Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เศรษฐกิจไม่ดีเทรนด์ยกกระชับหน้ายังฮิต หนุนตลาดเครื่องมือ 8 พันล้านบาท โต 8-12% | เดลินิวส์

    เศรษฐกิจไม่ดีเทรนด์ยกกระชับหน้ายังฮิต หนุนตลาดเครื่องมือ 8 พันล้านบาท โต 8-12% | เดลินิวส์

    นพ.ฐิติคมน์ ลิ้มรัตนเมฆา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออปติมาแอสเทติค จํากัด เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจเวชศาสตร์ความงาม ในประเทศไทยเติบโตสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีปัจจัยมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ ความอ่อนเยาว์ และการดูแลตัวเองอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริการยกกระชับผิวหน้าแบบไม่ผ่าตัด ที่ได้รับความนิยมมากกว่าหลายประเทศในภูมิภาคเดียวกัน ซึ่งเป็นผลจากกำลังซื้อที่สูง รวมถึงความเชื่อมั่นในแพทย์ และคลินิกความงามที่มีความพร้อม

    ทั้งนี้ ส่งผลให้ปัจจุบันตลาดเครื่องมือยกกระชับผิวในไทยมีมูลค่าประมาณ 8,000 ล้านบาท เติบโตปีละ8-12% ครอบคลุมทั้งเทคโนโลยี HIFU, RF และเทคโนโลยีแบบผสมผสาน มีแนวโน้มเติบโต 8-12% ต่อปี โดยมีปัจจัยจากจำนวนผู้ใช้บริการที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มคนรุ่นใหม่และเพศชาย ซึ่งปัจจุบันกลุ่มผู้ใช้บริการหลักอยู่ในช่วงอายุ 30-55 ปี แต่เริ่มมีแนวโน้มที่กลุ่มอายุ 25-30 ปี จะหันมาใช้บริการมากขึ้น ขณะเดียวกัน สัดส่วนของผู้ใช้บริการเพศชายมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละกว่า 10% 

    “แม้ว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัว แต่การยกกระชับผิวโดยไม่ผ่าตัดยังเป็น Affordable Luxury หรือความหรูหราที่เข้าถึงได้ จึงได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจน้อยกว่าการทำศัลยกรรมใหญ่ จากเทรนด์การเติบโตดังกล่าว จึงนำเครื่องยกกระชับผิว ‘ดูโบล้ทู’ เข้ามาจำหน่ายในไทยเมื่อประมาณ 1 ปีที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการตอบรับเกินคาดจากแพทย์และคลินิกความงามกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ ปีนี้ จึงมีแผนรุกตลาดต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าจำหน่ายเพิ่มอีก 200 เครื่อง” 

    ส่วนกลุ่มเป้าหมาย B2C ออปติมาแอสเทติค จะเน้นการสื่อสารไปที่ผลลัพธ์จากการใช้งานจริง พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่น (Brand Trust) และการรับรู้ (Awareness) ในวงกว้าง โดยล่าสุดได้มีการเปิดตัว ใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่ เป็นพรีเซ็นเตอร์ เพื่อสะท้อนความงามระดับสากล ความมั่นใจ และความทันสมัย ซึ่งสอดคล้องกับภาพลักษณ์ของแบรนด์  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5616548/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3sOyLo12J9IEeSxkkF4rFw

  • หุ้นดาวโจนส์ ประจำวันที่ 18/02/69 ปิดที่ 49,662.66 จุด เพิ่มขึ้น 129.47 จุด

    หุ้นดาวโจนส์ ประจำวันที่ 18/02/69 ปิดที่ 49,662.66 จุด เพิ่มขึ้น 129.47 จุด

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/130104&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26Jpd0M34Q1L4H0nvkxHDA

  • หุ้นไทยปิดเช้าบวก รับ Sentiment การเมือง-เศรษฐกิจหนุนเม็ดเงินไหลเข้า คาดบ่ายบวกต่อลุ้นทดสอบ 1,500 จุด : อินโฟเควสท์

    หุ้นไทยปิดเช้าบวก รับ Sentiment การเมือง-เศรษฐกิจหนุนเม็ดเงินไหลเข้า คาดบ่ายบวกต่อลุ้นทดสอบ 1,500 จุด : อินโฟเควสท์

    SET ปิดเช้าวันนี้ที่ 1,491.06 จุด เพิ่มขึ้น 24.39 จุด (+1.66%) มูลค่าซื้อขายราว 57,992 ล้านบาท นักวิเคระห์ฯเผยตลาดหุ้นไทยในช่วงเช้าที่ผ่านมาปรับตัวขึ้น รับ Sentiment จากปัจจัยการเมืองในประเทศถึงความเชื่อมั่นเสถียรภาพของรัฐบาล และแนวโน้มเศรษฐกิจที่ดี หนุน Fund Flow ไหลเข้าต่อเนื่อง รวมทั้งแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มน้ำมันและโรงกลั่นที่หนุน จากราคาน้ำมันพุ่งขึ้น หลังยังมีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ และแรงซื้อหุ้นใหญ่ แนวโน้มตลาดหุ้นไทยช่วงบ่ายคาดแกว่งแดนบวกต่อ ลุ้นทดสอบแนวต้านที่ระดับ 1,500 จุด แนวรับ 1,470 จุด

    • ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปิดเช้าวันนี้ที่ 1,491.06 จุด เพิ่มขึ้น 24.39 จุด (+1.66%) มูลค่าซื้อขายราว 57,992 ล้านบาท
    • การซื้อขายช่วงเช้าดัชนีกว่งไซด์เวย์แดนบวก โดยทำจุดสูงสุด 1,494.06 จุด จุดต่ำสุด 1,471.12 จุด

    นายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ กรรมการผู้จัดการ กิจการค้าหลักทรัพย์ บล.บัวหลวง กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยในช่วงเช้าที่ผ่านมาปรับตัวขึ้นต่อ โดยที่ Sentiment บวกต่อตลาดหุ้นไทยยังคงมาจากความเชื่อมั่นของปัจจัยการเมืองในประเทศ หลังจากผ่านพ้นการเลือกตั้งไป ซึ่งจะเห็นเสถียรภาพของรัฐบาล และความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยที่มีโอกาสฟื้นตัวกลับมาดี ทำให้ยังเป็นปัจจัยหนุนต่อกระแสเงินทุน (Fund Flow) จากต่างชาติที่ไหลเข้า

    ขณะเดียวกันยังมีปัจจัยหนุนหุ้นในกลุ่มน้ำมันและโรงกลั่นที่วันนี้นำดัชนี หลังจากที่ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้นกว่า 4% หลังจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่มีความชัดเจน หลังการเจรจาสันติภาพของสหรัฐและอิหร่าน รวมทั้งรัสเซียและยูเครน ยังไม่มีข้อสรุปออกมา ประกอบกับแรงซื้อในหุ้นใหญ่อื่นๆ เช่น DELTA CPALL BDMS ที่ช่วยหนุนดัชนี

    แนวโน้มตลาดหุ้นไทยช่วงบ่ายคาดว่าแกว่งตัวแดนบวกต่อ โดยลุ้นทดสอบแนวต้านที่ระดับ 1,500 จุด แนวรับ 1,470 จุด

    ส่วนหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์

    • PTT มูลค่าการซื้อขาย 8,442.09 ล้านบาท ปิดที่ 37.00 บาท เพิ่มขึ้น 0.75 บาท
    • CPALL มูลค่าการซื้อขาย 3,799.94 ล้านบาท ปิดที่ 53.75 บาท เพิ่มขึ้น 1.50 บาท
    • DELTA มูลค่าการซื้อขาย 3,496.71 ล้านบาท ปิดที่ 236.00 บาท เพิ่มขึ้น 12.00 บาท
    • GULF มูลค่าการซื้อขาย 2,422.98 ล้านบาท ปิดที่ 60.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.75 บาท
    • PTTEP มูลค่าการซื้อขาย 2,304.46 ล้านบาท ปิดที่ 3.50 บาท เพิ่มขึ้น 3.50 บาท

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/570367&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0AFsjjeijzjCR5plNS1Xmk

  • โบรกฯ ชี้ตลาดหุ้นไทยพุ่งแรงสุดในโลก จับตาความเสี่ยงปม “คิวอาร์โค้ด” เลือกตั้ง ชี้ชะตาการเมืองและเศรษฐกิจไทย

    โบรกฯ ชี้ตลาดหุ้นไทยพุ่งแรงสุดในโลก จับตาความเสี่ยงปม “คิวอาร์โค้ด” เลือกตั้ง ชี้ชะตาการเมืองและเศรษฐกิจไทย

    บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (ASPS) เปิดเผยรายงานการวิเคราะห์ทิศทางตลาดทุน (Market Insight) ระบุว่าในช่วงนี้เป็นช่วง Global Rebalance ที่เม็ดเงินลงทุนไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นเอเชียอย่างโดดเด่น โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวขึ้นแรงที่สุดในโลกถึง +8.3% ในช่วงหลังการเลือกตั้ง (9 ก.พ. – 18 ก.พ. 2569) ตามมาด้วยเกาหลีใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่น และเวียดนาม แรงหนุนสำคัญมาจากกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่เร่งตัวไหลเข้าตลาดหุ้นไทยในช่วงหลังเลือกตั้งสูงถึง 3.7 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ยอดซื้อสะสมตั้งแต่ต้นปีขยับขึ้นไปแตะระดับ 5.2 หมื่นล้านบาท โดยมี 20 หุ้นที่นักลงทุนต่างชาติซื้อสะสมอย่างโดดเด่น นำโดย BBL, CPALL, PTTEP, ADVANC, BH, GULF, PTT, TOP, BDMS, MINT, BANPU, KTB, ERW, COM7, IVL, CPN, LH, KTC, JMT และ GUNKUL

    จับตาปม “คิวอาร์โค้ด” บนบัตรเลือกตั้ง ตัวแปรชี้ชะตารัฐบาลใหม่ อย่างไรก็ตาม หนทางสู่การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ยังคงมีความท้าทาย โดยมีประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือ การฟ้องร้องกรณีการพิมพ์ “บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด” ลงบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 ที่ระบุให้การลงคะแนนต้องเป็นความลับ ซึ่งช่วงปลายเดือน ก.พ. ถึงต้น มี.ค. 2569 จะเป็นช่วงเวลาสำคัญต่อคำวินิจฉัยของศาลที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและการลงทุน โดยบล.เอเซีย พลัส ประเมินฉากทัศน์ (Scenario) ไว้ 2 แนวทาง ดังนี้

    • ฉากทัศน์ที่ 1: “เป็นโมฆะ” (หากตรวจสอบย้อนหลังได้) – หากพิสูจน์ได้ว่าระบบคิวอาร์โค้ดสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ว่าผู้ใดเป็นคนลงคะแนน จะถือว่าขัดรัฐธรรมนูญและต้องจัดการ “เลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ” ซึ่งจะทำให้เกิดภาวะสุญญากาศทางการเมืองยืดเยื้อไปอีก 3-4 เดือน ส่งผลกระทบเชิงลบต่อตลาดหุ้น และทำให้นักลงทุนต่างชาติชะลอการลงทุน รวมถึงกระทบการเบิกจ่ายงบประมาณ
    • ฉากทัศน์ที่ 2: “รอด” (หากใช้แค่ยืนยันตัวตน) – หาก กกต. พิสูจน์ได้ว่าโค้ดดังกล่าวมีไว้เพื่อป้องกันการทุจริต เช่น บัตรผีหรือบัตรปลอม และไม่สามารถเชื่อมโยงกลับไปยังตัวบุคคลผู้ลงคะแนนได้ การเลือกตั้งจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งจะส่งผลให้ตลาดหุ้นตอบรับในเชิงบวกทันที เนื่องจากขจัดความเสี่ยงเรื่องสุญญากาศทางการเมือง และงบประมาณสามารถเบิกจ่ายได้ตามกำหนด

    อัปเดตสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ในด้านปัจจัยต่างประเทศ ตลาดยังคงได้รับอิทธิพลจากการรายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC Minutes) ที่ส่งสัญญาณว่าอาจยังไม่ปิดโอกาสขึ้นดอกเบี้ยหากเงินเฟ้อยังสูง ทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ กลับมาแข็งค่า และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ทะลุ 4% ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวพุ่งขึ้นกว่า 4% ทะลุ 65 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง
    ส่วนในภูมิภาคเอเชีย ประเทศญี่ปุ่นมีปัจจัยเชิงบวกจากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่นำโดยนายกรัฐมนตรี ซาเนะ ทาคาอิชิ ที่ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย ซึ่งเตรียมเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจเร่งด่วน เช่น การกระตุ้นงบประมาณและการลดภาษีอาหาร นอกจากนี้ ตลาดโลกยังได้รับข่าวดีจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทชั้นนำอย่าง FIGMA และ BOOKINGS ที่มีรายได้เติบโตสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/investment/40406&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fNPwgTfRCInYrXyfLr1rn

  • ไม่มีเรื่องใดที่ทำให้ ‘ธรรมนัส’ เสียหาย ประเสริฐระบุให้การ DSI ตามปกติ ยืนยัน MOU ไม่เกี่ยวกับเครื่องสแกนม่านตา

    ไม่มีเรื่องใดที่ทำให้ ‘ธรรมนัส’ เสียหาย ประเสริฐระบุให้การ DSI ตามปกติ ยืนยัน MOU ไม่เกี่ยวกับเครื่องสแกนม่านตา

    วันนี้ (19 กุมภาพันธ์ 2569) ประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แถลงข่าวที่พรรคเพื่อไทยชี้แจงถึงกระแสข่าวว่า ได้ให้การกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ว่า ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในขณะนั้น เป็นผู้แนะนำกลุ่มทุนจากประเทศสิงคโปร์ ซึ่งมี เบนจามิน เมอเออร์เบอร์เกอร์ (Benjamin Mauerberger) หรือ เบน สมิธ ผู้ต้องหาที่ถูกสำนักงานการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ยึดทรัพย์ เนื่องจากมีพฤติกรรมฉ้อโกงประชาชนรวมอยู่ด้วย โดยประเสริฐระบุตอนหนึ่งว่า ในคำให้การไม่มีเรื่องใดที่ทำให้ร้อยเอกธรรมนัสได้รับความเสียหาย และรายละเอียดภายในบันทึกความเข้าใจร่วมกัน (MOU) ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องเครื่องสแกนม่านตาของโครงการ Worldcoin

    “มีความพยายามสร้างความเข้าใจว่า MOU กับเรื่องการสแกนม่านตา เพื่อเอาเรื่องการสแกนไปแลกเงินดิจิทัล ในความเป็นจริง MOU ไม่มีรายละเอียดเรื่องการสแกนม่านตา มีแค่รายละเอียดว่าด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลให้ไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาค”

    เลขาธิการพรรคเพื่อไทยกล่าวอีกว่า การนำเอกสารที่เป็นความลับทางราชการออกมาเปิดเผย ซึ่งก็ไม่ทราบได้ว่าเป็นเอกสารจริงหรือเท็จนั้น เป็นเรื่องการ ปล่อยของทางการเมือง ซึ่งตนเองไม่ทราบวัตถุประสงค์ แต่เมื่อมีชื่อเข้าไปเกี่ยวข้อง ก็ต้องออกมาชี้แจง

    “จริงๆ ข่าวเรื่องนี้มีประเด็นตั้งแต่ก่อนหย่อนบัตรเลือกตั้ง หลังเลือกตั้งก็ยกขึ้นมาอีก ผมคิดว่าเรื่องนี้ทำเป็นระบบ ในเรื่องการเมือง ไม่ทราบวัตถุประสงค์ว่าต้องการอะไรแน่” 

    ประเสริฐยังให้สัมภาษณ์อีกด้วยว่า การลงนามใน MOU ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมกับบริษัท ไพรม์ ออพพอร์ทูนิติ้ ฟันด์ วีซีซี (Prime Opportunity Fund VCC) ของประเทศสิงคโปร์นั้น ตนเองได้เข้าไปเกี่ยวข้องในฐานะ พยานส่วนรายละเอียดใน MOU เป็นเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล และข้อความใน MOU​ ได้รับคำชี้แนะจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานอัยการสูงสุด และกระทรวงการต่างประเทศแล้ว ขณะเดียวกันกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมยังได้เซ็น MOU กับหลายหน่วยงานมากในเวลานั้น ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งเป็นเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยีแทบทั้งหมด

    สำหรับการลง MOU ดังกล่าว เกิดขึ้นในวันที่ 27 มีนาคม 2567 ที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยในภาพมีประเสริฐ, เบนจามิน, ร้อยเอกธรรมนัส รวมถึง วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรถอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ถ่ายภาพร่วมกัน

    Tags: , , ,

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://themomentum.co/prasert-no-case-against-thammanat/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3yPnG5qIfxZzSpJYb-e9x0

  • พาณิชย์พยุงราคาหอมหัวใหญ่ อัดมาตรการกระจาย คุมเข้มนำเข้า ดูแลตลาดช่วงพีค

    พาณิชย์พยุงราคาหอมหัวใหญ่ อัดมาตรการกระจาย คุมเข้มนำเข้า ดูแลตลาดช่วงพีค

    จิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่และศูนย์ชั่งตวงวัดภาคเหนือ (เชียงใหม่) เมื่อวันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อติดตามสถานการณ์การผลิตและการตลาดหอมหัวใหญ่ พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากเกษตรกรและผู้ประกอบการรับซื้อว่า ขณะนี้เกษตรกรได้รับผลกระทบจากปริมาณผลผลิตที่ทยอยออกสู่ตลาดจำนวนมากในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ต่อเนื่องถึงเดือนมีนาคม ส่งผลให้ราคามีแนวโน้มปรับตัวลดลง

    ขณะเดียวกัน เกษตรกรได้สะท้อนข้อกังวลเกี่ยวกับการนำเข้าหอมหัวใหญ่จากต่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยเฉพาะกรณีการสำแดงราคานำเข้าที่ต่ำกว่าความเป็นจริง ซึ่งแม้จะมีการชำระภาษี แต่ยังสามารถแข่งขันด้านราคากับผลผลิตภายในประเทศได้ ส่งผลกระทบต่อกลไกราคาและทำให้ราคาหอมหัวใหญ่ในประเทศปรับตัวลดลงในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก

    economic-business-thai-price-imported-onions-market-SPACEBAR-Photo02.jpg

    เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว กรมการค้าภายในได้ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่และผู้ประกอบการในพื้นที่ เร่งดำเนินโครงการรับซื้อและกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิตในราคานำตลาด เป้าหมาย 1,000 ตัน โดยผู้ประกอบการจะรับซื้อในราคานำตลาดในช่วงวันที่ 21–28 กุมภาพันธ์ 2569  นอกจากนี้ ยังเตรียมดำเนินมาตรการอื่น ๆ ที่เหมาะสมเพิ่มเติมอีกในช่วงต้นเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมากที่สุด โดยยึดหลักราคานำตลาดและผลประโยชน์ของเกษตรกรเช่นเดียวกัน

    นอกจากมาตรการกระจายหอมหัวใหญ่ในราคานำตลาดแล้ว กรมการค้าภายในยังได้เดินหน้ามาตรการบริหารจัดการหอมหัวใหญ่อีก 5 แนวทางควบคู่กัน เพื่อดูแลเสถียรภาพตลาดอย่างเป็นระบบ

    1.        ทำตลาดล่วงหน้าผ่านการลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) กับผู้ประกอบการ รับซื้อหอมหัวใหญ่รวม 6,700 ตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 80 ล้านบาท เพื่อสร้างความมั่นใจด้านตลาดรองรับผลผลิตให้แก่เกษตรกร

    2.        สั่งการให้พาณิชย์จังหวัดที่ไม่ได้เป็นแหล่งผลิต รับออเดอร์และช่วยกระจายสินค้าสู่พื้นที่ต่าง ๆ โดยเน้นการบรรจุถุงขนาด 1, 2 และ 5 กิโลกรัม เพื่อเพิ่มความสะดวกในการจำหน่าย

    3.        ขอความร่วมมือส่วนราชการและ 20 อำเภอที่ไม่ได้เป็นแหล่งผลิต ร่วมรณรงค์อุดหนุนผลผลิตจากพื้นที่เพาะปลูกในจังหวัด

    4.        จัดพื้นที่จำหน่ายโดยตรงให้กลุ่มเกษตรกรนำผลผลิตมาจำหน่ายที่ศาลากลางจังหวัด สถานที่ราชการต่าง ๆ และงานธงฟ้า ซึ่งในวันที่ 19 – 21 กุมภาพันธ์นี้ กรมฯ จะนำหอมหัวใหญ่จากจังหวัดเชียงใหม่ไปจำหน่ายในงานมหกรรมธงฟ้าเยียวยาลดค่าครองชีพ จังหวัดสระแก้ว บริเวณตลาดรถไฟ อำเภออรัญประเทศ

    5.        ประสานงานผ่านทูตพาณิชย์ ณ กรุงโตเกียว เพื่อผลักดันการส่งออกไปยังตลาดญี่ปุ่น ขยายช่องทางการระบายผลผลิตในภาพรวมอีกทางหนึ่ง

    พร้อมกันนี้ กรมการค้าภายในได้เพิ่มความเข้มงวดกำกับดูแลการนำเข้าและการขนย้ายหอมหัวใหญ่ โดยประสานกรมศุลกากรและหน่วยงานความมั่นคง สกัดการลักลอบนำเข้าและการสวมสิทธิ์  โดยผู้นำเข้าหอมหัวใหญ่ต้องขออนุญาตและแจ้งรายละเอียดให้ครบถ้วน เพื่อให้ตรวจสอบเส้นทางสินค้าได้

    economic-business-thai-price-imported-onions-market-SPACEBAR-Photo V01.jpg

    ปัจจุบันราคาหอมหัวใหญ่คละ (เบอร์ 0–3) ที่เกษตรกรจังหวัดเชียงใหม่จำหน่ายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 5–6 บาทต่อกิโลกรัม ลดลงจากช่วงต้นฤดูกาลเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่เคยอยู่ที่ประมาณ 13 บาทต่อกิโลกรัม ในส่วนของราคาซื้อขายในตลาดกรุงเทพฯ สำหรับหอมหัวใหญ่ (เบอร์ 0–1) ราคาขายส่งเฉลี่ยอยู่ที่ 22.50 บาทต่อกิโลกรัม และราคาขายปลีกเฉลี่ยอยู่ที่ 37.50 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งอยู่ในระดับเท่ากันกับช่วงเดียวกันของปีก่อนทั้งในระดับขายส่งและขายปลีก

    ทั้งนี้ จังหวัดเชียงใหม่เป็นแหล่งปลูกหอมหัวใหญ่รายใหญ่ คิดเป็นเกือบ 70% ของประเทศ มีพื้นที่เพาะปลูก 5,130 ไร่ ผลผลิตภาพรวมจังหวัดเชียงใหม่มีทั้งหมดประมาณ 25,000 ตัน ขณะนี้อยู่ในช่วงต้นฤดู อำเภอแม่วาง และสันป่าตองออกก่อนเป็นพื้นที่แรก โดยออกไปแล้ว 30% และคาดว่าจะสิ้นสุดฤดูกาลในสิ้นดือนมีนาคม

    economic-business-thai-price-imported-onions-market-SPACEBAR-Photo03.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-price-imported-onions-market&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1r0LLq5c4JvTkv50bGXFEB

  • เปิดเทรนด์สิทธิบัตร “อีสปอร์ต” โลกการแข่งขันที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ยกระดับเกมบนจอ สู่เศรษฐกิจดิจิทัลเต็มรูปแบบ

    เปิดเทรนด์สิทธิบัตร “อีสปอร์ต” โลกการแข่งขันที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ยกระดับเกมบนจอ สู่เศรษฐกิจดิจิทัลเต็มรูปแบบ

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา เผยอุตสาหกรรมอีสปอร์ตได้ก้าวข้ามภาพจำของการเป็นเพียงกิจกรรมเพื่อความบันเทิง สู่การเป็นอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่มีมูลค่าสูงและมีการแข่งขันอย่างเข้มข้นในระดับโลก โดยมี “สิทธิบัตร” เป็นตัวชี้วัดสำคัญที่สะท้อนทิศทางการพัฒนาอย่างชัดเจน เมื่อทั่วโลกต่างลงทุนด้านนวัตกรรม การวิจัย และแผนธุรกิจในระยะยาว แนะไทยเร่งคว้าโอกาสพัฒนาสิทธิบัตรและต่อยอดใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ โดยผสานจุดแข็งที่ไทยมี ทั้งฐานแฟนอีสปอร์ต โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และกีฬาไทยที่มีอัตลักษณ์ เช่น มวยไทย ตะกร้อ เพื่อสร้างคอนเทนต์กีฬาอีสปอร์ตที่ทั่วโลกไม่สามารถลอกเลียนแบบได้

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมอีสปอร์ตได้กลายเป็นอุตสาหกรรมที่เติบโตอย่างรวดเร็วและได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย กระแสดังกล่าวเป็นตัวเร่งให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีที่มุ่งยกระดับทั้งสมรรถภาพของผู้เล่นและประสบการณ์ของผู้ชม จากบทวิเคราะห์ข้อมูลสิทธิบัตรทั่วโลก ในรอบ 20 ปี (2549 – 2568) พบว่า การพัฒนาเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมนี้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี Virtual Reality (VR) ที่ทำให้การซ้อมกีฬาเสมือนจริงและสมจริงมากขึ้น การจัดการเคลื่อนไหวสามมิติที่อ่านร่างกายมนุษย์ได้ละเอียดระดับมิลลิวินาที อุปกรณ์เทคโนโลยีสวมใส่ (Wearables) ที่กลายเป็นโค้ชส่วนตัวติดตัวนักกีฬา ไปจนถึงการสร้างประสบการณ์แฟนกีฬาที่เปลี่ยนผู้ชมให้กลายเป็นผู้เล่น

    นางอรมน กล่าวว่า ในระยะเริ่มต้นช่วงปี 2549 – 2552 อุตสาหกรรมอีสปอร์ตมีสิทธิบัตรเฉลี่ยเพียง 470 – 610 ฉบับต่อปี จากนั้นเทคโนโลยีเริ่มถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย และสิทธิบัตรขยายตัวสูงสุดในปี 2565 ที่ 1,617 ฉบับ ซึ่งสอดคล้องกับการเติบโตของการแข่งขันอีสปอร์ต แพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง และการยกระดับอีสปอร์ตสู่กีฬาอาชีพในหลายประเทศ และปัจจุบันตลาดนวัตกรรมอีสปอร์ตยังคงเปิดกว้างโดยประเทศที่ถือครองสิทธิบัตรด้านอีสปอร์ตมากที่สุด ได้แก่ สหรัฐอเมริกา มีสิทธิบัตรครอบคลุมตั้งแต่ฮาร์ดแวร์ แพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง เทคโนโลยี VR/AR ไปจนถึงระบบวิเคราะห์ข้อมูลนักกีฬา ขณะที่ ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ มีความเข้มแข็งในฮาร์ดแวร์ Motion Capture และ Wearables สำหรับนักกีฬา รวมทั้งจีนที่เดินเกมรุกหนัก ทั้ง VR Training, AI Coaching และโครงสร้างพื้นฐานอีสปอร์ตบนคลาวด์ ตลอดจน อินเดียและเวียดนาม ยังถูกจับตามองในฐานะดาวรุ่งที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีแรงหนุนจากการลงทุนเชิงรุกและการขยายตัวของตลาดเกมออนไลน์และอีสปอร์ต ขณะที่ประเทศไทยเริ่มมีสิทธิบัตรด้าน VR/AR Training และ Motion Analytics แม้จำนวนสิทธิบัตรยังไม่สูงมาก แต่มีแนวโน้มขยายตัวดี หากเร่งสร้างความร่วมมือกับจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ก็จะช่วยให้ไทยเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ได้เร็วขึ้น และอาจผลักดันสู่การคุ้มครองสิทธิบัตรและต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้

    ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาในมิติของผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรมในเวทีระดับโลก พบว่า มีผู้เล่นหลัก 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ เช่น บริษัท Samsung Electronics (665 ฉบับ) ครองตลาดจอภาพความละเอียดสูง อุปกรณ์สวมใส่ VR/AR และแพลตฟอร์มสื่อสารในเกม บริษัท Vivo Mobile Communication (389 ฉบับ) และบริษัท Guangdong Oppo Mobile Telecommunications (136 ฉบับ) ที่เน้นมือถือและเทคโนโลยีที่ทำให้การเล่นเกมบนมือถือเข้มข้นขึ้น บริษัท LG Electronics (337 ฉบับ) ผู้เชี่ยวชาญด้านจอภาพ ระบบเสียง และอุปกรณ์ VR รวมทั้งบริษัท Sony Interactive Entertainment (151 ฉบับ) เด่นในเรื่องระบบโต้ตอบ VR Gaming และ Esports Streaming 2) กลุ่มผู้พัฒนาซอร์ฟแวร์และแพลตฟอร์ม เช่น บริษัท Tencent Technology (225 ฉบับ) ผู้นำแพลตฟอร์มเกมอออนไลน์ ระบบโต้ตอบและ Cloud Gaming บริษัท Huawei Technologies (188 ฉบับ) แข็งแกร่งในเกมออนไลน์และระบบโต้ตอบผู้เล่น บริษัท Nexdigm (408 ฉบับ) เชี่ยวชาญ Game Analytics และระบบจัดการการแข่งขันอัตโนมัติ 3) กลุ่มสถาบันการศึกษาและวิจัย เช่น Canon (369 ฉบับ) มุ่งไปที่เทคโนโลยีกล้องและการบันทึก/วิเคราะห์การแข่งขัน Sanskriti University (251 ฉบับ) โดดเด่นด้าน VR Training และ Motion Capture

    อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันทิศทางเทคโนโลยีกลุ่มย่อยในอุตสาหกรรมอีสปอร์ต มุ่งพัฒนาใน 4 ด้านสำคัญ ซึ่งเป็นเครื่องมือพัฒนาวงการกีฬาและการเชียร์ ตั้งแต่การยกระดับการฝึกซ้อม การแข่งขัน ไปจนถึงการสร้างรายได้ใหม่จากแฟนๆ และแพลตฟอร์มดิจิทัล ดังนี้

    1) เทคโนโลยีการฝึกซ้อมในโลกเสมือนจริง (VR Training) เทคโนโลยี VR ไม่ได้มีไว้แค่เล่นเกม แต่ถูกนำมาใช้สร้างสภาพแวดล้อมจำลองสำหรับการฝึกซ้อมกีฬา ตั้งแต่การเคลื่อนไหวของคู่ต่อสู้ ไปจนถึงการตัดสินใจในสถานการณ์ที่กดดัน สิทธิบัตร VR Training เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องในช่วงปี 2557 – 2559 จนแตะ 90 คำขอ จากผู้ยื่นประมาณ 70 ราย สะท้อนการยอมรับเชิงพาณิชย์ที่เพิ่มขึ้น ตัวอย่างสิทธิบัตรที่น่าสนใจ เช่น อุปกรณ์แสดงผลสวมศีรษะสำหรับการฝึกซ้อมเสมือนจริง แพลตฟอร์ม VR/AR (Augmented Reality) สำหรับวัดการประสานงานระหว่างมือและสายตา เป็นต้น ผู้ถือสิทธิบัตรหลัก เช่น DIGIMARC (316 ฉบับ) IMMERSION (79 ฉบับ) FITBIT (56 ฉบับ) เป็นต้น รวมทั้งกลุ่มนักประดิษฐ์อิสระ โดยปัจจุบันมีผู้ถือสิทธิบัตรมากกว่า 50 ฉบับต่อปี และเทคโนโลยีนี้กำลังอยู่ในระยะเติบโตที่ผู้พัฒนาต้องสร้างความต่างด้วย AI, Motion Capture และ Real-time Analytics เพื่อสร้างระบบฝึกซ้อมที่สมจริงและแม่นยำที่สุด

    2) เทคโนโลยีการวิเคราะห์การเคลื่อนไหวสามมิติ (3D Motion Capture Analysis) เป็นเทคโนโลยีที่ใช้เซ็นเซอร์และกล้องความเร็วสูงวิเคราะห์ท่าทางนักกีฬาอย่างละเอียด เพื่อพัฒนาทักษะและลดการบาดเจ็บ สิทธิบัตร ในตลาดนี้ชะลอตัวลงในช่วงปี 2558 – 2561 และตลาดกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งในปี 2562 – 2565 โดยปี 2565 มีผู้ยื่นจดกว่า 60 ราย และมีคำขอสิทธิบัตรกว่า 70 คำขอ จุดเปลี่ยนสำคัญคือการผสานเทคโนโลยี AI และการประมวลผลแบบ Real-time ตัวอย่างสิทธิบัตรที่น่าสนใจ เช่น ระบบติดตามประสิทธิภาพการเลี้ยงและส่งลูกในกีฬา ระบบติดตามและประเมินทักษะการเคลื่อนไหวในพื้นที่หลายมิติ พร้อมสร้างคู่แข่งเสมือนโต้ตอบได้แบบสมจริง เป็นต้น ผู้ถือสิทธิบัตรหลัก เช่น American Vehicular Sciences (250 ฉบับ) Transportation IP Holdings (162 ฉบับ) Medibotics (78 ฉบับ) Fitbit (71 ฉบับ) และ General Electric (71 ฉบับ) เป็นต้น สะท้อนถึงการกระจายตัวของนวัตกรรมในองค์กรหลากหลายประเภท ทั้งด้านยานยนต์ สุขภาพและกีฬา รวมถึงสตาร์ทอัพ โดยปัจจุบันมีผู้ถือสิทธิบัตรมากกว่า 70 ฉบับต่อปี

    3) เทคโนโลยีสวมใส่สำหรับนักกีฬา (Wearable Technology for Athletes) เทคโนโลยี Wearables วันนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่การนับก้าวหรือวัดแคลอรี่ แต่เป็นการตรวจวัดชีวภาพเชิงลึก เช่น อัตราการเต้นหัวใจ ออกซิเจน อุณหภูมิ และคุณภาพการนอน ในปี 2559 ตลาดในกลุ่มนี้เคยเข้าสู่ระยะอิ่มตัว แม้มีผู้ถือสิทธิบัตรสูงถึง 960 ราย อีกทั้งการแข่งขันยังสูงและผู้เล่นใหม่เข้ามาได้ยาก อย่างไรก็ดี ช่วงปี 2561 – 2562 ตลาดกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งจากนวัตกรรมใหม่ เช่น การเชื่อมกับ Internet of Things (IoT) AI และการวิเคราะห์สุขภาพเชิงลึก และปี 2565 มีผู้ยื่นสิทธิบัตรประมาณ 860 ราย และมีคำขอจดสิทธิบัตรพุ่งสูงกว่า 1,300 คำขอ สะท้อนการกลับมาอยู่ในระยะเติบโตอีกครั้ง ตัวอย่างสิทธิบัตรที่น่าสนใจ เช่น ระบบตรวจวัดสรีระวิทยาที่เชื่อมต่อกับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เพื่อประมวลผลและเก็บข้อมูลสุขภาพ เป็นต้น ผู้ถือสิทธิบัตรหลัก เช่น William I.Wood (640 ฉบับ) ครองตลาดนักประดิษฐ์อิสระ Genentech ที่มาจากสายชีวเวชภัณฑ์ Acushnet ผู้ผลิตอุปกรณ์กอล์ฟ และ Apple ที่ผลักดัน Apple Watch ให้กลายเป็นแพลตฟอร์มวิเคราะห์สมรรถภาพเต็มรูปแบบ สะท้อนการแข่งขันที่เข้มข้น และมีผู้เล่นหลากหลาย ตั้งแต่บริษัทยักษ์ใหญ่ไปจนถึงนักประดิษฐ์อิสระ โดยปัจจุบันมีผู้ถือสิทธิบัตรมากกว่า 1,200 ฉบับต่อปี

    4) เทคโนโลยีประสบการณ์ของแฟนกีฬา (Interactive Fan Experiences) แฟนกีฬายุคใหม่ไม่ได้อยากเป็นแค่คนดู พวกเขาอยากมีส่วนร่วมตั้งแต่การโหวตทายผล ไปจนถึงการดูการแข่งขันผ่านกล้อง 360 องศา และ VR/AR ที่เชื่อมสนามจริงกับประสบการณ์ดิจิทัล สิทธิบัตรในกลุ่มนี้จึงเติบโตแรงในปี 2557 – 2563 จากแรงหนุนของสมาร์ทโฟน อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง และ VR/AR ที่เริ่มนำมาใช้ในการถ่ายทอดสด ทั้งการโหวต ส่งคอมเมนต์แบบ Real-time หรือการรับชมแบบ 360 องศา หลังปี 2563 ตัวเลขสิทธิบัตรเริ่มชะลอ แต่ยังมีโอกาสโตอีกมาก จากการบูรณาการ VR/AR บวกกับ AI และ Big Data เพื่อสร้างประสบการณ์ส่วนตัว รวมถึงการเชื่อมโยงประสบการณ์ดิจิทัลเข้ากับกิจกรรมในสนามจริง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของการพัฒนาในอนาคต ตัวอย่างสิทธิบัตรที่น่าสนใจ เช่น ระบบ Immersive Interactive ให้ผู้ชมมีส่วนร่วมกับกิจกรรมสดได้เสมือนจริง เป็นต้น ผู้ถือสิทธิบัตรหลัก ได้แก่ CIRCLESX (50 ฉบับ) ที่ครองตลาด ตามด้วย DIGIMARC (22 ฉบับ) เชี่ยวชาญ Digital Watermarking รวมถึง ANDRITZ (9 ฉบับ) และ BRELYON (5 ฉบับ) ที่นำเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและจอ Immersive เข้ามาเติมเต็มตลาดนี้ โดยปัจจุบันมีผู้ถือสิทธิบัตรมากกว่า 20 ฉบับต่อปี

    สำหรับประเทศไทยเรามีจุดแข็งในหลายมิติที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมการเล่นเกม ฐานแฟนอีสปอร์ตที่แข็งแรง และยังเคยเป็นเจ้าภาพจัดงานอีสปอร์ตระดับภูมิภาคมาแล้วหลายครั้ง นอกจากนี้ ยังมีพื้นฐานด้านเทคโนโลยีที่ไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ ทั้งอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล สิ่งเหล่านี้คือต้นทุนสำคัญที่ประเทศไทยมี แต่ในแง่การนำเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง VR/AR, Motion Capture และ Wearables มาใช้จริงในการฝึกซ้อมและการแข่งขันยังมีอยู่ในวงจำกัด โอกาสของไทยจึงต้องเป็นการเดินเกมด้วยการนำเทคโนโลยีชั้นนำจากต่างประเทศ มาประยุกต์ให้สอดคล้องกับกีฬาไทยที่มีเอกลักษณ์ เช่น มวยไทย เซปักตะกร้อ รวมทั้งต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงกีฬาและการแพทย์ฟื้นฟู ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสเชิงเศรษฐกิจ และความแตกต่างที่ยากจะเลียนแบบในเวทีโลก อย่างไรก็ดี โอกาสย่อมมาพร้อมกับความท้าทาย ทั้งด้านต้นทุนเทคโนโลยีที่สูง การขาดบุคลากรที่มีทักษะเชิงลึก โดยเฉพาะ VR/AR, Data Processing และ Motion Analysis ความเสี่ยงด้านสิทธิบัตรซึ่งผู้เล่นต่างชาติถือครองสิทธิบัตรหลักไว้แล้ว รวมทั้งข้อกำหนดด้านข้อมูลส่วนบุคคล เป็นต้น ซึ่งต้องอาศัยการบริหารจัดการความท้าทายต่างๆ อย่างรอบด้าน เพื่อส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ

    ทั้งนี้ สถิติคำขอสิทธิบัตรอุตสาหกรรมอีสปอร์ตในไทย ในช่วง 5 ปีล่าสุด (2564 – 2568) พบว่า มีการเติบโตอย่างรวดเร็วและกลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมดิจิทัลบันเทิงที่สำคัญ ไม่เพียงแต่สร้างรายได้จำนวนมากจากการแข่งขัน การถ่ายทอดสด และผู้สนับสนุนเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงผลักดันให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีเกม ระบบเครือข่าย และแพลตฟอร์มดิจิทัลรูปแบบใหม่ โดยสามารถจำแนกนวัตกรรมออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ดังนี้

    1) วิดีโอเกมที่เกี่ยวข้องกับเกมดิจิทัลซึ่งเล่นผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์และมีการแสดงผลภาพกราฟิกหลายมิติ ครอบคลุมตั้งแต่ซอฟต์แวร์ประมวลผลเกม ระบบภาพและเสียง การโต้ตอบของผู้เล่น ไปจนถึงโครงสร้างเครือข่ายสำหรับการเล่นออนไลน์แบบหลายคนพร้อมกัน โดยเฉพาะเกมต่อสู้หรือเกมวางแผน มีคำขอที่ยื่นในประเทศไทยรวมทั้งสิ้น 94 คำขอ (สิทธิบัตร 88 คำขอ และอนุสิทธิบัตร 6 คำขอ) ส่วนใหญ่เป็นผู้ยื่นชาวต่างชาติ 83 คำขอ และคนไทย 11 คำขอ โดยนวัตกรรมอีสปอร์ตที่เกี่ยวกับวิดีโอเกมในไทยส่วนใหญ่ขับเคลื่อนโดยบริษัทเอกชนเป็นหลัก (84 คำขอ) เช่น บริษัท เทนเซ็นต์ เทคโนโลยี (เซินเจิ้น) คอมพานี ลิมิเต็ด และบริษัทเฟราน์โฮเฟอร์-เกเซลล์ชาฟท์ ซูร์ ฟอร์เดอรุง เดอร์ อังเกวันด์เทน ฟอร์ชุง อี.วี. เป็นต้น ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเทคโนโลยีเ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/998044&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rFYJkVFLKZouOZwpgG3qf

  • 5โจทย์นโยบายศก.มหภาคปี69

    5โจทย์นโยบายศก.มหภาคปี69

    การบริหารนโยบายเศรษฐกิจในระยะต่อไปจึงจำเป็นต้องดำเนินการอย่างรอบคอบและบูรณาการ ทั้งในมิติของนโยบายการคลัง การเงิน และการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ควบคู่กับการยกระดับศักยภาพการเติบโตในระยะยาว อันจะนำไปสู่การขยายตัวที่มีคุณภาพ ครอบคลุม และยั่งยืนในอนาคต

    สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ได้ระบุถึง ‘การบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในปี 2569’ ที่ควรให้ความสำคัญกับ 1.การรักษาบรรยากาศทางเศรษฐกิจและการเมืองหลังการเลือกตั้ง โดยให้ความสำคัญกับ
    การเร่งรัดกระบวนการจัดทำงบประมาณปี 2570 ให้สามารถเบิกจ่ายเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้โดยเร็ว เพื่อรักษาพลวัตการขยายตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ โดยเฉพาะในด้านการลงทุนที่เริ่มปรับตัวดีขึ้นในไตรมาสที่ 4/2568 ควบคู่ไปกับการดำเนินการที่สำคัญๆ ที่มีผลต่อการสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้ง การรักษาวินัยทางการคลัง โดยการดำเนินการตามกรอบแผนการคลังระยะปานกลาง เพื่อลดแรงกดดันจากภาระหนี้สาธารณะ และลดความเสี่ยงต่อการปรับอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ
    2.การขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะโครงการลงทุนที่ได้รับการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนไปแล้วในช่วงก่อนหน้าให้เกิดการลงทุนจริง โดยให้ความสำคัญกับการเร่งดำเนินการระบบ Thailand FastPass เพื่ออำนวยความสะดวกและเร่งรัดการดำเนินโครงการ, การปรับปรุงระบบการขออนุญาตแบบรวมศูนย์ผ่านช่องทางดิจิทัลแพลตฟอร์ม,
    การยกระดับความพร้อมทางด้านโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคที่จำเป็นต่อการลงทุนภาคเอกชน, การปรับแนวทางการให้สิทธิประโยชน์จากมูลค่าเงินลงทุนไปสู่
    การให้สิทธิประโยชน์ตามผลลัพธ์ที่มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ (Local value added), การส่งเสริมการลงทุนในรูปแบบของกิจการร่วมทุน (Joint venture)

    3.การขับเคลื่อนภาคการส่งออก โดยให้ความสำคัญกับการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและตลาดใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐ, การลดผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐ, การลดต้นทุนการผลิตและต้นทุนการดำเนินธุรกิจ, การส่งเสริมการใช้สินค้าและวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางในประเทศ และการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการสำคัญของประเทศคู่ค้าที่จะมีผลบังคับใช้ในปี 2569-2570 รวมถึงการส่งเสริมให้ภาคธุรกิจบริหารจัดการความเสี่ยงจากความผันผวนจากอัตราแลกเปลี่ยน

    4.การเร่งรัดการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว โดยการส่งเสริมการท่องเที่ยวมูลค่าสูงผ่านการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวเพื่อดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพและมีกำลังซื้อสูง, ยกระดับมาตรฐานและความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว, การปราบปรามอาชญากรรมและเครือข่ายธุรกิจผิดกฎหมายข้ามชาติที่แฝงตัวกับการท่องเที่ยว, การดูแลและบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและภัยธรรมชาติ และการเร่งแก้ปัญหาความแออัดในการเดินทางและส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง

    5.การแก้ไขปัญหาด้านการเข้าถึงสินเชื่อของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน โดยให้ความสำคัญแก่การลดแรงกดดันจากสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในครัวเรือน, การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพ แต่ประสบปัญหาด้านการเข้าถึงสภาพคล่อง และได้รับผลกระทบซ้ำเติมจากมาตรการกีดกันทางการค้า, การเร่งดำเนินการตามแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนในระยะต่อไป รวมถึงการสร้างความตระหนักรู้ทางการเงิน โดยเฉพาะทัศนคติในการวางแผนการใช้จ่ายเพื่อป้องกันการก่อหนี้เกินตัว!.

    ครองขวัญ รอดหมวน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/949760/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mc5_wb1cKtNNdBpNLRv37

  • เปิด 5 ตัวแปร ‘เครดิตเรทติ้งส์’ ชี้ชะตาไทย จุดเสี่ยงหั่นอันดับ-กลับสู่เสถียรภาพ

    เปิด 5 ตัวแปร ‘เครดิตเรทติ้งส์’ ชี้ชะตาไทย จุดเสี่ยงหั่นอันดับ-กลับสู่เสถียรภาพ

    ความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยกำลังก้าวเข้าสู่บททดสอบสำคัญในปี 2569 เมื่อ 3 สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก ทั้ง Moody’s, Fitch Ratings และ S&P เตรียมเข้าประเมินสถานะทางการคลังและเศรษฐกิจมหภาคของประเทศ

    นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า ไทม์ไลน์สำคัญจะเริ่มจากมูดีส์ ที่มีกำหนดประกาศผลในช่วง มี.ค. ถึง เม.ย. 69 ซึ่งอาจเลื่อนไปถึง ก.ย. 69 เพื่อรอความชัดเจนจากรัฐบาลชุดใหม่ ขณะที่ ฟิทช์ และ เอสแอนด์พี จะตามมาในช่วงครึ่งปีหลังระหว่าง ส.ค.-ก.ย.

    โดยการประเมินรอบนี้มีความหมายอย่างยิ่งต่อต้นทุนการเงินของประเทศ เนื่องจากในปี 68 ที่ผ่านมา ทั้งมูดีส์และฟิทช์ได้ปรับลดแนวโน้มความน่าเชื่อถือ (Outlook) ของไทยลงมาอยู่ที่ระดับ “เชิงลบ” (Negative)

    ขณะที่มีเพียงเอสแอนด์พีที่ยังคงมุมมอง “เสถียรภาพ” (Stable) ทำให้ปี 69 นี้ กลายเป็นปีที่ไทยต้องพิสูจน์ฝีมือเพื่อไม่ให้ถูก “หั่นอันดับ” ลงจากระดับปัจจุบันที่ Baa1 และ BBB+

    5 ตัวแปรตัดสินชะตาเครดิตไทย

    สบน. ระบุว่า สถาบันจัดอันดับเครดิตจะให้น้ำหนักใน 5 ปัจจัยหลัก ซึ่งเปรียบเสมือนดัชนีชี้วัดความอยู่รอดและความน่าเชื่อถือของประเทศในสายตานักลงทุนโลก

    1.) เสถียรภาพการเมืองและความต่อเนื่องของนโยบาย โดยปัจจัยนี้เป็น “จุดตาย” ที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสำคัญสูงสุด สบน. เชื่อว่าการมีรัฐบาลเดิมที่มีความต่อเนื่องในการทำงานหลังการเลือกตั้ง จะเป็นแรงบวกสำคัญที่ช่วยสร้างความมั่นใจว่าฟันเฟืองเศรษฐกิจจะไม่สะดุด

    2.) วินัยการคลังระยะปานกลาง หัวใจสำคัญคือแผนการปรับลดการขาดดุลงบประมาณที่ต้องมีความชัดเจน โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายลดการขาดดุลจากระดับ 4% เศษ ให้เหลือเพียง 3% ของ GDP ภายในปี 73 เพื่อควบคุมระดับหนี้สาธารณะไม่ให้บานปลาย

    3.) แรงขับเคลื่อนจีดีพี การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน หากจีดีพีเติบโตได้ต่ำกว่าคาด จะกลายเป็นจุดอ่อนที่เสี่ยงต่อการถูกปรับลดอันดับ

    4.) โครงสร้างประชากรและสังคมสูงวัย ซึ่งเป็นโจทย์ยากที่ไทยต้องมีแผนรับมือที่เป็นรูปธรรม เนื่องจากจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลโดยตรงต่อขีดความสามารถในการแข่งขันและภาระงบประมาณสวัสดิการในอนาคต

    5.) อุตสาหกรรมนวัตกรรมและการเงินสีเขียว การเดินหน้าอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New S-Curve) และการใช้เครื่องมือทางการเงินใหม่ๆ เช่น พันธบัตรสีน้ำเงิน (Blue Bond) และ พันธบัตรสีเขียว (Green Bond) เพื่อดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูง

    นางจินดารัตน์ เน้นย้ำว่า ด้วยทิศทางการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและความชัดเจนในการลดการขาดดุล จะเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้สถาบันจัดอันดับเครดิตมีมุมมองเชิงบวกต่อไทย และคาดหวังว่าผลการดำเนินงานที่เป็นไปตามแผนจะช่วยดันให้ Outlook ของไทยกลับสู่ระดับเสถียรภาพได้ในที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1221812&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wrYFx35QiDq-KDQ5ZFDqP

  • กินให้ตรงวัย = สุขภาพยืนยาว สารอาหารที่ร่างกายต้องการตามอายุ

    กินให้ตรงวัย = สุขภาพยืนยาว สารอาหารที่ร่างกายต้องการตามอายุ

    เป็นที่ยอมรับกันว่า “อาหารสมดุล” คือพื้นฐานของสุขภาพที่ดี แต่ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญล่าสุดชี้ว่า ความสำคัญของอาหารไม่ได้เหมือนเดิมในทุกช่วงชีวิต สารอาหารบางอย่างมีความจำเป็นมากในวัยหนึ่ง และมีบทบาทต่างออกไปในอีกวัยหนึ่ง ทั้งการวางรากฐานตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ไปจนถึงการคงมวลกล้ามเนื้อและความแข็งแรงในวัยสูงอายุ

    ‘กรุงเทพธุรกิจ จุดประกาย’ พาผู้อ่านไปสำรวจแนวทางการกินที่เปลี่ยนแปลงไปตามช่วงวัย และสิ่งที่ร่างกายต้องการจริง ๆ ในแต่ละช่วงชีวิต

    กินให้ตรงวัย = สุขภาพยืนยาว สารอาหารที่ร่างกายต้องการตามอายุ

    จุดเริ่มต้นที่สำคัญ : 1,000 วันแรกของชีวิต

    ผลการศึกษาในปี 2025 จากบันทึกทางการแพทย์ของผู้คนกว่า 63,000 คน พบว่าเด็กที่ได้รับน้ำตาลน้อยในช่วง 1,000 วันแรกของชีวิต (นับตั้งแต่ในครรภ์) หรือเท่ากับอายุ 2 ขวบ มีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจลดลง 20%, ความเสี่ยงภาวะหัวใจล้มเหลวลดลง 25% และความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองลดลงถึง 31% เมื่อเทียบกับเด็กที่รับประทานน้ำตาลในปริมาณสูง

    เฟเดริกา อามาติ (Federica Amati) นักวิทยาศาสตร์ด้านโภชนาการจาก Imperial College London ประเทศสหราชอาณาจักร ระบุว่า ความต้องการพลังงานของเด็กที่สูง ทำให้พวกเขาจำเป็นต้องได้รับอาหารที่มีสารอาหารหนาแน่นและมีคุณภาพสูง

    เธอกล่าวว่า ตั้งแต่ในครรภ์ ตลอดช่วง 1,000 วันแรก ไปจนถึงวัยเรียน เด็กมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและกำลังสร้างมวลกระดูกส่วนใหญ่ของชีวิตในอนาคต จึงทำให้ แคลเซียมและวิตามินดี เป็นสารอาหารสำคัญในช่วงนี้ เพราะจำเป็นต่อการพัฒนากระดูกตามปกติ และช่วยให้ได้มวลกระดูกสูงสุดที่เหมาะสม ซึ่งลดความเสี่ยงโรคกระดูกพรุนและกระดูกหักในภายหลัง

    มีหลักฐานสนับสนุนชัดเจนว่า การรับประทานอาหารที่เหมาะสมตั้งแต่วัยเด็ก สามารถส่งผลดีต่อสุขภาพในระยะยาวได้

    นอกจากนี้ยังต้องการธาตุเหล็ก, ไอโอดีน และวิตามินต่างๆ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อ, โดยควรเน้นผัก, ผลไม้, ธัญพืชไม่ขัดสี, ถั่ว และโปรตีนคุณภาพดี

    กินให้ตรงวัย = สุขภาพยืนยาว สารอาหารที่ร่างกายต้องการตามอายุ

    วัยรุ่นและวัย 20+ : ช่วงเวลาแห่งการสร้างนิสัยและสุขภาพจิต

    แม้การเจริญเติบโตทางร่างกายจะเริ่มช้าลงหลังวัย 20 ปี แต่ช่วงวัยนี้ถือเป็น “หน้าต่างแห่งโอกาส” ในการสร้างนิสัยที่ช่วยปกป้องหัวใจและสมอง เพราะพื้นฐานของโรคหลอดเลือดหัวใจมักเริ่มก่อตัวตั้งแต่วัยดังกล่าว

    วัยรุ่นจึงต้องการ “ธาตุเหล็ก” เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีประจำเดือน รวมถึงแคลเซียม, วิตามินดี และวิตามินบี เพื่อรองรับการทำงานของร่างกายที่ยังพัฒนาอยู่

    ขณะเดียวกัน งานวิจัยพบว่าอาหารมีความเชื่อมโยงกับสุขภาพจิต การรับประทานอาหารสไตล์ “เมดิเตอร์เรเนียน” ที่เน้นผัก, ผลไม้, ถั่ว และน้ำมันมะกอก สามารถส่งผลดีได้ทั้งต่อร่างกายและอารมณ์

    เฟเดริกา อามาติ แนะนำว่า วัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ตอนต้นควรเน้นอาหารจากพืชเป็นหลัก หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปสูง และได้รับโปรตีนอย่างเพียงพอในทุกมื้อ ซึ่งโปรตีนสามารถมาจากพืชได้เช่นกัน

    รูปแบบการกินลักษณะนี้ไม่เพียงช่วยดูแลสุขภาพกาย แต่ยังสัมพันธ์กับสุขภาพจิตที่ดีขึ้น เช่น ลดความเสี่ยงของโรคซึมเศร้าและความวิตกกังวล อีกทั้งยังเอื้อต่อภาวะเจริญพันธุ์สำหรับผู้ที่วางแผนมีบุตรในอนาคตอีกด้วย

    วัยกลางคน : รับมือกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน

    เมื่อเข้าสู่วัย 40 และ 50 ปี ความสำคัญจะเปลี่ยนไปที่การดูแลสุขภาพหัวใจและกระดูก โดยเฉพาะในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ซึ่งระดับเอสโตรเจนที่ลดลงจะส่งผลต่อความหนาแน่นของกระดูกและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและเบาหวาน

    ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เพิ่มการรับประทาน “ไขมันโอเมก้า 3” จากปลาที่มีไขมันสูง เช่น แซลมอน เพื่อลดความเสี่ยงโรคหัวใจและลดการอักเสบ นอกจากนี้ควรเพิ่มปริมาณ “โปรตีน” เล็กน้อย เพื่อต่อสู้กับการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อตามวัย (Sarcopenia) และคงการรับประทานอาหารที่อุดมด้วยพืชพรรณและสารอาหารหลากหลาย

    วัยชรา : ความลับอยู่ที่ “สุขภาพลำไส้

    ในวัยสูงอายุ ร่างกายต้องการพลังงานน้อยลง แต่ต้องการสารอาหารที่หนาแน่นขึ้น สารอาหารหลักที่ยังคงสำคัญคือ แคลเซียมและวิตามินดี เพื่อป้องกันกระดูกหัก รวมถึงโปรตีนคุณภาพดีเพื่อรักษากำลังของกล้ามเนื้อ

    สิ่งที่น่าสนใจคือ “ไมโครไบโอม” หรือจุลินทรีย์ในลำไส้ ซึ่งมักจะสูญเสียความสมดุลเมื่อเราอายุมากขึ้น

    นักวิทยาศาสตร์พบว่าผู้ที่มีอายุยืนถึง 100 ปีมักมีจุลินทรีย์ในลำไส้ที่หลากหลายและแข็งแรง โดยเฉพาะแบคทีเรียชนิด “F. prausnitzii” ที่ช่วยปกป้องสุขภาพ

    วิธีการสร้างจุลินทรีย์ที่ดีคือการกินอาหารที่มี กากใยสูงและโพลีฟีนอล (พบมากในผักและผลไม้) นอกจากนี้ การเสริม “พรีไบโอติกส์” อาจช่วยพัฒนาความสามารถในการคิดและจดจำในผู้สูงอายุได้อีกด้วย

    โพรไบโอติกส์ (Probiotics) คือจุลินทรีย์ชนิดดีที่มีชีวิต พบได้ในอาหารหมักดองตามธรรมชาติ เช่น โยเกิร์ต, นมเปรี้ยว, คอมบูชา (ชาหมัก), กิมจิ, มิโซะ, เทมเป้ และข้าวหมาก ช่วยปรับสมดุลลำไส้ เสริมภูมิคุ้มกัน และบรรเทาอาการผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร โดยสายพันธุ์หลักคือ Lactobacillus และ Bifidobacterium

    การปรับเปลี่ยนการกินให้เหมาะสมกับช่วงวัย ไม่ใช่แค่เรื่องของการมีรูปร่างที่ดี แต่คือการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ยืนยาวและปราศจากโรคในอนาคต

    อ้างอิง bbc , isappscience

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/health/longevity/1221734&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Jr-XraIWaiwVI5xRsyFnY