Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • วิกฤติภูมิอากาศรุกเศรษฐกิจไทย บีบปรับตัวท่ามกลางโลกเดือด

    วิกฤติภูมิอากาศรุกเศรษฐกิจไทย บีบปรับตัวท่ามกลางโลกเดือด

    วิกฤติภูมิอากาศรุกเศรษฐกิจไทย บีบปรับตัวท่ามกลางโลกเดือด

    วิกฤติภูมิอากาศรุกเศรษฐกิจไทย บีบปรับตัวท่ามกลางโลกเดือด

    เหตุการณ์มหาอุทกภัยในภาคใต้ช่วงปลายปี 2567 โดยเฉพาะพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญอย่างหาดใหญ่ ไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินและโครงสร้างพื้นฐาน แต่ยังกระทบรายได้ภาคท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซันปลายปี เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า “ความเสี่ยงสภาพภูมิอากาศ” ไม่ใช่ประเด็นไกลตัวอีกต่อไป หากแต่กำลังกลายเป็นความเสี่ยงเชิงระบบที่กระทบเศรษฐกิจไทยโดยตรง

    รายงานของ SCB EIC อ้างอิงข้อมูลจากฐานภัยพิบัติฉุกเฉิน EM-DAT ของศูนย์วิจัยด้านระบาดวิทยาภัยพิบัติ (CRED) ระบุว่า ในปี 2567 โลกเผชิญภัยธรรมชาติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรวม 373 ครั้ง เพิ่มขึ้น 16.2% จาก 321 ครั้งในปี 2543 โดยนับเฉพาะเหตุการณ์รุนแรงที่มีผู้เสียชีวิตเกิน 10 ราย หรือผู้ได้รับผลกระทบเกิน 100 รายขึ้นไป แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับสถานการณ์ในไทย ซึ่งเผชิญภัยลักษณะนี้ 7 ครั้งในปี 2567 และเพิ่มเป็น 13 ครั้งในปี 2568 จากเพียง 5 ครั้งในปี 2543 โดยกว่าครึ่งเป็นพายุและน้ำท่วม

    องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ประเมินว่า ไทยมีความเสียหายสะสมจากภัยพิบัติทางภูมิอากาศคิดเป็นเกือบ 0.7% ของ GDP ช่วงปี 2548-2567 ขณะที่ดัชนี Global Climate Risk Index (CRI) โดย Germanwatch จัดอันดับให้ไทยเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสูงเป็นอันดับ 17 ของโลกในปี 2567

    ภาพใหญ่ระดับโลกยิ่งสะท้อนความเสี่ยงระยะยาว รายงาน The Global Risks Report 2026 ของ World Economic Forumซึ่งสำรวจความเห็นผู้เชี่ยวชาญกว่า 1,300 ราย ระบุว่า ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมจะกลายเป็นความเสี่ยงอันดับต้น ๆ ของโลกในอีก 10 ปีข้างหน้า โดย 73% มองว่าอาจส่งผลในระดับ “Turbulent” หรือ “Stormy” โดยเฉพาะประเด็นภูมิอากาศสุดขั้ว การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และการล่มสลายของระบบนิเวศ

    ในอีกด้าน โลกกำลังเผชิญความจริงที่ยากจะปฏิเสธ เป้าหมายควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียสจากยุคก่อนอุตสาหกรรม ซึ่งถูกกำหนดไว้ในการประชุม COP21 ที่กรุงปารีส ปี 2015 กำลังถูกตั้งคำถาม ค่าเฉลี่ยอุณหภูมิโลกในปี 2024 อยู่ที่ราว 1.5-1.6 องศาเซลเซียสแล้ว ขณะที่บทวิเคราะห์ของ The Economist และโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ประเมินว่า ภายใต้นโยบายปัจจุบัน โลกอาจร้อนขึ้น 2.6-2.8 องศาเซลเซียสภายในปี 2100 ซึ่งจะเร่งระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นและทำลายระบบนิเวศสำคัญ เช่น แนวปะการังที่อาจหายไป 70–90%

    นโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจึงกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลก บริษัทข้ามชาติเริ่มนำข้อมูลการปล่อยคาร์บอนของคู่ค้ามาใช้พิจารณาจัดซื้อ อย่างไรก็ดี บริบทภูมิรัฐศาสตร์กลับซับซ้อนขึ้น เมื่อสหรัฐฯ ภายใต้การนำของ Donald Trump สมัยที่สอง ผ่อนคลายนโยบายภูมิอากาศ แต่เพิ่มมาตรการกีดกันทางการค้าและตั้งกำแพงภาษีมากกว่า 10% ต่อสินค้านำเข้า สร้างแรงกดดันต่อต้นทุนของประเทศคู่ค้า

    สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ไทยถูกบีบจากสองด้าน ด้านหนึ่งต้องควบคุมต้นทุนเพื่อรับมือกำแพงภาษี อีกด้านต้องเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อรักษาความสามารถแข่งขันในตลาดโลก ภาครัฐจึงจำเป็นต้องเร่งออกมาตรการสนับสนุนที่ชัดเจน ทั้งด้านแรงจูงใจภาษี โครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด และระบบการเงินสีเขียว ขณะที่ภาคเอกชนต้องเร่งประเมินความเสี่ยง กำหนดเป้าหมายลดคาร์บอน และใช้ประโยชน์จาก Green Finance หรือ Transition Finance เพื่อปรับโมเดลธุรกิจ

    วิกฤติสภาพภูมิอากาศจึงไม่ใช่เพียงประเด็นสิ่งแวดล้อม แต่เป็นโจทย์เชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ การเร่งปรับตัวตั้งแต่วันนี้จึงไม่ใช่แค่การปฏิบัติตามกติกาโลก หากคือการรักษาความสามารถแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว ท่ามกลางโลกที่กำลังเข้าสู่ยุค “Stormy Climate Risks” อย่างเต็มรูปแบบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/652615&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rFJLOftedBKw16fE-xrBu

  • ‘กรมพัฒน์’ รุกสร้างโอกาสธุรกิจ มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    ‘กรมพัฒน์’ รุกสร้างโอกาสธุรกิจ มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    ‘กรมพัฒน์’ รุกสร้างโอกาสธุรกิจ มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    ‘กรมพัฒน์’ รุกสร้างโอกาสธุรกิจ มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค

    โดยการขยายโอกาสทางธุรกิจ และสร้างอาชีพให้กับประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจจากส่วนกลางสู่ภูมิภาค สนับสนุนให้ผู้ประกอบการแฟรนไชส์ไทยสามารถขยายธุรกิจสู่ตลาดท้องถิ่น สร้างการรับรู้แบรนด์ในวงกว้าง

    รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้ว่างงาน และผู้ที่ต้องการมีธุรกิจเป็นของตนเอง สามารถเข้าถึงการลงทุนในรูปแบบแฟรนไชส์ได้ง่ายขึ้น

    ‘กรมพัฒน์’ รุกสร้างโอกาสธุรกิจ มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    ซึ่งเป็นการดำเนินการผ่านกิจกรรมแฟรนไชส์สร้างอาชีพ Roadshow ครั้งที่ 3 จังหวัดอุดรธานี โดยมีการนำเสนอแฟรนไชส์กว่า 40 แบรนด์ ครอบคลุมธุรกิจอาหาร เครื่องดื่ม บริการ และค้าปลีก

    อีกทั้งยังมีการเจรจาธุรกิจ (Business Matching) เพื่อเปิดโอกาสในการสร้างความร่วมมือทางการค้า และการให้คำปรึกษาด้านการลงทุน การบริหารจัดการธุรกิจแฟรนไชส์ เป็นต้น

    สำหรับการจัดกิจกรรมแฟรนไชส์สร้างอาชีพ Roadshow นั้น ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะให้การสนับสนุนผู้ประกอบการ SME และผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาส สร้างอาชีพ และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนไทยในทุกภูมิภาค 

    “แฟรนไชส์สร้างอาชีพ Roadshow ครั้งที่ 3 มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-8 มีนาคม 2569 mujศูนย์การค้าเซ็นทรัลอุดรธานี”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/652614&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2w7GMqa34A74kELAQHEwAV

  • ทบ. แจงปมผ่อนปรนส่งออกน้ำมันไปลาว ย้ำเน้นความมั่นคงควบคู่เศรษฐกิจชายแดน

    ทบ. แจงปมผ่อนปรนส่งออกน้ำมันไปลาว ย้ำเน้นความมั่นคงควบคู่เศรษฐกิจชายแดน

    ทบ. แจงปมผ่อนปรนส่งออกน้ำมันไปลาว ย้ำเน้นความมั่นคงควบคู่เศรษฐกิจชายแดน

    วันเสาร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.07 น.

    ทบ. แจงมาตรการผ่อนปรนส่งออกน้ำมันไป สปป.ลาว ยืนยันมีความรัดกุม พร้อมบูรณาการร่วม ไทย-ลาว คุมเข้มไม่ให้มีการลักลอบส่งไปยังกัมพูชา

    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ชี้แจงถึงการผ่อนปรนมาตรการควบคุมการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้มีการระงับการส่งออกตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2568 เพื่อสกัดกั้นการลักลอบส่งออกน้ำมันไปยังประเทศกัมพูชาด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง

    ​โฆษกกองทัพบกย้ำว่า กองทัพบกยังคงให้ความสำคัญกับสถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดนอย่างใกล้ชิด รวมถึงต้องพิจารณาปัจจัยต่างๆ ให้ครอบคลุมในทุกมิติ ทั้งด้านความมั่นคง ผลกระทบต่อประชาชน เศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

    ​ซึ่งล่าสุด กองทัพบกโดยกองทัพภาคที่ 2 ได้กำหนดมาตรการผ่อนปรนควบคู่ไปกับการวางแนวทางควบคุมที่เข้มงวด เพื่อลดผลกระทบต่อภาคประชาชนและเศรษฐกิจของ สปป.ลาว โดยมีการบูรณาการความร่วมมือผ่านการจัดประชุมชี้แจงร่วมกับหน่วยงานความมั่นคง ส่วนราชการในพื้นที่ และตัวแทนผู้ประกอบการส่งออกน้ำมันผ่านด่านศุลกากรช่องเม็ก เพื่อตรวจสอบข้อมูลผู้ประกอบการทั้งฝั่งไทยและลาวอย่างละเอียด ซึ่งทางการลาวแขวงจำปาสัก ได้มีหนังสือยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรว่า บริษัทผู้รับซื้อดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมายและไม่มีการส่งออกต่อไปยังประเทศที่สามแต่อย่างใด

    ​นอกจากนี้ เพื่อให้กระบวนการส่งออกเป็นไปอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ กองทัพภาคที่ 2 ยังได้เพิ่มมาตรการควบคุมอย่างเป็นระบบ ทั้งการติดตั้งระบบ GPS เพื่อติดตามรถขนส่งน้ำมันตั้งแต่ต้นทางจนถึงจุดหมาย การจัดเจ้าหน้าที่ตรวจสอบยานพาหนะให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่ได้รับอนุญาต ตลอดจนกำหนดให้มีการรับรองการขนถ่ายน้ำมัน ณ คลังปลายทางใน สปป.ลาว และต้องรายงานผลการขนย้ายน้ำมันต่อกองกำลังสุรนารีทุกครั้ง

    ​โฆษกกองทัพบกยังได้กล่าวอีกว่า การผ่อนปรนการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงถือเป็นการรักษาความสัมพันธ์อันดีกับ สปป.ลาว ในฐานะมิตรประเทศที่มีความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด และยังลดผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน อันจะส่งผลต่อเสถียรภาพตามแนวชายแดนในระยะยาว

    ​ส่วนมาตรการป้องกันการลักลอบจำหน่ายน้ำมันไปยังกัมพูชา ยืนยันว่าทั้งไทย และ สปป.ลาว ได้ร่วมกันกำหนดมาตรการอย่างรัดกุม เข้มงวด เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีการลักลอบส่งไปยังกัมพูชา ซึ่งทาง สปป.ลาว ได้ให้ความร่วมมือในการดำเนินการเป็นอย่างดี​

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/949921&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OrQVUKUOUlABt-iZVnP4D

  • SCB EIC ประเมินภาษีนำเข้าใหม่สหรัฐฯ 15% สร้างความไม่แน่นอนสูง หวั่นลามฉุดรั้งการลงทุนในประเทศไทย

    SCB EIC ประเมินภาษีนำเข้าใหม่สหรัฐฯ 15% สร้างความไม่แน่นอนสูง หวั่นลามฉุดรั้งการลงทุนในประเทศไทย

    SCB EIC ประเมินทิศทางนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ภายหลังศาลสูงสุดมีคำวินิจฉัยว่านโยบายภาษีเดิมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่งผลให้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศปรับโครงสร้างภาษีนำเข้าทั่วโลกเป็น 15% พร้อมวิเคราะห์ถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทย

    ดร.ปุณยวัจน์ ศรีสิงห์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ของ THE STANDARD WEALTH ระบุว่า มองว่าการยกเลิกภาษีบางส่วนตามคำสั่งศาลเป็นเพียงการ เปลี่ยนเครื่องมือ ของสหรัฐฯ มากกว่าที่จะเป็นการยุติสงครามการค้า โดยสหรัฐฯ ได้นำนโยบายมาตรา 122 มาบังคับใช้ ซึ่งเป็นการจัดเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 15% เท่ากันทุกประเทศเป็นระยะเวลา 150 วัน

    แม้ในช่วง 150 วันนี้ อัตราภาษีเฉลี่ย (Effective Tariff Rate: ETR) ของสหรัฐฯ จะลดลงเล็กน้อยจาก 13.6% เหลือ 12.1% แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ ความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้นหลังจากหมดระยะเวลา 150 วัน เนื่องจากรัฐบาลสหรัฐฯ อาจนำมาตรการอื่นๆ มาใช้เพิ่มเติมหรือควบคู่กันไป เช่น มาตรา 201, มาตรา 232 หรือแม้กระทั่งมาตรา 338 ที่สามารถเก็บภาษีได้สูงสุดถึง 50% โดยไม่จำกัดระยะเวลา แม้จะมีข้อจำกัดทางกฎหมายที่อาจถูกตีตกได้ ซึ่งความไม่แน่นอนนี้ถือเป็นปัจจัยกดดันที่สูงกว่าอัตราภาษีที่ปรากฏในปัจจุบัน

    ผลกระทบต่อไทย ส่งออกได้อานิสงส์สั้น แต่กดดันการลงทุนระยะยาว

    สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย อัตราภาษีนำเข้าสู่สหรัฐฯ (ETR) ของไทยลดลงเพียงเล็กน้อยประมาณ 1.9% ซึ่งถือว่าไม่มากนัก แต่ในระยะสั้น การส่งออกของไทยอาจได้รับผลบวกชั่วคราวจากการที่ผู้นำเข้าสหรัฐฯ เร่งสั่งซื้อและนำเข้าสินค้าก่อนที่จะมีมาตรการใหม่ๆ ออกมาเพิ่มเติม

    อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว ความไม่แน่นอนทางนโยบายจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการลงทุนภาคเอกชน เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติอาจชะลอการตัดสินใจ (Wait and See) หรือเลื่อนแผนการลงทุนออกไปก่อน

    นอกจากนี้ การที่สหรัฐฯ เก็บภาษี 15% เท่ากันทุกประเทศในระยะสั้น อาจส่งผลให้ประเทศจีนมีความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะยิ่งเป็นความท้าทายต่อผู้ส่งออกไทย ทำให้โดยภาพรวมแล้ว การเปลี่ยนโครงสร้างภาษีในครั้งนี้ยังไม่ได้ส่งผลให้ SCB EIC ต้องปรับเปลี่ยนประมาณการทางเศรษฐกิจจากผลกระทบนี้อย่างมีนัยสำคัญ

    ปรับเพิ่มเป้า GDP ไทยปีนี้เป็น 1.8% แต่ยังถือว่าฟื้นตัวต่ำ

    สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทย SCB EIC ได้ปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตของจีดีพี ในปีนี้ขึ้นจาก 1.5% เป็น 1.8% ซึ่งได้รับแรงหนุนจากปัจจัยชั่วคราวในช่วงที่ผ่านมา เช่น การกระตุ้นเศรษฐกิจและการเร่งเบิกจ่ายของภาครัฐ รวมถึง 2 ปัจจัยหลักในอนาคต ได้แก่

    • การส่งออก คาดว่าจะกลับมาขยายตัวได้ที่ระดับ 1.6% จากอานิสงส์การฟื้นตัวของการค้าโลก และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI และอิเล็กทรอนิกส์
    • การลงทุนภาคเอกชน มีแนวโน้มเติบโตดีขึ้นจากยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่เพิ่มสูงเป็นประวัติการณ์ในปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในกลุ่ม Data Center และอุตสาหกรรมดิจิทัล รวมถึงมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ

    อย่างไรก็ดี ดร.ปุณยวัจน์ ย้ำว่า การเติบโตที่ระดับ 1.8% ยังถือเป็นการเติบโตที่ต่ำกว่าในอดีตค่อนข้างมาก เศรษฐกิจไทยยังมีความเปราะบางและมีความเสี่ยงที่ต้องระมัดระวัง จึงยังไม่สามารถไว้วางใจได้

    ภาพ: mark reinstein / Shutterstock

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/scb-eic-us-tax-investment-thailand/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0a9hT4ncW3UmN8Rs6TXX5g

  • กรมลดโลกร้อน รุกหนัก! เปิดศูนย์เรียนรู้ “กาแฟแก้การเผา” แห่งแรกในภาคเหนือ

    กรมลดโลกร้อน รุกหนัก! เปิดศูนย์เรียนรู้ “กาแฟแก้การเผา” แห่งแรกในภาคเหนือ

    กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม มุ่งส่งเสริมให้ประชาชนมีจิตสำนึกและมีส่วนร่วมในการป้องกัน รับมือ และปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นรูปธรรม โดยขับเคลื่อนความร่วมมือกับเครือข่าย ทสม. และภาคประชาชนอย่างต่อเนื่อง พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ระดับพื้นที่ ผ่านการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ลดโลกร้อน “กาแฟแก้การเผา ลดโลกร้อน” ณ ชุมชนบ้านน้ำพร้าว ตำบลไทรย้อย อำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ เพื่อเป็นต้นแบบการจัดการไฟป่าและหมอกควันในภาคเหนือ โดยมีนายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธี ร่วมด้วยผู้แทนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานแพร่ นายอำเภอเด่นชัย ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เครือข่ายผู้ประกอบการ Green Coffee Shop จังหวัดแพร่–อุตรดิตถ์ ผู้นำชุมชน เยาวชน สื่อมวลชน และประชาชน รวมกว่า 150 คน 

    กรมลดโลกร้อน รุกหนัก! เปิดศูนย์เรียนรู้ “กาแฟแก้การเผา” แห่งแรกในภาคเหนือ

    กรมลดโลกร้อน รุกหนัก! เปิดศูนย์เรียนรู้ “กาแฟแก้การเผา” แห่งแรกในภาคเหนือ

    ภายในงานมีเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนแนวทางพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ พิธีมอบโล่แก่ร้านกาแฟที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการเยี่ยมชมฐานเรียนรู้ “กาแฟแก้การเผา ลดโลกร้อน” ควบคู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ม่อนพลอยล้านปี

    กรมลดโลกร้อน รุกหนัก! เปิดศูนย์เรียนรู้ “กาแฟแก้การเผา” แห่งแรกในภาคเหนือ

    ศูนย์ฯแห่งนี้ดำเนินงานตามแนวคิดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยส่งเสริมเกษตรกรรวมกลุ่มปลูกกาแฟภายใต้แนวคิด “รักษาของเดิมไว้ สร้างของใหม่เพิ่ม” อนุรักษ์ต้นกาแฟเดิมในป่าและปลูกเพิ่มในพื้นที่เหมาะสม มีวิสาหกิจชุมชนรับซื้อในราคาที่เป็นธรรม พัฒนากระบวนการแปรรูปและคั่วให้ได้มาตรฐาน สร้างเอกลักษณ์และมูลค่าเพิ่ม พร้อมผลักดันเครือข่าย Green Café และการตลาดเชิงอนุรักษ์ ควบคู่การท่องเที่ยวเมืองรองจังหวัดแพร่–อุตรดิตถ์ เพื่อลดการเผา ลดหมอกควัน สร้างรายได้ให้ชุมชน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

    กรมลดโลกร้อน รุกหนัก! เปิดศูนย์เรียนรู้ “กาแฟแก้การเผา” แห่งแรกในภาคเหนือ

    กรมลดโลกร้อน รุกหนัก! เปิดศูนย์เรียนรู้ “กาแฟแก้การเผา” แห่งแรกในภาคเหนือ

    “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

    กรมลดโลกร้อน รุกหนัก! เปิดศูนย์เรียนรู้ “กาแฟแก้การเผา” แห่งแรกในภาคเหนือ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/pr-news/business/pr-news/378974147&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30v58VSvSOUPIMGcDuyMi9

  • ทรูมันนี่ ฟีเจอร์ใหม่เที่ยวต่างประเทศ จอง-จ่าย-เน็ต ครบ!

    ทรูมันนี่ ฟีเจอร์ใหม่เที่ยวต่างประเทศ จอง-จ่าย-เน็ต ครบ!

    ทรูมันนี่ ผู้นำด้านบริการอิเล็กทรอนิกส์เพย์เมนต์และผู้ให้บริการทางการเงินดิจิทัลชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เดินหน้าขยายอีโคซิสเต็มการให้บริการจ่ายในต่างประเทศสู่แพลตฟอร์มที่รวบรวมฟีเจอร์ด้านการเดินทางไว้ในแอปเดียว โดยเปิดตัวหมวดบริการ “ท่องเที่ยว” พร้อมชูจุดแข็ง “จองง่าย จ่ายสะดวก เน็ตพร้อม ประกันคุ้ม” 

    โดยล่าสุดได้จัดงาน “One App, Easy Travel เที่ยวครบจบที่ทรูมันนี่” เพื่อมอบประสบการณ์พิเศษร่วมกับ เอส–ศุภ สง่าวรวงศ์ นักแสดงและนักกีฬาที่ชื่นชอบการท่องเที่ยว สะท้อนความมุ่งมั่นในการพัฒนาแพลตฟอร์มที่เชื่อมต่อการเดินทางและการใช้จ่ายทั้งในและต่างประเทศได้อย่างไร้รอยต่อในแอปเดียว

    เทรนด์เดินทางฟื้นตัว เอเชียยังครองจุดหมายหลักของคนไทย

    จากแนวโน้มการเดินทางต่างประเทศของคนไทยในปี 2569 ที่ขยายตัวต่อเนื่อง แม้ภาวะเศรษฐกิจยังผันผวน สะท้อนความต้องการเดินทางที่ฟื้นตัวชัดเจน โดยจุดหมายปลายทางยอดนิยมยังคงเป็นประเทศในแถบเอเชีย อาทิ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ทั้งนี้ ข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาล่าสุดปี 2567 ระบุว่าคนไทยใช้จ่ายในต่างประเทศรวมกว่า 4.3 แสนล้านบาท โดยกว่า 60% เป็นค่าอาหารและที่พัก และมีการใช้จ่ายถี่ขนาดเล็ก (Micro-transactions) เช่น ค่าชอปปิง 14% และค่าเดินทาง 13%

    สอดคล้องกับข้อมูลการใช้งานแอปทรูมันนี่ในช่วงปี 2568 ที่ผ่านมา พบว่าบริการชำระเงินในต่างประเทศเติบโตกว่า 45% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยแบ่งเป็นสัดส่วนการใช้งานในประเทศจีน 82% ขณะเดียวกัน การใช้จ่ายในประเทศอื่น ๆ รวมกันยังเติบโตสูงถึง 157% สะท้อนโอกาสการขยายตัวของตลาด Cross-border Payment และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของทรูมันนี่ในการต่อยอดไปสู่การพัฒนาฟีเจอร์ท่องเที่ยวแบบครบวงจร เพื่อสร้าง Growth Engine ใหม่ให้กับธุรกิจ

    นอกจากนี้ ปริมาณผู้ใช้งานรายเดือนสำหรับบริการท่องเที่ยวเติบโตกว่า 75% โดยกว่า 78% เป็นผู้ใช้ใหม่ สะท้อนการขยายฐานลูกค้าอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ กลุ่มอายุ 23-39 ปีคิดเป็น 47% ขณะที่กลุ่มอายุ 40 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนถึง 43% โดยจากการสำรวจความคิดเห็น พบว่าการชำระเงินดิจิทัลเพื่อการเดินทางไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกลุ่มคนรุ่นใหม่อีกต่อไป ขณะเดียวกัน บริการของทรูมันนี่ยังช่วยลด Pain Points สำคัญ เช่น อุปสรรคด้านภาษา และความยุ่งยากในการต้องดาวน์โหลดและเรียนรู้การใช้งานแอปใหม่ ๆ ระหว่างการเดินทาง

    จากข้อมูลเชิงลึกด้านพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้ใช้แอปทรูมันนี่ในประเทศจีน พบว่ากลุ่มร้านค้าในหมวด Experience & Entertainment เติบโตโดดเด่นกว่าหมวดอื่นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะ Shanghai Disneyland, Pop Mart (ตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ) และตู้คีบตุ๊กตา (Claw Machine) ซึ่งติดอันดับ Top Growing Merchants ด้วยจำนวนผู้ใช้งานที่เพิ่มขึ้นกว่า 49% ในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนแนวโน้มของนักท่องเที่ยวไทยที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์และกิจกรรมความบันเทิงมากขึ้น และไม่ได้จำกัดการใช้จ่ายไว้เพียงหมวดอาหารหรือที่พักเท่านั้น

    เดินหน้าขยายและรวบรวมฟีเจอร์สำหรับการท่องเที่ยวในแอปเดียว

    จากแนวโน้มดังกล่าว ทรูมันนี่ จึงเปิดรวบรวมฟีเจอร์ด้านการท่องเที่ยวไว้ในหมวดบริการ “ท่องเที่ยว” บนแอปทรูมันนี่ เพื่อยกระดับประสบการณ์เดินทางต่างประเทศให้สะดวกและไร้รอยต่อยิ่งขึ้น โดยเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน One App, Easy Travel เที่ยวครบจบที่ทรูมันนี่” ซึ่งมี เอส–ศุภ สง่าวรวงศ์ นักแสดงและนักกีฬาที่ชื่นชอบการท่องเที่ยว และแฟนคลับมาร่วมสร้างสีสันและทดลองใช้จริง พร้อมเข้าร่วมกิจกรรมแบบอินเทอร์แอกทิฟเพื่อรับของรางวัลมากมายภายในงาน

    โดยทรูมันนี่ได้นำเสนอหมวดบริการ ‘ท่องเที่ยว’ บนแอปทรูมันนี่ เพื่อช่วยลดความซับซ้อนจากการต้องสลับใช้งานหลายแอปพลิเคชันระหว่างทริป ทำให้การวางแผนรวมถึงการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวชาวไทยสะดวกและเป็นระบบมากยิ่งขึ้นในแบบต่าง ๆ ได้แก่

    • จองง่าย ครอบคลุมการวางแผนทริปในแอปเดียว ตั้งแต่การจองตั๋วเครื่องบิน ที่พัก เครือข่ายอินเทอร์เน็ต ไปจนถึงการจองทริป และจองบริการรถรับ-ส่ง พร้อมราคาพิเศษและโปรโมชันตลอดทั้งปี โดยมีเที่ยวบินให้เลือกมากกว่า 25,000เที่ยวบิน และที่พักกว่า 5 ล้านแห่งครอบคลุมในหลายประเทศ
    • จ่ายสะดวก ชำระเงินในต่างประเทศได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องพกเงินสด ไม่มีค่าธรรมเนียม และไม่ต้องดาวน์โหลดแอปอื่นเพิ่มเติม เนื่องจากมีภาษาไทยในระบบ ครอบคลุมหลากหลายร้านค้า
    • เน็ตพร้อม ใช้งานอินเทอร์เน็ตในต่างประเทศได้ต่อเนื่อง สมัครง่ายด้วยเบอร์เดิมโดยไม่ต้องเปลี่ยนซิม มาพร้อมแพ็กเกจเน็ตและโทรที่ครอบคลุม และสามารถซื้อได้แม้อยู่ต่างประเทศ
    • ประกันคุ้ม เพิ่มความอุ่นใจในการเดินทาง เพียงซื้อประกันการเดินทางจากบริษัทประกันชั้นนำในแอปทรูมันนี่ ใช้เวลาเพียง 3 นาที ราคาเริ่มต้น 28 บาทต่อวัน พร้อมปรับความคุ้มครองได้ตามความต้องการของผู้ใช้งาน

    เสริมศักยภาพ Cross-border Payment ผ่านวงเงินใช้ก่อนจ่ายทีหลังและความร่วมมือกับ Alipay

    เพื่อต่อยอดจากแนวโน้มการใช้จ่ายในต่างประเทศที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทรูมันนี่ ยังเตรียมจับมือร่วมกับ แอสเซนด์ นาโน เปิดตัว PayNext วงเงินใช้ก่อนจ่ายทีหลังสำหรับการใช้จ่ายต่างประเทศ ชูจุดแข็ง “จ่ายทีหลังได้ พร้อมไม่มีค่าธรรมเนียมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ” เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นด้านสภาพคล่องระหว่างการเดินทาง โดยปัจจุบันฐานผู้ใช้งาน PayNext และ PayNext Extra รวมกว่า 2.7 ล้านคน และยังคงเติบโตต่อเนื่องแบบปีต่อปี (YoY) สะท้อนศักยภาพของบริการ Buy Now, Pay Later ที่พร้อมต่อยอดและขยายสู่ตลาด Cross-border Payment ในอนาคต

    การเปิดตัวหมวดบริการ “ท่องเที่ยว” ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่างทรูมันนี่และ Alipay+ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มเชื่อมต่อวอลเล็ตแบบรวมศูนย์ (Unified Wallet Gateway) ภายใต้ Ant International เพื่อร่วมกันพัฒนาโซลูชันด้านการชำระเงิน ฟินเทค และนวัตกรรมดิจิทัลไลฟ์สไตล์ ที่ช่วยยกระดับความสะดวก ความปลอดภัย และความสามารถในการเชื่อมต่อระบบ (Interoperability) สำหรับทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจในประเทศไทย ทั้งสองฝ่ายยังคงเดินหน้าขยายการรองรับการชำระเงินในระดับสากลสำหรับผู้ใช้งานทรูมันนี่ พร้อมมอบสิทธิประโยชน์พิเศษในจุดหมายปลายทางสำคัญทั่วโลก

    ภายใต้หมวดบริการ “ท่องเที่ยว” ซึ่งขับเคลื่อนด้วย Alipay+ Voyager ผู้ช่วยวางแผนการเดินทางแบบ AI แบบครบวงจรที่ฝังอยู่ภายในแอป e-wallet ผู้ใช้งานสามารถรับคำแนะนำแผนการเดินทางเฉพาะบุคคล พร้อมเข้าถึงบริการด้านการท่องเที่ยวที่หลากหลายได้ทันทีในที่เดียว นอกจากนี้ ทั้งสองบริษัทยังเตรียมร่วมกันพัฒนาโซลูชันด้าน AI และนวัตกรรมการชำระเงินเพิ่มเติม เพื่อเสริมสร้างระบบนิเวศดิจิทัลของประเทศไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนยิ่งขึ้น

    นายธนรัฐ ธุวสุจิเรข ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจ บริษัท ทรูมันนี่ จำกัด

    นายธนรัฐ ธุวสุจิเรข ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจ บริษัท ทรูมันนี่ จำกัด กล่าวว่า “การเติบโตของธุรกรรมในต่างประเทศกว่า 45% ในปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าการเดินทางกำลังเชื่อมโยงกับดิจิทัลเพย์เมนต์อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในประเทศจีนที่เราครองสัดส่วนการใช้งานถึง 82% ขณะเดียวกัน ตลาดอื่น ๆ ก็เติบโตอย่างก้าวกระโดด

    เราจึงต่อยอดความแข็งแกร่งด้าน Cross-border Payment สู่การเป็น Travel Companion ด้วยการรวบรวมบริการด้านการท่องเที่ยวไว้ในหมวดบริการเดียว เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถวางแผนและใช้จ่ายเรื่องท่องเที่ยวได้อย่างครบวงจรผ่านแอปทรูมันนี่ โดยเรามุ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยลดความซับซ้อนของการเดินทาง และสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการใช้จ่ายสำหรับนักเดินทางไทยในยุคดิจิทัล เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกรรมข้ามพรมแดนในระยะยาว”

    สำหรับผู้ที่สนใจรับประสบการณ์ “จองง่าย จ่ายสะดวก เน็ตพร้อม ประกันคุ้ม” เพียงเข้าไปที่แอปทรูมันนี่  จากนั้นกด “ดูทั้งหมด” และไปที่หมวดบริการ “ท่องเที่ยว” เพื่อเข้าถึงบริการสำหรับการท่องเที่ยวที่ครบครันในที่เดียว หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่https://www.truemoney.com/travel-deals

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mobileocta.com/truemoney-new-travel-features-booking-insurance/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34dA1zPsErzevVpb4CP0Lk

  • ‘เด็จพี่’ เชื่อมั่นเพื่อไทย ส่งมืออาชีพ-มีวิสัยทัศน์ ร่วมครม.อนุทิน

    ‘เด็จพี่’ เชื่อมั่นเพื่อไทย ส่งมืออาชีพ-มีวิสัยทัศน์ ร่วมครม.อนุทิน

    28 กุมภาพันธ์ 2569 – นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า โจทย์ใหญ่ของประเทศ หลังจากได้คณะรัฐมนตรี(ครม.)ชุดใหม่ ของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล คือ การเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้อง ปัญหาราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง มะพร้าว รวมทั้งการวางแผนล่วงหน้าที่คาดว่าในปีนี้ ประเทศไทยจะพบปัญหาภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง ซึ่งจะส่งผลต่อภาคการเกษตร ที่ต้องวางแผนรับมือแก้ไขให้พี่น้องประชาชน ก่อนหน้าคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยลงจาก 1.25% เป็น 1.00% ต่อปี เพื่อหวังให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ ฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ สะท้อนให้เห็นว่า สภาพเศรษฐกิจของประเทศ ปัจจัยภายใน อยู่ในภาวะไม่สู้ดีนักที่เป็นมาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ปีนี้ และมีแนวโน้มจะซึมยาวไปถึงปีหน้า เป็นความท้าทายใหญ่ของรัฐบาลชุดใหม่ ที่ต้องเข้ามาสะสาง แก้ไข

    นายพร้อมพงศ์ กล่าวต่อว่า การจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ยังไม่แล้วเสร็จ ตนติดตามข่าวจากสื่อมวลชน คาดการณ์รายชื่อรัฐมนตรีที่มาจากพรรคภูมิใจไทย พรรคร่วมรัฐบาล พรรคเพื่อไทยและที่มาจากคนนอก หลายคนคุ้นเคยในแวดวงการเมือง มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ จับต้องได้ ในส่วนของพรรคเพื่อไทยนั้น ไม่ทราบว่า คณะกรรมการบริหารของพรรคพิจารณา ส่งรายชื่อบุคคลใดไปเป็นรัฐมนตรีว่าการ รัฐมนตรีช่วยว่าการ อยู่ในกระทรวงใดบ้างนั้น ไม่ทราบ

    “แต่มั่นใจได้เลยว่า พรรคเพื่อไทยที่ผ่านสมรภูมิการเมืองมายาวนานเคยเป็นทั้งพรรคแกนนำตั้งรัฐบาล และฝ่ายค้าน นักการเมืองพรรคเพื่อไทย นักการเมืองหน้าใหม่ คนรุ่นใหม่ ผู้มีประสบการณ์การเมือง เป็นสส.หลายสมัย ล้วนมีความรู้ ความสามารถ มืออาชีพ มีวิสัยทัศน์ พร้อมลุยงานหนัก มีแนวทางแก้ไขปัญหาที่จะได้รับมอบหมายในอนาคตได้อย่างแน่นอนและพร้อมทำงานอย่างบูรณาการกับทุกภาคส่วนเพื่อเดินหน้าแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/955264/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10nJ5CJfEAly7niuZwLkwV

  • ฮั่วเซ่งเฮง ประกาศงดซื้อ-ขายออนไลน์ชั่วคราว ให้บริการอีกครั้ง 2 มี.ค.

    ฮั่วเซ่งเฮง ประกาศงดซื้อ-ขายออนไลน์ชั่วคราว ให้บริการอีกครั้ง 2 มี.ค.

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/132032&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JMazleisJG-qOEGxGNJQ7

  • “ราคาทอง” วันนี้พุ่งแรง 1,450 บาท “ทองรูปพรรณ” ขายออกแตะ 78,400 บาท

    “ราคาทอง” วันนี้พุ่งแรง 1,450 บาท “ทองรูปพรรณ” ขายออกแตะ 78,400 บาท

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/131971&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YjM3ZQYNAkVetDhbkzRQE

  • ‘มจร’ จับมือ ‘สถาบันพระปกเกล้า’ ยกระดับ ‘หลักสูตร 4ส’ ปั้น ‘ผู้นำเชิงสันติวิธี’ | เดลินิวส์

    ‘มจร’ จับมือ ‘สถาบันพระปกเกล้า’ ยกระดับ ‘หลักสูตร 4ส’ ปั้น ‘ผู้นำเชิงสันติวิธี’ | เดลินิวส์

    สถาบันพระปกเกล้า ได้จัดพิธีลงนามแผนปฏิบัติการความร่วมมือทางวิชาการภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างสถาบันพระปกเกล้ากับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) โดยมีพระพรหมวัชรธีราจารย์ อธิการบดีมจร และรศ.ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า พร้อมด้วยผู้บริหารทั้งสองสถาบัน โดยมีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา และรองประธานสถาบันพระปกเกล้า เป็นต้น ร่วมพิธี เมื่อวันที่ 27 ก.พ. ที่ผ่านมา ที่สถาบันพระปกเกล้า

    รศ.ดร.อิสระ กล่าวว่า การลงนามแผนปฏิบัติการความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นการสานต่อความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสองสถาบันที่มีมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่การลงนาม MOU เมื่อวันที่ 18 ม.ค.2556 ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ได้ร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้ งานวิจัย การฝึกอบรม และกิจกรรมทางวิชาการด้านสันติศึกษาและการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทอย่างเป็นรูปธรรม ความร่วมมือครั้งนี้มิใช่เพียงเชิงพิธีการ แต่เป็นการแสดงเจตนารมณ์ร่วมในการส่งเสริมการจัดการศึกษา การวิจัย และกิจกรรมทางวิชาการในมิติต่างๆ เพื่อเสริมสร้างประชาธิปไตย ธรรมาภิบาล และสันติวิธีให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืนในสังคมไทย

    ด้านพระพรหมวัชรธีราจารย์ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญของการบูรณาการความรู้ทางพระพุทธศาสนา พุทธสันติวิธี และสันติศึกษาของมจร เข้ากับศาสตร์ด้านนโยบายสาธารณะ นิติบัญญัติ และการบริหารเชิงกลยุทธ์ของสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งจะช่วยพัฒนาผู้นำที่มีทั้งปัญญา คุณธรรม และความสามารถในการจัดการความขัดแย้งอย่างสันติ เป็นกลไกสำคัญเชื่อมโยงศักยภาพทางวิชาการของทั้งสองสถาบัน ก่อให้เกิดองค์ความรู้เชิงบูรณาการที่สามารถนำไปใช้ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเชิงโครงสร้างของสังคมได้อย่างยั่งยืน ยกระดับหลักสูตร “4ส” นวัตกรรมการศึกษา เรียน 1 ได้ถึง 2 โดยหนึ่งในสาระสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ คือ การยกระดับหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการเสริมสร้างสังคมสันติสุข (4ส) ซึ่งเป็นหลักสูตรสำคัญในการพัฒนาผู้นำระดับสูงจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยมีแนวคิด “เรียน 1 ได้ถึง 2” คือ เรียนหนึ่งหลักสูตร แต่สามารถต่อยอดสู่การได้รับวุฒิการศึกษาระดับปริญญาโท และขยายผลสู่ระดับปริญญาเอกในอนาคต ทั้งนี้ นักศึกษา 4ส รุ่นที่ 16 จะได้รับการคัดเลือกผ่านช่องทางพิเศษร่วมกันของทั้งสองสถาบัน และมีโอกาสเข้าศึกษาต่อในระดับบัณฑิตศึกษาในสาขาวิชาการบริหารเชิงกลยุทธ์และสันติศึกษา (Strategic Management and Peace Studies) โดยเน้นการทำวิทยานิพนธ์และการสร้างองค์ความรู้ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์เชิงนโยบายและสังคมได้จริง เชื่อมองค์ความรู้ เครือข่ายผู้นำ สู่สังคมสมานฉันท์

    “ความร่วมมือครั้งนี้ สะท้อนการผสานจุดแข็งของทั้งสองสถาบันอย่างชัดเจน กล่าวคือ ความเชี่ยวชาญด้านนโยบายสาธารณะ นิติบัญญัติ และการพัฒนาผู้นำของสถาบันพระปกเกล้า กับองค์ความรู้ด้านพระพุทธศาสนา พุทธสันติวิธี และสันติศึกษาของ มจร ทั้งจะเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนานักศึกษาและผู้บริหารระดับสูงจากองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน ให้ได้รับองค์ความรู้เชิงบูรณาการ นำไปประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการความขัดแย้ง การกำหนดนโยบาย และการสร้างสังคมสันติสุขได้อย่างเป็นรูปธรรม วางรากฐานเครือข่ายวิชาการเพื่อสันติภาพในอนาคต รวมทั้งการพัฒนา “ผู้นำเชิงสันติวิธี” และการขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ความสมานฉันท์ ประชาธิปไตยเชิงคุณธรรม และสันติสุขอย่างยั่งยืนในระยะยาว” อธิการบดีมจร กล่าว  

    สำหรับผู้ที่สนใจ ขณะนี้กำลังเปิดรับสมัคร ทั้งหลักสูตรทั้งปริญญาโท และปริญญาเอก สามารถสมัครออนไลน์ ได้ที่ https://forms.gle/9SWN87i9MeponwSG7 ดาวน์โหลดแนบเอกสารการสมัครเรียน ได้ที่ https://drive.google.com/drive/folders/15kw1pwS09NBjH03GCVTegQXij9ELiYvn?usp=sharing สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่โทร.066-049-5588, 092-564-4591 หรือศึกษาข้อมูลได้ที่ www.peace.mcu.ac.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5643465/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RAt3neyNTtE2RfXUN8uC4