Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ‘กนง.’ลดดบ.เหลือ1% หลังประเมินเศรษฐกิจโตต่ำกว่าศักยภาพ

    ‘กนง.’ลดดบ.เหลือ1% หลังประเมินเศรษฐกิจโตต่ำกว่าศักยภาพ

     หักปากกาเซียน!! ‘กนง.’ เซอร์ไพรส์ตลาดสั่งลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 1.00% จากเดิม 1.25% ต่อปี หลังประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจยังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพและไม่ทั่วถึง

     25 ก.พ. 2569 – นายดอน นาครทรรพ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยผลการประชุม กนง. เมื่อวันที่ 25 ก.พ. 2569 ว่า คณะกรรมการฯ มีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 1.25% เป็น 1.00% ต่อปี โดยมองว่าเศรษฐกิจขยายตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้ในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 แต่ยังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพและไม่ทั่วถึงในปี 2569 และ 2570 จากปัญหาเชิงโครงสร้างและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ขณะที่อัตราเงินเฟ้อในระยะข้างหน้ามีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้นจากที่ประเมินไว้เดิมตามแนวโน้มราคาพลังงานและมาตรการภาครัฐที่อาจมีเพิ่มเติม รวมถึงแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่มีจำกัดตามเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ ด้านสินเชื่อรวมยังหดตัวต่อเนื่อง เงินบาทปรับแข็งค่าขึ้น อีกทั้งสภาพคล่องของเอสเอ็มอี และครัวเรือนยังตึงตัว

     “เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 ขยายตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ ส่วนหนึ่งจากปัจจัยชั่วคราวในช่วงปลายปี แต่อีกส่วนหนึ่งจากแรงส่งทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าคาด โดยเฉพาะการลงทุนและการส่งออกสินค้า ซึ่งส่งผลต่อเนื่องไปยังเศรษฐกิจปี 2569 และ 2570 อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจในระยะข้างหน้ายังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพจากปัญหาเชิงโครงสร้างและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น โดยแม้การส่งออกสินค้าและการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มดีกว่าที่ประเมินไว้ แต่กระจุกตัวในกลุ่มเทคโนโลยีเป็นสำคัญและสร้างมูลค่าเพิ่มต่อเศรษฐกิจลดลงกว่าในอดีต ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากปี 2568” นายดอน ระบุ

     อย่างไรก็ดี ในระยะข้างหน้า ต้องติดตามความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ความล่าช้าของกระบวนการงบประมาณปี 2570 และการปรับตัวของเอสเอ็มอีที่ยังเผชิญปัญหาด้านการแข่งขัน การเข้าถึงสินเชื่อ และการแข็งค่าของเงินบาท.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/953393/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1aSkF6nC_c9hsbeERugrLf

  • เอกนิติ ชูกลยุทธ์ พาเศรษฐกิจไทย ฝ่ามรสุมโลก : รอบวันทันเหตุการณ์ 12.00 น./วันที่ 25 ก.พ.69

    เอกนิติ ชูกลยุทธ์ พาเศรษฐกิจไทย ฝ่ามรสุมโลก : รอบวันทันเหตุการณ์ 12.00 น./วันที่ 25 ก.พ.69

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/anEvWSi5Rg8&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3iXff-8_uBoXGtwJUE1nZk

  • ‘เศรษฐกิจฟื้น’ คาด กนง.คงดอกเบี้ย 1.25% เก็บกระสุนใช้ยามจำเป็น-วิกฤติ

    ‘เศรษฐกิจฟื้น’ คาด กนง.คงดอกเบี้ย 1.25% เก็บกระสุนใช้ยามจำเป็น-วิกฤติ

    “นักเศรษฐศาสตร์” ชี้แรงส่งเศรษฐกิจไทยดีกว่าคาด-มีแรงหนุนจาก “ส่งออก-ลงทุน” หนุน กนง.คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.25% วันนี้

    'เศรษฐกิจฟื้น' คาด กนง.คงดอกเบี้ย 1.25% เก็บกระสุนใช้ยามจำเป็น-วิกฤติ ทิศทาง “อัตราดอกเบี้ยนโยบาย” ของไทยกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ หลังผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ และการเงินหลายฝ่ายประเมิน

    สอดคล้องกันว่า “วัฏจักรดอกเบี้ยขาลงใกล้ถึงจุดสิ้นสุด” แม้เศรษฐกิจยังเผชิญความเปราะบาง แต่ระดับดอกเบี้ยปัจจุบันถือว่าต่ำมากแล้ว ทำให้คาดการณ์ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินหรือ กนง.อาจตัดสินใจ “คงดอกเบี้ยนโยบาย” ไว้ที่ 1.25% ในวันนี้ (25 ก.พ.69) 

    ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการ ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ประเมินว่า ขณะนี้ถือเป็นช่วงขาลงของดอกเบี้ย และยังมี “รูม” ให้ปรับลดได้อีกประมาณ 1 ครั้งภายในปีนี้

    แต่มองวงจรการลดดอกเบี้ยกำลังเข้าใกล้จุดสิ้นสุดแล้ว เนื่องจากดอกเบี้ยที่ปรับลดลงมามากจนใกล้ระดับ 1% ซึ่งถือว่าต่ำมากในเชิงประวัติศาสตร์ ทำให้พื้นที่ในการใช้นโยบายการเงินเพิ่มเติมเริ่มจำกัด

    “ยังมองมีโอกาสเห็นดอกเบี้ยลงได้อีก 1 ครั้ง เพราะภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง การปิดตัวของโรงงานบางส่วน และปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งล้วนเป็นแรงกดดันต่อการฟื้นตัวในระยะข้างหน้า”

    ทั้งนี้ มองปัญหาหลักเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องดอกเบี้ยสูง เพราะอัตราดอกเบี้ยไทยถือว่าต่ำมากอยู่แล้ว และระดับดอกเบี้ยปัจจุบันต่ำจนธนาคารพาณิชย์แทบไม่มีช่องว่างในการปรับลดดอกเบี้ยเงินฝากลงได้อีก

    ดังนั้น หาก กนง. ไม่ลดดอกเบี้ยในการประชุมรอบที่จะถึงก็ไม่ใช่ประเด็นน่ากังวล

    ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) มองว่าครั้งนี้ กนง. อาจคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิม จากเศรษฐกิจที่ออกมาดีกว่าคาดไว้

    อีกทั้ง การเบิกจ่ายภาครัฐที่ทำได้ดีตามคาด ก็ถือเป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจไทยต่อเนื่อง

    และการส่งสัญญาณของ กนง. ก่อนหน้านี้ คือ ต้องการเก็บกระสุนไว้ใช้ยามจำเป็น ดังนั้น ไม่มีความจำเป็นที่ กนง. ต้องรีบลดดอกเบี้ย และสามารถรอความชัดเจนเศรษฐกิจข้างหน้าได้ หากเศรษฐกิจแย่ลงค่อยกลับมาปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงได้ระยะข้างหน้า เชื่อยังมีรูมในการลดดอกเบี้ยต่อในปีนี้อีก 1 ครั้ง

    มองครั้งนี้น่าจะคงดอกเบี้ย เพราะ ธปท.ออกส่งสัญญาณตลอดเพื่อรักษากระสุนไว้ ใช้ในช่วงที่จำเป็น ซึ่งเป็นปัจจัยที่รอได้ หากสัญญาณแย่ในระยะข้างหน้าการกลับมาลดดอกเบี้ยก็สามารถทำได้ เพราะยังมองว่ามีรูมในการลดดอกเบี้ยในปีนี้อีกหนึ่งครั้ง”

    นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการและ Chief Economist ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินการประชุม กนง.รอบนี้มีแนวโน้มสูงที่จะ “คง” อัตราดอกเบี้ย เพื่อรอดูสถานการณ์ จากเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นคาด ทำให้ภาพเศรษฐกิจมีแรงส่งต่อในปีนี้

    อีกทั้ง มีปัจจัยบวกจากรัฐบาลใหม่เข้าที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจต่อเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้าเพิ่มเติม

    ทั้งนี้ มองการส่งออกภาพรวมยังไปได้ดี และมีความแข็งแกร่ง โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังส่งออกได้ต่อเนื่อง เช่นเดียวกับการนำเข้าแม้ว่าตัวเลขการนำเข้าจะสูงขึ้น แต่ภาพรวมการส่งออกก็ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี

    นอกจากนี้ยังมีข่าวบวกจากทรัมป์ ที่ประกาศเก็บภาษีทั่วโลก 15% ซึ่งเท่ากับทุกประเทศ ทำให้คลายความกังวลลงได้บ้าง ทำให้เป็นผลบวกต่อภาคการส่งออก ฯลฯ

    ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย มองว่า กนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.25% ตลอดทั้งปี เหตุผลหลักคือ เพื่อรักษาพื้นที่เชิงนโยบาย (policy space)ไว้รองรับความไม่แน่นอนในอนาคต

    ทั้งนี้ มองผลการลดดอกเบี้ยนโยบายต้องใช้เวลาส่งผ่านสู่เศรษฐกิจประมาณ 6-12 เดือน ดังนั้น เมื่อถึงเวลาที่ผลเริ่มทำงานเศรษฐกิจอาจฟื้นตัวตามความเชื่อมั่นที่ดีขึ้นแล้ว

    นางนันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บลจ.ไทยพาณิชย์ จำกัด หรือ SCBAM เปิดเผยว่า การประชุม กนง. ในวันนี้คาดยังคงดอกเบี้ยไว้ ไม่รีบปรับลดดอกเบี้ย เพื่อเก็บกระสุนนโยบายไว้ใช้ในจังหวะที่เหมาะสม

    โดยเฉพาะการรอประเมินทิศทางดอกเบี้ยโลกจากเฟดที่มีแนวโน้มเริ่มขยับตัวในช่วงเดือนเม.ย.-มิ.ย. นี้
    โดยคาดทิศทางดอกเบี้ยปี 69 จากการประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจโลก และเงินเฟ้อ มีการคาดการณ์การเคลื่อนไหวของธนาคารกลางหลักคาดเฟดจะเริ่มส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยที่ชัดเจนในไตรมาส 2

    โดยทั้งปีมีโอกาสปรับลดรวม 1-2 ครั้ง ตามสภาวะเศรษฐกิจสหรัฐที่เริ่มชะลอตัวแบบ Soft Landing

    สำหรับไทยคาด กนง. มีโอกาสปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 1 ครั้ง ภายในปีนี้ เพื่อประคองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และสอดรับทิศทางดอกเบี้ยโลก แต่จะเกิดขึ้นหลังจากที่เฟดเริ่มขยับนำไปก่อน

    เราคาดการตัดสินใจคงดอกเบี้ยในครั้งนี้ เป็นการ Wait and See เพื่อติดตามปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน ทั้งเรื่องงบประมาณรัฐหลังการเลือกตั้ง และแรงส่งจากการบริโภคในประเทศเพราะหาก กนง. ลดดอกเบี้ยเร็วเกินไปอาจส่งผลต่อเสถียรภาพค่าเงินบาทในภาวะที่ส่วนต่างดอกเบี้ยกับสหรัฐยังกว้างอยู่”

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1222620&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fqJ1Fymh6Ow1_pbY_DZvC

  • ศาลยุติธรรมเพื่อ ปชช. เติมรอยยิ้ม สร้างแรงบันดาลใจเด็กกาฬสินธุ์

    ศาลยุติธรรมเพื่อ ปชช. เติมรอยยิ้ม สร้างแรงบันดาลใจเด็กกาฬสินธุ์

    ศาลยุติธรรมเพื่อ ปชช. เติมรอยยิ้ม สร้างแรงบันดาลใจเด็กกาฬสินธุ์

    เมื่อวันที่ 25 ก.พ.ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อช่วงไม่นานมานี้ ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้จัดโครงการ“ศาลยุติธรรมเพื่อประชาชน” ภายใต้นโยบาย “สร้างศรัทธา” ของประธานศาลฎีกา มุ่งเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้กฎหมาย ควบคู่การสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กและเยาวชนในจังหวัดกาฬสินธุ์

    โดย นายทวีศักดิ์ สุรนารถ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกาฬสินธุ์ พร้อมบุคลากรศาล จัดกิจกรรมขับเคลื่อนกิจกรรมเชิงรุก เพื่อให้เยาวชนตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษา การพัฒนาตนเอง และการรู้เท่าทันสิทธิหน้าที่ตามกฎหมาย ภายในงานมีบูธนิทรรศการและกิจกรรมตอบปัญหาชิงรางวัล จากหลายหน่วยงานอาทิ

    ศาลยุติธรรมเพื่อ ปชช. เติมรอยยิ้ม สร้างแรงบันดาลใจเด็กกาฬสินธุ์

    สำนักงานอัยการจังหวัดคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกาฬสินธุ์ ,สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดกาฬสินธุ์ ,สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดกาฬสินธุ์ ,บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดกาฬสินธุ์ เเละโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ (กลุ่มงานจิตเวช) มาร่วมกันจัดกิจกรรมมุ่งให้ความรู้ด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน ควบคู่การดูแลสุขภาพจิต ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตอย่างมีคุณภาพ พร้อมได้รับกำลังใจจาก ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ และ องค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ รวมถึงเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์

    ช่วงเสริมสร้างแรงบันดาลใจ ได้รับเกียรติจาก “มาย ”ภาคภูมิ ร่มไทรทอง นักร้อง เเละนักเเสดงชื่อดัง ร่วมบรรยายเส้นทางการศึกษา การทำงาน และมุมมองการใช้ชีวิต ถ่ายทอดประสบการณ์จริงสู่เยาวชน

    โดยให้แง่คิดในการดำเนินชีวิตประเด็น ทางลัดที่ดูง่ายๆกับที่ถูกต้องแต่เหนื่อยกว่า ว่า ให้ไปทางที่ไม่เสียอิสรภาพดีที่สุดเพราะถ้าไปทางที่ผิดกฎหมาย มันตามมาด้วยการถูกลงโทษ อิสรภาพคือสิ่งที่สําคัญมากๆ การที่ไปถึงเป้าหมายได้ช้า มันไม่ได้ใช่เรื่องแย่ เหมือนเราไปเชียงใหม่ระหว่างทางเราก็ประทับใจระหว่างเดินทาง 

    มากกว่าการไปถึง แค่เราเปลี่ยนมุมมองเล็กน้อย เราก็จะเห็นว่าการที่ได้มาซึ่งเป้าหมายเนี่ย หรือว่าสิ่งที่ต้องการ

    ระหว่างระหว่างความช้าเราได้มาซึ่งประสบการณ์ หรือบางทีก็ได้เจอเพื่อนใหม่ 

    ศาลยุติธรรมเพื่อ ปชช. เติมรอยยิ้ม สร้างแรงบันดาลใจเด็กกาฬสินธุ์

    พร้อมกันนี้ ยังมีการสะท้อนบทบาทครอบครัว โดยเชิญนายธีรธร ร่มไทรทอง ผู้พิพากษาสมทบ และนางณัฐนี ร่มไทรทอง บิดาเเละมารดาของ มาย มาร่วมแบ่งปันแนวทางการอบรมเลี้ยงดู เพื่อเป็นต้นแบบของสถาบันครอบครัวที่เข้มแข็ง

    โครงการครั้งนี้มีนักเรียนและประชาชนเข้าร่วมกว่า 514 คน และถ่ายทอดสดผ่าน Facebook Live ของศาล มีผู้รับชมกว่า 1,000 คน ซึ่งกระแสตอบรับในสื่อสังคมออนไลน์ถือว่าคึกคัก อย่างใน Facebook Twitter (X) เเละInstagram มียอดไลก์เเละยอดเเชร์หลายหมื่นคนรวมถึงงานครัังนี้ยังได้รับความสนใจจากสื่อบันเทิงหลายที่ 

    จะเห็นว่าโครงการ “ศาลยุติธรรมเพื่อประชาชน” ของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกาฬสินธุ์ จึงไม่เพียงสร้างแรงบันดาลใจและความรู้ด้านกฎหมายแก่เยาวชน แต่ยังเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการสื่อสารกฎหมายเชิงรุก สร้างความเข้าใจ และเสริมสร้างศรัทธาต่อกระบวนการยุติธรรมให้เข้าถึงประชาชนอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/current-issue/378974001&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2PVUCzqssgmi1kAnqStgyn

  • บัณฑิตคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม กับโอกาสในโลกธุรกิจยุคใหม่: การใช้ภาษาต่างประเทศในงานอาชีพ – คณะศิลปศาสตร์

    บัณฑิตคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม กับโอกาสในโลกธุรกิจยุคใหม่: การใช้ภาษาต่างประเทศในงานอาชีพ – คณะศิลปศาสตร์

    บัณฑิตคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม กับโอกาสในโลกธุรกิจยุคใหม่: ใช้ภาษาสร้างอาชีพสุดปัง! ✨

    ฮัลโหลชาวศิลปศาสตร์ SPU ทุกคน! 👋 เคยแอบคิดกันมั้ยว่าเรียนภาษาแล้วจะไปทำอะไรต่อได้บ้าง? จะสู้เด็กสายบริหารธุรกิจได้หรือเปล่า? วันนี้พี่จะมาบอกข่าวดีว่า… สบายมาก! เพราะบัณฑิตจากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม นี่แหละ คือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่โลกธุรกิจยุคใหม่กำลังตามหา!

    ทักษะภาษา: ไม่ใช่แค่พูดได้ แต่คือ ‘Superpower’ ในโลกธุรกิจ

    ในยุคที่โลกเชื่อมถึงกันหมดแค่ปลายนิ้ว การสื่อสารข้ามพรมแดนกลายเป็นเรื่องปกติ ธุรกิจต่างๆ ไม่ได้แข่งขันกันแค่ในประเทศอีกต่อไป แต่ต้องสู้กันในระดับโลก! และนี่คือจุดที่ทักษะด้านภาษาของเราจะเปล่งประกายออกมาค่ะ ✨ การรู้ภาษาต่างประเทศไม่ได้หมายถึงแค่การแปลเอกสาร แต่มันคือ “ใบเบิกทาง” สู่การเข้าใจวัฒนธรรม การสร้างความสัมพันธ์ และการเจรจาต่อรองที่เหนือกว่าใคร

    ลองนึกภาพตามนะ… เวลาที่เราสามารถคุยกับลูกค้าชาวญี่ปุ่นด้วยภาษาของเขา หรือพรีเซนต์งานกับบอร์ดบริหารชาวจีนได้อย่างคล่องแคล่ว มันสร้างความประทับใจและความไว้วางใจได้มากกว่าการสื่อสารผ่านล่ามเยอะเลย! นี่แหละคือพลังของบัณฑิตจากคณะศิลปศาสตร์ ที่ใครๆ ก็ต้องยอมรับ

    เปิดประตูสู่โลกอาชีพ! เส้นทางของบัณฑิต คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม

    จบจากรั้ว SPU แล้วไปไหนต่อได้บ้าง? บอกเลยว่าเยอะมากจนเลือกไม่ถูก! โลกธุรกิจเปิดกว้างรอเราอยู่เสมอ แค่เราต้องรู้ว่าจะเอาทักษะภาษาไปใช้กับงานด้านไหน มาดูกันเลย!

    • ผู้ประสานงานธุรกิจระหว่างประเทศ / นำเข้า-ส่งออก: ใช้ภาษาในการติดต่อสื่อสารกับคู่ค้าต่างชาติ เจรจาต่อรองเรื่องราคา ปิดดีลธุรกิจแบบปังๆ
    • ฝ่ายการตลาดและการสื่อสาร (Global Marketing): สร้างสรรค์แคมเปญการตลาดสำหรับลูกค้าในต่างประเทศ เขียนคอนเทนต์สองภาษา ดูแลโซเชียลมีเดียของแบรนด์ในระดับนานาชาติ
    • พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน / ธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว: อาชีพในฝันของใครหลายคน ที่ได้ใช้ภาษาทุกวัน พบปะผู้คนหลากหลายวัฒนธรรม และได้เดินทางไปทั่วโลก
    • ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ในบริษัทข้ามชาติ: คัดเลือก สัมภาษณ์ และดูแลพนักงานจากหลากหลายเชื้อชาติ สร้างความเข้าใจทางวัฒนธรรมในองค์กร
    • นักแปลเฉพาะทาง /ล่ามในที่ประชุม: อาชีพสุดโปรที่ต้องใช้ทักษะภาษาระดับสูง เป็นคนสำคัญในการประชุมธุรกิจและงานอีเวนต์ระดับนานาชาติ

    ทำไมเรียนที่ SPU ถึงสร้างมืออาชีพตัวจริง?

    ที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม เราไม่ได้สอนแค่ตามตำรา แต่เราเน้น “เรียนกับตัวจริง ประสบการณ์จริง” คณาจารย์ของเรามีประสบการณ์จากโลกธุรกิจโดยตรง พร้อมแชร์เคล็ดลับและกรณีศึกษาที่หาไม่ได้จากที่ไหน นอกจากนี้ SPU ยังมีเครือข่ายความร่วมมือกับองค์กรชั้นนำมากมาย เปิดโอกาสให้น้องๆ ได้ฝึกงานและสร้างคอนเนคชั่นตั้งแต่ยังไม่ทันจบการศึกษาเลยทีเดียว!

    หลักสูตรของคณะศิลปศาสตร์ ที่ SPU ถูกออกแบบมาให้ทันสมัย ตอบโจทย์โลกธุรกิจยุคดิจิทัล น้องๆ จะได้เรียนรู้การใช้ภาษาควบคู่ไปกับเครื่องมือและเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จำเป็นต่อการทำงานในปัจจุบัน สนใจดูรายละเอียดหลักสูตรเพิ่มเติม คลิกเลย! 👉 หลักสูตรคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม

    ใครที่อยากรู้ว่าธุรกิจในไทยที่ต้องใช้บุคลากรด้านภาษามีแนวโน้มเป็นอย่างไร ลองเข้าไปดูข้อมูลดีๆ จาก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้เลยนะ เป็นแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือมากๆ


    เห็นไหมคะว่า บัณฑิตคณะศิลปศาสตร์ จากรั้วมหาวิทยาลัยศรีปทุม ไม่ได้เป็นรองใครในโลกธุรกิจเลย กลับกัน เรามีอาวุธลับคือ “ภาษาและวัฒนธรรม” ที่จะพาเราโบยบินไปได้ไกลกว่าที่คิด! พร้อมจะก้าวไปสร้างความสำเร็จในโลกธุรกิจยุคใหม่แล้วหรือยังคะเด็กๆ SPU! 💖

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spu.ac.th/fac/liberal-arts/news-activity/20594/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30cd2AIL74vhmsp5rHpG2T

  • Isuzu ยกระดับคุณภาพบุคลากร ด้วยการแข่งขันทักษะการขายและบริการต่อเนื่อง

    Isuzu ยกระดับคุณภาพบุคลากร ด้วยการแข่งขันทักษะการขายและบริการต่อเนื่อง

    อีซูซุ ยกระดับความเชื่อมั่นด้านการขายและบริการหลังการขายให้แก่ลูกค้าผู้ใช้รถทั่วประเทศ ตามมาตรฐานระดับสูงของญี่ปุ่น ด้วยการแข่งขันทักษะการขายและบริการต่อเนื่อง

    มร. ทาคาชิ ฮาตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด หรือ Isuzu กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาเกือบ 70 ปีในการดำเนินธุรกิจในไทย หัวใจสำคัญที่ทำให้อีซูซุได้รับความไว้วางใจมาเสมอ คือ การมุ่งมั่นพัฒนาทั้งคุณภาพผลิตภัณฑ์และบริการ ตามแนวคิด Isuzu Trusted Buddy อีซูซุเคียงข้างคุณเคียงคู่ไทย 

    โดยการแข่งขันทักษะด้านการขายและบริการหลังการขายอีซูซุ ประจำปี 2568 เป็นหนึ่งในกิจกรรมเพื่อรักษามาตรฐานของแบรนด์คุณภาพที่วางใจได้ พร้อมอยู่เคียงข้าง และสนับสนุนลูกค้าและธุรกิจของลูกค้า รวมเงินรางวัลมูลค่ากว่า 2,978,000 บาท 

    ขณะเดียวกันในปีที่ผ่านมาทีมช่างอีซูซุไทยสามารถคว้าแชมป์ การแข่งขันทักษะบริการด้านเทคนิคของอีซูซุระดับนานาชาติ กลุ่มรถบรรทุก ขนาดกลางและใหญ่ ประจำปี 2025 (Isuzu World Technical Competition I-1 Grand Prix 2025 CV Division ท่ามกลางคู่แข่งจาก 37 ประเทศ ความสำเร็จนี้คือการการันตีความเชื่อมั่นสูงสุด และ การยกระดับการให้บริการที่อีซูซุพร้อมดูแลและส่งมอบประสบการณ์หลังการขายที่ดีเยี่ยมให้แก่ลูกค้า

    โดยผู้ชนะเลิศการแข่งขัน ได้รับเงินสนันสนุนจากตรีเพชรอีซูซุเซลส์ ท่านละ 100,000 บาท เพื่อเป็นการขอบคุณ นอกจากนี้อีซูซุยังเล็งเห็นถึงความสำคัญของการวางรากฐานด้านการศึกษา จึงได้มอบ ชุดรถยนต์เพื่อการศึกษา แก่สถานศึกษา 15 แห่งทั่วประเทศ เพื่อใช้เป็นสื่อการเรียนการสอน จากประสบการณ์จริง 

    ทั้งนี้เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นบุคลากรคุณภาพในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย  ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของอีซูซุที่ต้องการเติบโตไปพร้อมกับสังคมไทยอย่างยั่งยืน มูลค่ารวม 6,825,000 บาท 

    การแข่งขันทักษะการขายและบริการหลังการขายอีซูซุ ประจำปี 2568  

    การแข่งขันทักษะด้านการขายและบริการหลังการขายอีซูซุ ประจำปี 2568 รอบชิงชนะเลิศ เน้นการทดสอบที่จำลองสถานการณ์จริง เพื่อเฟ้นหาผู้เข้าแข่งขัน 108 คนสุดท้าย จากผู้เข้าแข่งขันทั่วประเทศกว่า 12,000  คน 

    โดยมีคณาจารย์จากสถาบันการศึกษาชั้นนำร่วมตัดสินอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าบุคลากรที่ผ่านเวทีนี้จะกลับไปส่งมอบการบริการที่ดีเยี่ยมให้กับลูกค้าทั่วประเทศ โดยผลการแข่งขันทั้ง 6 ประเภท ดังนี้

    รางวัลชนะเลิศ ที่ปรึกษาการขาย รถปิกอัพและรถยนต์นั่งอเนกประสงค์  : คุณสันติภาพ พิมพ์วงษ์ จากบริษัท ประชากิจมอเตอร์เซลส์ จำกัด 

    รางวัลชนะเลิศ ที่ปรึกษาการขาย รถบรรทุกขนาดกลางและใหญ่   : คุณชินพรรธน์ ธีรธรรมวัฒน์ จากบริษัท จึงกงเฮงอีซูซุ จำกัด 

    รางวัลชนะเลิศ พนักงานช่าง รถปิกอัพและรถยนต์นั่งอเนกประสงค์   : คุณกฤษดา ภู่เปี่ยม จากบริษัท อีซูซุเชียงใหม่เซลส์ จำกัด 

    รางวัลชนะเลิศ พนักงานช่าง รถบรรทุกขนาดกลางและใหญ่  : คุณพนิตชัย อุ่นเพ็ญ จากบริษัท โค้วยู่ฮะมอเตอร์ จำกัด 

    รางวัลชนะเลิศ พนักงานมัลติฟังก์ชัน (ที่ปรึกษางานบริการและเจ้าหน้าที่ลูกค้าสัมพันธ์)  : คุณสุรศักดิ์ สุจริต จากบริษัท โค้วยู่ฮะอีซูซุเซลส์กรุงเทพ จำกัด 

    รางวัลชนะเลิศ พนักงานอะไหล่  :  คุณวรานนท์ เรืองสถาพรเจริญ จากบริษัท อีซูซุอึ้งง่วนไต๋นครปฐม จำกัด 

    นายสันติภาพ พิมพ์วงษ์ จากบริษัท ประชากิจมอเตอร์เซลส์ จำกัด รางวัลชนะเลิศประเภทที่ปรึกษาการขาย ประเภทรถปิกอัพและรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ เผยว่า ผมเข้าการร่วมการแข่งขันนี้ 3 ปีแล้วครับ ปีที่ 1 ไม่ได้รางวัล ปีที่ 2 ได้ที่ 3 และปีนี้ได้รางวัลชนะเลิศ รู้สึกตื่นเต้นมาก ไม่ผิดหวังเลยที่ตั้งใจทำอย่างเต็มที่ ความท้าทายคือผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนทั่วประเทศเก่งกันมาก 

    แต่ผมได้ฝึกซ้อมมาอย่างเต็มที่กับทีมงานและครูฝึกที่เก่ง และผู้บริหารที่ให้การสนับสนุนอย่างดี เลยทำให้มีเวลาฝึกซ้อมเป็นพิเศษด้วย โดยใช้เวลาฝึกซ้อมประมาณ 1 เดือน ซ้อมทุกอาทิตย์เลยครับ สำหรับลูกค้าที่กำลังตัดสินใจซื้อรถอีซูซุลูกค้ามั่นใจได้เลยนะครับว่าคุ้มค่า คุ้มราคา และได้รับบริการที่ดีแน่นอนครับ 

    นายพนิตชัย อุ่นเพ็ญ จากบริษัท โค้วยู่ฮะมอเตอร์ จำกัด รางวัลชนะเลิศประเภทพนักงานช่าง ประเภทรถบรรทุกขนาดกลางและใหญ่ เปิดใจถึงความสำเร็จในครั้งนี้ว่า การแข่งขันปีนี้เป็นปีแรกที่ผมประสบความสำเร็จ 

    หลังจากเข้าแข่งขันมาแล้ว 3 ปี รู้สึกภาคภูมิใจมากที่ตัวเองได้เป็นตัวแทนของดีลเลอร์ที่ได้เข้ามาร่วมแข่งขัน และได้เสริมทักษะของตัวเองด้วยว่าเราต้องเรียนรู้เพิ่มเติมอีกแค่ไหน 

    ความท้าทายที่สุดในการแข่งขันครั้งนี้ก็คือ การแข่งขันกับตัวเอง ว่าเรามีกำลังใจดีแค่ไหน และเราจะแก้ไขปัญหาตอนแข่งขันยังไง การเตรียมตัวในครั้งนี้ผมเริ่มจากการฝึกฝนจากตัวเองก่อน แล้วก็ให้ผู้รู้หรือครูฝึกประจำศูนย์ ช่วยแนะนำอีกที อยากบอกลูกค้าอีซูซุว่าให้เชื่อมั่นในช่างอีซูซุเลยครับ โดยเฉพาะช่างพนักงานช่างรถใหญ่ เรารู้จริง เราทำได้จริงอะไหล่แท้ บริการแบบมาตรฐาน มั่นใจได้เลยครับ 

    นายสุรศักดิ์ สุจริต จากบริษัท โค้วยู่ฮะอีซูซุเซลส์กรุงเทพ จำกัด รางวัลชนะเลิศประเภทพนักงานมัลติฟังก์ชัน (ที่ปรึกษางานบริการและลูกค้าสัมพันธ์) บอกเล่าความรู้สึกหลังคว้ารางวัล ได้เข้าแข่งขันปีนี้เป็นปีที่ 2 แล้วแต่ก็ยังรู้สึกตื่นเต้นอยู่ แต่ปีนี้ได้รางวัลรู้สึกดีใจมากครับ ความท้าทายที่สำคัญที่สุดคือการแข่งกับตัวเอง ความแม่นยำของข้อมูล และคุณภาพงานบริการที่จะส่งมอบให้กับลูกค้า 

    โดยใช้วิธีการเตรียมตัวผ่าน การปฏิบัติงานจริงกับลูกค้าที่ศูนย์บริการควบคู่ไปกับการฝึกซ้อมส่วนตัวเป็นเวลา 2 อาทิตย์ ขอฝากบอก คุณลูกค้าอีซูซุทุกคนนะครับ มั่นใจศูนย์บริการอีซูซุทุกสาขาได้เลย พนักงานมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด วางใจได้ตลอดการใช้งานครับ 

    การแข่งขันทักษะบริการด้านเทคนิคของอีซูซุระดับนานาชาติ 2025 

    การแข่งขันทักษะบริการด้านเทคนิคของอีซูซุในระดับนานาชาติ (Isuzu World Technical Competition I-1 Grand Prix 2025) เป็นเวทีที่ใช้ทดสอบความรู้และความสามารถของช่างเทคนิคของ  อีซูซุจากทั่วโลก โดยทีมช่างอีซูซุจากประเทศไทยคว้าแชมป์ ในกลุ่มรถบรรทุกขนาดกลางและใหญ่ ครั้งที่ 20 ณ โยโกฮาม่า ประเทศญี่ปุ่น โดยคุณธวัชชัย จันทร์หอม (หจก. ภาคอิสาณอุบล (ตังปัก)) และคุณจักรพันธุ์  รักบุรี (บริษัท อีซูซุอันดามันเซลส์ จำกัด) ได้รับเงินสนันสนุนผู้ชนะเลิศการแข่งขัน ท่านละ 100,000 บาท  จากบริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด

    นอกจากนี้อีซูซุยังได้มอบชุดรถยนต์เพื่อการศึกษา ให้แก่สถานศึกษา 15 แห่งทั่วประเทศ มูลค่ารวม 6,825,000 บาท เพื่อสนับสนุนการเรียนการสอนด้านยานยนต์ และเสริมสร้างทักษะเชิงปฏิบัติให้แก่นักเรียนและนักศึกษา อันเปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นในการสร้างบุคลากรคุณภาพสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยต่อไปด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/auto/news/2916156&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rDNFgbGfAijFkqJbFQlQa

  • พลิกโฉมการศึกษา! มติบอร์ด TZD เปลี่ยนบัตรประชาชนเป็น ‘คลังหน่วยกิตชีวิต’ หนุนเรียนรู้ยืดหยุ่น

    พลิกโฉมการศึกษา! มติบอร์ด TZD เปลี่ยนบัตรประชาชนเป็น ‘คลังหน่วยกิตชีวิต’ หนุนเรียนรู้ยืดหยุ่น

    คณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาระดับชาติ (Thailand Zero Dropout – TZD) มีมติเห็นชอบแนวนโยบายการศึกษาแบบยืดหยุ่น (Flexible Learning) ผลักดันโครงการ ‘Learning Passport’ เปลี่ยนบัตรประชาชนให้เป็นบัญชีคลังหน่วยกิตชีวิต (ILA) เผยความสำเร็จในการดึงเด็กกลับเข้าสู่ระบบได้ลดลงเกือบครึ่ง พร้อมยกระดับแผนงานปี 2569 เดินหน้าเชื่อมฐานข้อมูลรัฐ ขยายการช่วยเหลือครอบคลุมเด็กศูนย์การเรียนรู้ ม.12 และกลุ่มเสี่ยงวิกฤต (Crisis PLUS)

    พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ ประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนฯ เปิดเผยว่า การแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษาคือวาระสำคัญที่รัฐบาลผลักดันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งความร่วมมือจากทุกภาคส่วนส่งผลให้ตัวเลขเด็กนอกระบบลดลงอย่างเป็นรูปธรรม จาก 1.02 ล้านคนในปี 2566 ล่าสุด (ข้อมูล ณ พ.ย. 2568) ตัวเลขเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาลดลงเหลือ 603,095 คน เพื่อสานต่อความสำเร็จดังกล่าว ที่ประชุมจึงมีมติเห็นชอบแนวทาง Flexible Learning และ Learning Passport โดยขับเคลื่อนระบบนิเวศการเรียนรู้ใหม่ที่ไม่ยึดติดกับห้องเรียน แต่มุ่งสร้างทักษะพื้นฐานชีวิต (Foundational Skills) จากงานวิจัยของกสศ. ใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1) ทักษะดิจิทัล 2) ทักษะทางอารมณ์และสังคม และ 3) ทักษะผู้ประกอบการ 

    “การขับเคลื่อนดังกล่าวจะดำเนินการผ่านการพัฒนาบัญชีการเรียนรู้สำหรับแต่ละบุคคล (Individual Learning Accounts – ILA) โดยใช้บัตรประชาชนใบเดียวให้เป็น Learning Passport ซึ่งทำหน้าที่เป็นระบบสะสมหน่วยกิต มีผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมคือ สามารถเทียบโอนเพื่อศึกษาต่อได้ ในระดับต่าง ๆ อาทิ ระดับอุดมศึกษา โดยความร่วมมือกับกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการศึกษา พร้อมทั้งสามารถนำไปใช้สมัครงานได้ทันที เนื่องจากข้อมูลสมรรถนะจะได้รับการรับรองมาตรฐาน เพื่อใช้เป็นโปรไฟล์ยืนยันทักษะกับสถานประกอบการ นอกจากนี้ ยังมีการสนับสนุนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Mobile School (กสศ.) หรือ EWE platform (สคช.) เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา (Anywhere, Anytime)” พล.ต.อ. เพิ่มพูน กล่าว  

    ในที่ประชุมยังมีการยกตัวอย่างจังหวัดที่ดำเนินการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษา เช่น จังหวัดบุรีรัมย์ ดำเนินงานโดยสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) จังหวัดบุรีรัมย์ ผ่านโครงการ BURIRAM ZERO DROPOUT (BZDM) เพื่อแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาในพื้นที่อย่างยั่งยืน

    เป้าหมายหลักคือการทำให้ตัวเลขเด็กหลุดระบบกลายเป็นศูนย์ ผ่านกลไกการทำงาน 4 แนวทางหลักคือ 1.ป้องกัน 2.แก้ไข 3.ส่งต่อ และ 4.ติดตามดูแล เพื่อให้การช่วยเหลือเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายจำนวน 17,401 คน (ช่วงอายุ 3-18 ปี) ขณะเดียวกันยังผนึกกำลังภาคีเครือข่าย “ค้นหาและติดตามเชิงรุก” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการทำงานร่วมกับเครือข่ายในท้องถิ่น ทั้งผู้นำชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) เพื่อสำรวจข้อมูลเชิงลึกถึงสภาพความเป็นอยู่และสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เด็กหลุดออกจากระบบ และการสนับสนุนจากหน่วยงานภาคีเพื่อสนับสนุนอุปกรณ์การเรียน ปัจจัยพื้นฐาน การดูแลสุขภาพ และการแนะแนวอาชีพตามสภาพปัญหาของแต่ละบุคคล

    ขณะที่จังหวัดสงขลา โดยคณะกรรมการจังหวัด และคณะกรรมการตำบล ได้ดำเนินงานขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “Thailand Zero Dropout หรือ “สงขลาโมเดล 2569” โดยเป็นการประสานพลังร่วมกันระหว่างสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสงขลา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สมาคมอาสาสร้างสุข และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ยุทธศาสตร์นี้มุ่งเน้นการดึงเด็กและเยาวชนกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา หรือส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านระบบที่ยืดหยุ่นให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ โดยใช้กลไกการทำงานบูรณาการผ่านคณะกรรมการระดับอำเภอทั้ง 16 อำเภอ และคณะกรรมการปฏิบัติการระดับตำบล 127 แห่ง เพื่อการเข้าถึงและติดตามเด็กอย่างใกล้ชิด 

    หัวใจสำคัญของการดำเนินงานคือยุทธศาสตร์ “ค้นหา-ช่วยเหลือ-ดูแล-ส่งต่อ” ซึ่งปรากฏผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมผ่าน “สทิงพระโมเดล” พื้นที่ต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในการนำเด็กกลับเข้าสู่เส้นทางการเรียนรู้ที่เหมาะสม ความสำเร็จนี้เกิดจากการปรับเปลี่ยนแนวคิด “เปลี่ยนชุมชนให้เป็นห้องเรียน” ผ่านการจัดการเรียนรู้ 3 ฐาน ได้แก่ วิชาชีวิต วิชาการ และวิชาอาชีพ เพื่อให้บทเรียนตอบโจทย์วิถีชีวิตจริงและสร้างรายได้ได้จริง เช่น การเรียนรู้ภูมิปัญญาการทำน้ำตาลโตนด และศิลปะการแสดงโนราห์ นอกจากนี้ จังหวัดยังขยายผลผ่านนโยบาย “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ” เพื่อส่งเสริมให้โรงเรียนทั้งภาครัฐและเอกชนปรับตัวสู่การจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นและไร้รอยต่อ รองรับความหลากหลายของผู้เรียนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง

    เช่นเดียวกับจังหวัดพิษณุโลก โดยความร่วมมือสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิษณุโลก อุตรดิตถ์ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดพิษณุโลก สมาคมสุขปัญญา และกสศ. ที่สามารถติดตามเด็กตามรายชื่อ TZD ได้แล้วถึง 7,178 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 99.61 ผ่านกลไกการทำงานที่เน้นความยืดหยุ่นและการบูรณาการทุกภาคส่วน เช่น มาตรการ กลไก “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ”เพื่อปรับการเรียนการสอนในสถานศึกษาให้ตอบสนองปัญหาของเด็กรายบุคคล ช่วยป้องกันกลุ่มเสี่ยงไม่ให้หลุดออกจากระบบ และ One Stop Serviceในการรับเรื่อง ช่วยเหลือ และส่งต่อเด็กอย่างรวดเร็ว  

    รวมถึงยุทธศาสตร์ “ตาข่ายการศึกษา” 3 ชั้น คือ ตาข่ายที่ 1 ปรับสถานศึกษาให้ยืดหยุ่น ตาข่ายที่ 2 รองรับเด็กที่ตกหล่นด้วย “ศูนย์การเรียนมาตรา 12” และรูปแบบโรงเรียนมือถือ (Mobile School) และตาข่ายที่ 3 ขับเคลื่อนระดับตำบล โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน และส่งเสริมการเรียนรู้ตามวิถีชีวิต นอกเหนือจากนั้นยังมีการบูรณาการเครือข่ายทุกภาคส่วนในจังหวัดทั้งภาครัฐ เอกชน ภาคประชาสังคม ในการร่วมกันแก้ปัญหา

    นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนฯ TZD ยังได้กำหนดทิศทางการดำเนินงานในปี 2569 เพื่อขจัดความซ้ำซ้อนและอุดช่องโหว่ของระบบ ผ่าน 3 มาตรการสำคัญ ได้แก่ 

    1. เชื่อมโยงข้อมูลสิทธิสวัสดิการข้ามกระทรวง: บูรณาการข้อมูลกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อออกแบบแผนช่วยเหลือเด็กเป็นรายบุคคล (Case Management)

    2. ขยายเป้าหมายคุ้มครองกลุ่มเปราะบางซ่อนเร้น: พัฒนาฐานข้อมูลกลุ่มที่ยังไม่มีระบบรองรับ เช่น เยาวชนในกระบวนการยุติธรรม แรงงานนอกระบบ และโดยเฉพาะเด็กในศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 เพื่อให้สามารถเข้าถึงสิทธิเงินอุดหนุน นม และอาหารกลางวัน

    3. ดูแลกลุ่ม ‘Crisis PLUS’ (หลุดระบบชั่วคราว): ป้องกันเด็กและเยาวชนที่เผชิญวิกฤตอุทกภัย (เช่น น้ำท่วมขังภาคกลาง, น้ำท่วมฉับพลันภาคใต้) โรคระบาด หรือภัยสงคราม ไม่ให้กลายเป็นกลุ่มที่หลุดออกจากระบบอย่างถาวร

    ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเชิดชูยกย่องเกียรติหน่วยงานทุกภาคส่วนที่ร่วมขับเคลื่อนภารกิจ Thailand Zero Dropout เข้าสู่ปีที่ 3 อย่างเข้มแข็ง ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบให้ในปี 2569 มีการมอบรางวัล Prime Minister TZD+ Awards ซึ่งเป็นโล่เกียรติยศจากนายกรัฐมนตรี เพื่อมอบให้แก่หน่วยงานต้นแบบที่มีผลงานโดดเด่นในการสร้างตาข่ายรองรับเด็กไทย ไม่ให้มีใครต้องร่วงหล่นจากระบบการศึกษาอีกต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/special-report/NT6PocwJX&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1J6Gfu7lPk9a2lhI-yYElE

  • สรุปเศรษฐกิจปีแรกยุค ‘ทรัมป์’ GDP พุ่ง สอบตกเรื่องจ้างงาน-คุมเงินเฟ้อ

    สรุปเศรษฐกิจปีแรกยุค ‘ทรัมป์’ GDP พุ่ง สอบตกเรื่องจ้างงาน-คุมเงินเฟ้อ

    รอยเตอร์รายงานสถานการณ์หนึ่งปีหลังจากที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” ก้าวเข้ามารับตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 2 นโยบายเศรษฐกิจยังคงให้ผลลัพธ์ทั้งดีและร้ายปนกันไป ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือนอเมริกันในหลายมิติ  

    ครบ 1 ปี นโยบาย  America First 

    นโยบายเศรษฐกิจที่เป็นเอกลักษณ์ของทรัมป์นั้นมีความหลากหลายและซับซ้อน โดยมักจะหลอมรวมเข้ากับนโยบายต่างประเทศและวาระทางการเมืองภายใต้แนวคิด “อเมริกาต้องมาก่อน” (America First

    หัวใจสำคัญของมาตรการเหล่านี้ประกอบด้วย การลดภาษี เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและเร่งการเติบโตของเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับ การจัดเก็บภาษีนำเข้า เพื่อสร้างรายได้ให้รัฐบาล ลดการพึ่งพาสินค้าจากต่างประเทศ และดึงฐานการผลิตกลับมาในสหรัฐ 

    นอกจากนี้ ยังมีการคุมเข้มเรื่องผู้อพยพ โดยเชื่อว่าจะช่วยเปิดโอกาสให้คนอเมริกันหางานได้ง่ายขึ้นและทำให้ราคาที่อยู่อาศัยถูกลง รวมถึงการเดินหน้า ลดกฎระเบียบข้อบังคับ ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น พลังงานและการธนาคาร เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ

    GDP โตสูงกว่าคาด 

    ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจสหรัฐฯ เผชิญกับภาวะหดตัวชั่วคราว เนื่องจากบรรดาภาคธุรกิจต่างเร่งนำเข้าสินค้าล่วงหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงกำแพงภาษีใหม่ที่กำลังจะประกาศใช้ นอกจากนี้ การเติบโตยังชะลอตัวลงในช่วงปลายปีจากการปิดหน่วยงานรัฐบาล ที่ยาวนานเป็นประวัติการณ์ ซึ่งส่งผลให้การใช้จ่ายภาครัฐลดลงชั่วคราว 

    สรุปเศรษฐกิจปีแรกยุค ‘ทรัมป์’ GDP พุ่ง สอบตกเรื่องจ้างงาน-คุมเงินเฟ้อ

    แต่ในช่วงระหว่างนั้น ตัวเลขการเติบโตกลับพุ่งสูงขึ้นเกินกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ โดยในปีนี้เศรษฐกิจได้รับแรงส่งสำคัญจากมาตรการลดภาษีภายใต้กฎหมาย  “One Big Beautiful Bill

    รายได้ภาษี-ขาดดุลการค้า

    ภาษีนำเข้าคือหัวใจหลักในนโยบายของทรัมป์มาโดยตลอด แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นไปตามคาดในช่วงแรก โดยก่อนที่เขาจะรับตำแหน่ง ธุรกิจต่าง ๆ ได้เร่งนำเข้าสินค้าล่วงหน้าเพื่อหนีภาษี ส่งผลให้การขาดดุลการค้าของสหรัฐพุ่งสูงขึ้นชั่วคราว ซึ่งขัดกับเป้าหมายที่ทรัมป์ต้องการลดการขาดดุล 

    สรุปเศรษฐกิจปีแรกยุค ‘ทรัมป์’ GDP พุ่ง สอบตกเรื่องจ้างงาน-คุมเงินเฟ้อ

    แม้นักวิเคราะห์จะมองว่าในระยะยาวภาษีนี้อาจช่วยลดช่องว่างการนำเข้า-ส่งออกได้จริง แต่จนถึงปัจจุบันผลลัพธ์นั้นยังไม่ปรากฏ

    นอกจากนี้ การที่ศาลฎีกาสั่งยกเลิกภาษีนำเข้า “ฉุกเฉิน” แบบครอบคลุมทั่วโลก ทำให้รัฐบาลทรัมป์ต้องแก้เกมด้วยการประกาศภาษีใหม่ที่ 15% เพื่อชดเชยรายได้ที่หายไป และยืนยันว่าจะใช้ทุกอำนาจที่มีเพื่อรักษาฐานรายได้จากภาษีนำเข้าไม่ให้ลดลง

    ผลผลิตอุตสาหกรรมพุ่ง  สวนทางจ้างงาน

    สรุปเศรษฐกิจปีแรกยุค ‘ทรัมป์’ GDP พุ่ง สอบตกเรื่องจ้างงาน-คุมเงินเฟ้อ ภาคการผลิตของสหรัฐเริ่มฟื้นตัวได้ แม้จะเผชิญแรงกดดันจากภาษีนำเข้าและดอกเบี้ยที่สูง โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการลงทุนใน AI  ที่กำลังเติบโตอย่างรุนแรง และคาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่องในปีนี้เมื่อมาตรการลดภาษีเริ่มส่งผล

    สรุปเศรษฐกิจปีแรกยุค ‘ทรัมป์’ GDP พุ่ง สอบตกเรื่องจ้างงาน-คุมเงินเฟ้อ

    อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่คือ “การเติบโตที่ไม่เกิดการจ้างงาน”  แม้ผลผลิตโรงงานจะเพิ่มขึ้น แต่จำนวนพนักงานในภาคอุตสาหกรรมกลับลดลง  ซึ่งถือเป็นอุปสรรคสำคัญต่อความพยายามของทรัมป์ ที่ต้องการใช้ความเข้มงวดทางการค้าเพื่อสร้างงานคืนสู่คนอเมริกัน

    ตลาดแรงงานเริ่มชะงักงัน

    ภาพรวมตลาดแรงงาน เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว อัตราว่างงานขยับขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 4.3% ในเดือนมกราคม แม้จะมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 130,000 ตำแหน่งในเดือนล่าสุด แต่ตัวเลขรวมทั้งปีที่แล้วถือว่าน่าผิดหวัง โดยเพิ่มขึ้นเพียง 180,000 ตำแหน่ง ซึ่งใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยรายเดือนของปี 2567

    สรุปเศรษฐกิจปีแรกยุค ‘ทรัมป์’ GDP พุ่ง สอบตกเรื่องจ้างงาน-คุมเงินเฟ้อ

    นักวิเคราะห์ระบุว่าส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการปราบปรามผู้อพยพที่เข้มงวด ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งฝั่งความต้องการจ้างงานและจำนวนแรงงานในระบบ

    เงินเฟ้อและเฟด

    แม้เงินเฟ้อจะลดลงจากจุดสูงสุดในสมัยประธานาธิบดีไบเดน แต่ดัชนีราคาที่เฟดเฝ้าติดตามกลับเริ่มขยับสูงขึ้นอีกครั้งในช่วงปลายปีที่แล้ว ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากมาตรการภาษีนำเข้า โดยคาดว่าสถานการณ์จะทรงตัวระดับสูงต่อไปอีกระยะ

    สรุปเศรษฐกิจปีแรกยุค ‘ทรัมป์’ GDP พุ่ง สอบตกเรื่องจ้างงาน-คุมเงินเฟ้อ

    นอกจากนี้ ความหวังของตลาดอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงของประธานเฟด โดยทรัมป์ได้เสนอชื่อ “เควิน วอร์ช” ให้มารับตำแหน่งต่อจากเจอโรม พาวเวลล์ ในเดือนพ.ค.ที่จะถึงนี้ ซึ่งตลาดคาดหวังว่าเขาจะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งติดต่อกันตั้งแต่เดือนมิ.ย.เพื่อพยุงตลาดแรงงานที่อ่อนแอและรับมือกับเงินเฟ้อที่เริ่มเข้าสู่ภาวะคงที่

    อ้างอิง Reuters

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1222671&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0YBKiNN0_SPJhmxGc70ZH6

  • กรุงศรี มองเศรษฐกิจโลก ปี 69 ฟื้นตัวท่ามกลางความผันผวน  ไทย ชะลอจากปีก่อน

    กรุงศรี มองเศรษฐกิจโลก ปี 69 ฟื้นตัวท่ามกลางความผันผวน ไทย ชะลอจากปีก่อน

    ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สัมมนา KRUGNSRI EXCLUSIVE Investment Outlook 2026: Building Resilient Portfolios in Volatile World โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและการลงทุนของกรุงศรี และพันธมิตร อัปเดตมุมมองเศรษฐกิจและเทรนด์การลงทุนปี 2569 ว่า แม้จะเริ่มเห็นสัญญาณเศรษฐกิจเข้าสู่วัฏจักรฟื้นตัว แต่ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และปัจจัยเชิงโครงสร้างยังเป็นแรงกดดันสำคัญ ขณะที่กลยุทธ์ลงทุนควรให้น้ำหนักหุ้นมากกว่าตราสารหนี้ และต้องกระจายความเสี่ยง ลดการกระจุกตัวในหุ้นเทคฯใหญ่ ของสหรัฐฯ 

    ไปยังหุ้นขนาดกลาง-เล็ก หุ้นวัฏจักร และตลาดเกิดใหม่ พร้อมเน้นการบริหารพอร์ตอย่างยืดหยุ่น เพื่อรับโอกาสฟื้นตัวอย่างมีคุณภาพ

    ด้านเศรษฐกิจโลก 2569 “โตได้ แต่ไม่ง่าย”

    พิมพ์นารา หิรัญกสิ หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ และผู้บริหารสายงานวิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ฉายภาพเศรษฐกิจโลกปี 2569 ว่าแม้ยังเติบโตได้ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า แต่ต้องเผชิญบริบท “ระเบียบโลกใหม่” ที่เต็มไปด้วยการแบ่งขั้วทางสังคมและการเมือง โดยความเสี่ยงระยะสั้นในช่วง 1–2 ปีนี้มาจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นหลัก รองลงมาคือปัญหาข้อมูลบิดเบือนและความแตกแยกทางสังคม ขณะที่ความเสี่ยงระยะยาวใน 10 ปีข้างหน้า จะโยงกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว

    สำหรับเศรษฐกิจสหรัฐฯ แม้ยังเติบโตโดดเด่นจากเม็ดเงินลงทุนใน AI นโยบายการคลังและโอกาสที่ Fed จะลดดอกเบี้ยในช่วงกลางปี แต่สหรัฐฯ กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโลกจากนโยบายกีดกันทางการค้า การขึ้นภาษีนำเข้า และความพยายามควบคุมจุดยุทธศาสตร์ต่างๆ ด้านยุโรปยังคงทรงตัว โดยมีภาคบริการที่ยังคงช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ แต่ภาคการผลิต–ส่งออกยังคงอ่อนแรง ส่วนญี่ปุ่น แม้จะได้แรงหนุนจากภาคการท่องเที่ยว แต่ก็มีความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์กับประเทศจีน ซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานสำคัญอย่างแร่หายาก (Rare Earth) ขณะที่จีนเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งการชะลอตัวของภาคการผลิตและบริการ วิกฤตอสังหาริมทรัพย์ที่ยังซบเซา โครงสร้างประชากรสูงวัย และหนี้สินของรัฐบาลท้องถิ่นที่สะสมจากการลงทุนมากเกินไปในช่วงที่ผ่านมา

    ในส่วนของเศรษฐกิจไทย ปี 2569 มีแนวโน้มเติบโตชะลอลงจากปีก่อน แม้มีแรงหนุนจากภาคการท่องเที่ยวและการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัล-ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ยังคงเติบโตโดดเด่น แต่ยังต้องเผชิญแรงกดดันจากการส่งออก ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และการเข้าสู่สังคมสูงวัยขั้นสุดยอด (Super-aged society) ซึ่งล้วนเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งแก้ไข

    แนะรีวิวพอร์ตทุก 3 เดือน รับเศรษฐกิจฟื้น ชูหุ้นเกิดใหม่เด่นปี 69

    โดย David Chao, Global Market Strategist, Asia Pacific ex Japan, Invesco ได้แนะนำให้นักลงทุนทบทวนพอร์ตทุก 3 เดือนผ่าน 3 ขั้นตอน ได้แก่ 

    1.ประเมินภาพเศรษฐกิจมหภาค : เศรษฐกิจโลกปี 2569 มีความแข็งแกร่งและยืดหยุ่นกว่าที่หลายฝ่ายประเมินไว้มาก ซึ่งความกังวลเรื่องผลกระทบจากภาษีการค้าที่คาดว่าจะเข้ามากดดันให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจริง ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจกำลังก้าวออกจากภาวะชะลอตัวเข้าสู่วัฏจักรการฟื้นตัวอย่างชัดเจน

    นอกจากนี้ ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจคือ ทิศทางของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ปัจจุบันมีมูลค่าแพงเกินไปเมื่อเทียบกับสถิติในอดีต และมีแนวโน้มที่จะอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยกดดันหลักมาจากการคาดการณ์ว่า Fed จะยังคงเดินหน้าปรับลดอัตราดอกเบี้ย ในขณะที่ธนาคารกลางหลักอื่นๆ ทั่วโลกยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ รวมถึงความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ผ่อนคลายลง โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่กลับเข้าสู่ภาวะปกติและชะลอการตอบโต้กัน ถือเป็นแรงหนุนสำคัญต่อภูมิภาคเอเชีย ช่วยเปิดทางให้ประเทศโดยรอบรวมถึงเศรษฐกิจไทยมีโอกาสฟื้นตัวและกลับมาเติบโตได้ชัดเจนขึ้น

    2.กำหนดธีมการลงทุน : เมื่อเศรษฐกิจมหภาคเข้าสู่ภาวะฟื้นตัวและผู้คนในภูมิภาคหลักมีรายได้ที่แท้จริงสูงขึ้น ธีมการลงทุนในปีนี้จึงเปลี่ยนผ่านจากการเติบโตที่กระจุกตัวในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ไปสู่การกระจายโอกาสในวงกว้างมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ที่ได้ประโยชน์จากปัจจัยสนับสนุนครบทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯเทียบกับสกุลเงินอื่น ธนาคารกลางในท้องถิ่นเริ่มอัดฉีดสภาพคล่องและลดอัตราดอกเบี้ย และราคาน้ำมันดิบที่ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ

    3.จัดสรรสินทรัพย์ให้เหมาะสม : แนะว่ากลยุทธ์การจัดพอร์ตในปี 2569 ควรให้น้ำหนักไปที่หุ้นมากกว่าตราสารหนี้ และควรหลีกเลี่ยงการถือครองพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว เนื่องจากหากเกิดภาวะเงินเฟ้อแฝงจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ยที่อาจขยับขึ้นจะทำให้ราคาพันธบัตรปรับตัวลดลง

    สำหรับการเลือกลงทุนในตลาดหุ้น แนะนำให้ทำการปรับสมดุลพอร์ต โดยกระจายความเสี่ยงออกจากหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ขนาดใหญ่ และโยกเม็ดเงินเข้าสู่หุ้นขนาดกลางและเล็กที่เน้นการเติบโต (Mid-cap & Small-cap Growth) รวมถึงหุ้นกลุ่มวัฏจักร (Cyclicals) ซึ่งจะทำผลงานได้ดีเป็นพิเศษในช่วงต้นของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ควรเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นตลาดเกิดใหม่ (รวมถึงหุ้นไทยและเอเชีย) ที่ได้อานิสงส์ตรงจากดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่า และหากต้องการลงทุนในธีมเทคโนโลยีหรือ AI ควรพิจารณากระจายไปที่หุ้นกลุ่ม China AI ของจีน ซึ่งมีความแตกต่างจากสหรัฐฯ อย่างชัดเจน โดยเน้นการประยุกต์ใช้ในเชิงพาณิชย์ ผสานเข้ากับหุ่นยนต์และภาคการผลิตขั้นสูง ซึ่งมี Use Case ในการสร้างรายได้ที่จับต้องได้จริง

    เปิด 5 กองทุน Flagship ตอบโจทย์ทุกสภาวะตลาดปีนี้ 

    วิรัตน์ วิทยศรีธาดา, CFA ผู้บริหารฝ่ายกลยุทธ์และที่ปรึกษาการลงทุน และหัวหน้าทีม Krungsri Investment Intelligence ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ประเมินภาพรวมตลาดหุ้นปีนี้ว่ายังมีปัจจัยบวกจากเศรษฐกิจที่เติบโตได้ดี ทิศทางดอกเบี้ยขาลง ผลประกอบการที่แข็งแกร่ง และเม็ดเงินลงทุนใน AI ที่ยังคงสูง อย่างไรก็ตาม ตลาดยังมีความเสี่ยงเรื่อง Valuation ที่ตึงตัว การหมุนกลุ่มลงทุนจากความกังวลเรื่อง AI นโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ และท่าทีของ Fed ที่ผ่อนคลายช้ากว่าคาด กรุงศรีจึงแนะนำ กลยุทธ์จัดพอร์ตโดยมี Global Equity เป็นแกนหลัก (Core Port) และหาจังหวะลงทุนระยะสั้น (Tactical) ในตลาด Non-US พร้อมนำเสนอกองทุน Flagship ประจำปีผ่านธีม A.L.P.H.A ได้แก่ 

    •Asset Stability ผ่านกองทุนตราสารหนี้ KF-CSINCOME
    •Long-term AI Theme ผ่านกองทุนหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกอย่าง KFHTECH-A
    •Portfolio Rebalancing ผ่านกองทุน KF-GEI-A เพื่อปรับสมดุล
    •Hands-on Allocation ด้วยกองทุน KFGDB-A ที่มีการปรับพอร์ตอย่างยืดหยุ่น และ 
    •Active Selection ผ่านกองทุน KKP GNP-H ที่เน้นคัดเลือกหุ้นที่มีศักยภาพสูงในระยะยาว

    สำหรับการเจาะลึกกองทุนในธีม Portfolio Rebalancing อย่าง KF-GEI-A ถือเป็นทางออกสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนหุ้นโลกแต่กังวลความผันผวนของกลุ่ม AI โดย Mr. Ken Lin, CFA, CAIA, Managing Director, Head of Hong Kong and Southeast Asia Intermediary Business, Invesco ได้เผยกลยุทธ์หลักว่า กองทุน KF-GEI-A จะเน้นเฟ้นหาบริษัทระดับผู้นำที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่ง และไม่ไล่ราคาหุ้นเทคโนโลยีที่ Valuation แพงเกินไป ซึ่งกลยุทธ์นี้เองที่วิรัตน์ หัวหน้าทีม Krungsri Investment Intelligence มองว่าเข้ามาช่วยสร้างสมดุลให้กับพอร์ตได้อย่างดีเยี่ยม เพราะนอกจาก 70-100% ของกองทุนจะเน้นลงทุนในหุ้นที่มีลักษณะเป็น “Dividend Compounder” ที่บริษัทสามารถจ่ายปันผลเติบโตได้อย่างสม่ำเสมอ การมีสัดส่วนหุ้นเทคน้อยกว่าตลาดยังช่วยลดความผันผวนได้อย่างชัดเจน เห็นได้จากตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาที่ตลาดเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอย่างหนัก กองทุนนี้กลับแทบไม่ได้รับผลกระทบ ซ้ำยังสามารถทำผลตอบแทนบวกสวนทางตลาดได้อีกด้วย

    ในส่วนของกองทุน KFGDB-A ซึ่งกรุงศรีจัดให้อยู่ในธีม Hands-on Allocation นั้น Mr. Kelvin Lam, CAIA, Managing Director Head of Sales, Southeast Asia Retail and Private Bank Distribution, Allianz Global Investors ได้พาเจาะลึกความน่าสนใจในฐานะกองทุนประเภท Dynamic Asset Allocation ที่มีขอบเขตการลงทุนกว้างขวาง ครอบคลุมทั้งหุ้น ตราสารหนี้ ทองคำ และสินทรัพย์ทางเลือก จุดเด่นสำคัญคือการปรับพอร์ตเชิงรุก (Active Rotation) ตัวอย่างเช่น การกล้าถือเงินสดสูงถึง 30% ในยามวิกฤต หรือการสับเปลี่ยนไปลงทุนในหุ้นตลาดเกิดใหม่ (EM) และทองคำเมื่อมีจังหวะที่เหมาะสม ซึ่งนอกจากกลยุทธ์ที่ยืดหยุ่นแล้ว คุณวิรัตน์ยังได้เสริมจุดเด่นเพิ่มเติมว่า การที่กองทุนเลือกลงทุนผ่าน Euro Share Class จะช่วยลดต้นทุนการป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน (Hedging Cost) ได้อย่างมีนัยสำคัญอีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/stock-investment/269342&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3f8o4PbaDDBXzE43eWdYW9

  • เปิดขุมทรัพย์ “แบงค์ ศุภณัฐ” นักการเมืองดาวเด่นที่ถูกจับตา หล่อ โสด รวยตาแตก!!

    เปิดขุมทรัพย์ “แบงค์ ศุภณัฐ” นักการเมืองดาวเด่นที่ถูกจับตา หล่อ โสด รวยตาแตก!!

    เปิดทรัพย์สิน “แบงค์ ศุภณัฐ” นักการเมืองดาวรุ่ง ทายาทหมื่นล้าน โปรไฟล์เคมบริดจ์ กับอาณาจักรธุรกิจกว่า 400 ล้าน

    กลายเป็นอีกหนึ่งนักการเมืองรุ่นใหม่ที่ถูกจับตามองอย่างมาก หลังมีการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของ ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ หรือ “แบงค์” สส.กรุงเทพมหานคร ที่มีมูลค่าทรัพย์สินรวมกว่า 400 ล้านบาท พร้อมธุรกิจและการลงทุนจำนวนมาก สะท้อนภาพนักธุรกิจหนุ่มที่ก้าวเข้าสู่สนามการเมืองอย่างเต็มตัว

    ทายาทตระกูลใหญ่ โปรไฟล์การศึกษาระดับโลก

    ศุภณัฐ เกิดเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2534 เป็นบุตรชายคนที่ 2 ของครอบครัวมีนชัยนันท์ ซึ่งมีบทบาททั้งในวงการธุรกิจและการเมือง โดยเป็นหลานของมหาเศรษฐีที่ดินระดับหมื่นล้าน และมีเครือญาติที่เคยดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมืองหลายตำแหน่ง

    ด้านการศึกษา เขาเริ่มต้นที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล ก่อนเดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ ได้รับทุนด้านฟิสิกส์ จากนั้นจบปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับ 1 ด้านบริหารโครงการก่อสร้างจาก University College London และต่อยอดปริญญาโทด้านอสังหาริมทรัพย์การเงินจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ หนึ่งในสถาบันชั้นนำของโลก

    นักธุรกิจรุ่นใหม่ บริหารกิจการหลากหลายวงการ

    หลังเรียนจบ ศุภณัฐกลับมาสานต่อและขยายธุรกิจของครอบครัว พร้อมบริหารกิจการรวมมากกว่า 6 บริษัท ครอบคลุมทั้งธุรกิจก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ การขนส่ง และธุรกิจด้านการแพทย์ รวมถึงมีบทบาทเป็นที่ปรึกษาธุรกิจในต่างประเทศ

    นอกจากนี้ เขายังมีรายได้หลักจากการขายหุ้นและการลงทุนในธุรกิจต่าง ๆ ซึ่งสร้างรายได้รวมต่อปีมากกว่า 48 ล้านบาท ขณะที่ยังมีการลงทุนในสินทรัพย์รูปแบบใหม่ เช่น คริปโตเคอร์เรนซี และสินทรัพย์มูลค่าสูงอื่น ๆ อีกจำนวนมาก

    เปิดขุมทรัพย์ 400 ล้าน บ้านหรู รถหรู แบรนด์เนมครบ

    ข้อมูลจากบัญชีทรัพย์สินที่ยื่นต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อเข้ารับตำแหน่ง สส. ในปี 2566 ระบุว่า ศุภณัฐมีทรัพย์สินรวม 400,700,006 บาท และมีหนี้สินเพียง 229,749 บาท โดยทรัพย์สินสำคัญประกอบด้วย บ้านพักหรูในกรุงลอนดอน มูลค่ากว่า 70 ล้านบาท และที่ดินรวม 18 แปลง มูลค่ากว่า 107 ล้านบาท

    นอกจากนี้ ยังมีของสะสมและสินค้าแบรนด์เนมระดับโลก เช่น Hermes, Dior, Gucci และนาฬิกาหรู รวมมูลค่าเกือบ 98 ล้านบาท รวมถึงรถยนต์ระดับซูเปอร์ลักชัวรี อย่าง Rolls-Royce, Porsche และ Mercedes-Benz รวมมูลค่ากว่า 23 ล้านบาท

    ขณะเดียวกัน ยังมีเงินสดและเงินฝากรวมกว่า 35 ล้านบาท และการลงทุนในหุ้น สิทธิสัมปทาน และป้ายทะเบียนเลขสวย รวมมูลค่ากว่า 64 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างความมั่งคั่งที่มาจากทั้งการสืบทอดและการบริหารธุรกิจด้วยตนเอง

    จากนักธุรกิจสู่สนามการเมือง สร้างปรากฏการณ์คะแนนสูงสุด

    ศุภณัฐก้าวเข้าสู่สนามการเมืองครั้งแรกในการเลือกตั้งปี 2566 โดยลงสมัคร สส.กทม. เขตบางเขน จตุจักร และหลักสี่ และสามารถคว้าชัยชนะด้วยคะแนนสูงสุดในพื้นที่ สร้างปรากฏการณ์ล้มแชมป์เก่าได้สำเร็จ แม้จะมีเวลาหาเสียงเพียง 2 เดือน

    ล่าสุด ในการเลือกตั้งปี 2569 เขายังคงได้รับความไว้วางใจจากประชาชนอีกครั้ง โดยมีคะแนนนำเป็นอันดับ 1 ของกรุงเทพมหานคร ตอกย้ำภาพลักษณ์นักธุรกิจรุ่นใหม่ที่ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญของการเมืองไทย

    ด้วยพื้นฐานครอบครัวที่แข็งแกร่ง การศึกษาระดับโลก และอาณาจักรธุรกิจมูลค่ามหาศาล ทำให้ชื่อของ “แบงค์ ศุภณัฐ” กลายเป็นหนึ่งในนักการเมืองรุ่นใหม่ที่ถูกจับตามองทั้งในแง่ความมั่งคั่ง วิสัยทัศน์ และบทบาทในอนาคตบนเวทีการเมืองไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9875186/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IQF58Oh_gkexj3UaC5mQt