Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ภาวะตลาดหุ้นอินเดีย: ดัชนี Sensex เปิดบวก 235.57 จุด หุ้นกลุ่มไอทีฟื้นตัว หนุนตลาดต่อเนื่องเป็นวันที่ 4

    ภาวะตลาดหุ้นอินเดีย: ดัชนี Sensex เปิดบวก 235.57 จุด หุ้นกลุ่มไอทีฟื้นตัว หนุนตลาดต่อเนื่องเป็นวันที่ 4

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 ก.พ. 69)

    ดัชนี Sensex ตลาดหุ้นอินเดียเปิดบวกเล็กน้อยในวันนี้ (19 ก.พ.) ต่อเนื่องจากการปรับตัวขึ้นในช่วง 3 วันทำการที่ผ่านมา โดยได้แรงหนุนจากความคาดหวังที่ดีขึ้นต่อแนวโน้มผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน

    ดัชนี Sensex เปิดตลาดที่ระดับ 83,969.82 จุด เพิ่มขึ้น 235.57 จุด หรือ +0.28%

    หุ้น 15 จาก 16 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่ดัชนีหุ้นขนาดเล็กและดัชนีหุ้นขนาดกลางต่างปรับตัวขึ้น 0.3% และ 0.2% ตามลำดับ

    ดัชนี Sensex ปรับตัวขึ้นราว 1.4% ในช่วง 3 วันทำการที่ผ่านมา โดยได้แรงหนุนจากผลประกอบการไตรมาสสิ้นสุดเดือนธ.ค. ที่ออกมาสอดคล้องกับที่ตลาดคาดการณ์ไว้ แม้จะมีการบันทึกค่าใช้จ่ายครั้งเดียวที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายแรงงานฉบับใหม่

    ด้านหุ้นกลุ่มไอที ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกเทขายอย่างหนักจากความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจาก AI ปรับตัวขึ้น 1% ในช่วงเปิดตลาด โดยนักวิเคราะห์มองว่าเป็นการดีดตัวทางเทคนิคหลังจากที่ราคาปรับลงมามากในช่วงก่อนหน้า

    โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/รัตนา พงศ์ทวิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRDI0IQ4XQP51LSDG56Q0ESCITL8W5IX&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01Z9unm6pZvxGLjnxp0uQl

  • นักท่องเที่ยวจีนชักแถวบินลัดฟ้า “เที่ยวไทย” ฉลองตรุษจีนเพิ่มขึ้น

    นักท่องเที่ยวจีนชักแถวบินลัดฟ้า “เที่ยวไทย” ฉลองตรุษจีนเพิ่มขึ้น

    วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.03 น.

    นักท่องเที่ยวจีนชักแถวบินลัดฟ้า “เที่ยวไทย” ฉลองตรุษจีนเพิ่มขึ้น

    หนานหนิง, 19 ก.พ. (ซินหัว) — ท่าอากาศยานนานาชาติหนานหนิง อู๋ซวี ในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีน มีบรรยากาศคึกคักตั้งแต่เริ่มต้นมหกรรมการเดินทางเทศกาลตรุษจีนหรือชุนอวิ้น ปี 2026 โดยผู้โดยสารชาวจีนจำนวนไม่น้อยทยอยขึ้นเที่ยวบินตรงสู่ไทยเพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนแบบใหม่ที่เปลี่ยนจาก “กลับภูมิลำเนา” เป็น “เที่ยวพักผ่อนต่างแดน” สอดรับกับกระแสการท่องเที่ยวแบบสองทาง “ขึ้นเหนือหาหิมะ ลงใต้หนีลมหนาว” ที่กำลังคึกคักภายใต้นโยบายฟรีวีซ่าจีน-ไทย เส้นทางบินที่สะดวก และช่วงหยุดยาวพิเศษในปีนี้

    ช่วงไม่กี่ปีมานี้ ไทยที่มีความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์และวัฒนธรรมกับจีนได้กลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจากกว่างซีและทั่วจีนในช่วงเทศกาลตรุษจีน ซึ่งบริษัททัวร์แห่งหนึ่งในกว่างซีเผยว่าความต้องการท่องเที่ยวไทย รวมถึงประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มักจะคึกคักในช่วงก่อนและชะลอตัวในช่วงหลังหยุดยาวเทศกาลตรุษจีน (15-23 ก.พ.) เช่น กรุ๊ปทัวร์หนึ่งที่เดินทางก่อนวันที่ 15 ก.พ. มีลูกทัวร์มากถึง 150 คน และส่วนใหญ่เป็นครอบครัวขนาดเล็กที่มีสมาชิก 4-9 คน

    ช่วงหยุดยาวเทศกาลตรุษจีน ปี 2026 ที่มีระยะเวลา 9 วันนี้ช่วยให้ความต้องการท่องเที่ยวไทยของบรรดาครอบครัวชาวจีนเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งวิวทิวทัศน์ อาหารการกิน และความสะดวกสบายของการท่องเที่ยวไทยนั้นเป็นจุดดึงดูดใจที่สำคัญ โดยถานซูถิง ชาวเมืองหนานหนิงในกว่างซี เผยว่าปกติเทศกาลตรุษจีนจะอยู่แต่บ้านและเยี่ยมญาติมิตร แต่ปีนี้ตั้งใจพาพ่อแม่และลูกของเธอไปเที่ยวพักผ่อนที่ไทย ซึ่งอยู่ใกล้กว่างซี มีอากาศเหมาะกับผู้สูงอายุ และเดินทางแบบครอบครัวสะดวก

    การบริการเที่ยวบินโดยสารตรงสู่ไทยเป็นอีกปัจจัยสนับสนุนการท่องเที่ยวไทยในช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้ เส้นทางบินหนานหนิง-กรุงเทพฯ รับรองผู้โดยสารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่จีนและไทยดำเนินนโยบายฟรีวีซ่าซึ่งกันและกันในเดือนมีนาคม 2024 และช่วงชุนอวิ้นปีนี้เพิ่มขึ้นร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะจำนวนเที่ยวบินตรงหนานหนิง-กรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นเป็น 3 เที่ยวต่อวันในช่วงชุนอวิ้น ครอบคลุมการออกเดินทางระหว่างช่วงเช้าถึงช่วงเย็น และใช้เวลาบินราว 2 ชั่วโมง 20 นาทีเท่านั้น

    นอกเหนือจากนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางท่องเที่ยวไทยเพื่อสัมผัสบรรยากาศเทศกาลตรุษจีนในต่างประเทศ ยังมี “ขาประจำ” จำนวนไม่น้อยที่เดินทางมาไทยเพื่อสัมผัสอากาศอบอุ่นกว่าและพบปะญาติมิตรที่พำนักอาศัยอยู่ต่างบ้านต่างเมือง เช่น นักท่องเที่ยวแซ่หวังคนหนึ่งเผยว่าเขามาไทยในช่วงเทศกาลตรุษจีนเป็นครั้งที่ 3 แล้ว ปีนี้อาศัยช่วงหยุดยาวพิเศษหนีอากาศหนาวในจีนมาเยี่ยมลูกสาวและหลานที่ใช้ชีวิตอยู่ในไทย ส่วนนักท่องเที่ยวแซ่เฉินอีกคนเผยว่าบรรยากาศเทศกาลตรุษจีนในไทยคึกคักมาก ผู้ประกอบธุรกิจในไทยเข้าใจ “ปีใหม่จีน” อย่างดี

    อนึ่ง สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยวคาดการณ์ว่าปริมาณนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางเยือนไทยในช่วงวันที่ 13-22 ก.พ. จะอยู่ที่ราว 3.5 แสนคน หรือเฉลี่ย 17,000-18,000 คนต่อวัน เพิ่มขึ้นราวร้อยละ 15-20 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

    (ภาพจากผู้ให้สัมภาษณ์ : ผู้โดยสารที่จะเดินทางไปไทยต่อแถวเพื่อเช็กอินที่ท่าอากาศยานนานาชาติหนานหนิง อู๋ซวี ในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีน)

    (ภาพจากผู้ให้สัมภาษณ์ : นักท่องเที่ยวชาวจีนสัมผัสบรรยากาศการเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนในย่านเยาวราชของกรุงเทพฯ)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/inter/466624&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw336m7X3lxtP-v11C6YFr82

  • วธ.ชู ‘บ้านแพมบก’ แบบอย่างนำทุนวัฒนธรรมต่อยอดดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ | เดลินิวส์

    วธ.ชู ‘บ้านแพมบก’ แบบอย่างนำทุนวัฒนธรรมต่อยอดดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ | เดลินิวส์

    นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) กล่าวว่า เมื่อวันที่ 18 ก.พ.ได้เป็นประธานเปิดกิจกรรมสร้างการรับรู้เส้นทางท่องเที่ยววิถีชุมชนของสุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ปี 2568 ที่ ชุมชนบ้านแพมบก จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งได้รับคัดเลือกเป็น 1ใน 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 เพื่อยกย่องและประชาสัมพันธ์ชุมชนที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในระดับประเทศและระดับนานาชาติ พร้อมทั้งกระตุ้นกระแสการท่องเที่ยววิถีชุมชน และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจแก่ประชาชนในพื้นที่ โดยชุมชนบ้านแพมบก เป็นชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ไทใหญ่ (ไต) ที่มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 200 ปี ยังคงรักษาขนบธรรมเนียม ประเพณี ความเชื่อ และวิถีชีวิตดั้งเดิมไว้อย่างเข้มแข็ง สามารถเชื่อมโยงทุนทางวัฒนธรรมกับการท่องเที่ยวได้อย่างสร้างสรรค์ ภายใต้แนวคิด “UNSEEN THAI THAI”

    ปลัดวธ. กล่าวต่อไปว่า สำหรับความโดดเด่นของชุมชน ประกอบด้วย การตักบาตรเช้า บนสะพานบุญโขกู้โส่ สะพานไม้ไผ่ยาว 815 เมตร เป็นสถาปัตยกรรมไทใหญ่ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาตักบาตรยามเช้า มีการนำเสนออาหารพื้นถิ่นไทใหญ่ ที่เป็นเอกลักษณ์ในจ.แม่ฮ่องสอน โดยใช้วัตถุดิบจากชุมชน ได้แก่ สำรับเมนูเซ็ตผัดผักกูด นอกจากนี้มีมรดกภูมิปัญญา หัตถกรรมและกิจกรรมวิถีไต เช่น การทำไม้กวาดปุ๋มเป้ง รวมทั้งการท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้วิถีชุมชน และยังเชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียง อาทิ น้ำตกแพมบก สำนักสงฆ์ห้วยคายคีรีมฤคทายวัน จุดชมวิวดอยเมี่ยง–ดอยธง หมู่บ้านสันติชล จุดชมวิวหยุนไหลบ้านสันติชล วัดน้ำฮู และวัดศรีดอนชัย โดยหลังจากนี้ วธ. จากบูรณาการร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน และหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวส่งเสริมสนับสนุนและประชาสัมพันธ์ให้ชุมชนแห่งนี้เป็นหนึ่งในไฮไลท์ของหมุดหมายการท่องเที่ยวจ.แม่ฮ่องสอนต่อไป

    “ชุมชนบ้านแพมบก เป็นตัวอย่างที่ดีในการเป็นต้นแบบของการนำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดเป็นการท่องเที่ยว ทั้งยังรักษาอัตลักษณ์ท้องถิ่นไว้เป็นอย่างดี และยังเป็นเป้าหมายในการท่องเที่ยวของชาวต่างขาติด้วย” ปลัดวธ.กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5616371/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw218XKF7-ukwp4ZGnfwAwh3

  • กทพ.ยัน ‘ทางด่วนเชื่อมเกาะสมุย’ คุ้มค่า ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวภาคใต้

    กทพ.ยัน ‘ทางด่วนเชื่อมเกาะสมุย’ คุ้มค่า ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวภาคใต้

    กทพ. เปิดเวทีฟังเสียงเอกชนร่วมลงทุน ‘ทางด่วนเชื่อมเกาะสมุย’ มูลค่า 7.4 หมื่นล้าน มั่นใจช่วยให้เศรษฐกิจ-การท่องเที่ยวบนเกาะสมุยโต สร้างรายได้ให้ประเทศกว่า 4 แสนล้าน เล็งชงบอร์ดฯ ไฟเขียว ก่อนเสนอ ‘คมนาคม-ครม.ใหม่’ ปักธงตอกเสาเข็มปี 71 เปิดให้บริการปี 76 ค่าผ่านทาง 1,000-3,000 บาท/คัน ด้าน ’ที่ปรึกษา‘ชี้เสียงผู้ใช้ทางแจ้งพร้อมจ่าย

    19 ก.พ.2569-นายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานสัมมนารับฟังความคิดเห็นของภาคเอกชน (Opinion Hearing) งานศึกษาความเหมาะสมทางด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ การเงิน และผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย) ว่า การสัมมนาในวันนี้ มีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อแนะนำและให้ข้อมูลส่วนที่เป็นสาระสำคัญของโครงการแก่นักลงทุน รวมถึงประเมินความสนใจและสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุนของภาคเอกชน พร้อมทั้งรับฟังความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะจากนักลงทุนและผู้เกี่ยวข้อง สำหรับนำไปประกอบการจัดทำรายงานการศึกษาและวิเคราะห์โครงการตามพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562

    สำหรับความคืบหน้าของโครงการฯ ขณะนี้ กทพ. อยู่ระหว่างศึกษาความเหมาะสมโครงการและจะขออนุมัติรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) หากได้ข้อสรุปจากผลการศึกษาแล้ว จะนำเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) กทพ. พิจารณา ก่อนนำเสนอกระทรวงคมนาคม และส่งต่อไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป คาดว่า จะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในปี 2571 และมีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2576

    นายสุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่า เกาะสมุย ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว ปัจจุบัน พบว่า โรงแรมที่พัก มีราคาเพิ่มสูงขึ้น อาทิ จากราคา 3,000 บาทต่อคืน เพิ่มขึ้นเป็น 10,000 บาทต่อคืน หรือจากราคา 5,000 บาทต่อคืน เพิ่มขึ้นเป็น 20,000 บาทต่อคืน สะท้อนให้เห็นว่า เศรษฐกิจในพื้นที่ 3 จังหวัด ประกอบด้วย สงขลา นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อีกด้วย

    ทั้งนี้ จากข้อมูล พบว่า เกาะสมุย นำส่งรายได้ให้ประเทศเป็นอันดับที่ 2 มีมูลค่ากว่า 200,000 ล้านบาทต่อปี รองจากเกาะภูเก็ต ที่นำส่งรายได้ให้ประเทศ มูลค่า 500,000 ล้านบาทต่อปี เชื่อว่า ตลอดระยะเวลาสัมปทาน 30 ปี จะสร้างรายได้ให้ประเทศ มูลค่ากว่า 400,000 ล้านบาท ในส่วนของการลงทุนนั้น เบื้องต้น มี 2 รูปแบบ คือ การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (PPP) หรือรูปแบบกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund) หรือ TFFIF

    นายสุรเชษฐ์ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันการเดินทางเข้า–ออกเกาะสมุยมีเพียง 2 รูปแบบ คือ ทางน้ำและทางอากาศ ซึ่งมีข้อจำกัดและเปราะบางต่อสภาพอากาศ ส่งผลต่อประชาชน การท่องเที่ยว และการรับมือเหตุฉุกเฉิน อีกทั้งโครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงสะพานเพื่อการคมนาคมเท่านั้น แต่เป็นโครงการที่ออกแบบให้รองรับระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น ระบบไฟฟ้า ระบบประปา และระบบสายสื่อสาร เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มความสะดวกและรวดเร็วในการเดินทางระหว่างเกาะสมุยกับแผ่นดินใหญ่ เสริมสร้างความมั่นคงของระบบโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคบนเกาะสมุย รวมถึงช่วยลดระยะเวลาในการเดินทาง

    สำหรับโครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย มูลค่าลงทุนของโครงการรวม 74,044 ล้านบาท แบ่งเป็น ค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน มูลค่า 1,628 ล้านบาท โดยในการดำเนินงานจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินมีผู้ที่ได้รับผลกระทบจำนวน 277 แปลง เนื้อที่ดินที่ได้รับผลกระทบ ประมาณ 226,591 ตารางวา และสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับผลกระทบจำนวน 45 หลัง, ค่าก่อสร้าง มูลค่า 63,275 ล้านบาท, ค่าควบคุมงานก่อสร้าง มูลค่า 1,582 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและบำรุงรักษาโครงการ มูลค่า 7,559 ล้านบาท โดยโครงการมีผลตอบแทนด้านเศรษฐกิจ (EIRR) 15.58% (และผลตอบแทนด้านการเงิน (FIRR)  -0.31%

    ทั้งนี้ โครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย ระยะทางรวมประมาณ 37.41 กิโลเมตร (กม.) เป็นทางพิเศษยกระดับข้ามทะเลเชื่อมต่อระหว่างแผ่นดินใหญ่และเกาะสมุย ขนาด 4 ช่องจราจร (ทิศทางละ 2 ช่องจราจร) มีจุดเริ่มต้นโครงการเชื่อมต่อกับทางหลวงหมายเลข 4142 ในพื้นที่ ต.ดอนสัก อ.ดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี มุ่งหน้าทางทิศตะวันออกตัดผ่านทางหลวงหมายเลข 4142 ในพื้นที่ ต.ควนทอง อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช จากนั้นแนวเส้นทางมุ่งหน้าทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านพื้นที่สวนปาล์มและผ่านอ่าวประทับแล้วมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก เข้าเชื่อมเกาะสมุยบริเวณเนินเขาแหลมสอ และมีจุดสิ้นสุดโครงการเชื่อมต่อกับทางหลวงหมายเลข 4170 ในพื้นที่ ต.ตลิ่งงาม อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้เข้าร่วมสัมมนางานในวันนี้ ได้เสนอว่า รูปแบบของสะพานยังไม่มีเสน่ห์ หรือเป็นแลนด์มาร์ก สมกับเป็นเมืองท่องเที่ยว และดึงดูดให้ผู้ใช้ทางมาใช้บริการดังเช่นในต่างประเทศ ส่วนการเลือกแนวเส้นทางนั้น ตามนโยบายของผู้ว่า กทพ. ที่ระบุว่า จะต้องยังคงรักษ์ธรรมชาติ รบกวนสิ่งมีชีวิตและธรรมชาติให้น้อยที่สุด เนื่องจากบริเวณดังกล่าว มีโลมา พะยูน ปะการัง จึงมีการออกแบบให้มีการก่อสร้างโครงการฯ ในพื้นที่บนทะเลให้น้อยที่สุดและสอดคล้องกับการจัดทำ EIA ด้วย

    นอกจากนี้ แนวเส้นทางที่คัดเลือกดังกล่าว ต้องก่อสร้างไดัจริง สอดคล้องกับข้อจำกัดทางกายภาพของโครงการฯ พร้อมทั้งตอบโจทย์กับความคุัมค่าในการลงทุน สามารถเชื่อมต่อกับถนนสายหลัก รวมถึงจะต้องช่วยลดระยะเวลาในการเดินทางได้ด้วย ขณะที่ประเด็นการกู้ภัยฉุกเฉิน หากเกิดอุบัติเหตุบนสะพาน หรือทรัพย์สินตกลงไปในทะเลนั้น มีการกำหนดแผนความเสี่ยงในการเข้าพื้นที่ของกู้ภัยและการช่วยเหลือนำส่งโรงพยาบาลในพื้นที่ทุกด้านไว้แล้ว อีกทั้งวิเคราะห์การรองรับภัยพิบัติต่างๆ อาทิ แผ่นดินไหว และปัญหาฝุ่น PM 2.5

    รายงานข่าวจาก กทพ. ระบุว่า คาดการณ์ปริมาณจราจรและรายได้ค่าผ่านทางของโครงการตลอด 30 ปี โดยโครงการจัดเก็บค่าผ่านทางแยกตามประเภทของรถในอัตราเดียวกันตลอดทั้งโครงการ (Flat Rate) และกำหนดให้ปรับอัตราค่าผ่านทางทุก ๆ 5 ปี ตามอัตราเพิ่มของดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) อัตราค่าผ่านทาง ณ ปีที่เปิดให้บริการ (ปีงบประมาณ 2577) กล่าวคือ รถ 4 ล้อ ราคา 1,000 บาทต่อคัน, รถ 6–10 ล้อ ราคา 2,000 บาทต่อคัน และรถมากกว่า 10 ล้อ ราคา 3,000 บาทต่อคัน ลงทุน 74,044 ล้านรายได้30ปี 80,108 ล้านบาท

    ทั้งนี้ จากการสำรวจข้อมูลจากผู้ที่เดินทางจริงของที่ปรึกษา พบว่า ผู้ใช้ทางสามารถจ่ายในราคาที่ประมาณ 1,000-1,200 บาทต่อคัน เปรียบเทียบการเดินทางเรือเฟอร์รี่ ค่าใช้จ่ายรถยนต์ 1 คัน ประกอบด้วย คนขับ และผู้โดยสาร 1 คน ราคา 720 บาท โดยผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น มีราคา 170 บาทต่อคน อย่างไรก็ตาม คาดว่า จะมีปริมาณจราจรที่ใช้โครงการ ณ ปีเปิดให้บริการ (ปีงบประมาณ 2577) จำนวน 3,049 คันต่อวัน คิดเป็นรายได้ค่าผ่านทาง 3.25 ล้านบาทต่อวัน และปริมาณจราจรในปีที่ 30 (ปีงบประมาณ 2606) เท่ากับ 10,339 คันต่อวัน คิดเป็นรายได้ ค่าผ่านทาง 14.11 ล้านบาทต่อวัน โดยมีรายได้ค่าผ่านทางรวมภาษีมูลค่าเพิ่มตลอด 30 ปี ประมาณ 80,108 ล้านบาท

    ในส่วนของที่พักริมทาง (Rest Area) ทั้งทิศทางขาไป-ขากลับเกาะสมุย มูลค่า 175 ล้านบาทนั้น ประกอบด้วย พื้นที่ส่วนกลาง กิจกรรมเชิงพาณิชย์ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เช่น ห้องน้ำสาธารณะ จุดจำหน่ายสินค้าและอาหาร และพื้นที่เช่าในรูปแบบ Drive-thru เป็นต้น เพื่อยกระดับการให้บริการและเพิ่มศักยภาพในการสร้างรายได้อื่นๆ นอกเหนือจากรายได้ค่าผ่านทาง ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและบำรุงรักษาที่พักริมทาง ตลอด 30 ปี มูลค่า 441 ล้านบาท ด้านรายได้เชิงพาณิชย์ของที่พักริมทาง ตลอด 30 ปี มูลค่า 878 ล้านบาท แบ่งเป็น รายได้จากพื้นที่เช่า 748 ล้านบาท และรายได้จากพื้นที่โฆษณา 130 ล้านบาท

    สำหรับที่พักริมทาง ได้จัดสรรพื้นที่แบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก คือ 1.พื้นที่เชิงพาณิชย์ (Commercial Area) รวมทั้ง 2 ทิศทาง ประกอบด้วย ศูนย์อาหารและร้านค้า พื้นที่รวมประมาณ 1,600 ตารางเมตร (ตร.ม.), Kiosk : จำนวน 8 บูธ พื้นที่รวมประมาณ 80 ตร.ม. และพื้นที่ Drive-thru : พื้นที่รวมประมาณ 800 ตร.ม. 2.พื้นที่ส่วนกลางและสิ่งอำนวยความสะดวก (รวมทั้ง 2 ทิศทาง) ประกอบด้วย ห้องสุขาสาธารณะ พื้นที่จอดรถยนต์ส่วนบุคคล 120 คัน พื้นที่จอดรถยนต์สำหรับผู้พิการและผู้สูงอายุ 4 คัน พื้นที่จอดรถโดยสารและรถขนาดใหญ่ (มากกว่า 6 ล้อ) 10 คัน พื้นที่จอดรถส่งของสำหรับผู้ประกอบกิจการ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/950271/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VGxzVuopKZpXUvES1_G3e

  • จากทริปในฝันสู่ฝันร้าย! อินฟลูฯเยอรมัน ช็อก ฝูงลิงกระบี่ ปีนทะเลาะกันบนหัว ต้องหามส่ง รพ.ด่วน

    จากทริปในฝันสู่ฝันร้าย! อินฟลูฯเยอรมัน ช็อก ฝูงลิงกระบี่ ปีนทะเลาะกันบนหัว ต้องหามส่ง รพ.ด่วน

    อุทาหรณ์เที่ยวไทย “อินฟลูฯ เยอรมัน” เล่านาทีชีวิต ถูกลิงกระบี่รุมปีนหัว-กัดขา จนต้องรีบส่งโรงพยาบาล

    กลายเป็นประสบการณ์ชวนระทึกที่ถูกพูดถึงในสื่อต่างประเทศ เมื่อ จูเลีย วิลเลคเก หรือ “Julia Beautx” อินฟลูเอนเซอร์สาวชาวเยอรมันชื่อดัง ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 4 ล้านคน ออกมาเล่าเหตุการณ์สุดช็อกระหว่างเดินทางมาท่องเที่ยวเพียงลำพังที่จังหวัดกระบี่ ประเทศไทย โดยเธอเปิดเผยเรื่องราวดังกล่าวผ่านพอดแคสต์ Die Nervigen เมื่อวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา ทำให้หลายคนตกใจและหันมาสนใจความปลอดภัยในการท่องเที่ยวใกล้ชิดสัตว์ป่า

    จากโมเมนต์น่ารัก กลายเป็นเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

    จูเลียเล่าว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นขณะเธอเดินอยู่บนเส้นทางศึกษาธรรมชาติบริเวณชายหาด ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีลิงอาศัยอยู่จำนวนมาก ตอนแรกมีลูกลิงตัวเล็กวิ่งเข้ามาหา และปีนขึ้นไปนั่งบนศีรษะของเธอ ซึ่งเธอมองว่าเป็นภาพน่ารักและยังหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายวิดีโอเก็บไว้ โดยไม่คาดคิดว่าเหตุการณ์จะเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วในเวลาไม่นาน

    หลังจากนั้นไม่นาน ลิงโตเต็มวัยมากกว่า 4 ตัววิ่งเข้ามารุมล้อมตัวเธอทันที ลิงตัวหนึ่งกระโดดขึ้นไปเกาะบนไหล่ พร้อมพยายามแย่งลูกลิงที่อยู่บนหัว ขณะที่อีกตัวเกาะแน่นอยู่ที่ต้นขา สถานการณ์เริ่มตึงเครียดและควบคุมไม่ได้

    ลิงแก่กัดขาเต็มแรง ทำเจ้าตัวช็อกหนัก

    เหตุการณ์ที่น่ากลัวที่สุดคือ ลิงแก่ตัวใหญ่ตัวหนึ่งพุ่งเข้ามากัดที่น่องของเธออย่างแรง และกัดค้างไว้จนเธอแทบทำอะไรไม่ถูก หลังจากนั้นแม้เธอจะพยายามตั้งสติ แต่เมื่อเวลาผ่านไป บาดแผลเริ่มเปลี่ยนสีและมีขนาดใหญ่คล้ายรอยช้ำรุนแรง ทำให้เธอเกิดความกังวลอย่างหนักและตัดสินใจรีบเดินทางไปโรงพยาบาลทันที

    แพทย์ได้ทำการฉีดวัคซีนและให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อ โดยใช้เวลาไม่นานเพียงประมาณ 30 นาที ก่อนจะอนุญาตให้เธอกลับไปพักฟื้นต่อได้ โชคดีที่เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ได้ทำให้เกิดอาการบาดเจ็บถาวร

    ยังเดินหน้าท่องเที่ยวต่อ กลายเป็นบทเรียนสำคัญ

    หลังผ่านเหตุการณ์ระทึก อินฟลูเอนเซอร์สาวยังคงเดินหน้าท่องเที่ยวต่อและโพสต์ภาพบรรยากาศทะเลตามปกติ ก่อนที่ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ เธอจะโพสต์ภาพใหม่ขณะเดินทางไปท่องเที่ยวต่อที่ประเทศฟินแลนด์ ท่ามกลางบรรยากาศฤดูหนาว

    เหตุการณ์ครั้งนี้กลายเป็นอุทาหรณ์สำคัญสำหรับนักท่องเที่ยวจำนวนมาก โดยเฉพาะการเข้าใกล้สัตว์ป่า แม้จะดูเป็นมิตรและน่ารัก แต่ก็อาจเกิดอันตรายโดยไม่ทันตั้งตัว จึงควรเพิ่มความระมัดระวังเพื่อความปลอดภัยของตัวเองระหว่างการเดินทาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9874410/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uEJRr6LFK4vew-2Qjseur

  • “ทับลาน” เร่งสกัดช้างป่ารุกที่ทำกิน-ประกาศปิด 4 แหล่งท่องเที่ยว

    “ทับลาน” เร่งสกัดช้างป่ารุกที่ทำกิน-ประกาศปิด 4 แหล่งท่องเที่ยว

    19 กุมภาพันธ์ 2569 นายประวัติศาสตร์ จันทร์เทพ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลาน เปิดเผยแนวทางในการแก้ไขปัญหาช้างป่าในพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานว่า ขณะนี้ทางจังหวัดนครราชสีมาได้มีการจัดการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาช้างป่าและกระทิง ซึ่งคณะกรรมการในชุดนี้ประกอบด้วยหลายภาคส่วน ทั้งอุทยานแห่งชาติทับลาน อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาแผงม้าอำเภอวังน้ำเขียว ตัวแทนภาคเอกชน ภาคประชาชน เพื่อร่วมบูรณาการในการแก้ไขปัญหาช้างป่าที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา โดยมีจังหวัดนครราชสีมาเป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลนโยบายในการปฏิบัติงานแก้ไขปัญหาช้างป่า ซึ่งมีการประชุมไปแล้วเมื่อวานนี้ (18 ก.พ.2569)

    ทั้งนี้ จากการประชุมจะเห็นว่าปัญหาช้างป่าในแต่ละที่นั้นมีเหมือนกันก็คือช้างป่าออกมาจากเขตพื้นที่อุทยาน เพื่อมาหาอาหารในแหล่งชุมชนและพื้นที่ของเกษตรกรที่ปลูกทั้งข้าวโพด อ้อย หรือมันสำปะหลัง โดยปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากแหล่งอาหารในพื้นที่อุทยานนั้นไม่เพียงพอ ประกอบกับพฤติกรรมของช้างป่านั้นเปลี่ยนไป 

    โดยแนวทางในการแก้ไขปัญหาในเบื้องต้นคือ การเร่งสำรวจประชากรช้างให้เป็นปัจจุบัน เพื่อติดตามและศึกษาพฤติกรรมของช้าง การเพิ่มอาสาสมัครผลักดันช้างป่า การนำเทคโนโลยีมาใช้ เป็นต้น 

    ส่วนการแก้ไขปัญหาระยะกลาง และระยะยาวนั้น มีความจำเป็นต้องใช้งบประมาณในการดำเนินการ ทำให้ปฏิบัติได้ช้า เช่น การขุดคูป้องกัน การวางแนวรั้วไฟฟ้า การส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชทางเลือกที่ช้างไม่ชอบ เช่น แนวไผ่หนาม หรือ ป่านศรนารายณ์ เป็นต้น

    พร้อมกันนี้ อุทยานแห่งชาติทับลานได้ออกประกาศปิดการท่องเที่ยวและพักแรมในอุทยานแห่งชาติทับลาน ประจำปี พ.ศ. 2569 เพื่อให้ทรัพยากรธรรมชาติได้พักฟื้นตัว และเพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว

    โดยอุทยานแห่งชาติทับลานขอแจ้งปิดแหล่งท่องเที่ยวในเขตอำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ดังนี้  

    • น้ำตกสวนห้อม
    • น้ำตกม่านฟ้า 
    • ลานกางเต็นท์สวนห้อม บ้านพักโซน 2 (หน่วยฯ ทับลานที่ 13 สวนห้อม) 
    • ผาเก็บตะวัน / ลานกางเต็นท์ผาเก็บตะวัน (หน่วยฯ ทับลานที่ 11 ไทยสามัคคี) 

    ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม ถึง 31 พฤษภาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/region/378973749&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2v6E3bV10QFE3U-sD_0ULi

  • สมัครงาน 2569 : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย รับสมัครพนักงาน 29 อัตรา

    สมัครงาน 2569 : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย รับสมัครพนักงาน 29 อัตรา

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เปิดรับสมัครบรรจุบุคคลเป็นพนักงานทั้งหมด 16 ตำแหน่ง 29 อัตรา เงินเดือนระหว่าง 18,370 – 22,580 บาท ถึง 25 กุมภาพันธ์ 2569

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) รัฐวิสาหกิจภายใต้การกำกับดูแลของ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประกาศรับสมัครบุคคลเพื่อบรรจุเป็นพนักงานหรือจ้างเป็นลูกจ้าง ทั้งหมด 16 ตำแหน่ง จำนวน 29 อัตรา ค่าตอบแทนระหว่าง 18,370 – 22,580 บาทต่อเดือน เปิดรับสมัครแล้ววันนี้ ถึง 25 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีรายละเอียดต่าง ๆ ดังนี้

    ตำแหน่งที่เปิดรับ

    พนักงาน ปริญญาโท (ระดับ 4)

    • พนักงานบริหารทั่วไป 4 จำนวน 2 อัตรา

    พนักงาน ปริญญาตรี (ระดับ 3)

    • ช่างเทคนิค 3 จำนวน 1 อัตรา
    • วิศวกร 3 จำนวน 1 อัตรา
    • มัณฑนากร จำนวน 1 อัตรา
    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
    ประกาศการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เรื่อง การรับสมัครบุคคลเพื่อบรรจุเป็นพนักงานหรือจ้างเป็นลูกจ้าง ททท.
    • นักบัญชี 3 จำนวน 1 อัตรา
    • พนักงานการเงิน 3 จำนวน 4 อัตรา
    • นักวิชาการ 3 จำนวน 1 อัตรา
    • พนักงานการตลาด 3 จำนวน 5 อัตรา
    • พนักงานประชาสัมพันธ์ 3 จำนวน 1 อัตรา
    • พนักงานประชาสัมพันธ์ 3 ฝ่ายโฆษณาและประชาสัมพันธ์ จำนวน 2 อัตรา

    ลูกจ้าง ททท. (ลูกจ้างประจำ)

    • ลูกจ้างทำหน้าที่นิติกร จำนวน 1 อัตรา
    • ลูกจ้างทำหน้าที่พนักงานพัสดุ จำนวน 1 อัตรา
    • ลูกจ้างทำหน้าที่นักทรัพยากรบุคคล จำนวน 1 อัตรา
    • ลูกจ้างทำหน้าที่พนักงานวางแผน กองวิจัยการตลาดการท่องเที่ยว จำนวน 1 อัตรา
    • ลูกจ้างทำหน้าที่พนักงานส่งเสริมการท่องเที่ยว จำนวน 1 อัตรา
    • ลูกจ้างทำหน้าที่พนักงานการตลาด จำนวน 1 อัตรา

    อัตราเงินเดือน

    • วุฒิการศึกษาปริญญาโท ได้รับอัตราเงินเดือนระดับ 4 ขั้น 22,580 บาท
    • วุฒิการศึกษาปริญญาตรี หลักสูตรกำหนดเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า 5 ปี ได้รับอัตราเงินเดือนระดับ 3 ขั้น 20,640 บาท
    • วุฒิการศึกษาปริญญาตรี หลักสูตรกำหนดเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า 4 ปี ได้รับอัตราเงินเดือนระดับ 3 ขั้น 18,370 บาท

    ผู้สมัครสอบต้องเป็นผู้ผ่านการคัดเลือกภาค ก. ของ ททท. ตามประกาศ ททท. เรื่อง การขึ้นบัญชีรายชื่อผู้ผ่านภาค ก. ลงวันที่ 26 มิถุนายน 2568 และมีคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งตามที่ระบุไว้ในรายละเอียดตามประกาศการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เรื่อง การรับสมัครบุคคลเพื่อบรรจุเป็นพนักงานหรือจ้างเป็นลูกจ้าง ททท. สามารถสมัครได้ที่เว็บไซต์ https://tat.thaijobjob.com ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่เว้นวันหยุดราชการ

    สามารถอ่านรายละเอียดได้ที่ ประกาศการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เรื่อง การรับสมัครบุคคลเพื่อบรรจุเป็นพนักงานหรือจ้างเป็นลูกจ้าง ททท.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A1/268907&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37qoG4NloUFg8p8GO-RlXB

  • เชียงรายรับคลื่นนักท่องเที่ยวช่วงตรุษจีน ท่ามกลาง ทอท. โชว์กำไรไตรมาสแรก 4.65 พันล้านบาท

    เชียงรายรับคลื่นนักท่องเที่ยวช่วงตรุษจีน ท่ามกลาง ทอท. โชว์กำไรไตรมาสแรก 4.65 พันล้านบาท

    ตรุษจีนคึกคัก เชียงรายรับคลื่นนักท่องเที่ยวจีน สนามบินแม่ฟ้าหลวงสร้างประสบการณ์ต้อนรับ ขณะ ทอท. กำไรไตรมาสแรก 4.65 พันล้าน ตอกย้ำทิศทางฟื้นตัวเศรษฐกิจท่องเที่ยวปี 2569

    เชียงราย,วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 – ภาพบรรยากาศการเดินทางช่วงตรุษจีนปีนี้ในจังหวัดเชียงรายถูกจับตาเป็นพิเศษ เมื่อท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ขยับบทบาทจากจุดรับส่งผู้โดยสาร ไปสู่พื้นที่สร้างประสบการณ์ต้อนรับเชิงวัฒนธรรม เพื่อเสริมความมั่นใจของนักท่องเที่ยวและกระตุ้นการใช้จ่ายในพื้นที่ ท่ามกลางสัญญาณฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการบินไทยที่สะท้อนผ่านผลประกอบการของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด มหาชน หรือ ทอท. ซึ่งรายงานกำไรสุทธิไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569 ที่ระดับ 4,652.62 ล้านบาท

    แม้ตัวเลขผลประกอบการเป็นภาพรวมระดับประเทศ แต่แรงส่งของการเดินทางที่กลับมาอย่างต่อเนื่องได้ทำให้สนามบินภูมิภาคอย่างเชียงรายถูกดึงขึ้นมาอยู่ในสมการเศรษฐกิจมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อข้อมูลสถิติท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายปี 2568 ระบุว่า จังหวัดมีรายได้จากการท่องเที่ยวรวม 51,540.09 ล้านบาท และมีผู้มาเยี่ยมเยือนรวม 6,463,147 คน ซึ่งเป็นฐานรายได้สำคัญที่ภาคธุรกิจท้องถิ่นยังต้องพึ่งพาในช่วงเศรษฐกิจภาคการผลิตของไทยเผชิญโจทย์เชิงโครงสร้าง

    สนามบินแม่ฟ้าหลวงยกระดับการต้อนรับตรุษจีน ส้มมงคลและพื้นที่ถ่ายภาพสร้างความประทับใจตั้งแต่ก้าวแรก

    จุดเริ่มของความคึกคักเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09.30 น. ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย จัดกิจกรรมเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนประจำปี 2569 โดยนาวาอากาศเอก สกรรจ์ อุดล ผู้เชี่ยวชาญ 9 และรักษาการผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ทำหน้าที่ประธานในกิจกรรม พร้อมคณะผู้บริหารและบุคลากรร่วมมอบของที่ระลึกส้มมงคลให้แก่ผู้โดยสาร ผู้ใช้บริการ และผู้ประกอบการในอาคารผู้โดยสาร เพื่อสื่อสารคำอวยพรต้อนรับปีใหม่จีน และสร้างบรรยากาศเชิงบวกให้กับการเดินทาง

    นอกจากการมอบส้มมงคล สนามบินยังจัดซุ้มตกแต่งเป็นจุดถ่ายภาพช่วงเทศกาลระหว่างวันที่ 1 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2569 บริเวณหน้าห้องผู้โดยสารขาเข้าภายในประเทศ เพื่อเพิ่มความมีส่วนร่วมและทำให้นักเดินทางรู้สึกว่าจังหวัดปลายทางให้ความสำคัญกับประสบการณ์ท่องเที่ยวตั้งแต่ต้นทางของการเดินทาง

    ในเชิงนัยยะเชิงเศรษฐกิจ กิจกรรมลักษณะนี้อาจดูเป็นงานสร้างสีสัน แต่ในโลกการแข่งขันท่องเที่ยวหลังยุคความผันผวน ภาพความพร้อมของปลายทางมักถูกตัดสินจากรายละเอียดเล็กๆ ตั้งแต่สนามบิน การต้อนรับ การสื่อสารหลายภาษา ไปจนถึงความสะดวกในการเดินทางต่อ หากสนามบินทำให้ผู้โดยสารรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย โอกาสที่นักท่องเที่ยวจะใช้เวลาและใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในเมืองปลายทางย่อมสูงขึ้นตามไปด้วย

    ทอท. โชว์กำไร 4.65 พันล้านในไตรมาสแรก ปีงบประมาณ 2569 สัญญาณการเดินทางกลับสู่ภาวะปกติแบบค่อยเป็นค่อยไป

    สัญญาณระดับมหภาคสะท้อนผ่านผลการดำเนินงานของ ทอท. ในงวด 3 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 ช่วงตุลาคมถึงธันวาคม 2568 โดยบริษัทมีกำไรสุทธิ 4,652.62 ล้านบาท และมีรายได้รวม 17,332.42 ล้านบาท

    ด้านปริมาณการจราจรทางอากาศ ทอท. รายงานว่า ท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งในสังกัด ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ แม่ฟ้าหลวง เชียงราย ภูเก็ต และหาดใหญ่ มีจำนวนเที่ยวบินรวม 208,281 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน และมีผู้โดยสารใช้บริการรวม 34.47 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนเช่นกัน

    ความหมายของตัวเลขไม่ได้หยุดอยู่ที่กำไร แต่สะท้อนว่าอุปสงค์การเดินทางเริ่มกลับมาอย่างต่อเนื่องจนเกิดโจทย์เรื่องระดับการใช้โครงสร้างพื้นฐานที่สูงขึ้น สนามบินบางแห่งเข้าใกล้ขีดความสามารถรองรับสูงสุดมากขึ้น ซึ่งกลายเป็นเหตุผลให้แผนขยายศักยภาพสนามบินถูกเร่งในฐานะโครงสร้างพื้นฐานรองรับเศรษฐกิจท่องเที่ยวและการค้าระหว่างประเทศ

    เกมรุกเพิ่มรายได้ การบินและนอกการบิน ลดความผันผวนและเพิ่มพื้นที่เศรษฐกิจใหม่รอบสนามบิน

    อีกด้านหนึ่งที่ถูกพูดถึงมากขึ้นคือการจัดโครงสร้างรายได้ของธุรกิจสนามบิน ซึ่งโดยธรรมชาติพึ่งพารายได้จากการบินเป็นหลัก แต่ในช่วงความผันผวนระดับโลก ผู้ประกอบการสนามบินทั่วโลกพยายามเพิ่มสัดส่วนรายได้นอกการบิน เช่น ค้าปลีก อสังหาริมทรัพย์ บริการ และกิจกรรมเชิงพาณิชย์รอบสนามบิน เพื่อกระจายความเสี่ยง

    ในกรณีของ ทอท. ข้อมูลที่รายงานระบุแนวทางผลักดันรายได้จากกิจการที่ไม่เกี่ยวกับการบินผ่านการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์และเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาลงทุน รวมถึงโครงการที่ได้รับอนุมัติแล้วอย่างสถานีชาร์จรถโดยสารไฟฟ้าที่สุวรรณภูมิ และแนวทางเปิดประมูลพื้นที่ที่หาดใหญ่เพื่อพัฒนาเชิงพาณิชย์

    ขณะเดียวกัน ยังมีการกล่าวถึงการปรับโครงสร้างค่าบริการผู้โดยสารขาออกเพื่อให้เหมาะสม โดยคาดหมายช่วงกลางปี 2569 ซึ่งเป็นอีกจุดที่ตลาดจับตา เพราะสะท้อนการบริหารกระแสเงินสดเพื่อรองรับการลงทุนระยะยาว

    เชียงรายมีฐานรายได้ท่องเที่ยวทะลุ 5.15 หมื่นล้าน แต่โครงสร้างรายได้ยังพึ่งพาคนไทยเป็นหลัก

    เมื่อหันกลับมาดูเชียงราย ตัวเลขสถิติท่องเที่ยวปี 2568 ยืนยันว่า จังหวัดยังอยู่บนฐานรายได้จากการท่องเที่ยวที่แข็งแรง โดยมีผู้มาเยี่ยมเยือนรวม 6,463,147 คน และมีรายได้จากการท่องเที่ยวรวม 51,540.09 ล้านบาท

    อย่างไรก็ดี โครงสร้างรายได้บอกชัดว่า คนไทยยังเป็นแรงขับหลัก นักท่องเที่ยวชาวไทยมีจำนวน 5,765,564 คน และสร้างรายได้ 44,460.27 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนรายได้ส่วนใหญ่ของจังหวัด ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติ 697,583 คน สร้างรายได้ 7,079.82 ล้านบาท

    ประเด็นที่ต้องอ่านให้ลึกคือ ตลาดต่างชาติของเชียงรายลดลงเมื่อเทียบกับปี 2567 ทั้งจำนวนและรายได้ตามข้อมูลชุดเดียวกัน นี่ทำให้ช่วงตรุษจีนและกิจกรรมต้อนรับนักท่องเที่ยวจีนที่สนามบินแม่ฟ้าหลวงมีความหมายมากขึ้น เพราะเป็นหนึ่งในหน้าต่างเวลาที่สามารถทดสอบแรงส่งของตลาดจีนต่อเชียงรายได้จริง ว่าจะกลับมาในระดับไหน และจะต่อยอดเป็นการเดินทางซ้ำหรือการบอกต่อได้มากเพียงใด

    ตรุษจีนเป็นจังหวะทดสอบความพร้อมปลายทางจริง ทั้งการเดินทาง การบริการ และความเชื่อมั่น

    การที่สนามบินเลือกสื่อสารภาพความสัมพันธ์ไทยจีนผ่านกิจกรรมต้อนรับสะท้อนมุมมองว่า นักท่องเที่ยวจีนยังถูกจัดวางเป็นกลุ่มตลาดสำคัญของเชียงราย ในมุมผู้ประกอบการท่องเที่ยว ช่วงตรุษจีนมักไม่ใช่แค่วันหยุดเทศกาล แต่เป็นจังหวะทดสอบระบบทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่เที่ยวบิน การรับส่งผู้โดยสาร การท่องเที่ยวในเมือง ไปจนถึงความพร้อมของบริการภาษา การชำระเงิน และการจัดการความปลอดภัย

    สิ่งที่ทำให้เชียงรายน่าสนใจคือภาพเมืองท่องเที่ยวที่มีอัตลักษณ์เชิงวัฒนธรรมเข้มข้น แต่ต้องบริหารความสะดวกสบายแบบเมืองท่องเที่ยวสมัยใหม่ด้วย หากปลายทางทำให้การเดินทางลื่นไหล นักท่องเที่ยวมีแนวโน้มเพิ่มจำนวนวันพัก เพิ่มการใช้จ่ายต่อทริป และกระจายรายได้สู่ชุมชนมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายที่หลายจังหวัดพยายามผลักดันในยุคที่การแข่งขันไม่ได้อยู่แค่การดึงคนให้มา แต่ต้องทำให้คนอยู่และใช้จ่ายให้มากขึ้นอย่างมีคุณภาพ

    ตัวเลขผู้โดยสารระดับประเทศชี้โอกาส แต่โจทย์ของเชียงรายคือการเปลี่ยนคนผ่านเมืองให้เป็นคนเข้าพักในเมือง

    แม้ปริมาณผู้โดยสารรวมของสนามบินในสังกัด ทอท. จะเพิ่มขึ้นเป็น 34.47 ล้านคนในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569 แต่โจทย์เชิงนโยบายและเชิงธุรกิจในระดับจังหวัดคือการแปลงการเดินทางให้เกิดมูลค่าเพิ่มในพื้นที่จริง

    สำหรับเชียงราย ความท้าทายไม่ใช่แค่การเพิ่มจำนวนเที่ยวบินหรือจำนวนผู้โดยสาร แต่คือการทำให้ผู้โดยสารที่ลงสนามบินใช้เวลาในพื้นที่มากขึ้น ซื้อสินค้าและบริการท้องถิ่นมากขึ้น และเชื่อมต่อไปสู่เมืองรองหรือชุมชนได้ง่ายขึ้น เพราะรายได้ท่องเที่ยวของจังหวัดแม้สูง แต่ยังมีความเปราะบางจากฤดูกาลท่องเที่ยวและความผันผวนของตลาดต่างชาติที่ลดลงในปี 2568

    การจัดกิจกรรมตรุษจีนที่สนามบินจึงเป็นเหมือนสัญญาณว่า จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามเติมประสบการณ์ตั้งแต่ด่านแรก แต่ในระยะยาว ยังต้องอาศัยมาตรการเชิงระบบร่วมกัน ทั้งการทำตลาด การพัฒนาสินค้าและกิจกรรมท่องเที่ยว การเพิ่มการเข้าถึงของนักเดินทาง และการยกระดับมาตรฐานบริการ เพื่อให้การฟื้นตัวมีความยั่งยืน ไม่ใช่คึกคักเพียงช่วงเทศกาล

    มุมมองที่ต้องจับตาในปี 2569 การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสนามบินและการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น

    แผนขยายศักยภาพสนามบินและการจัดโครงสร้างรายได้ของผู้ประกอบการสนามบินมีนัยเชิงนโยบายต่อจังหวัดปลายทางอย่างเชียงราย เพราะหากขีดความสามารถสนามบินเพิ่มขึ้น โอกาสเพิ่มเที่ยวบิน เพิ่มเส้นทางบิน เพิ่มความถี่ และเพิ่มความสะดวกในการเดินทางจะสูงขึ้นตามไปด้วย

    อย่างไรก็ตาม การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากปลายทางไม่สามารถทำให้รายได้กระจายสู่ผู้ประกอบการรายย่อย ชุมชน และแรงงานบริการได้จริง ความรู้สึกของประชาชนต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวอาจไม่เป็นบวกในระยะยาว และจะกระทบความร่วมมือในการรักษาคุณภาพปลายทาง

    ในมุมนี้ ตัวเลขรายได้ท่องเที่ยวเชียงราย 51,540.09 ล้านบาทในปี 2568 เป็นเหมือนหลักฐานว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวช่วยพยุงเศรษฐกิจจังหวัดได้จริง แต่การทำให้รายได้นั้นมีคุณภาพและยั่งยืน ต้องอาศัยการบริหารจัดการที่ละเอียดกว่าการเพิ่มจำนวนคนเพียงอย่างเดียว

    เชียงรายกำลังอยู่ในจังหวะที่ต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นควบคู่คุณภาพการท่องเที่ยว

    ตรุษจีนปี 2569 ทำให้ภาพการท่องเที่ยวเชียงรายคึกคักขึ้นอีกครั้ง โดยท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ใช้กิจกรรมต้อนรับและการสื่อสารเชิงวัฒนธรรมสร้างความประทับใจแก่ผู้โดยสาร ขณะเดียวกัน ภาพใหญ่ของอุตสาหกรรมการบินไทยสะท้อนสัญญาณบวกผ่านผลประกอบการของ ทอท. ที่มีกำไรสุทธิ 4,652.62 ล้านบาทในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569 และปริมาณผู้โดยสารรวม 34.47 ล้านคน

    แต่ในเชิงโครงสร้าง เศรษฐกิจท่องเที่ยวเชียงรายยังต้องตอบโจทย์สำคัญสองเรื่องพร้อมกัน เรื่องแรก คือการรักษาและยกระดับตลาดคนไทยซึ่งเป็นฐานหลักของรายได้จังหวัด เรื่องที่สอง คือการดึงตลาดต่างชาติกลับมาอย่างมีคุณภาพ หลังสถิติปี 2568 ชี้ว่าตลาดต่างชาติลดลงเมื่อเทียบปีก่อน

    จุดเปลี่ยนของเชียงรายในปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงภาพการต้อนรับที่คึกคักในช่วงเทศกาล แต่คือการทำให้ความคึกคักนั้นต่อยอดไปสู่การเข้าพักที่ยาวขึ้น การใช้จ่ายที่กระจายขึ้น และความเชื่อมั่นที่มั่นคงขึ้น เพื่อให้รายได้ท่องเที่ยวที่ทะลุ 5.15 หมื่นล้านบาทไม่ใช่เพียงสถิติ แต่เป็นคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง

    สถิติและข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้อง

    • เชียงรายปี 2568 ผู้มาเยี่ยมเยือนรวม 6,463,147 คน รายได้รวม 51,540.09 ล้านบาท โครงสร้างรายได้หลักมาจากนักท่องเที่ยวชาวไทย และตลาดต่างชาติลดลงเมื่อเทียบปี 2567
    • ทอท. งวด 3 เดือนแรก ปีงบประมาณ 2569 กำไรสุทธิ 4,652.62 ล้านบาท รายได้รวม 17,332.42 ล้านบาท เที่ยวบินรวม 208,281 เที่ยวบิน ผู้โดยสารรวม 34.47 ล้านคน
    • กิจกรรมตรุษจีนที่ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย จัดวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 และมีซุ้มถ่ายภาพช่วง 1 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-chinese-new-year-aot-profit/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3oVPBZpYFJM5qDDbBZLyup

  • ดัชนี SET ต้นภาคเช้าบวก 10 จุดตามภูมิภาค รับแรงซื้อพลังงาน-ท่องเที่ยว เม็ดเงินไหลเข้าหนุน : อินโฟเควสท์

    ดัชนี SET ต้นภาคเช้าบวก 10 จุดตามภูมิภาค รับแรงซื้อพลังงาน-ท่องเที่ยว เม็ดเงินไหลเข้าหนุน : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นไทยต้นภาคเช้าปรับตัวขึ้นกว่า 10 จุดตามตลาดหุ้นภูมิภาค โดยมีแรงซื้อเข้ามาในกลุ่มพลังงานและท่องเที่ยว หนุนเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้า

    • เมื่อเวลา 9.59 น. ดัชนี SET มาอยู่ที่ 1,477.24 จุด เพิ่มขึ้น 10.57 จุด (+0.72%)

    นางสาววราภรณ์ วิบูลคณารักษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บล.กรุงไทย เอ็กซ์สปริง กล่าวว่า ดัชนี SET ในช่วงเปิดตลาดภาคเช้าปรับตัวขึ้นกว่า 10 จุด ขานรับอานิสงส์จากหุ้นกลุ่มพลังงานที่ปรับตัวขึ้น ตามราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น หลังจากการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐและอิหร่าน และรัสเซียและยูเครนยังไม่มีความชัดเจน ประกอบกับแรงหนุนหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว หลังจากที่ทิศทางของนักท่องเที่ยวกลับมาคึกคักมากขึ้น ประกอบกับยังมีเม็ดเงินที่ไหลเข้าตลาดหุ้นไทยหนุน จากความเชื่อมั่นทางการเมือง และเสถียรภาพของรัฐบาล โดยให้แนวต้าน 1,490-1,500 จุด แนวรับ 1,470 จุด

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/570267&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01uY103vMgD6pN0iJBPJH9

  • ฮั่วเซ่งเฮง : พายุภาษีทรัมป์ กำลังเขย่าทั้งการเมือง การคลัง และเศรษฐกิจโลก “ทองคำ” ไม่อาจนิ่งเฉย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    ฮั่วเซ่งเฮง : พายุภาษีทรัมป์ กำลังเขย่าทั้งการเมือง การคลัง และเศรษฐกิจโลก “ทองคำ” ไม่อาจนิ่งเฉย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ฮั่วเซ่งเฮงเปิดเผยว่า จากรายงานล่าสุดของรัฐบาลสหรัฐฯ ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ระบุว่าการขาดดุลงบประมาณลดลงจากปีก่อน ขณะที่รายได้จากภาษีศุลกากรพุ่งขึ้นมากกว่า 300% แตะ 30,000 ล้านดอลลาร์ในเดือนเดียว ดันยอดสะสมตั้งแต่ต้นปีงบประมาณขึ้นสู่ 124,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 304% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปี 2025 ตัวเลขดังกล่าวช่วยลดแรงกดดันด้านการคลัง โดยการขาดดุลในเดือนที่ 4 ของปีงบประมาณลดลงเหลือ 95,000 ล้านดอลลาร์ (-26%) และทำให้ยอดขาดดุลสะสมลดลง 17% เหลือ 697,000 ล้านดอลลาร์ (หรือ 21% หากปรับตามปฏิทิน)

    ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า “ภาษีศุลกากร” กลายเป็นเครื่องมือพยุงฐานะการคลังของสหรัฐฯ ในช่วงที่หนี้สาธารณะยังสูงเป็นประวัติการณ์ โดยเบื้องหลังแรงหนุนหลักมาจากยุทธศาสตร์ทางการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่เดือนเมษายน 2025 ด้วยการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าครอบคลุมหลายหมวด รวมถึงมาตรการภาษีตอบโต้รายประเทศ แม้ทำเนียบขาวจะผ่อนปรนสินค้าบางรายการผ่านการเจรจา แต่โครงสร้างหลักยังคงถูกใช้เป็นเครื่องมือกดดันทางการค้า

    อย่างไรก็ตาม เงื่อนปมสำคัญอยู่ที่ศาลฎีกาแห่งสหรัฐอเมริกา (Supreme Court of the United States) ซึ่งกำลังพิจารณากรอบอำนาจในการจัดเก็บภาษี หลังศาลรับฟังคำโต้แย้งไปตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา และเดิมทีตลาดคาดว่าจะมีคำตัดสินภายในเดือนมกราคมปีนี้ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีคำวินิจฉัยออกมา ความล่าช้าดังกล่าวยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับตลาด เพราะหากศาลตัดสินไม่รับรองมาตรการภาษีดังกล่าว รัฐบาลสหรัฐฯ อาจต้องคืนเงินภาษีที่จัดเก็บไปแล้ว ซึ่งจะกระทบรายได้ภาครัฐโดยตรง และอาจสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเสถียรภาพการคลังมากกว่าที่ตลาดประเมินไว้

    ภาษีช่วยอุดรอยรั่ว แต่ความเสี่ยงยังไม่จบ

    แม้รายได้จากภาษีศุลกากรจะช่วย “อุดรอยรั่ว” งบประมาณได้บางส่วน แต่ภาพรวมการคลังสหรัฐฯ ยังถูกกดดันอย่างหนักจากภาระดอกเบี้ยของหนี้สาธารณะ ซึ่งล่าสุดอยู่ที่ระดับ 38.6 ล้านล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะดอกเบี้ยสุทธิที่ยังพุ่งสูงต่อเนื่อง เดือนเดียวแตะ 76,000 ล้านดอลลาร์ และยอดสะสมตั้งแต่ต้นปีงบประมาณอยู่ที่ 426,500 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนว่าต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลยังคงเป็นภาระระยะยาว และทำให้พื้นที่ทางการคลังของสหรัฐฯ ยังคงเปราะบาง แม้รายได้จากการจัดเก็บภาษีจะเพิ่มขึ้นก็ตาม

    นอกจากนี้ ภาษีศุลกากรยังอาจสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจมหภาคของสหรัฐฯ ผ่านต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าที่สูงขึ้น ซึ่งกระทบกำลังซื้อของผู้บริโภคโดยตรง และลดความสามารถในการลงทุนของภาคธุรกิจในบางอุตสาหกรรม หากภาระต้นทุนถูกส่งผ่านอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้การขยายตัวของ GDP ชะลอลง และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจ “ชะลอตัวแบบเงินเฟ้อสูง” (stagflation risk) ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ตลาดการเงินมักตอบสนองด้วยความระมัดระวังมากขึ้น

    อีกด้านหนึ่ง แรงสั่นสะเทือนจากมาตรการภาษีกำลังลุกลามสู่สนามการเมืองก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม โดยทรัมป์เดินหน้ากดดันสมาชิกพรรครีพับลิกันให้สนับสนุนวาระภาษี แม้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากเริ่มไม่พอใจกับค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น ล่าสุดแม้สมาชิกพรรครีพับลิกันส่วนใหญ่ได้โหวตหนุนมาตรการดังกล่าวถึง 210 เสียง แต่มีสมาชิก 6 รายที่โหวตร่วมกับพรรคเดโมแครตเพื่อผลักดันให้ยุติภาษีนำเข้าแคนาดา สะท้อนรอยร้าวภายในพรรคที่เริ่มชัดขึ้น ขณะเดียวกัน สภาผู้แทนราษฎรกำลังเตรียมพิจารณามาตรการภาษีต่อบราซิล เม็กซิโก รวมถึงภาษีฉุกเฉินในวงกว้าง ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเมืองและความต่อเนื่องของนโยบายการค้า

    ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม ยังอาจขยายผลกระทบของนโยบายภาษีให้รุนแรงขึ้น เพราะเมื่อการเมืองเริ่มแบ่งขั้วมากขึ้น ความต่อเนื่องของนโยบายการคลังและการค้าจะถูกตั้งคำถามทันที ความไม่แน่นอนเช่นนี้อาจลดความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อเสถียรภาพงบประมาณระยะยาว และทำให้ตลาดประเมินความเสี่ยงของสหรัฐฯ ผ่านทั้งค่าเงินดอลลาร์และตลาดพันธบัตร ซึ่งเป็นจุดที่สามารถกระตุ้นแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำได้ในระยะถัดไป

    เงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และพันธบัตร ตัวแปรที่ตลาดจับตา

    ข้อมูลจาก Federal Reserve Bank of New York ระบุว่าเกือบ 90% ของภาระด้านภาษีศุลกากรถูกแบกรับโดยภาคธุรกิจและผู้บริโภคในสหรัฐฯ ไม่ใช่ผู้ส่งออกต่างชาติ สอดคล้องกับผลประเมินของ Congressional Budget Office ซึ่งชี้ว่าธุรกิจสหรัฐฯ ดูดซับต้นทุนราว 30% ผ่านการลดกำไร ขณะที่อีก 70% ถูกส่งผ่านไปยังผู้บริโภค โดยอัตราภาษีเฉลี่ยพุ่งจาก 2.6% เป็น 13% และเคยทะยานขึ้นไปถึง 125% สำหรับสินค้านำเข้าจากจีน ก่อนลดลงมาอยู่ที่ 113%

    ผลลัพธ์ที่ตามมาคือแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังทรงตัวสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของธนาคารกลางสหรัฐฯ ส่งผลให้ Fed มีพื้นที่ในการผ่อนคลายนโยบายการเงินจำกัดมากขึ้น แม้ในปีก่อนจะเคยลดดอกเบี้ยรวม 0.75% เพื่อพยุงตลาดแรงงานก็ตาม ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ Fed บางส่วนประเมินว่าผลกระทบจากภาษีอาจเป็นเพียง “แรงกระแทกครั้งเดียว” ต่อระดับราคา แต่ในเชิงความเชื่อมั่น ตลาดยังเผชิญความผันผวนจากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า หลังมาตรการภาษีถูกปรับขึ้น–ชะลอ–ผ่อนคลายสลับไปมาอย่างต่อเนื่อง

    ในมุมตลาดการเงิน ผลของภาษีศุลกากรไม่ได้สะท้อนแค่เงินเฟ้อ แต่ยังส่งผ่านไปยังความคาดหวังทิศทางดอกเบี้ยของ Fed โดยตรง เพราะหากแรงกดดันด้านราคายืดเยื้อ Fed จะถูกจำกัดพื้นที่ในการลดดอกเบี้ย และส่งผลให้พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มีความผันผวนมากขึ้น ทั้งยังเพิ่มต้นทุนดอกเบี้ยของภาครัฐในช่วงที่หนี้สาธารณะยังอยู่ในระดับสูง การเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (treasury yields) จึงกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ตลาดจับตา เพราะเป็นทั้งสัญญาณสะท้อนความเสี่ยงการคลัง และเป็นแรงกำหนดทิศทางเงินทุนในตลาดโลก

    จากปัจจัยดังกล่าวข้างต้น ได้สร้างแรงกดดันให้เกิดขึ้นพร้อมกันทั้ง 3 ด้าน อันได้แก่ ความไม่แน่นอนทางกฎหมายของมาตรการภาษีทรัมป์ ความเสี่ยงทางการเมือง และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ตลาดทองคำกำลังจับตา หากศาลฎีกาแห่งสหรัฐอเมริกาพิจารณาว่า มาตรการภาษีทรัมป์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และต้องถูก “ยกเลิก” ความผันผวนของดอลลาร์และพันธบัตรอาจหนุนแรงซื้อทองคำ อีกด้านหนึ่ง หากรายได้จากการจัดเก็บภาษีช่วยพยุงฐานะการคลัง และ Fed สามารถลดดอกเบี้ยได้ สภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นก็อาจเป็นแรงหนุนทองคำได้เช่นกัน

    ฮั่วเซ่งเฮงประเมินว่า ระยะสั้น ทองคำอาจผันผวนตามข่าวคำตัดสินของศาลฎีกาฯ และทิศทางดอกเบี้ย แต่ระยะกลางถึงยาว โครงสร้างความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นยังคงหนุนมุมมองเชิงบวกต่อทองคำ เพราะเมื่อใดก็ตามที่ “นโยบาย” กลายเป็นความเสี่ยง ทองคำมักถูกเลือกให้เป็นที่หลบภัยของนักลงทุน

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/19/618425/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bQN8u7oE3JmFIKyf9JwfD