิจ สศอ. กสอ. ให้ลงทุนใหม่

    2. ปลดล็อกเอสเอ็มอี ให้สินค้าเอสเอ็มอีของประเทศไทยแข่งขันกับสินค้านำเข้าราคาต่ำให้ได้ โดยเฉพาะการสนับสนุนให้เข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น

    3. กำหนดมาตรการรับมือสินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศที่เข้ามาตีตลาดผู้ผลิตไทย เพราะเป็นปัญหาใหญ่ เช่น สินค้าจีนและอีกหลายๆ ประเทศทะลักเข้ามาในไทย เกิดการตัดราคา ทำลายโครงสร้างการผลิตในประเทศ โดยโรงงานอุตสาหกรรมของไทยทยอยปิดกิจการ ส่งผลให้แรงงานตกงาน

    4. ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมสู่ New S-Curve + Green Industry ถือเป็นโจทย์ใหม่ เพราะปัจจุบันโลกไม่ต้องการของถูกอย่างเดียว แต่ต้องการสินค้าสะอาด มีเทคโนโลยี ตรวจสอบแหล่งที่มาได้ โดยภารกิจนี้ ต้องเร่งอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ รถยนต์ไฟฟ้า, แบตเตอรี่, เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูง, การสนับสนุนโรงงานอุตสาหกรรมเข้าสู่ Green Factory และเน็ตซีโร่ และจัดตั้งกองทุน Industrial Transformation Fund เพื่อให้โรงงานอุตสาหกรรมรุ่นเก่าขอสินเชื่อไปปรับปรุงกิจการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/experts_pool/columnist/2914121&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1v-IGCpIYf9EJffr4Tai3f

  • ‘บิ๊กซี’ อ้อนรัฐบาลใหม่หนุน ‘คนละครึ่งพลัส’ จับจ่ายห้างฯใหญ่ได้ ชี้ กระตุ้นกำลังซื้อเร็ว

    ‘บิ๊กซี’ อ้อนรัฐบาลใหม่หนุน ‘คนละครึ่งพลัส’ จับจ่ายห้างฯใหญ่ได้ ชี้ กระตุ้นกำลังซื้อเร็ว

    ทั้งนี้ต้องการให้รัฐบาลใหม่ผลักดัน ‘คนละครึ่งพลัส’ ให้สามารถจับจ่ายในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ได้จะช่วยกระตุ้นเงินหมุนเวียน โดยที่ผ่านมามองว่าโครงการคนละครึ่งพลัส มุ่งเน้นไปที่ร้านค้าในชุมชน และโชห่วยอย่างเดียว โดยบิ๊กซีมองว่าหากรัฐบาลพิจารณาเปิดโอกาสให้ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่เข้าร่วมโครงการได้โดยตรงจะเป็นตัวช่วย สำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจ เนื่องจากบิ๊กซีมีฐานสมาชิกจำนวนมหาศาลถึง 22 ล้านราย และมีกลุ่มลูกค้าประจำกว่า 10 ล้านราย ที่เข้ามาใช้บริการเฉลี่ยถึง 90 ครั้งต่อปี หากเม็ดเงินจากโครงการนี้สามารถไหลเข้าสู่ห้างใหญ่ได้ จะช่วยให้เกิดการหมุนเวียนของเงินในระบบที่รวดเร็วขึ้นและสร้างความมั่นใจให้กับภาคเศรษฐกิจได้มากขึ้น

    สำหรับประเด็นโฉมหน้า ครม.เศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลใหม่ มองว่าขณะนี้จะยังไม่เห็นภาพชัดเจนว่าใครจะเข้ามาดำรงตำแหน่งใดบ้าง แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับภาคธุรกิจคือ ความต่อเนื่องและความมั่นคงของนโยบายเศรษฐกิจ โดยเชื่อมั่นว่าผู้ใหญ่ทางการเมืองทุกท่านมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศ และภาคธุรกิจพร้อมที่จะให้การสนับสนุนและเดินหน้าขับเคลื่อนกิจการต่อไป หากนโยบายมีความชัดเจนและต่อเนื่อง จะส่งผลดีต่อภาพรวมของธุรกิจค้าปลีกอย่างแน่นอน

    ‘บิ๊กซี’ อ้อนรัฐบาลใหม่หนุน ‘คนละครึ่งพลัส’ จับจ่ายห้างฯใหญ่ได้ ชี้ กระตุ้นกำลังซื้อเร็ว

    ในส่วนของมุมมองกำลังซื้อและบรรยากาศการจับจ่าย สำหรับภาพรวมกำลังซื้อในปีนี้ บิ๊กซียอมรับว่าในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมาบรรยากาศอาจไม่คึกคักเท่าปีที่แล้ว เนื่องจากปัจจัยเรื่องเทศกาลตรุษจีนที่ขยับไปอยู่ในเดือนกุมภาพันธ์ อย่างไรก็ตามเมื่อสถานการณ์ทางการเมืองเริ่มมีเสถียรภาพและมีความชัดเจนมากขึ้น คาดการณ์ว่าทิศทางกำลังซื้อจะเริ่มสดใสและเห็นสัญญาณที่ดีขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 ของปีนี้

    จากปัจจัยดังกล่าวทำให้บิ๊กซีต้องปรับกลยุทธ์ ‘The Color’ เพื่อรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ นอกเหนือจากการรอมาตรการรัฐบิ๊กซีเองได้ปรับตัวครั้งใหญ่ในรอบ 30 ปี ภายใต้ยุทธศาสตร์ “Big Vision Big Move” ด้วยการเปิดตัวโมเดล “The Color” ซึ่งเป็นไลฟ์สไตล์มอลล์เต็มรูปแบบ เพื่อดึงดูดทราฟฟิกและสร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งที่มากกว่าการซื้อของ โดยจะเน้นสัดส่วนพื้นที่ร้านอาหาร (Food) สูงถึง 40% และพื้นที่แฟชั่น 20% เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงและหลากหลาย ตั้งแต่คนรุ่นใหม่ไปจนถึงครอบครัว โดยตั้งเป้าหมายจะปรับโฉมและขยายสาขาให้ครบ 3,000 แห่ง ภายในปี 2030 เพื่อเข้าถึงทุกชุมชนทั่วประเทศ

    แน่นอนว่าการเคลื่อนไหวของยักษ์ใหญ่ค้าปลีกในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความคาดหวังที่มีต่อรัฐบาลใหม่ในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ “เข้าถึง” ทุกภาคส่วน เพื่อพลิกฟื้นบรรยากาศการจับจ่ายและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าต่อได้อย่างแข็งแกร่ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/862008&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw228HbquwGDDF2MbPY2wGFf

  • ฤกษ์ดีวันมงคล ‘อนุทิน’ ควง ‘จ๋า-ธนนนท์’ จดทะเบียนสมรสเช้านี้ ชื่นมื่น | เดลินิวส์

    ฤกษ์ดีวันมงคล ‘อนุทิน’ ควง ‘จ๋า-ธนนนท์’ จดทะเบียนสมรสเช้านี้ ชื่นมื่น | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 10.40 น. วันที่ 13 ก.พ. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล โดยเวลา 12.00 น. นายกฯ มีกำหนดการตรวจเยี่ยมและเป็นประธานการประชุมหารือกับรัฐมนตรีเศรษฐกิจและผู้บริหารกระทรวงการต่างประเทศ ที่กระทรวงการต่างประเทศ ก่อนที่เวลา 18.30 น. จะเป็นประธาน ในพิธีเปิดงาน “ยอยศยิ่งฟ้าอยุธยามรดกโลก” ประจำปี พ.ศ. 2568 ที่บริเวณเวทีกลาง (วัดพระราม) อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเช้าวันเดียวกันนี้ ที่บ้านพักส่วนตัว นายอนุทินได้ให้เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตดุสิต ดำเนินการจดทะเบียนสมรสกับ น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ ภริยา โดยมี น.ส.นัยน์ภัค ชาญวีรกูล บุตรสาวคนโต และนายเศรณี ชาญวีรกูล บุตรชาย ร่วมเป็นสักขีพยาน โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่นและอบอุ่น ก่อนเข้าสู่วันวาเลนไทน์ วันแห่งความรักในวันที่ 14 ก.พ. 2569 ทั้งนี้วันที่ 13 ก.พ. ถือเป็นวันดี คือวันธงชัย และวันอธิบดีอีกด้วย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5598950/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2PGykpzFOkMOuhKEeiwo9I

  • ไม่ใช่แค่รายย่อย ! รัฐบาล 13 ประเทศลุยขุด Bitcoin เองแล้ว หวังพยุงเศรษฐกิจของชาติ

    ไม่ใช่แค่รายย่อย ! รัฐบาล 13 ประเทศลุยขุด Bitcoin เองแล้ว หวังพยุงเศรษฐกิจของชาติ

    By

    กุมภาพันธ์ 13, 2026

    สรุปข่าว
    • Matthew Siegel จาก VanEck เผยข้อมูลเด็ดว่า ปัจจุบันมีรัฐบาลถึง 13 ประเทศแล้วที่กระโดดลงมาทำเหมืองขุด Bitcoin ด้วยตัวเอง
    • เป้าหมายหลักคือ การแก้ปัญหาเงินเฟ้อและลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ โดยการเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าส่วนเกินของรัฐให้กลายเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีมูลค่า
    • เทรนด์นี้กำลังขยายตัวไปยังประเทศมหาอำนาจด้านพลังงานอย่าง รัสเซียและอาร์เจนตินา ซึ่งจะช่วยกระจายอำนาจเครือข่าย Bitcoin ให้มีความมั่นคงยิ่งขึ้น

    แนวโน้มผลกระทบ: Bullish

    Matthew Siegel จาก VanEck เผยว่ามีรัฐบาลแล้ว 13 ประเทศที่หันมาขุด Bitcoin เองโดยใช้พลังงานไฟฟ้าส่วนเกินของรัฐ นำโดยเอลซัลวาดอร์, ภูฏาน, เอธิโอเปีย, เคนยา, อิหร่าน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดย Siegel มองว่านี่ไม่ใช่การรวมศูนย์อำนาจ แต่กลับช่วยกระจายกำลังขุด (Hash Rate) ออกจากเอกชนรายใหญ่และลดการกระจุกตัวของเหมืองในภูมิภาคเดียว ทำให้เครือข่าย Bitcoin แข็งแกร่งขึ้น

    Matthew Siegel หัวหน้าฝ่ายวิจัยสินทรัพย์ดิจิทัลจาก VanEck ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจผ่านรายการ CNBC ว่า ปัจจุบัน Bitcoin ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของนักลงทุนรายย่อยหรือบริษัทเอกชนอีกต่อไป แต่มีรัฐบาลถึง 13 ประเทศที่กำลังเดินหน้าขุด Bitcoin เอง โดยใช้ทรัพยากรพลังงานของรัฐเป็นต้นทุน เพื่อหวังผลทางเศรษฐกิจและสร้างอำนาจอธิปไตยทางการเงินรูปแบบใหม่

    กลุ่มประเทศนำร่องที่ถูกระบุถึง ได้แก่ เอลซัลวาดอร์, ภูฏาน, เอธิโอเปีย, เคนยา, อิหร่าน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) โดยกลยุทธ์เบื้องหลังคือ การนำพลังงานไฟฟ้าส่วนเกิน ที่รัฐเป็นเจ้าของมาแปลงสภาพเป็น Bitcoin ซึ่งเปรียบเสมือนโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่มักเผชิญปัญหาเงินเฟ้อรุนแรงและมีข้อจำกัดในการเข้าถึงเงินดอลลาร์สหรัฐฯ

    มุมมองใหม่: “รัฐขุดเอง” เท่ากับการกระจายอำนาจที่แท้จริง 

    หลายคนอาจกังวลเรื่องการรวมศูนย์ แต่ Siegel มองต่างออกไป เขาชี้ว่าการที่รัฐบาลเข้ามาควบคุม Hash Rate หรือกำลังขุดโดยตรง กลับเป็นการส่งเสริม “การกระจายอำนาจ” ของเครือข่าย Bitcoin ให้ดียิ่งขึ้น เพราะช่วยลดการพึ่งพาบริษัทเอกชนรายใหญ่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือลดการกระจุกตัวของเหมืองขุดในภูมิภาคเดียว ทำให้ระบบนิเวศโดยรวมมีความเสถียรและมั่นคงปลอดภัยกว่าเดิม

    นักวิเคราะห์มองว่า เทรนด์เหมืองขุด Bitcoin ระดับชาติกำลังจะเร่งตัวขึ้น โดยเฉพาะในประเทศที่มีพลังงานล้นเหลืออย่างรัสเซียและอาร์เจนตินา ซึ่งหากเป็นจริง ปริมาณ Bitcoin ในมือรัฐบาลทั่วโลกจะพุ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ


    มุมมองของผู้เขียน: ยิ่งมีรัฐบาลหันมาขุด Bitcoin มากขึ้นเท่าไหร่ ภาพของ Bitcoin ในสายตาโลกก็จะค่อยๆ เปลี่ยนไปจากสินทรัพย์เก็งกำไรเข้าใกล้ “สินทรัพย์ปลอดภัย” มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ปัจจัยพื้นฐานของมันสมควรจะเป็นมาตั้งนานแล้ว

    ที่มา:coinpost

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/02/13/not-just-retail-13-governments-are-now-mining-btc-to-prop-up-their-national-economies/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3IX7RfThoBMHVqXxviWAnp

  • อันดับดิจิทัลไทยร่วงจาก 37 มา 38 ผอ. IMD ระบุ ตัวชี้วัดไหนแก้ยากสุด องค์กรไทยทำอะไรได้บ้าง

    อันดับดิจิทัลไทยร่วงจาก 37 มา 38 ผอ. IMD ระบุ ตัวชี้วัดไหนแก้ยากสุด องค์กรไทยทำอะไรได้บ้าง

    หลายปีมาแล้วที่มี การจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัล (Digital Competitiveness Ranking) โดยหน่วยงาน World Competitiveness Center ภายใต้ IMD (International Institute for Management Development) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งที่ผ่านมา ประเทศไทยยังไม่เคยติดอันดับ Top 30 เลย จากการเข้ารับการจัดอันดับราว 60-70 เขตปกครอง/ประเทศ นับตั้งแต่ปี 2019

    IMDกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ร่วมกับ สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) จัดงาน BEYOND THE RANKING – Strategic Imperatives For Thailand’s Digital Future’ เวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนอนาคตดิจิทัลของประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัล และกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศให้สามารถก้าวข้ามข้อจำกัดของการจัดอันดับ สู่การยกระดับศักยภาพในระดับสากล

    การจัดงานในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Driving a Nation Towards World Digital Competitiveness ซึ่งมุ่งสื่อสารและสนับสนุนการยกระดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศไทย สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในทุกภาคส่วน ทั้งภาคการผลิต อุตสาหกรรม และผู้ประกอบการ SMEs เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ลดต้นทุน และยกระดับประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ โดยมีเป้าหมายผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลให้มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และยกระดับอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศในเวทีโลก

    Prof. Arturo Bris ผอ. IMD บอกพวกเราว่า…

    IMDหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงาน คือ ศาสตราจารย์อาร์ทูโร บริส (Prof. Arturo Bris) ผู้อำนวยการ IMD World Competitiveness Center ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ กล่าวถึง ความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลและอันดับของประเทศไทยใน IMD World Digital Competitiveness Ranking ว่า ไทยอยู่อันดับที่ 38 จาก 69 ประเทศ/เขตการปกครอง โดยมี 3 ปัจจัยหลักที่ใช้พิจารณา คือ ความรู้ (Knowledge), เทคโนโลยี (Technology) และ ความพร้อมสำหรับอนาคต (Future Readiness)

    โดย Prof. Arturo Bris ระบุว่าประเด็นที่น่ากังวลและแก้ได้ยากที่สุดคือ ปัจจัยด้านความพร้อมในอนาคต (Future Readiness) เพราะมีแนวโน้มที่จะลดลง โดยเฉพาะในเรื่อง ‘ความคล่องตัวทางธุรกิจ (Business Agility)’ ที่ผู้บริหารรู้สึกว่า องค์กรปรับตัวได้ช้าและคว้าโอกาสจากเทคโนโลยีดิจิทัลไม่ทันความเปลี่ยนแปลง

    ต่อด้วยบรรยายแนวคิดเกี่ยวกับการตีความและใช้ประโยชน์จากการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลในเชิงลึก โดยเน้น การวิเคราะห์ข้อมูล (Data-driven Insights) เพื่อสะท้อนภาพรวมของศักยภาพและความท้าทายของประเทศไทย พร้อมชี้ให้เห็นถึงบทบาทของผู้นำและผู้กำหนดนโยบายในการนำข้อมูลไปใช้เป็นกรอบคิดเชิงยุทธศาสตร์ สำหรับการขับเคลื่อน Digital Transformation และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ควบคู่กับการคำนึงถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว

    ความท้าทายเรื่องทุนมนุษย์ ดิสรัปชัน และการปรับตัว

    IMD

    Prof. Arturo Bris กล่าวถึงประเทศไทยว่า มีจุดแข็งในการพัฒนาทุนมนุษย์และโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี แต่ขณะเดียวกัน ไทยมีปัญหาเรื่อง การรักษาบุคลากรที่มีศักยภาพ (Talent Retention) เอาไว้ อันเป็นผลมาจากช่องว่างระหว่างการศึกษากับการจ้างงาน โดยไทยอยู่อันดับที่ 57 ในด้านการจ้างงานทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Employment) ซึ่งสะท้อนว่า ไทยประสบปัญหาในการดึงดูดแรงงานมีฝีมือนั่นเอง

    ต่อด้วยการอธิบายให้เห็นภาพว่า ที่ผ่านมา ‘การสร้างสิ่งใหม่หรือนวัตกรรมใหม่’ มี 3 ทาง คือ 

    1. วิวัฒนาการ (Evolutionary) 
    2. การปฏิวัติ (Revolutionary)
    3. การถูกดิสรัปต์ (Disruptive) 

    โดยเฉพาะการดิสรัปชัน มักได้รับผลกระทบจากนอกอุตสาหกรรมและเป็นรูปแบบโมเดลธุรกิจใหม่ ไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยยกตัวอย่างแบรนด์ดังกับบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อย่าง Starbucks, Uber, Netflix

    และวิธีเดียวที่องค์กรจะไม่ถูกดิสรัปชันก็คือ การดิสรัปต์ตัวเอง (Disrupt yourself) ก่อนที่จะถูกคนอื่นดิสรัปต์

    นอกจากนี้ Prof. Arturo Bris ยังบอกอีกว่า องค์กรต้องมีความสามารถที่จะ ทำอะไรได้สองมือ มือหนึ่ง รักษารายได้จากธุรกิจปัจจุบันเอาไว้ อีกมือหนึ่ง ทรานสฟอร์มองค์กร โดยสร้างหน่วยงานใหม่เพื่อหาโอกาสจากเทคโนโลยีดิจิทัลไปพร้อมๆ กัน

    คำแนะนำและกลยุทธ์เพื่ออนาคตประเทศไทย

    IMD

    บริษัทต่างๆ ต้องสร้างความคล่องตัวให้องค์กร (Organizational Agility) โดยเริ่มจาก HyperAwareness หรือ การตระหนักรู้ในระดับสูง กล่าวคือ บริษัทต้องสามารถตรวจจับและติดตามความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจจากนั้น ตามมาด้วยคุณสมบัติ 3 ข้อ เพื่อสร้างความคล่องตัวให้องค์กร (Organizational Agility) ได้จริง คือ

    1. Informed Decision-making – องค์กรต้องสามารถตัดสินใจบนพื้นฐานข้อมูล โดยเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดในสถานการณ์นั้นๆ 
    2. Organizational Agility – องค์กรต้องมีความคล่องตัว เพื่อช่วยให้บริษัทสามารถตอบสนองและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว
    3. Fast Execution – องค์กรต้องสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว ทำได้ตามแผนและมีประสิทธิภาพ

    กลยุทธ์เพื่ออนาคตประเทศไทย

    IMDกลยุทธ์แรกที่ Prof. Arturo Bris แนะนำ คือ ให้เน้นอุตสาหกรรมหลัก ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องใช้เทคโนโลยีเพื่อ เพิ่มมูลค่า ให้อุตสาหกรรมหลักที่มีความเข้มแข็งอยู่แล้ว นั่นคือ การท่องเที่ยว, เกษตรกรรม และการผลิต

    กลยุทธ์ต่อมาคือ ไทยมีจุดเด่นในเรื่อง ความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน ซึ่งเห็นได้จากการที่ภาครัฐและเอกชนมีสัมพันธ์อันดี ทำงานร่วมกันได้ ตรงนี้สามารถใช้เป็นสูตรสำเร็จในการสร้างความสามารถด้านการแข่งขันของชาติได้

    และกลยุทธ์สุดท้ายคือเรื่อง การกำกับดูแลและนโยบาย ควรเน้นกฎระเบียบที่สนับสนุนการดึงดูดคนเก่ง (Talent attraction), การจัดหาเงินทุน และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการเร่งทำข้อตกลงทางการค้าทวิภาคี เพื่อรักษาห่วงโซ่อุปทานเอาไว้ 

    นอกจากนี้ ตอนท้ายของงานมีวงเสวนาเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีไปปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจและสร้างอิมแพ็กทั้งต่อธุรกิจและผู้บริโภค ได้แก่ 

    คุณกวีศิลป์ ศิริมณีธรรม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จีพี โมบิลิตี้ จำกัด (มหาชน), คุณสมภพ สันติวัฒนกุล First Vice President Corporate Strategy & Innovation Division ธนาคารกสิกรไทย, คุณโสภณ แกะทอง ผู้จัดการฝ่ายวางแผนการสื่อสารการตลาด กลุ่มธุรกิจความงามและสุขภาพ บริษัท ยูนิลิเวอร์ ประเทศไทย และ ดร.พณชิต กิตติปัญญางาม CEO ผู้ร่วมก่อตั้งซีทรัส (ZTRUS) และที่ปรึกษากลุ่มบริหารเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TMA-TIMG) รับหน้าที่เป็นวิทยากรพิเศษของวงเสวนานี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/news/imd-competitiveness-center-strategic-imperatives-for-thailand-digital-future&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fKCYwJO8e6yQoylh1In28

  • นายกฯ มอบนโยบายในการประชุมหารือกับรัฐมนตรีเศรษฐกิจและผู้บริหาร กต. ขอบคุณการทำงานที่ผ่านมา ลั่นไทยกลับสู่จอเรดาร์โลก ต่อยอดนโยบาย Quick Big Win ผงาดเป็น “เสือ” ในภูมิภาค

    นายกฯ มอบนโยบายในการประชุมหารือกับรัฐมนตรีเศรษฐกิจและผู้บริหาร กต. ขอบคุณการทำงานที่ผ่านมา ลั่นไทยกลับสู่จอเรดาร์โลก ต่อยอดนโยบาย Quick Big Win ผงาดเป็น “เสือ” ในภูมิภาค

    นายกฯ มอบนโยบายในการประชุมหารือกับรัฐมนตรีเศรษฐกิจและผู้บริหาร กต. ขอบคุณการทำงานที่ผ่านมา ลั่นไทยกลับสู่จอเรดาร์โลก ต่อยอดนโยบาย Quick Big Win ผงาดเป็น “เสือ” ในภูมิภาค


    13/02/2569 | 96 |

    วันนี้ (วันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569) เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุม 3 ชั้น 2 กระทรวงการต่างประเทศ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตรวจเยี่ยมและเป็นประธานการประชุมหารือกับรัฐมนตรีเศรษฐกิจและผู้บริหารกระทรวงการต่างประเทศ โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมด้วย โดยสรุปสาระสำคัญ ดังนี้

    นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณรัฐมนตรีทั้ง 3 ท่าน ที่ทำงานร่วมกันมาอย่างแข็งขัน ช่วยสร้างมิติใหม่ให้คนไทยมีความหวัง และทำให้ “ประเทศไทยกลับสู่จอเรดาร์ของโลก” ซึ่งมีความหมายอย่างมาก ทำให้ไทยเป็นที่จับตามองอีกครั้ง โดยนายกรัฐมนตรีย้ำว่า เรื่องนี้จะต้องไม่เป็นประเด็นชั่วคราว แต่ไทยต้องเป็นประเทศที่ต่างชาติต้องการจับตามองไทย สนใจท่าทีและให้ความสำคัญต่อก้าวย่างของไทย

    โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้ชื่นชมการทำงานของกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นคุณูปการ ทั้งการสร้างความสัมพันธ์กับนานาประเทศ การต่อรอง และการรักษาสถานะของประเทศ ตลอดจนการส่งเสริมความเชื่อมั่น และที่สำคัญที่สุด คือ การได้รับความไว้ใจจากประชาชนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ถือเป็นเรื่องที่สำคัญและมีความหมายอย่างยิ่ง

    “ภายหลังรัฐบาลใหม่แล้ว  ต้องต่อยอดนโยบาย Quick Big Win ที่ดำเนินการในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา เพราะเป็นรัฐบาล 4 ปี และเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก ช่วยเพิ่มโมเมนตัม ทำให้สามารถขับเคลื่อนประเทศให้กลับมาเข้มแข็งได้ โดยตนเองขอให้ไทยกลับมาตั้งเป้าหมายใหม่ ไทยจะเป็นเสือตัวที่เท่าไหร่ก็ได้ แต่ไทยต้องเป็นเสือ เพราะไทยมีศักยภาพ มีโอกาส และมีช่องทาง ซึ่งทั้งหมดนี้คือโอกาสของไทยท่ามกลางความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบัน โดยไทยเป็นศูนย์กลางของอาเซียน และอาเซียนก็ยังคงแข็งแกร่ง เป็นแหล่งการลงทุนสำหรับห่วงโซ่อุปทานของโลกต่อไป” นายกรัฐมนตรีกล่าวมอบนโยบาย

    โอกาสนี้ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศได้กล่าวถึงภารกิจของกระทรวงในช่วงที่ผ่านมา ในการจัดการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรที่ผ่านพ้นไป ซึ่งดำเนินการได้อย่างราบรื่น ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี และด้วยเสถียรภาพทางการเมือง เชื่อมั่นว่าจะยิ่งสร้างความเชื่อมั่นของนานาชาติต่อประเทศ โดยกระทรวงการต่างประเทศพร้อมสืบสานภารกิจทั้งในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการทูตเชิงเศรษฐกิจ เพื่อสร้างความสมดุลของบทบาทไทยในเวทีโลก 

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/161562


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/476174&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PdF8JC7-4u8lgjpEZ11FX

  • “ฟิล์ม-ต้าห์อู๋-ออฟโรด” แท็กทีมฉลอง 25 ปี “กรุงทองพลาซา”

    “ฟิล์ม-ต้าห์อู๋-ออฟโรด” แท็กทีมฉลอง 25 ปี “กรุงทองพลาซา”

    “ฟิล์ม-ต้าห์อู๋-ออฟโรด” แท็กทีมฉลอง 25 ปี “กรุงทองพลาซา” งาน “25th Anniversary & Thank You Party” ยิ่งใหญ่อลังการ.
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5600588/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03ICTwlpVEFHgo1m7iT2ui