Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ดัชนีการเมือง ก.พ.ฟื้น ประชาชนคาดหวังรัฐบาลช่วยแก้เศรษฐกิจ

    ดัชนีการเมือง ก.พ.ฟื้น ประชาชนคาดหวังรัฐบาลช่วยแก้เศรษฐกิจ

    1 มี.ค. 2569 –  สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2,277 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 24-27 กุมภาพันธ์ 2569 พบว่า กลุ่มตัวอย่างให้คะแนนภาพรวมดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนกุมภาพันธ์ เฉลี่ย 4.30 คะแนน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม 2569 ที่ได้ 3.91 คะแนน  ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุด คือ การมีส่วนร่วมของประชาชน ได้คะแนนเฉลี่ย 4.95 คะแนน ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุด คือการแก้ปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพล ได้คะแนนเฉลี่ย 3.66 คะแนน ทั้งนี้ความเห็นต่อการเมืองไทย ณ วันนี้ คือ หวังว่ารัฐบาลใหม่จะบริหารประเทศได้ดี ช่วยให้คนไทยรวยขึ้น ร้อยละ 24.06 รองลงมาคือ มองว่าการเมืองไทยยังคงเหมือนเดิม ได้นักการเมืองหน้าเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ร้อยละ 23.65 การเมืองไทยวุ่นวาย พรรคการเมืองแบ่งขั้วแบ่งฝ่าย ร้อยละ 20.21

    ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ภาพรวมคะแนนดัชนีการเมืองไทยปรับเพิ่มขึ้น สะท้อนว่าประชาชนเริ่มมองเห็นทิศทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง แต่การที่มิติพื้นฐานอย่างการมีส่วนร่วมและสิทธิเสรีภาพลดลงเล็กน้อย สะท้อนความรู้สึกของสังคมไทยว่า “มีความหวัง แต่ยังไม่วางใจ” เนื่องจากตั้งความหวังสูงต่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งยังเป็นโจทย์หลักที่รัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่นให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม

    รองศาสตราจารย์ ดร.เขมภัทท์ เย็นเปี่ยม อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายว่า หลังการเลือกตั้งทั่วไปที่ผ่านมาสะท้อนความรู้สึกของประชาชนที่มีความเชื่อมั่นต่อการเมืองไทยมากขึ้น โดยฝ่ายรัฐบาลแม้ว่าจะเป็นรัฐบาลรักษาการ แต่จากผลงานของการดำเนินนโยบายก่อนหน้านี้ที่โดดเด่น ได้แก่ การกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยโครงการคนละครึ่งพลัส การแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ที่สามารถปลุกกระแสชาตินิยมขึ้นมาได้ ส่งผลให้พรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นรัฐบาลได้คะแนนนิยมจนได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้ง ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ทำให้ประชาชนคาดหวังกับการสานต่อนโนบายผ่านการบริหารโดยมืออาชีพ และส่งผลให้คะแนนดัชนีการเมืองของฝ่ายรัฐบาลเพิ่มขึ้น ขณะที่ฝ่ายค้านมีผลงานการตรวจสอบที่โดดเด่นจากพรรคประชาชน และการกลับมาของพรรคประชาธิปัตย์ที่คาดว่าจะเป็นฝ่ายค้าน จะทำหน้าที่ในการตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้นร่วมกับพรรคประชาชน จึงส่งผลให้คะแนนดัชนีการเมืองของฝ่ายค้านเพิ่มขึ้นเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตาม การจัดการเลือกตั้งโดย กกต. ที่มีปัญหาในหลายพื้นที่ที่ประชาชนเห็นว่าไม่มีความโปร่งใสและไม่เป็นธรรม รวมทั้งความกังวลใจของประชาชนที่มีต่อการจัดการเลือกตั้งที่อาจไม่เป็นความลับและอาจนำไปสู่โมฆะได้นั้น ส่งผลให้คะแนนดัชนีการเมืองด้านการมีส่วนร่วมและสิทธิเสรีภาพของประชาชนลดลงอย่างเห็นได้ชัด

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/955688/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2u4sKXfsvqILCIm1S_VenY

  • การโจมตีอิหร่าน ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกและตลาดน้ำมันอย่างไร?

    การโจมตีอิหร่าน ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกและตลาดน้ำมันอย่างไร?

    ปฏิบัติการโจมตีอิหร่านซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มโอเปก (OPEC) โดยความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล กำลังสร้างความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของการจัดหาน้ำมันดิบครั้งใหญ่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งในกรณีที่เลวร้ายที่สุดอาจเป็นชนวนเหตุให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก

    อิหร่านเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 4 ของกลุ่มโอเปก โดยมีกำลังการผลิตกว่า 3 ล้านบาร์เรลต่อวันเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา นอกจากนี้ อิหร่านยังตั้งอยู่ขนานกับช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดในโลกสำหรับการค้าขายน้ำมันระดับสากล

    บ็อบ แมคนัลลี อดีตที่ปรึกษาด้านพลังงานประจำทำเนียบขาวในสมัยประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ระบุว่า ตลาดน้ำมันมักมองข้ามความเสี่ยงของการหยุดชะงักด้านอุปทานในตะวันออกกลางมาโดยตลอด โดยชี้ว่าเหล่านักลงทุนกำลังประเมินภัยคุกคามจากการตอบโต้ของอิหร่านต่อการโจมตีของสหรัฐฯ ต่ำเกินไป

    แมคนัลลี ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานและผู้ก่อตั้ง Rapidan Energy กล่าวว่า “นี่คือสถานการณ์วิกฤตของจริง” พร้อมคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบล่วงหน้ามีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น 5 ถึง 7 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อตลาดเปิดทำการในเย็นวันอาทิตย์ตามเวลาตะวันออก (ET) เนื่องจากตลาดเริ่มรับรู้ถึงปัจจัยความเสี่ยง

    ทั้งนี้ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปิดที่ 72.48 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปรับตัวสูงขึ้น 1.73 ดอลลาร์ หรือ 2.45% ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียต (WTI) ของสหรัฐฯ ปิดที่ 67.02 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 1.81 ดอลลาร์ หรือ 2.78%

    แมคนัลลีมองว่า อิหร่านอาจพยายามข่มขู่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ด้วยการทำให้เส้นทางช่องแคบฮอร์มุซไม่ปลอดภัยต่อการเดินเรือพาณิชย์ ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยเขาย้ำว่าตลาดยังไม่ได้ตระหนักถึงข้อเท็จจริงที่ว่ารัฐบาลเตหะรานมีคลังทุ่นระเบิดและขีปนาวุธพิสัยใกล้จำนวนมากที่สามารถขัดขวางการสัญจรในน่านน้ำดังกล่าวได้อย่างรุนแรง

    ข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษาด้านพลังงาน Kpler ระบุว่า ในปี 2025 มีปริมาณน้ำมันไหลผ่านช่องแคบนี้มากกว่า 14 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของการส่งออกน้ำมันดิบทางทะเลทั่วโลก โดย 75% ของจำนวนดังกล่าวถูกส่งไปยังจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

    โดยเฉพาะจีนซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกนั้น นำเข้าน้ำมันดิบผ่านช่องแคบนี้ถึงกึ่งหนึ่งของปริมาณการนำเข้าทั้งหมด

    “การปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นเวลานานจะนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกอย่างแน่นอน” แมคนัลลีกล่าว

    แมตต์ สมิธ นักวิเคราะห์น้ำมันจาก Kpler เปิดเผยว่า ในวันนี้มีการโหลดน้ำมันดิบเพื่อการส่งออกในอ่าวเปอร์เซียมากกว่า 20 ล้านบาร์เรล จากซาอุดีอาระเบีย อิรัก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต และกาตาร์ โดยเริ่มมีการสังเกตพบเรือบรรทุกน้ำมันบางส่วนเปลี่ยนเส้นทางเพื่อหลีกเลี่ยงการผ่านช่องแคบดังกล่าวแล้ว

    แมคนัลลีระบุเสริมว่า กำลังการผลิตน้ำมันส่วนสำรองของโลกส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งจะไม่สามารถส่งออกผ่านช่องแคบได้หากเกิดการปิดเส้นทาง เท่ากับเป็นการตัดขาดอุปทานจากตลาดโดยสิ้นเชิง นอกจากนี้ ประมาณ 20% ของการส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ทั่วโลก ซึ่งส่วนใหญ่มาจากกาตาร์ ก็ต้องผ่านเส้นทางนี้และไม่มีแหล่งอื่นมาทดแทนได้

    “สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือการกักตุน โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเอเชียที่เป็นผู้นำเข้าน้ำมันและก๊าซรายใหญ่ เมื่อพวกเขาตระหนักว่าช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดลง คุณจะได้เห็นสงครามการประมูลราคาครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา” แมคนัลลีกล่าว

    นักวิเคราะห์ระบุว่า ราคาน้ำมันจะต้องพุ่งสูงขึ้นจนถึงจุดที่ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจเพื่อให้ความต้องการใช้ลดลงจนตลาดกลับเข้าสู่สมดุล เนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันในตลาดไม่มีความยืดหยุ่นเพียงพอ

    แมคนัลลีกล่าวว่า มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นของน้ำมันดิบที่ไหลผ่านช่องแคบซึ่งจะสามารถเปลี่ยนเส้นทางลำเลียงได้ โดยซาอุดีอาระเบียมีท่อขนส่งน้ำมันที่พาดผ่านประเทศจากชายฝั่งตะวันออกไปยังชายฝั่งตะวันตกติดทะเลแดง ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีท่อขนส่งที่ไปสิ้นสุดที่อ่าวโอมาน ซึ่งสามารถข้ามช่องแคบฮอร์มุซไปได้

    รายงานจากสื่อของรัฐระบุว่า อิหร่านได้เริ่มยิงขีปนาวุธโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในกาตาร์ คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และบาห์เรน ซึ่ง ทอม โคลซา ผู้บริหารบริษัทที่ปรึกษาด้านน้ำมันและก๊าซ Kloza Advisors มองว่าการโจมตีเหล่านี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

    “การที่อิหร่านโจมตีประเทศเพื่อนบ้านรายอื่นในอ่าวเปอร์เซียได้เปลี่ยนปัจจัยการคำนวณความเสี่ยงไปอย่างสิ้นเชิง ความรุนแรงของการโจมตีสร้างแรงกดดันต่อบริษัทประกันภัยให้ต้องปรับขึ้นค่าธรรมเนียมเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างหนัก หรืออาจถึงขั้นปฏิเสธการรับประกันภัยสำหรับการเดินเรือในเส้นทางนี้” โคลซากล่าว

    เควิน บุค กรรมการผู้จัดการฝ่ายวิจัยของ ClearView Energy Partners ให้ความเห็นว่า รัฐบาลของทรัมป์อาจพิจารณาการระบายน้ำมันจากคลังสำรองปิโตรเลียมเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) หากราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น โดยข้อมูลจากกระทรวงพลังงานระบุว่าปัจจุบันมีปริมาณน้ำมันสำรองอยู่ที่ประมาณ 415 ล้านบาร์เรล

    “แต่เราขอย้ำอีกครั้งว่า ในวิกฤตด้านอุปทาน ระยะเวลาของเหตุการณ์คือตัวแปรสำคัญ เช่นเดียวกับขนาดของปัญหา” บุคระบุในรายงานฉบับวันเสาร์

    “วิกฤตการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบ อาจรุนแรงเกินกว่าที่น้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ และประเทศสมาชิกสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) จะช่วยบรรเทาผลกระทบได้ทั้งหมด”

    อ้างอิง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/iran-attack-oil-economy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11XISN4mvMKvFmXC6b0bsj

  • สคร.เร่งเบิกจ่ายงบลงทุนปี 69 สร้างแรงส่งเศรษฐกิจ : รอบวันทันเหตุการณ์ 17.00 น./วันที่ 28 ก.พ.69

    สคร.เร่งเบิกจ่ายงบลงทุนปี 69 สร้างแรงส่งเศรษฐกิจ : รอบวันทันเหตุการณ์ 17.00 น./วันที่ 28 ก.พ.69

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/JlV8aWqFMj0&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1fKqZRlPs5_hbxvpWfYuKb

  • นิด้าโพล เผยคนไทยค้าน “กล้าธรรม-ประชาธิปัตย์-ประชาชน” ร่วมรัฐบาล “อนุทิน 2” : อินโฟเควสท์

    นิด้าโพล เผยคนไทยค้าน “กล้าธรรม-ประชาธิปัตย์-ประชาชน” ร่วมรัฐบาล “อนุทิน 2” : อินโฟเควสท์

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “สี่พรรค ร่วมรัฐบาล ?”

    โดยเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อ “พรรคกล้าธรรม” ในการเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย พบว่า

    กลุ่มตัวอย่าง 64.35% ระบุว่า ไม่ควรเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย

    รองลงมา 34.05% ระบุว่า ควรเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย

    ส่วนอีก 1.60% ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อ “พรรคประชาธิปัตย์” ในการเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย พบว่า

    กลุ่มตัวอย่าง 58.24% ระบุว่า ไม่ควรเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย

    รองลงมา 40.84% ระบุว่า ควรเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย

    ส่วนอีก 0.92% ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    สำหรับความคิดเห็นของประชาชนต่อ “พรรคประชาชน” ในการเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย พบว่า

    กลุ่มตัวอย่าง 71.14% ระบุว่า ไม่ควรเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย

    รองลงมา 28.55% ระบุว่า ควรเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย

    ส่วนอีก 0.31% ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    เมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อ “พรรคเพื่อไทย” ในการเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย พบว่า

    กลุ่มตัวอย่าง 54.73% ระบุว่า ควรเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย

    รองลงมา 44.81% ระบุว่า ไม่ควรเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย

    ส่วนอีก 0.46% ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ทั้งนี้ ผลสำรวจดังกล่าว มาจากความคิดเห็นของประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 23-24 กุมภาพันธ์ 2569

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (01 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRE00IQCSSW5VINFOH4IRPAL6YLP4ZK3&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2isLcNKvxcoPptR35Ha7Tc

  • รายงานพิเศษ:”อนุทิน2″กับยุทธศาสตร์”ธนู3ดอก”เดิมพันฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย

    รายงานพิเศษ:”อนุทิน2″กับยุทธศาสตร์”ธนู3ดอก”เดิมพันฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย

    รัฐบาลชุดใหม่ชู “ธนู 3 ดอก” ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจมุ่งดึงลงทุนสีเขียว ปฏิรูปทักษะมนุษย์ และแก้กฎหมายปลดล็อกทุนต่างชาติ พร้อมเร่งสางหนี้เสียรายย่อยกู้ความเชื่อมั่น

    จับตา “อนุทิน 2” กางแผนรับมือมรสุมเศรษฐกิจ 3 ลูก

    ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยที่ติดกับดัก “โตต่ำยืดเยื้อ” รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หรือรัฐบาล “อนุทิน 2” กำลังเผชิญบททดสอบสำคัญจากมรสุมเศรษฐกิจ 3 ลูกใหญ่ ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ และวิกฤตหนี้ครัวเรือนที่กัดกินอุปสงค์ภายในประเทศ โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นขุนพลหลักในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนและกอบกู้ความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา

    ประสานนโยบายการเงิน-การคลัง แก้โจทย์หนี้สะสม

    ในมิติของเสถียรภาพ รัฐบาลพยายามปิดช่องโหว่ทางเศรษฐกิจด้วยการประสานงานกับ ธปท. อย่างใกล้ชิด เพื่อจัดการกับ “ทุนเทา” และควบคุมความผันผวนของค่าเงินผ่านการกำกับดูแลการโอนเงินต่างประเทศและการซื้อขายทองคำ

    ขณะที่ภาคตลาดทุนได้ส่งสัญญาณเตือนให้ผู้ประกอบการ “ยอมรับความจริง” ว่าเศรษฐกิจไทยอาจโตต่ำเพียง 1.5-2% ไปอีกหลายปี การปรับตัวสู่เทคโนโลยีและการมองหาตลาดต่างประเทศจึงเป็นทางรอดเดียวที่เหลืออยู่

    บทสรุปของรัฐบาล “อนุทิน 2” จึงไม่ได้อยู่ที่การวางแผนที่สวยหรู แต่อยู่ที่ว่านายกรัฐมนตรีจะสามารถบริหารจัดการอำนาจและสนับสนุนให้ “ขุนพลเศรษฐกิจ” ทำงานได้อย่างอิสระและรวดเร็วเพียงใด ท่ามกลางเข็มนาฬิกาของความเชื่อมั่นที่กำลังนับถอยหลัง

    3 Key Points ยุทธศาสตร์ฟื้นฟูประเทศ

    1.ยุทธศาสตร์ “ธนู 3 ดอก”: เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว (Green Economy), ปฏิรูปการศึกษาด้วย AI (Skill Bridge) และสังคายนากฎหมายรวบยอด (Omnibus Law) เพื่อลดอุปสรรคการลงทุน

    2.มาตรการสางหนี้และเติมทุน: โอนหนี้เสียรายย่อย (NPL) กว่า 1.1 ล้านบัญชีให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ (SAM) ดูแล และอัดฉีดสินเชื่อ SME วงเงิน 1 แสนล้านบาทผ่าน บสย. เพื่อประคองธุรกิจขนาดเล็ก

    3.จัดระเบียบการเงินและทุนเทา: ประสานธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คุมเข้มธุรกรรมเงินสดและทองคำเพื่อลดความผันผวนของค่าเงินบาท พร้อมปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมธนาคารให้เป็นธรรม

    เรียบเรียง:อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง
    แหล่งที่มา : เนชั่นอินไซต์ (คลิก)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/domestic/738695&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3D3vv7nMcMRSy-baBQ06Fv

  • เปิดผลนิด้าโพล ประชาชน หนุน-ไม่หนุนพรรคไหนร่วมรัฐบาลภูมิใจไทย 

    เปิดผลนิด้าโพล ประชาชน หนุน-ไม่หนุนพรรคไหนร่วมรัฐบาลภูมิใจไทย 


    นิด้าโพล เปิดผลสำรวจประชาชน มอง “กล้าธรรม-ปชป.-พรรคประชาชน” ไม่ควรร่วมรัฐบาลภูมิใจไทย หนุน “เพื่อไทย”ร่วม

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “สี่พรรค ร่วมรัฐบาล?” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 23-24 กุมภาพันธ์ 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่างเกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนในการเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อพรรคกล้าธรรมในการเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยพบว่าตัวอย่าง ร้อยละ 64.35 ระบุว่า ไม่ควรเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยรองลงมา ร้อยละ 34.05 ระบุว่า ควรเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยและร้อยละ 1.60 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อพรรคประชาธิปัตย์ในการเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 58.24 ระบุว่า ไม่ควรเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยรองลงมา ร้อยละ 40.84 ระบุว่า ควรเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยและร้อยละ 0.92 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    สำหรับความคิดเห็นของประชาชนต่อพรรคประชาชนในการเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยพบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 71.14 ระบุว่า ไม่ควรเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยรองลงมา ร้อยละ 28.55 ระบุว่า ควรเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยและร้อยละ 0.31 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อพรรคเพื่อไทยในการเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยพบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 54.73 ระบุว่า ควรเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยรองลงมา ร้อยละ 44.81 ระบุว่า ไม่ควรเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยและร้อยละ 0.46 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 8.55 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพมหานคร ร้อยละ 18.70 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง ร้อยละ 17.79 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.28 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 13.82 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และร้อยละ 7.86 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก โดยตัวอย่าง ร้อยละ 47.94 เป็นเพศชาย และร้อยละ 52.06 เป็นเพศหญิง

    ตัวอย่าง ร้อยละ 12.13 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 17.79 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 17.94 อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 26.34อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 25.80 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 96.11 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 2.90นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 0.99 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ

    ตัวอย่าง ร้อยละ 36.64 สถานภาพโสด ร้อยละ 61.30 สมรส และร้อยละ 2.06 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่โดยตัวอย่าง ร้อยละ 0.38 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 20.46 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 33.51 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 9.62 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 29.92 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 6.11 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี

    ตัวอย่าง ร้อยละ 10.46 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 16.34 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 22.52 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 10.69 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 14.81 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 19.07 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงานและร้อยละ 6.11 เป็นนักเรียน/นักศึกษา

    ตัวอย่าง ร้อยละ 21.37 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 3.74 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 13.97
    รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 31.53 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 11.83
    รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 5.50 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 2.67
    รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001-50,000 บาท ร้อยละ 1.15 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001-60,000 บาท ร้อยละ 0.61
    รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001-70,000 บาท ร้อยละ 0.15 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001-80,000 บาท ร้อยละ 0.46
    รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 7.02 ไม่ระบุรายได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/40664&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3nV0AzlAyLdeK1XNX1rEad

  • มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เปิดศูนย์การเรียนการสอนดนตรี “SSRU Music Centre”  | เดลินิวส์

    มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เปิดศูนย์การเรียนการสอนดนตรี “SSRU Music Centre”  | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา จัดพิธีเปิดศูนย์การเรียนการสอนดนตรี “SSRU Music Centre” ภายใต้การดำเนินงานของสาขาวิชาดนตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์ ณ เรือนริมน้ำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ภายในพิธี อาจารย์ปฐมวัส ธรรมชาติ หัวหน้าสาขาวิชาดนตรี กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งศูนย์ ขณะที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกพงศ์ อินเกื้อ คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ กล่าวสนับสนุนโครงการ และได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร.คมสัน โสมณวัตร รองอธิการบดีฝ่ายบริหารมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เป็นประธานกล่าวเปิดงานอย่างเป็นทางการ

    มุ่งสร้างศูนย์กลางการเรียนรู้ดนตรีแบบบูรณาการ

    ศูนย์การเรียนการสอนดนตรี SSRU Music Centre จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นหน่วยงานสนับสนุนการเรียนการสอน การพัฒนาทักษะทางดนตรี และการให้บริการวิชาการแก่สังคมในรูปแบบบูรณาการ ครอบคลุมทั้งด้านดนตรีศึกษา ดนตรีเทคโนโลยี และการปฏิบัติดนตรี

    อาจารย์ปฐมวัส ธรรมชาติ กล่าวว่า “ศูนย์การเรียนการสอนดนตรี SSRU Music Centre จะเป็นพื้นที่สร้างโอกาสให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะดนตรีอย่างเป็นระบบ ทั้งในมิติของวิชาการและการปฏิบัติจริง พร้อมเปิดกว้างให้บุคคลทั่วไปที่สนใจได้เข้ามาเรียนรู้ร่วมกัน เรามุ่งหวังให้ศูนย์แห่งนี้เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนดนตรีของมหาวิทยาลัย และเป็นแหล่งบริการวิชาการที่ตอบโจทย์สังคม”

    เดินหน้าประชาสัมพันธ์เชิงรุก สร้างการรับรู้ในวงกว้าง

    การจัดตั้งศูนย์ในครั้งนี้ ยังมาพร้อม “โครงการประชาสัมพันธ์ศูนย์การเรียนการสอนดนตรี SSRU Music Centre” เพื่อวางแผนการสื่อสารอย่างเป็นระบบ สร้างการรับรู้และภาพลักษณ์ที่ชัดเจนทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกพงศ์ อินเกื้อ คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ กล่าวว่า “ในยุคปัจจุบัน การประชาสัมพันธ์เชิงรุกถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาองค์กร เราจะใช้สื่อที่หลากหลาย ทั้งสื่อสังคมออนไลน์ เว็บไซต์ สื่อวิดีทัศน์ รวมถึงกิจกรรม Open House และการสาธิตการเรียนการสอน เพื่อให้ศูนย์เป็นที่รู้จักในวงกว้าง และสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้เรียน ผู้ปกครอง และเครือข่ายความร่วมมือ”

    ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวยังสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ของคณะศิลปกรรมศาสตร์ ในการยกระดับการบริการวิชาการ การสร้างรายได้ และการพัฒนาภาพลักษณ์องค์กร (Branding) ให้โดดเด่นด้านดนตรีในกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏ

    ผลักดันสู่ความยั่งยืนและตัวชี้วัดเชิงผลลัพธ์

    รองศาสตราจารย์ ดร.คมสัน โสมณวัตร รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ประธานในพิธีเปิดกล่าวว่า “การจัดตั้งศูนย์การเรียนการสอนดนตรี SSRU Music Centre นับเป็นอีกก้าวสำคัญของมหาวิทยาลัยในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและการบริการวิชาการอย่างเป็นรูปธรรม ศูนย์แห่งนี้จะช่วยสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ขยายฐานผู้เรียน และสนับสนุนเป้าหมายตัวชี้วัดผลลัพธ์หลัก (Key Results : KR) ของคณะและมหาวิทยาลัยได้อย่างชัดเจน”

    จากการดำเนินงานดังกล่าว คาดว่าศูนย์การเรียนการสอนดนตรี SSRU Music Centre จะได้รับการยอมรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมและใช้บริการเพิ่มสูงขึ้น พร้อมยกระดับภาพลักษณ์ของสาขาวิชาดนตรีและคณะศิลปกรรมศาสตร์ ในฐานะแหล่งเรียนรู้ด้านดนตรีที่มีคุณภาพ และเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5644180/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3LhetQULT3c0fTSTqiT9G8

  • “สหรัฐฯ” เอาจริงเขมรสิ้นซาก ถูกถีบออกนอกประเทศ! เศรษฐกิจดีคนพื้นที่ไม่ถูกแย่งงาน | TOPNEWS

    “สหรัฐฯ” เอาจริงเขมรสิ้นซาก ถูกถีบออกนอกประเทศ! เศรษฐกิจดีคนพื้นที่ไม่ถูกแย่งงาน | TOPNEWS

    “สหรัฐฯ” เอาจริงเขมรสิ้นซาก ถูกถีบออกนอกประเทศ! เศรษฐกิจดีคนพื้นที่ไม่ถูกแย่งงาน

    • เผยแพร่ : 01/03/2026 08:57

    “สหรัฐฯ” เอาจริงเขมรสิ้นซาก ถูกถีบออกนอกประเทศ! เศรษฐกิจดีคนพื้นที่ไม่ถูกแย่งงาน

    #TOPNEWSOPNEWS #topupdate
    #เขมร #กัมพูชา #ตาเมือนธม
    #ตาเมือน #ช่องบก #สู้รบชายแดน

    อัปเดตคลิปข่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1502643&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1be5Zpwd5R8IvSNxq4dgKT

  • การโจมตีอิหร่านอาจส่งราคาน้ำมันพุ่ง เศรษฐกิจโลกถดถอย

    การโจมตีอิหร่านอาจส่งราคาน้ำมันพุ่ง เศรษฐกิจโลกถดถอย

    การโจมตีอิหร่านโดยสหรัฐและอิสราเอล เพิ่มความเสี่ยงอาจทำให้ช่องแคบฮอร์มุซไม่ปลอดภัยสำหรับการขนส่งสินค้าทางทะเลเพื่อตอบโต้ การปิดช่องแคบเป็นเวลานานอาจทำให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย

    ประมาณหนึ่งในสามของการส่งออกน้ำมันทางทะเลและ 20% ของการส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลวผ่านช่องแคบฮอร์มุซนี้ การส่งออกเหล่านั้นส่วนใหญ่ส่งไปยังเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในเอเชีย เช่น จีน

    ซีเอ็นบีซี รายงานว่า การโจมตีร่วมกันของสหรัฐ และอิสราเอลต่ออิหร่าน สมาชิกโอเปก มีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันครั้งใหญ่ในตะวันออกกลาง ซึ่งในกรณีที่เลวร้ายที่สุด อาจกระตุ้นให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก

    อิหร่านเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่เป็นอันดับสี่ในโอเปก โดยผลิตได้มากกว่า 3 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนมกราคม สาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้มีชายฝั่งติดกับช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางน้ำที่สำคัญที่สุดของโลกสำหรับการค้าน้ำมันทั่วโลก

    ตลาดน้ำมันมองข้ามความเสี่ยงของการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันในตะวันออกกลางมานานแล้ว ผู้ค้ากำลังประเมินภัยคุกคามที่การตอบโต้ของอิหร่านต่อการโจมตีของสหรัฐที่มีต่อตลาดต่ำเกินไป บ็อบ แมคนัลลี อดีตที่ปรึกษาด้านพลังงานของทำเนียบขาวในสมัยประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช กล่าว

    “นี่คือเรื่องจริงจัง” แมคนัลลี ผู้ก่อตั้งและประธานของ Rapidan Energy กล่าว ราคาน้ำมันดิบล่วงหน้ามีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น 5 ถึง 7 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อเปิดการซื้อขายเวลา 18:00 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐในวันอาทิตย์ (1 มี.ค.69) (6โมงเช้าวันจันทร์ตามเวลาไทย) เนื่องจากตลาดประเมินความเสี่ยงไว้บ้างแล้ว เขากล่าว

    เมื่อวันศุกร์ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ปิดที่ 72.48 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 1.73 ดอลลาร์ หรือ 2.45% ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียตของสหรัฐฯ (WTI) ปิดที่ 67.02 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 1.81 ดอลลาร์ หรือ 2.78%

    แมคนัลลีกล่าวว่า อิหร่านอาจพยายามข่มขู่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยทำให้ช่องแคบฮอร์มุซไม่ปลอดภัยสำหรับการขนส่งสินค้า ซึ่งอาจทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    ตลาดกังวลกับข้อเท็จจริงที่ว่าเตหะรานมีคลังอาวุธทุ่นระเบิดและขีปนาวุธระยะสั้นจำนวนมาก ซึ่งอาจขัดขวางการจราจรในเส้นทางน้ำอย่างร้ายแรง เขากล่าว

    ข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษาด้านพลังงาน Kpler ระบุว่า ในปี 2025 มีน้ำมันดิบถูกขนส่งผ่านช่องแคบมากกว่า 14 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือหนึ่งในสามของการส่งออกน้ำมันดิบทางทะเลทั้งหมดของโลก ประมาณสามในสี่ของบาร์เรลเหล่านั้นส่งไปยังจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ จีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก นำเข้าน้ำมันดิบครึ่งหนึ่งจากช่องแคบฮอร์มุซ

     “การปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นเวลานานจะนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกอย่างแน่นอน” แมคนัลลีกล่าว

    ด้านแมตต์ สมิธ นักวิเคราะห์น้ำมันจาก Kpler กล่าวว่า วันนี้มีน้ำมันดิบมากกว่า 20 ล้านบาร์เรลถูกบรรทุกเพื่อส่งออกในอ่าวเปอร์เซียจากซาอุดีอาระเบีย อิรัก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต และกาตาร์ สมิธกล่าวว่า มีการสังเกตเห็นเรือบรรทุกน้ำมันบางลำเบี่ยงเส้นทางไม่ผ่านช่องแคบ

    แมคนัลลีกล่าวว่า กำลังการผลิตน้ำมันสำรองของโลกมาจากรัฐในอ่าวเปอร์เซีย และจะไม่สามารถผ่านช่องแคบได้หากมีการปิดช่องแคบ ซึ่งจะทำให้ช่องแคบถูกตัดขาดจากตลาดอย่างเบ็ดเสร็จ ประมาณ 20% ของการส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลวของโลกก็ไหลผ่านช่องแคบนี้เช่นกัน ส่วนใหญ่มาจากกาตาร์ และจะไม่สามารถหาแหล่งทดแทนได้ เขากล่าว

    “สิ่งที่คุณจะเห็นคือการกักตุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากประเทศในเอเชียที่เป็นผู้นำเข้าน้ำมันและก๊าซรายใหญ่ เมื่อพวกเขารู้ว่าช่องแคบฮอร์มุซปิด” แมคนัลลีกล่าว “คุณจะเห็นการประมูลแย่งชิงกันอย่างดุเดือด”

     นักวิเคราะห์กล่าวว่า ราคาน้ำมันจะต้องสูงขึ้นมากพอที่จะกระตุ้นให้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ซึ่งจะลดความต้องการลงเพื่อรักษาสมดุลของตลาด “ความต้องการใช้น้ำมันนั้นไม่สามารถปรับขึ้นลงตามราคาได้มากนัก” เขากล่าวถึงความจำเป็นที่ธุรกิจและผู้บริโภคต้องใช้น้ำมัน

     แมคนัลลีกล่าวว่า น้ำมันดิบเพียงส่วนน้อยที่ผ่านช่องแคบนี้อาจสามารถเปลี่ยนเส้นทางได้ ซาอุดีอาระเบียมีท่อส่งน้ำมันที่ทอดยาวจากฝั่งตะวันออกไปยังชายฝั่งตะวันตกบนทะเลแดง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีท่อส่งน้ำมันที่สิ้นสุดที่อ่าวโอมาน ซึ่งเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ

     สื่อของรัฐรายงานว่า อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธโจมตีฐานทัพสหรัฐ ในกาตาร์ คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และบาห์เรน การโจมตีเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อการจราจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ นายทอม โคลซา ผู้บริหารหลักของบริษัทที่ปรึกษาด้านน้ำมันและก๊าซ Kloza Advisors กล่าว

    “การโจมตีของอิหร่านต่อประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ ในอ่าวเปอร์เซียเปลี่ยนการคำนวณ และขอบเขตของการโจมตีสร้างแรงกดดันให้บริษัทประกันภัยต้องขึ้นอัตราเบี้ยประกันภัยเรือบรรทุกน้ำมันสำหรับการเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างรุนแรง หรือปฏิเสธการรับประกันภัยใดๆ” โคลซากล่าว

    รัฐบาลทรัมป์อาจดึงน้ำมันจากคลังสำรองปิโตรเลียมเชิงยุทธศาสตร์หากราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น นายเควิน บุ๊ค กรรมการผู้จัดการฝ่ายวิจัยของ ClearView Energy Partners กล่าว ปัจจุบันคลังสำรองมีปริมาณน้ำมันประมาณ 415 ล้านบาร์เรล ตามข้อมูลจากกระทรวงพลังงาน

    “แต่เราจะพูดอีกครั้งว่า ในวิกฤตอุปทาน ระยะเวลามีความสำคัญ ขนาดก็สำคัญเช่นกัน” บุ๊คกล่าวกับลูกค้าในบันทึกเมื่อวันเสาร์ “วิกฤตการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบอาจเกินกว่าปริมาณสำรองเชิงกลยุทธ์ที่ประเทศสมาชิกสหรัฐฯ และองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) จัดหาไว้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/geopolitics/1223235&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Pz4Iwnc9PZeZqVqOzqixL

  • ศึก อิหร่าน-อิสราเอล  เขย่าเศรษฐกิจ โลก-ไทย

    ศึก อิหร่าน-อิสราเอล เขย่าเศรษฐกิจ โลก-ไทย

    ศึก”อิหร่าน-อิสราเอล” เขย่าเศรษฐกิจโลก-ไทย

    จับตาสถานการณ์  รบ อิหร่าน-อิสราเอล เขย่าปี 2569 เตือนระวังน้ำมันพุ่ง-เงินเฟ้อลากยาว สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล และอิหร่าน ทวีความรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นตัวแปรหลักที่กดดันเศรษฐกิจทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย นักวิเคราะห์ประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นออกเป็น 3 ระยะ ตั้งแต่ความผันผวนระยะสั้นไปจนถึงการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว

    ระยะสั้น (1 – 3 เดือน)แรงช็อกตลาดพลังงานและการเงิน ในช่วงเริ่มต้น ความตื่นตระหนก (Shock) จะเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนตลาด คาดว่าจะส่งผลกระทบกับ น้ำมันที่จะเพิ่มสูงขึ้น สิ่งที่ตามมาคือ ค่าครองชีพขยับ  หากสถานการณ์ลุกลามจนมีการปิด ช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันดิบอาจทะยานเกิน 100-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลกระทบต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพในไทยทันที

    สินทรัพย์ปลอดภัยมาแรงนักลงทุนจะหันไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ปลอดภัย โดยโยกเงินลงทุนจากตลาดหลักทรัพย์ ไปลงในทองคำ จึงอาจมีผลกระทบกับดัชนี SET ปรับตัวลดลง และหันไปถือ ทองคำ ซึ่งคาดว่าจะทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ รวมถึงเงินดอลลาร์สหรัฐฯ

    สำหรับค่าเงิน ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าจากการแข็งค่าของดอลลาร์ และการที่ไทยต้องจ่ายเงินนำเข้าพลังงานที่แพงขึ้นอย่างมหาศาล

    ระยะกลาง (3 – 12 เดือน) ห่วงโซ่อุปทานและการส่งออกระส่ำหากความขัดแย้งยืดเยื้อจนกลายเป็นสงครามระดับภูมิภาค ผลกระทบจะแผ่ขยายสู่วงกว้าง ส่งออกไทยเจอศึกหนัก  แม้สัดส่วนการส่งออกไปตะวันออกกลางจะมีเพียง 2-3% แต่สินค้ากลุ่ม รถยนต์ อะไหล่ ข้าว และอาหารแปรรูป จะได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่ลดลง

    วิกฤตโลจิสติกส์ จากเส้นทางเดินเรือในทะเลแดงและอ่าวเปอร์เซียจะมีความเสี่ยงสูง ส่งผลให้ ค่าระวางเรือและเบี้ยประกันภัยพุ่งสูง กระทบราคาสินค้านำเข้า-ส่งออกทั่วโลก และแน่นอน การท่องเที่ยว รายได้สำคัญของไทย นักท่องเที่ยวตะวันออกกลางอาจลดลง แต่ไทยมีโอกาสรับอานิสงส์จากนักท่องเที่ยวชาติอื่นที่มองว่าไทยเป็นพื้นที่ปลอดภัย (Safe Haven)

    ระยะยาว (1 ปีขึ้นไป)การปรับตัวสู่โลกใบใหม่ ผลกระทบเชิงโครงสร้างที่ไทยต้องเตรียมรับมือ ภาวะ Stagflation  เสี่ยงเผชิญภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวท่ามกลางเงินเฟ้อสูง หากราคาน้ำมันไม่ลดลง ซึ่งจะทำให้ ธปท. ตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยได้ยากลำบาก    การแบ่งขั้วเศรษฐกิจ (Decoupling) ความขัดแย้งที่มีมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ เกี่ยวข้อง จะบีบให้ไทยต้องวางตัวเป็นกลางอย่างระมัดระวังเพื่อรักษาดุลอำนาจทางการค้า  ต่อภาคพลังงานเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน  รัฐบาลจำเป็นต้องหาแหล่งพลังงานสำรองและเร่งนโยบายพลังงานสะอาด เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาพลังงานจากพื้นที่ขัดแย้ง

    “สถานการณ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องไกลตัว แต่คือบททดสอบความแข็งแกร่งของโครงสร้างพลังงานและนโยบายการเงินของไทยในปี 2569 อย่างแท้จริง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/iran-israel-conflict-shakes-global-thai-economies&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23IoJpbuWqUbd7Vbyqh4Ff