Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • สนค.เตือน 5 สัญญาณอันตรายเศรษฐกิจไทย หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ

    สนค.เตือน 5 สัญญาณอันตรายเศรษฐกิจไทย หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ

    สนค. เผยแม้ โอเปก เร่งผลิตน้ำมันเพิ่มรองรับปริมาณโลกที่หายไป แต่คาดไม่เพียงพอ ชี้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นดันเงินเฟ้อไทยทะยานพุ่ง จากราคาสินค้า พลังงาน ค่าขนส่งพุ่งกระฉูด หนำซ้ำรายได้จากแรงงานกว่า 7.7 หมื่นคนหายวับ นักท่องเที่ยวตะวันออกลดฮวบ ค่าเงินบาทผันผวน กระทบเศรษฐกิจไทย 

    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยถึงสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางว่า แม้กลุ่มผู้ผลิตน้ำมันเป็นสินค้าออก และประเทศอื่นในนาม OPEC+ นำโดยซาอุดีอาระเบียและรัสเซีย ได้จัดการประชุมผ่านระบบออนไลน์เพื่อประเมินสถานการณ์น้ำมันเมื่อวันที่ 1 มี.ค.69 และมีมติให้เพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบขึ้น 206,000 บาร์เรลต่อวัน เริ่มตั้งแต่เดือนเม.ย.69 เพื่อรักษาเสถียรภาพตลาดและลดความร้อนแรงของราคาน้ำมันที่สูงขึ้น แต่นักวิเคราะห์ประเมินว่า ปริมาณที่เพิ่มขึ้นนี้อาจไม่เพียงพอ และอาจไม่สามารถชดเชยปริมาณที่หายไปจากระบบได้ทันที หากการปิดช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน 20% ของโลก

    ดังนั้น สถานการณ์ในขณะนี้ถือเป็น Negative Supply Shock  ที่อาจเกิดการพุ่งขึ้นของต้นทุนการผลิต จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยาน และกดดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกและในไทยเร่งตัวขึ้น เพราะราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะทำให้ต้นทุนค่าขนส่ง และค่าไฟฟ้า ต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าต่างๆ สูงขึ้นตาม  นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกล่ง ที่มีกำลังซื้อสูง และมักเดินทางมาไทยเพื่อการพักผ่อนและรับบริการทางการแพทย์ อาจชะงักจากข้อจำกัดในการเดินทางและความกังวลเรื่องความปลอดภัย อีกทั้งอาจทำให้นักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอื่นเกิดความกังวลในการเดินทางระยะไกล ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาสแรกของปี

     ขณะที่รายได้จากแรงงานไทยในกว่า 77,000 คนในพื้นที่เสี่ยง ที่จะส่งกลับส่งกลับมาจุนเจือครอบครัวในภาคเกษตรและท้องถิ่นลดลง จะหายไปทันที หากต้องอพยพกลับประเทศ และเพิ่มภาระด้านการจัดหางานภายในประเทศของภาครัฐ นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์อาจทำให้ภาคครัวเรือนชะลอการตัดสินใจซื้อสินค้าคงทน หรือสินค้าฟุ่มเฟือย เพื่อเก็บเงินสดไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน

    ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดที่พุ่งสูงขึ้นอาจส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนและเสถียรภาพตลาดเงิน ทำให้นักลงทุนต่างชาติเคลื่อนย้ายเงินทุน ส่งผลให้ค่าเงินบาทมีความผันผวนสูง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการบริหารจัดการความเสี่ยงของผู้นำเข้าและส่งออก อีกทั้งความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ยังอาจทำให้โครงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่อยู่ในขั้นตอนการตัดสินใจถูกชะลอออกไปเพื่อประเมินสถานการณ์ ซึ่งจะส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในระยะยาวหากสถานการณ์ยืดเยื้อ

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2917435&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SOiPPBmFMYP3fD5btMIw9

  • จับตาผลทดลอง 6 เดือน ปลดล็อกขายเหล้า 14.00-17.00 น. กระตุ้นเศรษฐกิจหรือเพิ่มเสี่ยง

    จับตาผลทดลอง 6 เดือน ปลดล็อกขายเหล้า 14.00-17.00 น. กระตุ้นเศรษฐกิจหรือเพิ่มเสี่ยง

    จับตาผลทดลอง 6 เดือน ปลดล็อกขายเหล้าช่วง 14.00-17.00 น. กระตุ้นเศรษฐกิจหรือเพิ่มเสี่ยง ผลสำรวจพบเอกชนหนุน 84% ส่วนกลุ่มคัดค้าน ยังกังวลเรื่องอุบัติเหตุ อาชญากรรม และการเข้าถึงน้ำเมาของเยาวชน

    สืบเนื่องจากการที่รัฐบาลมีนโยบายปลดล็อกช่วงเวลาห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (14.00-17.00 น.) โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา เป็นระยะเวลาทดลอง 180 วัน หรือ 6 เดือน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และหลังจาก 6 เดือน จะมีการประเมินผลกระทบด้านเศรษฐกิจ สุขภาพ และสังคมอย่างละเอียด เพื่อพิจารณาว่าจะขยายมาตรการต่อไปหรือไม่ โดยมีสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ร่วมเป็นคณะทำงาน และมีบทบาทหลักในการสนับสนุนข้อมูลจากงานวิจัยในการประเมินผลกระทบของมาตรการดังกล่าว 

    ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข ล่าสุด โดย นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข เปิดเผยหลังเข้าประชุมคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ว่า ที่ประชุมได้รับทราบความก้าวหน้าการประเมินผลกระทบของการขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยข้อมูลอัตราการดื่มขับ จากฐานข้อมูลระบบเฝ้าระวังการบาดเจ็บ ของกรมควบคุมโรค พบว่า ภาพรวมอัตราดื่มขับ ลดลง เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 

    และสถานการณ์ดื่มขับภายหลังการขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในช่วงเวลาระหว่าง 14.00 – 17.00 น. พบว่า ค่าเฉลี่ยอัตราการดื่มขับรายชั่วโมง ต่ำกว่าช่วงเวลาเดียวกันเมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา แต่เป็นการลดลงทั้งเส้นกราฟที่เก็บในช่วงระยะเวลาหลาย 10 วัน และยังไม่เห็นการกระตุกขึ้นของเส้นกราฟแต่อย่างใด ซึ่งยังไม่ใช่ข้อสรุปเป็นเพียงข้อมูลช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น เพราะการทดลองให้ขยายเวลาขายจะต้องเก็บข้อมูล 180 วัน 

    ขณะที่การออกแนวทางห้ามขายเหล้าให้คนเมา นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค และ นพ.สุทัศน์ โชตนะพันธ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค บอกว่า อยู่ระหว่างการร่างประกาศกรมควบคุมโรค เรื่องแนวทางประเมินอาการมึนเมาสุราเบื้องต้น โดยจะเป็นกฎหมายที่ออกภายใต้ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับที่ 2 พ.ศ.2568 ซึ่งมีการปิดรับฟังความเห็นในแนวทางประเมินอาการมึนเมาสุราเบื้องต้นไปแล้ว คาดว่าประกาศจะแล้วเสร็จประมาณเดือน มี.ค.นี้ ก่อนช่วงสงกรานต์ ระหว่างนี้ร้านขายสามารถใช้แนวทางประเมินอาการมึนเมาสุราเบื้องต้น เพื่อคัดกรองอาการเมามึน อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มาตรา 29 ระบุว่าห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้คนเมา

    หลักการของกฎหมายคือ ต้องห้ามขายเด็กต่ำกว่าอายุ  20 ปี และห้ามขายให้แก่คนเมา ดังนั้น ถ้ามีประกาศนี้ออกมาแล้ว หากมีเหตุว่าคนซื้อไปเกิดเหตุในภายหลัง ถ้ามีการฟ้องร้องและพิสูจน์ความผิดได้ ผู้ขายจะมีโทษด้วย แต่ถ้าสามารถพิสูจน์ได้ว่าไม่เกี่ยวข้อง ร้านขายก็จะไม่มีความผิด

    ขณะที่ ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ รองผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เผยว่า การสนับสนุนให้เกิดการวิจัยเพื่อประเมินผลมาตรการการปลดล็อกช่วงเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการดำเนินนโยบายด้านการควบคุมและจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งโครงการนี้ เน้นศึกษาเฉพาะผลกระทบจากการจำกัดเวลาขาย ตามกรอบขององค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งเมื่อวันที่ 15-29 พ.ย. 2568 ได้มีเปิดการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ จากผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 12,404 คน ซึ่งเป็นภาคเอกชนมากกว่าภาครัฐ และพบว่า ภาคเอกชนเห็นด้วยกับนโยบายนี้สูงถึง 84% ขณะที่ภาครัฐเห็นด้วย 67% โดยกลุ่มที่เห็นด้วยมองว่า ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ส่วนกลุ่มที่คัดค้าน (ส่วนใหญ่เป็นภาคสาธารณสุขและ NGO) กังวลเรื่องอุบัติเหตุ อาชญากรรม และการเข้าถึงของเยาวชนหลังเลิกเรียน 

    อย่างไรก็ตาม ในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา พบความเสี่ยงในการเสียชีวิตจากการดื่มแล้วขับสูงกว่าช่วงปกติถึง 4-5 เท่า และพบข้อสังเกตว่า เยาวชนเป็นกลุ่มเป้าหมายใหม่ของผู้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในขณะที่ด้านเศรษฐกิจ รายได้รวมจากการท่องเที่ยวในบางพื้นที่ยังไม่เพิ่มขึ้นชัดเจน แต่ยอดขายของผู้ประกอบการร้านอาหารบางกลุ่มปรับตัวดีขึ้น

    ทั้งนี้ คณะทำงานได้เสนอให้วิเคราะห์ผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อดูอิทธิพลและความคิดเห็นของทุกกลุ่ม ตลอดจนให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันแบ่งปันข้อมูลเพื่อให้งานวิจัยนี้เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจเชิงนโยบายของประเทศ เพราะมาตรการดังกล่าวหากมีการตัดสินใจไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง รวมถึงสุขภาพของประชาชน และให้ทางเลือกว่าถ้าต้องการขยายเวลาการจำหน่ายจะต้องมีมาตรการใดรองรับ เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/2917344&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jnTk_UXnft9GzZHPcCw8r

  • ประธานสภาอุตฯ หวั่นสงครามตะวันออกกลางบานปลาย ทุบเศรษฐกิจไทยหนัก

    ประธานสภาอุตฯ หวั่นสงครามตะวันออกกลางบานปลาย ทุบเศรษฐกิจไทยหนัก

    ประธาน ส.อ.ท. หวั่นตะวันออกกลางบานปลาย ทุบเศรษฐกิจไทยหนัก โดยเฉพาะด้านพลังงาน ทำขาดแคลนน้ำมัน กระทบต่อภาคขนส่ง ต้นทุนการผลิต ต้องเตรียมมาตรการรองรับ แต่ยังตอบไม่ได้จะยาวหรือสั้น เพราะอยู่เหนือการควบคุม

    2 มีนาคม 2569 ที่ทำเนียบนัฐบาล นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางว่า ในการประชุมประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง นายกรัฐมนตรี ที่มีเป็นประธานจะหารือเกี่ยวกับเรื่องการหามาตรการรับมือกับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น โดยมีแนวโน้มที่อาจจะนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุส ซึ่งจะกระทบการนำเข้าพลังงานจำนวนมาก จึงต้องมีการเตรียมแผนในการลงรับผลกระทบ โดยเฉพาะเรื่องการขาดแคลนน้ำมันที่อาจเกิดขึ้น

    “ปัจจุบันเรานำเข้าน้ำมันวันหนึ่งประมาณ 1 ล้านบาเรลต่อวัน โดยนำเข้าจากตะวันออกกลางหรือ Middle East อยู่ประมาณ 70-80% ของปริมาณการนำเข้าคือประมาณวันละ 700,000-800,000 บาเรลต่อวัน ซึ่งตรงนี้เราจะแก้ปัญหาเพื่อไม่ให้ขาดแคลนได้อย่างไรและต้องดูเรื่องราคาจะขึ้นไปเท่าไหร่ จะมีผลกระทบต่อภาคขนส่งต้นทุนการผลิต รวมทั้งปัญหาสินค้าต่าง ๆ จะมีแผนรองรับอย่างไร ก็คงเป็นเรื่องที่จะคุยกันในเบื้องต้นก่อน เพราะสถานการณ์ขณะนี้ยังตอบไม่ได้ว่าจะยาวหรือจะสั้นซึ่งคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป”

    นายเกรียงไกร กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมก็มีความกังวลว่าจะกระทบกับอุตสาหกรรมที่ต้องใช้พลังงาน ซึ่งจะส่งผลต่อต้นทุนที่จะเพิ่มขึ้น แต่เบื้องต้นเรายังไม่รู้เท่าไหร่แต่ว่าผลในเชิงจิตวิทยาระยะสั้นจะเห็นวันนี้เปิดตลาดเนี่ยก็ยังขึ้นไม่มาก ราคาน้ำมันก็ขยับขึ้นประมาณ 5-6 เหรียญต่อแบเรลเท่านั้นเอง จะมีตลาดน้ำมันดิบเบรนท์ทะเลเหนือที่ปรับขึ้นมาเล็กน้อน แต่ว่าส่วนอื่นของโลกก็ยังไม่ไม่มีผลกระทบมากนัก

    ส่วนค่าเงินก็มีผลกระทบบ้าง นายเกรียงไกร กล่าวว่า ที่ผ่านมาค่าเงินดอลลาร์แข็งขึ้นแต่ตอนหลังนี้ก็ปรับลงมาแล้ว ขณะที่ราคาทองคำมีแนวโน้มที่อาจจะเพิ่มขึ้นไปถ้าสถานการณ์ยังบานปลายต่อไปเรื่อย ๆ ตอนนี้ก็ขึ้นไปประมาณ 5,300-5,400 เหรียญ ซึ่งภาคเอกชนกำลังติดตามกันอย่างใกล้ชิด

    “เราคาดหวังอยากให้มันยุติโดยเร็ว แต่ว่าทั้งนี้ทั้งนั้นเนี่ยมันคาดการณ์ไม่ได้เพราะว่าเป็นเรื่องที่นอกเหนือจากสิ่งที่เราจะควบคุมได้ แต่เราอยากให้มันจบเร็วถ้าจบเร็วคงกระทบกระเทือนไม่มากแต่ถ้าเกิดว่ามันบานปลาย เช่นตอนนี้ก็มีข่าวอิสราเอลมีการโจมตีแถวเลบานอนเพิ่มเติม และตอนนี้ก็ไม่รู้ว่ากองกำลังฮูติที่คุมทางช่องแคบฮอร์มุสก็มีการยิงจรวดไปยังเรือบรรทุกน้ำมันบริเวณนั้น ซึ่งตรงนี้ก็ไม่รู้ว่าจะมีการปราบปรามกองกำลังหรือไม่ ซึ่งยังตอบอะไรไม่ได้ และต้องมีมาตรการมารองรับไปก่อน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/956310/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KPH3bO5sELJuUk54HK3Vh

  • “UOB” วางรากฐานเศรษฐกิจไทยผ่าน “คน” ชูโมเดลสร้างอัจฉริยะ 3 มิติ ปิดรอยร้าวความเหลื่อมล้ำ

    “UOB” วางรากฐานเศรษฐกิจไทยผ่าน “คน” ชูโมเดลสร้างอัจฉริยะ 3 มิติ ปิดรอยร้าวความเหลื่อมล้ำ

    ท่ามกลางคลื่นความเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัลและโจทย์ใหญ่ด้านหนี้ครัวเรือนของไทย ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย (UOB) ประกาศวิสัยทัศน์เชิงรุก มุ่งปั้น “ทรัพยากรมนุษย์” (Human Capital) เกรดพรีเมียมผ่านยุทธศาสตร์ “UOB My Digital Space” เผยผลลัพธ์ 5 ปีแห่งการปิดรอยร้าวความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา หลังพบสถิติสะเทือนใจเด็กไทย 17 คนต้องแย่งคอมพิวเตอร์เครื่องเดียว พร้อมอัดฉีด 3 ทักษะหลัก: Digital & Academic, Financial Literacy และ Sustainability มุ่งสร้าง “ภูมิคุ้มกันดิจิทัล” และวินัยการเงิน เพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมีเสถียรภาพจากฐานรากสู่ระดับมหภาค

    s__148488235_0

    การสร้าง “คน” คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดของประเทศนางสาวธรรัตน โอฬารหาญกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริหารสื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย เปิดมุมมองว่า ในฐานะสถาบันการเงินชั้นนำระดับภูมิภาค ยูโอบีมองเห็นว่า “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” ของประเทศไม่ได้วัดกันแค่ตัวเลข GDP ในวันนี้ แต่ขึ้นอยู่กับ “คุณภาพของคนรุ่นใหม่” ในวันหน้า”เราไม่ได้มองการทำ CSR เป็นแค่การบริจาค แต่เรามองว่ามันคือการวางโครงสร้างพื้นฐานทางความรู้ (Intellectual Infrastructure) โจทย์ของประเทศไทยวันนี้คือทำอย่างไรให้เยาวชนไทยมี ‘อาวุธ’ ครบมือ ทั้งความรู้ในตำรา ทักษะการจัดการเงิน และหัวใจที่รักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อให้เขาไม่ใช่แค่ผู้อยู่รอด แต่เป็น ‘ผู้นำ’ ในโลกยุคใหม่” คุณเอ๋กล่าวอย่างมุ่งมั่น

    s__148488231_0

    เจาะกลยุทธ์ 3 เสาหลัก: พิมพ์เขียวสร้าง Gen-Z คุณภาพประดับชาติเพื่อให้เห็นภาพใหญ่ที่เชื่อมโยงกัน คุณเอ๋ได้ขยายความถึงการขับเคลื่อนผ่าน 3 มิติสำคัญ ที่จะเปลี่ยนโฉมเยาวชนไทยไปตลอดกาล:

    1. Digital & Academic Excellence: ทลายกำแพงความเหลื่อมล้ำด้วยเทคโนโลยีปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาคือ “กับดัก” ของประเทศ จากข้อมูลพบว่านักเรียนในพื้นที่ห่างไกลต้องแชร์คอมพิวเตอร์กันสูงถึง 17 คนต่อ 1 เครื่อง และผลคะแนน PISA ด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ของเด็กไทยยังน่ากังวล ยูโอบีจึงส่งโครงการ UOB My Digital Space (MDS) เข้าไปแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ:

    • Digital Infrastructure: ติดตั้งห้องเรียนดิจิทัลครบวงจรใน 10 โรงเรียน 10 จังหวัด ทั่วประเทศ เพื่อให้เด็กเข้าถึงโอกาสที่เท่าเทียมกับคนในเมือง
    • Content Integration: ร่วมกับพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญ (มูลนิธิยุวพัฒน์ และ สพฐ.) นำหลักสูตรดิจิทัลที่เข้มข้นทั้งสายวิทย์-คณิต-อังกฤษ มาอยู่ในมือเด็กๆ โดยมียอดการเข้าใช้งานสะสมกว่า 10,000 ราย และช่วยให้เยาวชนกว่า 5,500 คน มีช่องทางติวสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้จริง

    2. Financial Literacy: สร้าง “เกราะคุ้มกัน” ทางการเงินให้เยาวชน วิสัยทัศน์ของคุณเอ๋มองว่า ความรู้ในตำราอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากเยาวชนขาดทักษะการบริหารจัดการเงิน (Financial Literacy) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของปัญหาหนี้ครัวเรือนในอนาคต

    • UOB Money 101: Teen Edition: คือโครงการที่ออกแบบมาเพื่อเปลี่ยน “เรื่องเงินที่ยาก” ให้เป็น “เรื่องใกล้ตัวที่เข้าใจง่าย” ปลูกฝังวินัยการออมและการลงทุนอย่างรับผิดชอบ เพื่อให้เด็กไทยเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพทางการเงินที่แข็งแรง (Financial Well-being)

    3. Life, Social & Environmental Sustainability: บ่มเพาะทักษะความยั่งยืนในโลกยุคใหม่ “ความเก่ง” ต้องมาพร้อมกับ “ความรับผิดชอบ” ยูโอบีให้ความสำคัญกับการสร้างทักษะความยั่งยืน ทั้งในแง่การใช้ชีวิต การอยู่ร่วมในสังคม และการดูแลสิ่งแวดล้อม

    • Sustainability as a Mindset: เน้นการสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์สังคม เพื่อให้เยาวชนมองเห็นภาพรวมว่าการเติบโตของตนเองต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และต้องเป็นมิตรกับโลกตามแนวทาง ESG (Environmental, Social, and Governance)

    ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ยูโอบีพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการลงทุนใน “คน” ให้ผลตอบแทนที่ประเมินค่าไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นคุณครูต้นแบบ 144 ท่าน ที่ได้รับแรงบันดาลใจในการใช้สื่อดิจิทัล หรือเด็กๆ นับพันคนที่เห็นแสงสว่างในเส้นทางอาชีพใหม่ๆ

    s__148488234_0

    “เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่จำนวนตัวเลขที่สวยงามบนหน้ากระดาษรายงาน แต่คือการได้เห็นเด็กจากพื้นที่ห่างไกล สามารถสอบติดคณะที่เขาฝัน หรือสามารถบริหารเงินก้อนแรกในชีวิตได้อย่างถูกต้อง นี่คือความสำเร็จที่ยั่งยืนที่ยูโอบีตั้งใจมอบให้สังคมไทย” คุณเอ๋กล่าวทิ้งท้าย

    s__148488236_0

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/948024/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25rO49iyYmI-W4vWLma4fp

  • นายกฯ เปิดงาน “Moto GP 2026” จ.บุรีรัมย์ คาดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 5 พันล้านบาท

    นายกฯ เปิดงาน “Moto GP 2026” จ.บุรีรัมย์ คาดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 5 พันล้านบาท

    นายกฯ เปิดงาน “Moto GP 2026” จ.บุรีรัมย์ คาดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 5 พันล้านบาท


    2/03/2569 | 184 |

    📌 บทสรุป
    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก รายการ โมโต จีพี ประจำปี พ.ศ. 2569 “PT Grand Prix of Thailand 2026” ณ สนามบุรีรัมย์ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ที่จัดระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ถึง 1 มีนาคม 2569 โดยนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่ามาร่วมงานแข่งมอเตอร์ไซค์ Moto GP ครั้งที่ 7 ปีนี้มีผู้สนใจเข้าชมมากเป็นพิเศษ คาดว่ามีการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในช่วงสุดสัปดาห์นี้ไม่ต่ำกว่า 5 พันล้านบาท พร้อมทั้งเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวที่กระจายตัวไปในจังหวัดใกล้เคียงด้วย ทั้งนี้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน Moto GP เป็นปีที่ 7 และได้เป็นสนามเปิดฤดูกาล 2 ปีติดต่อกันสะท้อนถึงการเดินหน้ายกระดับประเทศไทยสู่การเป็น “ฮับมอเตอร์สปอร์ต” ในภูมิภาค ส่งเสริมเศรษฐกิจในประเทศและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้กับประชาชนซึ่งสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการจัดการแข่งขันดังกล่าว ระหว่างปี 2561–2568 ประมาณ 24,000 ล้านบาท มีผู้ชมรวมกว่า 1.2 ล้านคน และในการเปิดการแข่งขันครั้งนี้ ประเทศไทยได้สร้างตำนานบทใหม่ด้วยการนำนักแข่งพรีเมียร์คลาส 22 คน จาก 11 ทีม ร่วมชิงชัยในกิจกรรม “ตุ๊กตุ๊ก ชาลเลนจ์” นับเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ของ Moto GP ยุคใหม่ที่สร้างความสนุกสนานผ่านวัฒนธรรมของแต่ละประเทศที่เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน เป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวได้อย่างแท้จริง ซึ่ง “รถตุ๊กตุ๊ก” ถือว่าเป็นซอฟต์เพาเวอร์ของไทย

    📌 รายละเอียด
    (1 มี.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก รายการ โมโต จีพี ประจำปี พ.ศ. 2569 “PT Grand Prix of Thailand 2026”

    ณ สนามบุรีรัมย์ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ตลอดจนผู้เข้าแข่งขัน และนักท่องเที่ยวผู้เที่ยวชมงานและเข้าชมการแข่งขันจากทั่วประเทศและนานาประเทศเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก เมื่อเดินทางถึงนายกรัฐมนตรีซึ่งสวมแจ็กเกตสีดำ Moto GP ได้ถ่ายภาพหน้า SAT-NSDF Pavilion ของการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติร่วมกับคณะก่อนจะเยี่ยมชม Pavilion ของ กกท. และผู้สนับสนุน 5 บูท หลังเป็นประธานพิธีเปิดได้ร่วมชมการแข่งขัน รุ่น Moto GP (Race 26 Laps) และมอบรางวัลชนะเลิศรุ่น Moto GP ให้แก่

    นาย Marco Bezzecchi

    นายกรัฐมนตรี ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวว่า มาร่วมงานแข่งมอเตอร์ไซค์ Moto GP ครั้งที่ 7 ที่บุรีรัมย์ ปีนี้มีผู้สนใจเข้าชมมากเป็นพิเศษ คาดว่ามีการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในช่วงสุดสัปดาห์นี้ไม่ต่ำกว่า 5 พันล้านบาท พร้อมทั้งเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวที่กระจายตัวไปในจังหวัดใกล้เคียงอีกมากมาย

    ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพสนามเปิดฤดูกาล การแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก รายการ โมโต จีพี (Moto GP) ประจำปี พ.ศ. 2569 เป็นสนามแรก ณ สนามบุรีรัมย์ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ถึง 1 มีนาคม 2569 โดย Moto GP สนามประเทศไทย ภายใต้ชื่อรายการ “PT Grand Prix of Thailand 2026” ซึ่งประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน Moto GP เป็นปีที่ 7 และได้เป็นสนามเปิดฤดูกาล 2 ปีติดต่อกัน สะท้อนถึงการเดินหน้ายกระดับประเทศไทยสู่การเป็น “ฮับมอเตอร์สปอร์ต” ในภูมิภาค ส่งเสริมเศรษฐกิจให้กับประเทศ และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้กับประชาชน ซึ่งกระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชนยังได้ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ OTOP ออกร้านจำหน่ายสินค้าประเภทต่าง ๆ ภายในบริเวณงานอีกด้วย

    Moto GP ถือเป็นกิจกรรมระดับโลก (World Event) ที่ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพจากทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มแฟนมอเตอร์สปอร์ต ที่ถือเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการใช้จ่าย มีการเดินทางเป็นกลุ่ม มีอัตราการใช้จ่ายสูง และยังเป็นการเดินทางท่องเที่ยวต่อเนื่องไปยังพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศ โดยประเทศไทยได้ทำการจัดการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลกนี้ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2561 รวม 7 ปี (งดการแข่งขันในปี 2563 – 2564 เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19) สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ระหว่างปี 2561–2568 มูลค่าทางเศรษฐกิจรวมประมาณ 24,000 ล้านบาท ผู้ชมรวมกว่า 1.2 ล้านคน ทั้งยังเป็นการประชาสัมพันธ์ผ่านการถ่ายทอดสดไปยังผู้ชม 700–800 ล้านครัวเรือนทั่วโลก

    นอกจากนี้ Moto GP สนามประเทศไทย ยังได้สร้างตำนานบทใหม่อีกครั้ง ในศึก “PT Grand Prix of Thailand” สนามที่ 1 เปิดฤดูกาล 2026 ผ่านการแข่งขัน “ตุ๊กตุ๊ก ชาลเลนจ์” ด้วยการส่งนักแข่งพรีเมียร์คลาส

    22 คน นำโดยดีกรีแชมป์โลกอย่าง มาร์ค มาร์เกซ, ฟรานเชสโก้ บันยาญ่า, ฟาบิโอ กวาร์ตาราโร, โจอัน เมียร์ และ ฮอร์เก มาร์ติน ลงแข่ง “รถตุ๊กตุ๊ก” ซอฟต์เพาเวอร์ไทยอวดสายตาชาวโลก

    การแข่งขัน พีที กรังด์ปรีซ์ ออฟ ไทยแลนด์ สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการมอเตอร์สปอร์ตโลก โดยฝ่ายจัดการแข่งขัน โมโตจีพี สร้างสีสันให้กับกิจกรรม Rider Parade แบบเดิม ๆ ที่จะนำนักแข่งโมโตจีพีขึ้นรถบรรทุกทักทายแฟนรอบสนาม มาเป็น “ตุ๊กตุ๊ก ชาลเลนจ์” ส่งนักแข่ง โมโตจีพี ทั้ง 22 คน จาก 11 ทีม จับคู่กันลงขับ “รถตุ๊กตุ๊ก” ดวลความเร็วสร้างสีสันก่อนแข่งขันจริง ซึ่งผลการแข่งขันปรากฏว่า แจ็ค มิลเลอร์ นักบิดชาวออสเตรเลียนและ โทปรัค ราซกัตลิโอกลู คู่หูสุดฮาจาก พรีม่า พรามัค ยามาฮ่า โมโตจีพี คว้าชัยชนะไปครอง ท่ามกลางเสียงเชียร์ของแฟน ๆ ในสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต

    กิจกรรม “ตุ๊กตุ๊ก ชาลเลนจ์” นับเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ของ โมโต จีพี ยุคใหม่ ที่สร้างความสนุกสนานผ่านวัฒนธรรมของแต่ละประเทศที่เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ซึ่งนับเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวได้อย่างแท้จริง ขณะที่ “รถกตุ๊กตุ๊ก” ก็เป็นซอฟต์เพาเวอร์ของไทย ที่เป็นเอกลักษณ์มายาวนาน

    ขณะที่การดูแลความปลอดภัยของผู้เข้าแข่งขัน และผู้ชม นายแพทย์สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ได้ระดมบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขจากเขตสุขภาพที่ 9 รวม 300 คน ปฏิบัติงานประจำสนามแข่งขัน เตรียมหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ (Medical Post) เพื่อเข้าช่วยเหลือ ณ จุดเกิดเหตุได้ทันที รวมทั้งหน่วยปฐมพยาบาล หน่วยบริการการแพทย์ฉุกเฉินและส่งต่อ สามารถเชื่อมโยงและประสานงานได้อย่างครอบคลุม รองรับสถานการณ์ฉุกเฉินและการบาดเจ็บได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข (PHEOC) เป็นศูนย์กลางในการบัญชาการ บูรณาการบุคลากร อุปกรณ์ และแผนปฏิบัติการให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ครอบคลุมทั้งภายในสนามแข่งขันและตลอดเส้นทางการเดินทางในจังหวัด


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/481373&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oAlQWKJLm5HLDCVfzYnWB

  • นายกรัฐมนตรี  ประชุมฝ่ายเศรษฐกิจ ฟังข้อเสนอรับมือผลกระทบสู้รบในตะวันออกกลาง  พร้อมหามาตรการรับมือด้านเศรษฐกิจทางตรง-ทางอ้อม ย้ำให้ความสำคัญความปลอดภัยคนไทย-ธุรกิจไทยในพื้นที่

    นายกรัฐมนตรี ประชุมฝ่ายเศรษฐกิจ ฟังข้อเสนอรับมือผลกระทบสู้รบในตะวันออกกลาง พร้อมหามาตรการรับมือด้านเศรษฐกิจทางตรง-ทางอ้อม ย้ำให้ความสำคัญความปลอดภัยคนไทย-ธุรกิจไทยในพื้นที่

    นายกรัฐมนตรี  ประชุมฝ่ายเศรษฐกิจ ฟังข้อเสนอรับมือผลกระทบสู้รบในตะวันออกกลาง  พร้อมหามาตรการรับมือด้านเศรษฐกิจทางตรง-ทางอ้อม ย้ำให้ความสำคัญความปลอดภัยคนไทย-ธุรกิจไทยในพื้นที่

    วันนี้ (2 มี.ค.69) เมื่อเวลา 13.30 น. ที่ตึกภักดีบดินทร์ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รมว.พาณิชย์ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นายปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ขณะที่ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน ประชุมผ่านระบบวิดิโอคอนเฟอเรนซ์ เนื่องจากติดภารกิจที่ต่างประเทศ

    นายกรัฐมนตรี กล่าวช่วงต้นการประชุมว่า วันนี้ได้เรียกทุกท่านมาประชุมเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งมีการปฏิบัติการทางการทหารเมื่อวันที่28 ก.พ.ผ่านมา ในขณะนี้เป้าหมายของการโจมตีก็ยังเป็นเป้าหมายทางการทหารอยู่ โดยประเทศอิหร่านได้ตอบโต้ไปยังหลายประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง และเริ่มโจมตีเรือบรรทุกน้ํามันในช่องแคบฮอร์มุซ ส่วนไทยคงมีการได้รับผลกระทบอย่างแน่นอนไม่มากก็น้อย ตนจึงเรียกประชุมทุกท่านเพื่อเตรียมความพร้อมจํากัดความเสียหาย โดยให้มีผลกระทบต่อประเทศไทยน้อยที่สุด

    นายกรัฐมนตรี  กล่าวด้วยว่า ช่วงเช้าที่ผ่านมามีการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) และมีมาตรการหลาย ๆ เรื่องที่จะช่วยทําให้เกิดความมั่นคง และความมีเสถียรภาพสําหรับประเทศไทยต่อสถานการณ์นี้มาต่อยอดในการประชุม ในส่วนของเรื่องเศรษฐกิจและภาคเอกชน เราจะมีมาตรการอย่างไรที่จะบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และประเทศมากที่สุดเท่าที่จะทําได้

    นายกฯ กล่าวว่า ในเรื่องของการช่วยเหลือพลเมืองไทย ที่อยู่ในประเทศที่มีปัญหาตอนนี้ ได้มีการดําเนินการด้านทูต โดยเราจะให้การช่วยเหลือทุกรูปแบบ ประชาชนไทยที่อยู่ในประเทศอิหร่านก็จะเร่งให้การช่วยเหลือโดยนํากลับสู่ประเทศไทยให้เร็วที่สุดเป็นลำดับต้นๆ ส่วนประเทศอื่น ๆ จะมีการประสานงานผู้ที่มีความประสงค์ที่จะเดินทางกลับก็จะมีมาตรการช่วยเหลือต่อไป

    นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า การประชุมนี้อยากให้ทุกท่านร่วมกันประเมินสถานการณ์ที่เกิดขึ้นต่อจากนี้ โดยให้ความสําคัญกับผลกระทบของคนไทยและธุรกิจไทยในต่างประเทศ โดยเฉพาะด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์ เรื่องผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งราคาพลังงาน การค้าการลงทุน การส่งออก การท่องเที่ยว และค่าครองชีพ ตนพร้อมที่จะฟังข้อเสนอแนวทางรับมือที่ชัดเจน และสามารถดําเนินการได้ทันทีเพื่อบรรเทาผลกระทบและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและภาคเอกชนในการดําเนินชีวิตและประกอบธุรกิจต่อไปอย่างเป็นปกติสุข
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/67460&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0C2SeM09aQb7xuCe2UbPWp

  • นายกฯ ถกทีมเศรษฐกิจ-ภาคธุรกิจ วางมาตรการรับมือผลกระทบสงคราม ย้ำ ให้กระทบไทยน้อยที่สุด 

    นายกฯ ถกทีมเศรษฐกิจ-ภาคธุรกิจ วางมาตรการรับมือผลกระทบสงคราม ย้ำ ให้กระทบไทยน้อยที่สุด 


    “นายกฯ ” เรียกถกทีมเศรษฐกิจ-สภาหอฯ-ธนาคาร เตรียมรับมือวิกฤตพลังงานหลังเส้นทางเดินเรือฮอร์มุซถูกโจมตี มอบสภาพัฒน์ฯ-คลังประเมินผลกระทบเร่งด่วน ย้ำ ให้กระทบไทยน้อยที่สุด 

    ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมมหาดไทย เป็นประธานการประชุมประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง , นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม , นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ , นางตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน , ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานประชุมผ่านระบบออนไลน์เนื่องจากอยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจในต่างประเทศ , เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ , เลขาธิการสภาพัฒน์ฯ , เลขาธิการกฤษฎีกา พร้อมด้วยภาคเอกชน อาทิ สภาหอการค้าไทย , สมาคมธนาคารไทย เข้าร่วมประชุมด้วย

    ก่อนประชุม นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สืบเนื่องจากสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งและมีการสู้รบ อย่างรุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งได้มีการปฎิบัติการทางทหารมาตั้งแต่วันเสาร์ที่ 28  ก.พ.  โดยในขณะนี้เป้าหมายของการโจมตี ยังคงเป็นเป้าหมายทางการทหารอยู่ และได้มีการตอบโต้จสกประเทศอิหร่าน ไปยังหลายประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางและเริ่มโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซด้วย

    ส่วนประเทศไทยคงมีการได้รับผลกระทบแน่นอนไม่มากก็น้อย แต่การที่ได้เชิญทุกคนประชุมในวันนี้เพื่อเตรียมความพร้อมเพื่อจำกัดความเสียหายให้มีผลกระทบต่อประเทศไทยน้อยที่สุด และเมื่อเช้านี้ตรได้ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติไปแล้วมีมาตรการหลายเรื่อง ในการช่วยทำให้เกิดความมั่นคง ความมีเสถียรภาพสำหรับประเทศไทยต่อสถานการณ์นี้ 

    ช่วงบ่ายก็จะเป็นการประชุมต่อยอด ในส่วนของเศรษฐกิจ ภาคเอกชน ว่าจะมีมาตรการอย่างไร ที่จะบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ส่วนการช่วยเหลือพลเมืองไทยที่อยู่ในประเทศที่มีปัญหาอยู่ตอนนี้ได้มีการดำเนินการโดยจะให้การช่วยเหลือในทุกรูปแบบ อย่างประชาชนที่อยู่ในอิหร่านก็จะเร่งให้ความช่วยเหลือพากลับสู่ประเทศไทยให้เร็วที่สุดเป็นลำดับต้น ส่วนประเทศอื่นก็จะมีการประสานงาน ถ้ามีความประสงค์เดินทางกลับประเทศไทยก็จะมีมาตรการช่วยเหลือต่อไป

    การประชุมช่วงบ่ายนี้อยากให้ทุกท่านได้ร่วมกันประเมินสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ โดยให้ความสำคัญกับผลกระทบต่อคนไทยและนักธุรกิจไทยต่างประเทศโดยเฉพาะความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยทั้งทางตรงทางอ้อม ทั้งราคาพลังงาน การค้า การลงทุน การส่งออก การท่องเที่ยว และค่าครองชีพของประชาชน พร้อมจะรับฟังข้อเสนอ แนวทางรับมือที่ชัดเจน และสามารถดำเนินการได้ทันที ช่วยบรรเทาผลกระทบและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและภาคเอกชน ในการประกอบธุรกิจต่อไปได้อย่างเป็นปกติสุข  

    สำหรับการประชุมประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ประชุมจะมีการหารือผลกระทบในด้านต่างๆ โดยจะมีการรับทราบภาพรวมสถานการณ์และการประเมินผลกระทบเบื้องต้น จาก สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และกระทรวงการคลัง สถานการณ์ด้านการต่างประเทศและการเตรียมการช่วยเหลือคนไทยที่ได้รับผลกระทบ โดยกระทรวงการต่างประเทศ สถานการณ์ด้านพลังงาน ด้านคมนาคมขนส่ง ด้านการค้าระหว่างประเทศ ด้านการท่องเที่ยว ด้านแรงงาน และสถานการณ์ภาคการเงิน ตลาดทุน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/40719&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KtXfhEnUhcvSO14Cu_2RG

  • “รมช.องอาจ” เป็นประธาน 81 ปี สถาปนาคุรุสภา มอบรางวัล “ครูถิรคุณ” สดุดี ผอ.-ครูฮีโร่สละชีพปกป้องศิษย์ พร้อมชูวิสัยทัศน์ดึงเทคโนโลยีลดภาระครูคู่คุณธรรม

    “รมช.องอาจ” เป็นประธาน 81 ปี สถาปนาคุรุสภา มอบรางวัล “ครูถิรคุณ” สดุดี ผอ.-ครูฮีโร่สละชีพปกป้องศิษย์ พร้อมชูวิสัยทัศน์ดึงเทคโนโลยีลดภาระครูคู่คุณธรรม

    “รมช.องอาจ” เป็นประธาน 81 ปี สถาปนาคุรุสภา มอบรางวัล “ครูถิรคุณ” สดุดี ผอ.-ครูฮีโร่สละชีพปกป้องศิษย์ พร้อมชูวิสัยทัศน์ดึงเทคโนโลยีลดภาระครูคู่คุณธรรม


    2/03/2569 | 61 |

    เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 เวลา 8.29 น. นายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ครบรอบ 81 ปี  โดยมี ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา พร้อมด้วย คณะกรรมการคุรุสภา คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ ตลอดจนผู้รับรางวัล แขกผู้มีเกียรติ และพนักงานเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง ณ ห้องประชุมบุณยเกตุ อาคารหอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ

    ​โดยในลำดับแรก รมช.ศธ. ได้เป็นประธานพิธีบวงสรวง องค์พระพฤหัสบดี สักการะศาลตายาย พระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พระยาศรีสุนทรโวหาร และ ฯพณฯ ทวี บุณยเกตุ ผู้ก่อตั้งคุรุสภา และพิธีทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคล จากนั้น รมช.ศธ. พร้อมผู้ร่วมงาน ได้ยืนสงบนิ่งเพื่อถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นเวลา 1 นาที

    ในโอกาสนี้ รมช.ศธ. ได้มอบรางวัล “ครูถิรคุณ” เพื่อประกาศเกียรติคุณยกย่องครูผู้เสียสละและมีอุดมการณ์ในวิชาชีพ โดย รมช.ศธ. ได้มอบรางวัลแด่ นางศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ จังหวัดสงขลา โดยมี นายเจษฎา สินสโมสร สามี เป็นผู้รับมอบแทน และคณะผู้บริหาร ครู และเจ้าหน้าที่ธุรการ อีก 4 ท่าน ได้แก่ นายคมคาย แก้วพรหม, นางสาวสุวรรณา รัตนบุรี, นางสาวขนิษฐา เครือวัลย์ และนางทิพวรรณ เพชรหนู ซึ่งได้ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว ยืนหยัดปกป้องนักเรียนจากเหตุการณ์อันตรายเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 แม้ต้องประสบอันตรายจนผู้อำนวยการโรงเรียนถึงแก่ชีวิต การกระทำดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความหมายอันลึกซึ้งของคำว่า “ครู” ที่เป็นทั้งผู้นำและผู้พิทักษ์ศิษย์อย่างแท้จริง

    ​นอกจากนี้ รมช.ศธ. ยังได้มอบรางวัลเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงาน ประกอบด้วย รางวัลผู้มีคุณูปการต่อสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา 30 คน, รางวัลผู้บริหารภารกิจคุรุสภา ส่วนภูมิภาค ดีเด่น 17 คน, รางวัลผู้บริหารการศึกษาที่ส่งเสริม สนับสนุนผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาดีเด่น 34 คน และรางวัล “คนดี ศรีคุรุสภา” จำนวน 8 คน

    ​รมช.ศธ. กล่าวทิ้งท้ายว่า รางวัลครูถิรคุณ มิได้เป็นเพียงโล่ประกาศเกียรติคุณ แต่เป็นสัญลักษณ์แห่งการเชิดชูความกล้าหาญ ความเสียสละ และความมั่นคงในจิตวิญญาณแห่งวิชาชีพครู อันเป็นคุณค่าที่สังคมไทยให้ความเคารพยกย่องอย่างสูงสุด สำหรับก้าวต่อไปของคุรุสภา รัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการ มีทิศทางมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพการศึกษาควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของครู คุรุสภาจึงต้องมีความพร้อมและปรับตัวสู่การเป็นองค์กรที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัย เน้นความคล่องตัว (Agility) ปรับตัวเร็วด้วยข้อมูล (Data-driven) เพื่อนำไปสู่การยกระดับการทำงานและลดภาระครูได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะส่งผลให้ผู้เรียนเติบโตอย่างมีคุณภาพ สร้างความเชื่อมั่นและไว้วางใจจากสังคมและประเทศชาติอย่างยั่งยืน

    กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานรัฐมนตรี ศธ. : รายงาน
    2/3/2569

    ข้อมูลจาก https://www.thaigov.go.th/th/news/161997


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/481480&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PwssJtt2ngn5HR-p7H78p

  • ลงนาม MOU พัฒนาคุณภาพการศึกษาในท้องถิ่นมุ่งส่งเสริมศักยภาพครู

    ลงนาม MOU พัฒนาคุณภาพการศึกษาในท้องถิ่นมุ่งส่งเสริมศักยภาพครู

    มูลนิธิสตาร์ฟิชเอ็ดดูเคชั่น จับมือ เทศบาลเมืองเมืองแกนพัฒนาลงนาม MOU พัฒนาคุณภาพการศึกษาในท้องถิ่น
    มุ่งส่งเสริมศักยภาพครูและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้สำหรับสถานศึกษาในสังกัดเทศบาล

    เมื่อวันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569 เทศบาลเมืองเมืองแกนพัฒนา อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ และมูลนิธิสตาร์ฟิชเอ็ดดูเคชั่น ได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาในท้องถิ่น อย่างเป็นทางการ ณ หอประชุมโรงเรียนปลาดาว โดยมีผู้บริหารและตัวแทนจากทั้งสองหน่วยงานเข้าร่วมพิธีลงนาม

    การลงนามในครั้งนี้นำโดย นายพสิษฐ์โชติ โกวฤทธิ์ นายกเทศมนตรีเมืองเมืองแกนพัฒนา และ ดร.นรรธพร จันทร์เฉลี่ย เสริบุตร ประธานมูลนิธิสตาร์ฟิชเอ็ดดูเคชั่น ซึ่งสะท้อนถึงเจตนารมณ์ร่วมกันในการยกระดับการศึกษาของชุมชนในพื้นที่อำเภอแม่แตง

นายพสิษฐ์โชติ โกวฤทธิ์ นายกเทศมนตรีเมืองเมืองแกนพัฒนา ได้กล่าวแสดงความยินดีต่อความร่วมมือของทั้งสองหน่วยงาน โดยยืนยันว่าทางเทศบาลเมืองเมืองแกนพัฒนาพร้อมให้การสนับสนุนและร่วมมืออย่างเต็มที่ในทุกมิติ เพื่อนำนวัตกรรมใหม่ ๆ เข้ามาประยุกต์ใช้ในการจัดการศึกษาให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของโลก และมุ่งหวังให้การพัฒนาในครั้งนี้เกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุดต่อผู้เรียน

ดร.นรรธพร จันทร์เฉลี่ย เสริบุตร ประธานมูลนิธิสตาร์ฟิชเอ็ดดูเคชั่น ได้เน้นย้ำถึงวิสัยทัศน์ในการยกระดับคุณภาพการศึกษา เพื่อให้เด็กทุกคนในชุมชน รวมถึงโรงเรียนโดยรอบ สามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพได้อย่างเท่าเทียม โดยโครงการนี้จะมุ่งเน้นการแบ่งปันความรู้และพัฒนาศักยภาพทางวิชาการให้แก่คณะผู้บริหารและครูผู้สอน เพื่อสร้างโอกาสให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ด้วยรูปแบบที่ทันสมัย พร้อมทั้งเสริมสร้างสมรรถนะและทักษะที่จำเป็นสำหรับโลกยุคใหม่

    ภายใต้ความร่วมมือนี้ ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันจัดทำแผนพัฒนาการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยใช้รูปแบบการเรียนที่เหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษาในสังกัดเทศบาล พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างสองหน่วยงาน เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาในท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม บันทึกข้อตกลงฉบับนี้มีระยะเวลาผูกพัน 1 ปี นับตั้งแต่วันลงนาม นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างความร่วมมือระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับภาคประชาสังคมด้านการศึกษาในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่
     

    มูลนิธิสตาร์ฟิชเอ็ดดูเคชั่น เป็นองค์กรนวัตกรรมการศึกษาที่ดำเนินงานมายาวนานกว่า 20 ปี โดยมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทยอย่างยั่งยืนผ่านโปรแกรมสำคัญ ได้แก่ โรงเรียนปลาดาวซึ่งเป็นโรงเรียนต้นแบบนวัตกรรมการศึกษา แพลตฟอร์ม Starfish Labz สำหรับพัฒนาศักยภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาออนไลน์ และ Starfish Class เครื่องมือประเมินสมรรถนะผู้เรียนเชิงรุก

    ผลงานของมูลนิธิได้รับการยอมรับในระดับสากลอย่างต่อเนื่อง โดยโรงเรียนปลาดาวได้รับรางวัล World’s Best School Prizes 2024 สาขา Innovation จาก T4 Education ซึ่งเป็นรางวัลระดับโลกที่ยกย่องโรงเรียนที่สร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา นอกจากนี้ นวัตกรรมการศึกษา Starfish Maker ยังได้รับการคัดเลือกเข้าสู่ HundrED Global Collection 2026 หนึ่งในนวัตกรรมการศึกษาที่ดีที่สุด 100 แห่งทั่วโลก คัดเลือกโดย HundrED องค์กรระดับนานาชาติจากฟินแลนด์ที่มุ่งส่งเสริมนวัตกรรมการศึกษาเพื่อเด็กทุกคน

    ในระดับประเทศ มูลนิธิสตาร์ฟิชเอ็ดดูเคชั่นดำเนินงานร่วมกับพันธมิตรหลักทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กรุงเทพมหานคร (กทม.) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา และ Google for Education เป็นต้น เพื่อร่วมพัฒนาและขยายผลนวัตกรรมการศึกษาสู่ครูและนักเรียนในทุกภูมิภาคทั่วประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3891960/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20FaKdL4Wmer5RnfE6MCJ4

  • การประชุมคณะกรรมการบริหารกิจการนักเรียนนักศึกษา ครั้งที่ 68 และการประชุมคณะกรรมการทุนการศึกษา ครั้งที่ 8 (7/ปีการศึกษา 2568) — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    การประชุมคณะกรรมการบริหารกิจการนักเรียนนักศึกษา ครั้งที่ 68 และการประชุมคณะกรรมการทุนการศึกษา ครั้งที่ 8 (7/ปีการศึกษา 2568) — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/121462/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1TgpD9UPfSF-CnAlsR587q