Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • นายกฯ สั่งอนุมัติ 1 ล้านเยียวยาครอบครัว ‘ผอ.ศศิพัชร’ ศธ.พิจารณาบำเหน็จ-บรรจุทายาท | เดลินิวส์

    นายกฯ สั่งอนุมัติ 1 ล้านเยียวยาครอบครัว ‘ผอ.ศศิพัชร’ ศธ.พิจารณาบำเหน็จ-บรรจุทายาท | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 13 ก.พ. 69 เวลา 19.00 น. ศ.ดร. นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเยียวยาผู้ได้รับบาดเจ็บและครอบครัวผู้เสียชีวิต จากเหตุคนร้ายบุกยิงภายในโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ จังหวัดสงขลา ว่า ภายหลังเกิดเหตุได้เร่งลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์ พร้อมให้กำลังใจครู นักเรียน และผู้ปกครองอย่างใกล้ชิด และได้รายงานสถานการณ์นาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากนายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตั้งแต่เกิดเหตุ

    โดยนายกรัฐมนตรีได้มีดำริให้ใช้งบประมาณจากสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อเยียวยาครอบครัวของ นางศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ ซึ่งเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ปกป้องนักเรียน โดยเห็นว่าเป็นการเสียสละอันยิ่งใหญ่ และสมควรได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูสภาพจิตใจของครู นักเรียน และบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย

    รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ภายหลังการลงพื้นที่เมื่อค่ำวานนี้ นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้กระทรวงศึกษาธิการเร่งจัดทำรายละเอียดเสนอไปยังคณะกรรมการกองทุนของสำนักนายกรัฐมนตรีโดยด่วน ซึ่งกระทรวงฯ ได้ส่งข้อมูลและหลักฐานประกอบการพิจารณา และล่าสุด ได้รับแจ้งว่า คณะกรรมการได้พิจารณาอนุมัติการเยียวยาให้แก่ครอบครัวของ นางศศิพัชร สินสโมสร จำนวน 1 ล้านบาท โดยในวันอังคารที่ 17 ก.พ.จะมีการมอบเงินเยียวยาดังกล่าวให้กับครอบครัวของผู้เสียชีวิต ในพิธีพระราชทานเพลิงศพนางศศิพัชร เพื่อร่วมไว้อาลัยและแสดงความเคารพต่อวีรกรรมอันกล้าหาญ

    ส่วนกรณีผู้ได้รับบาดเจ็บ โดยเฉพาะนักเรียนที่ยังอยู่ระหว่างการรักษา จะต้องรอเอกสารรับรองแพทย์เพื่อประกอบการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ ก่อนดำเนินการช่วยเหลือตามขั้นตอนต่อไป ทั้งนี้ รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการยืนยันว่าจะดูแลอย่างใกล้ชิด และไม่ปล่อยให้ครอบครัวใดต้องเผชิญกับผลกระทบเพียงลำพัง

    นอจากนี้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ ได้กำชับให้ ศธ.พิจารณาสิทธิประโยชน์และบำเหน็จบำนาญความชอบเป็นกรณีพิเศษตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยขณะนี้ สำนักงาน ก.ค.ศ.ได้พิจารณาช่วยเหลือครอบครัวของ ผอ.ศศิพัชร เพื่อเป็นการตอบแทนคุณความดีและยกย่องครูผู้เสียสละ ตามหลักเกณฑ์ฯ ว 12/2562 ให้ส่วนราชการสามารถพิจารณาการสงเคราะห์และช่วยเหลือบรรจุทายาทของข้าราชการสังกัดกระทรวงศึกษาธิการที่เสียชีวิต อันเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือการปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดี เข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ได้ ซึ่ง ผอ.ศศิพัชร มีบุตรธิดา จำนวน 2 คน กำลังศึกษาในระดับชั้นอุดมศึกษา ปีที่ 3 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ตามลำดับ โดยเมื่อจบการศึกษาก็สามารถดำเนินการตามหลักเกณฑ์นี้ได้ ในกรณีที่ทายาทประสงค์จะบรรจุเข้ารับราชการ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5600845/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38Kpztb8igCKHKVtIpELre

  • เปิดการแสดงแสง เสียง ละครอิงประวัติศาสตร์ เทิดพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ยิ่งใหญ่ตระการตา

    เปิดการแสดงแสง เสียง ละครอิงประวัติศาสตร์ เทิดพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ยิ่งใหญ่ตระการตา

    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่พระราชวังจันทน์ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก นายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธานในพิธีเปิดการแสดงแสง เสียง ละครอิงประวัติศาสตร์ “เทิดพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” ประจำปี 2569 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้กิจกรรมงานแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พิษณุโลก ระหว่างวันที่ 13–19 กุมภาพันธ์ 2569

    นางสาวนิภาวรรณ กาญจนพิทักษ์ วัฒนธรรมจังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า จังหวัดพิษณุโลกได้จัดงานแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเป็นประจำทุกปี เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและพระปรีชาสามารถของ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช โดยเฉพาะเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ในวาระทรงกระทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชาแห่งพม่า อีกทั้งเพื่อปลูกฝังให้เยาวชนและประชาชนเกิดจิตสำนึกรัก หวงแหน และจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ตลอดจนส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม สร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการ และเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวในจังหวัดพิษณุโลก

    การจัดงานครั้งนี้เป็นการบูรณาการความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ได้แก่ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพิษณุโลก กองทัพภาคที่ 3 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานพิษณุโลก มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดพิษณุโลก องค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก เทศบาลนครพิษณุโลก ภาคเอกชน ภาคประชาชน และสื่อมวลชนทุกแขนง โดยใช้งบประมาณจากโครงการตามแผนปฏิบัติราชการประจำปี 2569 และงบประมาณสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    จากนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลกได้กล่าวเปิดงานอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางบรรยากาศการแสดงแสง สี เสียง ที่ถ่ายทอดเรื่องราวทางประวัติศาสตร์อย่างยิ่งใหญ่ตระการตา สร้างความประทับใจแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เข้าร่วมชมการแสดงในค่ำคืนแรกอย่างคับคั่ง

    /////////

    แสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.phitsanulokhotnews.com/2026/02/14/193351&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CXJ_mRu_2mUdrzA5FdYgs

  • ไฟแนนเชียลไทมส์ เผยแพร่บทความ “เศรษฐา” เสนอวิธีฟื้นเศรษฐกิจไทย

    ไฟแนนเชียลไทมส์ เผยแพร่บทความ “เศรษฐา” เสนอวิธีฟื้นเศรษฐกิจไทย

    ไฟแนนเชียลไทมส์ เผยแพร่บทความ “เศรษฐา” เสนอวิธีฟื้นเศรษฐกิจไทย

    ไฟแนนเชียลไทมส์ เผยแพร่บทความ เศรษฐาฯ แนะวิธีพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย ต้องรีเซ็ตครั้งใหญ่ แก้ปัญหาหนี้เสีย ปลุกกำลังซื้อในประเทศ ปรับกฎหมายให้ทันสมัย ดันนโยบาย “Go Cloud First” ปลุกลงทุน

    ไฟแนนเชียลไทมส์ สื่อด้านธุรกิจของอังกฤษ เผยแพร่บทความ ในคอลัมน์ จดหมายถึงบรรณาธิการ ที่ นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี เขียนมาตอบบทวิเคราะห์ของไฟแนนเชียลไทมส์ เมื่อวันที่ 4 ก.พ. ที่ระบุว่า ไทยกำลังกลายเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” พร้อมเสนอแนะแนวทางการพลิกฟื้นเศรษฐกิจของไทย

    ในจดหมายดังกล่าว นายเศรษฐาระบุว่า บทความสะท้อน “อาการ” ของเศรษฐกิจไทยได้ถูกต้อง แต่การวินิจฉัยยังพลาดแนวทางการรักษาเศรษฐกิจไทยที่เป็นไปได้ โดยเสนอว่า 

    ประการแรก การฟื้นความเชื่อมั่นผู้บริโภคผ่านการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างจริงจัง เราต้องทำลายวงจรหนี้ครัวเรือนที่เป็นกับดักเรื้อรังมาอย่างยาวนาน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในอดีตไม่สามารถก่อให้เกิดผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่มีนัยสำคัญได้ เพราะแรงกระตุ้นถูกลดทอนด้วยภาระหนี้เดิมและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ คนไทยไม่สามารถหลุดพ้นจากกับดักหนี้ได้ด้วยการแจกเงินเพียงอย่างเดียว

    สิ่งที่จำเป็นคือสิ่งที่ผมเรียกว่า “Big Reset” โดยการใช้บริษัทบริหารสินทรัพย์เข้าซื้อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) และบริหารจัดการอย่างจริงจัง เพื่อให้ครัวเรือนที่มีภาระหนี้ได้รับ “พื้นที่หายใจ” และสามารถกลับเข้าสู่วงจรเศรษฐกิจได้อีกครั้ง แนวทางนี้จะแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศไปพร้อมกัน

    ประเทศไทยต้องไม่เป็นเพียง “จุดหมายปลายทาง” แต่ต้องเป็นส่วนหนึ่งอย่างแท้จริงของระบบเศรษฐกิจโลก ซึ่งต้องอาศัยยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานในสองด้าน

    ด้านแรก คือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ เช่น ระบบรถไฟเหนือ–ใต้ และโครงการแลนด์บริดจ์ที่เชื่อมทะเลอันดามันกับอ่าวไทย ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการค้าระหว่างประเทศอย่างมาก

    ด้านที่สอง คือการปรับปรุงกรอบกฎหมายและกฎระเบียบให้ทันสมัย การเปิดให้มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct Power Purchase Agreements) ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะจะเปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติสามารถซื้อพลังงานสะอาดได้โดยตรง ขจัดอุปสรรคสำคัญของบริษัทเทคโนโลยีที่มีข้อกำหนด ESG ที่เข้มงวด เมื่อผสานกับนโยบาย “Go Cloud First” ของไทย เราได้ดึงดูดการลงทุนหลักในศูนย์ข้อมูลและอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นตัวเร่งให้เกิดการเพิ่มผลิตภาพจากเทคโนโลยี AI

    ในภาคการท่องเที่ยว เราต้องเลิกเน้นเพียง “ปริมาณ” และให้ความสำคัญกับ “คุณภาพ” ควบคู่กัน ประเทศไทยมีศักยภาพมากกว่าการท่องเที่ยวเชิงชายหาด อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่แข็งแกร่งและหลากหลายจะช่วยพลิกฟื้นการชะลอตัวของการท่องเที่ยวที่ได้กล่าวถึงในบทความก่อนหน้านี้

    ท้ายที่สุด ความสะดวกในการประกอบธุรกิจต้องได้รับการปรับปรุงอย่างเป็นระบบ เราต้องเอื้อต่อนักลงทุนให้มากขึ้น แม้จะเป็นประเด็นระยะยาว แต่จำเป็นต้องเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้

    แม้จะเผชิญความท้าทายในปัจจุบัน ประเทศไทยยังคงมีจุดแข็งด้านค่าครองชีพที่เข้าถึงได้ สภาพภูมิอากาศ การท่องเที่ยว อาหาร บริการทางการแพทย์ และอุตสาหกรรมสุขภาพ หากดำเนินการปฏิรูปอย่างถูกทิศทาง เราสามารถทวงคืนบทบาทในฐานะพันธมิตรสำคัญที่โลกไม่อาจมองข้าม

    เราสามารถทำให้ “คนป่วยแห่งเอเชีย” กลับมาวิ่งได้อีกครั้ง  และรวดเร็ว

    -เศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย และผู้ก่อตั้งแสนสิริ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/738005&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1x-D7G55d1B23TQcxSNPd2

  • ด่วน!! กรมการจัดหางานรับสมัครพนักงานผลิตแผงวงจรไฟฟ้า 40 อัตรา ทำงานไต้หวัน สมัครออนไลน์ 17-19 ก.พ. นี้

    ด่วน!! กรมการจัดหางานรับสมัครพนักงานผลิตแผงวงจรไฟฟ้า 40 อัตรา ทำงานไต้หวัน สมัครออนไลน์ 17-19 ก.พ. นี้

    นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า กรมการจัดหางาน เปิดรับสมัครคนหางานเพื่อไปทำงานในไต้หวันกับนายจ้างบริษัท TRIPOD TECHNOLOGY CORP. ซึ่งประกอบกิจการอุตสาหกรรม Semiconductors ผลิตแผงวงจรไฟฟ้า : PCBs ในตำแหน่งพนักงานผลิตแผงวงจรไฟฟ้า (PCB) จำนวน 40 อัตรา ชาย 25 อัตรา หญิง 15 อัตรา เงินเดือน 29,500 เหรียญไต้หวันต่อเดือน ประมาณ 29,275 บาท (ขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยน) ระยะเวลาจ้างงาน 3 ปี กำหนดเวลาทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวัน สัปดาห์ละ 40 ชั่วโมง โดยนายจ้างจะดูแลค่าตรวจสมรรถภาพการได้ยินในไทย 600 เหรียญไต้หวัน ค่าบริการรายเดือนแก่บริษัทจัดหางานไต้หวันตลอด 3 ปี และค่าบัตรโดยสารเครื่องบินเดินทางกลับเมื่อครบสัญญาจ้าง ผู้สนใจสามารถสมัครทางเว็บไซต์ toea.doe.go.th ได้ตั้งแต่วันที่ 17- 19 กุมภาพันธ์ 2569 ตลอด 24 ชั่วโมง

    นายสมชาย กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับคุณสมบัติของผู้สมัคร เพศชาย อายุระหว่าง 20-40 ปี ส่วนสูง 160 -175 ซม. และหญิง อายุระหว่าง 20 – 35 ปี ส่วนสูง 150 – 165 ซม. สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นขึ้นไป สุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่ตาบอดสี การได้ยินปกติ ไม่แพ้กลิ่นหรือน้ำยาเคมี มีประสบการณ์ทำงานด้านแผงวงจรไฟฟ้า (PCB) จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ การรับสมัครครั้งนี้เป็นการจัดส่งคนหางานไปทำงานต่างประเทศโดยวิธีรัฐจัดส่ง คนหางานไม่ต้องเสียค่าสมัครหรือบริการใดๆ ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกไปทำงานจ่ายเพียงค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ได้แก่ ค่าถ่ายรูป ค่าทำหนังสือเดินทาง (กรณียังไม่มี) ค่าตรวจสุขภาพและตรวจสารเสพติด ค่าตรวจประวัติอาชญากรรม ค่าเดินทางไปสนามบิน ค่าโดยสารเครื่องบิน และค่าสมัครสมาชิกกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงาน รวมค่าใช้จ่ายประมาณ 17,050 บาท

    “กรมการจัดหางาน ให้ความสำคัญในการส่งเสริมการมีงานทำและสร้างโอกาสในการจ้างงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อดูแลคนไทยให้มีงานทำในต่างประเทศ ให้มีรายได้ มีความมั่นคงในชีวิต และสร้างเปิดโอกาสให้คนไทยไปนำความรู้ประสบการณ์จากประเทศที่มีเทคโนโลยีก้าวหน้ากลับมาพัฒนาประเทศ” อธิบดีกล่าว

    ทั้งนี้ ผู้ที่มีความสนใจสามารถศึกษารายละเอียดการรับสมัครได้ที่เว็บไซต์ doe.go.th/overseas หรือ เพจเฟซบุ๊ก : แรงงานไทยไปต่างประเทศโดยรัฐจัดส่ง และสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 หรือกองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ หมายเลขโทรศัพท์ 022451034 หรือ สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/996599&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vP2Nslm2O4BOrbQs1e0B5

  • เจาะลึกวิวัฒนาการ QR Code นวัตกรรมเปลี่ยนโลกที่เริ่มต้นจากความเจ็บปวดของพนักงาน

    เจาะลึกวิวัฒนาการ QR Code นวัตกรรมเปลี่ยนโลกที่เริ่มต้นจากความเจ็บปวดของพนักงาน

    เปิดตำนานรหัสสองมิติจากห้องแล็บ DENSO WAVE สู่กลไกสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมไร้เงินสดและเครื่องมือสู้ภัยโรคระบาดช่วงโควิด-19

    ในยุคปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้ว่า QR Code ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตผู้คนอย่างแนบเนียน ไม่ว่าจะเป็นการสแกนเพื่อชำระค่าสินค้า การเข้าถึงเมนูอาหารดิจิทัล หรือการรับข้อมูลสารสนเทศตามพิพิธภัณฑ์และป้ายประกาศต่าง ๆ จนภาพสี่เหลี่ยมที่มีลวดลายซับซ้อนนี้กลายเป็นสัญลักษณ์สากลของการเข้าถึงข้อมูลที่รวดเร็ว 

    ทว่าเบื้องหลังนวัตกรรมนี้มีจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจจากวิกฤตเศรษฐกิจในทศวรรษที่ 60 ณ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งในช่วงเวลานั้นร้านค้าปลีก และซูเปอร์มาร์เก็ตขยายตัวอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้พนักงานต้องประสบปัญหาอาการบาดเจ็บจากการเขียนราคาและคีย์ข้อมูลด้วยมือ จนนำไปสู่การพัฒนาระบบบาร์โค้ดและเครื่อง POS 

    อย่างไรก็ตาม บาร์โค้ดแบบเดิมกลับมีข้อจำกัดที่สำคัญคือสามารถจัดเก็บข้อมูลได้เพียง 20 อักขระ ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการของอุตสาหกรรมในยุคต่อมา

    มาซาฮิโระ ฮาระ
    มาซาฮิโระ ฮาระ

    ความท้าทายดังกล่าวกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้ DENSO WAVE บริษัทย่อยในเครือ DENSO CORPORATION เร่งพัฒนาเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลรูปแบบใหม่เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยมี มาซาฮิโกะ ฮาระ เป็นผู้รับผิดชอบโครงการสำคัญนี้ ฮาระได้รับแรงบันดาลใจขณะเล่นเกมกระดาน “โกะ” หรือหมากล้อมในช่วงพักกลางวัน จนนำไปสู่แนวคิดการสร้างโค้ดแบบสองมิติที่เก็บข้อมูลได้ทั้งแนวตั้งและแนวขวาง ซึ่งต่างจากบาร์โค้ดที่เก็บข้อมูลทางเดียว ฮาระใช้เวลากว่าหนึ่งปีในการทดลองเพื่อหาอัตราส่วนของพื้นที่สีขาวและดำที่เหมาะสมที่สุด จนมาลงตัวที่อัตราส่วน 1:1:3:1:1 โดยมีการเพิ่มจุดตรวจจับลักษณะสี่เหลี่ยมหรือโมดูลสีดำที่ช่วยให้เครื่องอ่านสามารถระบุตำแหน่งและทิศทางของโค้ดได้แบบ 360 องศา โดยไม่ต้องคำนึงถึงมุมสแกน ส่งผลให้ QR Code หรือ Quick Response ที่เปิดตัวในปี 1994 มีความเร็วในการอ่านข้อมูลสูงกว่าโค้ดอื่น ๆ ถึง 10 เท่า และจัดเก็บตัวเลขได้มากถึง 7,000 ตัว

    ฟังก์ชันสแกน QR Code หนึ่งในเครื่องมือขั้นพื้นฐานบนสมาร์ทโฟน
    ฟังก์ชันสแกน QR Code หนึ่งในเครื่องมือขั้นพื้นฐานบนสมาร์ทโฟน

    จุดเด่นทางเทคนิคที่ทำให้ QR Code เหนือกว่าเทคโนโลยีอื่นในยุคเดียวกันคือความทนทานต่อความเสียหาย แม้ตัวโค้ดจะฉีกขาดหรือเปื้อนเพียงบางส่วนก็ยังสามารถสแกนเพื่ออ่านข้อมูลได้ และสิ่งที่ทำให้เทคโนโลยีนี้กระจายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็วคือการตัดสินใจของ DENSO WAVE ที่แม้จะเป็นผู้ถือครองสิทธิบัตรแต่กลับเปิดให้สาธารณะใช้งานได้ฟรีโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย กอปรกับการมาถึงของมือถือฟีเจอร์โฟนที่มีกล้องถ่ายภาพในปี 2002 ทำให้เกิดแนวทางการตลาดรูปแบบใหม่ ๆ เช่น การสแกนรับคูปองหรือการเข้าถึงเว็บไซต์ผ่านมือถือ 

    สำหรับประเทศไทย จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2017 เมื่อรัฐบาลผลักดันนโยบายสังคมไร้เงินสดผ่านระบบ PromptPay ทำให้การสแกนจ่ายเงินกลายเป็นพฤติกรรมหลักของคนไทยในเวลาอันรวดเร็ว

    วิวัฒนาการของ QR Code ก้าวสู่จุดสูงสุดอีกครั้งในช่วงการระบาดของโควิด-19 ในปี 2020 ซึ่งกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตแบบลดการสัมผัส (Contactless) โดยถูกนำไปใช้ตั้งแต่ระบบเช็กอินดิจิทัลเพื่อติดตามไทม์ไลน์ของผู้ป่วย ไปจนถึงการใช้แทนเมนูอาหารแบบกระดาษเพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อโรค 

    QR Code ในฐานะเครื่องมือทางการตลาด
    QR Code ในฐานะเครื่องมือทางการตลาด

    แม้ในปัจจุบันสถานการณ์โรคระบาดจะคลี่คลายลง แต่ความคุ้นเคยของผู้คนทั่วโลกต่อเทคโนโลยีนี้กลับยิ่งฝังรากลึก ปัจจุบัน QR Code ได้รับการพัฒนามาจนถึงเวอร์ชันที่ 40 ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เหมาะสมตามประเภทการใช้งานที่หลากหลาย และยังคงเป็นนวัตกรรมหลักที่เชื่อมโยงโลกออฟไลน์และออนไลน์เข้าด้วยกันอย่างเหนียวแน่นจนกว่าจะมีเทคโนโลยีใหม่ที่ทรงประสิทธิภาพกว่าเข้ามาแทนที่ในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/tech/2914115&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17LlWbiVAc4cIDwrr_FusA

  • ปลัด กต. เผย ภารกิจการต่างประเทศ เร่งฟื้นความเชื่อมั่น ‘เสถียรภาพการเมืองไทย’ หลังมีรัฐบาลใหม่

    ปลัด กต. เผย ภารกิจการต่างประเทศ เร่งฟื้นความเชื่อมั่น ‘เสถียรภาพการเมืองไทย’ หลังมีรัฐบาลใหม่

    นายกฯ ประชุมหารือกับรัฐมนตรีเศรษฐกิจและผู้บริหารกระทรวงการต่างประเทศ ด้าน ปลัดกต. เผยหลังได้รัฐบาลใหม่ เร่งสร้างความเชื่อมั่นในด้านเสถียรภาพการเมืองไทย การจัดการความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งกัมพูชา-เมียนมา 

    13 กุมภาพันธ์ 2569 – เวลา 12.00 น. ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตรวจเยี่ยมและเป็นประธานการประชุมหารือกับรัฐมนตรีเศรษฐกิจและผู้บริหารกระทรวงการต่างประเทศ โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และผู้บริหารกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วม

    โดยนางเอกสิริ ปิณฑะรุจิ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ได้รายงานว่า กระทรวงการต่างประเทศทำงานกับทุกหน่วยงาน ภายใต้หลักการ ทีมประเทศไทย ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งจากนี้ไปภารกิจด้านการต่างประเทศ หลังจากที่มีการเลือกตั้ง และมีรัฐบาลใหม่แล้ว สิ่งที่ไทยจะให้ความสำคัญกับด้านการต่างประเทศ อันดับแรก คือ การสร้างความเชื่อมั่นที่สำคัญ คือ เสถียรภาพของการเมืองไทย เพราะ 2-3 ปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงและมีความผันผวนทางการเมืองไทย ซึ่งการแสดงบทบาทที่เข้มแข็ง ทั้งในด้านการเมืองและเศรษฐกิจต่อไป

    อันดับต่อมา คือ การเมืองและเศรษฐกิจ ที่เป็นผลประโยชน์ที่สำคัญของชาติ โดยเฉพาะความมั่นคงที่เราให้ความสำคัญ และความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงการจัดการความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างใกล้ชิด อาทิ กัมพูชา เมียนมา และปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็คือที่อยู่รอบเพื่อนบ้านเรา ซึ่งทั้งหมดทั้งมวล ยังรวมถึง ภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงด้วย

    ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม นายกรัฐมนตรี ไม่ได้ให้สัมภาษณ์ แต่มอบหมายให้นายเอกนิติ เป็นผู้แถลงข่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/947211/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-nolTj_qQem8RHJDGPVqW

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา ร่วมผนึกกำลัง กรมศุลกากร ปราบ “สินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าและลิขสิทธิ์” มูลค่าความเสียหายกว่า 223 ล้านบาท

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา ร่วมผนึกกำลัง กรมศุลกากร ปราบ “สินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าและลิขสิทธิ์” มูลค่าความเสียหายกว่า 223 ล้านบาท

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา ร่วมกับกรมศุลกากร เดินหน้าสกัดกั้นและปราบปรามสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าและลิขสิทธิ์ล็อตใหญ่ มูลค่าความเสียหายกว่า 223 ล้านบาท โดยบูรณาการความร่วมมือในการตรวจสอบสินค้าขาเข้าตามด่านศุลกากรสำคัญทั่วประเทศ ตัดวงจรสินค้าผิดกฎหมายตั้งแต่ต้นทางไม่ให้กระจายสู่ท้องตลาด คุ้มครองเศรษฐกิจของประเทศและสร้างความปลอดภัยให้แก่สังคมไทย

    นางอรมน เปิดเผยว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ทำงานเชิงรุกร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรในการดำเนินการเพื่อป้องกันและปราบปรามสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มวงดและต่อเนื่อง โดยเฉพาะแหล่งต้นน้ำ เช่น การบุกทลายโกดังเก็บสินค้า และการลงพื้นที่เข้าตรวจสอบสินค้าในพื้นที่ที่ต้องสงสัยว่าอาจเข้าข่ายจำหน่าย หรือกักเก็บสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา รวมทั้งการประสานความร่วมมือในการตรวจสอบสินค้าขาเข้าตามด่านศุลกากรทั่วประเทศ เพื่อตัดวงจรสินค้าละเมิดฯ ไม่ให้เข้าสู่ท้องตลาด และปกป้องประชาชนผู้บริโภคจากการหลอกลวงของสินค้าแบรนด์ปลอมและป้องกันอันตรายจากสินค้าไร้มาตรฐาน รวมทั้งปกป้องสิทธิให้กับเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา สร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการที่จำหน่ายสินค้าถูกกฎหมาย

    ล่าสุด ในการแถลงข่าวร่วมกับกรมศุลกากร และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ณ กรมศุลกากร นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา มอบหมายให้ นายอาวุธ วงศ์สวัสดิ์ รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เป็นผู้แทนกรมฯ ร่วมแถลงผลสำเร็จในการบูรณาการด้านการปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาล็อตใหญ่ มูลค่ากว่า 223 ล้านบาท รวมทั้งสินค้าผิดกฎหมายที่ไร้มาตรฐาน โดยมีการตรวจสอบสินค้าขาเข้า ณ สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือกรุงเทพ เขตปลอดอากรในอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี และด่านศุลกากรอรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ระหว่างวันที่ 13 มกราคม – 6 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ผลการตรวจค้นพบสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา จำนวน 42,451 ชิ้น ซึ่งเป็นสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้าแบรนด์ดัง เช่น Louis Vuitton, Dior, Gucci, Prada, Balenciaga เป็นต้น ส่วนใหญ่เป็นสินค้าประเภทกระเป๋า รองเท้า นาฬิกา น้ำหอม โช้คอัพ ผ้าเบรกรถยนต์ และโคมไฟ Solar Light เป็นต้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 223.21 ล้านบาท

    สำหรับผลการปราบปรามสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยกรมศุลกากร ช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (1 ตุลาคม 2568 – 6 กุมภาพันธ์ 2569) สามารถตรวจยึดสินค้าลักลอบนำเข้าประเทศ ซึ่งเป็นสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าและสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ รวมทั้งสิ้น 38 คดี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 885 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นสินค้าต้องห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักร ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 และพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. 2522 ประกอบประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้สินค้าละเมิดเครื่องหมาย การค้าและสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ เป็นสินค้าที่ต้องห้ามส่งออกห้ามนำเข้า และห้ามนำผ่านราชอาณาจักร พ.ศ. 2565 และพระราชบัญญัติห้ามนำของที่มีการแสดงกำเนิดเป็นเท็จเข้ามา พุทธศักราช 2481

    กรมทรัพย์สินทางปัญญาขอขอบคุณกรมศุลกากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ที่ร่วมดำเนินการปราบปรามสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มแข็งต่อเนื่อง ตามนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา อันเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคจากสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานและเป็นอันตรายต่อชีวิตของประชาชน ตลอดจนปกป้องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาให้กับเจ้าของสิทธิฯ ที่ทุ่มเทสร้างสรรค์ผลงานและนวัตกรรม ความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนบทบาทการทำงานเชิงรุกของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนไทยที่ร่วมแก้ปัญหานี้อย่างเข้มงวดและจริงจัง เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตและคุ้มครองสังคมไทยอย่างยั่งยืน นางอรมน
    กล่าวทิ้งท้าย

    ทั้งนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญาขอความร่วมมือประชาชนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเฝ้าระวังและป้องกันการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา หากพบเห็นการกระทำที่เข้าข่ายละเมิดฯ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่กองป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญา โทร. 02-547-4702 สายด่วน 1368หรือเว็บไซต์ www.ipthailand.go.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/996479&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lzg2yW_4vG1oGn5DzpLa6

  • บอย โชคชัย ประกาศขายบ้านทำเลดี อยากได้เท่าไหร่ทักมา ลั่นไม่ได้อยู่จะเก็บไว้ทำไม – ไทยรัฐออนไลน์

    บอย โชคชัย ประกาศขายบ้านทำเลดี อยากได้เท่าไหร่ทักมา ลั่นไม่ได้อยู่จะเก็บไว้ทำไม – ไทยรัฐออนไลน์

    ฟิล์ม ดีใจแต่งงานกับ บอย แต่ชีวิตไม่เป็นอย่างฝัน “ศิราณีที่รัก ตอน สะใภ้ทาส” · บอย โชคชัย ดีใจภรรยาคลอดลูกชายคนที่ 2 ตั้งชื่อ น้องดารัน. แท็กที่เกี่ยวข้อง.
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/entertain/news/2914101&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xdrxq6Szr6f4E9xGGPL4V

  • อธิการบดีเติมรักชาวจุฬาฯ และมอบรางวัล “คนดีศรีจุฬาฯ”

    อธิการบดีเติมรักชาวจุฬาฯ และมอบรางวัล “คนดีศรีจุฬาฯ”

    สำนักบริหารทรัพยากรมนุษย์ จุฬาฯ จัดงาน “Chula Town Hall 2026 13 กุมภาฯ อธิการบดีเติมรักชาวจุฬาฯ” เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ศาลาพระเกี้ยว ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวเปิดงาน เพื่อสื่อสารสร้างความเข้าใจร่วมกันกับประชาคมจุฬาฯ ถึงเป้าหมายและทิศทางของมหาวิทยาลัยตามยุทธศาสตร์ Internal Growth เพื่อขับเคลื่อนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตลอดจนจัดพิธีมอบรางวัล “คนดีศรีจุฬาฯ” เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติบุคลากรที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่น สร้างความภาคภูมิใจแก่มหาวิทยาลัย

    ในงาน “Chula Town Hall 2026 13 กุมภาฯ อธิการบดีเติมรักชาวจุฬาฯ” มีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ให้ชาวจุฬาฯ ร่วมสนุกและเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน เช่น บอร์ดเขียนความรู้สึกที่มีต่อจุฬาฯ การถ่ายภาพคู่สุดสร้างสรรค์ Photo Booth ซุ้มอาหารอร่อยและการมอบรางวัลต่าง ๆ มากมาย โดยมีบุคลากรจุฬาฯ จากคณะ หน่วยงาน และสถาบันต่าง ๆ มาร่วมงานอย่างคึกคักเต็มพื้นที่ศาลาพระเกี้ยว

    ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวว่า “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นสถาบันการศึกษาที่รับใช้ประชาชนและสังคมอย่างรอบด้านตามยุทธศาสตร์ “จุฬาฯ เติบโตรอบทิศ มีนิสิตเป็นศูนย์กลาง” สู่ยุทธศาสตร์ในปีนี้คือ จุฬาฯ เติบโตท่วมท้น มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง”  ทั้งนี้ อธิการบดีจุฬาฯ ได้กล่าวถึง 10 ก้าวแห่งความสำเร็จในปีที่ผ่านมาของจุฬาฯ ก้าวสู่ปีที่ 109 ของจุฬาฯ  ซึ่งแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงที่จุฬาฯ ก้าวไปพร้อมกับสังคม โดยมีผู้บริหาร คณาจารย์ และบุคลากรเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนความสำเร็จ ได้แก่

    – การเชื่อมปัญญาสองแผ่นดินสู่อนาคตที่ยั่งยืนในเวทีโลก จุฬาฯ รับเสด็จฯ สมเด็จพระราชาธิบดีและสมเด็จพระราชินีแห่งราชอาณาจักรภูฏาน ทรงรับการทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์

    – จุฬาฯ ประกาศก้าวสำคัญสู่การเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อประชาชน ด้วยการจัดตั้ง Chula XL วิทยาลัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อประชาชน

    จุฬาฯ ติด Top 10 อาเซียน และอันดับ 1 ของไทยจากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงของโลก

    จุฬาฯ Top 44 ของโลก ยืนหนึ่งมหาวิทยาลัยไทยที่มีความโดดเด่นด้านการพัฒนาที่เวทีความยั่งยืนโลก Times Higher Education Impact Rankings 2025

    – ครั้งแรกในเอเชีย อธิการบดีจุฬาฯ ได้รับเลือกเป็นประธาน ASAIHL และประธาน ASEM LLL Hub ตอกย้ำบทบาทผู้นำการศึกษาไทยบนเวทีโลก และขับเคลื่อนความร่วมมือเอเชีย ยุโรป สู่อนาคตการเรียรู้นานาชาติ

    – จุฬาฯ นำพลังวัฒนธรรมไทยสู่เวทีโลก วง ChulaThaiYO นำดนตรีและนาฏศิลป์ไทย สร้างมิตรภาพข้ามวัฒนธรรม

    – ครั้งแรก จุฬาฯ ยกทั้งสุขภาพ กฎหมาย และพลังคนไทย เนรมิตสยามสแควร์เป็นพื้นที่ของทุกคน

    – จุฬาฯ ปั้นผู้นำวิศวกรรม – ธุรกิจ สู่เวทีเศรษบกิจอนาคต จับมือ MIT เปิดตัว Chula-MIT LGO หลักสูตรที่หลอมรวมวิศวกรรมและการบริหาร

    จุฬาฯ เปิดตัว ChulaGENIE Generative AI มาตรฐานโลก

    – นิสิตจุฬาฯ ผงาดเวทีโลก ทั้งด้านความรู้ นวัตกรรม ศิลปะ กีฬา

    “ทิศทางการดำเนินงานของจุฬาฯ มีการขยายขอบเขตความสำคัญออกไปเป็น “จุฬาฯ เติบโตอย่างถาวร มีบุคลากรจุฬาฯ เป็นศูนย์กลาง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนองค์กรให้ยั่งยืน” อธิการบดีจุฬาฯ กล่าว

    จากนั้น ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีเป็นประธานในพิธีมอบรางวัลคนดีศรีจุฬาฯ เพื่อประกาศเกียรติคุณยกย่องเชิดชูเกียรติบุคลากรสายปฏิบัติการซึ่งมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ มีความมุ่งมั่น ทุ่มเท เสียสละ ประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี ทำคุณประโยชน์ให้แก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี ศ.ดร.คณพล จันทน์หอม รองอธิการบดีจุฬาฯ เป็นผู้กล่าวรายงาน ในปีนี้มีแบ่งเป็นประเภทบุคคล จำนวน 27 คน และกลุ่มบุคลากร จำนวน 6 กลุ่ม

    รางวัลยกย่องเชิดชูเกียรติบุคลากรสายปฏิบัติการ “คนดี ศรีจุฬาฯ” ประเภทบุคคล

    กลุ่มบริหารจัดการระดับกลาง ประเภทผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการฝ่าย หรือเทียบเท่า ได้แก่
    คุณนงลักษณ์ เชาวนเมธากุล สำนักบริหารวิชาการ

    กลุ่มบริหารจัดการระดับต้น ประเภท หัวหน้างาน หัวหน้ากลุ่มภารกิจ หรือเทียบเท่า ได้แก่
    คุณณัฐธิดา อัศวเรืองพิภพ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี
    คุณบังอร จันทะภักดิ์ คณะวิทยาศาสตร์

    กลุ่มปฏิบัติการและวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในตำแหน่งต่างๆ ระดับปริญญาตรีขึ้นไป ตำแหน่งนักวิจัย ได้แก่
    คุณโศภิตา สุทธิไกร คณะสัตวแพทยศาสตร์
    คุณธาริกา ล้อมเจริญวงษ์ สถาบันวิจัยโลหะและวัสดุ

    ตำแหน่งอื่นๆ ที่มีอายุการปฏิบัติงานตั้งแต่ 3 ปี ขึ้นไป ได้แก่
    คุณมยุรี มาสา คณะครุศาสตร์
    คุณพัชร ไชยะโชค คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี
    คุณณัฐพล ทองย้อย คณะเภสัชศาสตร์
    คุณเกศราพร สมเพชร คณะวิทยาศาสตร์
    คุณยุพเยาว์ เหล็กกล้า คณะเศรษฐศาสตร์
    คุณสุจินต์ ศิริสวัสดิ์ คณะสัตวแพทยศาสตร์
    คุณสุนันทา วงศ์ชาลี วิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข
    คุณขวัญชนก หมั่นเจริญ สำนักบริหารกิจการนิสิต
    คุณพรพิรุณ อ่อนสกนธ์ สำนักบริหารวิจัย
    คุณอภิเดช ไชยโพธิ์ คณะเกษตรศาสตร์บูรณาการ

    บุคลากรสายปฏิบัติการตำแหน่งอื่นๆ ที่มีอายุการปฏิบัติงานตั้งแต่ 1 ปี แต่ไม่ถึง 3 ปี ได้แก่
    สพ.ญ.ทสร สง่างาม คณะสัตวแพทยศาสตร์
    คุณสวิชญา ไชยงาม คณะอักษรศาสตร์

    กลุ่มปฏิบัติการและวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในตำแหน่งต่าง ๆ ระดับต่ำกว่าปริญญาตรี ได้แก่
    คุณธเดช เงื้อมผา คณะทันตแพทยศาสตร์
    คุณกนกกร ป้อมปลั่ง คณะนิติศาสตร์
    คุณธเนศ พรมนิ่ม คณะเภสัชศาสตร์
    คุณภานุมาศ สุขเลิศ คณะเศรษฐศาสตร์
    คุณธรรมรัตน์ พลัมจีน สถาบันภาษา

    กลุ่มบริการ ได้แก่
    คุณจตุพร รุ่งเรือง คณะนิติศาสตร์
    คุณอารีย์ ภัคธรนิพัทธ์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี
    คุณสำราญ จิ๋วยี่ คณะแพทยศาสตร์
    คุณไพรวัลย์ สุขแสงประจักษ์ ศูนย์บริหารกลาง
    คุณบดินทร์ กัญจนา ศูนย์รักษาความปลอดภัยและจัดการจราจรแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    างวัลยกย่องเชิดชูเกียรติบุคลากรสายปฏิบัติการ “คนดี ศรีจุฬาฯ” ประเภทกลุ่มบุคลากรยอดเยี่ยม ประกอบด้วย

    กลุ่มบุคลากรยอดเยี่ยมขนาดเล็ก ได้แก่

    1. โครงการส่งเสริมสุขภาวะกับนิสิตและบุคลากรคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Law Chula Wellness) โดย กลุ่มบุคลากรคณะนิติศาสตร์
    2. โครงการพัฒนาศักยภาพนิสิตโครงการพัฒนากีฬาชาติ โดยกลุ่มบุคลากรคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา
    3. ครงการระบบขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการออนไลน์ฯ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยคณะแพทยศาสตร์

    กลุ่มบุคลากรยอดเยี่ยมขนาดกลาง ได้แก่

    1. ครงการ “CU Etiquettes เอท-ทิ-เค็ท : การพัฒนาศักยภาพด้านมารยาทไทยและมารยาทในสังคมสำหรับนิสิตและบุคลากรจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” โดย กลุ่มภารกิจพิธีการและกิจการพิเศษ ศูนย์บริหารกลาง และสำนักบริหารกิจการนิสิต
    2. กิจกรรม “สืบสานวัฒนธรรมล้านนาสู่วัยเกษียณที่ร่มเย็น” โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต “หลักสูตรเตรียมตัวและปฏิบัติตนหลังเกษียณประจำปี 2568” โดย กลุ่มบุคลากรสำนักบริหารทรัพยากรมนุษย์ และศูนย์เครือข่ายการเรียนรู้เพื่อภูมิภาค

    กลุ่มบุคลากรยอดเยี่ยมขนาดใหญ่ ได้แก่

    กลุ่มคณะทำงาน กิจกรรม Chula Health Fair เสริมสร้างสุขภาพกายใจและสุขภาวะที่ดีแก่ประชาคมจุฬาฯ (ภายใต้โครงการ Chula Preventive Health Care ปีงบประมาณ 2568)” ประกอบด้วย 14 หน่วยงาน ได้แก่

    1. สำนักบริหารทรัพยากรมนุษย์
    2. สำนักบริหารระบบกายภาพ
    3. สำนักงานจัดการทรัพย์สิน
    4. คณะจิตวิทยา
    5. คณะทันตแพทยศาสตร์
    6. คณะพยาบาลศาสตร์
    7. คณะแพทยศาสตร์
    8. คณะสหเวชศาสตร์
    9. คณะเภสัชศาสตร์
    10. คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา
    11. ศูนย์กีฬาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    12. ศูนย์สื่อสารองค์กร
    13. ศูนย์บริการสุขภาพแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    14. ศูนย์ความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม

    “Chula Townhall 2026” ได้รับเสียงตอบรับอย่างดียิ่งจากผู้เข้าร่วมงานที่ต่างชื่นชมมหาวิทยาลัยที่จัดกิจกรรมที่สร้างความสุข ความสามัคคี และแรงบันดาลใจให้กับประชาคมจุฬาฯ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/287497/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Er8kPvYk-sT679oWGYL-A

  • พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ “ผอ.ศศิพัชร” ด้าน “นฤมล” ย้ำ ศธ. สูญเสียครั้งใหญ่

    พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ “ผอ.ศศิพัชร” ด้าน “นฤมล” ย้ำ ศธ. สูญเสียครั้งใหญ่

    “รมว.นฤมล” เป็นประธานพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ “ผอ.ศศิพัชร” สดุดีวีรกรรมเอาชีวิตเข้าแลกปกป้องนักเรียน ยกย่องจิตวิญญาณแม่พิมพ์ของชาติ ย้ำ ศธ. สูญเสียครั้งใหญ่

    วันที่ 12 ก.พ. 2569 เวลา 17.00 น. ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ และพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมศพ นางศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ ณ วัดยูงทอง ตำบลท่าช้าง อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา ท่ามกลางบรรยากาศโศกเศร้าของครอบครัว ญาติ เพื่อนครู นักเรียน และประชาชนที่มาร่วมแสดงความอาลัย

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของกระทรวงศึกษาธิการ และวงการศึกษาของจังหวัดสงขลา เพราะ ผอ.ศศิพัชร เป็นครูที่มีความเป็นครูสูง ทุ่มเทสร้างผลงานด้านการศึกษาและคุณความดีมาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลากว่า 15 ปีของการทำหน้าที่ ทั้งยังแสดงให้เห็นถึงความเสียสละและความกล้าหาญอย่างยิ่งยวดในวินาทีวิกฤต

    โดย ศ.ดร.นฤมล ได้ให้กำลังใจและมอบเงินส่วนตัวเพื่อช่วยเหลือแก่ครอบครัว ผอ.ศศิพัชร พร้อมให้กำลังใจคณะครูและนักเรียน พร้อมยืนยันว่า กระทรวงศึกษาธิการจะดูแลช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ทั้งในด้านสวัสดิการและมาตรการความปลอดภัยในสถานศึกษา เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยอีก

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า การจากไปของ ผอ.ศศิพัชร ไม่ได้เป็นเพียงความสูญเสียของครอบครัว แต่เป็นการสูญเสียบุคลากรทางการศึกษาผู้เปี่ยมด้วยอุดมการณ์ ที่ได้พิสูจน์ให้สังคมเห็นว่า คำว่า “ครู” ไม่ใช่เพียงอาชีพ แต่คือหน้าที่ที่ยืนหยัดเพื่อปกป้องลูกศิษย์ แม้ต้องแลกด้วยชีวิต

    “เหตุการณ์ครั้งนี้ นับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของกระทรวงศึกษาธิการ และวงการศึกษาของจังหวัดสงขลา เพราะ ผอ.ศศิพัชร ถือเป็นครูที่มีความเป็นครูสูง ทั้งได้สร้างผลงานด้านการศึกษาและคุณความดีอย่างต่อเนื่องตลอด 15 ปีของการทำหน้าที่ครู ทั้งยังแสดงความกล้าหาญในการเอาชีวิตตัวเองเข้าแลกเป็นตัวประกัน เพื่อปกป้องชีวิตนักเรียน อาจารย์จึงขอสดุดีในความกล้าหาญและจิตวิญญาณความเป็นครู ในการทำหน้าที่เป็นแม่พิมพ์ของชาติจนถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิต” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

    ทั้งนี้ ในวันอังคารที่ 17 ก.พ. 2569 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย ศ.ดร.นฤมล จะเดินทางมาร่วมพิธีพระราชทานเพลิงศพนางศศิพัชร เพื่อร่วมไว้อาลัยและแสดงความเคารพต่อวีรกรรมอันกล้าหาญครั้งสุดท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2913930&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24x266lOXHE-hikL1I1sH-