Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • จับตาจุดตายกกต. บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งส่อโมฆะ? ศาลรัฐธรรมนูญผู้ชี้ขาด

    จับตาจุดตายกกต. บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งส่อโมฆะ? ศาลรัฐธรรมนูญผู้ชี้ขาด

    จับตาจุดตายกกต. บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งส่อโมฆะ? ศาลรัฐธรรมนูญผู้ชี้ขาด

    สนามการเมืองไทยกำลังเดินเข้าสู่หัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตกเป็นจำเลยสังคมอย่างหนักจากข้อครหาการจัดการเลือกตั้งที่ขาดความโปร่งใส

    หัวใจสำคัญที่เป็น “จุดตาย” ในครั้งนี้คือการปรากฏของบาร์โค้ดบนบัตรสีชมพูและคิวอาร์โค้ดบนบัตรสีเขียว ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีและอดีต กกต. ต่างออกมายืนยันตรงกันว่า รหัสเหล่านี้สามารถสแกนเพื่อตรวจสอบย้อนกลับไปยังต้นขั้วบัตร จนทราบได้ว่าใครเป็นผู้ลงคะแนนและเลือกใคร

    ถือเป็นการละเมิดหลักการพื้นฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่การลงคะแนนต้องเป็นความลับอย่างสิ้นเชิง

    แรงกระเพื่อมนี้ส่งผลให้เกิดการฟ้องร้องแบบปูพรมใน 3 ศาลหลัก โดยมี “ศาลรัฐธรรมนูญ” เป็นเวทีชี้ขาดสูงสุดตามคำร้องของเพื่อไทย สว.กลุ่มพันธุ์ใหม่ และนักเคลื่อนไหวทางการเมือง

    หากศาลวินิจฉัยว่ากระบวนการเลือกตั้งละเมิดหลักการลงคะแนนลับ ผลลัพธ์เดียวที่อาจเกิดขึ้นคือการประกาศให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็น “โมฆะ”

    ขณะที่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ได้นัดชี้มูลในวันที่ 17 มีนาคมนี้ ซึ่งอาจซ้ำรอยประวัติศาสตร์ กกต. ชุดปี 2549 ที่เคยถูกจำคุกมาแล้ว หากพบว่ามีการปฏิบัติหน้าที่มิชอบตามมาตรา 157

    นอกจากปมบาร์โค้ดแล้ว กกต. ยังถูกตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดผิดปกติกับกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่การโยกย้ายข้าราชการระดับสูงกว่า 200 ตำแหน่งก่อนการเลือกตั้ง เพื่อเข้ามานั่งแท่นผู้อำนวยการเขตเลือกตั้งทั้ง 400 เขต ไปจนถึงกรณีที่โรงพิมพ์ในสังกัดกรมการปกครองเป็นผู้รับหน้าที่พิมพ์บัตรเลือกตั้งเสียเอง

    ความพยายามให้หน่วยงานปกครองรายงานผลคะแนนคู่ขนาน ยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ว่า “มหาดไทย” อาจเป็นผู้กุมบังเหียนการจัดการเลือกตั้งตัวจริง แทนที่จะเป็นองค์กรอิสระตามกฎหมาย

    ความผิดพลาดหน้างานยังปรากฏชัดในการเลือกตั้งล่วงหน้า เมื่อมีการนำข้อมูลผู้สมัครของปี 2566 มาใช้กับการเลือกตั้งปี 2569 จนเกิดความสับสนไปทั่ว

    รวมถึงปัญหา “บัตรเขย่ง” ที่คะแนนไม่ตรงกับผู้มาใช้สิทธิ์ แต่แทนที่ กกต. จะน้อมรับการตรวจสอบ กลับมีการแจ้งความดำเนินคดี “ฟ้องปิดปาก” กลุ่มนักวิชาการที่พยายามพิสูจน์ความจริงเรื่องบาร์โค้ด พฤติการณ์ดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการใช้อำนาจเพื่อปกปิดข้อบกพร่องของตนเองมากกว่าการรักษาความยุติธรรม

    ท่ามกลางมรสุมฟ้องร้อง กกต. กลับเลือก “เปลี่ยนเกม” ด้วยการเร่งประกาศรับรองผล ส.ส. 396 คนอย่างรวดเร็ว ซึ่งนักกฎหมายมองว่าเป็นการพยายามสร้างข้อเท็จจริงใหม่เพื่อลดแรงกดดันและหนีการตรวจสอบจากศาลปกครองที่กำลังพิจารณาคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว

    การเร่งรีบครั้งนี้ถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการเอาตัวรอดท่ามกลางวิกฤตศรัทธาที่กำลังดิ่งเหว และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งระลอกใหม่หากผลการวินิจฉัยของศาลออกมาในทางลบ

    อนาคตของการเลือกตั้งไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนคะแนนเสียงในหีบอีกต่อไป แต่อยู่ที่การตีความ “ความลับ” บนแผ่นกระดาษที่มีบาร์โค้ด

    หากศาลรัฐธรรมนูญยึดมั่นในบรรทัดฐานสากล กกต. ทั้ง 7 ท่านอาจไม่ได้เพียงแค่พ้นจากตำแหน่ง

    แต่การเลือกตั้งทั้งประเทศอาจต้องนับหนึ่งใหม่ ท่ามกลางงบประมาณนับพันล้านที่สูญเสียไปพร้อมกับความเชื่อมั่นของประชาชน

    เรียบเรียง : อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/domestic/738739&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0A5aPe47k8FvxG18h5aap2

  • ปลัดท่องเที่ยวฯ คุย ททท.-สทท.-สมาคมโรงแรม-ภาคบริการที่เกี่ยวข้องด้านท่องเที่ยว จับมือช่วยกันดูแล นทท.ตกค้างในไทยจากเหตุสงคราม

    ปลัดท่องเที่ยวฯ คุย ททท.-สทท.-สมาคมโรงแรม-ภาคบริการที่เกี่ยวข้องด้านท่องเที่ยว จับมือช่วยกันดูแล นทท.ตกค้างในไทยจากเหตุสงคราม

    ปลัดท่องเที่ยวฯ คุย ททท.-สทท.-สมาคมโรงแรม-ภาคบริการที่เกี่ยวข้องด้านท่องเที่ยว จับมือช่วยกันดูแล นทท.ตกค้างในไทยจากเหตุสงคราม


    2/03/2569 | 47 |

    ปลัดท่องเที่ยวฯ คุย ททท.-สทท.-สมาคมโรงแรม-ภาคบริการที่เกี่ยวข้องด้านท่องเที่ยว จับมือช่วยกันดูแล นทท.ตกค้างในไทยจากเหตุสงคราม

    วันที่ 2 มีนาคม ที่สนามบินสุวรรณภูมิ น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้พูดคุยกับผู้ประกอบการ และภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) สมาคมโรงแรม และสมาคมในสาขาบริการต่างๆ ขอให้ร่วมมือกันในการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ตกค้างอยู่ในประเทศไทยเนื่องจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ทำให้เที่ยวบินถูกยกเลิก นักท่องเที่ยวจำนวนหนึ่งต้องอยู่ในประเทศไทยต่อ ทำให้ต้องมาดูเรื่องค่าใช้จ่ายที่เขาต้องใช้จ่าย เพราะเขาได้เข้ามาท่องเที่ยวตั้งแต่ก่อนหน้านี้ทำให้เงินอาจจะน้อยลง ดังนั้นเราควรเป็นเจ้าบ้านที่ดีในการดูแล ทางกระทรวงการท่องเที่ยวฯ จึงประสานผ่านสมาคมโรงแรมไปยังโรงแรมต่างๆที่มีนักท่องเที่ยวตกค้างว่าจะสามารถให้ส่วนลดค่าโรงแรมในราคาที่เขาสามารถจะจ่ายได้ได้หรือไม่ ขณะที่ในภาคบริการต่างๆ ได้ประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการท่องเที่ยวว่าจะสามารถจัด package ให้นักท่องเที่ยวสามารถไปเที่ยวต่อในราคาพิเศษ ซึ่งได้สั่งการให้ ททท.ในพื้นที่ ร่วมกับสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด รวมไปถึงอาสาสมัครดูแลนักท่องเที่ยวเข้าไปดูแลนักท่องเที่ยวในแต่ละโรงแรมว่ามีความต้องการ หรือขาดเหลืออะไรบ้างที่เราสามารถช่วยเหลือในเบื้องต้นได้ เราถือว่าตรงนี้คือโอกาสในวิกฤตที่จะสร้างภาพจำที่ดีแก่นักท่องเที่ยวว่า ในยามวิกฤติเราก็ดูแลเขา ให้เชื่อว่าหากเดินทางมาเที่ยวในประเทศไทยจะสามารถอุ่นใจได้ว่าเราจะดูแลนักท่องเที่ยวทุกคนจนกว่าจะกลับบ้านได้ ทั้งนี้หน่วยงานทุกหน่วยงานของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะต้องบูรณาการการทำงานร่วมกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างเดิน เพื่อให้การช่วยเหลือนักท่องเที่ยวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นระบบ

    น.ส.นัทรียา กล่าวว่า นอกจากนี้ สำหรับนักท่องเที่ยวที่วีซ่าจะหมดอายุ หรือคาบเกี่ยว เจ้าหน้าที่ของกระทรวงการท่องเที่ยวในแต่ละพื้นที่โดยเฉพาะพื้นที่หลักอย่าง ภูเก็ต กระบี่ พังงา เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ รวมถึงอาสาสมัคร ต้องเข้าไปสำรวจสอบถามเพื่อให้คำแนะนำ และช่วยเหลือนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ด้วย

    ข้อมูลจาก https://www.thaigov.go.th/th/news/161995


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/481443&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ACJ2L6woBw8sf-c5Y4-l0

  • สมช. ยกระดับคุมเข้มสถานทูตคู่ขัดแย้ง-แหล่งท่องเที่ยว สั่งเฝ้าระวังข่าวบิดเบือนสร้างแตกแยก

    สมช. ยกระดับคุมเข้มสถานทูตคู่ขัดแย้ง-แหล่งท่องเที่ยว สั่งเฝ้าระวังข่าวบิดเบือนสร้างแตกแยก


    “สมช. กางแผน 3 ด้านรับมือสถานการณ์ความขัดแย้ง สั่งตำรวจ-หน่วยข่าวกรองคุมเข้มสถานทูตคู่ขัดแย้ง“สหรัฐ-อิสราเอล-อิหร่าน” และแหล่งท่องเที่ยว พร้อมจับตาไซเบอร์สกัดข่าวบิดเบือน

    ที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) เผยถึงมติ ที่ประชุมสมช.ว่า 1.ได้มอบหมายให้ทางตำรวจและหน่วยงานด้านการข่าว ไปติดตามเฝ้าระวัง สถานที่คู่ขัดแย้ง โดยเฉพาะ สถานที่เอกอัครราชทูต ของบุคคลที่เกี่ยวข้อง และเรื่องของกิจกรรมต่างๆ ซึ่งทางตำรวจก็ได้มีการเตรียมการรองรับไว้แล้ว และมีแผนรองรับที่ชัดเจน 2.ติดตามบุคคลที่เข้าออกประเทศไทยที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ที่จะนำมาซึ่งความไม่สงบเรียบร้อย ซึ่งตรงนี้จะมีมาตรการในการติดตามเพิ่มเติม และ3.เรื่องสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ ที่มีการบิดเบือนสร้างความแตกแยก สร้างความขัดแย้ง ก็จะมีการติดตามตรวจสอบให้ถูกต้องเหมาะสม รวมถึงมิติทางด้านเศรษฐกิจที่ช่วงบ่ายวันนี้นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธาน โดยเบื้องต้นได้ให้กระทรวงพลังงานไปประเมินในเรื่องของน้ำมัน พลังงาน และมอบหมายกระทรวงพาณิชย์ ไปดูเรื่องเกี่ยวกับผลกระทบ ในเรื่องของการส่งออก และเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง

    ผู้สื่อข่าวถามว่า นักท่องเที่ยวทั้งอิหร่านและอิสราเอล ที่เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยจะมีการดูแลอย่างไร นายฉัตรชัย กล่าวว่า ขณะนี้พวกเขายังใช้ชีวิตปกติอยู่ ซึ่งทางฝ่ายความมั่นคงจะมีการเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด เราจะ ดูแลความปลอดภัยทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นชาวต่างชาติประเทศไหนก็ตาม

    เมื่อถามว่าจะมีการป้องกันภัยไซเบอร์อย่างไร เลขาฯสมช. กล่าว ว่า ที่ประชุม ได้ให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ หน่วยงานด้านการข่าวและทาง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) ไปดำเนินการในเรื่องนี้ ยืนยันว่าเราให้ความสำคัญ เพราะโซเชียลฯ ไปบิดเบือนสร้างความขัดแย้ง ระหว่างกลุ่มคนต่างๆที่มีความเห็นไม่ตรงกัน 

    เมื่อถามว่า จะมีความเข้มงวด ในสถานที่ท่องเที่ยวใดในประเทศไทยหรือไม่นายฉัตรชัย กล่าวว่า ทางฝ่ายตำรวจได้มีการดำเนินการ ดูแลอย่างเข้มงวด แล้ว ทั้งสถานทูตสหรัฐ สถาทูตอิหร่านและสถานทูตอิสราเอล รวมถึงประเทศที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/40715&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20ty1IMy0gC1fIMOGrqcZI

  • ชำแหละ! โครงการ ‘คลองชองเกชอนโคราช’ วาดภาพฝันแลนด์มาร์คท่องเที่ยว ตอน1 | เดลินิวส์

    ชำแหละ! โครงการ ‘คลองชองเกชอนโคราช’ วาดภาพฝันแลนด์มาร์คท่องเที่ยว ตอน1 | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 2 มี.ค. ทีมข่าวเดลินิวส์ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ โครงการพัฒนาลำตะคองในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา หรือที่ถูกตั้งชื่อใหม่ว่า “คลองชองเกชอนโคราช” ถูกวางให้เป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของเมือง ภายใต้แนวคิดปรับปรุงภูมิทัศน์ลำน้ำให้สวยงาม คล้ายต้นแบบคลองฟื้นฟูเมืองของเกาหลีใต้ ใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้น 238 ล้านบาท แบ่งเป็นเฟสแรก 118,739,600 บาท (เตรียมใช้งบเพิ่มในเฟส 2 อีก 120 ล้านบาท) หลังจากชาวบ้านในพื้นที่เขตเทศบาลนครราชสีมาและประชาชนที่สัญจรผ่านไปมาเห็นอดสงสัยไม่ได้ว่า ก่อสร้างเสร็จแล้วจริงหรือไม่ และสามารถใช้ประโยชน์ได้ตามวัตถุประสงค์ของโครงการฯหรือไม่ จึงส่งข้อมูลมาให้เดลินิวส์ นำเสนอเรื่องดังกล่าว

    จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า โครงการอยู่ภายใต้การกำกับของ กรมโยธาธิการและผังเมือง โดยสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดนครราชสีมาเป็นหน่วยดำเนินการ ครอบคลุมระยะทางรวมประมาณ 2,500 เมตร จากบริเวณหลังโรงเรียนเทศบาล 4 (เพาะชำ) ไปจนถึงอ่างเก็บน้ำอัษฎางค์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา งานเฟสแรกครอบคลุมระยะทาง 725 เมตร ช่วงโรงเรียนอัสสัมชัญ–วัดสุสาน เริ่มสัญญา 30 ธ.ค.2564 สิ้นสุด 19 ธ.ค.2566 ตามเอกสารถือว่าแล้วเสร็จ แต่สภาพหน้างานที่พบกลับสะท้อนภาพอีกด้านหนึ่ง (เฟสแรก งบกว่า 118 ล้านบาท) คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นจากชาวบ้าน คือ งบประมาณจำนวนมหาศาล สร้างผลลัพธ์คุ้มค่าหรือไม่ หรือกำลังกลายเป็นตัวอย่างของการใช้งบที่ไม่ก่อให้เกิดประสิทธิภาพตามเป้าหมาย

    สำหรับพื้นที่ก่อสร้าง ในปัจจุบันพบว่า เป็น แนวทางเดินคอนกรีตริมตลิ่งมีดินตะกอนสะสมจำนวนมาก หลายจุดแตกร้าว มีวัชพืชขึ้นแทรก โครงสร้างผนังกั้นตลิ่งสูงราว 2 เมตรยังเป็นปูนเปลือย ไม่มีงานสถาปัตยกรรมหรือภูมิทัศน์ตามแบบจำลองที่เคยเผยแพร่ บางช่วงไม่มีราวกันตก ไม่มีทางขึ้นลงเชื่อมต่อชุมชนอย่างเหมาะสม ช่วงฤดูฝน ชาวบ้านบอกว่าจะมีน้ำเอ่อล้นท่วมทางเดิน เมื่อน้ำลดเกิดคราบโคลนและตะไคร่น้ำ ทำให้ไม่สามารถใช้งานได้ต่อเนื่อง ภาพรวมระยะทาง 725 เมตร จึงเป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานทยังไม่สะท้อนความเป็น “แหล่งท่องเที่ยว” ผลงานในลักษณะโครงสร้างดิบ ยังไม่เห็นองค์ประกอบสถาปัตยกรรม งานประดับตกแต่ง หรือระบบจัดการน้ำที่ชัดเจน คำถามคือ เหตุใดงบประมาณระดับนี้จึงยังไม่สามารถทำให้โครงการมีความสมบูรณ์ในเฟสแรก

    Screenshot

    ผู้สื่อข่าวยังได้มีโอกาสพูดคุยสอบถามประชาชนในพื้นที่พบว่า ความคาดหวังกับภาพโมเดลที่นำเสนอ แตกต่างจากสภาพจริงอย่างชัดเจน หลายคนให้คะแนนโครงการเพียง 2–5 เต็ม 10 ประเด็นหลักที่ถูกหยิบยกคือ ความไม่สมดุลระหว่าง “เงินที่ใช้” กับ “ผลลัพธ์ที่ได้” งบ 118 ล้านบาท แต่ได้เพียงทางเดินคอนกรีตและผนังกั้นตลิ่ง ยังไม่มีภูมิทัศน์สวยงาม ไม่มีระบบบำบัดน้ำ ไม่มีมาตรการควบคุมระดับน้ำให้เหมาะสมต่อการท่องเที่ยว ยิ่งพอชาวบ้านทราบข่าวว่าจะมีแผนของบเพิ่มอีก 120 ล้านบาทในเฟส 2 ทำให้ยอดรวมพุ่งแตะ 238 ล้านบาท หลายเสียงจึงตั้งคำถามว่า เฟสแรกยังออกมาหน้าตาเป็นแบบนี้ เหตุใดจึงไม่จัดสรรงบให้ครบวงจรตั้งแต่ต้น

    Screenshot

    นอกจากนี้องค์ประกอบที่เหมือนเป็นหัวใจของโครงการพัฒนาลำน้ำคือ “คุณภาพน้ำ” จากการสำรวจพบว่าน้ำลำตะคองในหลายช่วงมีสีคล้ำ มีกลิ่น และมีตะกอนสะสม บางจุดถูกมองว่าใกล้เคียงน้ำเสีย หากยังไม่มีระบบฟื้นฟูคุณภาพน้ำอย่างจริงจัง การพัฒนาเพียงโครงสร้างริมตลิ่งย่อมไม่เพียงพอที่จะสร้างภาพลักษณ์แหล่งท่องเที่ยว อีกทั้งหากระดับน้ำสูง ทางเดินจะถูกน้ำท่วม หากระดับน้ำต่ำ จะเห็นดินโคลนและตะกอนสะสม การจะทำให้พื้นที่นี้ใช้งานได้จริง จำเป็นต้องมีระบบควบคุมระดับน้ำอย่างต่อเนื่อง มิฉะนั้นงบประมาณที่ลงไปอาจไม่สามารถสร้างประโยชน์ตามเป้าหมาย

    Screenshot

    ติดตาม ตอนที่ 2 ได้ใน เดลีโฟกัส (DAILY FOCUS)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5649523/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jfJ5ULkChd5FZk5NZfZ-j

  • นักวิชาการ มองเหตุความไม่สงบตะวันออกกลางหากไม่ยืดเยื้อ กระทบ “ราคาน้ำมัน-ท่องเที่ยว” ระยะสั้น

    นักวิชาการ มองเหตุความไม่สงบตะวันออกกลางหากไม่ยืดเยื้อ กระทบ “ราคาน้ำมัน-ท่องเที่ยว” ระยะสั้น

    วันนี้ (2 มี.ค.2569) รศ.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง ให้สัมภาษณ์ ในรายการ จับตาสถานการณ์ ทางไทยพีบีเอส โดยระบุว่า สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออก กลางในขณะนี้ รัฐบาลควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะขณะนี้สถานการณ์ยังไม่นิ่ง

    ภาพประกอบข่าว นักวิชาการ มองเหตุความไม่สงบตะวันออกกลางหากไม่ยืดเยื้อ กระทบ

    หากมองสถานภาพน้ำมัน ซึ่งมีความต้องการต่อวันราว 104 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่อุปทานอยู่ที่ประมาณ 108 ล้านบาร์เรลต่อวัน ดังนั้นจึงมีกำลังการผลิตเหลือใช้อยู่ที่ ราว 2 – 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน และเมื่อมีเหตุการณ์อิสราเอล และสหรัฐฯ โจมตี อิหร่าน ก็ทำให้ซาอุดีอาระเบียก็จะเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน กรณีนี้น้ำมันยังคงเหลือใช้

    อย่างไรก็ตามขึ้นอยู่กับการรบว่าจะขยายตัวหรือไม่ ซึ่งขณะนี้ราคาน้ำมันนั้นจะส่งผลกระทบต่อจิตวิทยา เช่น กรณียูเครนและรัสเซียซึ่งราคาน้ำมันจะขึ้นชั่วคราวจากนั้นราคาก็จะลง แต่หากการรบไปทำลายคลังน้ำมันหลายแห่ง หรือ การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ขึ้นอยู่ว่าจะปิดนานแค่ไหน โดยขณะนี้อิหร่านบอกว่าไม่ได้ปิด แต่ก็ไม่มีใครใช้

    ขณะนี้ราคาน้ำมันขึ้นชั่วคราวเพราะกำลังการผลิตยังมีอยู่ แต่หากรุนแรงถึงขนาดโรงกลั่นน้ำมันในตะวันออกกลางกระทบ ก็จะต้องดูว่าจะกระทบต่ออุปทานน้ำมันแค่ไหน เพราะจะทำให้ราคาน้ำมันขึ้นราคา และหากถึงขั้นทำให้โครงสร้างราคาสูงขึ้น ดังนั้น

    ขณะนี้ขออย่างเดียว อย่าทำลายแหล่งน้ำมันจำนวนมาก ซึ่งดูแล้วโอกาสที่จะเกิดนั้นไม่กล้าประมาท แต่คิดว่าก็อยู่ในขอบเขตจำกัด เพราะสหรัฐฯมีการป้องกันการทำลายเช่น มีเครื่องป้องกัน ทั้งแพตทริออต และอื่น ๆ สังเกตดูได้ว่า จากการรบในช่วง 2 – 3 วันนี้ คลังน้ำมันต่าง ๆ ไม่ได้รับผลกระทบมากมาย แต่ประมาทไม่ได้ หากยังไม่มีเรื่องคลังน้ำมันพัง ราคาน้ำมันก็จะขึ้นชั่วคราวเท่านั้น

    รศ.สมชาย ยังมองว่า ช่องแคบฮอร์มุซความเป็นจริงนั้นปิดอยู่แล้ว เพราะไม่มีใครผ่าน จึงทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นชั่วคราว ปัจจัยต่อมาที่จะต้องประเมิน คือมันจะยืดเยื้อขนาดไหน รวมถึงเรือน้ำมันที่ขาดหายไป และไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอแค่ไหน ซึ่งขณะนี้ยังเพียงพอ และราคาน้ำมันที่ขึ้นชั่วคราวนานขนาดไหน ซึ่งต้องประเมินต่อไป และด้านการค้ามีการปิดเส้นทาง และการท่องเที่ยวจะกระทบชั่วคราว รวมถึงความปลอดภัยของแรงงานไทยในตะวันออกกลาง ซึ่งอยู่ระหว่างการประเมินเพราะสถานการณ์ยังไม่ชัดเจน

    ภาพประกอบข่าว นักวิชาการ มองเหตุความไม่สงบตะวันออกกลางหากไม่ยืดเยื้อ กระทบ

    คาดว่า สหรัฐฯจะใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ แต่ระยะยาวใช้เวลาเป็นเดือนคงไม่ได้ หากยืดเยื้อเป็นเดือน ข้อแรกสหรัฐฯจะเริ่มขาดแคลนขีปนาวุธที่จะมาใช้ และประเทศต่าง ๆ และชาวอเมริกันจะกดดัน ซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่ราว 1-2 สัปดาห์ไม่ยืดเยื้อเป็นเดือน ๆ

    รศ.สมชาย ยังแนะว่า การเตรียมรับมือต่อกรณีนี้นั้น เบื้องต้นรัฐบาลรักษาการ เตรียมการเรื่องน้ำมันแล้ว โดยประเมินราคาน้ำมันว่า จะมีนโยบายในการช่วยตรึงราคาน้ำมันอย่างไร และการท่องเที่ยวอาจจะเริ่มกระทบบ้างแล้ว ซึ่งต้องเตรียมการ เพราะขณะนี้สถานการณ์เกิดขึ้นชั่วคราวจริงแต่ยังไม่จบ รัฐบาลรักษาการจะต้องประเมินผลกระทบเพื่อช่วยเหลือผู้ค้า ผู้ส่งออก ในเรื่องของราคาน้ำมันเพราะเป็นต้นทุน และหากกระทบแรงงานไทยในพื้นที่ตะวันออกกลางจะช่วยเหลืออย่างไร รัฐบาลรักษาการจะต้องประเมินและเตรียมตัวในด้านต่าง ๆ แล้ว

    ถ้าสถานการณ์ไม่ยืดเยื้อ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจจะไม่มาก แต่หากราคาน้ำมันโดนกระทบเพราะอุปทานน้ำมันหายไปจะกระทบกับเงินเฟ้อ แต่ขณะนี้ข้อมูลยังไม่เสถียร สามารถประเมินสถานการณ์ในระยะสั้นได้ แต่หากประเมินทั้งปีว่าจีดีพีจะอยู่ที่เท่าไหร่ สถานการณ์ยังไม่สามารถประเมินได้

    นอกจากนี้ ค่าเงินบาทจะผันผวนคล้ายกับตลาดหุ้นหากสถานการณ์ไม่ยืดเยื้อก็จะกลับเข้าสู่สภาพเดิม แต่สิ่งที่ประเมินได้แน่นอนในขณะนี้ คือการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากไม่สามารถเดินทางผ่านตะวันออกกลางได้ และราคาน้ำมัน รวมถึงการส่งออก และเส้นทางเดินเรือ ที่ต้นทุนน้ำมันจะกระทบต่อการส่งออก

    สื่อรัฐบาลอิหร่านยืนยัน “อยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี” ถูกสังหารในเตหะราน

    ทำความรู้จัก “อยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดอิหร่าน

    “ทรัมป์” โพสต์ ผู้นำสูงสุดอิหร่านเสียชีวิตแล้ว ระหว่างการโจมตีของ “อิสราเอล – สหรัฐฯ”

    อดีต ปธน.อิหร่านถูกสังหาร ในการโจมตีร่วมของสหรัฐฯ

    ทำความรู้จัก “อาราฟี” ผู้นำสูงสุดอิหร่านที่เพิ่งได้รับแต่งตั้ง

    อิหร่านยังเหลือขีปนาวุธตอบโต้ “สหรัฐฯ-อิสราเอล” มากแค่ไหน?

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/502815&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mMWaYLSqHmLT93EXSAUMV

  • ตะวันออกกลางเดือด กระทบหนักส่งออก ภาคการผลิต ยืดเยื้อเกิน 3 เดือนลามกำลังซื้อ-ท่องเที่ยว

    ตะวันออกกลางเดือด กระทบหนักส่งออก ภาคการผลิต ยืดเยื้อเกิน 3 เดือนลามกำลังซื้อ-ท่องเที่ยว

    ตะวันออกกลางเดือด กระทบหนักส่งออก ภาคการผลิต ยืดเยื้อเกิน 3 เดือนลามกำลังซื้อ-ท่องเที่ยว

    สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางจากความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐอเมริกา และ อิหร่าน กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเศรษฐกิจโลกในหลายมิติ ทั้งราคาพลังงาน เส้นทางการขนส่ง ต้นทุนโลจิสติกส์ และความเชื่อมั่นของตลาดการเงิน คำถามสำคัญที่ภาคธุรกิจไทยจับตาคือ คลื่นกระแทกจากภูมิรัฐศาสตร์ครั้งนี้จะส่งผลต่อเศรษฐกิจในประเทศ โดยเฉพาะ “ภาคค้าปลีก” เร็วและรุนแรงเพียงใด

    ดร. ฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ เลขาธิการสมาพันธ์ผู้ค้าปลีกแห่งเอเชียแปซิฟิก (FARPA) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า   หากประเมินผ่านกรอบคิดเชิงทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ค้าปลีก จะเห็นว่า ผลกระทบจากวิกฤตภายนอกจะไม่ส่งถึงปลายทางการบริโภคในทันที แต่จะค่อยๆ เคลื่อนตัวผ่านห่วงโซ่อุปทานจากต้นน้ำ กลางน้ำ สู่ปลายน้ำ โดยค้าปลีกถือเป็น “ปลายน้ำ” ที่มักรับผลกระทบล่าช้ากว่าภาคอื่น

    ธุรกิจค้าปลีกโดยหลักสามารถแบ่งสินค้าออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ สินค้าคงทน (Durable goods) เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ ฯลฯ  สินค้ากึ่งคงทน (Semi-durable goods) เช่น เสื้อผ้า แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ ฯลฯ และสินค้าไม่คงทน (Non-durable goods) เช่น สินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน ความอ่อนไหวต่อภาวะวิกฤตของสินค้าแต่ละประเภทแตกต่างกัน และมี “ระยะเวลาเดินทางของผลกระทบ” ไม่เท่ากัน

    ตามทฤษฎีแล้ว หากเกิดเหตุการณ์รุนแรงในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสงคราม ความตึงเครียดทางการเมือง หรือความผันผวนของราคาน้ำมัน ผลกระทบจะใช้เวลาประมาณ 6-7 เดือน กว่าจะสะท้อนถึงตัวผู้บริโภคผ่านราคาสินค้าและกำลังซื้อ นั่นหมายความว่า ในระยะสั้น ภาคค้าปลีกยังมี “เวลาหายใจ” อยู่บ้าง

    ดร. ฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ เลขาธิการสมาพันธ์ผู้ค้าปลีกแห่งเอเชียแปซิฟิก (FARPA)

    อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่ “ความยืดเยื้อ” ของสถานการณ์ หากเหตุการณ์จบลงภายใน 1 สัปดาห์ ผลกระทบจะจำกัดอยู่ในระดับความตื่นตระหนกทางจิตวิทยา ไม่ได้กระทบกำลังซื้ออย่างแท้จริง แต่หากลากยาวเกิน 3 เดือนขึ้นไป ความเชื่อมั่นจะเริ่มสั่นคลอน และผู้บริโภคจะปรับพฤติกรรมชะลอการใช้จ่าย

    กลไกดังกล่าวสอดคล้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ต้นทุนการผลิตจะเป็นด่านแรกที่ได้รับแรงกระแทก ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนวัตถุดิบ ค่าพลังงาน ค่าขนส่ง และต้นทุนทางการเงิน เมื่อภาคการผลิตเริ่มรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้น ผู้ประกอบการจะค่อยๆ ส่งผ่านต้นทุนมายังราคาสินค้าในชั้นวาง

    ดร.ฉัตรชัย ระบุว่า ภาคการผลิตคือกลุ่มที่จะ “โดนก่อน” โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่พึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า หากห่วงโซ่อุปทานสะดุดจากความไม่แน่นอนด้านการขนส่งหรือความเสี่ยงด้านประกันภัยทางทะเล ปัญหาวัตถุดิบขาดแคลนจะตามมา จากนั้นจึงเป็นเรื่องต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น และสุดท้ายจึงจะมาถึงหน้าร้านค้าปลีก ค้าปลีกจึงเปรียบเสมือนปลายน้ำที่ต้องเฝ้าดูทิศทางของต้นน้ำและกลางน้ำก่อน

    “การที่รัฐบาลเรียกเอกชนเข้าหารือในช่วงนี้ เป็นเรื่องเหมาะสม แต่ลำดับความสำคัญควรอยู่ที่กลุ่มต้นน้ำและภาคการผลิตก่อน เพราะหากต้นน้ำมีปัญหา การกำหนดมาตรการควบคุมไม่ให้สินค้าขาดตลาดในปลายน้ำก็แทบเป็นไปไม่ได้”

    อีกมิติหนึ่งคือ โครงสร้างกำลังซื้อของไทย ซึ่งยังพึ่งพาตลาดภายในประเทศเป็นหลัก นักท่องเที่ยวต่างชาติถือเป็นแรงเสริมสำคัญ แต่ไม่ใช่ฐานหลักของการบริโภคสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน ดังนั้น ในระยะสั้น แม้จำนวนนักท่องเที่ยวอาจชะลอลงจากความกังวลด้านความปลอดภัยหรือค่าเดินทางที่สูงขึ้น ผลกระทบต่อยอดขายค้าปลีกโดยรวมอาจยังไม่รุนแรงทันที

    ตะวันออกกลางเดือด กระทบหนักส่งออก ภาคการผลิต ยืดเยื้อเกิน 3 เดือนลามกำลังซื้อ-ท่องเที่ยว

    ในเชิงนโยบาย ดร.ฉัตรชัย เห็นว่ารัฐบาลควรเตรียมแผนรองรับที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยเฉพาะการบริหารจัดการต้นทุนพลังงานและการดูแลเสถียรภาพด้านโลจิสติกส์ หากสามารถตรึงหรือชะลอการส่งผ่านต้นทุนในช่วงแรกได้ จะช่วยประคองกำลังซื้อและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค

    นอกจากนี้ การสื่อสารที่ชัดเจนและโปร่งใสมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะในหลายกรณี ความตื่นตระหนกของผู้บริโภคเกิดจากข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน หากรัฐบาลสามารถให้ข้อมูลที่รอบด้านและสร้างความเชื่อมั่นว่ามีแผนรองรับเพียงพอ จะช่วยลดแรงกระแทกทางจิตวิทยาได้

    “ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าสถานการณ์จะยืดเยื้อหรือไม่ ข้อมูลที่ออกมาในช่วงต้นยังมีความไม่แน่นอนสูง”  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/652742&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PEhRT7hoMqTw1YU2BzgmS

  • ตะวันออกกลางเดือด กระทบไทย! การท่องเที่ยวสะดุด สายการบินแห่ยกเลิกเข้าไทย

    ตะวันออกกลางเดือด กระทบไทย! การท่องเที่ยวสะดุด สายการบินแห่ยกเลิกเข้าไทย

    สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว หรือ แอตตา ระบุว่า สถานการณ์ความตึงเครียดตะวันออกกลาง เริ่มกระทบการท่องเที่ยวไทยชัดเจน หลังมีการยกเลิกเที่ยวบินเข้าไทยเพิ่มขึ้น เช่น ภูเก็ต ถูกยกเลิก 10 ไฟลต์ เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ ส่งผลให้นักท่องเที่ยวบางส่วนยกเลิกเดินทาง และอาจกระทบหนักในไตรมาส 2-4 ปีนี้ โดยเฉพาะตลาดระยะไกล

    ข้อมูลจากการท่าอากาศยานไทย หรือ AOT ระบุว่า มีสายการบินยกเลิกเที่ยวบินที่ให้บริการเส้นทางบินระหว่างประเทศไทยกับภูมิภาคตะวันออกกลาง หรือผ่านน่านฟ้าใกล้เคียง เช่น สายการบิน El Al Israel, Air Arabia, Emirates, Qatar Airways, Etihad, Gulf Air, World2fly และ Thai Air Asia X เป็นต้น โดยที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีเที่ยวบินยกเลิก จำนวน 59 เที่ยวบิน ท่าอากาศยานดอนเมือง 2 เที่ยวบิน ท่าอากาศยานเชียงใหม่ 2 เที่ยวบิน และ ท่าอากาศยานภูเก็ต 36 เที่ยวบิน

    แอตต้า แนะ ททท. ใช้งบกระตุ้นตลาดระยะใกล้ชดเชย หากความขัดแย้งยืดเยื้อ อาจทำให้นักท่องเที่ยวตะวันออกกลางชะลอตัว แต่หากสถานการณ์คลี่คลายเร็ว ตลาดระยะไกลยังเป็นความหวังสำคัญด้านรายได้ของไทย โดยนักท่องเที่ยวที่ยกเลิกเดินทาง ส่งผลกระทบรายได้กับกลุ่มโรงแรมทันที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/economy/morning/458207&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3RzHtuu_ffolfnC_uY6j2o

  • เปิดงานวิจัย ‘เห็ดเมา’ รักษาโรคซึมเศร้าอย่างรุนแรง

    เปิดงานวิจัย ‘เห็ดเมา’ รักษาโรคซึมเศร้าอย่างรุนแรง

    2 มี.ค. 2569 – ศ นพ ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศาสตราจารย์เชี่ยวชาญทางอายุรกรรมและสมอง ประธานศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์บูรณาการ และสาธารณสุข มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเรื่อง สถานะของเห็ดเมา การรักษาโรคซึมเศร้าอย่างรุนแรง โดยระบุว่า

    “psilocybin-assisted therapy” (ให้ไซโลไซบินร่วมกับการดูแลเชิงจิตบำบัดแบบมีโครงสร้าง) ในภาวะซึมเศร้า โดยเน้น “ซึมเศร้ารุนแรง/ดื้อการรักษา” และสถานะการ “ขึ้นทะเบียน/อนุญาตให้ใช้” ล่าสุด (อ้างอิงตามข้อมูลสาธารณะ ณ 2 มี.ค. 2026)

    1) งานวิจัย: ได้ผลแค่ไหน และอยู่นานแค่ไหนในซึมเศร้า?

    กลุ่ม Major Depressive Disorder (MDD)

    -RCT ใน JAMA Psychiatry (ทีม Johns Hopkins): psilocybin + therapy ให้ผลลดอาการซึมเศร้า “เร็ว” และ “คงอยู่หลายสัปดาห์” เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม

    -มีข้อมูลติดตามระยะยาวถึง ~12 เดือนในบางงาน (เช่น cohort/longer follow-up) ว่าบางส่วนยังคงดีขึ้นได้ยาวนาน

    กลุ่ม Treatment-Resistant Depression (TRD)

    -การทดลองขนาดใหญ่ Phase 2 (NEJM) ของ COMP360: “ครั้งเดียว” (เช่น 25 mg) + psychological support มีสัญญาณประสิทธิผลในช่วงสัปดาห์แรก ๆ และติดตามได้ถึง ~12 สัปดาห์ (เป็นหลักฐานสำคัญที่สุดชุดหนึ่งใน TRD ตอนนี้)

    เปรียบเทียบกับ SSRI ยาลดอาการหดหู่ซึมเศร้า

    -RCT เปรียบเทียบ psilocybin กับ escitalopram (NEJM 2021): ผลลัพธ์หลัก “ไม่ต่างอย่างมีนัยสำคัญ” ในกลุ่มที่คัดเลือกเฉพาะ (แต่มีบางตัวชี้วัดรองที่แตกต่าง)

    -มีการติดตาม 6 เดือนของชุดนี้ตีพิมพ์ต่อมา (ช่วยตอบคำถามเรื่อง “ความคงทนของผล”)

    ภาพรวม: งานวิจัยจำนวนมากชี้ว่า psilocybin-assisted therapy ทำให้อาการดีขึ้นได้ “เร็ว” (มักภายในวัน-สัปดาห์) และในผู้ป่วยบางส่วน “อยู่นาน” ระดับสัปดาห์ถึงหลายเดือน และบางงานรายงานได้ถึงราว 12 เดือนในบางกลุ่ม/บางโปรโตคอล

    แต่ยังมีข้อจำกัดสำคัญ: ขนาดตัวอย่าง, การปกปิดการรักษาทำได้ยาก, โปรโตคอลจิตบำบัดแตกต่างกัน, และการคัดเลือกผู้ป่วยค่อนข้างเข้ม (ไม่รวมผู้มีความเสี่ยงโรคจิต/ไบโพลาร์จำนวนมาก)

    2) ทำไม “ออกฤทธิ์ได้นาน” ทั้งที่ยาอยู่ในร่างกายไม่นาน?

    -psilocybin ถูกเปลี่ยนเป็น psilocin กระตุ้น serotonin receptor (โดยเฉพาะ 5-HT2A) แล้วเกิด “ภาวะเปลี่ยนแปลงสภาวะจิต” หลายชั่วโมง

    -ผลที่ยาวนานมักอธิบายร่วมกัน 2 ส่วน:

    1.การเปลี่ยนรูปแบบการคิด/อารมณ์อย่างลึก (psychological “reset/reframing”) เมื่อมีการเตรียมตัว-ดูแลระหว่าง session-และ integration หลัง session

    2.การเปลี่ยนแปลงวงจรสมอง/พลาสติกซิตี้ที่อาจยืดเยื้อเป็นสัปดาห์ในบางงานวิจัย (ยังเป็นพื้นที่วิจัยต่อเนื่อง)

    3) ความปลอดภัย/ข้อควรระวังที่งานวิจัยใช้คัดกรองเข้มมาก

    ประเด็นที่ทีมวิจัยให้ความสำคัญ (เพื่อความปลอดภัย):

    -คัดกรอง ประวัติไบโพลาร์/โรคจิต/ครอบครัวสายตรง, active substance use disorder, suicidal risk ที่ไม่เสถียร

    -ระหว่าง session อาจมี anxiety/panic ชั่วคราว, คลื่นไส้, ความดัน-ชีพจรขึ้น, ปวดศีรษะหลังยา (พบบ่อยในงานวิจัย)

    -หลัง session ต้องมี integration และติดตามอาการ โดยเฉพาะเรื่อง suicidality, mania/hypomania ในคนที่มีความเสี่ยง

    หมายเหตุ: นอกงานวิจัย “ไม่แนะนำให้ใช้เอง” เพราะความเสี่ยงการเกิด panic/อุบัติเหตุ/กระตุ้นอาการทางจิตรุนแรง และปัญหากฎหมาย/คุณภาพสาร

    4) “ปัจจุบันขึ้นทะเบียน/อนุญาตให้ใช้” ในโรคอะไรบ้าง?

    4.1 ออสเตรเลีย (ชัดที่สุดในเชิง “ใช้รักษาได้แบบถูกกฎหมายภายใต้ระบบยา”)

    -ตั้งแต่ 1 ก.ค. 2023 หน่วยงานกำกับ (TGA) เปิดทางให้ จิตแพทย์ที่ได้รับอนุญาต (Authorised Prescriber) สามารถสั่งใช้ psilocybin สำหรับ treatment-resistant depression (TRD) ภายใต้ข้อกำกับเข้มงวด

    จุดสำคัญ: นี่เป็น “การเข้าถึงยาที่ ยังไม่ขึ้นทะเบียนทั่วไป” ผ่านช่องทางกำกับ (unapproved good access pathway) ไม่ใช่ยาที่แพทย์ทั่วไปสั่งได้เสรีเหมือน antidepressant มาตรฐาน

    4.2 สหรัฐอเมริกา

    -ยังไม่มีการอนุมัติจาก FDA ให้ psilocybin เป็นยารักษาโรคซึมเศร้าตามมาตรฐานทั่วประเทศ (ณ ตอนนี้)

    -แต่มี Breakthrough Therapy Designation สำหรับ psilocybin ใน TRD (2018) และ MDD (2019) ซึ่งเป็นสถานะเร่งพัฒนา ไม่ใช่ “อนุมัติให้ขาย/ใช้ทั่วไป”

    -ระดับรัฐ: Oregon/Colorado มีระบบ “psilocybin services” แบบกำกับเพื่อการใช้ภายใต้ผู้ให้บริการที่ได้รับใบอนุญาต (เป็นคนละเรื่องกับการอนุมัติยาโดย FDA)

    4.3 สหภาพยุโรป (EU) / EMA

    -โดยรวม ยังไม่มีการอนุมัติผลิตภัณฑ์ psilocybin เป็นยามาตรฐานระดับ EU แต่ EMA มีการขยับเชิงกรอบกำกับ/เวทีหารือเรื่อง psychedelics

    4.4 เยอรมนี (การใช้แบบ Compassionate Use)

    -มีการอนุมัติ Compassionate Use Programme สำหรับ psilocybin ใน TRD (กรณีพิเศษ นอกการทดลอง) ตั้งแต่ 11 ก.ค. 2025

    4.5 แคนาดา (การเข้าถึงแบบ Special Access Program)

    -แคนาดามีช่องทาง Special Access Program (SAP) ให้แพทย์ “ขอใช้ยา/สารที่ยังไม่อนุมัติขายทั่วไป” ในกรณีจำเป็น พร้อมแนวทางกำกับเฉพาะสำหรับ psychedelic-assisted psychotherapy

    สรุปจากข้อมูลที่คุยกับ ChatGPT 2/3/2026.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/human-life-news/956105/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CG3F1669audkuSzdo9wig

  • พม. ส่งทีม พม.ใกล้คุณ นครศรีธรรมราช เร่งช่วย ด.ช. 13 ปี สู้ชีวิตเพียงลำพัง ป่วยโรคโลหิตจาง ไม่ได้เรียนหนังสือ

    พม. ส่งทีม พม.ใกล้คุณ นครศรีธรรมราช เร่งช่วย ด.ช. 13 ปี สู้ชีวิตเพียงลำพัง ป่วยโรคโลหิตจาง ไม่ได้เรียนหนังสือ

    พม. ส่งทีม พม.ใกล้คุณ นครศรีธรรมราช เร่งช่วย ด.ช. 13 ปี สู้ชีวิตเพียงลำพัง ป่วยโรคโลหิตจาง ไม่ได้เรียนหนังสือ


    2/03/2569 | 51 |

    เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 นายกันตพงษ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) เปิดเผยถึงการช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาทางสังคม กรณี เด็กชาย อายุ 13 ปี สู้ชีวิตเพียงลำพัง ป่วยเป็นโรคโลหิตจาง ไม่ได้เรียนหนังสือ ที่ จ.นครศรีธรรมราช ว่า ตนได้รับรายงานการช่วยเหลือจากศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน (ศรส.) กระทรวง พม. ว่า ทีม พม.ใกล้คุณ จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดนครศรีธรรมราช และบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดนครศรีธรรมราช สังกัดกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวง พม. พร้อมด้วยผู้บริหารหน่วยงานท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่า เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 69 เด็กชาย อายุ 13 ปี ประสบอุบัติเหตุทางจักรยานยนต์และเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช จากนั้นเมื่ออาการดีขึ้น จึงกลับมาอยู่ที่บ้าน แต่เด็กเกิดอาการชักเกร็งจึงได้ส่งตัวเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลท่าศาลา อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช  อีกทั้งยังพบปัญหาสุขภาพป่วยเป็นโรคโลหิตจาง โดยเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2566 ที่โรงพยาบาลมหาราช ซึ่งทุกครั้งเด็กจะไปโรงพยาบาลเพียงคนเดียว โดยที่ไม่มีผู้ปกครอง เนื่องจากก่อนหน้านี้ เด็กอาศัยอยู่กับบิดาและมารดาเลี้ยง แต่มารดาเลี้ยงเสียชีวิต และมีปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัว จึงได้ออกมาอาศัยอยู่ที่บ้านป้า ซึ่งมีสมาชิกครอบครัวหลายคน จากนั้นเด็กได้ออกจากบ้านป้ามาอาศัยอยู่ที่บ้านเพื่อน และออกมาอยู่ที่บ้านคนรู้จักซึ่งช่วยอุปการะดูแล แต่ไม่มีไฟฟ้าใช้ แล้วมาประสบอุบัติเหตุทางจักรยานยนต์ เนื่องจากไปเร่ขายผักในตัวอำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช

    นายกันตพงศ์ กล่าวว่า ขณะนี้ ทีม พม.ใกล้คุณ จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านเพื่อพูดคุยเยียยาให้กำลังใจเด็กชายดังกล่าว พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือด้านสิทธิสวัสดิการสังคมตามภารกิจกระทรวง พม. เป็นเงินสงเคราะห์ผู้ประสบปัญหาทางสังคม และมอบเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นจากภาคีเครือข่ายศูนย์ส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมของภาคธุรกิจ (CSR) จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น อีกทั้งประสานความร่วมมือกับนายอำเภอท่าศาลาเพื่อให้ความช่วยเหลือในเรื่องการติดตั้งไฟฟ้าชั่วคราว โดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคสาขาท่าศาลา ได้เข้ามาดำเนินการเรียบร้อยแล้ว และประสานความร่วมมือกับผู้อำนวยการโรงเรียนวัดไพศาลสถิตเพื่อให้ความช่วยเหลือในเรื่องการศึกษาต่อเนื่องของเด็กจนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 นอกจากนี้  ประสานความร่วมมือกับทีมสหวิชาชีพเพื่อร่วมกันวางแผนการให้ความช่วยเหลือเด็กในส่วนที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม และวางแผนติดตามการให้ความช่วยเหลือเด็กทั้งในเรื่องคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ การศึกษาต่อเนื่อง และการพัฒนาที่อยู่อาศัย อย่างไรก็ตาม หากพบเห็นเด็กอยู่ในภาวะยากลำบาก ประสบปัญหาความเดือดร้อนทางสังคม สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ที่  พม.ใกล้คุณ ผ่านสายด่วน พม. โทร. 1300 เราพร้อมเคียงข้างคุณ 24 ชั่วโมง

    ข้อมูลจาก https://www.thaigov.go.th/th/news/161972


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/481341&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34QA1QTxT0T68RqW-tVPNp

  • ผู้ตรวจราชการศธ.ลงพื้นที่กระบี่ ติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาตามนโยบายกระทรวง | เดลินิวส์

    ผู้ตรวจราชการศธ.ลงพื้นที่กระบี่ ติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาตามนโยบายกระทรวง | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 2 มี.ค.ดร.จอมขวัญ นครไธสง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09.00 น. ที่ห้องประชุมโรงแรมไพน์แอปเปิ้ล อำเภอเมืองกระบี่ ดร.คมกฤช จันทร์ขจร ผู้ตรวจราชการ กระทรวงศึกษาธิการ เขตตรวจราชการที่ 6 พร้อมคณะ ลงพื้นที่จังหวัดกระบี่ เพื่อตรวจราชการและติดตามประเมินผลการดำเนินงานตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ กรณีปกติ รอบที่ 1 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 โดยนายนันท์ สังข์ชุม ศึกษาธิการจังหวัดกระบี่ พร้อมด้วย ดร.สิณีณาฏ อารีย์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่ ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่ ตลอดจนผู้บริหารหน่วยงานทางการศึกษากระทรวงศึกษาธิการในจังหวัดกระบี่ทุกสังกัด ร่วมให้การต้อนรับและรายงานผลการดำเนินงาน รวมถึงปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน

    จากนั้นคณะผู้ตรวจราชการได้ลงพื้นที่ โรงเรียนวัดโพธิ์เรียง อำเภอเมืองกระบี่ ซึ่งเป็นโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่ มีนักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล 1 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 277 คน โดยรับฟังการรายงานการจัดการเรียนการสอนจากผู้อำนวยการโรงเรียน พร้อมเยี่ยมชมบูทนิทรรศการการงานอาชีพของนักเรียน และให้ข้อเสนอแนะด้านการบริหารจัดการศึกษา ได้เน้นย้ำประเด็นสำคัญ ได้แก่ การดูแลความปลอดภัยทั้งภายในและภายนอกสถานศึกษา การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในกลุ่มนักเรียน การปรับกระบวนการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลง รวมถึงการดูแลนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ซึ่งต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษพร้อมกันนี้ ได้ชื่นชมความร่วมมือของหน่วยงานทางการศึกษาในจังหวัดกระบี่ ที่ร่วมกันจัดการศึกษาให้กับเด็กบกพร่องทางการเรียนรู้ ผ่านการจัดห้องเรียนคู่ขนาน (ห้องเรียนเด็กพิเศษ) เพื่อให้ผู้เรียนได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5648629/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2H0_sd022mRjSX6voG-gvK