Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • สัมผัสเสน่ห์ล้านนา ชมโบราณสถาน 700 ปียามราตรี ในงาน “แอ่วกุมกามยามแลง : ในดวงใจนิรันดร์ Love & Forever” ที่เชียงใหม่ | TOPNEWS

    สัมผัสเสน่ห์ล้านนา ชมโบราณสถาน 700 ปียามราตรี ในงาน “แอ่วกุมกามยามแลง : ในดวงใจนิรันดร์ Love & Forever” ที่เชียงใหม่ | TOPNEWS

    สัมผัสเสน่ห์ล้านนา ชมโบราณสถาน 700 ปียามราตรี ในงาน “แอ่วกุมกามยามแลง : ในดวงใจนิรันดร์ Love & Forever” ที่เชียงใหม่

    • เผยแพร่ : 28/02/2026 22:38

    สัมผัสเสน่ห์ล้านนา ชมโบราณสถาน 700 ปียามราตรี ในงาน “แอ่วกุมกามยามแลง : ในดวงใจนิรันดร์ Love & Forever” ที่เชียงใหม่

    เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 18.00 น. นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานในพิธีเปิดงานแอ่วกุมกามยามแลง : ในดวงใจนิรันดร์ Love & Forever ณ ลานกิจกรรม วัดอีก้าง –วัดหนานช้าง เวียงกุมกาม ตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่

    นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากร ได้ดำเนินโครงการพัฒนาโบราณสถานเพื่อเพิ่มศักยภาพในการเสริมสร้างเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวโบราณสถานยามราตรี เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และเพิ่มมิติการท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมบรรยากาศโบราณสถานอันสวยงามยามค่ำคืน ซึ่งเวียงกุมกาม ถือเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญในฐานะต้นทางของอาณาจักรล้านนา ที่ผ่านมากรมศิลปากรได้เข้าไปดำเนินการขุดค้นขุดแต่งทางโบราณคดี และบูรณะปรับภูมิทัศน์โบราณสถานกว่า 30 แห่ง จัดสร้างศูนย์บริการข้อมูลท่องเที่ยวเวียงกุมกาม สร้างกระแสการท่องเที่ยวให้แก่เมืองเชียงใหม่เป็นอย่างมาก สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ จึงจัดงานท่องเที่ยวโบราณสถาน ยามค่ำคืน ณ เวียงกุมกาม เพื่อให้โบราณสถานเวียงกุมกามในฐานะทุนทางวัฒนธรรมที่พัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวตามแนวทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เป็นพลังขับเคลื่อนนโยบาย “วัฒนธรรมนำเศรษฐกิจ” ของกระทรวงวัฒนธรรม โดยเป็นการนำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดเศรษฐกิจอย่างเหมาะสมและยั่งยืน

    งาน “แอ่วกุมกามยามแลง : ในดวงใจนิรันดร์ Love & Forever” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ถึง 1 มีนาคม 2569 เวลา 16.00 น. – 22.00 น. ณ ลานกิจกรรมวัดอีก้าง – วัดหนานช้าง เวียงกุมกาม ตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ในห้วงบรรยากาศรำลึกและถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความรักที่มีแด่แม่หลวงของแผ่นดิน และเดือนแห่งความรัก กิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การเยี่ยมชมโบราณสถานสำคัญ อดีตเมืองหลวงของอาณาจักรล้านนาอายุเก่าแก่กว่า 700 ปี ที่ประดับตกแต่งจุดเช็คอินถ่ายภาพด้วยแสงไฟยามค่ำคืน เยี่ยมชม “กาดกุมกาม@Love” จำหน่ายอาหารและสินค้าทางวัฒนธรรมจากชุมชน นิทรรศการเวียงกุมกาม และนิทรรศการความรักที่มีแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    นอกจากนี้ ยังเป็นการกลับมาเยือนดินแดนล้านนาอีกครั้งของสำนักการสังคีต กรมศิลปากร ที่ยกทัพนักแสดงศิลปินมาแบบจัดใหญ่ จัดเต็มเพื่อให้ประชาชน และนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้รับชมตลอด 3 คืน ได้แก่ การแสดงละครเสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนพระวัยแตกทัพ การแสดงโขนเรื่อง รามเกียรติ์ ชุดอนุภาพรามราชจักรี และชุดกษิรชลมณโฑ ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวและประชาชนแต่งกายด้วยชุดพื้นเมืองหรือผ้าไทย เข้าร่วมงาน

    322312

    52545

    ผู้ว่าฯ ประจวบฯ เปิด “RUN FOR LOVE” 10 ปี ก้าวคนละก้าว ระดมทุนช่วย รพ.บางสะพาน

    หดหู่แม่วัยใสนอนรอคลอด น้ำคล่ำแตกไร้ดูแล ลูกเสียชีวิต พ่อแจ้งความเอาผิด รพ.

    สัมผัสเสน่ห์ล้านนา ชมโบราณสถาน 700 ปียามราตรี ในงาน “แอ่วกุมกามยามแลง : ในดวงใจนิรันดร์ Love & Forever” ที่เชียงใหม่

    มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมวางพวงมาลาและเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพฯ สมเด็จพระพันปีหลวง

    อ.พาน ระทึก! แผ่นดินไหวซ้ำ 2 รอบในวันเดียว ขนาด 3.1 เขย่าแรงจนบ้านโยก-ตู้ปลาสะเทือน

    อิ่มบุญ! “ดร.เสริมวุฒิ” เจ้าของเฉาก๊วยชากังราว บิณฑบาตโปรดญาติโยมหน้าโรงงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1502501&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SJ7fBaTOlABb-SbuKgPrc

  • ปรับทัพรับ ‘เศรษฐกิจสีเขียว’ ขับเคลื่อนประเทศ หรือยอมบนเวทีการค้าโลกถาวร

    ปรับทัพรับ ‘เศรษฐกิจสีเขียว’ ขับเคลื่อนประเทศ หรือยอมบนเวทีการค้าโลกถาวร

    ไทยต้องเผชิญ ทั้งวิกฤติโลกร้อนที่อาจทำเศรษฐกิจล่มสลาย และกำแพงการค้าคาร์บอนที่บีบให้เราต้องเลือก จะเปลี่ยน “ความยั่งยืน” เป็น “เม็ดเงิน” หรือจะปล่อยให้เม็ดเงินไหลออกนอกประเทศ ชูร่าง พรบ. กลาโม่ใหม่ เปลี่ยนต้นทุนฟอสซิลให้แพงกว่าพลังงานสะอาด หวังดันไทยเป็นฮับคาร์บอนอาเซียน 

    ดร.พิรุณ ไสยโชตพานิช กล่าวว่า สถานการณ์ของประเทศไทยที่กำลังถูกบีบด้วย “แรงกดดันมหาศาล” จากภายนอก โดยระบุว่าแนวคิดเรื่องความยั่งยืนในปัจจุบันไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อมแยกจากเศรษฐกิจอีกต่อไป แต่คือการ “แปลงความยั่งยืนให้เป็นเศรษฐกิจ” เพื่อรักษาและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หากไทยไม่เร่งสร้าง New Growth Engine และเพิ่มภูมิคุ้มกัน (Resilience) ต่อภัยพิบัติ ต่อให้เศรษฐกิจจะโตแค่ไหน หากเจอวิกฤตธรรมชาติครั้งใหญ่ เช่น น้ำท่วมเชียงรายหรือหาดใหญ่ GDP ก็จะถดถอยกลับไปจุดต่ำสุดทันที

    ความจริงที่น่าตกใจ ไทยรั้งท้ายอาเซียนและเสี่ยง “ล่มสลาย” 

    คาดการณ์ GDP ของไทยในปี 2025 จะเติบโตเพียง 2.4% ซึ่งรั้งอันดับ 6 ของอาเซียน ตามหลังฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และบรูไน นอกจากนี้ไทยยังมีความเปราะบางสูงมาก โดยดัชนีความเสี่ยงภูมิอากาศ (Climate Risk Index) ปี 2024 จัดให้ไทยเสี่ยงเป็นอันดับ 17 ของโลก ดร.พิรุณย้ำว่า หากเกิดน้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯ เหมือนปี 2554 ในสภาวะปัจจุบันที่เศรษฐกิจอ่อนแอลง “เศรษฐกิจไทยอาจถึงขั้นล่มสลายได้”

    เมื่อ “คาร์บอน” กลายเป็นกำแพงการค้า: บทเรียนจากอุตสาหกรรมเหล็ก ปัจจุบันโลกเข้าสู่ยุค Fragmentation หรือการแตกสลายของขั้วเศรษฐกิจ ทำให้กติกาสากลแบบเดิมเริ่มใช้ไม่ได้ผล มาตรการทางการค้าอย่าง CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ของยุโรป เริ่มส่งผลกระทบต่อไทยแล้ว โดยมีรายงานว่าออเดอร์สินค้าเหล็กจากอิตาลีหายไป เนื่องจากผู้ผลิตไทยไม่สามารถพิสูจน์ตัวเลขการปล่อยคาร์บอนที่ชัดเจนตามมาตรฐาน EU ได้ ทำให้สุดท้ายผู้ประกอบการต้องยอมจ่ายค่าธรรมเนียมคาร์บอน (CBAM certificate) ส่งเงินให้ยุโรปแทนที่จะเก็บไว้ในประเทศ

    “ร่าง พรบ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” เครื่องมือเปลี่ยนเกม หัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ไทยรอดพ้นคือ ร่าง พรบ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Act) ที่กำลังอยู่ในการพิจารณาของกฤษฎีกา กฎหมายฉบับนี้จะนำกลไกสำคัญมาใช้ ได้แก่

    1.Carbon Tax & ETS: การจัดเก็บภาษีคาร์บอนและการค้าสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซฯ เพื่อดึงเงินที่ต้องจ่ายให้ต่างชาติกลับมาอยู่ในกองทุนในประเทศ เพื่อใช้ในการปรับปรุงอุตสาหกรรม (Decarbonization)การพลิก Merit Order พลังงาน

    หากมีการคิดราคาคาร์บอนที่ 1,000 บาทต่อตัน ต้นทุนผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินจะพุ่งเป็น 2.50 บาทต่อหน่วย ซึ่งแพงกว่าพลังงานสะอาดอย่างโซลาร์เซลล์ที่บวกแบตเตอรี่ทันที กลไกนี้จะบังคับให้โครงสร้างพลังงานไทยเปลี่ยนไปสู่สีเขียวโดยอัตโนมัติDigital

    2.Sustainability: มีการเตรียมทำ One Stop Service ด้านคาร์บอน และใช้เทคโนโลยี mapping 3 มิติ เพื่อจำลองสถานการณ์ภัยพิบัติ (Virtual Simulation) เช่น ในพื้นที่หาดใหญ่ เพื่อการเตือนภัยที่แม่นยำ

    อุปสรรคใหญ่คือ “ความไทยๆ” และระบบราชการที่ตามไม่ทัน 

    อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ดร.พิรุณยอมรับว่าระบบราชการไทยเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยยกตัวอย่างคณะกรรมการกฤษฎีกาคณะที่ดูข้อกฎหมาย Climate Change ซึ่งประธานมีอายุถึง 99 ปี ทำให้การผลักดันกฎหมายสมัยใหม่ที่โลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็วเป็นไปได้อย่างยากลำบาก อีกทั้งการแก้ปัญหาความยั่งยืนไม่สามารถทำได้ด้วยกระทรวงเดียว แต่ต้องใช้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งพลังงาน คลัง และอุตสาหกรรม

    “ไทยต้องเป็นคนเก่งที่สุดในอาเซียน” เป้าหมายของไทยไม่ใช่แค่การลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อ Net Zero 2050 เท่านั้น แต่คือการก้าวขึ้นเป็น “Carbon Hub ของอาเซียน” 

    โดยไทยเริ่มทำโครงการนำร่องสอนมาตรฐานคาร์บอนคุณภาพสูงให้กับเพื่อนบ้าน 10 ประเทศ เพื่อสร้างตลาดคาร์บอนที่มีสภาพคล่องและมีความน่าเชื่อถือในระดับสากล

    “เราไม่ต้องการผู้เชี่ยวชาญที่มองแค่แผน 5 ปี แต่ต้องการผู้นำที่มองไกลกว่านั้น” 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/1222992&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06dusipJwNPNyBKdv1-C8P

  • NSM จับมือ กทม. สานพลังสร้างแรงบันดาลใจด้านวิทย์ฯ  พร้อมเดินหน้าส่งเสริมและพัฒนาแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนรู้ร่วมกันในอนาคต

    NSM จับมือ กทม. สานพลังสร้างแรงบันดาลใจด้านวิทย์ฯ พร้อมเดินหน้าส่งเสริมและพัฒนาแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนรู้ร่วมกันในอนาคต

    27 กุมภาพันธ์ 2569 / ดร.กรรณิการ์ เฉิน รองผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM และคุณวิไล เจริญชัยสกุล ผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือ เพื่อส่งเสริม พัฒนา และยกระดับการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และสิ่งแวดล้อมให้เข้าถึงประชาชนทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง ความร่วมมือครั้งนี้ มุ่งสร้างเครือข่ายแหล่งเรียนรู้ที่เข้มแข็งและเป็นรูปธรรม ผ่านการแบ่งปันองค์ความรู้อย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน พร้อมเดินหน้าผลักดันให้เกิดกิจกรรมและโครงการที่ช่วยเสริมสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ในมิติต่าง ๆ แก่เยาวชนและประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยมี นางสาวจีรพัชรินทร์ อรรถจินดา ผู้อำนวยการสำนักวิทยาศาสตร์สู่ชุมชน NSM และคุณพนิดา แก้วมาก รองผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามฯ ซึ่งจัดขึ้น ณ อาคาร The Blank Space อพวช. ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

    ดร.กรรณิการ์ เฉิน กล่าวว่า “ความร่วมมือระหว่าง NSM และกรุงเทพมหานครในครั้งนี้ เป็นโอกาสสำคัญในการขยายการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และสิ่งแวดล้อมให้เข้าถึงประชาชนทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง นับเป็นก้าวที่ช่วยเสริมสร้างเครือข่ายการเรียนรู้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ผ่านการบูรณาการองค์ความรู้อย่างสร้างสรรค์ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ของเยาวชนและประชาชน โดยมีจุดมุ่งหมายร่วมกันในการจัดนิทรรศการหมุนเวียน กิจกรรมเสริมความรู้ และกิจกรรมเวิร์กชอปในห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้ของกรุงเทพมหานคร รวมถึงกิจกรรมกระตุ้นการเรียนรู้ในพื้นที่ต่าง ๆ ภายใต้การดูแลของกรุงเทพมหานคร เพื่อให้วิทยาศาสตร์และนวัตกรรมเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันกับทุกคนในสังคมได้อย่างแท้จริง”

    คุณวิไล เจริญชัยสกุล กล่าวว่า “กรุงเทพมหานครรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ NSM ในการส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และสิ่งแวดล้อมให้แก่เด็ก เยาวชน และประชาชน ผ่านการจัดนิทรรศการและกิจกรรมในพื้นที่สาธารณะของกรุงเทพมหานคร ความร่วมมือครั้งนี้ช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงองค์ความรู้ที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะนิทรรศการ ‘เล่น เรียน รู้ วิทยาศาสตร์ในของเล่นไทย’ ที่ได้รับการสนับสนุนจาก NSM ซึ่งจะจัดแสดงในเดือนมีนาคม 2569 นี้ ณ พิพิธภัณฑ์เด็กกรุงเทพมหานครแห่งที่ 1 (จตุจักร) เพื่อเปิดโลกการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ผ่านของเล่นไทยอย่างสร้างสรรค์ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือนี้จะบรรลุตามเป้าหมายและภารกิจของทั้งสองหน่วยงาน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเยาวชนและประชาชนได้อย่างยั่งยืนต่อไป”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1000408&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WAiVdmWbS7EJ-9DLlxZ9V

  • วธ. เปิดตัว “ชุมชนตำบลต้นตาล” สุพรรณบุรี คว้าตำแหน่ง 1 ใน 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ปี 2568 

    วธ. เปิดตัว “ชุมชนตำบลต้นตาล” สุพรรณบุรี คว้าตำแหน่ง 1 ใน 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ปี 2568 

    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรมสร้างการรับรู้เส้นทางท่องเที่ยววิถีชุมชนของสุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ชุมชนตำบลต้นตาล โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี วัฒนธรรมจังหวัดและผู้เเทนในพื้นที่จังหวัดภาคกลาง หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น และชาวบ้านชุมชนตำบลต้นตาล ให้การต้อนรับ ณ ตลาดน้ำสะพานโค้ง – สุ่มปลายักษ์ ตำบลต้นตาล อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี

    ในโอกาสนี้ ประธานและคณะ ได้รับชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมสวยงามและโดดเด่นของชุมชน เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์สิ่งของโบราณ ชั้น 2 และชมวิว 360 องศา คลองสองพี่น้อง ชั้น 5 ณ สุ่มปลายักษ์ ชมการขับเสภา เยี่ยมชม ชอป ชิม ตลาดน้ำสะพานโค้ง – สุ่มปลายักษ์ ชมการสาธิต และทำกิจกรรม (Workshop) อาทิ บัวลอยญวน ปลาหมำสมุนไพรทอดกรอบ ซึ่งเป็น 1 จังหวัด1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น จังหวัดสุพรรณบุรี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ชื่นใจลอดช่องเกสรบัวหลวง เป็ดบ้านญวน ขนมไทย ด้านภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม อาทิ เปลญวน หัตถสานจากผักตบชวา หัตถสานจากเชือกมัดฟาง และการเรียนรู้ศิลปะ “ละเลงสี”

    นายประสพ กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) มุ่งมั่นขับเคลื่อนนโยบาย “วัฒนธรรมนำไทยสู่อนาคตอย่างยั่งยืน” โดยผลักดันให้ทุนทางวัฒนธรรมกลายเป็นพลังทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ผ่านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ นโยบาย UNSEEN “ไท ไทย” ภายใต้แนวคิด “สืบสาน สร้างสรรค์ นำวัฒนธรรมไทย สู่อนาคตอย่างยั่งยืน” ผลักดันโครงการคัดเลือก 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” เพื่อเฟ้นหาชุมชนที่มีศักยภาพและความพร้อมด้านการท่องเที่ยวในทุกมิติ ซึ่งชุมชนตำบลต้นตาล ได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ เที่ยวชุมชน ยลวิถี ประจำปี 2568 เนื่องจากมีความเข้มแข็งในการอนุรักษ์และต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างคุณค่าทางสังคม และเป็นหนึ่งกลไกสำคัญในการยกย่องและประชาสัมพันธ์ชุมชนที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในระดับประเทศและระดับนานาชาติ พร้อมทั้งกระตุ้นกระแสการท่องเที่ยววิถีชุมชน และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจแก่ประชาชนในพื้นที่

    สุดยอดชุมชนต้นแบบฯ ชุมชนตำบลต้นตาล เป็นชุมชนชาวไทยเชื้อสายญวน ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอสองพี่น้อง ตอนล่างสุดของจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นที่ราบลุ่มท้องกระทะ อุดมสมบูรณ์ด้วยปลา และสัตว์น้ำ จึงมี “สุ่ม” เอาไว้จับปลากันเกือบทุกบ้าน สะท้อนถึงวิถีชีวิตที่ผูกพันกับสายน้ำมาอย่างยาวนาน เมื่อเวลาผ่านไปวิถีชีวิตของชาวบ้านได้เปลี่ยนไปตามยุคสมัย แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงสืบสานดำรงอยู่ คือ วัฒนธรรมประเพณี อาหารและหัตถสานที่งดงามสืบสานต่อกันมากว่า 100 ปี ของชาวไทยเชื้อสายญวน ไม่ว่าจะเป็นเปลญวน ปลาหมำ บัวลอยญวน และชุดอ่าวหญ่าย ชุดประจำชาติพันธ์ไทย-ญวน ที่คงเอกลักษณ์ที่โดดเด่นงดงาม

    สำหรับไฮไลต์ 5 Unseen สำคัญของชุมชนตำบลต้นตาลที่นักท่องเที่ยวพลาดไม่ได้ ประกอบด้วย จุดเช็กอินระดับโลก “สุ่มปลายักษ์ และตลาดน้ำสะพานโค้ง” ซึ่งสร้างขึ้นด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เรียกว่า “การขันชะเนาะ” รังสรรค์ไม้ไผ่กว่า 10,000 ลำ เป็นสถาปัตยกรรมสูง 20 เมตร ขนาด 5 ชั้น ให้นักท่องเที่ยวชมทัศนียภาพคลองสองพี่น้องได้แบบ 360 องศา พร้อมเลือกซื้อสินค้าชุมชน ณ ตลาดน้ำริมคลองที่ช่วยสร้างงานสร้างรายได้ให้คนในพื้นที่อย่างยั่งยืน ด้านอัตลักษณ์อาหาร ชุมชนโดดเด่น
    ด้วยรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ อาทิ บัวลอยญวน ปลาหมำ ทอดกรอบสมุนไพร น้ำยาปลาหมำ หมูหัน เป็ดไล่ทุ่งหัน ขนมชั้นลูกตาล และลอดช่องเกสรบัวหลวง

    ขณะที่ ด้านผลิตภัณฑ์และงานหัตถศิลป์ มีการสืบสาน “เปลญวน” มรดกทางภูมิปัญญากว่า 100 ปีของชาวไทยเชื้อสายญวน รวมถึงการแปรรูปผักตบชวาและเชือกมัดฟางเป็นผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย อาทิ โซฟา โคมไฟ และกระเป๋าดีไซน์ประณีต สะท้อนถึง วิถีชีวิตชาวไทยเชื้อสายญวน ที่ยังคงสืบทอดมาอย่างเหนียวแน่น ทั้งการแต่งกายด้วยชุดอ่าวหญ่าย ภูมิปัญญาการถนอมอาหาร และประเพณีแห่แม่พระกลางสายน้ำอันศักดิ์สิทธิ์ ปิดท้ายด้วย กิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ที่พร้อมมอบประสบการณ์ความเพลิดเพลินให้ทุกคน ผ่าน Workshop การทำหัตถกรรม การปรุงอาหารไทย-ญวน การเรียนรู้งานศิลปะ และการล่องเรือสัมผัสวิถีชีวิตริมคลองสองพี่น้องอย่างใกล้ชิด

    นอกจากกิจกรรมภายในชุมชนแล้ว นักท่องเที่ยวยังสามารถเดินทางเชื่อมโยงไปยังแหล่งสำคัญในจังหวัดสุพรรณบุรี อาทิ วัดไผ่โรงวัว, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง, พระพุทธรูปแกะสลักหน้าผา, พุทธมณฑลจังหวัดสุพรรณบุรี และ สกายวอล์คเมืองโบราณอู่ทอง รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวใหม่อย่าง “โรงนาป่าพฤกษ์ – Forest Farmhouse” แหล่งสะสมของเก่าและคาเฟ่เชิงวัฒนธรรม ณ อำเภอบางปลาม้า

    นายประสพ กล่าวเพิ่มเติมว่า การเปิดชุมชนครั้งนี้เป็นเวทีบูรณาการความร่วมมือเพื่อยกระดับการท่องเที่ยววิถีชุมชนสู่ระดับสากล อันจะนำไปสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดสุพรรณบุรีอย่างยั่งยืน พร้อมแสดงความชื่นชมประชาชนชาวตำบลต้นตาลที่ร่วมแรงร่วมใจพัฒนาจนได้รับยกย่องเป็นสุดยอดชุมชนต้นแบบในปีนี้ โดย วธ. พร้อมสนับสนุนเสน่ห์ UNSEEN THAI THAI ให้เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศในระยะยาวสืบไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1000431&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iYw9fyTvDfN5ADZoIl-vF

  • วิกฤติภูมิอากาศรุกเศรษฐกิจไทย บีบปรับตัวท่ามกลางโลกเดือด

    วิกฤติภูมิอากาศรุกเศรษฐกิจไทย บีบปรับตัวท่ามกลางโลกเดือด

    วิกฤติภูมิอากาศรุกเศรษฐกิจไทย บีบปรับตัวท่ามกลางโลกเดือด

    วิกฤติภูมิอากาศรุกเศรษฐกิจไทย บีบปรับตัวท่ามกลางโลกเดือด

    เหตุการณ์มหาอุทกภัยในภาคใต้ช่วงปลายปี 2567 โดยเฉพาะพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญอย่างหาดใหญ่ ไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินและโครงสร้างพื้นฐาน แต่ยังกระทบรายได้ภาคท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซันปลายปี เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า “ความเสี่ยงสภาพภูมิอากาศ” ไม่ใช่ประเด็นไกลตัวอีกต่อไป หากแต่กำลังกลายเป็นความเสี่ยงเชิงระบบที่กระทบเศรษฐกิจไทยโดยตรง

    รายงานของ SCB EIC อ้างอิงข้อมูลจากฐานภัยพิบัติฉุกเฉิน EM-DAT ของศูนย์วิจัยด้านระบาดวิทยาภัยพิบัติ (CRED) ระบุว่า ในปี 2567 โลกเผชิญภัยธรรมชาติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรวม 373 ครั้ง เพิ่มขึ้น 16.2% จาก 321 ครั้งในปี 2543 โดยนับเฉพาะเหตุการณ์รุนแรงที่มีผู้เสียชีวิตเกิน 10 ราย หรือผู้ได้รับผลกระทบเกิน 100 รายขึ้นไป แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับสถานการณ์ในไทย ซึ่งเผชิญภัยลักษณะนี้ 7 ครั้งในปี 2567 และเพิ่มเป็น 13 ครั้งในปี 2568 จากเพียง 5 ครั้งในปี 2543 โดยกว่าครึ่งเป็นพายุและน้ำท่วม

    องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ประเมินว่า ไทยมีความเสียหายสะสมจากภัยพิบัติทางภูมิอากาศคิดเป็นเกือบ 0.7% ของ GDP ช่วงปี 2548-2567 ขณะที่ดัชนี Global Climate Risk Index (CRI) โดย Germanwatch จัดอันดับให้ไทยเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสูงเป็นอันดับ 17 ของโลกในปี 2567

    ภาพใหญ่ระดับโลกยิ่งสะท้อนความเสี่ยงระยะยาว รายงาน The Global Risks Report 2026 ของ World Economic Forumซึ่งสำรวจความเห็นผู้เชี่ยวชาญกว่า 1,300 ราย ระบุว่า ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมจะกลายเป็นความเสี่ยงอันดับต้น ๆ ของโลกในอีก 10 ปีข้างหน้า โดย 73% มองว่าอาจส่งผลในระดับ “Turbulent” หรือ “Stormy” โดยเฉพาะประเด็นภูมิอากาศสุดขั้ว การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และการล่มสลายของระบบนิเวศ

    ในอีกด้าน โลกกำลังเผชิญความจริงที่ยากจะปฏิเสธ เป้าหมายควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียสจากยุคก่อนอุตสาหกรรม ซึ่งถูกกำหนดไว้ในการประชุม COP21 ที่กรุงปารีส ปี 2015 กำลังถูกตั้งคำถาม ค่าเฉลี่ยอุณหภูมิโลกในปี 2024 อยู่ที่ราว 1.5-1.6 องศาเซลเซียสแล้ว ขณะที่บทวิเคราะห์ของ The Economist และโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ประเมินว่า ภายใต้นโยบายปัจจุบัน โลกอาจร้อนขึ้น 2.6-2.8 องศาเซลเซียสภายในปี 2100 ซึ่งจะเร่งระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นและทำลายระบบนิเวศสำคัญ เช่น แนวปะการังที่อาจหายไป 70–90%

    นโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจึงกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลก บริษัทข้ามชาติเริ่มนำข้อมูลการปล่อยคาร์บอนของคู่ค้ามาใช้พิจารณาจัดซื้อ อย่างไรก็ดี บริบทภูมิรัฐศาสตร์กลับซับซ้อนขึ้น เมื่อสหรัฐฯ ภายใต้การนำของ Donald Trump สมัยที่สอง ผ่อนคลายนโยบายภูมิอากาศ แต่เพิ่มมาตรการกีดกันทางการค้าและตั้งกำแพงภาษีมากกว่า 10% ต่อสินค้านำเข้า สร้างแรงกดดันต่อต้นทุนของประเทศคู่ค้า

    สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ไทยถูกบีบจากสองด้าน ด้านหนึ่งต้องควบคุมต้นทุนเพื่อรับมือกำแพงภาษี อีกด้านต้องเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อรักษาความสามารถแข่งขันในตลาดโลก ภาครัฐจึงจำเป็นต้องเร่งออกมาตรการสนับสนุนที่ชัดเจน ทั้งด้านแรงจูงใจภาษี โครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด และระบบการเงินสีเขียว ขณะที่ภาคเอกชนต้องเร่งประเมินความเสี่ยง กำหนดเป้าหมายลดคาร์บอน และใช้ประโยชน์จาก Green Finance หรือ Transition Finance เพื่อปรับโมเดลธุรกิจ

    วิกฤติสภาพภูมิอากาศจึงไม่ใช่เพียงประเด็นสิ่งแวดล้อม แต่เป็นโจทย์เชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ การเร่งปรับตัวตั้งแต่วันนี้จึงไม่ใช่แค่การปฏิบัติตามกติกาโลก หากคือการรักษาความสามารถแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว ท่ามกลางโลกที่กำลังเข้าสู่ยุค “Stormy Climate Risks” อย่างเต็มรูปแบบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/652615&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rFJLOftedBKw16fE-xrBu

  • หอการค้าจังหวัดตราด ผนึก ททท.ตราด ดันจัด “วันกั้งโลก” กระตุ้นเศรษฐกิจ ควบคู่เปิดเส้นทางท่องเที่ยวทางน้ำแม่น้ำตราด | TOPNEWS

    หอการค้าจังหวัดตราด ผนึก ททท.ตราด ดันจัด “วันกั้งโลก” กระตุ้นเศรษฐกิจ ควบคู่เปิดเส้นทางท่องเที่ยวทางน้ำแม่น้ำตราด | TOPNEWS

    ทันตแพทย์หญิงวิภา สุเนตร ประธานกรรมการ หอการค้าจังหวัดตราด เปิดเผยว่า ในการประชุมสัญจรคณะกรรมการหอการค้าฯ ครั้งที่ 2/2569 ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ได้นำคณะกรรมการ สมาชิก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่สำรวจและทดสอบเส้นทางท่องเที่ยวทางน้ำแม่น้ำตราด โดยล่องเรือ ป.ถวิล 1 จากบ้านท่าแพ ตำบลเนินทราย อำเภอเมืองตราด สู่ปากอ่าวแม่น้ำตราด

    ในการลงพื้นที่ครั้งนี้มี ว่าที่ร้อยตรีกรกฎ โอภาส ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานตราด นายเกรียงไกร ปัญญาพงศธร นายอำเภอเมืองตราด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมสำรวจเส้นทาง

    ประธานหอการค้าฯ กล่าวว่า หอการค้าจังหวัดตราดทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมประสานระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยช่วงปลายปีที่ผ่านมา จังหวัดตราดได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย–กัมพูชา อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสถานการณ์คลี่คลายแล้ว จังหวัดตราดมีความพร้อมรองรับนักท่องเที่ยว จึงมีแนวคิดจัดกิจกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาคการท่องเที่ยว

    หนึ่งในแนวคิดสำคัญคือ การร่วมกับ ททท.สำนักงานตราด จัดงาน “วันกั้งโลก” เพื่อผลักดัน “กั้งเมืองตราด” ให้เป็นจุดขายสำคัญ เนื่องจากจังหวัดตราดเป็นแหล่งกั้งคุณภาพดี มีปริมาณเพียงพอตลอดทั้งปี สามารถนำมาปรุงอาหารได้หลากหลายเมนู รองรับนักท่องเที่ยวได้อย่างต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ ระหว่างวันที่ 23–24 พฤษภาคม 2569 จังหวัดตราดจะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน Bangkok Airways Trat Half Marathon 2026 ซึ่งคาดว่าจะมีนักวิ่งและนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางมาร่วมงาน หอการค้าฯ จึงเร่งทดสอบเส้นทางท่องเที่ยวทางน้ำแม่น้ำตราด เพื่อเตรียมเปิดเป็นเส้นทางท่องเที่ยวรองรับกลุ่มนักวิ่งและนักท่องเที่ยวทั่วไป โดยนักท่องเที่ยวสามารถล่องเรือชมทัศนียภาพและวิถีชีวิตสองฝั่งแม่น้ำตราด ควบคู่กับการลิ้มรสกั้งเมืองตราด

    ด้านผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานตราด กล่าวว่า “กั้ง” เป็นสัตว์ทะเลพื้นบ้านที่มีชื่อเสียงของจังหวัดตราด และเป็นเมนูยอดนิยมทั้งในหมู่ชาวตราดและนักท่องเที่ยว การจัดงานวันกั้งโลกจึงมีความเหมาะสม และควรยกระดับให้ยิ่งใหญ่ แตกต่างจากงานรูปแบบเดิม ๆ พร้อมสร้างจุดขายใหม่ที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยว

    โดยผู้ว่าราชการจังหวัดตราดได้สนับสนุนงบประมาณในการดำเนินการ และวางแผนให้จัดงานควบคู่กับกิจกรรมวิ่งของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ร่วมกิจกรรมทั้งสองงาน ซึ่งจะช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนและกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    ทั้งนี้ มีเป้าหมายผลักดัน “วันกั้งโลก” ให้เป็นงานประจำปีของจังหวัดตราด เพื่อสร้างแบรนด์ด้านอาหารทะเลและการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ของจังหวัดในระยะยาว

    ภาพ/ข่าว จักรกฤชณ์ แววคล้ายหงษ์ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ตราด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1502112&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0N5vw0JjNHgf4fynVTFJ_x

  • ‘วิทัย‘ ชี้ โมเดลศก.ไทยเริ่มล้าหลัง เร่งแก้โครงสร้าง-ลุยปรับค่าธรรมเนียมแบงก์ทั้งระบบ

    ‘วิทัย‘ ชี้ โมเดลศก.ไทยเริ่มล้าหลัง เร่งแก้โครงสร้าง-ลุยปรับค่าธรรมเนียมแบงก์ทั้งระบบ

    ผู้ว่าการธปท.เตือนโมเดลเศรษฐกิจไทยอาจไม่ตอบโจทย์โลกใหม่ สะท้อนปัญหาจัดสรรทรัพยากรเหลื่อมล้ำ ฉุดศักยภาพการเติบโต ย้ำต้องเดินหน้าปฏิรูปเชิงโครงสร้างควบคู่ดูแลเสถียรภาพ พร้อมเตรียมเข้มตรวจค่าธรรมเนียมธนาคาร ลดภาระรายย่อยในระยะถัดไป

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)กล่าว ในงาน FUTURE READY 2026  จัดโดย BRANDi Institute of Systematic Transformation (BiOST)ว่า หากดูโมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ใช้อยู่ในปัจจุบันอาจถึงจุดที่ต้องเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากโมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจที่เราเป็นอยู่ในปัจจุบัน อาจไม่เหมาะกับสถานการณ์เศรษฐกิจหรือไม่เหมาะกับสภาพแวดล้อมในปัจจุบันอีกแล้ว ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะที่เศรษฐกิจไม่สามารถขยายตัวได้อย่างเต็มศักยภาพ

    • สังคมเหลื่อมล้ำสูง รายใหญ่เข้าถึงสินเชื่อด้วยต้นทุนต่ำเทียบเอสเอ็มอีสูงลิ่ว

    ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดประการแรก “ความล้มเหลวในการจัดสรรทรัพยากร” ปัจจุบันประเทศไทยมีระบบเศรษฐกิจที่เห็นความแตกต่างได้ชัดเจนมาก โดยกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ 20-30 กลุ่มแรก และสถาบันการเงินขนาดใหญ่มีผลประกอบการที่ดีเยี่ยม สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์ได้อย่างง่ายดายด้วยต้นทุนที่ต่ำมากเพียง 2-3%

    ในขณะที่อีกฟากหนึ่งของเศรษฐกิจ ทรัพยากรกลับส่งไปไม่ถึงกลุ่ม SME ขนาดกลาง ขนาดเล็ก และประชาชนรายย่อย ซึ่งหากไม่ใช่กลุ่มที่มีรายได้สูง(High Net Worth) การเข้าถึงสินเชื่อจะทำได้ยากลำบากและมีต้นทุนที่สูงลิ่วตั้งแต่ 7% ไปจนถึง 33%

    สถานการณ์นี้สะท้อนว่าระบบปัจจุบันทำให้กลุ่มที่แข็งแรงอยู่แล้วยิ่งรวยและแข็งแรงขึ้น แต่กลุ่มที่อ่อนแอกลับต้องแบกรับต้นทุนมหาศาล

    ไม่เพียงเท่านั้นปัญหาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญไม่ใช่เพียงปัญหาชั่วคราว แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาอย่างต่อเนื่อง ที่มีเป็นหลายมิติ

    ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของขีดความสามารถในการแข่งขัน(Competitiveness) ผลิตภาพ (Productivity) การลงทุนที่อยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เรื้อรัง การก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย (Aging Society) รวมถึงปัญหาการบังคับใช้กฎหมายและความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ ทั้งทางการเงิน การศึกษา และสถานะทางสังคม ปัญหาเหล่านี้เองที่เป็นตัวฉุดรั้งทำให้เศรษฐกิจไทยโตช้าลงเรื่อย ๆ

     “ในแง่ของการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ ESG ปัจจุบันหลายองค์กรมักมองเป็นเพียงเรื่องของ CSR หรือการทำความดี PR คนไทยเก่งเรื่องการเขียนรายงานและทำ PR จนได้รับรางวัลหรือติดอันดับในของโลก แต่ในเชิงปฏิบัติจริงกลับยังไปไม่ถึงไหน ดังนั้นควร Action ลงมือทำจริงคือสิ่งที่เป็นปัญหาที่สุดของไทย และเราจำเป็นต้องก้าวข้ามการทำงานเชิงไทยๆที่เน้นแต่ภาพลักษณ์ไปสู่การแก้ปัญหาที่แก่นจริงๆ”

    สำหรับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้ถือเป็นเรื่องที่ยากและไม่สามารถจบได้ด้วยโครงการเดียว ไม่สามารถออกเพียงโครงการเดียวแล้วแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้หมด ดังนั้นการแก้ปัญหาต้องทำผ่านหลายโครงการอย่างต่อเนื่องเพื่อค่อยๆบรรเทาอาการของปัญหาไปทีละจุด หากไม่เริ่มทำตั้งแต่วันนี้ เศรษฐกิจไทยก็จะวนเวียนอยู่กับที่และไปไหนไม่ได้ ซึ่งกระบวนการนี้ต้องใช้ทั้งเวลาและความอดทนอย่างสูง

    • ต้องรักษาสมดุลระหว่าง เสถียรภาพ-การเติบโต

    ทั้งนี้บทบาทของธปท.การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องสำคัญ แต่การเติบโตของเศรษฐกิจก็ต้องไปควบคู่กันด้วย เพราะการยึดติดอยู่แต่กับเสถียรภาพ เช่นเงินเฟ้อต้องต่ำ หรือธนาคารต้องแข็งแรงเพียงอย่างเดียวโดยไม่สนว่าเศรษฐกิจจะโตหรือไม่ อาจจะไม่ใช่คำตอบที่เหมาะสมในปัจจุบัน

    จึงควรหลอมรวมของทั้งสองเรื่องเข้าด้วยกัน เพราะหากเศรษฐกิจไม่โต รายได้ของคนและธุรกิจจะไม่เพียงพอ นำไปสู่การกู้หนี้เพิ่มและกลายเป็นวงจรหนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจที่ไม่สิ้นสุด

    • ขีดจำกัดของดอกเบี้ยนโยบาย

    อย่างไรก็ตามปัญหาเชิงโครงสร้างไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการลดดอกเบี้ยนโยบายเพียงอย่างเดียว การลดดอกเบี้ยไม่สามารถเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ไม่สามารถสร้างความสามารถในการแข่งขัน ไม่สามารถแก้ปัญหาสังคมสูงวัย หรือความเหลื่อมล้ำได้โดยตรง ข้อมูลระบุว่าการลดดอกเบี้ย 0.25% มีผลต่อการกระตุ้น GDP เพียง 0.2% เท่านั้น

    ดังนั้นแบงก์ชาติและรัฐบาลจึงต้องออกมาตรการที่เฉพาะเจาะจงและมุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่ต้นตอเพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตได้ในระยะยาว

    • เร่งปรับโครงสร้าง5 ด้านแก้ปัญหาศก.ไทย

    ทั้งนี้ตลอดระยะเวลาเกือบ 5 เดือนที่ผ่านมา ธปท.มุ่งเปลี่ยนบทบาทต่อเนื่อง เพื่อช่วยแก้ปัญหาโครงสร้างให้กับประเทศ โดยมีหลายมาตรการที่ทำมาต่อเนื่องใน 5 ด้าน

    มาตรการแรกคือ การแก้หนี้รายย่อยที่มีหนี้ต่ำกว่า 1 แสนบาท ที่เป็นหนี้เสียให้ลูกหนี้กลุ่มนี้มีโอกาสกลับมาสู่ระบบการเงินได้ และหลุดพ้นจากกำดักหนี้ได้ในอนาสคต 

    ประเด็นที่สองคือการแก้ปัญหาสินเชื่อเอสเอ็มอีติดลบ ผ่านการ โครงการ SMEs Credit Boost  โดยนำเงินจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF)มาช่วยลดความเสี่ยงจากการปล่อยสินเชื่อให้กับเอสเอ็มอี เพื่อหวังว่าแบงก์จะกล้าปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจเอสเอ็มอีได้มากขึ้น และหลังจากนี้จะเริ่มเห็นมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีออกมาต่อเนื่องอีกภายใน 2เดือนข้างหน้า เพื่อบรรเทาปัญหาหนี้ติดลบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

    ประเด็นที่สามคือ การลดผลกระทบเงินบาท จากการเข้าไปกำกับการเทรดทองคำผ่านแอปพลิเคชันเงินบาท  ซึ่งในปัจจุบันมีปริมาณการซื้อขายที่สูงมากจนน่าตกใจ โดยสูงกว่าวอลุ่มการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์จากเดิมที่หุ้นเคยเทรดกันวันละ 20,000 ถึง 30,000 ล้านบาท ปัจจุบันลดลงเหลือเพียงประมาณ 8,000 ล้านบาทต่อวัน ในขณะที่การเทรดทองคำผ่านแอปฯ มีมูลค่าสูงถึงวันละ 6,000 ถึง 7,000 ล้านบาททุกวัน

    อีกทั้งการซื้อทองผ่านแอปฯกลายเป็นช่องทางในการเก็บเงินสดปริมาณมหาศาล เช่น 100 ล้าน หรือ 1,000 ล้านบาท

    ซึ่งหากเก็บไว้ที่บ้านจะทำได้ลำบากและเสี่ยงต่อการถูกตรวจสอบ การซื้อผ่านแอปฯไม่มีข้อจำกัดเรื่องจำนวน และสามารถถอนเป็นทองคำจริงได้ในเวลาอันรวดเร็วโดยไม่มีใครตรวจพบ เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ไม่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล แบงก์ชาติจึงจำเป็นต้องปิดช่องโหว่นี้เพื่อควบคุมทั้งเรื่องทองคำและค่าเงิน

    “การขาดการกำกับดูแลในธุรกิจเทรดทองผ่านแอปฯ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าเงินบาท เมื่อราคาทองพุ่งสูงขึ้น คนทั้งประเทศมักจะแห่ขายทองพร้อมกัน ทำให้เกิดแรงขายดอลลาร์มหาศาลภายในระยะเวลาสั้นๆเช่น 3-4 วัน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานเพื่อแก้ปัญหานี้ แบงก์ชาติจึงได้กำหนดมาตรการใหม่ โดยกำหนดให้ทุกคนต้องรายงานหากมีการเทรดทองเกิน 20 ล้านบาท และลิมิตการซื้อไว้ที่ไม่เกิน 50ล้านบาท”

    ประเด็นที่4คือการ กำกับหรือการปราบเงินเทา ที่ผ่านการควบคุมการซื้อดอลลาร์ ที่พบพฤติกรรมที่กลุ่มคนบางกลุ่มนิยมซื้อดอลลาร์มาถือเป็นเงินสดครั้งละ 1-2 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 30-60 ล้านบาท เนื่องจากเก็บง่ายและไม่ประดักประเดิดเหมือนเงินบาท

    จึงต้องมีปิดช่องทางไม่ให้มีการแลกเงินเกิน 800,000 บาทโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หากจะแลกมากกว่านั้นต้องมีการตรวจสอบเส้นทางเงินอย่างละเอียด รวมถึงการติดตามข้อมูลการใช้งาน USDT (Cryptocurrency)เพื่อนำดาต้ามาวิเคราะห์และต่อเส้นทางเงิน ซึ่งเป็นอำนาจที่แบงก์ชาติไม่เคยนำมาใช้ต่อเนื่องยาวนานขนาดนี้มาก่อน

    ในส่วนของการควบคุมเงินสด แบงก์ชาติจะเริ่มมาตรการเข้มงวดในการถอนเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไปในช่วงกลางเดือน โดยผู้ถอนต้องแจ้งเหตุผลที่เพียงพอ เพื่อป้องกันปัญหาเศรษฐกิจสีเทา(Grey Economy)และการไหลออกของเงินทุนที่ไม่ได้สร้างประโยชน์ให้ประเทศ เชื่อว่ามาตรการเหล่านี้จะช่วยให้การใช้เงินในอนาคตมีความโปร่งใสมากขึ้น และยอดธุรกรรมที่ผิดปกติจะลดลงอย่างเห็นได้ชัดในอีก 2-3 ปีข้างหน้า

    • ลุยปรับค่าธรรมเนียมแบงก์ทั้งระบบ

    เรื่องสุดท้ายที่จะทำอย่างจริงจังหลังจากนี้ คือค่าธรรมเนียมธนาคารที่มีความลักลั่นและไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค อย่างกรณีที่บางธนาคารคิดค่าธรรมเนียมขอ Statement บัญชีละ 100-200 บาท ที่ไม่มีมาตรฐานในการคิดค่าธรรมเนียมที่ชัดเจน และผู้บริโภคไม่มีทางเลือก รวมถึงการคิดค่าธรรมเนียมข้ามเขต

    ไม่ว่าจะเป็นการฝาก ถอน หรือโอนผ่าน ATM สวนทางกับยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีก้าวหน้าไปมาก ไม่ควรมีคำว่า “ข้ามเขต” อีกต่อไป เพราะไม่มีความจำเป็นต้องขนธนบัตรข้ามพื้นที่เหมือนในสมัยก่อน 

    นอกจากนี้ ค่าธรรมเนียมสำหรับรายย่อยยังสูงมากเมื่อเทียบกับรายใหญ่ โดยเฉพาะระบบฺ BAHTNETที่ต้นทุนของแบงก์ชาติต่อยอดรายการอยู่ที่ 17 บาท แต่ธนาคารกลับไปคิดกับลูกค้าสูงถึง 250 บาท หรือคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ที่รายย่อยต้องโดนหนักกว่ารายใหญ่มาก

    ซึ่งในบางกรณีอาจสูงถึง 5% ของยอดเงิน ที่หลังจากนี้จะมีการเข้าไปดูค่าธรรมเนียมอย่างละเอียด 10-15 รายการที่จะมีการปรับค่าธรรมเนียมให้ต่ำลงในระยะข้างหน้า 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1223161&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mPo5zvh5FvvPhft4VlB6T

  • สรุปข่าวทองคำประจำสัปดาห์ | InterGOLD WEEKLY NEWS EP.193 | ราคาทองวันนี้ | ราคาทองคำแท่ง | ทองคำราคา – InterGold

    สรุปข่าวทองคำประจำสัปดาห์ | InterGOLD WEEKLY NEWS EP.193 | ราคาทองวันนี้ | ราคาทองคำแท่ง | ทองคำราคา – InterGold

    https://youtu.be/nfA8lprE-oA

    📌Intergold Weekly News  

    สรุปข่าวทองคำ ประจำสัปดาห์ EP193  

    ประจำวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569  

    .

    ราคาทองคำใกล้ 80,000 บาทแล้ว ควรซื้อ ถือ หรือรอ? วิเคราะห์แนวโน้มทองคำล่าสุดปี 2026

    .

    ราคาทองคำที่ปิดเหนือ 5,280 ดอลลาร์ และราคาทองคำไทยเข้าใกล้ 80,000 บาท เป็นสัญญาณว่าทองคำกำลังเข้าสู่ขาขึ้นรอบใหม่หรือไม่ และนักลงทุนควรวางกลยุทธ์อย่างไรในช่วงนี้?

    .

    ราคาทองคำที่สามารถปิดเหนือระดับ 5,280 ดอลลาร์ และราคาทองคำไทยขยับเข้าใกล้ 80,000 บาท ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่สำคัญ สะท้อนถึงแรงซื้อที่แข็งแกร่งและแนวโน้มขาขึ้นระยะกลาง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก การเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยี AI และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจผลักดันให้ราคาทองคำทำจุดสูงสุดใหม่ได้ในอนาคตอันใกล้

    .

    การเคลื่อนไหวของราคาทองคำในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ถือเป็นหนึ่งในสัญญาณสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกให้ความสนใจ หลังจากราคาทองคำโลกสามารถปิดที่ระดับประมาณ 5,280 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งถือเป็นระดับปิดที่แข็งแกร่ง และสะท้อนถึงแรงซื้อที่ยังคงอยู่ในตลาดอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ราคาทองคำในประเทศไทยที่อ้างอิงจาก สมาคมค้าทองคำ อยู่ที่ระดับประมาณ 77,600 บาท สำหรับราคาขายออก และ 77,400 บาท สำหรับราคารับซื้อ ซึ่งเป็นระดับราคาที่เข้าใกล้แนวต้านสำคัญทางจิตวิทยาที่ 80,000 บาทอย่างมาก

    สิ่งที่น่าสนใจคือ เพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านี้ ตลาดยังมีความกังวลว่าราคาทองคำอาจปรับฐานลงลึก หรืออาจเข้าสู่ช่วงพักตัวระยะยาว แต่การปิดราคาที่ระดับสูงในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ กลับสะท้อนให้เห็นว่าตลาดยังมีแรงซื้อสนับสนุนอย่างแข็งแกร่ง และแนวโน้มหลักยังคงเป็นขาขึ้นมากกว่าการเข้าสู่ขาลง

    หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อราคาทองคำ คือความไม่แน่นอนด้านนโยบายเศรษฐกิจและการเมืองโลก โดยเฉพาะนโยบายด้านภาษีและท่าทีทางเศรษฐกิจของ Donald Trump ซึ่งสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงิน เมื่อเกิดความไม่แน่นอน นักลงทุนมักลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยง และเพิ่มการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ ส่งผลให้ราคาทองคำได้รับแรงสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

    นอกจากนี้ การพัฒนาอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี AI ก็กลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีผลต่อโครงสร้างของตลาดการเงินโลก บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ เช่น Anthropic และ IBM กำลังผลักดันความสามารถของ AI ไปสู่ระดับที่สามารถทดแทนแรงงานมนุษย์ในหลายอุตสาหกรรมได้ ความเปลี่ยนแปลงนี้สร้างความกังวลต่อเศรษฐกิจและตลาดแรงงานในระยะยาว และส่งผลให้เงินทุนบางส่วนไหลเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น

    เมื่อความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะมาจากเศรษฐกิจ เทคโนโลยี หรือความขัดแย้งระหว่างประเทศ ทองคำมักได้รับประโยชน์ในฐานะสินทรัพย์ที่ช่วยป้องกันความเสี่ยง นักลงทุนจำนวนมากมองว่าทองคำเป็นสินทรัพย์ที่สามารถรักษามูลค่าได้ในระยะยาว และช่วยปกป้องพอร์ตการลงทุนจากความผันผวนของระบบเศรษฐกิจ

    จากมุมมองทางเทคนิค การที่ราคาทองคำสามารถยืนเหนือระดับแนวต้านสำคัญ และปิดรายเดือนในระดับสูง ถือเป็นสัญญาณบวกที่สำคัญ โดยเฉพาะเมื่อแนวรับสำคัญอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง ทำให้โอกาสในการปรับตัวลงแรงมีจำกัด ในขณะที่โอกาสในการปรับตัวขึ้นยังคงเปิดกว้าง

    เมื่อพิจารณาจากทั้งปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิค แนวโน้มของทองคำในระยะกลางยังคงอยู่ในทิศทางขาขึ้น แม้ว่าอาจมีการปรับฐานระยะสั้นเป็นระยะ แต่ภาพรวมยังคงสนับสนุนการเติบโตของราคาทองคำ โดยเฉพาะหากความไม่แน่นอนในระบบเศรษฐกิจโลกยังคงอยู่

    .

    ราคาทองคำมีโอกาสแตะ 80,000 บาทหรือไม่?

    จากแนวโน้มปัจจุบัน มีความเป็นไปได้สูงที่ราคาทองคำจะทดสอบระดับ 80,000 บาท หากราคาทองคำโลกยังสามารถยืนเหนือแนวรับสำคัญ และยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากปัจจัยเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนของตลาดโลก

    นักลงทุนควรวางกลยุทธ์อย่างไรในช่วงนี้?

    นักลงทุนสามารถใช้กลยุทธ์ทยอยสะสม (Dollar-Cost Averaging) และเน้นการถือครองในระยะกลางถึงระยะยาว เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนระยะสั้น และเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนจากแนวโน้มขาขึ้นของทองคำ

    .

    ราคาทองคำที่ปิดเหนือระดับสำคัญในช่วงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่สะท้อนถึงแรงซื้อและความเชื่อมั่นของตลาด ปัจจัยสนับสนุนจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก การเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยี AI และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ล้วนช่วยเสริมแนวโน้มขาขึ้นของทองคำ

    .

    ราคาทองคำไทยที่เข้าใกล้ระดับ 80,000 บาท แสดงให้เห็นว่าตลาดกำลังอยู่ในช่วงสำคัญ และมีโอกาสเข้าสู่รอบขาขึ้นใหม่ นักลงทุนที่ต้องการป้องกันความเสี่ยงและรักษามูลค่าของเงินในระยะยาว ทองคำยังคงเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่น่าสนใจและมีบทบาทสำคัญในพอร์ตการลงทุน

    .

    เขียนโดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    รับชมคลิปได้ที่ :  https://youtu.be/nfA8lprE-oA

    อ่าน Content อื่นๆเพิ่มเติม :  https://www.intergold.co.th/ 

    ราคาทองวันนี้ :  https://www.intergold.co.th/gold-price/

    .

    #ราคาทองคำ #ราคาทอง #ราคาทองวันนี้ #แนวโน้มราคาทอง #วิเคราะห์ทองคำ #ราคาทองคำวันนี้ #ทองขึ้น #กราฟทอง #กราฟราคาทองคำ #แนวโน้มราคาทองคำ #ทองคำ #ทอง #ทองคำแท่ง #เทรดทองออนไลน์ #GOLD #อัพเดทราคาทองคำ #XAUUSD #USD #gold #ดอกเบี้ย #เฟด #อินเตอร์โกลด์ #บาทอ่อน #เงินบาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/weekly-28-2-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JFimtEAn3fDvDplgIL8cD

  • “วิทัย” มอบรางวัล “ลับคมความคิด” ครั้งที่ 19 เชิดชูงานสื่อเศรษฐกิจ

    “วิทัย” มอบรางวัล “ลับคมความคิด” ครั้งที่ 19 เชิดชูงานสื่อเศรษฐกิจ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้เกียรติมอบโล่รางวัลเกียรติคุณ ให้กับสมาชิกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ที่ได้รับการคัดเลือกในการประกวดบทความข่าวเชิงวิเคราะห์ “ลับคมความคิด” ครั้งที่ 19 จากผลงานของสมาชิกสมาคมฯ จากองค์กรสื่อสมาชิกต่าง ๆ ที่ได้รับการคัดเลือก ในงานประชุมใหญ่สามัญ ประจำปี 2568/2569 ณ ห้องวิภาวดีบอลรูม  ABC โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ ลาดพร้าว จำนวน 14 รางวัล

    สำหรับบทความข่าวเชิงวิเคราะห์ “ลับคมความคิด” ครั้งที่ 19 ที่ได้รับการคัดเลือก ในแต่ละประเภทจำนวน 14 รางวัล มีดังนี้

    ประเภทสื่อสิ่งพิมพ์

    รางวัลที่ 1 เรื่อง วิกฤติ&โอกาสส่งออกไทย : กรณีศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสินคดี “มาตรการภาษีทรัมป์” โดย นางสาวสิริวรรณ พงษ์ไพโรจน์ สังกัด หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

    รางวัลที่ 2 เรื่อง อนาคตเศรษฐกิจไทยบนสมรภูมิ “สหรัฐฯ VS จีน” คนละครึ่งหรือเลือกข้าง ทางรอดสุดท้ายเปลี่ยนชะตาประเทศ โดย นายวสวัตติ์ โอดทวี สังกัด หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

    รางวัลที่ 3 เรื่อง Regaining a lucrative tourism market โดย นางสาวมลภษร ชูวงษ์ สังกัด หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์

    รางวัลชมเชย เรื่อง ‘ฐานะการคลังไทย’ สัญญาณเตือนจาก ‘เครดิตเรตติ้ง’ สู่ ‘แผนการคลังระยะปานกลาง’ ฉบับปฏิรูป โดย นายนครินทร์ ศรีเลิศ สังกัด หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

    ประเภทสื่อโทรทัศน์

    รางวัลที่ 1 เรื่อง คลินิกแก้หนี้ สร้างโอกาสใหม่ให้มนุษย์เงินเดือน โดย นางสาวขนิษฐา อมรเมศวรินทร์สังกัด สำนักข่าวไทย ช่อง 9 MCOT

    รางวัลที่ 1 เรื่อง “จับตากลุ่มทุนรุกป่าตะวันออก” โดย นางลักขณา หมานระเด่น สังกัด สถานีโทรทัศน์ ThaiPBS

    รางวัลที่ 2 เรื่อง “ส่งออกไทย” เสี่ยงวิกฤตซ้ำ! เผชิญหน้าภาษีสหรัฐฯ – การเมืองไม่นิ่ง โดย นางสาวธาราภรณ์ ฤกษ์ดี สังกัด สถานีโทรทัศน์ PPTV HD36

    ประเภทสื่อวิทยุ

    รางวัลที่ 1 เรื่อง ภาครัฐยกระดับตัดวงจรบัญชีม้า โดย นายเอกวิณ กากะนิก สังกัด สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย

    ประเภทสื่อออนไลน์

    รางวัลที่ 1 เรื่อง กับดักหนี้คน Gen Z : วิกฤตการณ์หนี้ที่ซ่อนตัวในความสะดวกสบายยุคดิจิทัล โดย นางสาวดาริน วิวัฒน์เจริญพงศ์ สังกัด สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

    รางวัลที่ 2 เรื่อง ผูกขาดค่า GP–กินรวบขนส่ง! สั่นคลอน ‘อีคอมเมิร์ซ’ ไทย จับตาจุดเปลี่ยนค้าปลีกดิจิทัลโดย นางสาวปานฉัตร สินสุข สังกัด หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

    รางวัลที่ 3 เรื่อง เจาะ Open Data เปิด “3 มายากลก๊าซเรือนกระจก” เมื่อทุนใหญ่ฟอกเขียว–ป่าหาย คนไทยเสี่ยงโลกเดือด โดย นางสาวชนิตา งามเหมือนสังกัด Onlinenewstime

    รางวัลชมเชย เรื่อง Wellbeing Economy เมื่อ “สุขภาวะ” กลายเป็นเครื่องมือชี้วัดเศรษฐกิจอันใหม่ ไทยต้องลดความเสี่ยงจากหนี้ครัวเรือนและ Aging Society โดย นายวุฒิกร สินธุวาทิน และ นางสาวกวินทิพย์ สีดามาตร์ สังกัด BrandAge

    รางวัลชมเชย เรื่อง เมื่อธรรมาภิบาล “ตลาดทุนไทย” ถูกท้าทาย ผู้คุ้มกฎ แก้เกมกลโกง ได้ทันหรือไม่ ??? โดย นางจารุวรรณ เอี่ยมยิ่งพานิช สังกัด สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

    รางวัลชมเชย เรื่อง พ.ร.ก.อาชญากรรมไซเบอร์ ป้องกัน หรือ พันธนาการ โดย นางสาวอัมพวัน  อยู่กระทุ่ม สังกัด หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน 360

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/pr/816471&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33y2vMk79X3G-9YXD1FvLl

  • EGCO Group ประกาศผลประกอบการปี 68 กำไรแกร่งทะลุ 7,000 ล้านบาท  ขับเคลื่อนองค์กรสู่ความมั่นคงและยั่งยืน พร้อมปันผลเด่น 6.50 บาทต่อหุ้น

    EGCO Group ประกาศผลประกอบการปี 68 กำไรแกร่งทะลุ 7,000 ล้านบาท ขับเคลื่อนองค์กรสู่ความมั่นคงและยั่งยืน พร้อมปันผลเด่น 6.50 บาทต่อหุ้น

    บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group โชว์ศักยภาพการดำเนินงานปี 2568 เติบโตอย่างแข็งแกร่งท่ามกลางความท้าทายระดับโลก สร้างกำไรจากการดำเนินงานรวมกำไรจากการขายเงินลงทุนจำนวน 7,082 ล้านบาท โดยปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากผลประกอบการที่โดดเด่นของธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่องด้านสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน CDI Group ในอินโดนีเซีย โรงไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป.ลาว และการลงทุนในสหรัฐอเมริกา พร้อมเสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นเคาะจ่ายเงินปันผลครึ่งปีหลัง 3.25 บาท/หุ้น รวมปันผลทั้งปี 6.50 บาท/หุ้น คิดเป็นอัตราเงินปันผลตอบแทน ร้อยละ 5.26 ด้านกรรมการผู้จัดการใหญ่ประกาศรวมพลังพนักงาน ภายใต้ “ONE EGCO ONE GOAL” มุ่งสร้างเป้าหมายร่วมกัน เพื่อความยั่งยืนขององค์กรและผลตอบแทนในอนาคต

    หมุดหมายแห่งความสำเร็จปี 2568

    นายธวัชชัย สำราญวานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ EGCO Group เปิดเผยว่า “ปี 2568 นับเป็นปีที่พิสูจน์ถึง Resilience หรือความยืดหยุ่นที่แข็งแกร่งของ EGCO Group ในการก้าวข้ามความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนทางเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบใหม่ ๆ ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังเผชิญกับภาวะชะลอตัวจากการบริโภคของภาคเอกชนที่อ่อนแรง ส่งผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ แต่ด้วยรากฐานที่มั่นคงและการบริหารจัดการสินทรัพย์อย่างมีกลยุทธ์ (Asset Recycling) ทำให้ EGCO Group สามารถรักษาระดับการเติบโตและสร้างกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งได้อย่างต่อเนื่อง”

    ไฮไลท์ผลการดำเนินงานปี 2568 แข็งแกร่งและมีนัยสำคัญ

    จากภาวะเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมดังกล่าว ส่งผลให้ในปี 2568 EGCO Group รับรู้รายได้รวม 37,905 ล้านบาทโดยมีกำไรจากการดำเนินงาน 4,439 ล้านบาท หากรวมกำไรจากการขายเงินลงทุนในบริษัทร่วมและบริษัทย่อยคิดเป็น 7,082 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 4,727 ล้านบาท ซึ่งปัจจัยสนับสนุนหลักของกำไรจากการดำเนินงานมาจากผลประกอบการที่โดดเด่นของธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่องด้านสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน CDI Group ในอินโดนีเซีย โรงไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป.ลาว โดยเฉพาะไซยะบุรี ซึ่งมีปริมาณการขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเนื่องจากได้รับปัจจัยบวกจากฤดูกาลที่มีปริมาณน้ำมาก และการลงทุนในสหรัฐอเมริกา ได้แก่ การเข้าลงทุน 49% ในโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 2 แห่ง ในกลุ่มโรงไฟฟ้า Pinnacle II กำลังผลิตรวม 251 เมกะวัตต์ และผลประกอบการที่โดดเด่นของ APEX ผู้พัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่ ซึ่งรับรู้รายได้จากการขายโครงการเพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกัน บริษัทยังรับรู้กำไรจากการขายเงินลงทุนในโรงไฟฟ้า Risec ในสหรัฐอเมริกา และโรงไฟฟ้า Boco Rock Wind Farm ในออสเตรเลีย ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการบริหารจัดการสินทรัพย์อย่างมีกลยุทธ์ (Asset Recycling)

    ปันผลเด่นตอบความเชื่อมั่นผู้ถือหุ้น

    จากพื้นฐานธุรกิจที่มั่นคงและผลการดำเนินงานที่เข้มแข็ง ทำให้ EGCO Group มีความสามารถในการจ่ายเงินปันผล         อย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นอย่างสม่ำเสมอ ภายใต้กลยุทธ์ “POWER4” โดยที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 มีมติให้เสนอต่อที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น (AGM) ประจำปี 2569 ให้จ่ายเงินปันผลจากผลการดำเนินงานครึ่งปีหลังของปี 2568 ในอัตรา 3.25 บาท/หุ้น หลังจากได้รับการอนุมัติจากที่ประชุม AGM ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 17 เมษายน 2569 จะทำให้ทั้งปี 2568 มียอดจ่ายเงินปันผลทั้งหมด 6.50 บาท/หุ้น หรือคิดเป็นอัตราเงินปันผลตอบแทนร้อยละ 5.26 โดยมีกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 28 เมษายน 2569

    นายธวัชชัย เน้นย้ำว่า สำหรับการดำเนินธุรกิจในปี 2569 EGCO Group จะขับเคลื่อนด้วยความเชื่อมั่นภายใต้กลยุทธ์ “POWER4” และแนวคิดหลัก “ONE EGCO ONE GOAL” มุ่งสร้างเป้าหมายแห่งการเติบโตร่วมกันเพื่อความยั่งยืนมั่นคงขององค์กร พร้อมนำพาองค์กรก้าวสู่เป้าหมายการเป็นองค์กรคาร์บอนต่ำ และคาดว่าผลการดำเนินงานจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนการเติบโตทั้งจากการรับรู้รายได้เพิ่มจากโครงการทั้งในและต่างประเทศที่บริษัทเข้าไปลงทุนก่อนหน้านี้ ได้แก่ การลงทุนในกลุ่มโรงไฟฟ้า Pinnacle ll และการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในโรงไฟฟ้า Linden Cogen เป็น 38% รวมทั้งคาดว่าโรงไฟฟ้าที่บริษัทถือหุ้นในสหรัฐอเมริกา จะได้รับประโยชน์จากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เติบโตขึ้นจากอุปสงค์ของธุรกิจ Data Center และ AI การขยายการลงทุนของธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่องด้านสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน CDI Group ในอินโดนีเซีย การลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวสำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในประเทศ (RE Big lot) รอบที่ 2 ตลอดจนการแสวงหาโอกาสการลงทุนในธุรกิจไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติคุณภาพสูงและโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน โดยต่อยอดการลงทุนในประเทศที่มีฐานธุรกิจและพันธมิตรอยู่แล้ว โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นหนึ่งในฐานธุรกิจที่สำคัญของ EGCO Group ที่ได้เข้าไปลงทุนมาอย่างต่อเนื่อง

    “ผมเชื่อมั่นในพลัง ONE EGCO ที่จะเปลี่ยนทุกความท้าทายให้เป็นโอกาส EGCO Group ไม่ได้มองแค่ผลสำเร็จในระยะสั้น แต่เรามุ่งหวังที่จะสร้าง ONE GOAL คือความมั่นคงที่ยั่งยืนและสมดุล เพื่อส่งต่อพลังงานให้สังคมและสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงให้กับนักลงทุนต่อไป” นายธวัชชัย กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1000459&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0T09qpGTbHNkA6oJEh9YVg