Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ’เศรษฐา‘ มองเศรษฐกิจไทยยังไม่วิกฤต แนะเร่งปฏิรูปดึงทุนโลก

    ’เศรษฐา‘ มองเศรษฐกิจไทยยังไม่วิกฤต แนะเร่งปฏิรูปดึงทุนโลก

    ’เศรษฐา‘ มองเศรษฐกิจไทยยังไม่วิกฤต แนะเร่งปฏิรูปดึงทุนโลก

    ’เศรษฐา‘ มองเศรษฐกิจไทยยังไม่วิกฤต แนะเร่งปฏิรูปดึงทุนโลก

    ท่ามกลางกระแสวิจารณ์ว่าเศรษฐกิจไทยกำลังกลายเป็น “ผู้ป่วยแห่งเอเชีย” นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ประเมินสถานการณ์ว่า ไทยยังมี “ภูมิคุ้มกัน” และศักยภาพสูง เพียงแต่เผชิญอาการเรื้อรังที่ต้องเร่งรักษาอย่างถูกจุด โดยเฉพาะอัตราการเติบโตที่ยังตามหลังหลายประเทศในภูมิภาค

    “ประเทศไทยมีศักยภาพสูงมาก แต่อัตราการเติบโตของเราเป็นรองเพื่อนบ้านค่อนข้างเยอะ แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีทางออก” เศรษฐากล่าว

    FDI จุดแข็งที่ต้องเร่งปลดล็อก

    นายเศรษฐาชี้ว่า การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ยังเป็นแต้มต่อสำคัญ ไทยยังถูกมองเป็นเป้าหมายระดับต้น ๆ ของอาเซียน แต่ปัญหาอยู่ที่ขั้นตอนหลังการประกาศลงทุนซึ่งใช้เวลานาน กว่าจะเกิดการซื้อที่ดิน ก่อสร้าง และจ้างงานจริง

    โจทย์เร่งด่วนจึงอยู่ที่การยกระดับ Ease of Doing Business ลดคอขวดด้านกฎระเบียบ และสร้างความชัดเจนเชิงนโยบาย เพื่อให้เม็ดเงินลงทุน “ไหลลงพื้น” ได้เร็วขึ้น พร้อมกันนี้ การจัดตั้งรัฐบาลและการผลักดันงบประมาณถือเป็นสัญญาณบวกต่อความเชื่อมั่น

    ในมุมมองต่อจุดแข็งประเทศที่มีต่อต่างชาติ นายเศรษฐาระบุว่า ไทยยังมีจุดยืนเป็น “darling” ของนักลงทุนต่างชาติ แต่สถานะนี้จะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อรัฐเร่งปรับโครงสร้างให้เทียบทันการแข่งขันในเวทีโลก

    ภาษีสหรัฐ ตัวแปรที่ต้องอ่านเกมให้ขาด

    ในกรณีข้อเสนอต่อการปรับภาษีนำเข้าสหรัฐของโดนัลด์ ทรัมป์ เศรษฐาประเมินว่า หากอัตราใหม่อยู่ที่ 10–15% ก็ยังต่ำกว่าระดับประมาณ 19% ที่เคยเป็นฐานเจรจา แต่สาระสำคัญอยู่ที่รายละเอียดเงื่อนไข

    “Devil is in the details” นายเศรษฐากล่าว พร้อมย้ำว่ารัฐบาลต้องเร่งเจรจาและสื่อสารความชัดเจน เพื่อให้เอกชนวางแผนได้ ไม่ปล่อยให้ความไม่แน่นอนบั่นทอนการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชน

    3 โจทย์ใหญ่ ฉุดศักยภาพระยะยาว

    สำหรับความเสี่ยงหลักของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ เศรษฐาระบุ 3 ประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างเป็นระบบ เพราะล้วนเชื่อมโยงกันและส่งผลต่อความสามารถแข่งขันของประเทศโดยตรง ได้แก่

    • หนี้ครัวเรือนสูง กดทับกำลังซื้อ

    อยู่ในสัดส่วนสูงเมื่อเทียบกับ GDP ทำให้รายได้จำนวนมากของประชาชนต้องถูกกันไปชำระหนี้ ส่งผลให้กำลังซื้อชะลอตัว กระทบต่อการบริโภคภาคเอกชนซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังทำให้การขอสินเชื่อใหม่ทำได้ยากขึ้น ทั้งสินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่ม SME ที่โครงสร้างรายได้ยังเปราะบาง หากไม่เร่งปรับโครงสร้างหนี้และเพิ่มรายได้ครัวเรือน เศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้ช้าแม้มีปัจจัยบวกจากภายนอก

    • ความล่าช้าในการทำธุรกิจ เงินลงทุนชะลอ

    แม้ไทยยังเป็นจุดหมายสำคัญของนักลงทุนต่างชาติ แต่ปัญหาอยู่ที่กระบวนการอนุมัติ การขอใบอนุญาต และขั้นตอนทางราชการที่ใช้เวลานาน ทำให้เม็ดเงินลงทุนที่ประกาศไว้ ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นการลงทุนจริงและการจ้างงานได้ทันเวลา ในภาวะที่การแข่งขันแย่งชิง FDI ในภูมิภาครุนแรง ความล่าช้าเพียงเล็กน้อยอาจทำให้นักลงทุนหันไปเลือกประเทศอื่น

    • ปัญหาคอร์รัปชัน ต้นทุนแฝงบั่นทอนความเชื่อมั่น

    นอกจากปัญหาภาพลักษณ์ ยังเป็น “ต้นทุนจริง” ที่กระทบทั้งภาคธุรกิจและการดึงดูดเงินทุนต่างชาติ เพราะทำให้กระบวนการต่าง ๆ ขาดความโปร่งใส เพิ่มค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และลดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ในยุคที่นักลงทุนให้ความสำคัญกับธรรมาภิบาล (governance) และมาตรฐาน ESG มากขึ้น ประเทศที่ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นด้านความโปร่งใส อาจถูกลดน้ำหนักการลงทุนซึ่งเป็นภาระที่ทุกรัฐบาลต้องเร่งแก้

    แนะเอกชนปรับตัวยุค AI

    เมื่อกล่าวถึงประเด็นการเข้าสู่ยุคเทคโนโลยี AI และผลกระทบต่อแรงงานไทย นายเศรษฐามองว่า การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีจะไม่เกิดขึ้นแบบฉับพลัน แต่เป็นกระบวนการค่อยเป็นค่อยไปตามความพร้อมของแต่ละอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม ทิศทางดังกล่าวเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

    ภาคธุรกิจจำเป็นต้องลงทุนด้านเทคโนโลยีและพัฒนาทักษะแรงงานควบคู่กัน เพราะในภาคการผลิต ระบบหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติจะมีบทบาทมากขึ้น ขณะที่ภาคบริการก็เริ่มนำ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และยกระดับประสบการณ์ลูกค้า หากองค์กรใดไม่เร่งปรับตัว อาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันทั้งในตลาดภายในและต่างประเทศ

    พร้อมย้ำว่า ประเด็นสำคัญไม่ใช่การตื่นตระหนกเรื่องการว่างงานทันที แต่คือการเตรียมความพร้อมด้านทักษะ (reskilling-upskilling) และสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการใช้เทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ AI เป็น “ตัวช่วยเพิ่มผลิตภาพ” มากกว่าจะกลายเป็นปัจจัยซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/652352&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2X5rjlIK5mUO0qS3IjRjrx

  • ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ครั้งที่ 1/2569

    ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ครั้งที่ 1/2569

    นายดอน นาครทรรพ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง. ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569

    rn

     

    rn

    คณะกรรมการฯ มีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี จากร้อยละ 1.25 เป็นร้อยละ 1.00 ต่อปี โดยให้มีผลทันที ทั้งนี้ 2 เสียง เห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ร้อยละ 1.25 ต่อปี

    rn

     

    rn

    เศรษฐกิจขยายตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้ในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 แต่ยังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพและไม่ทั่วถึงในปี 2569 และ 2570 จากปัญหาเชิงโครงสร้างและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ขณะที่อัตราเงินเฟ้อในระยะข้างหน้ามีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้นจากที่ประเมินไว้เดิมตามแนวโน้มราคาพลังงานและมาตรการภาครัฐที่อาจมีเพิ่มเติม รวมถึงแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่มีจำกัดตามเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ ด้านสินเชื่อรวมยังหดตัวต่อเนื่อง เงินบาทปรับแข็งค่าขึ้น อีกทั้งสภาพคล่องของ SMEs และครัวเรือนยังตึงตัว 

    rn

     

    rn

    กรรมการส่วนใหญ่เห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 จากร้อยละ 1.25 เป็น ร้อยละ 1.00 เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและยังช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับ SMEs และครัวเรือนเพิ่มเติม และเพื่อยึดเหนี่ยวการคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลางที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ขณะที่กรรมการ 2 ท่านเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ร้อยละ 1.25 โดยเห็นว่านโยบายการเงินปัจจุบันยังสอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ และการลดดอกเบี้ยที่ผ่านมาอยู่ระหว่างการส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจ ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพระบบการเงินในระยะปานกลาง รวมทั้งขีดความสามารถของนโยบายการเงินที่มีอยู่จำกัดภายใต้บริบทที่มีความไม่แน่นอนสูง และเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลงสะท้อนถึงนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเพียงพอและสอดคล้องกับการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า โดยเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำจากปัจจัยเชิงโครงสร้างไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องผสมผสานนโยบายหลายด้านเพื่อเพิ่มผลิตภาพการผลิตและขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ รวมทั้งมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดอื่น

    rn

     

    rn

    เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 ขยายตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ ส่วนหนึ่งจากปัจจัยชั่วคราวในช่วงปลายปี แต่อีกส่วนหนึ่งจากแรงส่งทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าคาด โดยเฉพาะการลงทุนและการส่งออกสินค้า ซึ่งส่งผลต่อเนื่องไปยังเศรษฐกิจปี 2569 และ 2570 อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจในระยะข้างหน้ายังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพจากปัญหาเชิงโครงสร้างและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น โดยแม้การส่งออกสินค้าและการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มดีกว่าที่ประเมินไว้ แต่กระจุกตัวในกลุ่มเทคโนโลยีเป็นสำคัญและสร้างมูลค่าเพิ่มต่อเศรษฐกิจลดลงกว่าในอดีต ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากปี 2568 ในระยะข้างหน้า ต้องติดตามความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ความล่าช้าของกระบวนการงบประมาณปี 2570 และการปรับตัวของ SMEs ที่ยังเผชิญปัญหาด้านการแข่งขัน การเข้าถึงสินเชื่อ และการแข็งค่าของเงินบาท 

    rn

     

    rn

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2569 และ 2570 มีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้นจากที่ประเมินไว้เดิมตามแนวโน้มราคาพลังงานและมาตรการภาครัฐที่อาจมีเพิ่มเติม และถูกกดดันเพิ่มเติมจากการแข่งขันที่อยู่ในระดับสูงและกำลังซื้อที่ยังอ่อนแอ โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะทยอยปรับเข้าสู่กรอบเป้าหมายช้ากว่าที่ประเมินไว้จากช่วงครึ่งแรกของปี 2570 เป็นช่วงครึ่งหลังของปี อีกทั้งอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มลดลงเล็กน้อยจากที่ประเมินไว้เช่นกันและทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ทั้งนี้ ความเสี่ยงภาวะเงินฝืดอยู่ในระดับต่ำสะท้อนจากราคาสินค้าและบริการที่ไม่ได้ปรับลดลงเป็นวงกว้าง โดยอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางปรับลดลงบ้างแต่ยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามความเสี่ยงภาวะเงินฝืดอย่างใกล้ชิด

    rn

     

    rn

    อัตราดอกเบี้ยในระบบสถาบันการเงินและตลาดการเงินโดยรวมปรับลดลงตามการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งช่วยลดต้นทุนทางการเงินและบรรเทาภาระหนี้ให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน อย่างไรก็ดี ต้นทุนการกู้ยืมของ SMEs ที่มีความเสี่ยงสูงยังปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่สินเชื่อยังหดตัวต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งจากสถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้รายใหม่และลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตสูง คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามการส่งผ่านของนโยบายการเงินและการขยายตัวของสินเชื่อ รวมทั้งสนับสนุนให้มีมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง

    rn

     

    rn

    อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์ สรอ. ปรับแข็งค่าตามแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ และปัจจัยเฉพาะของไทย โดยการแข็งค่าของเงินบาทซ้ำเติมภาวะการเงินของผู้ส่งออกโดยเฉพาะสินค้าที่มีการแข่งขันด้านราคาสูงและอัตรากำไรต่ำ คณะกรรมการฯ กังวลต่อเงินบาทที่มีสัญญาณแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐาน จึงเห็นควรให้ติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทและธุรกรรมที่สร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด รวมทั้งประเมินประสิทธิผลและความเพียงพอของมาตรการเกี่ยวกับธุรกรรมทองคำและธุรกรรมทางการเงินอื่นที่ได้ดำเนินการไปแล้ว

    rn

     

    rn

    ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลงอยู่ในระดับผ่อนคลายเพียงพอและสอดคล้องกับการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า อีกทั้งสนับสนุนให้เงินเฟ้อทยอยกลับเข้าสู่เป้าหมายในระยะปานกลาง ในขณะเดียวกัน ควรติดตามนัยของอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำต่อการสะสมความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงินในระยะปานกลาง และให้ความสำคัญกับขีดความสามารถของนโยบายการเงินที่มีอยู่จำกัด

    rn

     

    rn

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    rn

    25 กุมภาพันธ์ 2569

    rn

     

    rn”}}” id=”start-of-text”>

    นายดอน นาครทรรพ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง. ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569

    คณะกรรมการฯ มีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี จากร้อยละ 1.25 เป็นร้อยละ 1.00 ต่อปี โดยให้มีผลทันที ทั้งนี้ 2 เสียง เห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ร้อยละ 1.25 ต่อปี

    เศรษฐกิจขยายตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้ในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 แต่ยังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพและไม่ทั่วถึงในปี 2569 และ 2570 จากปัญหาเชิงโครงสร้างและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ขณะที่อัตราเงินเฟ้อในระยะข้างหน้ามีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้นจากที่ประเมินไว้เดิมตามแนวโน้มราคาพลังงานและมาตรการภาครัฐที่อาจมีเพิ่มเติม รวมถึงแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่มีจำกัดตามเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ ด้านสินเชื่อรวมยังหดตัวต่อเนื่อง เงินบาทปรับแข็งค่าขึ้น อีกทั้งสภาพคล่องของ SMEs และครัวเรือนยังตึงตัว 

    กรรมการส่วนใหญ่เห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 จากร้อยละ 1.25 เป็น ร้อยละ 1.00 เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและยังช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับ SMEs และครัวเรือนเพิ่มเติม และเพื่อยึดเหนี่ยวการคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลางที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ขณะที่กรรมการ 2 ท่านเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ร้อยละ 1.25 โดยเห็นว่านโยบายการเงินปัจจุบันยังสอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ และการลดดอกเบี้ยที่ผ่านมาอยู่ระหว่างการส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจ ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพระบบการเงินในระยะปานกลาง รวมทั้งขีดความสามารถของนโยบายการเงินที่มีอยู่จำกัดภายใต้บริบทที่มีความไม่แน่นอนสูง และเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลงสะท้อนถึงนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเพียงพอและสอดคล้องกับการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า โดยเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำจากปัจจัยเชิงโครงสร้างไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องผสมผสานนโยบายหลายด้านเพื่อเพิ่มผลิตภาพการผลิตและขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ รวมทั้งมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดอื่น

    เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 ขยายตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ ส่วนหนึ่งจากปัจจัยชั่วคราวในช่วงปลายปี แต่อีกส่วนหนึ่งจากแรงส่งทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าคาด โดยเฉพาะการลงทุนและการส่งออกสินค้า ซึ่งส่งผลต่อเนื่องไปยังเศรษฐกิจปี 2569 และ 2570 อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจในระยะข้างหน้ายังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพจากปัญหาเชิงโครงสร้างและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น โดยแม้การส่งออกสินค้าและการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มดีกว่าที่ประเมินไว้ แต่กระจุกตัวในกลุ่มเทคโนโลยีเป็นสำคัญและสร้างมูลค่าเพิ่มต่อเศรษฐกิจลดลงกว่าในอดีต ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากปี 2568 ในระยะข้างหน้า ต้องติดตามความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ความล่าช้าของกระบวนการงบประมาณปี 2570 และการปรับตัวของ SMEs ที่ยังเผชิญปัญหาด้านการแข่งขัน การเข้าถึงสินเชื่อ และการแข็งค่าของเงินบาท 

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2569 และ 2570 มีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้นจากที่ประเมินไว้เดิมตามแนวโน้มราคาพลังงานและมาตรการภาครัฐที่อาจมีเพิ่มเติม และถูกกดดันเพิ่มเติมจากการแข่งขันที่อยู่ในระดับสูงและกำลังซื้อที่ยังอ่อนแอ โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะทยอยปรับเข้าสู่กรอบเป้าหมายช้ากว่าที่ประเมินไว้จากช่วงครึ่งแรกของปี 2570 เป็นช่วงครึ่งหลังของปี อีกทั้งอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มลดลงเล็กน้อยจากที่ประเมินไว้เช่นกันและทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ทั้งนี้ ความเสี่ยงภาวะเงินฝืดอยู่ในระดับต่ำสะท้อนจากราคาสินค้าและบริการที่ไม่ได้ปรับลดลงเป็นวงกว้าง โดยอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางปรับลดลงบ้างแต่ยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามความเสี่ยงภาวะเงินฝืดอย่างใกล้ชิด

    อัตราดอกเบี้ยในระบบสถาบันการเงินและตลาดการเงินโดยรวมปรับลดลงตามการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งช่วยลดต้นทุนทางการเงินและบรรเทาภาระหนี้ให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน อย่างไรก็ดี ต้นทุนการกู้ยืมของ SMEs ที่มีความเสี่ยงสูงยังปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่สินเชื่อยังหดตัวต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งจากสถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้รายใหม่และลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตสูง คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามการส่งผ่านของนโยบายการเงินและการขยายตัวของสินเชื่อ รวมทั้งสนับสนุนให้มีมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง

    อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์ สรอ. ปรับแข็งค่าตามแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ และปัจจัยเฉพาะของไทย โดยการแข็งค่าของเงินบาทซ้ำเติมภาวะการเงินของผู้ส่งออกโดยเฉพาะสินค้าที่มีการแข่งขันด้านราคาสูงและอัตรากำไรต่ำ คณะกรรมการฯ กังวลต่อเงินบาทที่มีสัญญาณแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐาน จึงเห็นควรให้ติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทและธุรกรรมที่สร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด รวมทั้งประเมินประสิทธิผลและความเพียงพอของมาตรการเกี่ยวกับธุรกรรมทองคำและธุรกรรมทางการเงินอื่นที่ได้ดำเนินการไปแล้ว

    ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลงอยู่ในระดับผ่อนคลายเพียงพอและสอดคล้องกับการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า อีกทั้งสนับสนุนให้เงินเฟ้อทยอยกลับเข้าสู่เป้าหมายในระยะปานกลาง ในขณะเดียวกัน ควรติดตามนัยของอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำต่อการสะสมความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงินในระยะปานกลาง และให้ความสำคัญกับขีดความสามารถของนโยบายการเงินที่มีอยู่จำกัด

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    25 กุมภาพันธ์ 2569

    ข้อมูลเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/news/mpc/news-20260225-5aG7DDZ1.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UNJyMbYeUp4Hvvge9iDUx

  • มอบอนาคต มอบโอกาสทางการศึกษาให้นักเรียนยากไร้กับมูลนิธิ EDF – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มอบอนาคต มอบโอกาสทางการศึกษาให้นักเรียนยากไร้กับมูลนิธิ EDF – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – มูลนิธิ EDF (มูลนิธิกองทุนการศึกษาเพื่อการพัฒนา) ชวนร่วมมอบอนาคตที่สดใสให้นักเรียนที่ยากไร้ ด้วยการเปลี่ยนความรัก ความใส่ใจหวังให้ผู้อื่นมีความสุขให้เป็นโอกาสทางการศึกษา เพื่อให้นักเรียนที่ยากไร้ได้เรียนหนังสือเพื่อพาตัวเองให้หลุดพ้นจากวงจรความยากไร้ และมีอนาคตที่สดใสก่อน 30 มิถุนายน 2569

    นายสรรเพชร นิลรัตน์ กรรมการผู้จัดการมูลนิธิ EDF (มูลนิธิกองทุนการศึกษาเพื่อการพัฒนา) เปิดเผยว่า “หลังจากที่มูลนิธิ EDF เริ่มรณรงค์ระดมทุนการศึกษาสำหรับปีการศึกษา 2569 มาตั้งแต่ 1 กรกฏาคม 2568 เพื่อเติมความฝันให้นักเรียนยากไร้ได้มีโอกาสเรียนหนังสือได้อย่างมีความสุข ไม่ต้องพะว้าพะวงกับอนาคตของตนเองว่าจะต้องหลุดออกจากระบบการศึกษาเพราะความไม่แน่นอนในฐานะทางบ้านและครอบครัวของตนเอง ปรากฏว่าจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ศกนี้มูลนิธิ EDF สามารถระดมทุนการศึกษาสำหรับกลุ่มนักเรียนทุนใหม่และนักเรียนทุนต่อเนื่องที่อาจจะเปลี่ยนชีวิตทั้งชีวิตของพวกเขาไปตลอดกาลได้แล้ว 3,879 ทุน แต่ในขณะนี้ยังมีนักเรียนยากไร้และขาดแคลนทั้งในกลุ่มนักเรียนทุนใหม่และนักเรียนทุนต่อเนื่องที่ยังรอรับทุนการศึกษาอีกอย่างน้อย 4,815 ทุน ภายใน 30 มิถุนายน 2569 ทั้งทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนที่เรียนดีแต่ยากจนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ทุนการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปลาย/อาชีวศึกษา ทุนการศึกษานักเรียนพิการเรียนร่วมในโรงเรียนปรกติ และทุนการศึกษานักเรียนกำพร้าใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ เพื่อให้นักเรียนที่ยังรอโอกาสเหล่านี้ได้สามารถเรียนต่อได้อย่างต่อเนื่องทั่วถึง โดยไม่ต้องถูกทิ้งไว้ข้างหลังเพียงเพราะความยากไร้ ขัดสนของครอบครัว”

    เด็กหญิงพิมพ์วิภา นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาจากโรงเรียนในจังหวัดชัยภูมิ 1 ในนักเรียนที่สมัครและผ่านการคัดเลือกเพื่อรับทุนการศึกษาในปีการศึกษา 2569 (ปีการศึกษาหน้า) เล่าว่า “หนูอาศัยอยู่ในบ้านที่เป็นเพิงสังกะสีกับตา ยาย น้องชาย และญาติรวมกัน 8 คน ส่วนแม่ที่แยกทางกับพ่อต้องไปทำงานก่อสร้างที่ต่างจังหวัดเพื่อส่งเงินมาให้ครอบครัว บ้านเราแทบไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใด ๆ แม้แม่จะส่งเงินมาให้ที่บ้านแต่ก็ไม่พอเพราะตาไม่สามารถทำงานได้ ป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงมาหลายปีและนอนติดเตียงตลอดเวลา ส่วนยายแม้ว่าเมื่อก่อนจะเคยทำงานรับจ้างมีรายได้บ้างแต่ปัจจุบันก็ไม่สามารถทำงานได้เหมือนเดิมเพราะมีโรคประจำตัวหลายโรค ดังนั้นเงินที่แม่ส่งมาให้จึงเป็นรายได้หลักของที่บ้าน เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ทั้งค่าอาหาร ค่าใช้จ่ายในบ้าน ค่าขนมของหนูและน้องเวลาไปโรงเรียน สำหรับหนูและน้องก็พยายามตั้งใจเรียน แบ่งเบาภาระตายายด้วยการช่วยทำงานบ้าน และในวันหยุดก็ไปรับจ้างทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่าที่พอจะทำได้เพื่อนำรายได้มาจุนเจือครอบครัว  หนูสมัครขอรับทุนการศึกษาเพราะหนูอยากเรียนต่อจนจบการศึกษา เพื่อจะได้มีงานทำในอนาคต และสามารถดูแลครอบครัวได้ค่ะ”

    นายสรรเพชรกล่าวเพิ่มเติมว่า “จากประสบการณ์การทำงานด้านการพัฒนาการศึกษา ให้แก่นักเรียนและโรงเรียนที่ขาดแคลนในพื้นที่ชนบทห่างไกลครอบคลุมพื้นที่ 61 จังหวัด ของประเทศไทย มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2530 มูลนิธิ EDF ในฐานะองค์กรสาธารณกุศลลำดับที่ 255 ของประเทศไทยตระหนักดีว่า โอกาสทางการศึกษา มีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยนักเรียนยากไร้ให้สามารถหลุดพ้นจากความยากจน ความยากไร้ได้อย่างยั่งยืน ให้มีอนาคตที่สดใส มีรอยยิ้ม ผมเชื่อว่าแม้เราอาจจะไม่เคยรู้จักนักเรียนที่เราสนับสนุนทุนการศึกษามาก่อน แต่หากเราได้เห็นพัฒนาการของนักเรียนจากผลการเรียน ได้ยินความซาบซึ้ง การตั้งใจเรียนของนักเรียนทุนที่พยายามไขว่คว้าเพื่อให้ตนเองมีอนาคตที่ดีจะเป็นความสุข ความปลาบปลื้ม เป็นพลังที่อิ่มเอมใจสำหรับผู้ให้ทุกคนตลอดไป นอกจากนั้นการสนับสนุนทุนการศึกษา ไม่เพียงช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวนักเรียน แต่ยังช่วยให้นักเรียนที่ยากไร้เหล่านี้มีพื้นที่ยืนอยู่ในระบบการศึกษา ได้เรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพ และเตรียมพร้อมสำหรับเส้นทางชีวิตในอนาคตอีกด้วย”

    ผู้สนใจที่ปรารถนาเห็นนักเรียนไทยที่ยากไร้ได้มีโอกาสเรียนหนังสือ อยู่ในระบบการศึกษา และมีอนาคตที่สดใส เปรียบเสมือนแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์สามารถส่งมอบโอกาสทางการศึกษาได้ที่ www.edfthai.org หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่อีเมล public@edfthai.org โทรศัพท์ 02-579-9209-11 (จันทร์-ศุกร์ 09.00-16.30 น.) หรือ Line: @edfthai

    ทั้งนี้มูลนิธิ EDF ดำเนินงานตั้งแต่ พ.ศ.2530 โดยมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพการศึกษาและคุณภาพชีวิตของเยาวชนไทยที่ยากจน รวมทั้งร่วมกับองค์กรต่าง ๆ จัดกิจกรรมซีเอสอาร์พัฒนาโรงเรียน และชุมชนในพื้นที่ต่าง ๆ ในประเทศไทย โดยการดำเนินงานของมูลนิธิเป็นที่ยอมรับและได้รับรางวัล เช่น รางวัลยอดเยี่ยมองค์กรพัฒนาเอกชนแห่งประเทศไทยประเภทองค์กรขนาดใหญ่จากมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์  สถาบันคีนันแห่งเอเชีย  และ เดอะ รีซอร์ส  อัลลิอันซ์ รางวัลประกาศนียบัตรองค์กรสาธารณกุศลระดับ  5 ดาว ในการดำเนินงานและบริหารงานด้วยหลักธรรมาภิบาล มีประสิทธิภาพทางการเงิน และมีความโปร่งใสจากสมาคมกิฟวิ่ง แบค และประกาศนียบัตรรับรองการดำเนินงานด้านองค์กรที่ดำเนินงานโดยไม่แสวงผลกำไรจาก Charity Aids Foundation Group (CAF America) ซึ่งมอบให้องค์กรสาธารณกุศลทั่วโลกที่ผ่านการตรวจสอบมาตรฐานการดำเนินงานครอบคลุมหลักธรรมาภิบาล  จดทะเบียนถูกต้อง รายงานการเงินประจำปีมีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ รวมทั้งเงินบริจาคและเงินสนับสนุนที่ส่งมอบให้มูลนิธิได้รับการนำไปใช้อย่างถูกต้องตรงตามวัตถุประสงค์เพื่อสาธารณกุศลอย่างแท้จริง เป็นต้น

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/25/620198/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3T-N9kO1d2Lx7odM9IgMxC

  • GULF เปิดนิทรรศการ Empowering Me ถ่ายทอดความงามที่แท้จริง

    GULF เปิดนิทรรศการ Empowering Me ถ่ายทอดความงามที่แท้จริง

    GULF เปิดรันเวย์ศิลปะ ชวนศิลปินรุ่นใหม่จาก 10 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ สร้างสรรค์งานศิลป์ ถ่ายทอดตัวตนเหนือรูปลักษณ์ เพื่อสร้างสังคมที่ยอมรับกันด้วยใจ

    GULF เปิดนิทรรศการ Empowering Me ถ่ายทอดความงามที่แท้จริง

    ในสังคมที่มักตัดสินกันด้วย “ภาพลักษณ์” ภายนอก หลายครั้งที่ผู้มีความผิดปกติบนใบหน้าต้องเผชิญกับสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามหรืออคติ แต่ในความเป็นจริง ภายใต้รูปลักษณ์ที่แตกต่างนั้น กลับมีความฝันที่ยิ่งใหญ่ ตัวตนที่เข้มแข็ง และหัวใจที่งดงามซ่อนอยู่

    และเพื่อเป็นการกะเทาะเปลือกนอก และให้สังคมได้สัมผัสถึง “เนื้อแท้” ของเพื่อนมนุษย์ “บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)” หรือ “GULF” จึงได้ชวน 10 ศิลปินรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นนิสิตนักศึกษาจาก 10 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ มาร่วมสร้างสรรค์ผลงานศิลปะภาพวาดเชิงสัญญะ (Symbolism Art) เพื่อถ่ายทอด “ตัวตน” และ “ความฝัน” จากชีวิตจริงของผู้มีความผิดปกติบนใบหน้าที่อยู่ในความดูแลของ “ศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย” พร้อมจัดนิทรรศการ ภายใต้ชื่อ “Empowering Me – A power of identity beyond appearances: นี่คือฉัน งดงามอย่างที่ฉันเป็น” ณ ชั้น 3 AIS SIAM สยามสแควร์ เพื่อส่งต่อพลังบวกและสร้างการยอมรับในสังคมอย่างยั่งยืน

    1 ทศวรรษของการเดินทาง จากรักษาสู่การสร้าง “พื้นที่ยืน” ในสังคม

    โดยนิทรรศการ Empowering Me นี่คือฉัน งดงามอย่างที่ฉันเป็น ไม่ได้เป็นเพียงงานศิลปะทั่วไป แต่คือ หมุดหมายสำคัญในวาระครบรอบ 10 ปี ที่ GULF ร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานของศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ศูนย์กลางของการรักษาความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งดูแลผู้ป่วยมากกว่า 3,000 ราย

    ตลอดระยะเวลากว่า 1 ทศวรรษที่ผ่านมา GULF ได้มอบงบประมาณสนับสนุนไปแล้วกว่า 20 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งค่าใช้จ่ายในการรักษา การเดินทาง และการมอบทุนการศึกษาภายใต้โครงการ “หนึ่งทุน หนึ่งฝัน ปั้นอนาคต” เพื่อให้น้อง ๆ ที่มีความผิดปกติบนใบหน้ามีโอกาสเข้าถึงการศึกษาสูงสุดตามศักยภาพ แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้การรักษาทางร่างกาย คือการ “เยียวยาทางจิตใจ” และการสร้างสังคมที่พร้อมจะโอบกอดพวกเขาด้วยความเข้าใจ

    10 ศิลปินรุ่นใหม่ ถ่ายทอด “ตัวตน – ความฝัน” ผ่านปลายพู่กัน

    GULF จึงได้เปิดพื้นที่ให้ศิลปินรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นนิสิตนักศึกษาจาก 10 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ได้สร้างสรรค์ผลงานที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องราวชีวิตจริงของผู้มีความผิดปกติบนใบหน้า เพื่อถ่ายทอดเป็นงานศิลปะที่เต็มไปด้วยความหมาย สะท้อนถึง “ความงามที่แท้จริงอยู่ภายใน”

    นอกจากผลงานภาพวาดเชิงสัญญะที่สวยงามแล้ว ในนิทรรศการนี้ยังมีการจัดแสดงในรูปแบบ Digital Immersive ที่ใช้แสง สี และเสียง เข้ามามีส่วนร่วม ทำให้ผู้ชมไม่ได้เป็นเพียงคนดู แต่เหมือนได้ก้าวเข้าไปอยู่ในโลกแห่งจินตนาการและความรู้สึกของน้อง ๆ ผู้มีความผิดปกติบนใบหน้า ได้อย่างแท้จริง

    อย่างไรก็ตาม Empowering Me จึงไม่ใช่แค่นิทรรศการแสดงผลงานศิลปะที่ช่วยลดอคติ สร้างความเข้าใจ และสร้างสังคมที่ยอมรับกันด้วยหัวใจ เพราะทุกคนมีความงดงามในแบบของตัวเองเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ให้คนรุ่นใหม่ได้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะ พร้อมบอกกับสังคมว่า “รูปลักษณ์อาจแตกต่าง แต่หัวใจและความฝันของเราเท่าเทียมกัน”

    10 ผลงานศิลปินรุ่นใหม่ ที่ถ่ายทอด “ตัวตน-ความฝัน” ผู้มีความผิดปกติบนใบหน้า

    GULF เปิดนิทรรศการ Empowering Me ถ่ายทอดความงามที่แท้จริง

    1) “นกโบยบิน” ผลงาน “พิชญาพร เมืองใจ” นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ถ่ายทอดความฝันของ “น้องนิว – ด.ญ.ปิยนุช แซ่ฉั่ว” ที่หวังว่าสักวันหนึ่งเธอจะได้โบยบินไปให้ถึงฝันเช่นเดียวกับนกบนฟากฟ้า

    GULF เปิดนิทรรศการ Empowering Me ถ่ายทอดความงามที่แท้จริง

    2) “Hue Heart” ผลงาน “มนพัทธ์ คำสี” นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ถ่ายทอดตัวตน “น้องคิว – นายภาคิน โซ๊ะเลาะ” ที่เปรียบตนเองดั่งต้นไม้ ไม่ว่าจะผ่านร้อนหรือผ่านหนาว สุดท้ายมันก็ยังยืนหยัดในตัวตน เพื่อวันหนึ่งจะกลายเป็นป่าใหญ่ที่งดงามและแข็งแกร่ง

    GULF เปิดนิทรรศการ Empowering Me ถ่ายทอดความงามที่แท้จริง

    3) “The Safe Space” ผลงาน “ปริณดา อำนาจผูก” นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่เล่าเรื่องราวความรัก ความผูกพันระหว่าง “น้องปูนปั้น – ด.ช.ธีรโชติ แก้วเผือก” และคุณแม่ ก่อให้เกิดเป็นพลังพาลูกก้าวผ่านการเยียวยา จนนำไปสู่อนาคตที่งดงาม

    GULF เปิดนิทรรศการ Empowering Me ถ่ายทอดความงามที่แท้จริง

    4) “ชีวิต จักรวาล” ผลงาน “วัชรกรณ์ มีอำมาตย์” นิสิตชั้นปีที่ 4 คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ได้แรงบันดาลใจจาก “น้องหยก – ด.ช.ธนทรัพย์ อ่อนน้อม” สะท้อนการมองโลกในแง่บวก และการมีจิตใจที่แข็งแกร่ง พร้อมจะเติบโตขึ้นไปในสังคมอย่างมั่นคง

    GULF เปิดนิทรรศการ Empowering Me ถ่ายทอดความงามที่แท้จริง

    5) “Grace of Hope” ผลงาน “อณุวัฒน์ ธุระโส” นิสิตชั้นปีที่ 1 คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สะท้อนตัวตนของ “น้องอ๋อมแอ๋ม – น.ส.ณีรนุช สุริเตอร์” ที่มีความแข็งแกร่ง สามารถฝ่าฟันทุกสถานการณ์ที่ผ่านเข้ามาและก็ยืนหยัดที่จะอยู่ด้วยตนเองได้

    GULF เปิดนิทรรศการ Empowering Me ถ่ายทอดความงามที่แท้จริง

    6) “From Me to Me” ผลงาน “สิริอาภา อิทธิสวัสดิ์” นักศึกษาชั้นปีที่ 4 วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ถ่ายทอดเรื่องราวของ “น้องตัวเล็ก – น.ส.สุภัสสร อิ่มโอษฐ” กับความพยายามเพื่อก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย ความฝันและการเติบโตอีกขั้นของชีวิตที่กำลังจะมาถึง

    GULF เปิดนิทรรศการ Empowering Me ถ่ายทอดความงามที่แท้จริง

    7) “Glad we met” ผลงาน “วิภวาณี บูรณะพล” นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ถ่ายทอดความฝันของ “น้องติว – ด.ช.ธนวัฒน์ อ่ำขำ” ที่กำลังเติบโต และพร้อมทำให้ฝันกลายเป็นจริง

    GULF เปิดนิทรรศการ Empowering Me ถ่ายทอดความงามที่แท้จริง

    8) “Light Remains” ผลงาน “กันซดา ล่อเต๊ะ” นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่สะท้อนตัวตนและความงดงามของ “น้องมายด์ – น.ส.ญาณิศา นาคสิทธิ์” ที่สดใส ร่าเริง พร้อมจะส่องแสงสว่างและให้ความอบอุ่นแก่คนรอบข้าง

    GULF เปิดนิทรรศการ Empowering Me ถ่ายทอดความงามที่แท้จริง

    9) “แสงที่ผลิ” ผลงาน “ปฏิภาณ ลาป่าน” นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้รับแรงบันดาลใจของ “น้องแบงค์ – ณัฐนนท์ ประมูลศรี” กับเส้นทางแห่งความฝันในการเป็นคุณครู ที่กำลังเบ่งบานด้วยความพยายาม

    GULF เปิดนิทรรศการ Empowering Me ถ่ายทอดความงามที่แท้จริง

    และ 10) “ดอกไม้” ผลงาน “เบญญาภา สวนไธสง” นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี สะท้อนพลังบวกของ “น้องเอิร์น – ด.ญ.อุไรรัตน์ ขุนอินทร์” ที่ผลิบานอยู่ข้างในตัวตนของเธอ และพร้อมที่จะส่งต่อไปให้แก่ผู้อื่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-life/738476&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1l-2is7p_jtdM1J1DMdaeR

  • เร่งไขปริศนาหลุมศพหมู่อายุ 2,800 ปีในเซอร์เบีย พบส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็กถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยม

    เร่งไขปริศนาหลุมศพหมู่อายุ 2,800 ปีในเซอร์เบีย พบส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็กถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยม

    การค้นพบหลุมศพหมู่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ทางเหนือของเซอร์เบีย กำลังสร้างความตกตะลึงให้วงการโบราณคดีโลก หลังพบข้อมูลใหม่ว่าเหยื่อส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็ก ซึ่งถูกสังหารอย่างโหดร้าย

    หลุมศพแห่งนี้มีชื่อว่า Gomolava นับเป็นหนึ่งในหลุมศพหมู่แบบเหตุการณ์ครั้งเดียว ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปยุคก่อนประวัติศาสตร์ โดยนักโบราณคดีพบร่างผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 77 ราย ถูกทุบตีและแทงจนเสียชีวิตในช่วงยุคเหล็ก 

    ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นักวิชาการตั้งข้อสงสัยว่าเหตุสังหารหมู่ครั้งนี้อาจเป็นฝีมือของชนเผ่าคู่ขัดแย้ง แต่ผลการวิเคราะห์ทางพันธุกรรมล่าสุดกลับหักล้างสมมติฐานดังกล่าว

    นักวิจัยใช้เทคนิคสมัยใหม่ ทั้งการวิเคราะห์ DNA การตรวจคอลลาเจนและเคลือบฟัน รวมถึงการศึกษาบาดแผลบนกระดูก เพื่อถอดรหัสเรื่องราวก่อนวาระสุดท้ายของเหยื่อ จนพบว่าเหยื่อส่วนใหญ่ ไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกัน และมีหลักฐานว่าพวกเขาเติบโตมาจากถิ่นฐานต่างกันโดยสิ้นเชิง ทั้งรูปแบบอาหารที่บริโภคและองค์ประกอบทางเคมีในฟันชี้ว่า คนเหล่านี้ไม่ได้อาศัยอยู่ร่วมกันในชุมชนเดียวเป็นเวลานาน

    ข้อมูลที่เปิดเผยล่าสุดสร้างความสะเทือนใจอย่างยิ่ง เพราะเหยื่อส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุระหว่าง 1–12 ปี จำนวนมากถึงเกือบทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีวัยรุ่น 11 คน และผู้ใหญ่ราว 24 คน โดย 87% ของผู้เสียชีวิตเป็นเพศหญิง และพบเด็กทารกเพศชาย 1 ราย

    นักวิชาการเชื่อว่า นี่อาจเป็นตัวอย่างของการสังหารแบบเลือกเพศและวัย เพื่อแสดงอำนาจและควบคุมทรัพยากรในช่วงความขัดแย้งขนาดใหญ่ที่หลายชุมชนในยุคนั้นต้องเผชิญ

    ดร.ลินดา จากมหาวิทยาลัยแห่งเอดินเบอระ  (University of Edinburgh) อธิบายว่าการสังหารอย่างโหดเหี้ยมและการจัดพิธีฝังศพในเวลาต่อมา อาจสะท้อนความพยายามสร้างดุลอำนาจ และประกาศอำนาจเหนือที่ดินและทรัพยากร

    สิ่งที่ยิ่งเพิ่มความลึกลับคือ หลักฐานชี้ว่ามีการใช้เวลาและทรัพยากรจัดเตรียมสถานที่ฝังศพอย่างพิถีพิถัน เหยื่อถูกฝังพร้อมเครื่องประดับส่วนตัว รวมถึงเครื่องประดับโลหะที่ผลิตจากแหล่งแร่ในพื้นที่

    ซึ่งดร.แบร์รี มอลโลย์ จาก มหาวิทยาลัยคอลเลจดับลิน (University College Dublin) ระบุว่าการวิเคราะห์สมัยใหม่ไม่เพียงแค่ช่วยให้เราเข้าใจการตายอย่างรุนแรงของพวกเขา แต่ยังเข้าใจบริบทก่อนเกิดเหตุ และผลกระทบหลังจากนั้น

    เขาเสริมว่า การฝังศพถูกจัดวางบนเนินชุมชนที่โกโมลาวา เสมือนสร้างอนุสรณ์ถาวรที่ผู้คนในยุคนั้นต้องพบเห็นอยู่เสมอ ราวกับเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจและความทรงจำของเหตุการณ์นองเลือด

    งานศึกษาครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง University of Edinburgh, University College Dublin, University of Copenhagen และ Museum of Vojvodina ก่อนเผยแพร่ในวารสารวิชาการชั้นนำเนเจอร์ ฮิวแมน บีเฮฟวิเออร์ (Nature Human Behaviour) ซึ่งถึงแม้จะคลี่คลายปริศนาได้บางส่วน แต่ยังคงไม่มีคำตอบว่า ใครคือผู้ลงมือและวัตถุประสงค์ของการคร่าชีวิตเด็กและผู้หญิงจำนวนมากนี้มีขึ้นเพื่ออะไร.

    ที่มา : The sun

    คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ หลุมศพหมู่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2916289&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uzx8wewurGQylU1tVPMGN

  • บูรณาการภาษาต่างประเทศกับ SDG17: พลเมืองโลกยุคใหม่ที่คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม – คณะศิลปศาสตร์

    บูรณาการภาษาต่างประเทศกับ SDG17: พลเมืองโลกยุคใหม่ที่คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม – คณะศิลปศาสตร์

    บูรณาการภาษาต่างประเทศกับ SDG17: สร้างพลเมืองโลกยุคใหม่ที่ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม

    ฮัลโหลชาวแก๊งค์! เด็ก คณะศิลปศาสตร์ SPU ทุกคนนน 👋 เคยรู้สึกมั้ยว่าสกิลภาษาที่เราเรียนกันทุกวันนี้มันเจ๋งกว่าแค่ใช้สั่งกาแฟหรือดูซีรีส์แบบไม่พึ่งซับ? บอกเลยว่า “ใช่!” เพราะพลังแห่งภาษานี่แหละ คือกุญแจดอกสำคัญที่จะพาเราไปสู่การเป็น “พลเมืองโลก” และร่วมขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs ได้อย่างทรงพลัง! วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันว่าการเรียนที่ มหาวิทยาลัยศรีปทุม จะเปลี่ยนเราให้เป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้ได้ยังไง โดยเฉพาะกับ SDG ข้อที่ 17!

    SDG17 คืออะไร? ทำไมต้อง Partnership? 🤝

    เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals – SDGs) มีทั้งหมด 17 ข้อ และข้อสุดท้ายที่เราจะโฟกัสกันก็คือ SDG17: Partnerships for the Goals หรือ “ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” นั่นเอง!

    พูดง่ายๆ ก็คือ โลกเราจะดีขึ้นไม่ได้เลยถ้าทุกคนต่างคนต่างทำ SDG17 เลยเป็นเหมือนกาวใจที่บอกว่า “เรามาจับมือกันเถอะ!” ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล องค์กร หรือแม้กระทั่งคนตัวเล็กๆ อย่างเราๆ เพื่อสร้างโลกที่ดีกว่าเดิมไปด้วยกัน และเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการสร้างความร่วมมือคืออะไรเอ่ย?… ก็ “การสื่อสาร” ไงล่ะ! และนั่นคือจุดที่ชาว คณะศิลปศาสตร์ จะเฉิดฉาย!

    ภาษา + คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม = สูตรสำเร็จพลเมืองโลก! 🚀

    ที่ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม เราไม่ได้สอนแค่ท่องศัพท์หรือไวยากรณ์ แต่เราสอนให้คุณใช้ภาษาเป็นสะพานเชื่อมโลก!

    • ทลายกำแพงการสื่อสาร: ไม่ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษ จีน หรือญี่ปุ่น การที่เราสื่อสารกับผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรมได้โดยตรง คือก้าวแรกของการสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระดับโลก
    • เข้าใจความต่าง สร้างความเห็นอกเห็นใจ: การเรียนภาษาคือการเรียนรู้วัฒนธรรม ความคิด และมุมมองที่แตกต่าง สิ่งนี้ช่วยให้เรามี Empathy และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับคนอื่นอย่างเคารพซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นหัวใจของ SDG17 เลย!
    • เปิดประตูสู่โอกาสระดับนานาชาติ: สกิลภาษาทำให้เราสามารถเข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยน, งานอาสาสมัครระหว่างประเทศ, หรือแม้แต่ทำงานในองค์กรระดับโลกได้ง่ายขึ้น ทั้งหมดนี้คือการสร้าง Partnership ในชีวิตจริง!

    แล้วมันสำคัญกับเราชาว SPU ยังไง? ✨

    การเชื่อมโยงทักษะภาษากับเป้าหมายระดับโลกแบบนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องเท่ๆนะ แต่มันมีประโยชน์กับอนาคตของเราโดยตรง!

    • โปรไฟล์ปังกว่าใคร: ในตลาดงานยุคใหม่ คนที่เข้าใจประเด็นปัญหาระดับโลกและสื่อสารข้ามวัฒนธรรมได้ คือคนที่องค์กรต่างๆ ต้องการตัว
    • เป็นมากกว่านักศึกษา: เราจะเป็นบัณฑิตจาก SPU ที่มี Global Mindset พร้อมสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคม
    • สร้าง Impact ได้จริง: เราสามารถใช้ทักษะของเราเข้าร่วมโครงการดีๆ ที่ช่วยแก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมได้จริง!

    อยากรู้ว่าหลักสูตรของเราจะปั้นเธอให้เป็นพลเมืองโลกได้ยังไง? ลองเข้ามาดู หลักสูตรสุดเจ๋งของคณะศิลปศาสตร์ SPU ได้เลย! และสำหรับใครที่อยากศึกษาเรื่อง SDGs เพิ่มเติม สามารถเข้าไปดูข้อมูลจากแหล่งที่เป็นทางการอย่าง United Nations Sustainable Development Goals ได้เลยนะ!

    เห็นมั้ยว่าการเป็นนักศึกษา คณะศิลปศาสตร์ SPU มันเจ๋งและมีความหมายมากกว่าที่เราคิด! มาใช้พลังแห่งภาษาที่เรามี เปลี่ยนแปลงโลกให้น่าอยู่ขึ้น…ไปด้วยกันนะทุกคน! ❤️🌍

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spu.ac.th/fac/liberal-arts/news-activity/20610/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1p3f5eFxkjMLQgME-KG_Hq

  • SCB EIC ปรับเพิ่ม GDP ไทยปี 2569 เป็น 1.8% ตามแรงหนุนส่งออกและลงทุนเอกชนที่มีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้น ภายใต้แนวโน้มเศรษฐกิจโลกและเสถียรภาพการเมืองในประเทศที่ดีขึ้น – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    SCB EIC ปรับเพิ่ม GDP ไทยปี 2569 เป็น 1.8% ตามแรงหนุนส่งออกและลงทุนเอกชนที่มีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้น ภายใต้แนวโน้มเศรษฐกิจโลกและเสถียรภาพการเมืองในประเทศที่ดีขึ้น – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Key highlights

    • SCB EIC ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 1.8% (เดิม 1.5%)
      • เศรษฐกิจไทยปีนี้ได้รับแรงหนุนมากขึ้นเทียบกับมุมมองเดิม ณ ธ.ค. 2568
        • มูลค่าส่งออกมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้น ตามเศรษฐกิจและการค้าโลกที่ขยายตัวดีขึ้น จากแรงส่งการลงทุนเทคโนโลยี AI และอุปสงค์สินค้าที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้
          แรงหนุนวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังมีต่อเนื่อง
        • ลงทุนภาคเอกชนเร่งตัว จากการลงทุนจริงที่เร่งตัวขึ้นตามเม็ดเงินลงทุนทางตรงจากต่างประเทศที่ไหลเข้ามาในช่วงก่อนหน้า และการก่อสร้างที่มีแนวโน้มฟื้นตัว สะท้อนจากตัวเลขพื้นที่เชิงพาณิชย์และการตั้งโรงงาน
        • อย่างไรก็ดี แรงส่งภาครัฐปีนี้จะชะลอตัวลงบ้างจากที่เคยประเมินไว้ หลังเร่งเบิกจ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากในช่วงไตรมาส 4 ปี 2568
      • แม้มุมมองเศรษฐกิจไทยปี 2569 ปรับดีขึ้นบ้าง แต่ยังมีทิศทางชะลอลงจากปีก่อน
        และขยายตัวต่ำกว่าอดีตมาก
        • ไทยยังเผชิญแรงกดดันสำคัญจากภายนอกและภายในประเทศ เช่น ประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ ความเปราะบางของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ
        • ขณะที่แรงหนุนจากการใช้จ่ายภาครัฐมีจำกัดจากพื้นที่การคลังที่น้อยลง และยังต้องจับตาประเด็นความยั่งยืนหนี้สาธารณะที่อาจส่งผลกระทบต่อการจัดอัน Credit rating ประเทศอีกด้วย
      • กนง. มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยนโยบายอีก 1 ครั้งไปอยู่ที่ 1% ภายในกลางปีนี้ และจะคงดอกเบี้ยระดับต่ำไว้ตลอดช่วงที่เหลือของปี เพื่อลดความตึงตัวของภาวะการเงินและสนับสนุนเศรษฐกิจ ควบคู่กับการออกมาตรการการเงินเฉพาะจุดของภาครัฐ เช่น มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ มาตรการปรับโครงสร้างหนี้ และมาตรการค้ำประกันความเสี่ยงเครดิต
    • SCB EIC ประเมินว่า ผลเลือกตั้งที่ออกมาชัดเจนช่วยลดความเสี่ยงทางการเมืองลง โดยจะเพิ่มเสถียรภาพรัฐบาล ในกรณีฐานที่รัฐบาลใหม่จะพร้อมเริ่มงานในเดือน พ.ค. 2569 และการประกาศใช้ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 อาจล่าช้าเพียง  1-2 เดือน
      • ในกรณีฐาน พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลและเสนอชุดนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นควบคู่กับนโยบายแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาว ท่ามกลางพื้นที่การคลังที่มีจำกัด จากแนวโน้มหนี้สาธารณะที่ใกล้ชนเพดานและความเสี่ยงเครดิตเรตติงสูงขึ้น
      • อย่างไรก็ดี ยังมีความเสี่ยงทางการเมืองที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะกรณีบาร์โคดบนบัตรเลือกตั้ง อาจทำให้สามารถระบุตัวตนผู้ใช้สิทธิได้และอาจขัดต่อกฎหมายเลือกตั้ง นำไปสู่เลือกตั้งใหม่
    • SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจโลกในปี 2569 จะขยายตัว 2.7% สูงกว่าคาดการณ์เดิมที่ 2.5%
      • เศรษฐกิจโลกปี 2569 จะขยายตัวต่อเนื่อง จากกระแสการลงทุนและการค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่ช่วยลดทอนผลกระทบจากแรงกดดันภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายกีดกันทางการค้า
      • ภาวะการเงินโลกผ่อนคลายจากปีก่อน กลับไปใกล้ระดับก่อนวิกฤติโควิด -19 แต่การลดดอกเบี้ยเพื่อผ่อนคลายภาวะการเงินเพิ่มเติมอาจทำได้อีกไม่มาก บางประเทศยังมีความเสี่ยงเงินเฟ้อสูง เช่น สหรัฐฯ โดย Fed มีแนวโน้มทยอยลดดอกเบี้ยนโยบายรวม 0.5% ในปีนี้ ขณะที่ ECB มีท่าทีคงดอกเบี้ยไว้ที่ 2% ตลอดปี ส่วน BOJ จะทยอยขึ้นดอกเบี้ยสู่ 1.25%

    ตลอดจนแรงหนุนวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังมีต่อเนื่อง จากกระแสการลงทุนด้าน AI และเทคโนโลยีขั้นสูงทั่วโลก สะท้อนจากยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในปี 2568 ที่สูงเป็นประวัติการณ์ราว 1.9 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 67%YOY โดยเฉพาะความสนใจลงทุนในอุตสาหกรรมศักยภาพสูง เช่น Data center ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) เครื่องใช้ไฟฟ้า และการผลิตที่เกี่ยวเนื่องกับรถยนต์ EV ส่งผลให้การก่อสร้างภาคเอกชน เช่น สิ่งปลูกสร้างเชิงพาณิชย์และโรงงานมีแนวโน้มเติบโตตาม

    ในกรณีฐาน ไทยจะได้รัฐบาลใหม่ที่มีเสถียรภาพและพร้อมปฏิบัติหน้าที่ในเดือน พ.ค. 2569 โดยยังมีความเสี่ยงการเมืองที่ต้องติดตาม พรรคภูมิใจไทยมีแนวโน้มเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพขึ้น สร้างความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ และลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนการเมืองไทยลงได้บ้าง โดยรัฐบาลใหม่จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ในเดือน พ.ค. หลังแถลงนโยบาย และอาจประกาศใช้ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 ล่าช้าบ้างราว 1-2 เดือน ซึ่งจะกระทบความต่อเนื่องของเม็ดเงินลงทุนภาครัฐในช่วงไตรมาส 4 โดยนโยบายพรรคภูมิใจไทยและพรรคร่วมรัฐบาลมุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นควบคู่กับแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ภายใต้ข้อจำกัดด้านการคลังจากหนี้สาธารณะที่ใกล้ชนเพดานและความเสี่ยงเครดิตเรตติง คาดหวังว่าทิศทางการผลักดันนโยบายแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างประเทศระยะยาวจะมีความชัดเจนขึ้นหลังรัฐบาลแถลงนโยบาย

    อย่างไรก็ดี ยังคงมีความเสี่ยงทางการเมืองต้องติดตามในระยะข้างหน้า จากกรณีบาร์โคดบนบัตรเลือกตั้งที่อาจนำไปสู่ข้อถกเถียงทางกฎหมายและการจัดเลือกตั้งใหม่ รวมถึงความเป็นไปได้ในการปรับปรุงร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 ให้สอดคล้องกับแนวนโยบายรัฐบาลใหม่ ซึ่งอาจทำให้การประกาศใช้ล่าช้าไปต้นปีหน้า

    อัตราดอกเบี้ยนโยบายไทยจะปรับลดลงอีกสู่ 1% ภายในกลางปีนี้

    SCB EIC ประเมิน กนง. อาจลดดอกเบี้ยได้อีก 1 ครั้งภายในกลางปีนี้ และจะคงไว้ที่ระดับ 1% ตลอดช่วงที่เหลือของปี เพื่อลดความตึงตัวของภาวะการเงิน โดยเฉพาะในภาคครัวเรือนและธุรกิจ SMEs ที่ยังเปราะบาง ท่ามกลางสถานการณ์สินเชื่อที่ยังคงหดตัวเป็นวงกว้าง และคุณภาพสินเชื่อที่ยังไม่ปรับดีขึ้น นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย 1-3% อย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งสะท้อนภาวะอุปสงค์ในประเทศที่ซบเซา นอกจากนี้ มาตรการการเงินเฉพาะจุดของภาครัฐ เช่น มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ มาตรการปรับโครงสร้างหนี้ และมาตรการลดความเสี่ยงเครดิตผ่านกลไกค้ำประกัน จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของนโยบายการเงิน

    เศรษฐกิจโลกปี 2569 จะขยายตัวต่อเนื่อง จากกระแสการลงทุนและการค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI ท่ามกลางแรงกดดันภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายกีดกันทางการค้า

    SCB EIC ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2569 จะขยายตัว 2.7% สูงกว่าคาดการณ์เดิมที่ 2.5% จากแรงส่งการลงทุนในเทคโนโลยี AI และอุปสงค์ต่อสินค้าที่เกี่ยวข้อง เศรษฐกิจที่จะได้รับประโยชน์หลัก ได้แก่ เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะขยายตัวดี 2.2% จากกระแสการลงทุนของกลุ่ม Hyperscaler เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจเอเชียตะวันออก-ตะวันออกเฉียงใต้ จะได้รับอานิสงส์จากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตสูงตามกระแสการลงทุนดิจิทัล โดยประเมินว่า 5 เศรษฐกิจหลักของภูมิภาคอาเซียนจะขยายตัวสูง 5.1% และเศรษฐกิจเอเชียอื่น ๆ จะยังเติบโตได้ เช่น เศรษฐกิจจีน มีแนวโน้มขยายตัว 4.6% ตามการเติบโตของการส่งออกนอกตลาดสหรัฐฯ เศรษฐกิจญี่ปุ่น จะขยายตัว 0.9% ส่วนหนึ่งจากมาตรการการคลังเชิงรุกที่ชัดเจนขึ้นหลังพรรค LDP ชนะเลือกตั้งถล่มทลาย ขณะที่เศรษฐกิจอินเดีย มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง 6.5% หลังบรรลุข้อตกลงลดอัตราภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ จาก 50% เหลือ 18%

    นโยบายการเงินโลกผ่อนคลายได้อีกไม่มากจากความเสี่ยงเงินเฟ้อในบางประเทศ โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มทยอยลดดอกเบี้ยอีกรวม 0.5% ในปีนี้ และจะคงไว้ในระดับนี้ ซึ่งนับว่าสูงกว่าช่วงก่อนโควิด-19 ขณะที่การเสนอชื่ออดีตสมาชิกคณะกรรมการผู้ว่าการ Fed (Kevin Warsh) เพื่อดำรงตำแหน่งประธาน Fed คนต่อไปช่วยลดความกังวลของนักลงทุนต่อแนวนโยบาย Fed ในระยะข้างหน้าได้บ้าง แต่ความเป็นอิสระของ Fed ยังคงเป็นประเด็นที่ตลาดติดตาม ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะทยอยขึ้นดอกเบี้ยสู่ 1.25% ในปีนี้ หลังทิศทางการปรับขึ้นค่าจ้างประจำปีชัดเจนขึ้น ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีแนวโน้มคงดอกเบี้ย 2% ไว้ทั้งปี โดยเงินเฟ้อของกลุ่มประเทศ Euro Area ส่วนใหญ่ทยอยลดลงเข้าสู่กรอบเป้าหมาย 2% แล้ว ในภาพรวมภาวะการเงินโลกจะผ่อนคลายกว่าปีก่อนกลับไปใกล้ระดับก่อนวิกฤติโควิด -19 ทั้งนี้การลดดอกเบี้ยเพื่อผ่อนคลายภาวะการเงินโลกเพิ่มเติมอาจทำได้อีกไม่มาก เพราะบางประเทศยังมีแรงกดดันเงินเฟ้อสูงอยู่

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/25/620227/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NRyDGlS2solJ1ERLWo3BX

  • แบงก์ชาติ ชี้เศรษฐกิจไทยโตต่ำเรื้อรัง คาดปี 2569 โต 1.9%

    แบงก์ชาติ ชี้เศรษฐกิจไทยโตต่ำเรื้อรัง คาดปี 2569 โต 1.9%

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนา ‘THAILAND ECONOMIC DRIVES 2026’ จัดโดย โพสต์ทูเดย์ ระบุว่า ไทยยังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างมากมาย แต่เชื่อว่ายังมีความหวังสำหรับเศรษฐกิจไทย หากดูจากตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาส 4/2568 ที่ผ่านมาเติบโตดีกว่าคาด ทำให้คาดการณ์การขยายตัวของจีดีพีปีนี้จากเดิมที่คาดไว้ที่ 1.5% อาจปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.9% อย่างไรก็ตาม หากดูภาพเศรษฐกิจไทยปัจจุบันอยู่ในจุดที่เศรษฐกิจโตต่ำลงอย่างต่อเนื่องจากที่เคยโต 8% ลดลงมาเหลือเพียงประมาณ 1.9% ในปีนี้

    แบงก์ชาติ ชี้เศรษฐกิจไทยโตต่ำเรื้อรัง คาดปี 2569 โต 1.9%

    “หากดู Potential GDP ของไทยอยู่ที่ 2.7% แต่โจทย์สำคัญ คือ การผลักดันให้ GDP ที่คาดการณ์ไว้ 1.9% ขึ้นไปแตะระดับศักยภาพที่ 2.7% ดังนั้นสิ่งที่สำคัญต้องมาจากการปฏิรูปโครงสร้างเพื่อขยายศักยภาพให้สูงขึ้นเป็น 3.5% หรือ 4% ซึ่งการไปสู่ระดับนั้นได้ต้องอาศัยการลงทุนใหม่ๆ การเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน”

    อย่างไรก็ตาม ปัญหาหลักเศรษฐกิจไทยปัจจุบัน คือ การเติบโตระดับต่ำ ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน ทั้งจากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่แม้ล่าสุดลดลงมาอยู่ที่ 86-87% ของ GDP จาก 92% มาจากจีดีพีที่เติบโตขึ้น แต่ตัวหนี้ที่เป็นเม็ดเงินจริงยังคงสูงถึง 16 ล้านล้านบาท และไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่า คือ คุณภาพของหนี้เสียหรือคุณภาพหนี้แย่ลง โดยพบสัดส่วนหนี้เสียและปัญหาจากคุณภาพหนี้มีเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้ง ยังมีปัญหาเรื่องการปล่อยสินเชื่อที่ติดลบต่อเนื่อง โดยภาพรวมติดลบมาแล้ว 6 ไตรมาส และในกลุ่มเอสเอ็มอีติดลบต่อเนื่องถึง 14 ไตรมาส

    แบงก์ชาติ ชี้เศรษฐกิจไทยโตต่ำเรื้อรัง คาดปี 2569 โต 1.9% แบงก์ชาติ ชี้เศรษฐกิจไทยโตต่ำเรื้อรัง คาดปี 2569 โต 1.9% แบงก์ชาติ ชี้เศรษฐกิจไทยโตต่ำเรื้อรัง คาดปี 2569 โต 1.9%  

    นอกจากปัญหาด้านหนี้สินแล้ว ไทยยังมีอุปสรรคอื่นๆ เช่น ปัญหาทุนสีเทา แก๊งค์สแกมเมอร์ ขีดความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง ฯลฯ ดังนั้น ธปท. ต้องปรับบทบาทจากเดิม ที่เน้นการใช้ดอกเบี้ยนโยบายเป็นเครื่องมือหลักในการดูแลเสถียรภาพทางการเงินมาช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างโดยตรงมากขึ้น

    มาตรการแรกๆ ที่ธปท. ทำไปแล้ว คือ การแก้ปัญหาหนี้ NPL ที่มียอดต่ำกว่า 100,000 บาท เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้จากธนาคารพาณิชย์กลุ่มแรก 1.1 ล้านคน มาตรการที่สอง คือ แก้ปัญหาสินเชื่อ SMEs ที่ติดลบจากต้นทุนความเสี่ยงด้านเครดิตที่สูงเกินไป จึงจัดตั้งกองทุนแสนล้านบาท เพื่อช่วยรับความเสี่ยง และให้เกิดการปล่อยสินเชื่อใหม่แก่ SMEs และหลังจากนี้จะมีโครงการช่วยเหลืออื่นๆ ออกมาเพิ่มเติมในอีก2-3 เดือนข้างหน้า

    มาตรการที่ 3 กำกับดูแลธุรกรรมซื้อขายทองคำผ่านแอปพลิเคชัน เพื่อดูแลค่าเงินบาท กำหนดให้การซื้อขายทองผ่านแอปฯ หากเกิน 20 ล้านบาทต่อวัน ต้องถูกรายงานมาที่แบงก์ชาติ และหากเกิน 50 ล้านบาทต่อวันต้องขออนุญาต หรือหากมีการถอนทองจริงเกิน 2 กิโลกรัม ต้องถูกรายงานเช่นกันเพื่อป้องกันการฟอกเงินและหนีภาษี

    แบงก์ชาติ ชี้เศรษฐกิจไทยโตต่ำเรื้อรัง คาดปี 2569 โต 1.9% แบงก์ชาติ ชี้เศรษฐกิจไทยโตต่ำเรื้อรัง คาดปี 2569 โต 1.9% แบงก์ชาติ ชี้เศรษฐกิจไทยโตต่ำเรื้อรัง คาดปี 2569 โต 1.9% แบงก์ชาติ ชี้เศรษฐกิจไทยโตต่ำเรื้อรัง คาดปี 2569 โต 1.9% แบงก์ชาติ ชี้เศรษฐกิจไทยโตต่ำเรื้อรัง คาดปี 2569 โต 1.9% แบงก์ชาติ ชี้เศรษฐกิจไทยโตต่ำเรื้อรัง คาดปี 2569 โต 1.9% แบงก์ชาติ ชี้เศรษฐกิจไทยโตต่ำเรื้อรัง คาดปี 2569 โต 1.9% แบงก์ชาติ ชี้เศรษฐกิจไทยโตต่ำเรื้อรัง คาดปี 2569 โต 1.9%  

    มาตรการที่สี่ การปราบทุนสีเทา และบัญชีม้า ผ่านระบบการโอนเงินและช่องทางดิจิทัล โดยจะมีการออกคำสั่งกำกับดูแลธุรกิจ e-Money อย่างเข้มงวด ภายในต้นเดือน มี.ค.นี้ ธปท.จะออกประกาศกำหนดให้การเบิกเงินสดและฝากเงินเกิน 5 ล้านบาท ต้องตรวจพิสูจน์และหากมีความจำเป็นในอนาคต อาจมีการลดเพดานการเบิก-ฝากเงินสดลงเหลือ 3 ล้านบาท คาดว่าภายใน 2 สัปดาห์ จะประกาศการเบิกถอนเงินสดและการฝากเงิน

    เรื่องสุดท้ายที่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง คือ ปรับปรุงค่าธรรมเนียมสถาบันการเงิน ปัจจุบันพบว่า มีความหลากหลายไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจน บางธุรกรรมเก็บสูงกว่าต้นทุนมาก แบงก์ชาติจึงทำงานร่วมกับธนาคารพาณิชย์กำหนดมาตรฐานค่าธรรมเนียมให้เป็นธรรม มีค่าธรรมเนียมที่อยู่ระหว่างพิจารณามีราว 10-15 ตัว

    แบงก์ชาติ ชี้เศรษฐกิจไทยโตต่ำเรื้อรัง คาดปี 2569 โต 1.9%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378974017&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2d5R03yvc79XQ57NGjxc9r

  • กนง.ลดดอกเบี้ย 0.25% รับเศรษฐกิจไทยโตต่ำถึงปี 70

    กนง.ลดดอกเบี้ย 0.25% รับเศรษฐกิจไทยโตต่ำถึงปี 70

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-82&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0t3WYjCvruzFO1-Y1MMY2c

  • ‘คลัง-ธปท.’ส่งสัญญาณเศรษฐกิจฟื้น ’เอกนิติ’ ชู 4 ปี ไทยเข้มแข็งขึ้น ‘วิทัย’ ขยับเป้า GDP ปีนี้ 1.9%

    ‘คลัง-ธปท.’ส่งสัญญาณเศรษฐกิจฟื้น ’เอกนิติ’ ชู 4 ปี ไทยเข้มแข็งขึ้น ‘วิทัย’ ขยับเป้า GDP ปีนี้ 1.9%

    ‘คลัง-ธปท.’ส่งสัญญาณเศรษฐกิจฟื้น ’เอกนิติ’ ชู 4 ปี ไทยเข้มแข็งขึ้น ‘วิทัย’ ขยับเป้า GDP ปีนี้ 1.9% “โพสต์ทูเดย์” จัดสัมมนา “Thailand Economic Drives 2026” เมื่อวันที่ 24 ก.พ.2569 เพื่อฉายภาพทิศทางเศรษฐกิจ และยุทธศาสตร์ของประเทศ

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “ฝ่ามรสุมปี 2569“ ว่า รัฐบาลเร่งนโยบาย “Quick Big Win” เพื่อฟื้นเศรษฐกิจระยะสั้น ทำให้เศรษฐกิจไตรมาส 4 จากที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดการณ์เพียง 0.3% กระโดดมาที่ 2.5%

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยพ้นหล่ม และออกจาก ICU แต่ไม่ได้แปลว่าจะอยู่อย่างนี้ต่อได้เพราะมีมรสุมลูกใหญ่กำลังตั้งเค้าในปี 2569 จำนวน 3 ลูก ได้แก่

    1.มรสุมภูมิรัฐศาสตร์ และภูมิเศรษฐศาสตร์ ซึ่งมหาอำนาจนำความขัดแย้งทางการเมืองมาเชื่อมโยงเศรษฐกิจ

    2.มรสุมภัยธรรมชาติและภัยพิบัติ ซึ่งปีที่ผ่านมา ภาครัฐใช้งบประมาณหลายหมื่นล้านบาทเยียวยาน้ำท่วม และปีนี้อาจต้องเผชิญภัยแล้ง

    3.มรสุมความอ่อนแอในประเทศ เป็นผลพวงจากการบริโภคภาคเอกชนถูกกดดันจากหนี้ครัวเรือน และประชากรสูงอายุ ผนวกกับการเมืองในประเทศที่เคยไม่มีเสถียรภาพ และเอกชนขาดการลงทุนมานาน

    • ลงทุน 3 ด้านดันไทยโตยั่งยืน

    ดังนั้น เพื่อทะลวงฝ่าวิกฤติดังกล่าว รัฐบาลเตรียมขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยยุทธศาสตร์ “Big Wins” ระยะ 4 ปี ซึ่งมุ่งเป้านโยบายการลงทุน 3 ด้าน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตยั่งยืน ประกอบด้วย

    1.การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งไทยต้องดันการลงทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะพลังงานสะอาดที่เป็นรากฐานสำคัญของโลกยุคใหม่ ภาครัฐเตรียมเดินหน้าเปิดรับซื้อไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) และระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อลดภาระการก่อหนี้สาธารณะ

    รวมทั้งท่ามกลางความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ จุดยืนที่เป็นกลาง และโครงสร้างพลังงานสะอาดทำให้ไทยเป็นแม่เหล็กดึงลงทุน โดยมีเม็ดเงินรออนุมัติจาก BOI กว่า 1.8 ล้านล้านบาท หากเร่งปลดล็อกกฎหมายคาดว่าปีนี้ยอด FDI พุ่งแตะ 9.7 แสนล้านบาท โตขึ้นเกือบ 20%

    ขณะที่ การลงทุนภาครัฐ จะมีการสนับสนุนท้องถิ่นให้ลงทุนด้านการป้องกันภัยพิบัติ ผ่านรูปแบบให้งบประมาณคนละครึ่งกับส่วนกลาง รวมถึงการดึงภาคเอกชนมาร่วมลงทุนในรูปแบบ PPP เพื่อให้รัฐไม่ต้องแบกรับภาระหนี้เยอะ

    2.การลงทุนในคน หรือทรัพยากรมนุษย์ โดยมุ่งเป้าปฏิรูปการศึกษาด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และปัญญาประดิษฐ์ (AI) พร้อมดึงเอกชนร่วมขับเคลื่อนผ่านโครงการ “Skill Bridge” ซึ่งให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีบริษัทที่ช่วยออกแบบหลักสูตรพัฒนาคน ควบคู่เงื่อนไขรับนักศึกษาทำงาน

    3.การลงทุนด้านกฎหมาย ถือเป็นกุญแจสำคัญปลดล็อกอุปสรรค เช่น ทบทวนเงื่อนไขวีซ่า การรายงานตัวทุก 90 วันของแรงงานทักษะสูง (High-Skill Labor) กฎหมายที่ดินที่เป็นอุปสรรค โดยรัฐบาลเตรียมออกกฎหมายรวบยอดด้านการลงทุน (Omnibus Law) เพื่อช่วย Fast Track ทุกด้านและเป็นกฎหมายเปลี่ยนโฉมประเทศ รวมทั้งนำระบบ BOI Fast Pass มาใช้เต็มรูปแบบ

    “3 เรื่องที่จะทำคือ การลงทุน การลงทุน และการลงทุน ดังที่กล่าวข้างต้น แล้วสิ่งเหล่านี้จะทำให้การลงทุนเข้ามาต่างประเทศเข้ามาอย่างเข้มแข็ง และทำให้ประเทศไทยกลับมาแข็งแกร่งได้ เราจะไม่เป็นคนป่วยแห่งเอเชีย แต่จะกลายเป็นคนที่แข็งแกร่งในเอเชีย”

    • ธปท.คาดปรับ “จีดีพี” เพิ่มขึ้นที่ 1.9%

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า หากมองภาพรวมกว้างๆ ภายใต้หัวข้อ “ไทยมองไทย” ยังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างมากมาย แต่เชื่อว่ายังมีความหวังสำหรับเศรษฐกิจไทย หากดูจากตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาส 4/2568 ที่ผ่านมาเติบโตดีกว่าคาด ทำให้คาดการณ์การขยายตัวของจีดีพีปีนี้จากเดิมที่คาดไว้ที่ 1.5% อาจปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.9%

    อย่างไรก็ตาม หากดูภาพเศรษฐกิจไทยปัจจุบันอยู่ในจุดที่เศรษฐกิจโตต่ำลงอย่างต่อเนื่องจากที่เคยโต 8% ลดลงมาเหลือเพียงประมาณ 1.9% ในปีนี้

    “หากดู Potential GDP ของไทยอยู่ที่ 2.7% แต่โจทย์สำคัญคือ การผลักดันให้ GDP ที่คาดการณ์ไว้ 1.9% ขึ้นไปแตะระดับศักยภาพที่ 2.7% ดังนั้นสิ่งที่สำคัญต้องมาจากการปฏิรูปโครงสร้างเพื่อขยายศักยภาพให้สูงขึ้นเป็น 3.5% หรือ 4% ซึ่งการไปสู่ระดับนั้นได้ต้องอาศัยการลงทุนใหม่ๆ การเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน”

    อย่างไรก็ตาม ปัญหาหลักเศรษฐกิจไทยปัจจุบันคือ การเติบโตระดับต่ำ ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน ทั้งจากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่แม้ล่าสุดลดลงมาอยู่ที่ 86-87% ของ GDP จาก 92% มาจากจีดีพีที่เติบโตขึ้น แต่ตัวหนี้ที่เป็นเม็ดเงินจริงยังคงสูงถึง 16 ล้านล้านบาท และไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 

    สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ คุณภาพของหนี้เสียหรือคุณภาพหนี้แย่ลง โดยพบสัดส่วนหนี้เสีย และปัญหาจากคุณภาพหนี้มีเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้ง ยังมีปัญหาเรื่องการปล่อยสินเชื่อที่ติดลบต่อเนื่อง โดยภาพรวมติดลบมาแล้ว 6 ไตรมาส และในกลุ่มเอสเอ็มอีติดลบต่อเนื่องถึง 14 ไตรมาส

    นอกจากปัญหาด้านหนี้สินแล้ว ไทยยังมีอุปสรรคอื่นๆ เช่น ปัญหาทุนสีเทา แก๊งสแกมเมอร์ ขีดความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง ฯลฯ ดังนั้น ธปท. ต้องปรับบทบาทจากเดิม ที่เน้นการใช้ดอกเบี้ยนโยบายเป็นเครื่องมือหลักในการดูแลเสถียรภาพทางการเงินมาช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างโดยตรงมากขึ้น

    • เร่งแก้ 5 ปัญหาเชิงโครงสร้าง

    มาตรการแรกๆ ที่ ธปท. ทำไปแล้ว คือ การแก้ปัญหาหนี้ NPL ที่มียอดต่ำกว่า 100,000 บาท เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้จากธนาคารพาณิชย์กลุ่มแรก 1.1 ล้านคน

    มาตรการที่สอง คือ แก้ปัญหาสินเชื่อ SMEs ที่ติดลบจากต้นทุนความเสี่ยงด้านเครดิตที่สูงเกินไป จึงจัดตั้งกองทุนแสนล้านบาท เพื่อช่วยรับความเสี่ยง และให้เกิดการปล่อยสินเชื่อใหม่แก่ SMEs และหลังจากนี้จะมีโครงการช่วยเหลืออื่นๆ ออกมาเพิ่มเติมในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า

    มาตรการที่สาม กำกับดูแลธุรกรรมซื้อขายทองคำผ่านแอปพลิเคชัน เพื่อดูแลค่าเงินบาท กำหนดให้การซื้อขายทองผ่านแอป หากเกิน 20 ล้านบาทต่อวัน ต้องถูกรายงานมาที่แบงก์ชาติ และหากเกิน 50 ล้านบาทต่อวันต้องขออนุญาต หรือหากมีการถอนทองจริงเกิน 2 กิโลกรัม ต้องถูกรายงานเช่นกันเพื่อป้องกันการฟอกเงิน และหนีภาษี

    มาตรการที่สี่ การปราบทุนสีเทา และบัญชีม้า ผ่านระบบการโอนเงิน และช่องทางดิจิทัล โดยจะมีการออกคำสั่งกำกับดูแลธุรกิจ e-Money อย่างเข้มงวด ภายในต้นเดือน มี.ค.นี้ ธปท.จะออกประกาศกำหนดให้การเบิกเงินสด และฝากเงินเกิน 5 ล้านบาท ต้องตรวจพิสูจน์ และหากมีความจำเป็นในอนาคต อาจมีการลดเพดานการเบิก-ฝากเงินสดลงเหลือ 3 ล้านบาท คาดว่าภายใน 2 สัปดาห์ จะประกาศการเบิกถอนเงินสด และการฝากเงิน

    เรื่องสุดท้ายที่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง คือ ปรับปรุงค่าธรรมเนียมสถาบันการเงิน

    ปัจจุบันพบว่า มีความหลากหลายไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจน บางธุรกรรมเก็บสูงกว่าต้นทุนมาก แบงก์ชาติจึงทำงานร่วมกับธนาคารพาณิชย์กำหนดมาตรฐานค่าธรรมเนียมให้เป็นธรรม มีค่าธรรมเนียมที่อยู่ระหว่างพิจารณามีราว 10-15 ตัว

    • โลกจะไม่กลับไปเป็นเหมือนเดิม

    ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ ตัวแทนจากสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า หลังจากนี้โลกจะไม่กลับไปสู่สภาพปกติแบบเดิมอีก และกำลังเข้าสู่ “เฟสใหม่” ที่ยากลำบาก และท้าทายกว่าเดิม จากความผันผวนของโลกสงครามการค้า สู่ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ ความเสี่ยงจากภาวะฟองสบู่ในตลาดทุน ที่มาจากนโยบายทรัมป์

    หันมาดูเศรษฐกิจไทย อาการเหมือน “คนแก่” ที่ขาดพลัง เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวระดับต่ำไปอีก 3-4 ปี โดยคาดการณ์ไว้ที่เพียง 1.5-2.0% ต่อปีเท่านั้น เพราะไทยไม่สามารถเติบโตได้เหมือนเพื่อนบ้านอย่าง มาเลเซีย หรือฟิลิปปินส์ ไม่ใช่กระตุ้นเศรษฐกิจไม่พอ แต่เป็นเพราะเราป่วยเป็นโรคแก่ เทคโนโลยีที่ใช้อยู่เดิมตกยุคไปแล้ว การใช้มาตรการระยะสั้นๆ อาจไม่สามารถช่วยได้ถาวร

    ยิ่งไปกว่านั้น ด้านตลาดเงิน หากเจาะลึกไปถึงสินเชื่อ พบว่า ในอดีตสินเชื่อของระบบธนาคารไม่เคยมีปีไหนที่ติดลบต่อเนื่องหากไม่เกิดภาะวิกฤติ ดังนั้นเหล่านี้เป็นภาพที่น่าห่วง

    • เวิลด์แบงก์” เตือนภาษีทรัมป์เสี่ยงสูง

    นางเมลินดา กู้ด ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำประเทศไทย และเมียนมา เปิดเผยว่า ปีที่ผ่านมาเราเคยคาดว่า มรสุมที่โลกต้องเผชิญจะรุนแรงสร้างความเสียหายสาหัส แต่ในความเป็นจริงเศรษฐกิจโลกกลับรับมือได้ดีกว่าที่คาด เติบโตระดับ 2.7% จากเร่งส่งออกสินค้า

    แต่ปัญหาที่ไทยต้องเผชิญยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องจากหลายทิศทาง โดยเฉพาะมรสุมความไม่แน่นอนจากนโยบายภาษีสหรัฐ ซึ่งคาดว่าจะกระทบต่อประเทศไทยที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก

    ในเวลานี้ความไม่แน่นอนนโยบายเปรียบเสมือนภาษี ซึ่งจำกัดการลงทุน และการไหลเวียนของเงิน ดังนั้น การตั้งกำแพงภาษีตอบโต้ หรือการเก็บค่าธรรมเนียมการค้าที่แพงขึ้น อาจไม่ใช่คำตอบ ประเทศต่างๆ ต้องแสดงท่าทีเปิดกว้างเพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุน หากไทยพิจารณาผ่อนปรนลดต้นทุนการค้าในกลุ่มประเทศอาเซียนลง 15% อาจช่วยเพิ่มรายได้ของประเทศได้ราว 2%

    “ท่ามกลางประเด็นทางภูมิรัฐศาสตร์ หลายประเทศคิดว่า คงถึงเวลาที่เราจะต้องยกการ์ดและสร้างแนวป้องกันระหว่างกัน แต่ประเทศไทยอาจใช้ประโยชน์จากความขัดแย้งตรงนี้ เพื่อดึงดูดการลงทุนที่เหมาะสมได้ ฉะนั้น กลยุทธ์ของไทยจึงไม่ใช่การถอยกลับ แต่ต้องเปิดกว้างยิ่งกว่าเดิม”

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1222632&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jUcoisRSLCv4BNe9qZ1E9