Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • สพฐ.จัดประกวดสื่อประชาสัมพันธ์ของกองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนประถมศึกษา

    สพฐ.จัดประกวดสื่อประชาสัมพันธ์ของกองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนประถมศึกษา

    การประกวดสื่อประชาสัมพันธ์ของกองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนประถมศึกษา

    ด้วยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้จัดทำหลักเกณฑ์การประกวด สื่อประชาสัมพันธ์ของกองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนประถมศึกษา โดยมีวัตถุประสงค์ในการนำสื่อที่ได้จากการประกวดสื่อประชาสัมพันธ์ ไปประชาสัมพันธ์และให้ความรู้ที่ถูกต้องและหลากหลายให้นักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา และผู้เกี่ยวข้อง รับรู้และตระหนักในแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาภาวะทุพโภชนาการ การสร้างความตระหนักให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนเห็นความสำคัญของการเฝ้าระวังภาวะโภชนาการของผู้เรียน

    สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ขอให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประชาสัมพันธ์หลักเกณฑ์การประกวดสื่อประชาสัมพันธ์ของกองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียน ประถมศึกษา ให้กับสถานศึกษาในสังกัดเพื่อส่งผลงานเข้าประกวด ระหว่างวันที่ 1 – 31 มีนาคม 2569 ผ่านทาง https://shorturl.at/WuUaH รายละเอียดดังสิ่งที่ส่งมาด้วย

    ดาวน์โหลดไฟล์แนบ
    หนังสือนำ
    หลักเกณฑ์

    ที่มา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kroobannok.com/93205&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ox2cWKwht0jmI3e0EqraX

  • ไม่ใช่แค่ชาเขียว! วิจัยสหรัฐฯ อวยอีก “1 น้ำ” ที่คนไทยดื่มประจำ ยืดอายุผู้ป่วยโรคไตได้จริง

    ไม่ใช่แค่ชาเขียว! วิจัยสหรัฐฯ อวยอีก “1 น้ำ” ที่คนไทยดื่มประจำ ยืดอายุผู้ป่วยโรคไตได้จริง

    เผยเคล็ดลับไตแข็งแรง! งานวิจัย 20 ปีพบว่า ‘ชาดำ’ คือเครื่องดื่มสุดคุ้มค่า ที่ช่วยยืดอายุผู้ป่วยเรื้อรัง ลดเสี่ยงเสียชีวิต 11%

    ใครจะคิดว่าเครื่องดื่มธรรมดาๆ อย่าง “ชา” จะกลายเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังมีอายุยืนยาวขึ้น! ผลการศึกษาใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ Renal Failure ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าทึ่งสำหรับผู้ที่กำลังดูแลสุขภาพไต

    เจาะลึกงานวิจัย: ดื่มชาช่วยต่อชีวิต

    ทีมนักวิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างกว่า 17,575 คน ที่ป่วยเป็นโรคไตเรื้อรัง (เฉลี่ยอายุ 62.3 ปี) โดยติดตามพฤติกรรมการใช้ชีวิตนานถึง 20 ปี ผ่านข้อมูลจาก National Health and Nutrition Examination Survey ของสหรัฐฯ และพบผลลัพธ์ที่น่าสนใจ ดังนี้:

    • ผู้ป่วยโรคไตระยะที่ 1-2 ที่ดื่มชาประมาณ 4 แก้วต่อวัน (แก้วละ 240 มล.) มีอัตราการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุ ลดลงถึง 11%

    • “ชาดำ” (Black Tea) คือพระเอกของงานวิจัยนี้ เพราะให้ผลลัพธ์ชัดเจนที่สุดในการลดความเสี่ยงเสียชีวิตในกลุ่มผู้ป่วยระยะเริ่มต้น

    ทำไมต้อง “ชาดำ”? เมื่อเทียบกับชาเขียว

    แม้ชาเขียวจะขึ้นชื่อเรื่องสุขภาพ แต่สำหรับผู้ป่วยโรคไตในงานวิจัยนี้พบว่า:

    1. การดื่มชาดำเพิ่มขึ้นเพียงวันละ 1 แก้ว สัมพันธ์กับการลดความเสี่ยงเสียชีวิตลงประมาณ 10%

    2. หากเปลี่ยนจากการดื่มชาเขียวมาเป็นชาดำ วันละ 1 แก้ว จะช่วยลดความเสี่ยงเสียชีวิตจากทุกสาเหตุลง 8% และลดความเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ถึง 11%

    3 เหตุผลที่ “ชาดำ” ดีต่อสุขภาพและอายุขัย

    1. อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ: ชาดำมีสาร Polyphenols สูง ช่วยลดการอักเสบเรื้อรังและปกป้องเซลล์ในร่างกาย

    2. ตื่นตัวแต่ไม่กระสับกระส่าย: ในชาดำมี L-theanine กรดอะมิโนที่ช่วยลดผลกระทบของคาเฟอีน ทำให้คุณมีสมาธิดีขึ้นโดยไม่รู้สึกใจสั่นเหมือนดื่มกาแฟ

    3. เสริมสร้างหัวใจ: เมื่อหัวใจแข็งแรง สุขภาพโดยรวมและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคไตก็จะดีขึ้นตามไปด้วย

    คำแนะนำในการดื่มให้ได้ประโยชน์สูงสุด

    • ปริมาณที่เหมาะสม: นักวิจัยแนะนำให้ดื่มไม่เกิน 4 แก้วต่อวัน

    • สูตรที่ดีที่สุด: ควรเป็น “ชาไม่ใส่น้ำตาล” เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากความหวาน

    • ข้อควรระวัง: เนื่องจากชามีคาเฟอีน ผู้ที่ไวต่อคาเฟอีน สตรีมีครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวอื่นๆ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาปริมาณที่เหมาะสมกับร่างกายตัวเอง

    สรุปได้ว่า งานวิจัยนี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังของธรรมชาติที่ซ่อนอยู่ในใบชา ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงเสียชีวิตได้ถึง 11% อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญของการดูแลโรคไตเรื้อรังยังคงเป็นการควบคุมอาหารและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด การดื่มชาดำควรถือเป็น ‘ตัวเสริม’ ที่ดีเยี่ยมร่วมกับการใช้ชีวิตที่ถูกสุขลักษณะ เพื่อให้คุณมีสุขภาพไตที่แข็งแรงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีไปอีกนานหลายปี

     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9875858/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tNbidmGoD28nzIzshEjqY

  • เชียงใหม่จัดงาน’แอ่วกุมกามยามแลง : ในดวงใจนิรันดร์ Love & Forever ‘ระหว่างวันที่ 27 ก.พ.-1 มี.ค.2569

    เชียงใหม่จัดงาน’แอ่วกุมกามยามแลง : ในดวงใจนิรันดร์ Love & Forever ‘ระหว่างวันที่ 27 ก.พ.-1 มี.ค.2569

    28 ก.พ.2569-นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “แอ่วกุมกามยามแลง : ในดวงใจนิรันดร์ Love & Forever “ณ ลานกิจกรรม วัดอีก้าง – วัดหนานช้าง เวียงกุมกาม ตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากร ได้ดำเนินโครงการพัฒนาโบราณสถานเพื่อเพิ่มศักยภาพในการเสริมสร้างเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวโบราณสถานยามราตรี เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และเพิ่มมิติการท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมบรรยากาศโบราณสถานอันสวยงามยามค่ำคืน ซึ่งเวียงกุมกาม ถือเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญในฐานะต้นทางของอาณาจักรล้านนา

    ที่ผ่านมากรมศิลปากรได้เข้าไปดำเนินการขุดค้นขุดแต่งทางโบราณคดี และบูรณะปรับภูมิทัศน์โบราณสถานกว่า 30 แห่ง จัดสร้างศูนย์บริการข้อมูลท่องเที่ยวเวียงกุมกาม สร้างกระแสการท่องเที่ยวให้แก่เมืองเชียงใหม่เป็นอย่างมาก สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ จึงจัดงานท่องเที่ยวโบราณสถาน ยามค่ำคืน ณ เวียงกุมกาม เพื่อให้โบราณสถานเวียงกุมกามในฐานะทุนทางวัฒนธรรมที่พัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวตามแนวทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เป็นพลังขับเคลื่อนนโยบาย “วัฒนธรรมนำเศรษฐกิจ” ของกระทรวงวัฒนธรรม โดยเป็นการนำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดเศรษฐกิจอย่างเหมาะสมและยั่งยืน

    งาน “แอ่วกุมกามยามแลง : ในดวงใจนิรันดร์ Love & Forever” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ถึง 1 มีนาคม 2569 เวลา 16.00 น. – 22.00 น. ณ ลานกิจกรรมวัดอีก้าง – วัดหนานช้าง เวียงกุมกาม ตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ในห้วงบรรยากาศรำลึกและถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความรักที่มีแด่แม่หลวงของแผ่นดิน และเดือนแห่งความรัก กิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การเยี่ยมชมโบราณสถานสำคัญ อดีตเมืองหลวงของอาณาจักรล้านนาอายุเก่าแก่กว่า 700 ปี ที่ประดับตกแต่งจุดเช็คอินถ่ายภาพด้วยแสงไฟยามค่ำคืน ผู้มาร่วมงานจะมีโอกาสเยี่ยมชม “กาดกุมกาม@Love” จำหน่ายอาหารและสินค้าทางวัฒนธรรมจากชุมชน นิทรรศการเวียงกุมกาม และนิทรรศการความรักที่มีแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    นอกจากนี้ ยังเป็นการกลับมาเยือนดินแดนล้านนาอีกครั้งของสำนักการสังคีต กรมศิลปากร ที่ยกทัพนักแสดงศิลปินมาแบบจัดใหญ่ จัดเต็มเพื่อให้ประชาชน และนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้รับชมตลอด 3 คืน ได้แก่ การแสดงละครเสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนพระไวยแตกทัพ การแสดงโขนเรื่อง รามเกียรติ์ ชุดอนุภาพรามราชจักร และชุดกษิรชลมณโฑ ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวและประชาชนแต่งกายด้วยชุดพื้นเมืองหรือผ้าไทย เข้าร่วมงาน.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/news-update/955296/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dLTrUjyKoQ54wFaK484dT

  • สุโขทัยคว้ารางวัลแหล่งท่องเที่ยวยั่งยืน | เดลินิวส์

    สุโขทัยคว้ารางวัลแหล่งท่องเที่ยวยั่งยืน | เดลินิวส์

    เมืองเก่า สุโขทัย” และ ท่าชัยศรีสัชนาลัย” ได้รับการยอมรับในเวทีโลกด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน โดยเมืองเก่า สุโขทัย ได้รับ Green Destinations Gold Award 2025 จากการดำเนินงานครบ 78 เกณฑ์ ครอบคลุม ด้าน ได้แก่ การจัดการแหล่งท่องเที่ยว ธรรมชาติและทัศนียภาพ สิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศ วัฒนธรรมและประเพณี ความเป็นอยู่ที่ดีทางสังคม และธุรกิจ/การสื่อสาร

    ขณะที่ท่าชัยศรีสัชนาลัย ได้รับรางวัล Green Destinations Top 100 Stories 2025 โดยดำเนินงานตามเกณฑ์การท่องเที่ยวยั่งยืน 15 ข้อ ครอบคลุม หมวดเช่นกัน พร้อมนำเสนอแนวปฏิบัติที่ดี (Good Practice Story) เรื่อง เสียงสะท้อนจากชุมชน มรดกกินได้ที่ฟื้นคืน” ซึ่งสะท้อนการพัฒนาที่มี เสียงของชุมชน” เป็นหัวใจสำคัญ

    เมื่อเร็วๆนี้ ได้มีพิธีส่งมอบพิธีส่งมอบประกาศนียบัตร Green Destinations Gold Award รางวัลจัดขึ้น ณ เกาะกลางน้ำ วัดตระพังทอง ตำบลเมืองเก่า จังหวัดสุโขทัย และรางวัล Top 100 Stories 2025 แก่แหล่งท่องเที่ยว “ท่าชัย–ศรีสัชนาลัย” พร้อมพิธีมอบตราสัญลักษณ์และประกาศนียบัตรแก่หน่วยงานภาครัฐ ภาคการท่องเที่ยว และผู้แทนชุมชนที่ร่วมขับเคลื่อน และพิธีมอบเกียรติบัตรแก่สถานประกอบการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สะท้อนความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการยกระดับสุโขทัยสู่จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลกอย่างเป็นรูปธรรม

    นายนพฤทธิ์ ศิริโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย กล่าวว่า รางวัลครั้งนี้เป็นทั้งความภาคภูมิใจและคำมั่นสัญญาต่อสังคมโลก ว่าสุโขทัยจะดูแลทรัพยากรธรรมชาติ มรดกวัฒนธรรม และคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างต่อเนื่อง พร้อมกำหนดนโยบาย 26 ประเด็น สอดคล้องกับเกณฑ์ Green Destinations และเดินหน้าพัฒนาในประเด็นสำคัญ เช่น ระบบขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การดูแลความปลอดภัย และการส่งเสริมการเรียนรู้ท้องถิ่น “สุโขทัยศึกษา”

    นายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร ผู้อำนวยการ อพท. กล่าวว่า การพัฒนาทั้งสองพื้นที่ยึดเกณฑ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก (Global Sustainable Tourism Criteria หรือ GSTC) เป็นกรอบหลัก ผ่านกลไกองค์กรจัดการแหล่งท่องเที่ยวที่มีทุกภาคส่วนร่วมขับเคลื่อน และดำเนินงานตามวงจร PDCA อย่างต่อเนื่อง เมืองเก่า สุโขทัย ได้รับ Top 100 Stories ในปี 2564 และ 2566 ก่อนพัฒนาสู่ระดับ Gold Award ในปี 2568 ขณะที่โมเดลเดียวกันถูกขยายผลสู่ท่าชัย–ศรีสัชนาลัย จนได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ อพท. จะรักษามาตรฐานผ่านกลไกการทำงานตามเกณฑ์ GSTC และการประเมินของ Green Destinations ต่อไป เพื่อประโยชน์ในด้านการพัฒนาในการดำเนินการตามคำแนะนำของผู้ประเมินที่มีความเชี่ยวชาญ ซึ่งกระบวนการพัฒนาต่างๆ มีส่วนช่วยในการลดการปล่อยคาร์บอน และประโยชน์ด้านการตลาดที่สองแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดสุโขทัยได้ปรากฎชื่อในสายตาชาวโลก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพ ซึ่งไม่เพียงแต่สายกรีน แต่กฎหมาย EU ได้บังคับใช้ให้ผู้ประกอบการนำเที่ยวต่างๆ ได้ตระหนักถึงการเดินทางที่ลดการปล่อยคาร์บอนอย่างจริงจัง

    พันเอก นาวิน ปรีชาพณิชยกุล ผู้จัดการ อพท.สุโขทัย กล่าวเสริมว่า การรักษามาตรฐานผ่านกลไกการทำงานตามเกณฑ์ GSTC และการประเมินของ Green Destinations นั้น จะมุ่งแก้ปัญหาในจุดอ่อนตามคำแนะนำของผู้ประเมินมาตรฐาน ในประเด็นสิ่งแวดล้อม 3 เรื่องหลัก ได้แก่ 1.การจัดการขยะและน้ำเสียอย่างเป็นระบบ โดยงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและสถานประกอบการ 2.การบริหารจัดการขีดความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยว (Carrying Capacity) เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อโบราณสถานและชุมชน และ3. การสร้างความตระหนักรู้ให้นักท่องเที่ยวเป็น ‘ผู้ร่วมดูแล’ แหล่งท่องเที่ยว ไม่ใช่เพียงผู้มาเยือน

    นางธัญชนก บุญศรี รองนายกเทศมนตรีตำบลเมืองเก่า ระบุว่า ความสำเร็จเกิดจากการจัดการเชิงระบบในพื้นที่ ทั้งการคัดแยกขยะ การจัดการน้ำเสีย การปรับภูมิทัศน์ให้เคารพมรดกโลก การดูแลความปลอดภัย และกลไกรับฟังความคิดเห็นของชุมชน เพื่อให้เมืองเก่าเป็นทั้งเมืองที่ “น่าอยู่” และ “น่าเยือน”

    นายไชยา บุญเกิด นายกเทศมนตรีเมืองศรีสัชนาลัย กล่าวว่า กา ที่ผ่านมา เทศบาลและชุมชนได้ดำเนินงานในหลายมิติ อาทิ จัดตั้งเวทีรับฟังความคิดเห็นและวางแผนร่วมกับชุมชน ฟื้นฟูงานหัตถกรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ออกแบบกิจกรรมประเพณีที่เคารพวิถีชีวิต พัฒนาผู้ประกอบการให้ดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบ จัดการขยะและดูแลสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ กระจายรายได้สู่ครัวเรือนและคนรุ่นใหม่ ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดคือ คนในพื้นที่มีความภาคภูมิใจในมรดกของตนเอง คนรุ่นใหม่เริ่มกลับมาทำงานในบ้านเกิด และนักท่องเที่ยวได้รับประสบการณ์ที่แท้จริงจาก “ชุมชนที่มีชีวิต”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5645198/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Ji6OWr80Z5joNXtzm5QiX

  • “อนุทิน” เปิดงานห่มผ้าพระธาตุช่อแฮ เมืองแพร่แห่ตุงหลวง ผลักดันท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน

    “อนุทิน” เปิดงานห่มผ้าพระธาตุช่อแฮ เมืองแพร่แห่ตุงหลวง ผลักดันท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน

    แพร่, วันที่ 27 ก.พ. – นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีสักการะและห่มผ้าพระธาตุช่อแฮ พระอารามหลวง ประจำปี 2569 ภายในงานประเพณี “ขึ้นธาตุช่อแฮ เมืองแพร่แห่ตุงหลวง” ประเพณีสำคัญประจำปีของจังหวัดแพร่ โดยมีข้าราชการระดับสูง ผู้ว่าราชการจังหวัดภาคเหนือ และพุทธศาสนิกชนจากทั่วประเทศเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

    โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีสวมเสื้อหม้อห้อม ผ้าพื้นเมืองเอกลักษณ์ของจังหวัดแพร่ เยี่ยมชมกิจกรรมบริเวณข่วงเมืองแป้ พบปะประชาชน พร้อมติดตามการขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ก่อนร่วมขบวนแห่อัญเชิญผ้าห่มพระธาตุขึ้น “บันไดเสือ” ผ่านซุ้มประตูศรีวิชัยเข้าสู่พระอุโบสถ จากนั้นกราบสักการะหลวงพ่อช่อแฮ และนมัสการพระเถรานุเถระของจังหวัดแพร่

    นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลมุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมควบคู่เศรษฐกิจฐานราก เพราะประเพณีท้องถิ่นไม่เพียงสะท้อนอัตลักษณ์ไทย แต่ยังสร้างรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่โดยตรง “การจัดงานประเพณีทำให้เกิดการจับจ่าย ร้านค้า ชุมชน และผู้ประกอบการรายย่อยมีรายได้ รัฐบาลสนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศ  เพื่อให้เงินหมุนเวียนอยู่ในพื้นที่ กระจายถึงประชาชนอย่างทั่วถึง และช่วยสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน”

    ต่อมา คณะเดินทางไปยังองค์พระธาตุช่อแฮ โดยมีตัวแทนเยาวชนตีก๋องปู่จาเป็นสัญญาณเริ่มพิธี นายกรัฐมนตรีนำถวายเครื่องสักการะ จุดธูปเทียนบูชา และเวียนทักษิณาวรรตรอบองค์พระธาตุเพื่อความเป็นสิริมงคล

    พระธาตุช่อแฮ ถือเป็นปูชนียสถานคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดแพร่ และเป็นพระธาตุประจำปีเกิดของผู้ที่เกิดปีขาล ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุพระศอกซ้ายและพระเกศาธาตุ ตัวองค์พระธาตุเป็นเจดีย์ศิลปะเชียงแสนทรงแปดเหลี่ยม บุด้วยทองดอกบวบ สูงประมาณ 33 เมตร โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมล้านนาอันงดงาม โดยมีความเชื่อว่าการกราบไหว้จะนำความเป็นสิริมงคลและความเจริญรุ่งเรืองแก่ชีวิต

    สำหรับงานประเพณี “ขึ้นธาตุช่อแฮ เมืองแพร่แห่ตุงหลวง” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 กุมภาพันธ์ – 3 มีนาคม 2569 รวม 10 วัน 10 คืน ภายในวัดพระธาตุช่อแฮ พระอารามหลวง มีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ นิทรรศการเทิดพระเกียรติ การแสดงศิลปวัฒนธรรมล้านนา การตกแต่งอุโมงค์ไฟปีขาล การจำลองสวนหิมพานต์ และการจำหน่ายสินค้า OTOP และผลิตภัณฑ์ชุมชน เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/280782&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KIeW2NdoDEzXnv-bRgyvm

  • หอการค้า-ททท.ตราด เล็งจัดงาน “วันกั้งโลก” กระตุ้นเศรษฐกิจเมืองตราด

    หอการค้า-ททท.ตราด เล็งจัดงาน “วันกั้งโลก” กระตุ้นเศรษฐกิจเมืองตราด

    ภูมิภาค

    หอการค้า-ททท.ตราด เล็งจัดงาน “วันกั้งโลก” กระตุ้นเศรษฐกิจเมืองตราด

    วันเสาร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.55 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ทันตแพทย์หญิง วิภา สุเนตร ประธานกรรมการหอการค้าจังหวัดตราดเปิดเผยว่า ในการหอการค้าจังหวัดตราด  นำคณะกรรมการหอการค้าค้าจังหวัดตราด ประชุมสัญจรคณะกรรมการหอการค้าจังหวัดตราด ครั้งที่ 2/2569 ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ได้นำกรรมการและสมาชิก และหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ร่วมสำรวจ-ทดสอบเส้นทางท่องเที่ยวทางน้ำ แม่น้ำตราด  บนเรือ ป.ถวิล 1 จากบ้านท่าแพ ต.เนินทราย อ.เมือง จ.ตราด  สู่ปากอ่าวแม่น้ำตราด  โดยมี ว่าที่ร้อยตรีกรกฎ โอภาส ผู้อำนวยการสำนักงาน ททท.สำนักงานตราด นายเกรียงไกร ปัญญาพงศธร นายอำเภอเมืองตราด ตลอดจนผู้เกี่ยวข้อง ร่วมสำรวจ – ทดสอบเส้นทางท่องเที่ยวทางน้ำ 

    เนื่องจากหอการค้าจังหวัดตราดเป็นตัวเชื่อมระหว่างภาครัฐและเอกชน ประกอบกับช่วงปลายปีที่ผ่านมา จังหวัดตราดเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย – กัมพูชา  แต่ปัจจุบันสถานการณ์ได้คลี่คลายลงแล้ว จังหวัดตราดพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยวเดินทางกลับมา ด้วยการจัดกิจกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจขึ้น

    “หอการค้าจังหวัดตราดจึงได้ร่วมกับ ททท.สำนักงานตราด มีแนวคิดในการกระตุ้นเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวให้กับจังหวัดตราด ด้วยการส่งเสริมสินค้ากั้งเมืองตราด นำมาเป็นจุดขายผ่านการจัดงาน“วันกั้งโลก”ขึ้น  เนื่องจากจังหวัดตราดเป็นอีกพื้นที่ ที่มีกั้งเป็นสินค้าที่สามารถนำมาปรุงอาหารจำหน่ายได้ทั้งปี มีความเพียงพอในการรองรับนักท่องเที่ยว  ประกอบกับในช่วง วันที่ 23–24 พฤษภาคม 2569 จะมีการจัดงาน“BANGKOK AIRWAYS TRAT HALF MARATHON 2026” ในพื้นที่จังหวัดตราด  ทางหอการค้าจังหวัดตราดจึงได้ดำเนินการทดสอบเส้นทางท่องเที่ยวทางน้ำ แม่น้ำตราด  ในครั้งนี้  เพื่อนำสู่การเปิดเส้นทางท่องเที่ยวทางน้ำในการรอบรับนักท่องเที่ยวที่เข้าร่วมงานวิ่งกลุ่มนี้ รวมไปถึงถึงนักท่องเที่ยวทั่วไป  ผ่านการล่องเรือชมความสวยงาม วิถีชีวิตริมน้ำของแม่น้ำตราด พร้อมรับประทานกั้งเมืองตราด“

    ว่าที่ร้อยตรีกรกฎ กล่าวว่า กิจกรรมนี้ จะส่งผลดีต่อจังหวัดตราด เนื่องจาก“กั้ง”เป็นสัตว์ทะเลที่เป็นสัตว์พื้นบ้านของจังหวัดตราด ซึ่งมีอยู่จำนวนมาก และเป็นอาหารยอดนิยมของทั้งชาวตราดและนักท่องเที่ยว ซึ่งสามารถทำอาหารได้หลากหลายเมนู การจัดงานกั้งโลกจึงมีความเหมาะสมและควรจะจัดให้ยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะทางผู้ว่าราชการจังหวัดตราดได้สนับสนุนงบประมาณของจังหวัดให้ดำเนินการและทำในช่วงวันที่ทางบริษัทบางกอกแอร์เวย์มาจัดกิจกรรมวิ่งมาราธอนในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2569 ซึ่งจะมีนักวิ่งและนักท่องเที่ยวเดินทางมาร่วมงานครั้งนี้จำนวนมาก และนักวิ่ง นักท่องเที่ยวเหล่านี้ก็สามารถมาร่วมงานวันกั๊งโลกได้ และการที่ได้พูดคุยกับออแกนไนซ์มืออาชีพแล้ว เห็นว่า งานวันกั้งโลกต้องจัดให้ได้บรรยากาศที่แตกต่างไปจากงานเดิมๆที่จังหวัดตราดได้จัด และมีจุดขายที่นักท่องเที่ยวต้องการมาสัมผัสงาน จะทำให้งานวันกั้งโลกจะเป็นงานที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มาก และเกิดประโยชน์ต่อธุรกิจการท่องเที่ยวของจังหวัดตราดด้วย  และควรจะทำให้เป็นงานประจำปีของจังหวัดตราดด้วย
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/467698&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17dYo2ZFDZ4imKFmH9QMOh

  • หอการค้าเชียงใหม่ ร่วมประชุม กรอ.จ.เชียงใหม่ ครั้งที่ 2/2569 ผลักดันการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

    หอการค้าเชียงใหม่ ร่วมประชุม กรอ.จ.เชียงใหม่ ครั้งที่ 2/2569 ผลักดันการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 14.00 น. หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ นำโดย ดร.กอบกิจ อิสรชีววัฒน์ ประธานกรรมการ พร้อมด้วย รองประธานกรรมการ (นายอาคม สุวรรณกันธา, นายปรกฤษฎิ์ สายหัสดี) ร่วมประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐเเละเอกชนเพื่อพัฒนาเเละเเก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) จังหวัดเชียงใหม่ ครั้งที่ 2/2569 โดยมี นายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานการประชุม เพื่อร่วมพิจารณาแนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และอายุรวัฒน์ (City of Well-being Logevity Innovation) มีส่วนราชการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 5 ชั้น 5 อาคารอำนวยการ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่

    สำหรับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และอายุรวัฒน์ หรือ City of Well-being Logevity Innovation เป็นธุรกิจเพื่อสุขภาพโดยรวมของมนุษย์ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ เพื่อให้คนปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ รับประทานอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ ได้บำบัดและดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดียิ่งขึ้นรวมถึงรักษาสุขภาพจิตใจให้เข้มแข็ง ซึ่งสถาบันโกลบอลเวลเนส (Global Wellness Institute; GWI) ได้แบ่งหมวดหมู่ของเศรษฐกิจเพื่อสุขภาพ (Wellness Economy) ออกเป็น 11 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ สุขภาพจิต, การออกกำลังกาย, อสังหาริมทรัพย์เพื่อส่งเสริมสุขภาพโดยรวม สุขภาพในที่ทำงาน, การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ, สปา, บ่อน้ำแร่/น้ำพุร้อน, อาหารเพื่อสุขภาพ โภชนาการ และการลดน้ำหนัก, การดูแลตนเองและความงาม เวชศาสตร์เชิงป้องกัน, การแพทย์เฉพาะบุคคล สาธารณสุข การแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก ซึ่งธุรกิจดังกล่าวเริ่มได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นโอกาสที่จะผลักดันภาคเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงใหม่ให้เติบโตและเพิ่มมูลค่าด้านการท่องเที่ยว

    ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และอายุรวัฒน์ (City of Well-being Logevity Innovation) โดยให้มีปรับการดำเนินงานในโครงการฯ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการจัดประชุมระดมความคิดเห็น และออกแบบยุทธศาสตร์ด้าน Longivity Wellness ของจังหวัดเชียงใหม่ ในระยะ 5 ปี ต่อไป

    ข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/chiangmai/3891206/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27WUMrhjJXHAQ58nlVNOeW

  • “แม่ทัพภาคที่ 4” ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหมู่บ้านปิยะมิตร 1 อ.เบตง จ.ยะลา หารือกลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย ยกระดับแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ | TOPNEWS

    “แม่ทัพภาคที่ 4” ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหมู่บ้านปิยะมิตร 1 อ.เบตง จ.ยะลา หารือกลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย ยกระดับแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 28/02/2026 14:39

    “แม่ทัพภาคที่ 4” ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหมู่บ้านปิยะมิตร 1 อ.เบตง จ.ยะลา หารือกลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย ยกระดับแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์

    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 พร้อมคณะ เดินทางลงพื้นที่หมู่บ้านปิยะมิตร 1 ต.ตาเนาะแมเราะ อ.เบตง จ.ยะลา เพื่อตรวจติดตามการขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว พร้อมรับฟังปัญหาและอุปสรรคจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อประสานความร่วมมือในการพัฒนาศักยภาพพื้นที่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับสากล

    ทั้งนี้ แม่ทัพภาคที่ 4 ได้ร่วมหารือกับกลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย (จคม.) และผู้นำท้องถิ่น เพื่อวางแนวทางยกระดับอุโมงค์ปิยะมิตรสู่การเป็น “สถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่มีคุณภาพ” โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการที่ควบคู่ไปกับมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มแข็ง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยว และกระตุ้นการกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานรากตามนโยบายของกองทัพภาคที่ 4 ที่ต้องการส่งเสริมให้คนไทยหันมาท่องเที่ยวและเรียนรู้ประวัติศาสตร์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มากขึ้น

    นอกจากนี้ แม่ทัพภาคที่ 4 ยังได้เข้าเยี่ยมชมความพร้อมภายในอุโมงค์ปิยะมิตร ซึ่งเป็นอดีตฐานปฏิบัติการทางประวัติศาสตร์ที่มีความยาวกว่า 1 กิโลเมตร ก่อนจะเดินทางไปมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับกำลังพลกองร้อย ตชด. 445 และสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.) อ.เบตง โดยเน้นย้ำให้ปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัยประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถ

    SOCAIL 16-9-Recovered

    SOCAIL 16-9

    “เดอะโฮป สงขลา” ช่วยสุนัขบางแก้วติดท่อระบายน้ำนานหลายวัน ปลอดภัยแล้ว

    “พลทหารเดชศักดิ์” เหยียบระเบิดขาขาด เผยอาการล่าสุดดีขึ้น ปลอดภัยแล้ว กำลังใจดี-แม่เฝ้าดูแลใกล้ชิด

    คอหวยแห่ส่องเลขอ่างน้ำมนต์ฤาษีเณรสาวแก้บนกุมารทองเจ้าสัวเฮงหลังรับโชค 10 งวดติด

    แม่ทัพภาคที่ 4 ลงพื้นที่หมู่บ้านปิยะมิตร หารือผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย

    วัยรุ่นพัทลุงถูกอาวุธปืนทำร้าย เจ็บ 9 แผล ตร.เร่งล่าผู้ก่อเหตุ

    สุพรรณบุรี///ปลัด วธ. เปิดตัว “ชุมชนต้นตาล” สุพรรณบุรี 1 ใน 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ปี 68

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1502130&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0edWkUE8K3JJuRhOEqfHwE

  • เขาชะเมาเปิดงาน “ชมแข่งเรือ นั่งเสื่อกินปลา เฮฮาจับหอย” ดัน “อ่างเก็บน้ำประแสร์” สู่แหล่งท่องเที่ยววิถีชุมชน

    เขาชะเมาเปิดงาน “ชมแข่งเรือ นั่งเสื่อกินปลา เฮฮาจับหอย” ดัน “อ่างเก็บน้ำประแสร์” สู่แหล่งท่องเที่ยววิถีชุมชน

    เมื่อวันที่ 28 ก.พ.69 ที่ อ่างเก็บน้ำประแสร์ หมู่ 7 ต.ชำฆ้อ อ.เขาชะเมา จ.ระยอง นายทัศนเดชา บุญสนธิ์ นายอำเภอเขาชะเมา เป็นประธานเปิดโครงการ “ชมแข่งเรือ นั่งเสื่อกินปลา เฮฮาจับหอย” ภายใต้โครงการพัฒนาและส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยว ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 พร้อมปล่อยตัวการแข่งขันเรือรอบปฐมฤกษ์ ท่ามกลางเสียงเชียร์และบรรยากาศคึกคักของประชาชนและนักท่องเที่ยวที่มาร่วมงานอย่างเนืองแน่น

    ภายในงานมีไฮไลต์การแข่งขันเรือกลางผืนน้ำ ท่ามกลางทิวทัศน์ธรรมชาติอันสวยงามของอ่างเก็บน้ำ ซึ่งถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญของอำเภอเขาชะเมา และมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงวิถีชุมชน นอกจากนี้ยังมีการออกร้านจำหน่ายอาหารพื้นถิ่น โดยเฉพาะเมนูปลาน้ำจืดสดใหม่จากชาวประมงในพื้นที่ ให้นักท่องเที่ยวได้นั่งเสื่อรับประทานอาหารริมอ่างฯ สัมผัสบรรยากาศแบบบ้าน ๆ อย่างใกล้ชิด

    สำหรับกิจกรรม “เฮฮาจับหอย” และกิจกรรมสันทนาการต่าง ๆ ได้สร้างสีสันและรอยยิ้มให้กับครอบครัวและเยาวชนที่เข้าร่วมงาน เป็นการเปิดพื้นที่ให้ผู้มาเยือนได้เรียนรู้และมีส่วนร่วมกับวิถีชีวิตชุมชนอย่างแท้จริง

    นายอำเภอเขาชะเมา กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้หมุนเวียนให้กับประชาชนในพื้นที่ ควบคู่กับการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวของ ต.ชำฆ้อ ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง พร้อมต่อยอดสู่การจัดกิจกรรมท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่องในอนาคต เพื่อสร้างความเข้มแข็งและความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจชุมชนในระยะยาว

    บรรยากาศตลอดทั้งวันเป็นไปอย่างคึกคัก สะท้อนพลังความร่วมมือของภาครัฐ ผู้นำท้องถิ่น และประชาชน ที่ร่วมกันผลักดัน อ่างเก็บน้ำประแสร์ ให้ก้าวสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอีกแห่งของจังหวัดระยอง

    ภูมิภาค-34

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/132013&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cbO93dr4Qcmta4UmfTP_h

  • มทภ.4 หารือกลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย หวังยกระดับแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์

    มทภ.4 หารือกลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย หวังยกระดับแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 พร้อมคณะ เดินทางลงพื้นที่หมู่บ้านปิยะมิตร 1 ตำบลตาเนาะแมเราะ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เพื่อตรวจเยี่ยมความเรียบร้อยและขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว พร้อมทั้งรับฟังปัญหาข้อขัดข้องและความต้องการของชุมชน เพื่อนำไปประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ในการวางแนวทางช่วยเหลือและพัฒนาศักยภาพพื้นที่ต่อไป

    ทั้งนี้ แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 และคณะ ได้พบปะหารือกับกลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย (จคม.) และผู้นำท้องถิ่น เพื่อวางแนวทางพัฒนาอุโมงค์ปิยะมิตรให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่มีคุณภาพ และสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน ควบคู่กับการรักษาความปลอดภัย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวทั้งในและนอกพื้นที่ โดยกองทัพภาคที่ 4 มีนโยบายมุ่งเน้นกระตุ้นการท่องเที่ยวให้ครอบคลุม ตั้งเป้าส่งเสริมให้คนในพื้นที่และคนไทยจากทั่วประเทศ หันมาท่องเที่ยวและศึกษาประวัติศาสตร์ในพื้นที่ให้มากขึ้น เพื่อเป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

    โอกาสนี้ แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 และคณะ ได้เยี่ยมชมอุโมงค์ปิยะมิตร ซึ่งเดิมเป็นฐานปฏิบัติการของอดีตกลุ่มคอมมิวนิสต์มลายา สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2519 โดยได้เดินสำรวจภายในอุโมงค์ตลอดแนว เพื่อดูสภาพความเรียบร้อยของการจัดการท่องเที่ยว ทั้งนี้ อุโมงค์ปิยะมิตรมีความยาวประมาณ 1 กิโลเมตร ภายในประกอบด้วยห้องนอน ห้องเก็บเสบียง และสถานีวิทยุ เชื่อมต่อถึงกันด้วยทางเข้าออก ปัจจุบันมีการติดตั้งไฟฟ้าส่องสว่าง มีบรรยากาศเย็นสบาย และมีความปลอดภัยสูง เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00 – 16.30 น.

    ก่อนเดินทางกลับ แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 เยี่ยมให้กำลังใจ พร้อมมอบสิ่งของบริโภคให้กับกำลังพลกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 445 และสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนอำเภอเบตง ที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัยในพื้นที่ เพื่อเป็นการแสดงความห่วงใยและสร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานอย่างเต็มกำลังความสามารถ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://sondhitalk.com/detail/9690000020072&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2BzGC_2OhYiSQzcpTEZBWf