Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เปิดมุมมอง นศ.จากเมียนมา กับเส้นทางการเรียนรู้เชิงประสบการณ์วิชาชีพในหลักสูตร ป.โท การท่องเที่ยว DPU

    เปิดมุมมอง นศ.จากเมียนมา กับเส้นทางการเรียนรู้เชิงประสบการณ์วิชาชีพในหลักสูตร ป.โท การท่องเที่ยว DPU

    การศึกษาต่อในประเทศไทยเป็นความปรารถนาหนึ่งที่ชาวเมียนมา จำนวนมากอยากมีโอกาสสักครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้เดินทางมาศึกษาต่อในประเทศไทย เช่นเดียวกับ Mr. Myint Moe Thein หรือชื่อในภาษาไทยว่า ‘โกโม’ นักศึกษาจากสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

    ผู้เปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นเพื่อพัฒนาตนเอง โดยเขาตัดสินใจเลือกเรียนต่อในหลักสูตรปริญญาโท สาขาการจัดการการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ด้วยความเชื่อมั่นในหลักสูตรที่เป็นผู้นำด้านการเรียนการสอนเชิงประสบการณ์ (Experience-based Learning) ระดับบัณฑิตศึกษาในประเทศไทย ผ่านการทำโครงงานวิชาชีพหลายรูปแบบ (professional projects) เพื่อพัฒนาศักยภาพและความสามารถของผู้เรียนสู่การทำงานในวิชาชีพ
    s__250568741_0_0
    จากทฤษฎีสู่การลงมือทำ Project วิชาชีพในโลกจริง

    ในช่วงระยะเวลา 2 ปีที่ได้ศึกษาอยู่ในหลักสูตร โกโมได้เรียนรู้ศาสตร์ของการจัดการการท่องเที่ยวที่เขาสนใจทั้งในเชิงทฤษฎีและเชิงปฏิบัติ พร้อมกับได้มีโอกาสสร้างมิตรภาพอันดีกับเพื่อนชาวไทยในชั้นเรียนที่คอยสนับสนุน ช่วยเหลือ และเกื้อหนุนเขาตลอดระยะเวลาที่เรียนในหลักสูตร นอกจากการเรียนในห้องเรียนแล้ว โกโม เผยว่า ทางหลักสูตรได้จัดการเรียนการสอนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริงผ่านโครงงานวิชาชีพหลายโครงงาน ซึ่งล้วนแต่เป็นประสบการณ์เรียนรู้ที่ช่วยพัฒนาศักยภาพและความสามารถของผู้เรียน เช่น

    Wellness Trip: โกโมและเพื่อนชาวไทยได้ประยุกต์ใช้ความรู้จากห้องเรียนในวิชาการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมาสู่การลงมือปฏิบัติ โดยได้จัดทัวร์ในลักษณะของรายการนำเที่ยวเชิงสุขภาพให้แก่บุคคลภายนอก  และได้เรียนรู้กระบวนการทำธุรกิจนำเที่ยว ตั้งแต่ระดมความคิด ระดมทุนทรัพย์ (ลงทุนทำธุรกิจ) ออกแบบรายการทัวร์ กำหนดราคาขาย ติดต่อชุมชนและผู้ประกอบการธุรกิจ ไปจนถึงการทำการตลาดเพื่อหาลูกค้า ทำให้ตนเองได้เรียนรู้การดำเนินงานของธุรกิจนำเที่ยวควบคู่ไปกับความเข้าใจในบริบทของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพอย่างแท้จริง

    MICE Tourism & Event Organizer: โกโม ได้เรียนรู้การทำงานในส่วนของ MICE Tourism ในวิชาการท่องเที่ยวในเขตเมือง โดยได้เรียนรู้ในบทบาทของการเป็นผู้จัดงานอีเวนต์ (event organizer) ในเทศกาลอาหารนานาชาติ (Food Paradise & Wellness Fair) ภายในมหาวิทยาลัย โดยรับผิดชอบงานร่วมกับเพื่อนๆ หลายอย่าง เช่น การระดมความคิด ออกแบบผังร้านค้า ติดต่อร้านค้า/สปอนเซอร์ และจัดกิจกรรมบันเทิง รวมถึงลงทุนเป็นผู้ประกอบการด้วยการเปิดร้านค้าจำหน่ายอาหารภายในงานด้วยตนเอง ประสบการณ์เหล่านี้ช่วยเพิ่มพูนทักษะความเป็นนักธุรกิจและผู้ประกอบการให้แก่ผู้เรียน  
    s__250568744_0
    บทบาทที่ท้าทายกับการเป็น ‘ผู้จัดการกองประกวดนางงาม’

    ประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นที่สุดสำหรับโกโม คือ วิชาการจัดกิจกรรมพิเศษในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ซึ่งเป็นประสบการณ์ครั้งแรกที่เขาได้รับหน้าที่เป็นทั้งผู้จัดงานอีเวนต์และผู้จัดการกองประกวดนางงามในการประกวด Miss Queen Tourism University 2025 (กิจกรรมพิเศษด้านการท่องเที่ยว) แม้จะเป็นโจทย์ใหญ่และซับซ้อน แต่โกโมและเพื่อนๆ ได้ทุ่มเทกับการจัดงานในครั้งนี้มาก เพราะสิ่งที่ท้าทายของการประกวดนางงามที่เชื่อมโยงกับการเรียนการสอน คือ การรับสมัครผู้เข้าประกวดที่เป็นนิสิตนักศึกษาจากสถาบันต่างๆ เพื่อลงแข่งขันชิงมงกุฎและเงินรางวัล ซึ่งเป็นงานที่ไม่ง่าย เพราะต้องใช้กลยุทธ์ทุกวิถีทางเพื่อให้บุคคลภายนอกสนใจและเข้าร่วมประกวดในวันจัดงาน โครงงานนี้ทำให้โกโมได้ฝึกฝนทักษะรอบด้านของการเป็นนักจัดอีเวนต์มืออาชีพ เช่น การประชาสัมพันธ์การประกวด การรับสมัครและติดต่อผู้เข้าประกวด การหาสปอนเซอร์ การออกแบบเวที การกำกับดูแลทีมงาน และกิจกรรมบันเทิง เป็นต้น   
    s__250568746_0
    บทบาทเพื่อสังคมและการวิจัย

    โกโม เผยว่า วิชาสัมมนาการท่องเที่ยว ตนเองได้มีโอกาสจัดงานสัมมนาจริง และได้จัดอบรมให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการโฮมสเตย์ชาวไทย ในหัวข้อ ‘ปันความรู้สู่โฮมสเตย์ไทย กับพลัง Soft Power ระดับชุมชน’ โดยหลักสูตรได้บ่มเพาะผู้เรียนในการทำวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ในเรื่องดังกล่าว เพื่อถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้ประกอบการ โดยนำเสนอแนวคิดใหม่ๆ ด้าน Soft Power ของประเทศไทย เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวชุมชน ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยส่งเสริมรายได้ให้ท้องถิ่น แต่ยังสร้างความภาคภูมิใจให้แก่เขาเป็นอย่างมากในการได้เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยพัฒนาสังคมไทย  นอกจากประสบการณ์เรียนรู้เชิงวิชาชีพแล้ว โกโมยังมีผลงานวิจัย (research papers) ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวโฮมสเตย์และการท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ (MICE Tourism) จากการเรียน coursework โดยได้นำเสนอและเผยแพร่ผลงานดังกล่าวในงานประชุมวิชาการระดับชาติอีกด้วย

    ปัจจุบัน โกโมกำลังจะสำเร็จการศึกษาในเร็วๆ นี้ เขาวางแผนจะทำงานในประเทศไทยเพื่อสั่งสมประสบการณ์ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว หรือการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ที่เขาสนใจ โดยพร้อมจะนำความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ที่ได้รับการบ่มเพาะจากหลักสูตรมาสร้างความมั่นคงและเติบโตในสายวิชาชีพต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news.sanook.com/9873366/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34PMHNg3_D1OJVA-bWPbqU

  • เบตงเตรียมรับตรุษจีน! ‘คุมเข้มจัดระเบียบเมือง’ หวังดันท่องเที่ยวโตอย่างยั่งยืน

    เบตงเตรียมรับตรุษจีน! ‘คุมเข้มจัดระเบียบเมือง’ หวังดันท่องเที่ยวโตอย่างยั่งยืน

    เบตงเตรียมรับตรุษจีน! ‘คุมเข้มจัดระเบียบเมือง’ หวังดันท่องเที่ยวโตอย่างยั่งยืน

    วันศุกร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.33 น.

    เบตงเตรียมรับตรุษจีน! จัดระเบียบจราจร One Way เข้มป้ายราคาร้านอาหาร-ที่พัก และเฝ้าระวังจุดเสี่ยงทางไปอัยเยอร์เวง หวังดันท่องเที่ยวโตอย่างยั่งยืน

    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 นายนิรันดร์ สุนทรศิริ ปลัดอาวุโสอำเภอเบตง เป็นประธานประชุมร่วมกับส่วนราชการและภาคเอกชน ณ ที่ว่าการอำเภอเบตง เพื่อวางแนวทางรองรับนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่กำลังจะมาถึง มุ่งเน้นการพัฒนาเมืองเบตงสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

    ที่ประชุมได้หารือกับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง (ตม.เบตง) ในการเตรียมความพร้อมอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียที่จะเดินทางผ่านด่านพรมแดนเบตง โดยมีการกำชับให้ติดตั้งป้ายประชาสัมพันธ์การจัดเก็บค่าธรรมเนียมเข้า-ออกด่านให้ชัดเจน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและป้องกันปัญหาการเรียกเก็บเกินอัตรา

    เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในฐานะเมืองท่องเที่ยวคุณภาพ ปลัดอาวุโสอำเภอเบตงได้มีมาตรการดังนี้ 1.ร้านอาหารและโรงแรมต้องติดป้ายแสดงราคาให้ชัดเจนและเป็นธรรม ห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคาในช่วงเทศกาล 2.กำหนดเส้นทางเข้าเมืองเป็นระบบ One Way (ทางเดียว) เพื่อลดความแออัดจากการจอดรถซ้อนคัน และเพิ่มช่องจอดรถให้มากขึ้น และ 3.เร่งหาจุดจอดรถส่วนกลางสำหรับนักท่องเที่ยวเพื่อรองรับจำนวนรถที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต

    ประเด็นสำคัญที่ที่ประชุมให้ความห่วงใยคือความปลอดภัยในเส้นทางไปยัง จุดชมทะเลหมอกอัยเยอร์เวง (Sky Walk) บนถนนสายวังใหม่ ซึ่งปัจจุบันยังคงมีปัญหา ‘ถนนทรุดตัว’ จึงสั่งการให้เร่งติดตั้งแผงกั้นจุดเสี่ยง ป้ายจำกัดความเร็ว และป้ายเตือนเหวที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนทั้งกลางวันและกลางคืน พร้อมเน้นย้ำการบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด

    นายนิรันดร์ ย้ำว่า การบูรณาการการทำงานร่วมกันทุกภาคส่วนในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะทำให้กิจกรรมตรุษจีนดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย แต่ยังเป็นการสร้างความประทับใจแก่นักท่องเที่ยว ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและพื้นที่อำเภอเบตงในระยะยาวต่อไป

    ///////////////-026

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/946974&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qzfLdPEz_a2jLIWXQIhRg

  • ส่งออกปี69 คาดโตได้ 1.0%หนุนจีดีพีโต2%  จับตา‘การค้าโลกป่วน – หนี้ท่วม-เปลี่ยนผ่านการเมือง’

    ส่งออกปี69 คาดโตได้ 1.0%หนุนจีดีพีโต2% จับตา‘การค้าโลกป่วน – หนี้ท่วม-เปลี่ยนผ่านการเมือง’

    เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงรอยต่อที่สำคัญของการฟื้นตัวและการปรับฐานโครงสร้างเศรษฐกิจ ท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลังแถลงผลการประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 และปี 2569 ระบุว่าสำหรับ เศรษฐกิจไทยปี 2569 กระทรวงการคลังคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ 2.0 %ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่1.5 ถึง 2.5%)

    แม้ภาคการส่งออกจะมีทิศทางชะลอความร้อนแรงลงจากปีก่อนหน้า แต่ยังคงสามารถประคองตัวได้โดยคาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์ จะขยายตัวเล็กน้อยที่1.0% (ช่วงคาดการณ์ที่0.5 ถึง 1.5%)ซึ่งเป็นการเติบโตในอัตราที่ชะลอลงตามทิศทางปริมาณการค้าโลกและผลของฐานที่สูงในปี 2568

     ด้านมูลค่าการนำเข้าสินค้าในรูปเงินดอลลาร์จะขยายตัวที่ 3.9 %(ช่วงคาดการณ์ที่3.4 ถึง 4.4%) อย่างไรก็ตาม แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจจะเปลี่ยนผ่านไปสู่อุปสงค์ภายในประเทศและภาคบริการอย่างชัดเจน โดยภาคการท่องเที่ยวจะเป็นกลไกหลักโดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยในระดับสูงที่จำนวน 35.5 ล้านคนสนับสนุนให้รายได้ภาคบริการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง

    นอกจากนี้ การบริโภคภาคเอกชน ที่ยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่องที่ 2.5% (ช่วงคาดการณ์ที่ 2.0 ถึง 3.0%) และการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวที่3.2% (ช่วงคาดการณ์ที่2.7 ถึง 3.7%) จากการลงทุนจริงที่เริ่มเกิดขึ้นหลังได้รับการส่งเสริมการลงทุน

     ด้านการบริโภคภาครัฐ ขยายตัว1.3% (ช่วงคาดการณ์ที่0.8 ถึง 1.8%) ทั้งนี้ การลงทุนภาครัฐ คาดว่าจะหดตัวที่ -1.7 %(ช่วงคาดการณ์ที่-2.2 ถึง -1.2%) เนื่องจากได้รับผลกระทบในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ซึ่งอาจทำให้การเริ่มบังคับใช้พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ล่าช้าออกไปประมาณ 3 เดือนดังนั้นรัฐบาลจึงควรเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุดและอาจออกมาตรการการเร่งรัดการเบิกจ่ายเพื่อบรรเทาผลกระทบดังกล่าวในระยะต่อไป

    ด้านเสถียรภาพภายในประเทศ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่0.3% ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่-0.2 ถึง 0.8%) ตามทิศทางอุปสงค์ภายในประเทศที่ขยายตัวดี

    ขณะที่เสถียรภาพภายนอกประเทศ คาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุล 12.0 พันล้านดอลลาร์หรือคิดเป็น2.0 %ของ GDP (ช่วงคาดการณ์ที่1.5 ถึง 2.5% ของ GDP)

    “กระทรวงการคลังจะให้ความสำคัญกับการมุ่งเน้นการรักษาเสถียรภาพทางการคลังให้ยั่งยืน ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ การดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ในระบบเพื่อขยายฐานภาษี และการบริหารจัดการงบประมาณภาครัฐให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด”

    ทั้งนี้เพื่อสร้างพื้นที่ทางการคลังให้เพียงพอสำหรับรองรับความเสี่ยงและความผันผวนทางเศรษฐกิจในอนาคต และยังตระหนักถึงความท้าทายเชิงโครงสร้างที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญ โดยเฉพาะการเข้าสู่จุดเปลี่ยนที่สำคัญ เนื่องจากรูปแบบการผลิตเดิมอาจไม่เพียงพอต่อการสร้างการเติบโตในอนาคต จึงจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างผ่านการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) และการยกระดับนวัตกรรมให้ตอบโจทย์กับห่วงโซ่อุปทานการค้าโลก

    อย่างไรก็ตาม ยังควรติดตามปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด ได้แก่ 1. ความผันผวนของระบบการค้าโลก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากนโยบายกีดกันทางการค้า และภูมิรัฐศาสตร์โลก ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันต่อภาคการส่งออก 2. ความเปราะบางทางการเงิน ระดับหนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจ (SMEs) ที่ยังสูง ซึ่งอาจจำกัดการฟื้นตัวของการบริโภคและการลงทุน 3. เสถียรภาพและความต่อเนื่องเชิงนโยบายในช่วงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนอย่างต่อเนื่อง

     ในส่วน“เศรษฐกิจไทย ปี 2568ขยายตัวที่2.2 %ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่2.0 ถึง 2.5%) เป็นการขยายตัวต่อเนื่องจากปี 2567 ที่ขยายตัวที่2.5 %ต่อปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1221122&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Xh3Iojc0v69OvZHrYx1Lc

  • ‘อนุทิน’ นำถก ‘ทีมเศรษฐกิจ-กต.’

    ‘อนุทิน’ นำถก ‘ทีมเศรษฐกิจ-กต.’

    อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เดินทางเข้ากระทรวงการต่างประเทศ เพื่อรับประทานอาหารมื้อเที่ยงร่วมกับ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ, เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รมว.คลัง, ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ พร้อมด้วย วราวุธ ศิลปอาชา ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อลำดับ 3 พรรคภูมิใจไทย ก่อนเป็นประธานการประชุมหารือกับรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ และผู้บริหารกระทรวงการต่างประเทศ โดยมี สีหศักดิ์ รอต้อนรับ

    เอกสิริ ปิณฑะรุจิ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ได้รายงานประวัติความเป็นมาของกระทรวงการต่างประเทศและภารกิจ โดยระบุว่า “กระทรวงการต่างประเทศพร้อมทำงานร่วมกับทุกหน่วยงาน ภายใต้หลักการ ‘ทีมประเทศไทย’ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ จากนี้ไปภารกิจต่างประเทศที่สำคัญ หลังจากมีการเลือกตั้งและมีรัฐบาลใหม่ สิ่งที่ไทยให้ความสำคัญกับต่างประเทศ คือ การสร้างความเชื่อมั่น โดยเฉพาะเสถียรภาพของไทยจากห้วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงและผันผวนทางการเมืองไทย”

    ภารกิจต่อไป คือ “การสร้างความเชื่อมั่นในเวทีระหว่างประเทศ” โดยเสถียรภาพทางการเมืองไทย จะนำมาซึ่งการแสดงบทบาทที่เข้มแข็งด้านการเมืองและเศรษฐกิจต่อไป

    นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศยังให้ความสำคัญด้านการเมืองและด้านเศรษฐกิจที่เป็นผลประโยชน์ของชาติ เพราะการเมืองเน้นด้านความมั่นคง อันดับแรกที่ให้ความสำคัญ คือ ความมั่นคงและความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นหลักในการจัดการปัญหา ความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดเรา เช่น กัมพูชา เมียนมา และปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้

    anutin-holds-meeting-at-mfa-drives-economic-team-SPACEBAR-Photo01.jpg

    anutin-holds-meeting-at-mfa-drives-economic-team-SPACEBAR-Photo02.jpg

    anutin-holds-meeting-at-mfa-drives-economic-team-SPACEBAR-Photo03-1.jpg

    anutin-holds-meeting-at-mfa-drives-economic-team-SPACEBAR-Photo04.jpg

    anutin-holds-meeting-at-mfa-drives-economic-team-SPACEBAR-Photo05.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/anutin-holds-meeting-at-mfa-drives-economic-team&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39750XyffGDCfjKDUg9iok

  • นายกฯ มอบนโยบายในการประชุมหารือกับรัฐมนตรีเศรษฐกิจและผู้บริหาร กต. ขอบคุณการทำงานที่ผ่านมา ลั่นไทยกลับสู่จอเรดาร์โลก ต่อยอดนโยบาย Quick Big Win ผงาดเป็น “เสือ” ในภูมิภาค

    นายกฯ มอบนโยบายในการประชุมหารือกับรัฐมนตรีเศรษฐกิจและผู้บริหาร กต. ขอบคุณการทำงานที่ผ่านมา ลั่นไทยกลับสู่จอเรดาร์โลก ต่อยอดนโยบาย Quick Big Win ผงาดเป็น “เสือ” ในภูมิภาค

    นายกฯ มอบนโยบายในการประชุมหารือกับรัฐมนตรีเศรษฐกิจและผู้บริหาร กต. ขอบคุณการทำงานที่ผ่านมา ลั่นไทยกลับสู่จอเรดาร์โลก ต่อยอดนโยบาย Quick Big Win ผงาดเป็น “เสือ” ในภูมิภาค


    13/02/2569 | 64 |

    วันนี้ (วันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569) เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุม 3 ชั้น 2 กระทรวงการต่างประเทศ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตรวจเยี่ยมและเป็นประธานการประชุมหารือกับรัฐมนตรีเศรษฐกิจและผู้บริหารกระทรวงการต่างประเทศ โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมด้วย โดยสรุปสาระสำคัญ ดังนี้

    นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณรัฐมนตรีทั้ง 3 ท่าน ที่ทำงานร่วมกันมาอย่างแข็งขัน ช่วยสร้างมิติใหม่ให้คนไทยมีความหวัง และทำให้ “ประเทศไทยกลับสู่จอเรดาร์ของโลก” ซึ่งมีความหมายอย่างมาก ทำให้ไทยเป็นที่จับตามองอีกครั้ง โดยนายกรัฐมนตรีย้ำว่า เรื่องนี้จะต้องไม่เป็นประเด็นชั่วคราว แต่ไทยต้องเป็นประเทศที่ต่างชาติต้องการจับตามองไทย สนใจท่าทีและให้ความสำคัญต่อก้าวย่างของไทย

    โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้ชื่นชมการทำงานของกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นคุณูปการ ทั้งการสร้างความสัมพันธ์กับนานาประเทศ การต่อรอง และการรักษาสถานะของประเทศ ตลอดจนการส่งเสริมความเชื่อมั่น และที่สำคัญที่สุด คือ การได้รับความไว้ใจจากประชาชนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ถือเป็นเรื่องที่สำคัญและมีความหมายอย่างยิ่ง

    “ภายหลังรัฐบาลใหม่แล้ว  ต้องต่อยอดนโยบาย Quick Big Win ที่ดำเนินการในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา เพราะเป็นรัฐบาล 4 ปี และเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก ช่วยเพิ่มโมเมนตัม ทำให้สามารถขับเคลื่อนประเทศให้กลับมาเข้มแข็งได้ โดยตนเองขอให้ไทยกลับมาตั้งเป้าหมายใหม่ ไทยจะเป็นเสือตัวที่เท่าไหร่ก็ได้ แต่ไทยต้องเป็นเสือ เพราะไทยมีศักยภาพ มีโอกาส และมีช่องทาง ซึ่งทั้งหมดนี้คือโอกาสของไทยท่ามกลางความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบัน โดยไทยเป็นศูนย์กลางของอาเซียน และอาเซียนก็ยังคงแข็งแกร่ง เป็นแหล่งการลงทุนสำหรับห่วงโซ่อุปทานของโลกต่อไป” นายกรัฐมนตรีกล่าวมอบนโยบาย

    โอกาสนี้ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศได้กล่าวถึงภารกิจของกระทรวงในช่วงที่ผ่านมา ในการจัดการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรที่ผ่านพ้นไป ซึ่งดำเนินการได้อย่างราบรื่น ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี และด้วยเสถียรภาพทางการเมือง เชื่อมั่นว่าจะยิ่งสร้างความเชื่อมั่นของนานาชาติต่อประเทศ โดยกระทรวงการต่างประเทศพร้อมสืบสานภารกิจทั้งในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการทูตเชิงเศรษฐกิจ เพื่อสร้างความสมดุลของบทบาทไทยในเวทีโลก 

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/161562


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/476174&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Gck07RVByRx-D4UmNiCkr

  • เศรษฐกิจ ‘มาเลเซีย’ โตแรง GDP ทะลุเป้า 5.2% ใกล้เคียงสิงคโปร์-อินโดนีเซีย

    เศรษฐกิจ ‘มาเลเซีย’ โตแรง GDP ทะลุเป้า 5.2% ใกล้เคียงสิงคโปร์-อินโดนีเซีย

    มาเลเซียสรุปภาพรวมเศรษฐกิจปี 2025 โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ขยายตัวถึง 5.2% สูงกว่าเป้าหมายของรัฐบาลที่วางไว้ที่ 4 – 4.8% จากแรงหนุนการส่งออก อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ AI Data center และตลาดแรงงานที่แข็งแกร่ง

    ธนาคารกลางมาเลเซีย (Bank Negara Malaysia) ระบุว่า ความต้องการภายในประเทศที่แข็งแกร่งและการส่งออกที่เอื้ออำนวย เป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตของประเทศในปี 2025 โดยอัตราการเติบโตเร่งตัวขึ้นจาก 5.1% ในปี 2024

    โดยเทียบได้กับระดับการเติบโตที่ใกล้เคียงกันในประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่าง สิงคโปร์ที่ 5.0% อินโดนีเซียที่ 5.1% และฟิลิปปินส์ที่ 4.4%

    ในช่วงตุลาคม-ธันวาคม GDP ของมาเลเซียขยายตัวมากถึง 6.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว เพิ่มขึ้นจาก 5.4% ในไตรมาสก่อนหน้าและเป็นการเติบโตที่เร็วที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปี 2022 ซึ่งเศรษฐกิจขยายตัว 7.4%


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


    “คาดว่าโมเมนตัมจะโตต่อไปในปี 2026 จากปัจจัยอุปสงค์ภายในประเทศและการส่งออกที่แข็งแกร่ง”

    ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาตามภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการเติบโต 6.3% ในไตรมาสที่ 4 ดีขึ้นจาก 5.5% ภาคการผลิตขยายตัว 6.1% เทียบกับ 4.1% ในไตรมาสที่ 3

    Mohd Uzir Mahidin หัวหน้าสำนักงานสถิติแห่งมาเลเซีย กล่าวว่า การขยายตัวอย่างแข็งแกร่งในไตรมาสที่ 4 นั้นเกิดจากอุปสงค์ภายในประเทศที่แข็งแกร่ง

    จากปัจจัยการท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดราชการและวันหยุดโรงเรียน การใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในสินค้าที่เกี่ยวข้องกับโรงเรียนหลังจากการเปลี่ยนแปลงปฏิทินการศึกษาปี 2026 การบริโภคในช่วงเทศกาล และสภาวะตลาดแรงงานที่มั่นคง กระตุ้นการใช้จ่ายของครัวเรือน

    “กิจกรรมทางเศรษฐกิจยังได้รับแรงหนุนจาก Data center และบทบาทของมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนและการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมและสัมมนาต่างๆ และการเลือกตั้งรัฐซาบาห์ เมื่อเดือนพฤศจิกายน”

    สำหรับปี 2026 คาดว่าการเติบโตจะยังคงแข็งแกร่ง โดยได้รับการสนับสนุนจากการใช้จ่ายและการลงทุนของครัวเรือน

    “Data center ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในฐานะอุตสาหกรรมเชิงกลยุทธ์ โดยได้รับการสนับสนุนจากการลงทุนที่ต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และการจัดหาพลังงานที่มั่นคง”

    ส่งผลให้ดึงดูดการลงทุนขนาดใหญ่ สร้างงานที่มีทักษะสูง และขับเคลื่อนความต้องการในภาคสาธารณูปโภค ICT และบริการระดับมืออาชีพ

    ด้าน Suhaimi Ilias หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของกลุ่ม Maybank กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจมาเลเซียปี 2026 การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้อุปสงค์จากต่างประเทศยังคงเป็นอุปสรรค เนื่องจากการนำเข้ายังคงแซงหน้าการเติบโตของการส่งออก

    อย่างไรก็ตาม สำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาค ASEAN+3 (AMRO) คาดการณ์ว่า การเติบโตของประเทศจะชะลอตัวลงเหลือ 4.6% จากอุปสรรคดังกล่าว

    โดย Kian Heng Piah หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ AMRO มองว่า ความเสี่ยงมาจากข้อจำกัดทางการค้าที่เกิดขึ้นใหม่ รวมถึงภาษี (Tariffs) ที่สูงขึ้นและการควบคุมเทคโนโลยีที่เข้มงวดขึ้นซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการผลิตเพื่อการส่งออกและทำให้การลงทุนข้ามชาติล่าช้า

    ขณะที่ Yasuto Watanabe ผู้อำนวยการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ AMRO กล่าวว่า ปัจจุบันมาเลเซียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีผลการดำเนินงานทางเศรษฐกิจดีที่สุดในอาเซียน

    “โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาคการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังคงแข็งแกร่ง และการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI ก็กำลังเร่งตัวขึ้น”

    พร้อมชี้ให้เห็นว่าแนวโน้มเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงรากฐานที่มั่นคงของมาเลเซียในห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลก

    ​​ภาพ : wichianduangsri / Getty images

    อ้างอิง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/malaysia-economy-gdp-growth/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1crXsE-VjMZy9QZDRBShKq

  • สมาคมผู้ค้าปลีกไทย  เสนอ ‘แพ็กเกจ 6 นโยบายฟื้นเศรษฐกิจ’

    สมาคมผู้ค้าปลีกไทย เสนอ ‘แพ็กเกจ 6 นโยบายฟื้นเศรษฐกิจ’

    นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า ภายหลังการจัดการเลือกตั้งทั่วไป และคาดว่าจะมีการประกาศคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เพื่อเข้าบริหารประเทศได้ในช่วงกลางปีนี้ ส่งผลทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุน ผู้ประกอบการ และประชาชน เริ่มมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น ซึ่งช่วยส่งสัญญาณเชิงบวกต่อบรรยากาศการลงทุน และการใช้จ่ายในภาพรวม แต่ก็ยังจำเป็นต้องเร่งสร้างบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยให้กลับมาคึกคักอย่างเป็นรูปธรรม

    โดยคาดหวังให้รัฐบาลใหม่สานต่อนโยบายที่มีประสิทธิผล และต่อยอดด้วยมาตรการใหม่ ๆ โดยเฉพาะการกระตุ้นเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับฐานราก การยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน และการลดอุปสรรคต่อภาคธุรกิจ ท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน ทั้งกำลังซื้อที่ยังเปราะบาง ต้นทุนพลังงานที่อยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ควบคู่กับการปราบปรามทุนเทาและการทุจริต เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการแข่งขัน ภายใต้กรอบการทำงานระยะ 4 ปีของทีมบริหารประเทศ

    เสนอ ‘แพ็กเกจ 6 นโยบายฟื้นเศรษฐกิจ’

    โดยสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เสนอ แพ็กเกจ 6 นโยบายฟื้นเศรษฐกิจ ต่อรัฐบาลใหม่ โดยประเมินว่าหากทำได้ตามข้อเสนอจะช่วย เพิ่ม GDP ให้เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 0.5-1.0% จากคาดการณ์เดิม 1.6–2.0% ในปี 2569 พร้อมทั้งกระตุ้นกิจกรรมด้านเศรษฐกิจซึ่งเกิดจากการใช้จ่าย การท่องเที่ยว และการลงทุนราว มากกว่า 200,000 ล้านบาท และการจ้างงาน มากกว่า 100,000 ตำแหน่ง ทั้งเมืองหลักและเมืองรอง

    โดยข้อเสนออยู่ภายใต้แนวคิดช้อปคุ้ม–เที่ยวปัง–ลงทุนท้องถิ่น–SMEs แข็งแรง–แรงงานมีทักษะ–แข่งขันอย่างเท่าเทียม ดังนี้

    ช้อปคุ้ม : กระตุ้นกำลังซื้อทันที ให้เงินหมุนเวียนทั่วประเทศ

    • มาตรการคนละครึ่งพลัส  ปลดล็อกข้อจำกัดเดิมเพื่อให้ ครอบคลุมร้านค้าปลีกทุกขนาด รวมถึง โมเดิร์นเทรด เพื่อเพิ่มทางเลือกและความสะดวกในการจับจ่าย โดยจากบทเรียน “คนละครึ่ง พลัส” ครั้งล่าสุด พบว่ามีผู้ใช้สิทธิ์ไม่เต็มวงเงินถึง 13 ล้านคน คิดเป็นเม็ดเงินคงเหลือถึง 6,000 ล้านบาท ทำให้ประเทศเสียโอกาสในการสร้าง Multiplier Effect หรือการหมุนเวียนเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจอย่างที่ควรจะเป็น
    • ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax) เสนอให้นำมาตรการปรับลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย จากอัตราปกติ 3% เหลือ 0% -1% กลับมาใช้อีกครั้ง เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนเงินสดและเสริมสภาพคล่องให้แก่ภาคธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ควบคู่กับการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice & e-Receipt) มากขึ้น
    • บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ  ขยายให้ร้านค้าปลีกทุกขนาดสามารถรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้ เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับประชาชน ส่งผลให้มีเงินหมุนเวียนในระบบมากขึ้น

    เที่ยวปัง : ยกระดับสู่จุดหมายแห่งการช้อปปิ้งและท่องเที่ยวไลฟ์สไตล์

    • มาตรการ Instant Tax Refund  นำร่องคืนภาษี VAT 7% ทันที ณ ร้านค้า สำหรับนักท่องเที่ยวที่ซื้อสินค้าขั้นต่ำ 3,000 บาท เพื่อสร้างแรงจูงใจในการช้อปปิ้งและแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้
    • ปั้นไทยเป็น Shopping Paradise ยกเลิกหรือลดภาษีสินค้าไลฟ์สไตล์นำเข้า (Import Tax) กลุ่มสินค้าแฟชั่น เครื่องหนัง ความงาม เครื่องประดับ ซึ่งปัจจุบันจัดเก็บสูงถึง 20-30% รวมทั้งนำร่องแซนด์บ็อกซ์ “เขตปลอดภาษี” (Free Tax Zone) ในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก เช่น ภูเก็ต เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่ม High Spending ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อคน และดึงเม็ดเงินท่องเที่ยวให้กลับเข้าประเทศไทยมากขึ้น
    • เที่ยวดีมีคืน เสนอให้ขยายขอบเขตมาตรการ “เที่ยวดีมีคืน” เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในหมวดสินค้าของฝาก สินค้าชุมชน และสินค้าเอสเอ็มอี โดยเปิดโอกาสให้ร้านค้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สามารถเข้าร่วมโครงการ และนำยอดใช้จ่ายไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้

    ลงทุนท้องถิ่น : สร้างงาน สร้างรายได้ ลดกระจุกตัวทางเศรษฐกิจ

    • ลงทุนเมืองน่าเที่ยว กำหนดมาตรการจูงใจทางภาษีสำหรับภาคเอกชนไทยที่เข้าไปลงทุนในเมืองรอง (เมืองน่าเที่ยว) โดยเฉพาะโครงการหรือธุรกิจที่ก่อให้เกิดการจ้างแรงงานในพื้นที่ และมีการเชื่อมโยงผู้ประกอบการ SMEs ท้องถิ่นเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน เพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจฐานราก
    • ลดค่าไฟฟ้า เสริมความสามารถในการแข่งขันผ่านการลดต้นทุน อาทิ การทบทวนและปรับลดโครงสร้างค่าไฟฟ้าในภาคค้าปลีก โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ควบคู่กับการสนับสนุนสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับผู้ประกอบการที่ลงทุนในเทคโนโลยีด้านการประหยัดพลังงาน เช่น การติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์

    SMEs แข็งแรง : เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

    • สนับสนุนสินค้าไทย ให้ได้รับการรับรอง Made in Thailand (MiT) จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและโอกาสในการได้รับการจัดซื้อจัดจ้างจากภาครัฐ รวมทั้งขยายโอกาสในการส่งออก
    • อุดหนุนภาษี ให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสำหรับสินค้าในหมวด Sustainable เพื่อลดต้นทุนและจูงใจให้เกิดการพัฒนาสินค้าและนวัตกรรมสีเขียวอย่างเป็นรูปธรรม

    แรงงานมีทักษะ : ส่งเสริมแรงงานภาคค้าปลีก

    ยกระดับ Productivity ด้วย AI สนับสนุนสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME ในการลงทุนระบบ AI เชิงปฏิบัติการ (Agentic AI) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ เช่น การนำเสนอสินค้าเฉพาะบุคคล การบริหารสต็อกและบัญชี เป็นต้น

    แก้ปัญหาแรงงานยั่งยืน เร่งนโยบาย Upskill และ Reskill แรงงานค้าปลีกให้เท่าทันเศรษฐกิจดิจิทัล และเสนอให้ใช้ “มาตรฐานวิชาชีพ” เป็นตัวกำหนดค่าจ้างแทนการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำแบบเหมารวม เพื่อรักษาเสถียรภาพการจ้างงาน

    การจ้างงาน ได้แก่ การจ้างงานผู้สูงวัย จากการที่ไทยเข้าสูงสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ เพื่อให้ผู้สูงอายุมีรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยผู้ประกอบการสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้สองเท่า, การจ้างงานรายชั่วโมง เพื่อแก้ปัญหาการว่างงาน เพิ่มช่องทางให้ผู้มีรายได้น้อย เช่น ผู้สูงอายุ นักศึกษา และแรงงานนอกระบบ ส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารต้นทุนแรงงานได้คล่องตัวมากขึ้น และ การจ้างแรงงานต่างด้าว ลดข้อจำกัดและขั้นตอนในการจ้างแรงงานต่างด้าว เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงกำลังคนในตำแหน่งงานที่ขาดแคลน หรือเป็นงานที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของแรงงานไทย

    แข่งขันอย่างเท่าเทียม : ลดความเหลื่อมล้ำในการแข่งขัน

    กำหนดให้แพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มีหน้าที่โดยตรงในการตรวจสอบและคัดกรองสินค้าอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะสินค้าที่ไม่ได้รับการรับรองมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง อาทิ เครื่องหมาย อย. หรือ มอก. รวมถึงสินค้าที่ไม่มีฉลากภาษาไทยอย่างถูกต้อง พร้อมกำหนดกรอบเวลาให้ดำเนินการนำสินค้าออกจากแพลตฟอร์มภายใน 24 ชั่วโมง

    ควบคู่กับการกำหนดให้แพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ทำหน้าที่จัดเก็บและนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ข้ามพรมแดนแทนผู้ขายรายย่อยจากต่างประเทศ เพื่อปิดช่องว่างการจัดเก็บภาษี

    เสนอ รัฐบาลใหม่เร่งแก้ปัญหาปากท้อง-ส่งเสริมท่องเที่ยวรับมือสังคมสูงวัย

    ด้าน นางสาววรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด  ระบุว่า ในด้านสถานการณ์บ้านเมือง มองว่าบรรยากาศทางการเมืองและการจัดตั้งรัฐบาล แม้จะมีประเด็นความล่าช้าบ้างแต่เชื่อว่าเอกชนพร้อมปรับตัวและทุกคนยังมองโลกในแง่บวก อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ภาคธุรกิจฝั่งเอกชนคาดหวังคือความชัดเจนของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจใน 2 ด้านหลัก ได้แก่

    • นโยบายเร่งด่วนด้านปากท้อง เพื่อช่วยเหลือทั้งผู้บริโภคและคู่ค้า ตั้งแต่ระดับ SME ไปจนถึงองค์กรใหญ่ ให้มีกำลังซื้อและขับเคลื่อนธุรกิจต่อไปได้
    • นโยบายการท่องเที่ยวระยะยาว เนื่องจากประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและอัตราการเกิดต่ำ ทำให้ยอดจับจ่ายจากคนในประเทศเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ภาคธุรกิจจึงต้องการนโยบายดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ (Tourists) เข้ามาเติมเต็มในทุกเทศกาล ซึ่งเห็นสัญญาณบวกจากการที่สนามบินเริ่มมีความหนาแน่นในช่วงที่ผ่านมา

    อย่างไรก็ตาม เดอะมอลล์ กรุ๊ป ยืนยันความพร้อมที่จะร่วมมือกับภาครัฐในทุกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หากเข้ามาขอความร่วมมือ เช่น หากมีการสานต่อโครงการในลักษณะ “ช้อปดีมีคืน” หรือแคมเปญลดหย่อนภาษีอื่นๆ โดยมองว่านโยบายจากภาครัฐจะสร้างอิมแพ็คในภาพรวมได้รุนแรงและกว้างขวางกว่าที่เอกชนทำเพียงลำพัง เพื่อเตรียมรับมือกับช่วงเทศกาลสำคัญถัดไปอย่าง สงกรานต์ และช่วงซีซั่นเซลล์ในช่วงกลางปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/268407&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2va0e6QtWebaC69Eai33sl

  • เอกชนชี้เลือกตั้ง2569ฉุดเบิกจ่ายงบ 70 ล่าช้า-คอร์รัปชันซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย

    เอกชนชี้เลือกตั้ง2569ฉุดเบิกจ่ายงบ 70 ล่าช้า-คอร์รัปชันซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย

    เอกชนชี้เลือกตั้ง2569ฉุดเบิกจ่ายงบ 70 ล่าช้า-คอร์รัปชันซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงประเด็นเรื่องของการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ ว่า การเลือกตั้งล่าสุดมีผลทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายปี 2570 ล่าช้าออกไป 

    ทั้งนี้ ในปี 68 จะเห็นได้ว่าคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ออกมาท้วงติงว่างบการลงทุนภาครัฐ 11 เดือนแรกเบิกจ่ายงบลงทุนได้แค่ 50.9% แม้เดือนสุดท้ายของปี 68 จะเร่งจนขึ้นมาเป็น 65% แต่ก็ยังถือว่าน้อยกว่าปกติที่ควรจะได้ประมาณ 80% 

    โดยในภาวะที่ต้องการเม็ดเงินลงทุน หรือเงินเข้าสู่ระบบเพื่อให้เกิดการจ้างงาน และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จึงทำให้เงินไม่สามารถลงไปได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เศรษฐกิจโดยรวมของไทยไม่ดีไปด้วย

    “เครื่องยนต์ที่เรียกว่าการลงทุน เป็นเครื่องจักรสำคัญ เหมือนกับการส่งออก การท่องเที่ยว เมื่อเม็ดเงินเข้าสู่ระบบไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย การจ้างงานก็ไม่เกิด เศรษฐกิจโดยรวมก็ไม่ดี”

    นายเกรียงไกร กล่าวต่อไปอีกว่า ยิ่งเวลลานี้ประเทศไทยได้ผลการประเมินดัชนีภาพลักษณ์การคอร์รัปชัน (Corruption Perceptions Index: CPI) ประจำปี 2568 โดย Transparency International ซึ่งประเทศไทยได้คะแนน 33/100 อยู่ในอันดับ 116 ของโลก ต่ำสุดในรอบ 14 ปี และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 42 คะแนน สะท้อนภาพลักษณ์ด้านความโปร่งใสที่ถดถอยลงอย่างมีนัยสำคัญเรื่องดังกล่าวส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างแน่นอน โดย CPI หรือดัชนีการรับรู้การทุจริต คือมุมมองที่มีการให้คะแนน ซึ่งไทยตกต่ำสุดในรอบ 19 ปี อยู่อันดับที่ 7 ในภูมิภาค ซึ่งถือว่าแย่ เพราะแพ้ทั้งสปป.ลาวและเวียดนาม ทั้งที่ไม่น่าจะเป็นแบบนี้

    เอกชนชี้เลือกตั้ง2569ฉุดเบิกจ่ายงบ 70 ล่าช้า-คอร์รัปชันซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย

    ส่วนเวียดนามมีการพัฒนาขึ้นมาเป็น 41 คะแนน และมีแนวโน้มจะได้คะแนนเพิ่มขึ้น เพราะมีนโยบายแก้ปัญหาอย่างจริงจัง แต่ของไทยทรุดลงมาตลอด 4 ปีหลังสุด โดยสอดคล้องกับที่ทาง กกร. และกลุ่มเพื่อนไม่ทน ออกแคมเปญมา เพราะเรามองว่าความเชื่อมั่น ,Ease of Doing Business และต้นทุนแฝง จะทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยสู้ประเทศอื่นในภูมิภาคไม่ได้

    ทั้งนี้ ต้นทุนแฝงทั้งเรื่องการขอใบอนุญาตและการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ซึ่งปัจจุบันทวีความรุนแรงขึ้นในการที่ต้องจ่ายเป็นจำนวนมาก เรื่องดังกล่าวกระทบต่อภาพลักษณ์อย่างแน่นอน อีกทั้งไทยเองกำลังถูกจับตามองจากบริษัท Credit Rating ต่าง ๆ ซึ่งดูจากภาพเศรษฐกิจของไทย โดย CPI ดังกล่าวจะยิ่งสะท้อนให้มีผลหนักมากขึ้น

    “จากสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลต่อความเชื่อมั่น และความมั่นใจ อีกทั้งยังถูกนำไปเปรียบเทียบกับประเทศอื่นเวลาที่จะพิจารณาการลงทุน หากมาไทยแม้โลเคชันจะดี หลายอย่างดี แต่ต้นทุนแฝง รวมถึงขั้นตอนนาวนาน เสียเวลาและเสียพลังมาก หากเป็นบริษัทที่ดีที่มีทางเลือกก็อาจไปลงทุนที่อื่นแทนไทย”

    นอกจากนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นยังส่งผลกระทบต่อคนในประเทศ เพราะต้องพบเจอกับปัญหาหลายเรื่องที่มาจากการคอร์รัปชัน เช่น เศรษฐกิจใต้ดินที่มีขนาดเกือบครึ่งหนึ่งของเศรษฐกิจทั้งหมด ซึ่งทำให้มีผลต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ

    อย่างไรก็ดี หากไทยยังมีการคอรรัปชันระดับสูง งบประมาณการอัดฉีดจากภาครัฐที่จะลงไปสู่กระบวนการเศรษฐกิจ เช่น การจัดซื้อจัดจ้างก็จะรั่วไหลหมด โดยทำให้นโยนบายไม่เกิดประสิทธิผล หรือเรียกว่าจะทำให้มาตรการที่ภาครัฐต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้ผลเท่าที่ควร

    อีกทั้งยังกระทบความเชื่อมั่นของการลงทุนทั้งคนไทยและต่างประเทศ เพราะต้นทุนแฝงที่มีมาก กระบวนการที่ยาว ซึ่งไม่ทำให้เกิดขีดความสามารถ แต่เป็นการบั่นทอนขีดความสามารถและความเชื่อมั่น

    สำหรับข้อเสนอแนะจากภาคเอกชนนั้น กกร. และเพื่อนไม่ทนต้องการให้ภาครัฐจริงจังกับการป้องกันและปราบปราม เพื่อส่งสัญญาณว่าจะพยายามทำให้การคอร์รัปชันลดลง ซึ่งเมื่อสามารถทำได้อันดับคะแนนของไทยก็จะดีขึ้นในปีหน้า

    “ปัญหาใหญ่ของไทยที่เป็นมะเร็งร้ายมาจนถึงจุดที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ส่วนใหญ่มาจากการคอร์รัปชัน เอกชนจึงมองว่าหากลดหรือปราบปรามคอร์รัปชันได้จริงจัง จะแก้ปัญหาที่ประเทศเผชิญอยู่อย่างน้อยครึ่งหนึ่งได้ทันที ขณะที่ประเทศอื่นมีแต่รัฐบาลสนับสนุนช่วยให้ขั้นตอนเร็ว และง่าย เพราะถือว่านักลงทุนเป็นส่วนหนึ่งในการหารายได้ให้ประเทศ มีการสร้างงาน สร้างเศรษฐกิจ แต่ไทยกลับต้องเจอกับปัญหาเรื่องอุปสรรค เรื่องดุลยพินิจการขอใบอนุญาติ ต้องมีการจ่ายต้นทุนแฝงเพื่อให้ได้รับการอนุมัติทุกขั้นตอน ซึ่งบั่นทอนความเชื่อมั่น และกำลังใจ ทำให้ไม่ต้องการมาลงทุน“ 

    อย่างไรก็ตาม ต้องเรียนว่าเรื่องดังกล่าวจะกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพี (GDP) ของประเทศ หรือที่ภาครัฐตั้งเป้าไว้ เพราะการลงทุนคือเครื่องยนต์หลัก (Engine) ของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่กลับต้องติดขัดไปทั้งหมด ทำให้การลงทุนเอกชนลดลง ขณะที่การลงทุนจากภาครัฐก็ติดปัญหาเรื่องคอร์รัปชันจากระบบการจัดซื้อจัดจ้างที่รั่วไหลประมาณ 20-30% หรือประมานหลายแสนล้านบาท ประกอบกับเสถียรภาพรัฐบาลที่ไม่ดี มีการเปลี่ยนแปลงบ่อย ทำให้การเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐล่าช้า ยิ่งทำให้ตัวเลขการลงทุนหายไปเพิ่มมากขึ้น 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/651467&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Eh3tGrRGlHZMc1HW4srGd

  • จอมยุทธ์คืนชีพ! นายกเมืองน่านเปิดรันเวย์ตรุษจีน โชว์เศรษฐกิจสร้างสรรค์สุดอลังการ | TOPNEWS

    จอมยุทธ์คืนชีพ! นายกเมืองน่านเปิดรันเวย์ตรุษจีน โชว์เศรษฐกิจสร้างสรรค์สุดอลังการ | TOPNEWS

    นายกเทศมนตรีเมืองน่าน นำทีมเปิดงาน “China Town of Nan 2026” ยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ด้วยแฟชั่นโชว์สุดล้ำ “ภาพยนตร์จีนในความทรงจำ” งานนี้ “นางพญางูขาว-งูเขียว” จัดเต็มเสื้อผ้าหน้าผมคว้าใจกรรมการซิวรางวัลชนะเลิศไปครอง

    เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 19.30 น. ณ ศาลเจ้าปุงเถ่ากงน่าน ชุมชนบ้านหัวเวียงใต้ ตำบลในเวียง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน โดยมี นายสุรพล เธียรสูตร นายกเทศมนตรีเมืองน่าน พร้อมด้วย นางอริสา บุญสม รองนายกเทศมนตรีเมืองน่าน และผู้แทนภาคีเครือข่าย อาทิ ประธานศาลเจ้าปุงเถ่ากง ประธานชมรมตระกูลตั้ง ประธานชมรมพ่อค้าน่าน และประธานชมรมไหลำ ร่วมมอบรางวัลให้แก่ผู้เข้าประกวด ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักและการตอบรับจากประชาชนและนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก

    เทศบาลเมืองน่าน ร่วมกับ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดน่าน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานน่าน ศาลเจ้าปุงเถ่ากงน่าน ชมรมพ่อค้าน่าน ชุมชนหัวเวียงใต้ และภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชน จัดงานเทศกาลตรุษจีน “China Town of Nan 2026” ระหว่างวันที่ 10–17 กุมภาพันธ์ 2569 ณ บริเวณศาลเจ้าปุงเถ่ากงน่าน ถนนสุมนเทวราช

    ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ ถนนคนเดินจำหน่ายอาหารและสินค้า การประดับโคมไฟจีน การประกวดภาพถ่าย จุดถ่ายภาพเช็กอิน การแสดงทางวัฒนธรรม เชิดสิงโต การแสดงแสง สี เสียง ไทเก็ก การประกวดแฟชั่นโชว์ และกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวอีกมากมาย สร้างสีสันและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างคึกคัก

    ผลการประกวดแฟชั่นโชว์ “ภาพยนตร์จีนในความทรงจำ”
    รางวัลชนะเลิศ : นางพญางูขาวงูเขียว
    รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 : นาจาศิษย์เจ้าแม่กวนอิม
    รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 : นักเตะเสี้ยวลิ้มยี่
    รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 3 : พรรคกระยาจกแห่งมังกรหยก
    รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 4 : ซูซีไทเฮา
    รางวัลขวัญใจปุงเถ่ากง : นางพญางูขาวงูเขียว
    รางวัลขวัญใจมหาชน : นาจาศิษย์เจ้าแม่กวนอิม

    กัลยา สองเมืองแก่น ผู้สื่อข่าว TopNewsทั่วไทย จ.น่าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1486661&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1i0qMJEWoGnzQ2pIkmRZpq

  • เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ตำนานจอเงินจีนคืนชีพกลางเมืองน่าน!

    เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ตำนานจอเงินจีนคืนชีพกลางเมืองน่าน!

    เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ตำนานจอเงินจีนคืนชีพกลางเมืองน่าน! แฟชั่นโชว์ตรุษจีน “China Town of Nan 2026”ภายในงานเทศกาลตรุษจีน จากจีนสู่ไทยสุขใจในแผ่นดินน่าน “China Town of Nan 2026”

    เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 19.30 น. ณ ศาลเจ้าปุงเถ่ากงน่าน ชุมชนบ้านหัวเวียงใต้ ตำบลในเวียง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน โดยมี นายสุรพล เธียรสูตร นายกเทศมนตรีเมืองน่าน พร้อมด้วย นางอริสา บุญสม รองนายกเทศมนตรีเมืองน่าน และผู้แทนภาคีเครือข่าย อาทิ ประธานศาลเจ้าปุงเถ่ากง ประธานชมรมตระกูลตั้ง ประธานชมรมพ่อค้าน่าน และประธานชมรมไหลำ ร่วมมอบรางวัลให้แก่ผู้เข้าประกวด ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักและการตอบรับจากประชาชนและนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก

    เทศบาลเมืองน่าน ร่วมกับ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดน่าน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานน่าน ศาลเจ้าปุงเถ่ากงน่าน ชมรมพ่อค้าน่าน ชุมชนหัวเวียงใต้ และภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชน จัดงานเทศกาลตรุษจีน “China Town of Nan 2026” ระหว่างวันที่ 10–17 กุมภาพันธ์ 2569 ณ บริเวณศาลเจ้าปุงเถ่ากงน่าน ถนนสุมนเทวราช

    ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ ถนนคนเดินจำหน่ายอาหารและสินค้า การประดับโคมไฟจีน การประกวดภาพถ่าย จุดถ่ายภาพเช็กอิน การแสดงทางวัฒนธรรม เชิดสิงโต การแสดงแสง สี เสียง ไทเก็ก การประกวดแฟชั่นโชว์ และกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวอีกมากมาย สร้างสีสันและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างคึกคัก

    🏆 ผลการประกวดแฟชั่นโชว์ “ภาพยนตร์จีนในความทรงจำ”
    รางวัลขวัญใจมหาชน : นาจาศิษย์เจ้าแม่กวนอิม
    รางวัลขวัญใจปุงเถ่ากง : นางพญางูขาวงูเขียว
    รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 4 : ซูซีไทเฮา
    รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 3 : พรรคกระยาจกแห่งมังกรหยก
    รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 : นักเตะเสี้ยวลิ้มยี่
    รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 : นาจาศิษย์เจ้าแม่กวนอิม
    รางวัลชนะเลิศ : นางพญางูขาวงูเขียว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3881513/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0wX7XRbKoYC6o3JKKMhy2u