Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • การประชุมคณะกรรมการบริหารกิจการนักเรียนนักศึกษา ครั้งที่ 68 และการประชุมคณะกรรมการทุนการศึกษา ครั้งที่ 8 (7/ปีการศึกษา 2568) — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    การประชุมคณะกรรมการบริหารกิจการนักเรียนนักศึกษา ครั้งที่ 68 และการประชุมคณะกรรมการทุนการศึกษา ครั้งที่ 8 (7/ปีการศึกษา 2568) — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/121462/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1TgpD9UPfSF-CnAlsR587q

  • สจด. ร่วมยินดีกับนักเรียนนักศึกษา คว้ารางวัลการแข่งขันอาชีวศึกษาเพชรยอดมงกุฎ ครั้งที่ 2 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สจด. ร่วมยินดีกับนักเรียนนักศึกษา คว้ารางวัลการแข่งขันอาชีวศึกษาเพชรยอดมงกุฎ ครั้งที่ 2 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2569 ที่วิทยาลัยการอาชีวศึกษาปทุมธานี จังหวัดปทุมธานีสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จัดการแข่งขันอาชีวศึกษาเพชรยอดมงกุฎ ครั้งที่ 2 ประจำปี 2569 เพื่อส่งเสริมความเป็นเลิศด้านวิชาการและทักษะวิชาชีพ ควบคู่การบูรณาการภาษาจีน เตรียมความพร้อมกำลังคนอาชีวศึกษาสู่บริบทเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมยุคใหม่

    ในการแข่งขันครั้งนี้ ผู้เข้าแข่งขันต้องสอบทั้ง ความรู้วิชาสาขาเฉพาะทาง และ ภาษาจีน เพื่อวัดศักยภาพด้านวิชาชีพควบคู่กับทักษะการสื่อสารระหว่างประเทศ สะท้อนแนวทางการพัฒนากำลังคนที่ตอบโจทย์ความร่วมมือไทย–จีน

    พิธีเปิดได้รับเกียรติจาก สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ประธานมูลนิธิร่มฉัตร และสถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล เป็นประธานในพิธี ร่วมด้วย ฯพณฯ จาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย รศ.ดร.คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา และผู้บริหารจากหน่วยงานภาคีเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ

    การแข่งขันจัดขึ้นใน 6 สาขาวิชา ได้แก่
    • การซ่อมบำรุงทางรถไฟและระบบขนส่งทางราง
    • รถยนต์พลังงานใหม่ (ยานยนต์ไฟฟ้า)
    • หุ่นยนต์อัจฉริยะและเมคคาทรอนิกส์
    • โลจิสติกส์
    • การท่องเที่ยวและโรงแรม
    • กราฟิกคอมพิวเตอร์

    มีสถานศึกษาเข้าร่วม 84 แห่ง นักเรียน นักศึกษา 807 คน และครูผู้ควบคุม 207 คน

    ในการแข่งขันครั้งนี้ นักเรียนนักศึกษาโรงเรียนจิตรลดาวิชาชีพ สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา สาขาอาหารและโภชนาการ และสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ รวม 11 คน ได้เข้าร่วมแข่งขันในสาขาการท่องเที่ยวและโรงแรม และกราฟิกคอมพิวเตอร์ และสามารถสร้างผลงานได้อย่างน่าภาคภูมิใจ ดังนี้

    ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.)
    • นางสาวทองคำ ชั่งสี รางวัลที่ 5 รับเกียรติบัตร เหรียญที่ระลึก และเงินรางวัล 2,000 บาท
    • นางสาวณัชชา วงษ์สงวน รางวัลที่ 8 รับเกียรติบัตร เหรียญที่ระลึก และเงินรางวัล 2,000 บาท
    • นางสาวนงนภัส ทองคำ รางวัลที่ 26 รับเกียรติบัตร และเงินรางวัล 1,000 บาท
    • นางสาวชวิศา ชื่นนิยม รางวัลที่ 40 รับเกียรติบัตร และเงินรางวัล 1,000 บาท
    • นางสาวภัทรวรรณ สืบพงษ์ รางวัลที่ 87 รับเกียรติบัตร

    ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.)
    • นายภัทรศัย วชิรนาวิน รางวัลที่ 8 รับเกียรติบัตร เหรียญที่ระลึก และเงินรางวัล 2,000 บาท
    • นางสาวพัฒน์นรี จำปาทอง รางวัลที่ 12 รับเกียรติบัตร และเงินรางวัล 1,000 บาท
    • นางสาวฐิติกานต์ พิมพ์เงิน รางวัลที่ 79 รับเกียรติบัตร

    ความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่น ความสามารถ และศักยภาพของนักเรียนนักศึกษาในการแข่งขันระดับประเทศ ทั้งในด้าน ทักษะวิชาชีพและความสามารถด้านภาษาจีน อันเป็นทักษะสำคัญของกำลังคนอาชีวศึกษาในยุคอุตสาหกรรมใหม่ และตอกย้ำบทบาทของสถาบันในการพัฒนากำลังคนคุณภาพที่พร้อมก้าวสู่เวทีสากลอย่างมั่นคงต่อไป.
    ขอขอบคุณภาพจากเพจ ศธ.360 องศา 

    ชาติภักดิ์/ข่าว

    สจด. ร่วมยินดีกับนักเรียนนักศึกษา คว้ารางวัลการแข่งขันอาชีวศึกษาเพชรยอดมงกุฎ ครั้งที่ 2 — 2 มีนาคม 2026 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. ร่วมยินดีกับนักเรียนนักศึกษา คว้ารางวัลการแข่งขันอาชีวศึกษาเพชรยอดมงกุฎ ครั้งที่ 2 — 2 มีนาคม 2026 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. ร่วมยินดีกับนักเรียนนักศึกษา คว้ารางวัลการแข่งขันอาชีวศึกษาเพชรยอดมงกุฎ ครั้งที่ 2 — 2 มีนาคม 2026 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. ร่วมยินดีกับนักเรียนนักศึกษา คว้ารางวัลการแข่งขันอาชีวศึกษาเพชรยอดมงกุฎ ครั้งที่ 2 — 2 มีนาคม 2026 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. ร่วมยินดีกับนักเรียนนักศึกษา คว้ารางวัลการแข่งขันอาชีวศึกษาเพชรยอดมงกุฎ ครั้งที่ 2 — 2 มีนาคม 2026 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. ร่วมยินดีกับนักเรียนนักศึกษา คว้ารางวัลการแข่งขันอาชีวศึกษาเพชรยอดมงกุฎ ครั้งที่ 2 — 2 มีนาคม 2026 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. ร่วมยินดีกับนักเรียนนักศึกษา คว้ารางวัลการแข่งขันอาชีวศึกษาเพชรยอดมงกุฎ ครั้งที่ 2 — 2 มีนาคม 2026 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. ร่วมยินดีกับนักเรียนนักศึกษา คว้ารางวัลการแข่งขันอาชีวศึกษาเพชรยอดมงกุฎ ครั้งที่ 2 — 2 มีนาคม 2026 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. ร่วมยินดีกับนักเรียนนักศึกษา คว้ารางวัลการแข่งขันอาชีวศึกษาเพชรยอดมงกุฎ ครั้งที่ 2 — 2 มีนาคม 2026 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. ร่วมยินดีกับนักเรียนนักศึกษา คว้ารางวัลการแข่งขันอาชีวศึกษาเพชรยอดมงกุฎ ครั้งที่ 2 — 2 มีนาคม 2026 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. ร่วมยินดีกับนักเรียนนักศึกษา คว้ารางวัลการแข่งขันอาชีวศึกษาเพชรยอดมงกุฎ ครั้งที่ 2 — 2 มีนาคม 2026 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. ร่วมยินดีกับนักเรียนนักศึกษา คว้ารางวัลการแข่งขันอาชีวศึกษาเพชรยอดมงกุฎ ครั้งที่ 2 — 2 มีนาคม 2026 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/121434/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BjLj6FbUORCUWsHa6DtEc

  • สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯ เปิดตัวหนังสือ “นโยบายการป้องกันการคุกคามทางเพศในองค์กรสื่อ” – สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

    สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯ เปิดตัวหนังสือ “นโยบายการป้องกันการคุกคามทางเพศในองค์กรสื่อ” – สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

    ชูหลัก “ความยินยอมทางเพศ” (Sexual Consent) สร้างบรรทัดฐานใหม่ ยกระดับความปลอดภัยให้คนสื่อไทย

    กรุงเทพมหานคร (2 มีนาคม 2569) – สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับคณะผู้วิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดทำและเผยแพร่หนังสือ “นโยบายการป้องกันการคุกคามทางเพศในองค์กรสื่อ” เพื่อเป็นคู่มือมาตรฐานที่มุ่งสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัย เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และยุติวัฒนธรรมความเงียบเกี่ยวกับปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศในวงการสื่อมวลชนไทย 

    นางสาวนรินี เรืองหนู นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า องค์กรสื่อมีบทบาทสำคัญในฐานะสถาบันทางสังคมที่กำหนดบรรทัดฐานและค่านิยมของสาธารณะ หากสื่อไม่สามารถสร้างความปลอดภัยและความเป็นธรรมภายในองค์กรตนเองได้ ย่อมไม่อาจสร้างความไว้วางใจจากสังคมได้อย่างเต็มภาคภูมิ การจัดทำนโยบายฉบับนี้จึงเป็น “หมุดหมายสำคัญ” ที่สะท้อนเจตนารมณ์ในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างเป็นรูปธรรม

    เนื้อหาภายในหนังสือเล่มนี้ถูกพัฒนาขึ้นจากข้อมูลการศึกษาระดับโลกที่พบว่า ผู้หญิงในองค์กรสื่อมีความเสี่ยงต่อการถูกล่วงละเมิดทางเพศสูงถึง 41% และส่วนใหญ่ (กว่า 80%) ไม่กล้ารายงานเหตุการณ์เนื่องจากความกลัวและขาดกลไกที่ชัดเจน สำหรับในประเทศไทย ผลการศึกษาเชิงคุณภาพพบว่าการคุกคามมีหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่วาจา การส่งภาพอนาจารในกลุ่มแอปพลิเคชันสื่อ ไปจนถึงการล่วงละเมิดทางร่างกายทั้งในห้องข่าวและระหว่างการปฏิบัติงานภาคสนาม 

    ไฮไลต์สำคัญของนโยบายฉบับนี้ประกอบด้วย:

    การใช้หลักความยินยอมทางเพศ (Sexual Consent) เป็นแกนกลาง: เน้นการสื่อสารและการปฏิสัมพันธ์บนพื้นฐานความสมัครใจ ความเคารพ และขอบเขตที่ชัดเจน ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องกฎหมายแต่เป็นวัฒนธรรมองค์กร 

    นิยามการคุกคามที่ครอบคลุม: ครอบคลุมทั้งทางสายตา วาจา ร่างกาย และการคุกคามผ่านระบบคอมพิวเตอร์ รวมถึงการใช้อำนาจหน้าที่เพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์  

    ร่างนโยบายที่นำไปใช้ได้จริง: นำเสนอต้นแบบประกาศนโยบายและกลไกการจัดการที่องค์กรสื่อทุกระดับสามารถนำไปปรับใช้ได้ทันที เพื่อคุ้มครองบุคลากรทุกเพศสภาพ 

    คณะผู้จัดทำนำโดย ดร.ชเนตตี ทินนาม (จุฬาฯ), ผศ.ดร.โกสุม โอมพรนุวัฒน์ (มธ.) และ อาจารย์พิมพ์พจี เย็นอุรา (มธ.) โดยมุ่งหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นเครื่องมือช่วยให้ผู้บริหาร บรรณาธิการ และผู้ปฏิบัติงานสื่อ ตระหนักถึงสิทธิในเนื้อตัวร่างกายและร่วมกันสร้างพื้นที่ปลอดภัย เพื่อให้สื่อมวลชนสามารถทำหน้าที่รายงานข่าวความรุนแรงทางเพศได้อย่างมีจริยธรรมและสง่างาม

    หนังสือ “นโยบายการป้องกันการคุกคามทางเพศในองค์กรสื่อ” ความหนา 72 หน้า จัดพิมพ์โดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่อีเมล์ tjareporter@gmail.com  และดาวน์โหลดหนังสือได้ที่ ดาวน์โหลด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tja.or.th/view/news/1456812&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HJbU28VbTAX1PuytRhetA

  • ‘คุรุสภา’ ครบ 81ปี ยกย่องเชิดชูครูดี พร้อมพัฒนาศักยภาพครูยุคใหม่ เปี่ยมคุณธรรม | เดลินิวส์

    ‘คุรุสภา’ ครบ 81ปี ยกย่องเชิดชูครูดี พร้อมพัฒนาศักยภาพครูยุคใหม่ เปี่ยมคุณธรรม | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 2 มี.ค. สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา จัดงานวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ครบรอบ 81 ปี โดยมีนายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธี

    โดยในพิธีมีการประกาศเกียรติคุณยกย่องครูผู้เสียสละ และมีอุดมการณ์ในวิชาชีพ โดยมอบรางวัล “ครูถิรคุณ” แด่ ผอ.ศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการ โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ ซึ่งมี นายเจษฎา สินสโมสร สามี เป็นผู้รับมอบ และมอบรางวัล “ครูถิรคุณ” แก่ คณะผู้บริหาร ครู และเจ้าหน้าที่ธุรการ โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ ได้แก่ นายคมคาย แก้วพรหม นางสาวสุวรรณา รัตนบุรี รองผู้อำนวยการโรงเรียน นางสาวขนิษฐา เครือวัลย์ ครู และ นางทิพวรรณ เพชรหนู เจ้าหน้าที่ธุรการ ที่ได้ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง รอบคอบ และเปี่ยมด้วยความรับผิดชอบสูงสุด ต่อหน้าที่ แสดงให้สังคมประจักษ์ถึงความมั่นคงในอุดมการณ์แห่งวิชาชีพ และความเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม อันเป็นคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของครูและบุคลากรทางการศึกษา และได้มอบรางวัลผู้มีคุณูปการต่อสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา จำนวน 30 คนรางวัลผู้บริหารภารกิจคุรุสภา ส่วนภูมิภาค ดีเด่น จำนวน 17 คน รางวัลผู้บริหารการศึกษาที่ส่งเสริม สนับสนุนผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาดีเด่น ประจำปี 2568 จำนวน 34 คน และรางวัล “คนดี ศรีคุรุสภา” จำนวน 8 คน เพื่อเป็นการยกย่องแก่ผู้สนับสนุนการดำเนินงานของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา รวมทั้งเป็นกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงาน

    นายองอาจ กล่าวว่า รางวัล “ครูถิรคุณ” ที่มอบในวันนี้ มิได้เป็นเพียงโล่ประกาศเกียรติคุณ หากแต่เป็นสัญลักษณ์แห่งการเชิดชูเกียรติคุณ ความกล้าหาญ ความเสียสละ และความมั่นคงในจิตวิญญาณแห่งวิชาชีพครู อันเป็นคุณค่าที่สังคมไทยให้ความเคารพยกย่องอย่างสูงสุด ซึ่งทุกท่านได้แสดงออกโดยมิได้คำนึงถึงความปลอดภัยของตนเอง หากแต่คำนึงถึงชีวิตและความปลอดภัยของนักเรียนและผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นางศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียน ผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว ยืนหยัดปกป้องนักเรียนและบุคลากรด้วยจิตวิญญาณของความเป็นครู อย่างแท้จริง แม้ต้องประสบอันตรายถึงชีวิต การกระทำของท่านสะท้อนให้เห็นถึงความหมายอันลึกซึ้ง ของคำว่า “ครู” ผู้เป็นทั้งผู้นำ ผู้เสียสละ และผู้พิทักษ์ศิษย์อย่างแท้จริง เกียรติคุณและความดีงามของท่าน จะคงอยู่ในความทรงจำของวงการศึกษาไทยตราบนานเท่านาน

    “ในโอกาสครบรอบ 81 ปี ของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา รัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการ มีทิศทางการดำเนินงานเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง โดยให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการจัดการศึกษา มุ่งเน้น การพัฒนาคุณภาพการศึกษาควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของครู ซึ่งถือเป็นหัวใจของการพัฒนา ระบบการศึกษา บุคลากรของคุรุสภาจึงมีบทบาทสำคัญ โดยต้องความพร้อมและสมรรถนะที่เหมาะสม กับการเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ยุคใหม่ ที่พร้อมปฏิบัติงานได้ทุกที่ ทุกเวลา มุ่งมั่นยกระดับงานด้านการให้บริการขององค์กรสู่การใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เน้นความคล่องตัว ปรับตัวเร็วด้วยข้อมูลนำไปสู่การยกระดับการทำงานด้วยเทคโนโลยีที่ช่วยลดภาระครูได้อย่างเป็นรูปธรรม เพิ่มศักยภาพการให้บริการเต็มรูปแบบ ส่งผลต่อผู้เรียนให้เติบโตอย่างมีคุณภาพและเท่าเทียม สร้างความเชื่อมั่น และความไว้วางใจจากสังคมและประเทศชาติอย่างยั่งยืน” รมช.ศธ. กล่าว

    ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า นับตั้งแต่จัดตั้งสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2488 ถึงปัจจุบัน การดำเนินงานของคุรุสภาเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาวิชาชีพครูอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงแต่กำหนดมาตรฐานและควบคุมวิชาชีพครูเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ช่วยสร้างครูที่มีคุณภาพ ซึ่งงานในวันนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นการสืบทอดประวัติศาสตร์และเจตนารมณ์ของการจัดตั้งคุรุสภาให้เป็นสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่มุ่งมั่นดำเนินการด้านการพัฒนามาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณของวิชาชีพให้มีคุณภาพและเป็นที่ยอมรับของผู้ประกอบวิชาชีพและสังคม

    “ก้าวต่อไปของคุรุสภาจะมุ่งมั่นพัฒนาและขับเคลื่อนพันธกิจเพื่อยกระดับมาตรฐานวิชาชีพ และพัฒนาวิชาชีพ ให้เป็นที่ประจักษ์และได้รับการยอมรับในระดับสากลพร้อมพัฒนาศักยภาพ “ครูยุคใหม่” ที่เปี่ยมด้วยคุณธรรมและจรรยาบรรณของวิชาชีพ มีจิตวิญญาณความเป็นครู เพื่อสร้างคนดี คนเก่ง มีคุณธรรม และพัฒนาการศึกษาไทยให้มั่นคง และยั่งยืนสืบไป” เลขาธิการคุรุสภากล่าว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5649911/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1AqB_1gd5GymUrjb3TNOB2

  • อ่านนโยบายเชิงสัญลักษณ์ (Symbolic Policy): เมื่อบางนโยบายไม่ได้มีไว้แก้ปัญหา แต่มีไว้ “สร้างความหมาย”

    อ่านนโยบายเชิงสัญลักษณ์ (Symbolic Policy): เมื่อบางนโยบายไม่ได้มีไว้แก้ปัญหา แต่มีไว้ “สร้างความหมาย”

    Loading…

    อ่านนโยบายเชิงสัญลักษณ์ (Symbolic Policy): เมื่อบางนโยบายไม่ได้มีไว้แก้ปัญหา แต่มีไว้ “สร้างความหมาย”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/government-300&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27A-hIs7TRfmU8Ip2AlbiG

  • รถรับส่งนักเรียนชนกัน เด็กเจ็บ 25 ราย เร่งยกระดับความปลอดภัย – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    รถรับส่งนักเรียนชนกัน เด็กเจ็บ 25 ราย เร่งยกระดับความปลอดภัย – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    รถรับส่งนักเรียนชนกัน เด็กเจ็บ 25 ราย เร่งยกระดับความปลอดภัย

    อุบัติเหตุ รถรับส่งนักเรียนชนกัน ที่จังหวัดสุพรรณฯ นักเรียนเจ็บ 25 ราย สภาผู้บริโภคย้ำเร่งยกระดับความปลอดภัย แก้กฎหมาย – ทำฐานข้อมูล – พัฒนาคนขับ

    จากกรณีเกิดอุบัติเหตุ รถรับส่งนักเรียนชนกัน ในพื้นที่อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี ก่อนเสียหลักไปชนท้ายรถบรรทุก ส่งผลให้มีเด็กนักเรียนได้รับบาดเจ็บรวม 25 ราย สภาผู้บริโภคย้ำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อเร่งยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยรถรับส่งนักเรียนอย่างเป็นระบบ ทั้งการทบทวนและบังคับใช้กฎหมายเข้มงวด จัดทำฐานข้อมูลรถรับส่งนักเรียนทั่วประเทศ พัฒนาศักยภาพผู้ขับขี่ และกำหนดมาตรฐานด้านความปลอดภัยของรถรับส่งนักเรียน เพื่อให้การเดินทางของเด็กเป็นระบบที่ตรวจสอบได้และลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง

    รถรับส่งนักเรียนชนกัน เด็กเจ็บ 25 ราย เร่งยกระดับความปลอดภัย

    คงศักดิ์ ชื่นไกรลาศ ผู้ช่วยคณะอนุกรรมการด้านการขนส่งและยานพาหนะ สภาผู้บริโภค กล่าวว่า ภาพรวมของอุบัติเหตุรถรับส่งนักเรียนปี 2569 ถือว่ารุนแรงอย่างต่อเนื่องเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา เพราะปีนี้เกิดเหตุแล้วถึง 10 ครั้ง มีเด็กนักเรียนเสียชีวิต 1 คน บาดเจ็บ 153 คน ส่วนใหญ่มีสาเหตุจากความประมาทและพฤติกรรมเสี่ยงของผู้ขับขี่ ที่สำคัญอุบัติเหตุครั้งนี้ไม่ใช่เหตุการณ์เฉพาะหน้า หากแต่เกิดขึ้นท่ามกลางสถิติอุบัติเหตุรถรับส่งนักเรียนที่เกิดขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2569 สะท้อนว่าความเสี่ยงดังกล่าวเป็นปัญหาเชิงระบบมากกว่าความผิดพลาดรายบุคคล

    ขณะเดียวกัน แม้คณะรัฐมนตรีจะมีมติรับทราบและกำหนดแนวทางยกระดับความปลอดภัยรถรับส่งนักเรียนตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปี 2566 แต่จนถึงปัจจุบันไม่ปรากฏความคืบหน้าที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมต่อสาธารณะตามมติคณะรัฐมนตรีแต่อย่างใด ขณะที่ยังมีเด็กนักเรียนบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการเดินทางไปกลับโรงเรียนอย่างต่อเนื่องในทุกวันนี้

    ท่ามกลางเหตุที่เกิดซ้ำอย่างต่อเนื่อง คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงว่าอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่คือมติที่มีอยู่จะถูกขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติจริงเมื่อใด คำตอบต่อคำถามดังกล่าวจึงไม่ใช่เรื่องเชิงนโยบายเท่านั้น หากเกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัยในชีวิตของเด็กนักเรียนทั่วประเทศ

    “อยากฝากถึงรัฐบาลใหม่ ว่าปัญหานี้จะดำเนินการแก้ไขอย่างไร และใครต้องรับผิดชอบต่อความล่าช้าของนโยบายจนนำไปสู่ความสูญเสียที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก รัฐบาลจะมีมาตรการเรื่องนี้อย่างไรที่จะหยุดเหตุการณ์แบบนี้ เราจะต้องปล่อยให้เด็กนักเรียนบาดเจ็บและเสียชีวิตอีกกี่คน” คงศักดิ์ระบุ

    คงศักดิ์ ย้ำว่า สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุแบ่งได้เป็น 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1) ความประมาทของผู้ขับขี่ ทั้งการขับรถเร็วเกินกำหนด ไม่ชะลอเมื่อถึงทางแยก หลับใน หรือไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร 2) สภาพรถที่ไม่ปลอดภัย รถรับส่งนักเรียนจำนวนไม่น้อยมีอายุการใช้งานสูง หรือถูกดัดแปลงผิดประเภทเพื่อบรรทุกผู้โดยสารเพิ่มขึ้น เช่น การถอดเบาะเพื่อใส่เบาะยาว หรือใช้รถที่ไม่ได้ออกแบบเพื่อโดยสารเด็กโดยตรง เมื่อเกิดอุบัติเหตุ โครงสร้างที่ไม่แข็งแรงและการขาดอุปกรณ์นิรภัยย่อมเพิ่มความรุนแรงของความเสียหาย

    3) การกำกับดูแลที่ขาดประสิทธิภาพ แม้จะมีกฎหมายรองรับ แต่การบังคับใช้ยังไม่ทั่วถึง รถบางส่วนไม่ได้ขึ้นทะเบียนหรือไม่ได้รับการตรวจสภาพ สะท้อนช่องว่างเชิงโครงสร้างในระบบความปลอดภัย และ 4) ประเทศไทยยังขาดระบบฐานข้อมูลกลางที่ชัดเจนเกี่ยวกับรถรับส่งนักเรียน ทั้งจำนวนรถ เส้นทาง ผู้ขับขี่ และพฤติกรรมการขับขี่อย่างต่อเนื่อง ทำให้การกำกับดูแลและการวางนโยบายเชิงรุกเป็นไปได้ยาก และส่งผลต่อประสิทธิภาพในการป้องกันอุบัติเหตุในระยะยาว

    คงศักดิ์ กล่าวต่ออีกว่า สภาผู้บริโภคมีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้เกิดระบบรถรับส่งนักเรียนที่ปลอดภัย ต้องดำเนินการใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1) การทบทวนระเบียบกฎหมายและการบังคับใช้ทั้งในระดับส่วนกลางและท้องถิ่น 2) การพัฒนาระบบข้อมูลที่เชื่อมโยงและตรวจสอบได้ 3) การพัฒนาศักยภาพบุคลากรที่เกี่ยวข้องทั้งผู้ขับขี่ ผู้บริหารสถานศึกษา และผู้กำกับดูแล และ 4) การพัฒนาเครื่องมือและกลไกสนับสนุน เช่น เทคโนโลยีติดตามความปลอดภัย หรือกองทุนเพื่อยกระดับมาตรฐาน

    จากการถอดบทเรียนโรงเรียนศูนย์เรียนรู้การจัดการรถรับส่งนักเรียนปลอดภัย พบว่า ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับแผนงานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีผู้บริหารสถานศึกษาให้ความสำคัญและสนับสนุนอย่างจริงจัง รวมถึงการมีส่วนร่วมขององค์กรผู้บริโภค หน่วยงานระดับจังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ขณะที่นโยบายจากส่วนกลางต้องมีความชัดเจนและกำหนดเป็นแผนปฏิบัติการตามมติคณะรัฐมนตรี เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ ที่ผ่านมาสภาผู้บริโภคได้ร่วมมือกับผู้ตรวจการแผ่นดิน และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พัฒนา “เกณฑ์ประเมินความปลอดภัยในการเดินทางของเด็กนักเรียน” เพื่อใช้เป็นต้นแบบในการขยายผลทั่วประเทศ โดยมุ่งสร้างมาตรฐานกลางและกลไกกำกับดูแลด้านความปลอดภัยอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นในเดือนมีนาคมนี้

    นอกจากนี้ ในช่วงปี 2568 – 2570 สภาผู้บริโภคยังดำเนินโครงการ “ความร่วมมือสานพลังท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาขนส่งสาธารณะไร้รอยต่อที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทุกคนขึ้นได้” ครอบคลุม 12 พื้นที่ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ ลำปาง น่าน สงขลา ภูเก็ต ปัตตานี ขอนแก่น สุรินทร์ ประจวบคีรีขันธ์ กาญจนบุรี พระนครศรีอยุธยา และกรุงเทพมหานคร เพื่อพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผลักดันมาตรฐานความปลอดภัยในการเดินทางของเด็กให้สอดคล้องกับบริบทเฉพาะของแต่ละพื้นที่

    “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นควรเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการทบทวนระบบรถรับส่งนักเรียนทั้งประเทศ เพื่อให้การเดินทางไปโรงเรียนของเด็กไทยเป็นการเดินทางที่ปลอดภัย มีมาตรฐาน และได้รับการคุ้มครองอย่างแท้จริง” คงศักดิ์กล่าวทิ้งท้าย


    อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้องได้ที่

    กาญจนบุรีเดินหน้า 12 รร. ต้นแบบ รถรับส่งนักเรียนปลอดภัย

    อุบัติเหตุ “รถรับส่งนักเรียน” สูญเสียซ้ำซาก ถึงเวลาต้องปฏิรูป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/020369_school-bus_news/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qPPXQ7rM50dklxpmfPPoc

  • เรียนภาษาต่างประเทศกับเพื่อนต่างชาติในคณะศิลปศาสตร์ SPU: เคล็ดลับเพิ่มความกล้าและความมั่นใจ – คณะศิลปศาสตร์

    เรียนภาษาต่างประเทศกับเพื่อนต่างชาติในคณะศิลปศาสตร์ SPU: เคล็ดลับเพิ่มความกล้าและความมั่นใจ – คณะศิลปศาสตร์

    ฮัลโหลชาวแก๊ง! น้องๆ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ที่น่ารักทุกคน! เคยรู้สึกไหมว่าเรียนภาษาในห้องอย่างเดียวมันยังไม่จุใจ อยากลองใช้จริง พูดจริง คุยกับเจ้าของภาษาแบบเรียลๆ แต่แอบเขิน ไม่กล้าเริ่ม? วันนี้พี่ๆ มีเคล็ดลับเด็ดๆ มาฝาก รับรองว่าการฝึกภาษากับเพื่อนต่างชาติในรั้ว SPU ของเราจะกลายเป็นเรื่องสนุกและง่ายนิดเดียว!

    🚀 ทำไมต้องฝึกภาษากับเพื่อนต่างชาติ? Advantage แบบ x10!

    การเรียนในห้องทำให้เราได้ทฤษฎีแน่นปึ้ก แต่การได้คุยกับเพื่อนต่างชาติคือการเปิดโลกภาคปฏิบัติที่แท้ทรู! มันไม่ใช่แค่การฝึกภาษา แต่มันคือ:

    • การเรียนรู้แบบธรรมชาติ: ได้ซึมซับสำเนียง คำสแลง และวลีที่เจ้าของภาษาใช้กันจริงๆ ซึ่งไม่มีในตำราเรียน!
    • แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม: ได้เข้าใจมุมมอง ความคิด และไลฟ์สไตล์ที่แตกต่าง ทำให้เราเป็น Global Citizen มากขึ้น
    • สร้างคอนเนคชั่นระดับโลก: เพื่อนที่เราเจอในวันนี้ อาจกลายเป็นเพื่อนซี้หรือคอนเนคชั่นทางธุรกิจในอนาคตก็ได้ ใครจะไปรู้!
    • เพิ่มความมั่นใจแบบก้าวกระโดด: ยิ่งพูดบ่อย ความกลัวก็ยิ่งลดลง ความมั่นใจก็พุ่งพรวด! นี่คือจุดเด่นของการเรียนที่ คณะศิลปศาสตร์ เลยนะ

    ✨ เคล็ดลับปังๆ เพิ่มความกล้าและความมั่นใจสำหรับชาว คณะศิลปศาสตร์ SPU

    พร้อมแล้วก็มาลุยกันเลย! กับ 5 เคล็ดลับง่ายๆ ที่จะเปลี่ยนคนขี้อายให้กลายเป็นสายเมคเฟรนด์!

    1. เริ่มต้นด้วยรอยยิ้ม: รอยยิ้มคือภาษาสากล! แค่ยิ้มทักทาย “Hi” หรือ “Hello” ก็เป็นการเปิดประตูมิตรภาพได้แล้ว
    2. อย่ากลัวผิดพลาด: จำไว้เลยว่า “Mistakes are proof that you are trying.” ไม่มีใครตัดสินเราหรอก เพื่อนๆ เข้าใจดีว่าเรากำลังฝึกฝนอยู่
    3. เตรียมบทสนทนาง่ายๆ: ลองคิดประโยคสั้นๆ ไว้ในใจ เช่น “Where are you from?”, “What do you study?”, “Do you like Thai food?” จะช่วยลดความประหม่าได้เยอะ
    4. ใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์: ถ้าไม่แน่ใจคำไหน ก็เปิดแอปแปลภาษาช่วยเลย! หรือจะลองใช้แอปแลกเปลี่ยนภาษาอย่าง Tandem เพื่อวอร์มอัพก่อนเจอตัวจริงก็ได้
    5. เป็นฝ่ายชวนคุยเรื่องของเราบ้าง: ลองเล่าเรื่องสนุกๆ ในไทย ชวนเพื่อนไปเที่ยวตลาดนัด ชิมสตรีทฟู้ด การมีกิจกรรมร่วมกันจะทำให้การสนทนาลื่นไหลขึ้นเยอะ!

    ที่ มหาวิทยาลัยศรีปทุม เราสนับสนุนให้นักศึกษาได้เรียนรู้และลงมือทำจริง การสร้างมิตรภาพกับเพื่อนต่างชาติก็เป็นหนึ่งในประสบการณ์ล้ำค่าที่หาไม่ได้จากที่ไหน

    🗺️ ตามล่าหาเพื่อนต่างชาติได้ที่ไหนใน มหาวิทยาลัยศรีปทุม?

    ไม่ต้องไปไหนไกลเลย! ในรั้ว SPU ของเรานี่แหละคือแหล่งรวมเพื่อนๆ นานาชาติชั้นดี ลองไปส่องตามนี้ดูนะ:

    • SPU International: ศูนย์รวมของนักศึกษาต่างชาติเลย แวะไปทักทายพี่ๆ หรือดูบอร์ดประกาศกิจกรรมได้เสมอ
    • ชมรมต่างๆ: ลองเข้าร่วมชมรมที่เราสนใจ ไม่ว่าจะเป็นชมรมกีฬา ดนตรี หรือศิลปะ ที่นั่นมีโอกาสเจอเพื่อนใหม่ๆ เพียบ!
    • งาน Event ของมหาวิทยาลัย: งานปฐมนิเทศ, SPU’s Got Talent, งานลอยกระทง เป็นโอกาสทองที่จะได้เจอและทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนต่างชาติ
    • Co-working Space และโรงอาหาร: สถานที่สาธารณะเหล่านี้คือจุดนัดพบที่ดีที่สุด แค่ส่งยิ้มแล้วชวนคุยเรื่องง่ายๆ ก็เริ่มได้แล้ว!

    อยากรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับกิจกรรมและชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย? ลองเข้าไปอ่านบทความเกี่ยวกับ ชีวิตนักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ ของเราดูสิ!

    เห็นไหมว่าการฝึกภาษากับเพื่อนต่างชาติใน คณะศิลปศาสตร์ SPU ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวเลย แค่เปิดใจ พกความมั่นใจไปนิดหน่อย ก็พร้อมสร้างมิตรภาพและพัฒนาทักษะภาษาไปพร้อมๆ กันแล้ว! ลุยเลย!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spu.ac.th/fac/liberal-arts/news-activity/20906/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25jp96PQIut0ZNO3q8qmd4

  • สกัดแก๊งขนยา 4 ล้านเม็ด สุดแสบทำทีท่องเที่ยวใช้เยาวชนนั่งรถตบตานำทาง | เดลินิวส์

    สกัดแก๊งขนยา 4 ล้านเม็ด สุดแสบทำทีท่องเที่ยวใช้เยาวชนนั่งรถตบตานำทาง | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 2 มี.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ณ ลานแถลงข่าว บก.สส.ภ.5 อ.เมือง จ.เชียงใหม่ พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจากตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง และ ป.ป.ส. ร่วมกันแถลงผลการจับกุมเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ พร้อมของกลางยาบ้าจำนวน 4 ล้านเม็ด หลังสนธิกำลังตั้งด่านสกัดจับได้ที่ด่านตรวจยาเสพติดแม่ทา ต.ทาสบเส้า อ.แม่ทา จ.ลำพูน พบพฤติกรรมสุดแสบใช้เยาวชนนั่งรถร่วมขบวนเพื่อสร้างฉากหน้าเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยว

    จากการตรวจสอบพบรถยนต์ต้องสงสัยขับตามกันมาเป็นขบวน 3 คัน ประกอบด้วยรถซูซูกิ สวิฟท์ สีขาว ทะเบียนเชียงราย, รถเก๋งมาสด้า สีดำ ทะเบียนกรุงเทพมหานคร และรถฮอนด้า ซีวิค สีเทา ทะเบียนชลบุรี โดยเจ้าหน้าที่พบยาบ้าทั้งหมดถูกซุกซ่อนอยู่ในรถมาสด้าที่มี นายธีรพร อายุ 26 ปี ชาวชัยภูมิ เป็นคนขับ พร้อมควบคุมตัวผู้ร่วมขบวนการรวม 7 ราย ซึ่งในจำนวนนี้มีเยาวชนหญิงอายุเพียง 14 ปี และ 16 ปี ชาวนครราชสีมา ร่วมเดินทางมาในรถนำขบวนด้วย

    ผู้ต้องหารับสารภาพว่า รับจ้างจากนายทุนเป็นเงิน 350,000 บาท โดยวางแผนนำเยาวชนร่วมนั่งรถมาด้วยเพื่อให้ดูเหมือนครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อนที่มาท่องเที่ยว จ.เชียงราย เพื่อตบตาเจ้าหน้าที่ โดยใช้รถคันที่มีเยาวชนเป็นรถนำทางคอยเช็กด่านตรวจตลอดเส้นทางเพื่อส่งยาเสพติดไปยังเป้าหมายที่ จ.สระบุรี

    เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาหนัก พร้อมเตรียมขยายผลเอาผิดถึงตัวการใหญ่ และกำชับให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบรถท่องเที่ยวอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการนำเยาวชนมาใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำผิดกฎหมายเช่นนี้อีก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5650047/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2AByK7cSyj758ppMPJrvsi

  • สมรภูมิตะวันออกกลางต่อผลกระทบกลุ่มอุตสาหกรรมในตลาดหุ้นไทย

    สมรภูมิตะวันออกกลางต่อผลกระทบกลุ่มอุตสาหกรรมในตลาดหุ้นไทย

    สมรภูมิตะวันออกกลางต่อผลกระทบกลุ่มอุตสาหกรรมในตลาดหุ้นไทย

    สถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญทางประวัติศาสตร์ เมื่อปฏิบัติการร่วมระหว่างอิสราเอลและสหรัฐฯ นำไปสู่การถึงแก่อสัญกรรมของ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดแห่งอิหร่าน ท่ามกลางวิกฤตการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการขนส่งพลังงานโลก 

    บล.บัวหลวง และ บล.เอเซีย พลัส วิเคราะห์ผลกระทบในมิติต่าง ๆ และแนวโน้มที่นักลงทุนต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

    ปฏิกิริยาตลาดระยะสั้น ความหวังบนความเปราะบาง

    แม้เหตุการณ์จะดูรุนแรง แต่ในระยะสั้นตลาดการเงินเริ่มสะท้อนโหมด “คลายกังวล” ออกมาบางส่วน หลังมี “ความหวังในการลดความตึงเครียด” จากสัญญาณการเปลี่ยนผ่านผู้นำใหม่ของอิหร่านและความเป็นไปได้ในการกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา โดยมีสัญญาณที่น่าสนใจ ดังนี้

    • สินทรัพย์ปลอดภัยเริ่มย่อตัว ราคาทองคำร่วงลงจากระดับ 5,440 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาต่ำกว่า 5,300 ดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนว่านักลงทุนเริ่มมองหาโอกาสจากการที่สถานการณ์อาจไม่บานปลายเป็นสงครามโลกในทันที
    • ราคาน้ำมันที่ยังไม่เร่งตัว แม้ราคาจะปรับตัวสูงขึ้น แต่การที่ยังไม่พุ่งทะยานอย่างรุนแรงต่อเนื่อง ชี้ให้เห็นว่าตลาดยังไม่ได้ประเมินราคา (Price in) สำหรับฉากทัศน์สงครามยืดเยื้อเต็มรูปแบบ

    ผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม

    ในสภาวะเช่นนี้ ผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนตามกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรม

    กลุ่มที่ได้รับอานิสงส์ กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี อาทิ PTT, PTTEP, TOP, BCP, IVL, PTTGC และ IRPC มีโอกาสปรับตัวขึ้นตามราคาน้ำมัน แต่อาจมีช่วงพักฐานจึงไม่ควรไล่ราคาจนเกินไป

    กลุ่มที่ต้องเพิ่มความระมัดระวัง

    • โรงไฟฟ้า เช่น GPSC และ EGCO ซึ่งจะได้รับแรงกดดันจากต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่สูงขึ้น
    • สายการบินและท่องเที่ยว โดยเฉพาะเส้นทางยุโรป เช่น THAI, AAV, BA และ MINT ที่ต้องเผชิญกับต้นทุนเชื้อเพลิงและการบินอ้อมพื้นที่ความขัดแย้ง

    โอกาสของตลาดหุ้นไทย หากสถานการณ์จำกัดวงอยู่เพียงในภูมิภาค ตลาดหุ้นไทยอาจกลายเป็น “Safe Haven ในเชิงเปรียบเทียบ” จากการเคลื่อนย้ายเงินทุนออกจากตะวันออกกลาง

    ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง ปัจจัยที่ตลาดอาจมองข้าม

    บล.บัวหลวง เตือนว่ายังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าความขัดแย้งจะยุติลงโดยเร็ว เนื่องจากมีปัจจัยเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ภายใต้โครงสร้างอำนาจของอิหร่าน

    • เอกภาพของ IRGC กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) มีโครงสร้างการตัดสินใจที่เป็นอิสระสูง แม้ขาดผู้นำสูงสุด ระบบการตัดสินใจยังสามารถดำเนินต่อไปได้
    • เครือข่าย Proxy กลุ่มพันธมิตรในเลบานอน เยเมน และอิรัก ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่สามารถขยายวงความขัดแย้งให้ยืดเยื้อ
    • สุญญากาศอำนาจ ความไม่แน่นอนของการสืบทอดอำนาจอาจบีบให้กลุ่ม “สายเหยี่ยว” ในอิหร่านต้องแสดงท่าทีแข็งกร้าวเพื่อรักษาฐานอำนาจ

    กลยุทธ์การลงทุน

    ตามสถิติทางประวัติศาสตร์ สงครามลักษณะนี้มักจะเข้าสู่ช่วง Peak ของความรุนแรงภายใน 4-6 สัปดาห์แรก ซึ่งจะเป็นช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูงสุด

    ดังนั้น กลยุทธ์ อย่าตื่นตระหนก (Panic) แต่ห้ามประมาท ยังไม่ควรเปิดรับความเสี่ยง (Risk-on) เต็มพอร์ต

    • เฝ้าระวังดัชนีชี้วัดหลัก จับตาสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ และท่าทีของ IRGC อย่างใกล้ชิด เพราะจะเป็นตัวกำหนดทิศทางตลาดในเดือน มี.ค. ที่สำคัญ
    • ติดตามขั้วอำนาจโลก ท่าทีของสหรัฐฯ และพันธมิตร เมื่อเทียบกับท่าทีของกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (GCC) จะเป็นกุญแจสำคัญในการตัดสินว่าความขัดแย้งนี้จะจบลงที่โต๊ะเจรจาหรือสมรภูมิ

    บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า สถานการณ์ความตึงเครียดจากปฏิบัติการ Operation Epic Fury ได้กลายเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนความผันผวนในตลาดทุนโลก โดยเฉพาะการพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงของราคาน้ำมันดิบ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ไปยังสินทรัพย์เสี่ยงและภาพรวมของเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค รวมถึงประเทศไทย 

    วิกฤตพลังงานและการตอบสนองของราคาน้ำมันดิบ

    ผลจากการเปิดฉาก Operation Epic Fury ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นทันทีถึง 8% ในช่วงเช้าที่ผ่านมา ปรากฏการณ์นี้กระตุ้นให้เม็ดเงินไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) อย่างรวดเร็ว นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตามองสถานการณ์อย่างใกล้ชิดใน 3 ประเด็นหลัก คือ การปิดน่านฟ้า, การปิดช่องแคบฮอร์มุซ และการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอิหร่าน

    อย่างไรก็ตาม ข้อมูลล่าสุดระบุว่าน่านฟ้าส่วนใหญ่ยังคงเปิดตามปกติแม้จะมีการบินอ้อมพื้นที่อิหร่าน และเส้นทางเดินเรือสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซยังคงมีการขนส่งสินค้าและน้ำมันอยู่ตามปกติ

    เปรียบเทียบเชิงสถิติ Midnight Hammer vs. Epic Fury

    หากพิจารณาจากพฤติกรรมราคาในอดีตผ่านเหตุการณ์ Operation Midnight Hammer เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนหน้า พบว่า ราคาน้ำมัน WTI เคยพุ่งขึ้นจาก 63.5 ดอลลาร์/บาร์เรล ไปแตะ 78.4 ดอลลาร์/บาร์เรล (บวกประมาณ 15 ดอลลาร์) ก่อนจะย่อตัวลงเมื่อภารกิจสิ้นสุด

    สำหรับ Operation Epic Fury ในปัจจุบัน ราคาน้ำมัน WTI ขยับขึ้นมาจาก 62.5 ดอลลาร์/บาร์เรล สู่ระดับ 72.2 ดอลลาร์/บาร์เรล (บวกประมาณ 10 ดอลลาร์) คาดการณ์ว่าเมื่อภารกิจจบลง ราคาอาจมีการย่อตัวลงในระยะสั้นก่อนจะค่อย ๆ ไต่ระดับกลับขึ้นไปสู่จุดสูงสุดของปีที่แล้วอีกครั้ง

    โอกาสและความเสี่ยงในรายกลุ่มอุตสาหกรรม

    แม้สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะดูรุนแรง แต่ผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยโดยรวมคาดว่าอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากไทยอยู่ห่างไกลจากพื้นที่ขัดแย้งและมีสัดส่วนการค้ากับอิหร่านค่อนข้างน้อย นอกจากนี้ โครงสร้างของตลาดหุ้นไทยกว่า 1 ใน 3 ยังอิงกับราคาภาคโภคภัณฑ์ (Commodity) ซึ่งได้รับอานิสงส์โดยตรงจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น

    จากการวิเคราะห์สามารถแบ่งกลุ่มหุ้นที่ได้รับผลกระทบออกเป็น 2 ด้าน 

    กลุ่มที่ได้รับประโยชน์  

    • พลังงานและปิโตรเคมี: PTT, PTTEP, TOP, SPRC
    • สินค้าเกษตรและเดินเรือ: STA, RCL, PSL

    กลุ่มที่ได้รับผลกระทบเชิงลบ 

    • ขนส่งทางอากาศ: AOT, THAI, AAV เนื่องจากต้นทุนน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น
    • โรงไฟฟ้าและวัสดุก่อสร้าง: BGRIM, GPSC, GLOBAL, TASCO จากภาระต้นทุนพลังงาน
    • การท่องเที่ยว: CENTEL, MINT
    • กลุ่มการเงิน: MTC, SAWAD, TIDLOR ซึ่งมีความอ่อนไหวสูงหากเกิดภาวะเงินเฟ้อพุ่งแรง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/738753&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VlNMMtPWqexkcVOmEdCEm

  • พาณิชย์ วิเคราะห์ผลกระทบ สงครามตะวันออกกลาง นักท่องเที่ยวลดเดินทาง-แรงงานในตะวันออกกลาง

    พาณิชย์ วิเคราะห์ผลกระทบ สงครามตะวันออกกลาง นักท่องเที่ยวลดเดินทาง-แรงงานในตะวันออกกลาง

    พาณิชย์ วิเคราะห์ผลกระทบ สงครามตะวันออกกลาง นักท่องเที่ยวลดเดินทาง-แรงงานในตะวันออกกลาง

    วันนี้, 13:48น.

              สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ได้วิเคราะห์สถานการณ์อิสราเอลสหรัฐ ระดมโจมตี อิหร่าน ระบุว่า

    • สถานการณ์ในขณะนี้ถือเป็น Negative Supply Shock อาจเกิดการพุ่งขึ้นของต้นทุนการผลิต จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน 20% ของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยาน ซึ่งแม้ OPEC+ จะเพิ่มกำลังการผลิตแต่อาจไม่สามารถชดเชยปริมาณที่หายไปจากระบบได้ทันที สิ่งนี้จะกดดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกและในไทยเร่งตัวขึ้นผ่านราคาค่าขนส่งค่าน้ำเชื้อเพลิง และค่าไฟฟ้า

    • สถานการณ์ด้านการท่องเที่ยว กลุ่มนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง (เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต และกาตาร์)ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและมักเดินทางมาไทยเพื่อการพักผ่อนและรับบริการทางการแพทย์ (Medical Tourism) อาจชะงักจากข้อจำกัดในการเดินทางและความกังวลเรื่องความปลอดภัย นอกจากนี้ แม้ไทยจะไม่ใช่คู่ขัดแย้ง แต่ความไม่สงบระดับโลกอาจทำให้นักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอื่นเกิดความกังวลในการเดินทางระยะไกล (Long-haul) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาสแรกของปี

    • ด้านแรงงานและการบริโภคภายในประเทศ รายได้เงินโอนระหว่างประเทศ จากแรงงานไทยกว่า 77,000 คน ในพื้นที่เสี่ยง หากต้องอพยพกลับประเทศ จะส่งผลให้รายได้ที่ส่งกลับมาจุนเจือครอบครัวในภาคเกษตรและท้องถิ่นลดลงและเพิ่มภาระด้านการจัดหางานภายในประเทศของภาครัฐ นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์อาจทำให้ภาคครัวเรือนชะลอการตัดสินใจซื้อสินค้าคงทน หรือสินค้าฟุ่มเฟือย เพื่อเก็บเงินสดไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน

    • ด้านบรรยากาศการลงทุนและเสถียรภาพตลาดเงิน ความตึงเครียดที่พุ่งสูงขึ้นอาจส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติเคลื่อนย้ายเงินทุน ส่งผลให้ค่าเงินบาทมีความผันผวนสูง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการบริหารจัดการความเสี่ยงของผู้นำเข้าและส่งออก ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ยังอาจทำให้โครงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่อยู่ในขั้นตอนการตัดสินใจถูกชะลอออกไปเพื่อประเมินสถานการณ์ ซึ่งจะส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในระยะยาวหากสถานการณ์ยืดเยื้อ

    #สงครามตะวันออกกลาง

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/159649&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2geWxsDxfp0dMjhDIzbqjb