Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ธุรกิจผวา “สุญญากาศการเมือง” ฉุดเศรษฐกิจชะงัก เสี่ยงลากยาวไตรมาส 2

    ธุรกิจผวา “สุญญากาศการเมือง” ฉุดเศรษฐกิจชะงัก เสี่ยงลากยาวไตรมาส 2

    ธุรกิจผวา “สุญญากาศการเมือง” ฉุดเศรษฐกิจชะงัก เสี่ยงลากยาวไตรมาส 2

    ภาคธุรกิจส่งสัญญาณเตือนเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ช่วงเปราะบางท่ามกลางภาวะสุญญากาศทางการเมืองระหว่างรอการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งอาจกินเวลานานราว 2 เดือน หรือยืดเยื้อไปถึงไตรมาส 2 ของปี ส่งผลให้การขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐชะลอตัว การลงทุนใหม่หยุดนิ่ง และกำลังซื้อในประเทศอ่อนแรงลงอย่างมีนัยสำคัญ

    นาย สรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สมาคมโฮสเทลประเทศไทย เปิดเผยกับ ฐานเศรษฐกิจ ว่า ช่วงสุญญากาศทางการเมืองถือเป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากการทำงานของภาครัฐถูกจำกัด ความไม่แน่นอนด้านนโยบายเพิ่มสูง และความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศเริ่มสั่นคลอน

    แบ่งผลกระทบ 3 ระยะ เสี่ยงลามจากระยะสั้นสู่โครงสร้างเศรษฐกิจ

    นายสรเทพประเมินว่า ผลกระทบจากสุญญากาศทางการเมืองสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะหลัก ซึ่งแต่ละระยะมีความรุนแรงและความเสี่ยงแตกต่างกัน

    ระยะแรก ยุบสภา–เลือกตั้ง (ราว 60 วัน)

    ในช่วงที่รัฐบาลอยู่ในสถานะรักษาการ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายโครงการไม่สามารถเดินหน้าได้ โดยเฉพาะโครงการใหม่ ส่งผลให้เศรษฐกิจที่เคยเริ่มฟื้นตัวจากมาตรการก่อนหน้ากลับชะลอลงอย่างเห็นได้ชัด ตัวอย่างชัดเจนคือ เมื่อมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายอย่าง “คนละครึ่งพลัส” หยุดลงกำลังซื้อในระบบก็หายไปทันที กระทบผู้ประกอบการรายย่อย ร้านอาหาร และธุรกิจบริการโดยตรง

    นาย สรเทพ โรจน์พจนารัช

    อย่างไรก็ตามปัจจัยบวกในระยะนี้คือการที่ช่วงยุบสภาตรงกับฤดูกาลท่องเที่ยว ทำให้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศเฉลี่ยวันละกว่า 1 แสนคน ช่วยพยุงเศรษฐกิจในระยะสั้น โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยว โรงแรม และร้านอาหาร แม้จะเป็นเพียงแรงประคองชั่วคราว

    ระยะกลาง หลังเลือกตั้ง–รอความชัดเจนนโยบาย

    ความน่ากังวลในระยะนี้คือการฟื้นฟูเศรษฐกิจระดับภูมิภาค โดยเฉพาะพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ เช่น ภาคใต้และอำเภอหาดใหญ่ รวมถึงจังหวัดที่ประสบอุทกภัยรุนแรงก่อนหน้านี้ มาตรการฟื้นฟู SME การท่องเที่ยว และคุณภาพชีวิตประชาชนยังไม่สามารถดำเนินการได้เต็มที่

    ขณะเดียวกันสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ส่งผลกระทบต่อการค้าชายแดนและเศรษฐกิจของ 6 จังหวัดที่พึ่งพาการค้าข้ามแดนเป็นหลัก เมื่อมีการปิดด่านหรือจำกัดการผ่านเข้าออก ย่อมกระทบต่อผู้ประกอบการและประชาชนในพื้นที่โดยตรง อีกทั้งการเจรจาระหว่างประเทศด้านการค้า ภาษี และมาตรการตอบโต้ทางเศรษฐกิจมักชะลอ เพราะยังไม่มีรัฐบาลชุดใหม่ ทำให้นักลงทุนต่างชาติเลือก “ชะลอการตัดสินใจ” เพื่อรอดูทิศทางนโยบาย ส่งผลให้การลงทุนใหม่หยุดนิ่ง

    ระยะปลาย รอจัดตั้งรัฐบาล–ถวายสัตย์ปฏิญาณ

    ระยะนี้ถูกมองว่าน่ากังวลมากที่สุด หากกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลยืดเยื้อไปถึงไตรมาส 2 ข้าราชการในหลายกระทรวงมักอยู่ในโหมด “เกียร์ว่าง” เพื่อรอดูนโยบายและตัวรัฐมนตรีใหม่ การอนุมัติโครงการ การเบิกจ่ายงบประมาณ และการผลักดันนโยบายสำคัญจึงชะลอลงหรือหยุดไปโดยปริยาย กระทบต่อเศรษฐกิจภาพรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ชี้ 3 ภารกิจเร่งด่วน รัฐบาลใหม่ต้องทำทันที

    หากได้รัฐบาลใหม่ นายสรเทพเสนอ 3 เรื่องเร่งด่วนด้านเศรษฐกิจที่ควรดำเนินการทันที เพื่อประคองเศรษฐกิจและฟื้นความเชื่อมั่น

    1.อัดฉีดและฟื้นฟู SME โดยเฉพาะ Micro และ Nano SME

    เศรษฐกิจที่ซบเซายาวนานทำให้ SME จำนวนมากขาดสภาพคล่อง มาตรการที่ผ่านมาเข้าถึงเพียง SME ที่อยู่ในระบบภาษี ขณะที่ Micro SME ซึ่งมีมากกว่า 1.8 ล้านราย กลับเข้าไม่ถึงแหล่งทุน ทั้งที่ต้องการเงินกู้เพียงหลักหมื่นถึงแสนบาทเพื่อประคองธุรกิจ

    2.ผลักดันการส่งออกและการท่องเที่ยวอย่างจริงจัง

    การท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักอันดับ 2 ของประเทศ มีแรงงานกว่า 3.9 ล้านคน และสร้างรายได้มากกว่า 1.7 ล้านล้านบาทต่อปี แต่ที่ผ่านมา นโยบายยังขาดความต่อเนื่องและชัดเจน มักเป็นเพียงมาตรการระยะสั้น

    3.ดูแลธุรกิจร้านอาหารอย่างเป็นระบบ

    ธุรกิจร้านอาหารมีห่วงโซ่อุปทานกว้าง ตั้งแต่เกษตรกร ตลาดสด แรงงาน ไปจนถึงผู้บริโภค มีแรงงานอยู่ในระบบราว 1.75 ล้านคน แต่กลับไม่ได้รับการดูแลเชิงนโยบายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะร้านอาหาร SME และ Micro SME

    ทั้งนี้ความเร็วและความชัดเจนของรัฐบาลใหม่จะเป็นปัจจัยชี้ขาด หากปล่อยให้สุญญากาศทางการเมืองยืดเยื้อ เศรษฐกิจไทยอาจสูญเสียโอกาสฟื้นตัว และความเสียหายอาจลุกลามจากระยะสั้นไปสู่เชิงโครงสร้างในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/651473&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zVEdhygNTt_8vGvM3ICcu

  • วาเลนไทน์คนโสด ดัน “เศรษฐกิจประสบการณ์” โตแรงรับกุมภาฯ

    วาเลนไทน์คนโสด ดัน “เศรษฐกิจประสบการณ์” โตแรงรับกุมภาฯ

    เดือนกุมภาพันธ์ ปีนี้บรรยากาศวันวาเลนไทน์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่คนมีคู่เท่านั้น เพราะผู้บริโภคจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มคนโสด หันมาให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองผ่านแนวคิด Self-Love และไลฟ์สไตล์ “Solo Dating” ไม่ว่าจะเป็นการออกไปรับประทานอาหาร ท่องเที่ยว ดูคอนเสิร์ต หรือทำกิจกรรมที่ชื่นชอบเพียงลำพัง

    เทรนด์ดังกล่าวสอดคล้องกับโครงสร้างสังคมเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป ข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่าคนโสดมีแนวโน้มกระจุกตัวในเขตเมืองมากขึ้น

    ขณะที่ข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสะท้อนว่า นักท่องเที่ยวไทยจำนวนไม่น้อยเลือกเดินทางและทำกิจกรรมแบบอิสระ ให้ความสำคัญกับประสบการณ์เฉพาะตัว และตัดสินใจใช้จ่ายเพื่อความสุขในปัจจุบันมากขึ้น

    ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนการเติบโตของ “เศรษฐกิจประสบการณ์” ที่ผู้บริโภคให้คุณค่ากับความรู้สึกและช่วงเวลามากกว่าสิ่งของ โดยเฉพาะกลุ่มคนเมืองที่มีอิสระในการตัดสินใจใช้จ่าย และเลือกลงทุนกับความสุขของตนเอง

    อย่างไรก็ตาม ในช่วงเทศกาลอย่างวันวาเลนไทน์ ซึ่งเต็มไปด้วยแรงกระตุ้นทางอารมณ์และโปรโมชั่นจากหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งร้านอาหาร โรงแรม และธุรกิจท่องเที่ยว ความท้าทายของคนโสดยุคใหม่จึงไม่ใช่เพียงการเลือกว่าจะใช้จ่ายกับอะไร แต่คือการวางแผนว่าจะใช้จ่ายอย่างไรให้มีความหมาย และไม่กลายเป็นภาระทางการเงินในระยะยาว

    ในโอกาสนี้ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ “เคทีซี” ชวนผู้บริโภคออกไปใช้ชีวิตในแบบที่เป็นตัวเอง ผ่านไลฟ์สไตล์ Solo Dating พร้อมย้ำแนวคิด “ใช้จ่ายอย่างมีคุณค่า” โดยแนะนำให้ใช้บัตรเครดิตเป็นเครื่องมือบริหารการเงิน วางกรอบค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยไม่เกิน 10% ของรายได้ ใช้สิทธิประโยชน์ให้คุ้มค่า และบริหารการชำระเงินอย่างเหมาะสม เพื่อให้สามารถเพลิดเพลินกับประสบการณ์ได้เต็มที่โดยไม่สร้างภาระหนี้ในอนาคต

    ท้ายที่สุด ไม่ว่าจะเลือกเฉลิมฉลองความรักในรูปแบบใด หากมีการวางแผนทางการเงินที่ดี ความสุขที่ได้จะไม่ใช่เพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่เป็นความสุขที่สามารถอยู่กับเราได้อย่างสบายใจ ทั้งในวันนี้และวันข้างหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/268505&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EuvQtND22zPbLbfod8fuJ

  • นายกฯ ควง “สีหศักดิ์-เอกนิติ-ศุภจี-วราวุธ” ประชุมเตรียมพร้อมด้านเศรษฐกิจ การเมือง สร้างความเชื่อมั่นเวทีโลก

    นายกฯ ควง “สีหศักดิ์-เอกนิติ-ศุภจี-วราวุธ” ประชุมเตรียมพร้อมด้านเศรษฐกิจ การเมือง สร้างความเชื่อมั่นเวทีโลก

    เมื่อเวลา 11.42 น. วันที่ 13 ก.พ. ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายอนุทิน ชาญวีรกูล  นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินทางเข้ากระทรวงฯ เพื่อรับประทานอาหารมื้อเที่ยงร่วมกับนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ก่อนเป็นประธานประชุมหารือกับรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ และผู้บริหารกระทรวงการต่างประเทศ โดยมีนายสีหศักดิ์รอต้อนรับ

    จากนั้นนายกฯ ได้ร่วมประชุมกับรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ และยังมีนายวราวุธ ศิลปอาชา ว่าที่ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทยเข้าร่วมด้วย โดยนางเอกสิริ ปิณฑะรุจิ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ได้รายงานประวัติความเป็นมาของกระทรวงการต่างประเทศและภารกิจ โดยระบุว่า กระทรวงการต่างประเทศพร้อมทำงานร่วมกับทุกหน่วยงาน ภายใต้หลักการทีมประเทศไทย ทั้งในประเทศและต่างประเทศ จากนี้ไปภารกิจต่างประเทศที่สำคัญ หลังจากมีการเลือกตั้งและมีรัฐบาลใหม่ สิ่งที่ไทยให้ความสำคัญกับต่างประเทศ คือ การสร้างความเชื่อมั่น โดยเฉพาะเสถียรภาพของไทยจากห้วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงและผันผวนทางการเมืองไทย ภารกิจต่อไป คือ การสร้างความเชื่อมั่นในเวทีระหว่างประเทศ โดยเสถียรภาพทางการเมืองไทย จะนำมาซึ่งการแสดงบทบาทที่เข้มแข็งด้านการเมืองและเศรษฐกิจต่อไป

    นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศยังให้ความสำคัญด้านการเมือง ด้านเศรษฐกิจที่เป็นผลประโยชน์ของชาติ เพราะการเมืองเน้นด้านความมั่นคง อันดับแรกที่ให้ความสำคัญ คือ ความมั่นคงและความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นหลักในการจัดการปัญหา ความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดเรา เช่น กัมพูชา เมียนมา ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/129137&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Cp7SBSwmCFNA1fSWjHkgS

  • เจาะลึก Spectre C เลขาฯปชน. อดีตหุ้นส่วนใหญ่ ตั้ง บ ทนาย แต่ดู IT ส้ม ทั้งเครือ

    เจาะลึก Spectre C เลขาฯปชน. อดีตหุ้นส่วนใหญ่ ตั้ง บ ทนาย แต่ดู IT ส้ม ทั้งเครือ

    วันเสาร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.16 น.

    จากกระแสวิพากษ์วิจารณ์บนโลกออนไลน์จากกรณีที่ แก้วตา ธิษะณา ชลสวัสดิ์ อดีต สส.กทม. ได้ออกมาทิ้งระเบิดกลางรายการ ถกไม่เถียง ถึงเบื้องลึกเบื้องหลังของหน่วยงานที่ถูกเรียกว่า Spectre C ซึ่งถูกนิยามว่าเป็น หน่วยงานไอทีเงา ที่คอยขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ดิจิทัลให้กับพรรคประชาชน การเปิดโปงครั้งนี้พบข้อมูลที่น่าตกใจว่า Spectre C ไม่ใช่กลุ่มคนลึกลับที่ไร้ตัวตน แต่มีการจดทะเบียนในรูปแบบบริษัทจำกัดภายใต้ชื่อ บริษัท สเปกเตอร์ ซี จำกัด โดยมีความเชื่อมโยงที่แนบแน่นจนแทบจะแยกไม่ออก เพราะนอกจากจะเป็นคู่สัญญาหลักในการดูแลระบบข้อมูลสมาชิกและการระดมทุนแล้ว บริษัทยังตั้งอยู่บนชั้น 5 ของอาคารเดียวกับที่ทำการพรรคประชาชนในซอยรามคำแหง 42 เรียกได้ว่าอยู่ห่างกันเพียงเพดานกั้น

    และล่าสุดวันนี้ 14 กุมภาพันธ์ 2569 เพจดังอย่าง The METTAD โพสต์ขยี้ซ้ำชุดข้อมูลของบริษัท Spectre C จากกรณีที่ แก้วตา ธิษะณา อดีต สส.กทม. ได้ออกมาแฉก่อนหน้านี้ในรายการถกไม่เถียง ดังนี้

    เปิดโครงสร้าง “Digital Backbone” การเมืองไทย ใครคือคนคุมระบบข้อมูล–สื่อ ของเครือข่ายพรรคก้าวหน้า

    Spectre C

    นายจามิกร ผิวละออง ดำรงตำแหน่งสำคัญในฐานะ ผู้อำนวยการฝ่ายศูนย์ข้อมูลและโซลูชันไอที (Director of Data Centre and IT Solution) ของ บริษัท สเปกเตอร์ ซี จำกัด (Spectre C Co., Ltd.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานระบบดิจิทัลให้กับ พรรคก้าวไกล และ คณะก้าวหน้า นอกจากนี้ เขายังมีบทบาทในฐานะผู้นำความคิดในแวดวงอุตสาหกรรมเว็บไทย ผ่านการดำรงตำแหน่งกรรมการ สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย (Thai Webmaster Association – TWA) และการเป็นวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรฐานอินเทอร์เน็ตสากลร่วมกับ ที.เอช.นิค (THNIC)

    บทบาทผู้นำในวงการเทคโนโลยีและภาคประชาสังคม กรรมการ สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย (TWA)

    → มีบทบาทกำหนดทิศทางบุคลากรไอทีรุ่นใหม่ (YWC)

    วิทยากรมาตรฐานอินเทอร์เน็ตร่วมกับ THNIC เครือข่ายนักพัฒนา Creatorsgarten

    → กลุ่ม Open Source / Open Data สายตรวจสอบรัฐ

    นัยสำคัญ: อยู่ใน “วงใน Tech Talent รุ่นใหม่” ไม่ใช่ผู้รับเหมารัฐแบบเดิม

    การอยู่ในตำแหน่งนี้ หมายถึงการมีส่วนกำหนดทิศทางบุคลากรดิจิทัลรุ่นใหม่ และสร้างเครือข่ายคน และ อินฟลูเอนเซอร์ต่าง ๆ ที่อาจกลายเป็นกำลังหลักขององค์กรในอนาคต

    บริษัท สเปกเตอร์ ซี จำกัด (Spectre C Co., Ltd.)

    Spectre C

    จากการตรวจสอบฐานข้อมูลนิติบุคคล Creden Data พบข้อมูลวัตถุประสงค์การจดทะเบียนของบริษัท: “บริษัท สเปกเตอร์ ซี จำกัด SPECTRE C CO., LTD. ประกอบกิจการรับเป็นที่ปรึกษากฎหมายและทนายความ ตลอดจนการให้บริการทางกฎหมายแก่บุคคลหรือนิติบุคคลใดๆ…”

    อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติและจากการเปิดเผยข้อมูลในงานสัมมนา บริษัทนี้กลับดำเนินธุรกิจหลักด้าน “Data Centre and IT Solution” และ “Web Application Development”

    ความไม่สอดคล้องระหว่าง “นิติกรรมอำพราง” กับ “พฤตินัย” นี้ อาจไม่ใช่ความผิดพลาด แต่เป็นการออกแบบโครงสร้างองค์กรเพื่อรับมือกับ “นิติสงคราม” (Lawfare) เพื่อป้องกันการถูกเล่นงานทางกฎหมาย ในการถือครอง “บริษัทสื่อ” จึงไม่จดทะเบียนเป็น บริษัทรับทำสื่อ!! นั่นเอง

    ความสัมพันธ์กับคณะก้าวหน้า (Progressive Movement)

    Spectre C

    นอกเหนือจากพรรคการเมือง นายจามิกรยังดูแลระบบให้กับ “คณะก้าวหน้า” ซึ่งเป็นองค์กรเคลื่อนไหวทางสังคมที่ทำงานคู่ขนานกัน นัยสำคัญ การที่นายจามิกรดูแลทั้งสององค์กร สะท้อนให้เห็นว่าเขาเป็น “Trusted Node” หรือบุคคลที่ได้รับความไว้วางใจสูงสุดในเครือข่ายนี้ ข้อมูลสมาชิกและยุทธศาสตร์ดิจิทัลของทั้งสององค์กรน่าจะมีการเชื่อมโยงหรือใช้โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ร่วมกันภายใต้การกำกับดูแลของเขาและทีมงาน

    ความสัมพันธ์กับพรรคก้าวไกล (Move Forward Party)

    บทบาทของนายจามิกรในฐานะผู้พัฒนาระบบให้กับองค์กรทางการเมืองที่สำคัญที่สุดกลุ่มหนึ่งในไทยปัจจุบัน

    นายจามิกรรับผิดชอบ “พัฒนาเว็บแอปพลิเคชันและเว็บสื่อสารองค์กร พรรคก้าวไกล” และมีการเปิดเผยข้อมูลค่าใช้จ่ายในการผลิตสื่อที่บริษัท Spectre C ได้รับจากพรรค

    Web Application Development พัฒนาระบบรับสมัครสมาชิกพรรคออนไลน์ ระบบบริจาคเงิน และระบบฐานข้อมูลสมาชิก (ซึ่งมีความสำคัญสูงสุดเนื่องจากพรรคก้าวไกลเน้นการระดมทุนจากประชาชน) ตัวอย่างเช่น แพลตฟอร์ม next.moveforwardparty.org ที่ระบุใน Snippet

    Corporate Communication: ดูแลเว็บไซต์หลักที่ใช้สื่อสารนโยบายและข่าวสาร ตอบโต้ข่าวลวง (Fake News) และสร้างความเข้าใจให้กับประชาชน

    ความสัมพันธ์กับพรรคประชาชน (People’s Party)

    ข้อมูลการผลิตสื่ออิเล็กทรอนิกส์ของพรรคประชาชน ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568 (ค.ศ. 2025) ซึ่งระบุข้อความทางกฎหมายในสื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ (เช่น คลิปแถลงนโยบายเศรษฐกิจ, นโยบายความมั่นคงใหม่) ไว้อย่างชัดเจนว่า:

    ผู้ว่าจ้าง พรรคประชาชน (People’s Party)

    ผู้ผลิต บริษัท สเปกเตอร์ ซี จำกัด (Spectre C Co., Ltd.)

    ลักษณะงาน ผลิตสื่ออิเล็กทรอนิกส์และถ่ายทอดสดกิจกรรมนโยบาย โดยมีงบประมาณระบุต่อชิ้นงาน (เช่น 10,000 บาท) ซึ่งได้รับการอุดหนุนจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง

    ข้อมูลนี้ยืนยันว่า บริษัท สเปกเตอร์ ซี จำกัด ซึ่งมี นายจามิกร ผิวละออง ดำรงตำแหน่งเป็น Director of Data Centre and IT Solution ยังคงทำหน้าที่เป็น “แขนขาหลักด้านดิจิทัล” ให้กับพรรคประชาชนอย่างต่อเนื่อง ไม่ต่างจากสมัยพรรคก้าวไกล

    บทบาทกับพรรคก้าวไกล / พรรคประชาชน Spectre C = แขนขาดิจิทัลหลัก งานหลักที่รับผิดชอบ

    – ระบบสมัครสมาชิกพรรคออนไลน์

    – ระบบบริจาคเงิน / ฐานข้อมูลสมาชิก

    – เว็บสื่อสารนโยบาย–ตอบโต้ Fake News

    ตัวอย่าง: next.moveforwardparty.org
    .
    จุดสำคัญ พรรคที่เน้น “ระดมทุนจากประชาชน” ต้องพึ่งระบบข้อมูลที่มั่นคงมากเป็นพิเศษ

    Trusted Node ดูแลหลายองค์กรพร้อมกัน

    พรรคการเมือง (ก้าวไกล → ประชาชน)

    คณะก้าวหน้า (ขบวนการเคลื่อนไหว)

    – สะท้อนความไว้วางใจระดับสูง

    – โครงสร้างพื้นฐานข้อมูลอาจเชื่อมโยง/ใช้ร่วมกันภายใต้การกำกับเดียว

    ความเชื่อมโยงทางกายภาพ: “อาคารอนาคตใหม่”

    Spectre C

    โครงสร้างการทำงานยังคงใช้โมเดล Co-location (การทำงานร่วมพื้นที่) เพื่อความคล่องตัวสูงสุด โดยทั้งสององค์กรตั้งอยู่ในอาคารเดียวกัน
    พรรคประชาชน: เลขที่ 167 ชั้น 4 ซอยรามคำแหง 42

    บริษัท สเปกเตอร์ ซี จำกัด: เลขที่ 167 ชั้น 5 ซอยรามคำแหง 42

    การที่บริษัทไอที (ชั้น 5) ตั้งอยู่เหนือที่ทำการพรรค (ชั้น 4) เพียงชั้นเดียว เอื้อต่อการบริหารจัดการข้อมูล (Data Management) และการผลิตสื่อที่รวดเร็ว ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์การสื่อสารของพรรค

    ความเชื่อมโยงผ่านโครงสร้างผู้บริหารพรรค (Key Person Link)

    Spectre C

    ความสัมพันธ์ระหว่าง จามิกร (Spectre C) กับ พรรคประชาชน ถูกเชื่อมร้อยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นผ่านบุคคลสำคัญระดับแกนนำ

    นายศรายุทธิ์ ใจหลัก (ติ่ง) ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง เลขาธิการพรรคประชาชน

    ความสัมพันธ์ในอดีต นายศรายุทธิ์ เคยเป็น ผู้ถือหุ้นใหญ่ (74.65%) ของบริษัท สเปกเตอร์ ซี จำกัด ในช่วงยุคพรรคก้าวไกล ก่อนจะจำหน่ายหุ้นออกไป

    นัยสำคัญ การที่อดีตเจ้าของบริษัท Spectre C ก้าวขึ้นมาเป็น “แม่บ้านพรรค” (เลขาธิการ) ย่อมเป็นหลักประกันความไว้วางใจและการทำงานที่สอดประสานกันอย่างแนบเนียนระหว่างฝ่ายการเมืองและฝ่ายเทคนิค

    นายจามิกร ผิวละออง เชื่อมโยงกับ พรรคประชาชน ผ่านตำแหน่งบริหารใน บริษัท สเปกเตอร์ ซี จำกัด ซึ่งเป็นคู่สัญญาหลักในการผลิตสื่อและดูแลระบบฐานข้อมูลให้พรรค โดยโครงสร้างนี้ถูกออกแบบมาให้เป็น “Digital Backbone” ถาวร ที่สามารถรองรับการเปลี่ยนผ่านของพรรคการเมือง (จากอนาคตใหม่ -> ก้าวไกล -> ประชาชน) ได้โดยที่ข้อมูลและระบบปฏิบัติการไม่สะดุดลง

    วงแหวนแห่งความไว้วางใจ (Circle of Trust)

    โครงสร้างการทำงานของ Spectre C และพรรคประชาชน ประกอบด้วยวงแหวนความสัมพันธ์ที่ซ้อนทับกัน:

    – วงในสุด (Core) แกนนำพรรค (ณัฐพงษ์, ศรายุทธิ์) และผู้บริหาร Spectre C (จามิกร) ที่กุมความลับและทิศทางยุทธศาสตร์

    – วงกลาง (Operational) พนักงานบริษัท Spectre C ที่ทำหน้าที่ผลิตสื่อ ดูแลระบบ และแอดมินเพจ ซึ่งทำงานอย่างเป็นระบบเหมือนบริษัทเอกชน

    – วงนอก (Community) เครือข่ายนักพัฒนา (Developer Community) ที่ จามิกร เป็นแกนนำ (เช่น ผ่านสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย) ซึ่งทำหน้าที่เป็นกองหนุนทางปัญญาและแหล่งสรรหาบุคลากร

    ความเสี่ยงและการบริหารจัดการ แม้โครงสร้างนี้จะแข็งแกร่ง แต่ก็มีความเสี่ยง

    Spectre C

    – ความเสี่ยงทางกฎหมาย: หากมีการพิสูจน์ได้ว่า Spectre C ทำผิดกฎหมายเลือกตั้งหรือ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พรรคประชาชนอาจถูกร่างแหไปด้วยในฐานะผู้ว่าจ้าง ดังนั้น Spectre C จึงต้องทำงานภายใต้กรอบกฎหมายที่เข้มงวดกว่าบริษัททั่วไป

    – ความเสี่ยงด้านข้อมูลรั่วไหล: ด้วยข้อมูลที่มีมูลค่ามหาศาล Spectre C ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีทางไซเบอร์จากฝ่ายตรงข้ามและแฮกเกอร์ บทบาทของ จามิกร ในด้าน Cybersecurity จึงมีความสำคัญเทียบเท่ากับการป้องกันฐานที่มั่นทางทหาร

    สามารถสรุปได้ว่า

    Spectre C คือหน่วยงานยุทธศาสตร์: ไม่ใช่บริษัทรับจ้างทั่วไป แต่เป็นหน่วยงานที่ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อรองรับภารกิจด้านข้อมูลและสื่อของพรรคประชาชนโดยเฉพาะ โดยมีเกราะกำบังทางกฎหมายในรูปแบบบริษัทจำกัด

    จามิกร ผิวละออง คือ Technocrat: เขาไม่ใช่หัวหน้าปฏิบัติการ IO ใต้ดิน แต่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีที่นำระบบ Data Centre มาใช้ยกระดับการทำงานการเมืองให้เป็นระบบและตรวจสอบได้

    IO แบบใหม่ พรรคประชาชนและ Spectre C กำลังทำสิ่งที่เรียกว่า “Modern Information Operations” ที่เน้นคุณภาพข้อมูล (Data Quality) และการมีส่วนร่วม (Engagement) ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าและยั่งยืนกว่า IO แบบเดิม

    ความต่อเนื่อง โครงสร้างที่แยกส่วนนี้เป็นหลักประกันว่า ไม่ว่าพรรคจะถูกยุบอีกกี่ครั้ง ข้อมูลและระบบปฏิบัติการจะยังคงอยู่และพร้อมส่งต่อไปยังพรรคใหม่เสมอ

    ช่องโหว่สีเทา: เลี่ยงบาลี สู่ “เอเจนซี่และไอทีโซลูชัน”

    เมื่อกฎหมายห้ามนักการเมืองเป็นเจ้าของ “สื่อมวลชน” (เช่น ทีวี วิทยุ หรือสำนักข่าว) พรรคการเมืองยุคใหม่จึงวิวัฒนาการตัวเองเพื่อหนีข้อกฎหมายนี้

    พวกเขาจะไม่ตั้งบริษัทที่จดทะเบียนเป็น “สื่อมวลชน” แต่จะใช้วิธี จัดตั้งหรือว่าจ้าง “บริษัทรับทำเว็บไซต์, IT Solution, หรือ Production House” แทน (เหมือนกรณีที่กำลังเป็นที่จับตา) หรือในกรณีของ Spectre C ก็จดทะเบียนเป็นบริษัทด้านกฎหมาย ไม่ใช่ผลิตสื่อ!!

    ทำไมถึงรอด? เพราะตามกฎหมาย บริษัทเหล่านี้รับจ้างผลิตสื่อ (Content Provider) หรือดูแลระบบดาต้า ถือเป็นการ “รับจ้างทำของ” ไม่ใช่การเป็นเจ้าของสื่อสารมวลชนตามนิยามดั้งเดิม

    ความอันตรายที่ซ่อนอยู่: แม้ทางนิตินัยอาจจะรอด แต่ทางพฤตินัย บริษัทเหล่านี้สามารถทำงานได้ทรงพลังยิ่งกว่าสำนักข่าวเสียอีก เพราะกุมฐานข้อมูล (Data) และผลิตคอนเทนต์ยิงตรงเข้ามือถือประชาชนได้โดยไม่ต้องผ่าน กสทช.!

    บทสรุป: การที่พรรคการเมืองถือครองสื่อคือความผิดร้ายแรงที่อาจทำให้สูญสิ้นสถานะทางการเมืองได้ทันที แต่สงครามยุคใหม่ นักการเมืองเลือกที่จะ “เล่นแร่แปรธาตุ” ทางกฎหมาย แปลงร่างสื่อให้กลายเป็นบริษัทกฎหมาย ที่ดูแลด้านไอทีและรับผลิตคอนเทนต์ เพื่อเลี่ยงดาบของรัฐธรรมนูญนั่นเอง

    ถ้าพรรคการเมืองมี “บริษัทสื่อ” อยู่ในมือเบ็ดเสร็จ สิ่งที่จะเกิดขึ้นไม่ใช่แค่การโฆษณาชวนเชื่อทั่วไป แต่มันคือ “การผูกขาดความจริง” (Monopoly of Truth) ที่อันตรายอย่างถึงรากถึงโคน!

    ขอขอบคุณข้อมูลจาก เพจเฟซบุ๊ก The METTAD

    ขอขอบคุณภาพจาก data.creden.co, webmaster.or.th, เฟซบุ๊ก เจ๊จุก คลองสาม, party.ect.go.th, dataforthai.com, google map, รายการ กรรมกรข่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/947110&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DxBBgxj97tpN1SA31FCQs

  • ผลวิจัยชี้ ปริมาณการดื่มชาและกาแฟมีผลต่ออัตราความเสี่ยงโรคสมองเสื่อม | เดลินิวส์

    ผลวิจัยชี้ ปริมาณการดื่มชาและกาแฟมีผลต่ออัตราความเสี่ยงโรคสมองเสื่อม | เดลินิวส์

    เมื่อไม่นานมานี้เพิ่งมีการเปิดเผยผลการศึกษาและวิจัยในระยะยาวที่ดำเนินการในสหรัฐเกี่ยวกับเครื่องดื่มประจำวันและความเสี่ยงต่อโรคสมองเสื่อม ผลที่ได้ระบุว่า ชาและกาแฟมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพสมอง ไม่ต่างจากการดื่มแอลกอฮอล์มีผลต่อสุขภาพร่างกายและความเสี่ยงต่อโรคหลายโรค

    ผลการวิจัยนี้ได้รับการเผยแพร่เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ในวารสารทางการแพทย์ระดับโลก Journal of the American Medical Association (JAMA) ภายใต้หัวข้อที่ชื่อว่า Coffee and Tea Intake, Dementia Risk, and Cognitive Function 

    คณะผู้วิจัยนำโดยจางอวี้ร่วมกับทีมวิจัยจากสถาบันชั้นนำอย่าง Harvard T.H. Chan School of Public Health และ Mass General Brigham ในประเทศสหรัฐอเมริกา จุดเด่นที่สุดของงานวิจัยชิ้นนี้คือขนาดของกลุ่มตัวอย่างที่กว้างขวางและระยะเวลาในการศึกษาที่ยาวนานมาก 

    ทีมวิจัยได้รวบรวมข้อมูลจากโครงการระดับชาติ 2 โครงการใหญ่คือ Nurses’ Health Study และ Health Professionals Follow-up Study ทำให้มีผู้เข้าร่วมโครงการรวมทั้งสิ้นถึง 131,821 รายที่ไม่มีประวัติเป็นโรคมะเร็ง พาร์กินสัน หรือสมองเสื่อม

    ด้านกระบวนการติดตามผลก็มีความต่อเนื่องยาวนานครอบคลุมเวลาถึง 43 ปี โดยเริ่มเก็บข้อมูลย้อนกลับไปตั้งแต่ทศวรรษ 1980 จนถึงช่วงต้นปีค.ศ. 2023 เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มกับสุขภาพสมองในระยะยาวอย่างละเอียด 

    หลังจากเฝ้าติดตามพฤติกรรมและสอบถามถึงปริมาณการดื่มชาและกาแฟในแต่ละวันของผู้เข้าร่วมโครงการนับแสนรายเหล่านี้ พบว่า มีผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมรายใหม่เกิดขึ้น 330 รายต่อประชากร 100,000 คนต่อปี ในกลุ่มผู้ที่ไม่ดื่มกาแฟที่มีคาเฟอีนเลย

    ขณะเดียวกัน ในกลุ่มผู้ที่ดื่มกาแฟในปริมาณปานกลาง พบผู้ป่วยเพียง 229 รายต่อประชากร 100,000 คนต่อปี โดยกลุ่มที่ดื่มมากที่สุดมีอัตราการเกิดโรคต่ำที่สุด และเมื่อนำปัจจัยสนับสนุนอื่นๆ เช่น อายุและการสูบบุหรี่มาคำนวณร่วมด้วย พบว่าทั้งการดื่มในปริมาณปานกลางและปริมาณมาก ต่างช่วยลดความเสี่ยงของโรคสมองเสื่อมลงได้ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันอย่างยิ่งคือร้อยละ 19

    ด้านผู้ที่ดื่มชามากก็มีความเสี่ยงที่ลดลงเช่นกัน แม้จะยังไม่มีการระบุแน่ชัดว่าชาดังกล่าวต้องมีคาเฟอีนหรือไม่ก็ตาม

    กระนั้นก็ยังไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัดว่าทำไมเครื่องดื่มเหล่านี้ถึงช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคสมองเสื่อมได้ แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีแนวคิดว่า “การอักเสบ” เป็นสาเหตุของโรคสมองเสื่อม และงานวิจัยในอดีตชี้ว่า คาเฟอีนสามารถช่วยลดการอักเสบได้ 

    นอกจากนี้ สารประกอบอื่นๆ ในกาแฟและชายังอาจช่วยลดสภาวะเครียดที่เกิดจากออกซิเดชัน (Oxidative Stress) ซึ่งเป็นสาเหตุที่เซลล์ถูกทำลาย

    ดังนั้น การดื่มเครื่องดื่มร้อนๆ จึงไม่ได้แค่ช่วยให้รู้สึกอบอุ่นยามอากาศหนาวเหน็บหรือช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมายที่เกี่ยวข้อง เช่นเดียวกับการดื่มน้ำอุ่นในตอนเช้าซึ่งเป็นเทรนด์สุขภาพที่ได้รับความนิยมอย่างมากในโลกออนไลน์ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

    ที่มา : ladbible.com

    เครดิตภาพ : GETTY IMAGES

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5600499/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3HV6S8EKlwqm57v1vxkMG4

  • ชูนวัตกรรมยกระดับอุตสาหกรรมสิ่งทอไทยสู่มาตรฐานสากล เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจชุมชน | เดลินิวส์

    ชูนวัตกรรมยกระดับอุตสาหกรรมสิ่งทอไทยสู่มาตรฐานสากล เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจชุมชน | เดลินิวส์

    นายศรัญญู พูลลาภ อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยหลังลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “การส่งเสริมการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการพัฒนาสิ่งทอ” ว่า  ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการนำจุดแข็งจาก 3 หน่วยงานมาร่วมบูรณาการ โดยกรมหม่อนไหมมุ่งเน้นการรักษามรดกทางวัฒนธรรมควบคู่ไปกับการยกระดับรายได้เกษตรกรผ่านการวิจัยและพัฒนา ซึ่งปัจจุบันได้ขยายผลสู่หลายมิติ อาทิ การพัฒนาพันธุ์หม่อนไหมให้ทนทานต่อสภาพภูมิอากาศ การวิจัยเส้นไหมคุณสมบัติพิเศษสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต รวมถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุเหลือใช้ เพื่อให้ผ้าไหมไทยก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมและเติบโตได้อย่างยั่งยืน

    “ความร่วมมือกับ สวทช. และ ธ.ก.ส. คือการสร้างอนาคตให้กับอุตสาหกรรมหม่อนไหมไทยอย่างแท้จริง โดยกรมหม่อนไหมจะทำหน้าที่ชี้เป้าหมาย สวทช. เป็นผู้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรม และ ธ.ก.ส. เป็นแรงขับเคลื่อนด้านเงินทุนและโอกาสเพื่อให้เกษตรกรสามารถนำนวัตกรรมไปใช้ได้จริงในเชิงพาณิชย์ เปลี่ยนสถานะจากผู้ผลิตวัตถุดิบสู่การเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรมที่สามารถยืนหยัดได้อย่างภาคภูมิใจในเวทีโลก” นายศรัญญู กล่าว

    ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการขยายผลสำเร็จจากการดำเนินงานของสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ครอบคลุม 5 จังหวัด ได้แก่ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม ยโสธร สุรินทร์ และศรีสะเกษ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตผ้าไหมทอมือที่มีภูมิปัญญาและลวดลายเอกลักษณ์ แต่ที่ผ่านมาประสบปัญหาต้นทุนการผลิตสูงและคุณภาพยังไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด สวทช. จึงได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ทั้งสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐในท้องถิ่น ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ และธ.ก.ส. นำนวัตกรรมเข้าไปแก้ปัญหาตลอดห่วงโซ่การผลิต สอดคล้องภารกิจสร้างชาติด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภายใต้กลยุทธ์ S&T Implementation for Sustainable Thailand ที่มุ่งนำงานวิจัยลงไปขับเคลื่อนเศรษฐกิจและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไทยอย่างยั่งยืน

    “สวทช. นำเทคโนโลยีพร้อมใช้ด้านสิ่งทอเข้าไปถ่ายทอดให้ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่โรงเลี้ยงหนอนไหมวัยอ่อน เอนไซม์ลอกกาวไหม การสกัดและการย้อมสีธรรมชาติ การพัฒนาลวดลายอัตลักษณ์ชุมชุน และนาโนเทคโนโลยีสำหรับเคลือบเพิ่มคุณสมบัติพิเศษ ซึ่งช่วยให้ผ้าไหมทอมือมีคุณภาพมาตรฐาน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างรายได้ที่ยั่งยืน โดยการลงนามในครั้งนี้จะเป็นการขยายผลการทำงานร่วมกันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมผ้าไหมไทยในวงกว้าง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5598852/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-WtFdSItQC0AfOR6xOp5f

  • ลมหายใจสะอาดด้วยพลังงานสีเขียว: พลิกวิกฤตฝุ่น PM 2.5 สู่โอกาสเศรษฐกิจไทยด้วยโมเดล BCG

    ลมหายใจสะอาดด้วยพลังงานสีเขียว: พลิกวิกฤตฝุ่น PM 2.5 สู่โอกาสเศรษฐกิจไทยด้วยโมเดล BCG

    ลมหายใจสะอาดด้วยพลังงานสีเขียว: พลิกวิกฤตฝุ่น PM 2.5 สู่โอกาสเศรษฐกิจไทยด้วยโมเดล BCG


    14/02/2569 | 48 |

    ท่ามกลางความท้าทายด้านสภาวะแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้นในปัจจุบัน โดยเฉพาะปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ที่มักวิกฤตในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี ประเทศไทยภายใต้วิสัยทัศน์ “เศรษฐกิจไทยปี 2569: มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ก้าวทันโลก พร้อมทุกภาคส่วนเติบโตไปด้วยกัน” ได้กำหนดให้การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวภายใต้โมเดล BCG (Bio-Circular-Green Economy) เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นรูปธรรม

    1. เศรษฐกิจชีวภาพ (Bio-Economy): การบริหารจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อลดมลพิษที่ต้นทาง

    ปัญหาการเผาในที่โล่งซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดสำคัญของมลพิษทางอากาศ ได้ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจผ่านการประยุกต์ใช้นวัตกรรมชีวภาพ

    • การสร้างมูลค่าเพิ่มจากฐานชีวภาพ: การสนับสนุนให้เกษตรกรแปรสภาพวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ฟางข้าว ใบอ้อย และซังข้าวโพด ให้เป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมพลังงานชีวมวล (Biomass) และพลาสติกชีวภาพ (Bioplastic)

    • การยกระดับรายได้เกษตรกร: มาตรการนี้ไม่เพียงแต่ลดการเกิดจุดความร้อน (Hotspots) ในพื้นที่เกษตรกรรมอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังเป็นการสร้างกลไกรายได้ใหม่ให้กับภาคเกษตรกร สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก

    2. เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy): การเพิ่มประสิทธิภาพทรัพยากรและอุตสาหกรรมปลอดมลพิษ

    การมุ่งเน้นระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนมีเป้าหมายเพื่อลดปริมาณของเสียและมลพิษจากการผลิต (Zero Waste) โดยส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมปรับตัวสู่มาตรฐานสีเขียว

    • มาตรฐานโรงงานสีเขียว (Green Industry): การนำเทคโนโลยีการดักจับฝุ่นและระบบบำบัดอากาศที่มีประสิทธิภาพสูงมาใช้ในกระบวนการผลิต พร้อมทั้งการบริหารจัดการทรัพยากรแบบหมุนเวียนเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

    • การส่งเสริมการลงทุนสีเขียว: รัฐบาลได้กำหนดสิทธิประโยชน์ทางภาษีและมาตรการสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้ประกอบการที่ลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับสากลตามเกณฑ์ ESG (Environmental, Social, and Governance)

    3. เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy): การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและเป้าหมาย Net Zero

    หัวใจหลักของการแก้ไขปัญหามลพิษอย่างยั่งยืนคือการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและการคมนาคมขนส่ง

    • การขับเคลื่อนระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem): ในปี 2569 ประเทศไทยได้ยกระดับการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าทั้งในภาคขนส่งมวลชนและส่วนบุคคล เพื่อลดการปล่อยมลพิษจากท่อไอเสียในเขตเมือง

    • นโยบายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality): การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนทั่วโลก

    บทสรุป

    การบูรณาการโมเดล BCG เข้ากับยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศในปี 2569 ถือเป็นก้าวย่างสำคัญที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจสีเขียวในภูมิภาค ความสำเร็จดังกล่าวไม่เพียงแต่จะช่วยคืนอากาศบริสุทธิ์และส่งเสริมสุขภาวะที่ดีให้กับประชาชน แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ตั้งอยู่บนความรับผิดชอบต่อโลก สอดรับกับค่านิยมความมั่งคั่งที่ยั่งยืนสืบไป

    เอกสารอ้างอิงและแหล่งข้อมูลสารสนเทศ:


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/476143&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gaIpT20mB3jVOepNKFQih

  • อบจ.เชียงรายลุยแม่สรวยปรับเส้นทางท่องเที่ยว มุ่งแก้โจทย์ดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาเติบโตในปี 2569

    อบจ.เชียงรายลุยแม่สรวยปรับเส้นทางท่องเที่ยว มุ่งแก้โจทย์ดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาเติบโตในปี 2569

    ถนนพร้อม คนพร้อม เมืองพร้อม เชียงรายเร่งปรับเส้นทางรับฤดูล่องแพเปียกแม่สรวย ชี้ท่องเที่ยวปี 2568 รายได้ทะลุ 5.15 หมื่นล้าน แต่ต่างชาติลดลงเป็นโจทย์ปี 2569

    เชียงราย, 13 กุมภาพันธ์ 2569 – ภาพของเชียงรายในฤดูท่องเที่ยวไม่ได้หยุดอยู่แค่ทะเลหมอกบนยอดดอยหรือคาเฟ่กลางเขา หากกำลังขยับสู่เกมการท่องเที่ยวที่วัดกันด้วยรายละเอียดเล็ก ๆ ที่มีผลต่อความปลอดภัยและประสบการณ์ของผู้คนอย่างเป็นรูปธรรม นั่นคือถนน เส้นทาง และระบบบริการหน้างาน

    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 15.00 น. ณ จุดล่องแพเปียกแม่สรวย อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวกิจกรรมล่องแพเปียกแม่สรวย โดยมีผู้นำท้องที่ท้องถิ่นให้การต้อนรับ พร้อมกำชับหน่วยงานช่างของ อบจ. ให้เร่งปรับเกลี่ยและบดอัดเส้นทางสัญจรที่ชำรุดเสียหาย เพื่อรองรับฤดูกาลท่องเที่ยวธรรมชาติที่มักพีคในช่วงอากาศร้อนและวันหยุดต่อเนื่อง

    การลงพื้นที่ครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางตัวเลขภาพใหญ่ที่สะท้อนว่าเชียงรายยังคง “เดินหน้า” ในมิติการท่องเที่ยว โดยสถิติทั้งปี 2568 ระบุว่าเชียงรายมีนักท่องเที่ยวรวม 6,463,147 คน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 2.88 และสร้างรายได้รวม 51,540.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.36 ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ตัวเลขต่างชาติกลับลดลงทั้งจำนวนคนและรายได้ กลายเป็นโจทย์เชิงนโยบายที่ต้องแก้ให้ตรงจุดในปี 2569

    ประเด็นเด่นที่สะท้อนจากข้อมูลหน้างานและตัวเลขทั้งจังหวัด

    ภาพรวมจากข้อมูลที่ได้รับชี้ชัดถึงสามแกนสำคัญที่เชื่อมโยงกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    แกนแรกคือโครงสร้างพื้นฐานเป็นเงื่อนไขของความปลอดภัยและความเชื่อมั่น กิจกรรมท่องเที่ยวกลางแจ้งอย่างล่องแพเปียกจะเติบโตได้ ต้องเริ่มจากการเดินทางที่ปลอดภัยและสะดวก โดยเฉพาะเส้นทางหลักและทางเชื่อมเข้าสู่จุดกิจกรรม

    แกนที่สองคือเศรษฐกิจท่องเที่ยวของเชียงรายยังพึ่งพาคนไทยเป็นฐานหลักอย่างชัดเจน นักท่องเที่ยวชาวไทยคิดเป็น 89.2 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนผู้มาเยือน และสร้างรายได้คิดเป็น 86.3 เปอร์เซ็นต์ของทั้งจังหวัด

    แกนที่สามคือสัญญาณต่างชาติลดลงเป็นความเสี่ยงที่ต้องวางกลยุทธ์เชิงรุก เพราะการลดลงร้อยละ 15.13 ในด้านจำนวน และร้อยละ 12.89 ในด้านรายได้ ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่สะท้อนความเปราะบางของตลาดที่อาจกระทบธุรกิจท่องเที่ยวบางกลุ่มโดยตรง

    ลงพื้นที่แม่สรวย ปรับถนนก่อนเปิดฤดูล่องแพ เป้าหมายคือเที่ยวสนุกต้องปลอดภัย

    ที่จุดล่องแพเปียกแม่สรวย นายก อบจ.เชียงราย เน้นให้สำนักช่างนำเครื่องจักรกลหนักเข้าพื้นที่ ปรับเกลี่ยและบดอัดเส้นทางที่ชำรุด เพื่อให้ผิวจราจรเรียบและลดความเสี่ยงอุบัติเหตุ โดยเฉพาะช่วงที่นักท่องเที่ยวเดินทางหนาแน่น

    สาระสำคัญของคำสั่งการคือการทำให้ “เส้นทางถึงแหล่งท่องเที่ยว” กลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่ดี ไม่ใช่ด่านทดสอบความอดทนของผู้เดินทาง เพราะเมื่อถนนเสียหาย ไม่ได้กระทบแค่คนมาเที่ยว แต่กระทบคนในพื้นที่ที่ต้องใช้เส้นทางเดียวกันในการดำรงชีวิต

    ในคำกล่าวที่อ้างอิงจากข้อมูลที่ได้รับ นายก อบจ.เชียงราย ระบุว่า กิจกรรมล่องแพเปียกแม่สรวยเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของจังหวัดในช่วงฤดูร้อน มีประชาชนและนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาจำนวนมาก จึงมอบหมายให้เจ้าหน้าที่เร่งนำรถเกรดเดอร์และรถบดอัดเข้าดำเนินการปรับปรุงผิวจราจรในเส้นทางหลักและเส้นทางเชื่อมต่อให้เรียบเนียน ปลอดภัย และได้มาตรฐาน พร้อมย้ำว่าการดำเนินการไม่เพียงอำนวยความสะดวกด้านการท่องเที่ยว แต่ยังช่วยให้ประชาชนในพื้นที่สัญจรและขนส่งสินค้าเกษตรได้สะดวกขึ้น สอดคล้องแนวทางบำบัดทุกข์ บำรุงสุข และการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนผ่านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    จุดประสานงานนักท่องเที่ยว แนวคิดบริการแบบครบวงจรที่ต้องทำให้เกิดจริง

    นอกจากงานถนน อีกประเด็นที่ถูกหยิบย้ำคือสวัสดิภาพของนักท่องเที่ยว โดยมีแนวทางประสานกับท้องถิ่นเพื่อจัดตั้งจุดบริการและจุดประสานงาน อาทิ จุดปฐมพยาบาล และจุดอำนวยความสะดวกหน้างาน

    ข้อสังเกตเชิงนโยบายคือ “ศูนย์ประสานงาน” จะสร้างความเชื่อมั่นได้จริงก็ต่อเมื่อมีองค์ประกอบครบ ทั้งคน อุปกรณ์ การสื่อสาร และมาตรฐานปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงป้ายหรือโต๊ะบริการ เพราะกิจกรรมริมแม่น้ำหรือกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวของนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ต้องมีระบบรองรับเหตุฉุกเฉินอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ความสนุกไม่แลกมากับความเสี่ยง

    ตัวเลขท่องเที่ยวปี 2568 โตต่อเนื่อง รายได้ขยับแรงกว่าจำนวนคน

    สถิติการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายตลอดช่วง 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2568 ระบุว่ามีนักท่องเที่ยวรวม 6,463,147 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 2.88 และรายได้รวม 51,540.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.36 สะท้อนว่าเม็ดเงินเติบโตเร็วกว่า “หัวคน” ซึ่งมักตีความได้ว่าการใช้จ่ายเฉลี่ย หรือรูปแบบสินค้าและบริการท่องเที่ยว มีแนวโน้มมูลค่าสูงขึ้น หรือมีสัดส่วนกิจกรรมที่สร้างรายได้มากขึ้นในระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น

    เมื่อแยกตามกลุ่มนักท่องเที่ยว พบว่า

    นักท่องเที่ยวชาวไทย 5,765,564 คน คิดเป็นสัดส่วน 89.2 และสร้างรายได้ 44,460.27 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 86.3

    นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 697,583 คน คิดเป็นสัดส่วน 10.8 และสร้างรายได้ 7,079.82 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 13.7

    ในเชิงโครงสร้าง นี่คือข้อเท็จจริงสำคัญที่ทำให้เชียงรายต้องอ่านเกมให้ขาดว่า ฐานตลาดหลักคือคนไทย และการยกระดับประสบการณ์ท่องเที่ยวในจังหวัดต้องยังคงตอบโจทย์คนไทยเป็นหลัก ขณะเดียวกันก็ต้องออกแบบการดึงต่างชาติกลับมาแบบจำเพาะกลุ่ม ไม่ใช่หว่านกว้าง

    ต่างชาติลดลงทั้งคนทั้งเงิน สัญญาณที่จังหวัดต้องตอบให้เร็ว

    ข้อมูลเปรียบเทียบระบุว่า หากพิจารณาเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในปี 2568 พบว่าจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงร้อยละ 15.13 และรายได้ลดลงร้อยละ 12.89 เมื่อเทียบกับปี 2567

    ประเด็นนี้มีนัยต่อชุมชนและผู้ประกอบการบางประเภทโดยตรง โดยเฉพาะธุรกิจที่พึ่งพาการใช้จ่ายของต่างชาติ หรือธุรกิจที่อยู่ในเส้นทางท่องเที่ยวหลักที่เคยรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นกลุ่มใหญ่ เพราะแม้รายได้รวมจังหวัดยังโต แต่การ “โตแบบไม่เท่ากัน” อาจทำให้บางพื้นที่หรือบางอาชีพได้รับผลกระทบมากกว่าที่ตัวเลขรวมสะท้อน

    อ่านฤดูกาลจากตัวเลข เดือนคนเยอะไม่เท่ากับเดือนรายได้สูง

    ข้อมูลรายเดือนชี้ให้เห็นภาพการท่องเที่ยวที่ไม่ใช่เส้นตรง

    เดือนมกราคมมีนักท่องเที่ยวชาวไทยมากสุด 644,347 คน และสร้างรายได้ 4,885.26 ล้านบาท ขณะที่เดือนกันยายนมีนักท่องเที่ยวชาวไทยน้อยสุด 330,826 คน และสร้างรายได้ 2,601.18 ล้านบาท

    เมื่อดูเฉพาะรายได้ พบว่าเดือนธันวาคมเป็นเดือนที่ทำรายได้สูงสุด แม้จำนวนคนจะน้อยกว่าเดือนมกราคม

    ส่วนฝั่งต่างชาติ เดือนธันวาคมมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมากสุด 83,236 คน สร้างรายได้ 1,081.34 ล้านบาท ขณะที่เดือนกันยายนมีนักท่องเที่ยวต่างชาติน้อยสุด 37,754 คน สร้างรายได้ 393.42 ล้านบาท

    ข้อสรุปเชิงปฏิบัติการคือ จังหวัดและผู้ประกอบการควรใช้ข้อมูลนี้ในการออกแบบปฏิทินท่องเที่ยวแบบยืดหยุ่น แยกแผน “เพิ่มจำนวนคน” ออกจากแผน “เพิ่มรายได้ต่อหัว” เพราะสองเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องเกิดพร้อมกันเสมอ

    ไตรมาส 4 และไตรมาส 1 ช่วงทองของเชียงราย ความท้าทายคือทำให้ทองยาวขึ้น

    ข้อมูลอัตราส่วนตามไตรมาสระบุว่า การท่องเที่ยวของเชียงรายเติบโตสูงสุดในไตรมาส 4 ช่วงตุลาคมถึงธันวาคม คิดเป็นร้อยละ 28.7 และมีสัดส่วนใกล้เคียงกับไตรมาส 1 ช่วงมกราคมถึงมีนาคม คิดเป็นร้อยละ 28.7 เช่นกัน

    นี่คือหลักฐานเชิงตัวเลขว่าการท่องเที่ยวเชียงรายยังคงเป็นเกมของฤดูกาล โดยเฉพาะปลายปีถึงต้นปี ขณะที่ช่วงกลางปีอาจต้องพึ่งกิจกรรมเฉพาะทางเพื่อกระตุ้นการเดินทาง

    ดังนั้นการปรับปรุงถนนและระบบบริการในแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ เช่น แม่สรวย จึงไม่ใช่แค่งานซ่อมบำรุง แต่เป็นส่วนหนึ่งของการ “ยืดฤดูกาล” ให้จังหวัดสามารถรับนักท่องเที่ยวได้อย่างมั่นคง และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาช่วงพีคมากเกินไป

    ผลต่อชุมชนและเศรษฐกิจฐานราก ถนนหนึ่งเส้นมีความหมายมากกว่าการเดินทาง

    ในพื้นที่จริง ถนนที่ดีไม่ได้แปลว่าเที่ยวสะดวกเท่านั้น แต่หมายถึงต้นทุนชีวิตที่ลดลงของชาวบ้าน การเข้าถึงบริการสาธารณะ การขนส่งผลผลิต และความสามารถในการเชื่อมต่อกับตลาด

    หากการท่องเที่ยวถูกใช้เป็นเครื่องมือพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน การลงทุนที่เห็นผลเร็วที่สุดมักเริ่มจากสิ่งพื้นฐานที่สุด เพราะนักท่องเที่ยวจำนวนมากไม่ได้ตัดสินใจจากคำโฆษณาเพียงอย่างเดียว แต่ตัดสินใจจากความรู้สึกปลอดภัย ความสะดวก และการดูแลเมื่อมาถึงพื้นที่

    การกำหนดให้มีจุดปฐมพยาบาล จุดประสานงาน และการปรับถนนก่อนฤดูกาลท่องเที่ยว จึงเป็นภาพของการบริหารจัดการที่ชุมชนได้ประโยชน์ร่วมกัน ทั้งในวันที่มีนักท่องเที่ยวและในวันที่เป็นวันปกติของคนท้องถิ่น

    สถิติสำคัญที่ควรรู้สำหรับการวางแผนปี 2569

    • จำนวนนักท่องเที่ยวรวมปี 2568 เท่ากับ 6,463,147 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 88
    • รายได้รวมจากการท่องเที่ยวปี 2568 เท่ากับ 51,540.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 36
    • นักท่องเที่ยวชาวไทย 5,765,564 คน สัดส่วน 2
    • รายได้จากนักท่องเที่ยวชาวไทย 44,460.27 ล้านบาท สัดส่วน 3
    • นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 697,583 คน สัดส่วน 8
    • รายได้จากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 7,079.82 ล้านบาท สัดส่วน 7
    • ต่างชาติลดลงเมื่อเทียบปีก่อน จำนวนลดลงร้อยละ 13 และรายได้ลดลงร้อยละ 12.89

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-tourism-mae-suai-rafting/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RHvkwvYJO9FHFUr4TLCHk

  • รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศของสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ประจำเดือนมกราคม 2569

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศของสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ประจำเดือนมกราคม 2569

    โดย

    kanthima

    ลงเมื่อ

    13 กุมภาพันธ์ 2569 13:58

    สคต. ณ กรุงมะนิลา (ฟิลิปปินส์) (TTC, Manila (Philippines))

    7

    รายงานเศรษฐกิจ มกราคม 2569 RV.pdf

    Share :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/qlqx50ln73awv2o28rm7nz8p&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ajz5BN3OrTj6i29cz9FP8

  • เหตุยิงในม.เซาท์แคโรไลนาสเตท เสียชีวิต 2 เจ็บ 1

    เหตุยิงในม.เซาท์แคโรไลนาสเตท เสียชีวิต 2 เจ็บ 1

    วันศุกร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.36 น.

    Tag :

    เกิดเหตุยิงในหอพักมหาวิทยาลัยเซาท์แคโรไลนาสเตท เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บ 1 ราย สั่งปิดพื้นที่และยกเลิกการเรียน เร่งสอบสวนหาสาเหตุ

    13 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุการณ์ยิงในบริเวณหอพักภายในมหาวิทยาลัยเซาท์แคโรไลนาสเตท ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาเก่าแก่ของชาวผิวดำ เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 1 ราย นำไปสู่การประกาศปิดพื้นที่มหาวิทยาลัยทันที

    มหาวิทยาลัยเผยแพร่ข้อมูลผ่านหน้าเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของทางมหาวิทยาลัยว่า เหตุสลดครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 21.15 น. ตามเวลาท้องถิ่น ภายในอพาร์ตเมนต์ของกลุ่มอาคารที่พักนักศึกษา ฮิวจีน สวีทส์ (Hugine Suites) อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ยังมีรายละเอียดอย่างเป็นทางการออกมาค่อนข้างน้อย รวมถึงยังไม่มีการยืนยันว่าผู้ก่อเหตุยังคงหลบหนีอยู่หรือไม่

    เจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยระบุเพิ่มเติมว่า ยังไม่มีการยืนยันตัวตนของผู้เสียชีวิตทั้งสองราย รวมถึงยังไม่ทราบอาการล่าสุดของผู้ได้รับบาดเจ็บ สำหรับมหาวิทยาลัยเซาท์แคโรไลนาสเตท เป็นหนึ่งในสองมหาวิทยาลัยเก่าแก่ของชาวผิวสีในเมืองออเรนจ์เบิร์ก รัฐเซาท์แคโรไลนามีนักศึกษาลงทะเบียนเรียนกว่า 3,000 คน โดยในเมืองดังกล่าวยังมีมหาวิทยาลัยแคลฟลิน ตั้งอยู่อีกแห่งหนึ่งด้วย

    ทางด้านเจ้าหน้าที่ฝ่ายความปลอดภัยสาธารณะของมหาวิทยาลัยปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนวันพฤหัสบดี โดยระบุเพียงว่าไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดเผยรายละเอียด ขณะที่ทางมหาวิทยาลัยได้ประสานงานขอความช่วยเหลือไปยังกองบังคับการตำรวจรัฐเซาท์แคโรไลนา เพื่อให้เข้ามาดำเนินการสืบสวนหาสาเหตุของเหตุกราดยิงในครั้งนี้ พร้อมทั้งประกาศยกเลิกการเรียนการสอนทั้งหมดในวันศุกร์

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/inter/947052&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bacv5S37atXNoNGQKYpxg