Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • พม.ใกล้คุณ นครศรีธรรมราช จัดทีมเยี่ยม ด.ช. 13 ปี สู้ชีวิตลำพัง พร้อมให้ความช่วยเหลือเร่งด่วน

    พม.ใกล้คุณ นครศรีธรรมราช จัดทีมเยี่ยม ด.ช. 13 ปี สู้ชีวิตลำพัง พร้อมให้ความช่วยเหลือเร่งด่วน

    นครศรีธรรมราช, วันที่ 28 กุมภาพันธ์ – จากกรณีเด็กชายเอ (นามสมมุติ) อายุ 13 ปี สู้ชีวิตเพียงลำพัง ป่วยเป็นโรคโลหิตจาง ไม่ได้เรียนหนังสือ นายกันตพงษ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) เปิดเผยว่า ได้รับรายงานการช่วยเหลือจากศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน (ศรส.) พม. ว่า ทีม พม.ใกล้คุณ จังหวัดนครศรีธรรมราช และบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมด้วยผู้บริหารหน่วยงานท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง และให้ความช่วยเหลือ รักษาอย่างเร่งด่วน

    โดยพบว่า เมื่อวันที่ 24 ก.พ. เด็กชายเอ ประสบอุบัติเหตุทางจักรยานยนต์และเข้ารับการที่โรงพยาบาลมหาราช เมื่ออาการดีขึ้น จึงกลับมาอยู่ที่บ้าน แต่เกิดอาการชักเกร็งจึงได้ส่งตัวเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลท่าศาลา ซึ่ง ด.ช.เอ ป่วยเป็นโรคโลหิตจาง และเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2566 ที่ รพ.มหาราช ซึ่งทุกครั้งเด็กจะไปโรงพยาบาลเพียงคนเดียว โดยที่ไม่มีผู้ปกครอง เพราะได้ออกจากบ้านป้ามาอาศัยอยู่ที่บ้านบ้านคนรู้จักซึ่งช่วยอุปการะดูแล แต่ไม่มีไฟฟ้าใช้ ยังชีพด้วยการเร่ขายผักในตัวอำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช จนประสบอุบัติเหตุในที่สุด

    นายกันตพงศ์ กล่าวว่า ขณะนี้ ทีม พม.ใกล้คุณ นครศรีธรรมราช ได้ไปเยี่ยมบ้านเพื่อพูดคุยเยียยาให้กำลังใจเด็กชายดังกล่าว พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือ เป็นเงินสงเคราะห์ผู้ประสบปัญหาทางสังคม และมอบเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นจากภาคีเครือข่ายศูนย์ส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมของภาคธุรกิจ (CSR) จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น อีกทั้งประสานความร่วมมือกับนายอำเภอท่าศาลาเพื่อให้ความช่วยเหลือในเรื่องการติดตั้งไฟฟ้าชั่วคราว โดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคสาขาท่าศาลา ได้เข้ามาดำเนินการเรียบร้อยแล้ว

    นอกจากนี้ยังได้ประสานความร่วมมือกับผู้อำนวยการโรงเรียนวัดไพศาลสถิตเพื่อให้ความช่วยเหลือในเรื่องการศึกษาต่อเนื่องของเด็กจนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 นอกจากนี้  ประสานความร่วมมือกับทีมสหวิชาชีพเพื่อร่วมกันวางแผนการให้ความช่วยเหลือเด็กในส่วนที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม และวางแผนติดตามการให้ความช่วยเหลือเด็กทั้งในเรื่องคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ การศึกษาต่อเนื่อง และการพัฒนาที่อยู่อาศัย ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/280814&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zMKL5vifmjxffOd86vocV

  • เศรษฐศาสตร์วันหยุด : เศรษฐกิจในระยะข้างหน้า กับยุทธศาสตร์‘ธนู3ดอก’

    เศรษฐศาสตร์วันหยุด : เศรษฐกิจในระยะข้างหน้า กับยุทธศาสตร์‘ธนู3ดอก’

    วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

    ไม่ติดใจเลย…ที่คนในฝั่งรัฐบาลทั้งที่เป็นนักการเมืองและไม่ใช่นักการเมือง…จะเอาตัวเลขการขยายตัวเศรษฐกิจใน Q4 2568 และ ทั้งปี 2568 ..ไปตีปี๊บว่านี่คือผลงานอันยอดเยี่ยมของรัฐบาล“หนู1”แม้จะทำงานได้แบบเต็มๆ มือเพียงแค่ 4 เดือน..แม้กระทั่งคุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง…ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล..ถึงขั้นออกมาพูดว่า“เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวจากอาการป่วยแล้ว”….

    แต่ๆ“เศรษฐศาสตร์วันหยุด”…ติดใจอยู่นิดเดียวตรงที่…ถ้าเศรษฐกิจไทยมันอยู่ในช่วงกำลังฟื้นตัวจริงๆ…ทำไมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)…ถึงได้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายถึง 2 ครั้งติดต่อกัน (ในการประชุมธ.ค.2568-ก.พ.2569)…จนอัตราดอกเบี้ยนโยบายหล่นมาอยู่ที่ 1% ต่อปี ต่ำสุดในรอบ 2 ปี…

    ก็เลยลองเข้าไปอ่านคำอธิบายของ บอร์ด กนง.ก็เลยพบว่า บอร์ดที่เป็นเสียงส่วนใหญ่ที่มองว่า “เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 ขยายตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ ส่วนหนึ่งจากปัจจัยชั่วคราวในช่วงปลายปี แต่อีกส่วนหนึ่งจากแรงส่งทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าคาด โดยเฉพาะการลงทุนและการส่งออกสินค้า แต่เศรษฐกิจในระยะข้างหน้ายังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพจากปัญหาเชิงโครงสร้างและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น โดยแม้การส่งออกสินค้าและการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มดีกว่าที่ประเมินไว้ แต่กระจุกตัวในกลุ่มเทคโนโลยีเป็นสำคัญและสร้างมูลค่าเพิ่มต่อเศรษฐกิจลดลงกว่าในอดีต ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากปี 2568 และในระยะข้างหน้า ต้องติดตามความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ความล่าช้าของกระบวนการงบประมาณปี 2570 และการปรับตัวของ SMEs ที่ยังเผชิญปัญหาด้านการแข่งขัน การเข้าถึงสินเชื่อ และการแข็งค่าของเงินบาท”…ก็เลยพอจะเข้าใจได้ว่าหนทางข้างหน้าของเศรษฐกิจไทยไม่ได้“โรยด้วยกลีบกุหลาบ”อย่างที่รัฐบาล“วาดฝัน”แล้วพยายามบอกให้ประชาชนเชื่อตาม

    ลงไปดูอีกว่าเศรษฐกิจไทยถ้าได้แรงหนุนจากการลงทุนจริงๆไม่ใช่แค่รัฐแจกเงินอย่างเดียว…แล้วทำไม..ณ Q4/68 สินเชื่อระบบธนาคารหดตัวลง 1.1% ซึ่งเป็นการติดลบต่อเนื่องถึง 6 ไตรมาส สินเชื่อธุรกิจ SMEs เอสเอ็มอีติดลบต่อเนื่องถึง 14 ไตรมาสและสินเชื่ออุปโภค-บริโภคที่หดตัวต่อเนื่อง ตามความเสี่ยง ด้านเครดิตที่ยังอยู่ในระดับสูง…จึงมีคำถามว่า “ตัวเลขลงทุนที่รัฐบาลว่ามันดีขึ้น” ฐานข้อมูลนั้นมาจากไหน…ถ้าเป็นการลงทุนของภาครัฐ…มีโครงการอะไรบ้าง???…ถ้าเป็นการลงทุนของภาคเอกชน…เขาไม่ได้ลงทุนด้วยเงินสินเชื่อกันแล้วใช่ไหม???

    อีกคำถามสำคัญ…การที่รัฐบาลใหม่จะเดินหน้าด้วยการลงทุนผ่านกลยุทธ์ธนู 3 ดอก…ใครจะเป็นผู้ลงทุน..ถ้าเป็นภาครัฐลงทุน…กลุ่มทุนไหนจะได้งานจากรัฐไปบ้าง…จะกระจายออกไปนอกกลุ่มทุนที่ไม่ใช่“พรรคพวกของรัฐบาล”หรือเปล่า…และ SME ไทย …มีโอกาสจะได้รับส่วนแบ่งจากชิ้นเนื้อก้อนนี้ด้วยหรือไม่…สินค้าที่ใช้สำหรับโครงการลงทุนครั้งนี้…จะเป็นสินค้าไทยเป็นส่วนใหญ่…หรือจะเป็นสินค้านำเข้าหรือของบริษัทต่างชาติที่มาตั้งโรงงานผลิตในไทย โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเหล็ก…ฯลฯ

    พงษ์พันธุ์

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/949951&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FzUt9_cOnnERqEO6i2gyQ

  • “พร้อมพงศ์” ฝากรัฐบาลใหม่ เร่งแก้ปัญหาราคาพืชผลเกษตร-ปากท้อง มั่นใจคนเพื่อไทยมืออาชีพร่วม ครม.

    “พร้อมพงศ์” ฝากรัฐบาลใหม่ เร่งแก้ปัญหาราคาพืชผลเกษตร-ปากท้อง มั่นใจคนเพื่อไทยมืออาชีพร่วม ครม.

    “พร้อมพงศ์” อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย ฝากรัฐบาลใหม่ เร่งแก้ไขปัญหาราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ-ปัญหาปากท้อง มั่นใจบุคลากรเพื่อไทย มืออาชีพ พร้อมลุยงานหนัก ร่วมกับ ครม. “อนุทิน”

    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า โจทย์ใหญ่ของประเทศ หลังจากได้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ ของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล คือ การเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้อง ปัญหาราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง มะพร้าว รวมทั้งการวางแผนล่วงหน้าที่คาดว่าในปีนี้ ประเทศไทยจะพบปัญหาภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง ซึ่งจะส่งผลต่อภาคการเกษตร ที่ต้องวางแผนรับมือแก้ไขให้พี่น้องประชาชน ก่อนหน้าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยลงจาก 1.25% เป็น 1.00% ต่อปี เพื่อหวังให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ ฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ สะท้อนให้เห็นว่า สภาพเศรษฐกิจของประเทศ ปัจจัยภายใน อยู่ในภาวะไม่สู้ดีนักที่เป็นมาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ปีนี้ และมีแนวโน้มจะซึมยาวไปถึงปีหน้า เป็นความท้าทายใหญ่ของรัฐบาลชุดใหม่ ที่ต้องเข้ามาสะสาง แก้ไข

    นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า การจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ยังไม่แล้วเสร็จ ตนติดตามข่าวจากสื่อมวลชน คาดการณ์รายชื่อรัฐมนตรีที่มาจากพรรคภูมิใจไทย, พรรคร่วมรัฐบาล, พรรคเพื่อไทย และที่มาจากคนนอก หลายคนคุ้นเคยในแวดวงการเมือง มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ จับต้องได้ ในส่วนของพรรคเพื่อไทยนั้น ไม่ทราบว่า คณะกรรมการบริหารของพรรคพิจารณา ส่งรายชื่อบุคคลใดไปเป็นรัฐมนตรีว่าการ, รัฐมนตรีช่วยว่าการ อยู่ในกระทรวงใดบ้างนั้น ไม่ทราบ แต่มั่นใจได้เลยว่า พรรคเพื่อไทยที่ผ่านสมรภูมิการเมืองมายาวนานเคยเป็นทั้งพรรคแกนนำตั้งรัฐบาล และฝ่ายค้าน นักการเมืองพรรคเพื่อไทย นักการเมืองหน้าใหม่ คนรุ่นใหม่ ผู้มีประสบการณ์การเมือง เป็น สส. หลายสมัย ล้วนมีความรู้ ความสามารถ มืออาชีพ มีวิสัยทัศน์ พร้อมลุยงานหนัก มีแนวทางแก้ไขปัญหาที่จะได้รับมอบหมายในอนาคตได้อย่างแน่นอน และพร้อมทำงานอย่างบูรณาการกับทุกภาคส่วนเพื่อเดินหน้าแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2917006&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Ij2-57ryp30USbpmwnXOV

  • ผู้บริโภคร้องไปงานแสดงสินค้า ไม่ได้รับของ ขอเงินคืนไม่ได้ แนะเก็บใบเสร็จ-รีบแจ้งความ สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ผู้บริโภคร้องไปงานแสดงสินค้า ไม่ได้รับของ ขอเงินคืนไม่ได้ แนะเก็บใบเสร็จ-รีบแจ้งความ สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ผู้บริโภคร้องไปงานแสดงสินค้า ไม่ได้รับของ ขอเงินคืนไม่ได้ แนะเก็บใบเสร็จ-รีบแจ้งความ

    ผู้บริโภคร้อง ไปซื้อของใน งานแสดงสินค้า ไม่ได้รับของ และขอเงินคืนไม่ได้ เข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกง สภาผู้บริโภค แนะรวบรวมหลักฐาน ใบเสร็จให้ครบ รีบแจ้งความโดยเร็ว

    ผู้บริโภค สั่งซื้อสินค้าภายในงานบ้านและสวนแฟร์ จากบริษัทที่ออกมาบูธรายหนึ่ง แต่เมื่อถึงวันนัดรับสินค้า ร้านค้ากลับเลื่อนนัดส่งถึง 4–5 ครั้ง กระทั่งผู้บริโภคตัดสินใจขอเงินคืน กลับได้รับคำตอบว่า “ไม่มีเงินคืน” ทั้งที่ยังเปิดบูธอยู่ในงาน แต่ไม่พบพนักงานประจำบูธแล้ว สภาผู้บริโภคแนะนำให้รวบรวมหลักฐาน ทั้งใบเสร็จ ใบสั่งซื้อ และสลิปโอนเงิน พร้อมแจ้งความโดยเร็ว

    ภัทรกร ทีปบุญรัตน์ รองหัวหน้าฝ่ายคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิผู้บริโภค สภาผู้บริโภค ระบุว่า ผู้บริโภครายหนึ่งร้องเรียนมายังสภาผู้บริโภค กรณีซื้อของจากบริษัทที่มาออกบูธในงานบ้านและสวนแฟร์ แต่กลับไม่ได้รับสินค้า และไม่ได้เงินคืน หากร้านค้านำสินค้ามาเปิดขายโดยไม่มีการสต็อกสินค้า เจตนาปกปิดความจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ เจตนาเอาไป ซึ่งทรัพย์สิน เช่น การขายสินค้า ทั้งที่ไม่มีสต๊อกสินค้า และรู้อยู่แล้วไม่สามารถส่งมอบได้ แต่กลับเลื่อนนัดส่งมอบออกไปเรื่อย ๆ พฤติการณ์ดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกง ผู้บริโภคที่ประสบปัญหาควรเร่งรวบรวมหลักฐานให้ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นใบเสร็จรับเงิน ใบสั่งซื้อสินค้า สลิปโอนเงิน หรือเอกสารการติดต่อสื่อสารต่าง ๆ แล้วนำไปแจ้งความดำเนินคดีที่สถานีตำรวจในพื้นที่โดยเร็วที่สุด

    ทั้งนี้ แม้จะเป็น งานแสดงสินค้า ขนาดใหญ่ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยเสมอไป ก่อนหน้านี้ สภาผู้บริโภค เคยได้รับเรื่องร้องเรียนกรณีผู้บริโภคสั่งซื้อเตียงและที่นอนภายในงานจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฯ เมื่อเดือนมิถุนายน 2567 จากบริษัท ที่นอน ไฮบริดพลัส จำกัด โดยเมื่อถึงวันนัดรับสินค้า ร้านค้าแจ้งว่าไม่สามารถติดต่อบริษัทขนส่งได้ ผู้บริโภคจึงขอยกเลิกคำสั่งซื้อและขอรับเงินคืน ซึ่งร้านแจ้งว่าจะคืนเงินภายใน 45 วัน แต่เมื่อครบกำหนดกลับบ่ายเบี่ยงไม่คืนเงิน และท้ายที่สุดไม่สามารถติดต่อบริษัทได้อีก

    สำหรับเหตุการณ์ลักษณะนี้สะท้อนว่า การตัดสินใจซื้อสินค้าภายในงานแสดงสินค้าขนาดงานใหญ่ ผู้บริโภคยังคงต้องใช้ความรอบคอบ ตรวจสอบข้อมูลผู้ขาย เก็บหลักฐานการชำระเงินทุกครั้ง และหลีกเลี่ยงการชำระเงินเต็มจำนวนหากยังไม่ได้รับสินค้าหรือไม่มีหลักประกันที่ชัดเจน

    อย่างไรก็ตาม หากผู้บริโภคที่แจ้งความแล้ว ยังไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาจากผู้ประกอบการ สามารถร้องเรียนเพื่อขอความช่วยเหลือมาที่สภาผู้บริโภค ได้ที่เว็บไซต์ tcc.or.th เพื่อให้มีการติดตามและคุ้มครองสิทธิตามกฎหมายต่อไป

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/expo-scammed/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21C0-5sclEerEcG1inV1cg

  • โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศิลปากร จัดพิธีบวงสรวงการปรับปรุงและพัฒนาพื้นที่

    โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศิลปากร จัดพิธีบวงสรวงการปรับปรุงและพัฒนาพื้นที่

    เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.30 น. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ระพีพันธ์ แก้วอ่อน รองอธิการบดีพระราชวังสนามจันทร์ เป็นประธานในพิธีบวงสรวงการปรับปรุงและพัฒนาพื้นที่ เพื่อเตรียมเข้ารื้อถอน จัดสร้างอาคารโรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศิลปากร (ปฐมวัยและประถมศึกษา) แห่งใหม่

    โดยมีศาสตราจารย์ ดร.คณิต เขียววิชัย คณบดีคณะศึกษาศาสตร์, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิสูตร โพธิ์เงิน ผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศิลปากร (ปฐมวัยและประถมศึกษา) พร้อมด้วยแขกผู้มีเกียรติ คณาจารย์ ผู้ปกครอง และนักเรียน เข้าร่วมในพิธี ณ กลุ่มอาคารทรงพล (พื้นที่โครงการ)มหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม

    ตามที่โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศิลปากร (ปฐมวัยและประถมศึกษา) มีนโยบายในการขยายพื้นที่การศึกษา โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศิลปากร (ปฐมวัยและประถมศึกษา) แห่งใหม่ เพื่อจัดการศึกษาและรองรับความต้องการเข้าศึกษาต่อของบุตรหลานบุคลากร คนในชุมชนเมืองนครปฐมและใกล้เคียง อีกทั้งจะช่วยการแก้ปัญหาการจราจรภายในมหาวิทยาลัยให้มีความคล่องตัวมากขึ้น โดยที่โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศิลปากร (ปฐมวัยและประถมศึกษา) แห่งใหม่ จะเปิดสอนตั้งแต่ชั้นรียนก่อนวัยเรียนอนุบาล (เตรียมอนุบาล) อายุ 2-4 ปี, ชั้นเรียนอนุบาล 1-3 และชั้นเรียนประถมศึกษา ป.1-ป.6

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/press-release/132040&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1fk_qmQKGsEBRwHEkPVcnF

  • สัมผัสเสน่ห์ล้านนา ชมโบราณสถาน 700 ปียามราตรี ในงาน “แอ่วกุมกามยามแลง : ในดวงใจนิรันดร์ Love & Forever” ที่เชียงใหม่ | TOPNEWS

    สัมผัสเสน่ห์ล้านนา ชมโบราณสถาน 700 ปียามราตรี ในงาน “แอ่วกุมกามยามแลง : ในดวงใจนิรันดร์ Love & Forever” ที่เชียงใหม่ | TOPNEWS

    สัมผัสเสน่ห์ล้านนา ชมโบราณสถาน 700 ปียามราตรี ในงาน “แอ่วกุมกามยามแลง : ในดวงใจนิรันดร์ Love & Forever” ที่เชียงใหม่

    • เผยแพร่ : 28/02/2026 22:38

    สัมผัสเสน่ห์ล้านนา ชมโบราณสถาน 700 ปียามราตรี ในงาน “แอ่วกุมกามยามแลง : ในดวงใจนิรันดร์ Love & Forever” ที่เชียงใหม่

    เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 18.00 น. นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานในพิธีเปิดงานแอ่วกุมกามยามแลง : ในดวงใจนิรันดร์ Love & Forever ณ ลานกิจกรรม วัดอีก้าง –วัดหนานช้าง เวียงกุมกาม ตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่

    นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากร ได้ดำเนินโครงการพัฒนาโบราณสถานเพื่อเพิ่มศักยภาพในการเสริมสร้างเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวโบราณสถานยามราตรี เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และเพิ่มมิติการท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมบรรยากาศโบราณสถานอันสวยงามยามค่ำคืน ซึ่งเวียงกุมกาม ถือเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญในฐานะต้นทางของอาณาจักรล้านนา ที่ผ่านมากรมศิลปากรได้เข้าไปดำเนินการขุดค้นขุดแต่งทางโบราณคดี และบูรณะปรับภูมิทัศน์โบราณสถานกว่า 30 แห่ง จัดสร้างศูนย์บริการข้อมูลท่องเที่ยวเวียงกุมกาม สร้างกระแสการท่องเที่ยวให้แก่เมืองเชียงใหม่เป็นอย่างมาก สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ จึงจัดงานท่องเที่ยวโบราณสถาน ยามค่ำคืน ณ เวียงกุมกาม เพื่อให้โบราณสถานเวียงกุมกามในฐานะทุนทางวัฒนธรรมที่พัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวตามแนวทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เป็นพลังขับเคลื่อนนโยบาย “วัฒนธรรมนำเศรษฐกิจ” ของกระทรวงวัฒนธรรม โดยเป็นการนำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดเศรษฐกิจอย่างเหมาะสมและยั่งยืน

    งาน “แอ่วกุมกามยามแลง : ในดวงใจนิรันดร์ Love & Forever” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ถึง 1 มีนาคม 2569 เวลา 16.00 น. – 22.00 น. ณ ลานกิจกรรมวัดอีก้าง – วัดหนานช้าง เวียงกุมกาม ตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ในห้วงบรรยากาศรำลึกและถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความรักที่มีแด่แม่หลวงของแผ่นดิน และเดือนแห่งความรัก กิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การเยี่ยมชมโบราณสถานสำคัญ อดีตเมืองหลวงของอาณาจักรล้านนาอายุเก่าแก่กว่า 700 ปี ที่ประดับตกแต่งจุดเช็คอินถ่ายภาพด้วยแสงไฟยามค่ำคืน เยี่ยมชม “กาดกุมกาม@Love” จำหน่ายอาหารและสินค้าทางวัฒนธรรมจากชุมชน นิทรรศการเวียงกุมกาม และนิทรรศการความรักที่มีแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    นอกจากนี้ ยังเป็นการกลับมาเยือนดินแดนล้านนาอีกครั้งของสำนักการสังคีต กรมศิลปากร ที่ยกทัพนักแสดงศิลปินมาแบบจัดใหญ่ จัดเต็มเพื่อให้ประชาชน และนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้รับชมตลอด 3 คืน ได้แก่ การแสดงละครเสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนพระวัยแตกทัพ การแสดงโขนเรื่อง รามเกียรติ์ ชุดอนุภาพรามราชจักรี และชุดกษิรชลมณโฑ ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวและประชาชนแต่งกายด้วยชุดพื้นเมืองหรือผ้าไทย เข้าร่วมงาน

    322312

    52545

    ผู้ว่าฯ ประจวบฯ เปิด “RUN FOR LOVE” 10 ปี ก้าวคนละก้าว ระดมทุนช่วย รพ.บางสะพาน

    หดหู่แม่วัยใสนอนรอคลอด น้ำคล่ำแตกไร้ดูแล ลูกเสียชีวิต พ่อแจ้งความเอาผิด รพ.

    สัมผัสเสน่ห์ล้านนา ชมโบราณสถาน 700 ปียามราตรี ในงาน “แอ่วกุมกามยามแลง : ในดวงใจนิรันดร์ Love & Forever” ที่เชียงใหม่

    มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมวางพวงมาลาและเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพฯ สมเด็จพระพันปีหลวง

    อ.พาน ระทึก! แผ่นดินไหวซ้ำ 2 รอบในวันเดียว ขนาด 3.1 เขย่าแรงจนบ้านโยก-ตู้ปลาสะเทือน

    อิ่มบุญ! “ดร.เสริมวุฒิ” เจ้าของเฉาก๊วยชากังราว บิณฑบาตโปรดญาติโยมหน้าโรงงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1502501&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SJ7fBaTOlABb-SbuKgPrc

  • ปรับทัพรับ ‘เศรษฐกิจสีเขียว’ ขับเคลื่อนประเทศ หรือยอมบนเวทีการค้าโลกถาวร

    ปรับทัพรับ ‘เศรษฐกิจสีเขียว’ ขับเคลื่อนประเทศ หรือยอมบนเวทีการค้าโลกถาวร

    ไทยต้องเผชิญ ทั้งวิกฤติโลกร้อนที่อาจทำเศรษฐกิจล่มสลาย และกำแพงการค้าคาร์บอนที่บีบให้เราต้องเลือก จะเปลี่ยน “ความยั่งยืน” เป็น “เม็ดเงิน” หรือจะปล่อยให้เม็ดเงินไหลออกนอกประเทศ ชูร่าง พรบ. กลาโม่ใหม่ เปลี่ยนต้นทุนฟอสซิลให้แพงกว่าพลังงานสะอาด หวังดันไทยเป็นฮับคาร์บอนอาเซียน 

    ดร.พิรุณ ไสยโชตพานิช กล่าวว่า สถานการณ์ของประเทศไทยที่กำลังถูกบีบด้วย “แรงกดดันมหาศาล” จากภายนอก โดยระบุว่าแนวคิดเรื่องความยั่งยืนในปัจจุบันไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อมแยกจากเศรษฐกิจอีกต่อไป แต่คือการ “แปลงความยั่งยืนให้เป็นเศรษฐกิจ” เพื่อรักษาและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หากไทยไม่เร่งสร้าง New Growth Engine และเพิ่มภูมิคุ้มกัน (Resilience) ต่อภัยพิบัติ ต่อให้เศรษฐกิจจะโตแค่ไหน หากเจอวิกฤตธรรมชาติครั้งใหญ่ เช่น น้ำท่วมเชียงรายหรือหาดใหญ่ GDP ก็จะถดถอยกลับไปจุดต่ำสุดทันที

    ความจริงที่น่าตกใจ ไทยรั้งท้ายอาเซียนและเสี่ยง “ล่มสลาย” 

    คาดการณ์ GDP ของไทยในปี 2025 จะเติบโตเพียง 2.4% ซึ่งรั้งอันดับ 6 ของอาเซียน ตามหลังฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และบรูไน นอกจากนี้ไทยยังมีความเปราะบางสูงมาก โดยดัชนีความเสี่ยงภูมิอากาศ (Climate Risk Index) ปี 2024 จัดให้ไทยเสี่ยงเป็นอันดับ 17 ของโลก ดร.พิรุณย้ำว่า หากเกิดน้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯ เหมือนปี 2554 ในสภาวะปัจจุบันที่เศรษฐกิจอ่อนแอลง “เศรษฐกิจไทยอาจถึงขั้นล่มสลายได้”

    เมื่อ “คาร์บอน” กลายเป็นกำแพงการค้า: บทเรียนจากอุตสาหกรรมเหล็ก ปัจจุบันโลกเข้าสู่ยุค Fragmentation หรือการแตกสลายของขั้วเศรษฐกิจ ทำให้กติกาสากลแบบเดิมเริ่มใช้ไม่ได้ผล มาตรการทางการค้าอย่าง CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ของยุโรป เริ่มส่งผลกระทบต่อไทยแล้ว โดยมีรายงานว่าออเดอร์สินค้าเหล็กจากอิตาลีหายไป เนื่องจากผู้ผลิตไทยไม่สามารถพิสูจน์ตัวเลขการปล่อยคาร์บอนที่ชัดเจนตามมาตรฐาน EU ได้ ทำให้สุดท้ายผู้ประกอบการต้องยอมจ่ายค่าธรรมเนียมคาร์บอน (CBAM certificate) ส่งเงินให้ยุโรปแทนที่จะเก็บไว้ในประเทศ

    “ร่าง พรบ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” เครื่องมือเปลี่ยนเกม หัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ไทยรอดพ้นคือ ร่าง พรบ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Act) ที่กำลังอยู่ในการพิจารณาของกฤษฎีกา กฎหมายฉบับนี้จะนำกลไกสำคัญมาใช้ ได้แก่

    1.Carbon Tax & ETS: การจัดเก็บภาษีคาร์บอนและการค้าสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซฯ เพื่อดึงเงินที่ต้องจ่ายให้ต่างชาติกลับมาอยู่ในกองทุนในประเทศ เพื่อใช้ในการปรับปรุงอุตสาหกรรม (Decarbonization)การพลิก Merit Order พลังงาน

    หากมีการคิดราคาคาร์บอนที่ 1,000 บาทต่อตัน ต้นทุนผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินจะพุ่งเป็น 2.50 บาทต่อหน่วย ซึ่งแพงกว่าพลังงานสะอาดอย่างโซลาร์เซลล์ที่บวกแบตเตอรี่ทันที กลไกนี้จะบังคับให้โครงสร้างพลังงานไทยเปลี่ยนไปสู่สีเขียวโดยอัตโนมัติDigital

    2.Sustainability: มีการเตรียมทำ One Stop Service ด้านคาร์บอน และใช้เทคโนโลยี mapping 3 มิติ เพื่อจำลองสถานการณ์ภัยพิบัติ (Virtual Simulation) เช่น ในพื้นที่หาดใหญ่ เพื่อการเตือนภัยที่แม่นยำ

    อุปสรรคใหญ่คือ “ความไทยๆ” และระบบราชการที่ตามไม่ทัน 

    อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ดร.พิรุณยอมรับว่าระบบราชการไทยเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยยกตัวอย่างคณะกรรมการกฤษฎีกาคณะที่ดูข้อกฎหมาย Climate Change ซึ่งประธานมีอายุถึง 99 ปี ทำให้การผลักดันกฎหมายสมัยใหม่ที่โลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็วเป็นไปได้อย่างยากลำบาก อีกทั้งการแก้ปัญหาความยั่งยืนไม่สามารถทำได้ด้วยกระทรวงเดียว แต่ต้องใช้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งพลังงาน คลัง และอุตสาหกรรม

    “ไทยต้องเป็นคนเก่งที่สุดในอาเซียน” เป้าหมายของไทยไม่ใช่แค่การลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อ Net Zero 2050 เท่านั้น แต่คือการก้าวขึ้นเป็น “Carbon Hub ของอาเซียน” 

    โดยไทยเริ่มทำโครงการนำร่องสอนมาตรฐานคาร์บอนคุณภาพสูงให้กับเพื่อนบ้าน 10 ประเทศ เพื่อสร้างตลาดคาร์บอนที่มีสภาพคล่องและมีความน่าเชื่อถือในระดับสากล

    “เราไม่ต้องการผู้เชี่ยวชาญที่มองแค่แผน 5 ปี แต่ต้องการผู้นำที่มองไกลกว่านั้น” 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/1222992&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06dusipJwNPNyBKdv1-C8P

  • NSM จับมือ กทม. สานพลังสร้างแรงบันดาลใจด้านวิทย์ฯ  พร้อมเดินหน้าส่งเสริมและพัฒนาแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนรู้ร่วมกันในอนาคต

    NSM จับมือ กทม. สานพลังสร้างแรงบันดาลใจด้านวิทย์ฯ พร้อมเดินหน้าส่งเสริมและพัฒนาแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนรู้ร่วมกันในอนาคต

    27 กุมภาพันธ์ 2569 / ดร.กรรณิการ์ เฉิน รองผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM และคุณวิไล เจริญชัยสกุล ผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือ เพื่อส่งเสริม พัฒนา และยกระดับการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และสิ่งแวดล้อมให้เข้าถึงประชาชนทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง ความร่วมมือครั้งนี้ มุ่งสร้างเครือข่ายแหล่งเรียนรู้ที่เข้มแข็งและเป็นรูปธรรม ผ่านการแบ่งปันองค์ความรู้อย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน พร้อมเดินหน้าผลักดันให้เกิดกิจกรรมและโครงการที่ช่วยเสริมสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ในมิติต่าง ๆ แก่เยาวชนและประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยมี นางสาวจีรพัชรินทร์ อรรถจินดา ผู้อำนวยการสำนักวิทยาศาสตร์สู่ชุมชน NSM และคุณพนิดา แก้วมาก รองผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามฯ ซึ่งจัดขึ้น ณ อาคาร The Blank Space อพวช. ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

    ดร.กรรณิการ์ เฉิน กล่าวว่า “ความร่วมมือระหว่าง NSM และกรุงเทพมหานครในครั้งนี้ เป็นโอกาสสำคัญในการขยายการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และสิ่งแวดล้อมให้เข้าถึงประชาชนทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง นับเป็นก้าวที่ช่วยเสริมสร้างเครือข่ายการเรียนรู้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ผ่านการบูรณาการองค์ความรู้อย่างสร้างสรรค์ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ของเยาวชนและประชาชน โดยมีจุดมุ่งหมายร่วมกันในการจัดนิทรรศการหมุนเวียน กิจกรรมเสริมความรู้ และกิจกรรมเวิร์กชอปในห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้ของกรุงเทพมหานคร รวมถึงกิจกรรมกระตุ้นการเรียนรู้ในพื้นที่ต่าง ๆ ภายใต้การดูแลของกรุงเทพมหานคร เพื่อให้วิทยาศาสตร์และนวัตกรรมเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันกับทุกคนในสังคมได้อย่างแท้จริง”

    คุณวิไล เจริญชัยสกุล กล่าวว่า “กรุงเทพมหานครรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ NSM ในการส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และสิ่งแวดล้อมให้แก่เด็ก เยาวชน และประชาชน ผ่านการจัดนิทรรศการและกิจกรรมในพื้นที่สาธารณะของกรุงเทพมหานคร ความร่วมมือครั้งนี้ช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงองค์ความรู้ที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะนิทรรศการ ‘เล่น เรียน รู้ วิทยาศาสตร์ในของเล่นไทย’ ที่ได้รับการสนับสนุนจาก NSM ซึ่งจะจัดแสดงในเดือนมีนาคม 2569 นี้ ณ พิพิธภัณฑ์เด็กกรุงเทพมหานครแห่งที่ 1 (จตุจักร) เพื่อเปิดโลกการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ผ่านของเล่นไทยอย่างสร้างสรรค์ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือนี้จะบรรลุตามเป้าหมายและภารกิจของทั้งสองหน่วยงาน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเยาวชนและประชาชนได้อย่างยั่งยืนต่อไป”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1000408&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WAiVdmWbS7EJ-9DLlxZ9V

  • วธ. เปิดตัว “ชุมชนตำบลต้นตาล” สุพรรณบุรี คว้าตำแหน่ง 1 ใน 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ปี 2568 

    วธ. เปิดตัว “ชุมชนตำบลต้นตาล” สุพรรณบุรี คว้าตำแหน่ง 1 ใน 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ปี 2568 

    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรมสร้างการรับรู้เส้นทางท่องเที่ยววิถีชุมชนของสุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ชุมชนตำบลต้นตาล โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี วัฒนธรรมจังหวัดและผู้เเทนในพื้นที่จังหวัดภาคกลาง หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น และชาวบ้านชุมชนตำบลต้นตาล ให้การต้อนรับ ณ ตลาดน้ำสะพานโค้ง – สุ่มปลายักษ์ ตำบลต้นตาล อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี

    ในโอกาสนี้ ประธานและคณะ ได้รับชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมสวยงามและโดดเด่นของชุมชน เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์สิ่งของโบราณ ชั้น 2 และชมวิว 360 องศา คลองสองพี่น้อง ชั้น 5 ณ สุ่มปลายักษ์ ชมการขับเสภา เยี่ยมชม ชอป ชิม ตลาดน้ำสะพานโค้ง – สุ่มปลายักษ์ ชมการสาธิต และทำกิจกรรม (Workshop) อาทิ บัวลอยญวน ปลาหมำสมุนไพรทอดกรอบ ซึ่งเป็น 1 จังหวัด1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น จังหวัดสุพรรณบุรี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ชื่นใจลอดช่องเกสรบัวหลวง เป็ดบ้านญวน ขนมไทย ด้านภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม อาทิ เปลญวน หัตถสานจากผักตบชวา หัตถสานจากเชือกมัดฟาง และการเรียนรู้ศิลปะ “ละเลงสี”

    นายประสพ กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) มุ่งมั่นขับเคลื่อนนโยบาย “วัฒนธรรมนำไทยสู่อนาคตอย่างยั่งยืน” โดยผลักดันให้ทุนทางวัฒนธรรมกลายเป็นพลังทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ผ่านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ นโยบาย UNSEEN “ไท ไทย” ภายใต้แนวคิด “สืบสาน สร้างสรรค์ นำวัฒนธรรมไทย สู่อนาคตอย่างยั่งยืน” ผลักดันโครงการคัดเลือก 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” เพื่อเฟ้นหาชุมชนที่มีศักยภาพและความพร้อมด้านการท่องเที่ยวในทุกมิติ ซึ่งชุมชนตำบลต้นตาล ได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ เที่ยวชุมชน ยลวิถี ประจำปี 2568 เนื่องจากมีความเข้มแข็งในการอนุรักษ์และต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างคุณค่าทางสังคม และเป็นหนึ่งกลไกสำคัญในการยกย่องและประชาสัมพันธ์ชุมชนที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในระดับประเทศและระดับนานาชาติ พร้อมทั้งกระตุ้นกระแสการท่องเที่ยววิถีชุมชน และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจแก่ประชาชนในพื้นที่

    สุดยอดชุมชนต้นแบบฯ ชุมชนตำบลต้นตาล เป็นชุมชนชาวไทยเชื้อสายญวน ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอสองพี่น้อง ตอนล่างสุดของจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นที่ราบลุ่มท้องกระทะ อุดมสมบูรณ์ด้วยปลา และสัตว์น้ำ จึงมี “สุ่ม” เอาไว้จับปลากันเกือบทุกบ้าน สะท้อนถึงวิถีชีวิตที่ผูกพันกับสายน้ำมาอย่างยาวนาน เมื่อเวลาผ่านไปวิถีชีวิตของชาวบ้านได้เปลี่ยนไปตามยุคสมัย แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงสืบสานดำรงอยู่ คือ วัฒนธรรมประเพณี อาหารและหัตถสานที่งดงามสืบสานต่อกันมากว่า 100 ปี ของชาวไทยเชื้อสายญวน ไม่ว่าจะเป็นเปลญวน ปลาหมำ บัวลอยญวน และชุดอ่าวหญ่าย ชุดประจำชาติพันธ์ไทย-ญวน ที่คงเอกลักษณ์ที่โดดเด่นงดงาม

    สำหรับไฮไลต์ 5 Unseen สำคัญของชุมชนตำบลต้นตาลที่นักท่องเที่ยวพลาดไม่ได้ ประกอบด้วย จุดเช็กอินระดับโลก “สุ่มปลายักษ์ และตลาดน้ำสะพานโค้ง” ซึ่งสร้างขึ้นด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เรียกว่า “การขันชะเนาะ” รังสรรค์ไม้ไผ่กว่า 10,000 ลำ เป็นสถาปัตยกรรมสูง 20 เมตร ขนาด 5 ชั้น ให้นักท่องเที่ยวชมทัศนียภาพคลองสองพี่น้องได้แบบ 360 องศา พร้อมเลือกซื้อสินค้าชุมชน ณ ตลาดน้ำริมคลองที่ช่วยสร้างงานสร้างรายได้ให้คนในพื้นที่อย่างยั่งยืน ด้านอัตลักษณ์อาหาร ชุมชนโดดเด่น
    ด้วยรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ อาทิ บัวลอยญวน ปลาหมำ ทอดกรอบสมุนไพร น้ำยาปลาหมำ หมูหัน เป็ดไล่ทุ่งหัน ขนมชั้นลูกตาล และลอดช่องเกสรบัวหลวง

    ขณะที่ ด้านผลิตภัณฑ์และงานหัตถศิลป์ มีการสืบสาน “เปลญวน” มรดกทางภูมิปัญญากว่า 100 ปีของชาวไทยเชื้อสายญวน รวมถึงการแปรรูปผักตบชวาและเชือกมัดฟางเป็นผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย อาทิ โซฟา โคมไฟ และกระเป๋าดีไซน์ประณีต สะท้อนถึง วิถีชีวิตชาวไทยเชื้อสายญวน ที่ยังคงสืบทอดมาอย่างเหนียวแน่น ทั้งการแต่งกายด้วยชุดอ่าวหญ่าย ภูมิปัญญาการถนอมอาหาร และประเพณีแห่แม่พระกลางสายน้ำอันศักดิ์สิทธิ์ ปิดท้ายด้วย กิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ที่พร้อมมอบประสบการณ์ความเพลิดเพลินให้ทุกคน ผ่าน Workshop การทำหัตถกรรม การปรุงอาหารไทย-ญวน การเรียนรู้งานศิลปะ และการล่องเรือสัมผัสวิถีชีวิตริมคลองสองพี่น้องอย่างใกล้ชิด

    นอกจากกิจกรรมภายในชุมชนแล้ว นักท่องเที่ยวยังสามารถเดินทางเชื่อมโยงไปยังแหล่งสำคัญในจังหวัดสุพรรณบุรี อาทิ วัดไผ่โรงวัว, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง, พระพุทธรูปแกะสลักหน้าผา, พุทธมณฑลจังหวัดสุพรรณบุรี และ สกายวอล์คเมืองโบราณอู่ทอง รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวใหม่อย่าง “โรงนาป่าพฤกษ์ – Forest Farmhouse” แหล่งสะสมของเก่าและคาเฟ่เชิงวัฒนธรรม ณ อำเภอบางปลาม้า

    นายประสพ กล่าวเพิ่มเติมว่า การเปิดชุมชนครั้งนี้เป็นเวทีบูรณาการความร่วมมือเพื่อยกระดับการท่องเที่ยววิถีชุมชนสู่ระดับสากล อันจะนำไปสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดสุพรรณบุรีอย่างยั่งยืน พร้อมแสดงความชื่นชมประชาชนชาวตำบลต้นตาลที่ร่วมแรงร่วมใจพัฒนาจนได้รับยกย่องเป็นสุดยอดชุมชนต้นแบบในปีนี้ โดย วธ. พร้อมสนับสนุนเสน่ห์ UNSEEN THAI THAI ให้เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศในระยะยาวสืบไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1000431&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iYw9fyTvDfN5ADZoIl-vF

  • วิกฤติภูมิอากาศรุกเศรษฐกิจไทย บีบปรับตัวท่ามกลางโลกเดือด

    วิกฤติภูมิอากาศรุกเศรษฐกิจไทย บีบปรับตัวท่ามกลางโลกเดือด

    วิกฤติภูมิอากาศรุกเศรษฐกิจไทย บีบปรับตัวท่ามกลางโลกเดือด

    วิกฤติภูมิอากาศรุกเศรษฐกิจไทย บีบปรับตัวท่ามกลางโลกเดือด

    เหตุการณ์มหาอุทกภัยในภาคใต้ช่วงปลายปี 2567 โดยเฉพาะพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญอย่างหาดใหญ่ ไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินและโครงสร้างพื้นฐาน แต่ยังกระทบรายได้ภาคท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซันปลายปี เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า “ความเสี่ยงสภาพภูมิอากาศ” ไม่ใช่ประเด็นไกลตัวอีกต่อไป หากแต่กำลังกลายเป็นความเสี่ยงเชิงระบบที่กระทบเศรษฐกิจไทยโดยตรง

    รายงานของ SCB EIC อ้างอิงข้อมูลจากฐานภัยพิบัติฉุกเฉิน EM-DAT ของศูนย์วิจัยด้านระบาดวิทยาภัยพิบัติ (CRED) ระบุว่า ในปี 2567 โลกเผชิญภัยธรรมชาติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรวม 373 ครั้ง เพิ่มขึ้น 16.2% จาก 321 ครั้งในปี 2543 โดยนับเฉพาะเหตุการณ์รุนแรงที่มีผู้เสียชีวิตเกิน 10 ราย หรือผู้ได้รับผลกระทบเกิน 100 รายขึ้นไป แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับสถานการณ์ในไทย ซึ่งเผชิญภัยลักษณะนี้ 7 ครั้งในปี 2567 และเพิ่มเป็น 13 ครั้งในปี 2568 จากเพียง 5 ครั้งในปี 2543 โดยกว่าครึ่งเป็นพายุและน้ำท่วม

    องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ประเมินว่า ไทยมีความเสียหายสะสมจากภัยพิบัติทางภูมิอากาศคิดเป็นเกือบ 0.7% ของ GDP ช่วงปี 2548-2567 ขณะที่ดัชนี Global Climate Risk Index (CRI) โดย Germanwatch จัดอันดับให้ไทยเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสูงเป็นอันดับ 17 ของโลกในปี 2567

    ภาพใหญ่ระดับโลกยิ่งสะท้อนความเสี่ยงระยะยาว รายงาน The Global Risks Report 2026 ของ World Economic Forumซึ่งสำรวจความเห็นผู้เชี่ยวชาญกว่า 1,300 ราย ระบุว่า ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมจะกลายเป็นความเสี่ยงอันดับต้น ๆ ของโลกในอีก 10 ปีข้างหน้า โดย 73% มองว่าอาจส่งผลในระดับ “Turbulent” หรือ “Stormy” โดยเฉพาะประเด็นภูมิอากาศสุดขั้ว การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และการล่มสลายของระบบนิเวศ

    ในอีกด้าน โลกกำลังเผชิญความจริงที่ยากจะปฏิเสธ เป้าหมายควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียสจากยุคก่อนอุตสาหกรรม ซึ่งถูกกำหนดไว้ในการประชุม COP21 ที่กรุงปารีส ปี 2015 กำลังถูกตั้งคำถาม ค่าเฉลี่ยอุณหภูมิโลกในปี 2024 อยู่ที่ราว 1.5-1.6 องศาเซลเซียสแล้ว ขณะที่บทวิเคราะห์ของ The Economist และโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ประเมินว่า ภายใต้นโยบายปัจจุบัน โลกอาจร้อนขึ้น 2.6-2.8 องศาเซลเซียสภายในปี 2100 ซึ่งจะเร่งระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นและทำลายระบบนิเวศสำคัญ เช่น แนวปะการังที่อาจหายไป 70–90%

    นโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจึงกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลก บริษัทข้ามชาติเริ่มนำข้อมูลการปล่อยคาร์บอนของคู่ค้ามาใช้พิจารณาจัดซื้อ อย่างไรก็ดี บริบทภูมิรัฐศาสตร์กลับซับซ้อนขึ้น เมื่อสหรัฐฯ ภายใต้การนำของ Donald Trump สมัยที่สอง ผ่อนคลายนโยบายภูมิอากาศ แต่เพิ่มมาตรการกีดกันทางการค้าและตั้งกำแพงภาษีมากกว่า 10% ต่อสินค้านำเข้า สร้างแรงกดดันต่อต้นทุนของประเทศคู่ค้า

    สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ไทยถูกบีบจากสองด้าน ด้านหนึ่งต้องควบคุมต้นทุนเพื่อรับมือกำแพงภาษี อีกด้านต้องเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อรักษาความสามารถแข่งขันในตลาดโลก ภาครัฐจึงจำเป็นต้องเร่งออกมาตรการสนับสนุนที่ชัดเจน ทั้งด้านแรงจูงใจภาษี โครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด และระบบการเงินสีเขียว ขณะที่ภาคเอกชนต้องเร่งประเมินความเสี่ยง กำหนดเป้าหมายลดคาร์บอน และใช้ประโยชน์จาก Green Finance หรือ Transition Finance เพื่อปรับโมเดลธุรกิจ

    วิกฤติสภาพภูมิอากาศจึงไม่ใช่เพียงประเด็นสิ่งแวดล้อม แต่เป็นโจทย์เชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ การเร่งปรับตัวตั้งแต่วันนี้จึงไม่ใช่แค่การปฏิบัติตามกติกาโลก หากคือการรักษาความสามารถแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว ท่ามกลางโลกที่กำลังเข้าสู่ยุค “Stormy Climate Risks” อย่างเต็มรูปแบบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/652615&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rFJLOftedBKw16fE-xrBu