Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ยิ่งใหญ่ตระการตา!! นครพิษณุโลกเปิดเทศกาลง่วนเซียว สืบสานวัฒนธรรมไทย-จีน

    ยิ่งใหญ่ตระการตา!! นครพิษณุโลกเปิดเทศกาลง่วนเซียว สืบสานวัฒนธรรมไทย-จีน

    เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 2 มีนาคม 2569  เทศบาลนครพิษณุโลก ได้จัดงานประเพณีเทศกาลง่วนเซียว ประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 2–6 มีนาคม 2569 เพื่ออนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมไทย-จีน ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม กระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างสิริมงคลให้แก่ประชาชนในช่วงเริ่มต้นปีใหม่จีนขึ้น โดยก่อนมีพิธีเปิดงานได้มีการเดินขบวนแห่ง่วนเซียว ที่เริ่มต้นจากการศาลเจ้าปุนเถ่ากง-ม่า ศาลเจ้าพ่อเสือ แสดงเอ็งกอ เชิดสิงโต มังกรสวรรค์ มาตามเส้นทางถนนบรมไตรโลกนาถ ผ่านวงเวียนหอนาฬิกา วงเวียนรถไฟ มีประชาชนให้ความสนใจจำนวนมาก ก่อนมาถึงสวนกลางเมือง

    จากนั้นเวลา 19.00 น. ในพิธีเปิดนาย ศิริชิน หาญพิทักษ์พงศ์ นายกเทศมนตรี เทศบาลนครพิษณุโลก กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงานประเพณีเทศกาลง่วนเซียว ประจำปี 2569 ต่อ นายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการ จังหวัดพิษณุโลก ประธานในพิธีเปิด โดยมีคณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ ตัวแทนหน่วยงาน ภาคีเครือข่าย พี่น้องประชาชน และนักท่องเที่ยวเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

    นายศิริชิน กล่าวว่า เทศบาลนครพิษณุโลก ร่วมกับจังหวัดพิษณุโลก สหสมาคมไทย-จีนจังหวัดพิษณุโลก และภาคีเครือข่าย จัดงานประเพณีเทศกาลง่วนเซียว ประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 2–6 มีนาคม 2569 เพื่ออนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมไทย-จีน ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม กระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างสิริมงคลให้แก่ประชาชนในช่วงเริ่มต้นปีใหม่จีน โดยภายในงานมีการประดับโคมไฟสีแดงนับพันดวง สร้างบรรยากาศสวยงามตระการตา

    ตลอดระยะเวลา 5 วันของการจัดงาน (2–6 มีนาคม 2569 เวลา 17.00–23.00 น.) มีกิจกรรมออกร้านอาหารสไตล์ไทย-จีนและร้านของที่ระลึกกว่า 100 ร้านค้า กิจกรรม Chinese Lantern Workshop การตกแต่งโคมไฟและเขียนการ์ดคำมงคล กิจกรรมขอพรเทพเจ้าจากศาลเจ้าปุนเถ่ากง-ม่า ศาลเจ้าพ่อเสือ และศาลเจ้าจำลองภายในงาน พร้อมแจก “ฮู้แก้ชง” สำหรับผู้ที่เกิดปีชง ได้แก่ ปีเถาะ ปีระกา ปีชวด และปีมะเมีย

    นอกจากนี้ ยังมีจุดถ่ายภาพเช็กอินยอดนิยม อาทิ ซุ้มประตูทางเข้า โคมไฟศาลเจ้า โคมไฟนกยูง หุ่นโคมไฟ 12 นักษัตร รวมถึงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ร่วมแสดงความจงรักภักดี

    สำหรับกิจกรรมไฮไลท์ตลอด 5 วัน ประกอบด้วย

    วันที่ 2 มีนาคม 2569 ขบวนแห่ง่วนเซียว พิธีเปิด การแสดงเอ็งกอ เชิดสิงโต มังกรสวรรค์ และคอนเสิร์ตจาก จ๊ะ นงผณี มหาดไทย

    วันที่ 3 มีนาคม 2569 การแสดงงิ้ว เปลี่ยนหน้ากาก และคอนเสิร์ตจาก ไอซ์ ศรัณยู วินัยพานิช

    วันที่ 4 มีนาคม 2569 การประกวดหนูน้อยง่วนเซียว และการแสดงศิลปะไทย-จีน

    วันที่ 5 มีนาคม 2569 การประกวดอาซ้อง่วนเซียว และการแสดงศิลปะผสมผสานไทย-จีน

    วันที่ 6 มีนาคม 2569 การแสดงจินตลีลาเพลงจีนชุด “วิหคพลัดถิ่น แห่งสองแคว”

    แนวคิดการจัดงานในปีนี้ มุ่งเน้นการถ่ายทอดพลังแห่งสิริมงคล ภายใต้แนวคิด “สิริมงคลผ่านประตูวงพระจันทร์ สู่เวทีบัลลังก์พระราชวังปักกิ่ง” จำลองบรรยากาศความยิ่งใหญ่จาก พระราชวังต้องห้าม ผสานหลักฮวงจุ้ยและดาราศาสตร์จีนอย่างสมบูรณ์แบบ โดยมี 3 ไฮไลท์มงคลสำคัญ ได้แก่ ซุ้มประตูวงพระจันทร์ เวทีบัลลังก์จำลอง และศาลเจ้าจำลององค์ตั่วเหล่าเอี๊ยะ เพื่อเสริมพลังความเป็นสิริมงคลสูงสุดแก่ผู้ร่วมงาน

    ทั้งนี้ ผู้จัดงานเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมแต่งกายด้วยชุดจีนหรือกี่เพ้า มาร่วมถ่ายภาพและสัมผัสบรรยากาศแห่งวัฒนธรรมและความศรัทธา ที่สืบทอดยาวนานกว่า 2,000 ปี ภายในงานประเพณีเทศกาลง่วนเซียว ประจำปี 2569

    /////////////

    แสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.phitsanulokhotnews.com/2026/03/02/193558&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NaRKPp_huTfoNTIwf1Xh0

  • ราคาดีเซลปรับแรง 4.20 บาทต่อลิตร ทะลุ 34 บาท

    ราคาดีเซลปรับแรง 4.20 บาทต่อลิตร ทะลุ 34 บาท

    3 มี.ค. 69 สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อและไร้วันจบ กลายเป็นแรงกดดันมหาศาลต่อตลาดพลังงานโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบมีความผันผวนอย่างรุนแรง

    ล่าสุดกระทบถึงไทยแล้ว ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่เริ่มขยับราคาเพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ผู้คนต้องรัดเข็มขัด การปรับตัวของ “ราคาน้ำมัน 3 มี.ค.69” เช่น ปั๊มเชลล์ แจ้งปรับราคารวม 4 ชนิด โดยมีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น.ที่ผ่านมา คือ 

    แก๊สโซฮอล์ E20 เพิ่มลิตรละ 1.50 บาท (ราคา 30.44 บาท/ลิตร) 

    แก๊สโซฮอล์ 91 เพิ่มลิตรละ 1.50 บาท (ราคา 32.28 บาท/ลิตร) 

    แก๊สโซฮอล์ 95 เพิ่มลิตรละ 1.50 บาท (ราคา 32.85 บาท/ลิตร) 

    ดีเซล เพิ่มลิตรละ 4.20 บาท/ลิตร (ราคา ราคา 34.14 บาท/ลิตร) 

    ในส่วนของปั๊มอื่นๆ อย่าง ปตท.

    ดีเซล ราคา 29.94 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ E85 อยู่ที่ 26.29 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 28.34 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 30.18 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 30.55 บาท/ลิตร

    เบนซิน อยู่ที่ 39.14 บาท/ลิตร

    ดีเซลพรีเมียม ราคา 43.44 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมียม 40.04 บาท/ลิตร

    บางจาก 

    ไฮพรีเมียม ดีเซล S ราคา 45.64 บาท/ลิตร

    ไฮดีเซล B7 ราคา 29.94 บาท/ลิตร

    ไฮพรีเมียม 97 แก๊สโซฮอล์ 95++ ราคา 49.54 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ E85 S EVO ราคา 26.29 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ E20 S EVO ราคา 28.34 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ 91 S EVO ราคา 30.18 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ 95 S EVO ราคา 30.55 บาท/ลิตร

    PT

    ดีเซล ราคา 29.94 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 30.55 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 30.18 บาท/ลิตร

    เบนซิน ราคา 39.64 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 28.34 บาท/ลิตร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/economy-livelihood/NBINedjNq&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3aZlx3a6fUCcG4Ek5IjXMY

  • ไทยเสี่ยง ดอกเบี้ยติดลบ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ สงครามสหรัฐ-อิหร่านดันเงินเฟ้อพุ่ง

    ไทยเสี่ยง ดอกเบี้ยติดลบ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ สงครามสหรัฐ-อิหร่านดันเงินเฟ้อพุ่ง

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-85&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KRof35X78o8WC3jII_Q2j

  • DBD ยกระดับแฟรนไชส์สู่สากล ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ภาคอีสาน

    DBD ยกระดับแฟรนไชส์สู่สากล ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ภาคอีสาน

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ปักหมุดจังหวัดอุดรธานี จัดกิจกรรม แฟรนไชส์สร้างอาชีพ Roadshow ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 5-8 มีนาคม 2569 ณ ลานนาข่า 1-2 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลอุดรธานี เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจจากส่วนกลาง สู่ภูมิภาค และสนับสนุนให้ผู้ประกอบการแฟรนไชส์ไทยสามารถขยายธุรกิจสู่ตลาดท้องถิ่น โดยยกขบวนแฟรนไชส์ชั้นนำกว่า 40 แบรนด์ ครอบคลุมธุรกิจอาหาร เครื่องดื่ม บริการ และความงามฯ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจเริ่มต้นธุรกิจ นักลงทุน ผู้ประกอบการรายย่อย รวมถึงประชาชนทั่วไป ได้เลือกสรรแฟรนไชส์ที่เหมาะสมกับความสนใจและศักยภาพของตนเอง พร้อมเจรจาซื้อขายธุรกิจได้โดยตรงกับเจ้าของแฟรนไชส์ (Business Matching) พร้อมโปรโมชันส่วนลดแพ็กเกจแฟรนไชส์ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ว่างงานและผู้ที่ต้องการ มีธุรกิจเป็นของตนเอง สามารถเข้าถึงการลงทุนในรูปแบบแฟรนไชส์ได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค

    นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการให้คำปรึกษาด้านการลงทุนการบริหารจัดการธุรกิจแฟรนไชส์จากสถาบันการเงินชั้นนำที่มาร่วมออกบูธให้คำแนะนำและสนับสนุนเงินทุน พร้อมสิทธิพิเศษสำหรับผู้เข้าร่วมงาน โปรโมชั่นและส่วนลดแฟรนไชส์ราคาพิเศษเฉพาะภายในงานอีกด้วย

    “โอกาสนี้ ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์และประชาชนในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี และพื้นที่ใกล้เคียงเข้าร่วมงานแฟรนไชส์สร้างอาชีพ Roadshow ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 5-8 มีนาคม 2569  ณ ลานนาข่า 1-2 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลอุดรธานี ตั้งแต่เวลา 10.00-21.00 น. โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย”

    ปัจจุบัน มีแฟรนไชส์ทั้งสิ้น 4,149 แบรนด์ โดยเป็นแฟรนไชส์ไทย จำนวน 686 แบรนด์ และธุรกิจ   แฟรนไชส์ที่ผ่านการพัฒนาจากกรมฯ รวมทั้งสิ้น 571 แบรนด์

    สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนส่งเสริมธุรกิจแฟรนไชส์ กองส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สายด่วน 1570, โทรศัพท์หมายเลข 0 2547 5953, e-Mail : [email protected].

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/956795/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Xwn0IOpXTkNPCW0B4rEC0

  • ปิด “ฮอร์มุซ” เขย่าพลังงานโลก เสี่ยง! ดันราคาน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล

    ปิด “ฮอร์มุซ” เขย่าพลังงานโลก เสี่ยง! ดันราคาน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล

    หลังอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งน้ำมันทางทะเลที่สำคัญของโลก ส่งผลให้ตลาดน้ำมันผันผวนทันที ล่าสุด นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน ระบุ น้ำมันเสี่ยงทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กระทบไทยที่นำเข้า 80–90% ดันราคาหน้าปั๊มขึ้นหลายบาท และอาจลามถึงค่าไฟ แนะรัฐใช้ 3 มาตรการรับมือ

    นายพรายพล คุ้มทรัพย์ นักวิชาการอิสระด้านพลังงานเปิดเผย PPTV Wealth มุมมองหลังอิหร่านประกาศปิด”ช่องแคบฮอร์มุซ“ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าและน้ำมันทางทะเลที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

    ว่าหากการปิดช่องแคบฮอร์มุซเกิดขึ้น 100% จะกระทบปริมาณน้ำมันในตลาดโลกประมาณ 20% ของการใช้น้ำมันทั้งหมด ถือว่ารุนแรงพอสมควร และหากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 2 สัปดาห์ มีโอกาสที่ราคาน้ำมันจะทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้

    สำหรับประเทศไทย ซึ่งต้องนำเข้าน้ำมันถึง 80-90% ทุก ๆ การปรับขึ้น 1 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะทำให้ต้นทุนราคาขายปลีกหน้าปั๊มเพิ่มขึ้นประมาณ 20 สตางค์ต่อลิตร หากราคาปรับขึ้น 10-20 ดอลลาร์ ก็อาจกระทบเป็นหลายบาทต่อลิตร ไม่ใช่แค่หลักสตางค์ โดยกรณีที่ล่าสุด ราคาน้ำมันในประเทศปรับขึ้นถึง 1 บาท 50 สตางค์ สะท้อนแรงกดดันจากตลาดโลกอย่างชัดเจน

    ส่วนกรณีที่ไทยมีน้ำมันสำรองประมาณ 60 วันนั้น ก็มองว่า หากวิกฤตยืดเยื้อยาวนานถึงระดับดังกล่าว อาจเริ่มเกิดภาวะขาดแคลน เพราะไทยผลิตน้ำมันเองได้น้อยมาก และยังพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติ โดยเฉพาะ LNG จากตะวันออกกลาง ซึ่งต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซเช่นกัน

    ตอนนี้ถ้าปิดเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์นี่ก็หมายความว่า ปริมาณน้ำมันที่มันจะขาดหายไปนี่ก็ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของการใช้น้ำมันทั่วโลก ซึ่งก็รุนแรงพอสมควร เพราะฉะนั้นราคาน้ำมันก็อย่างที่เราเห็น ในช่วงแรกก็สูงขึ้นประมาณสัก 8 เปอร์เซ็นต์ 10 เปอร์เซ็นต์ จากประมาณ 70 กว่าเหรียญต่อบาร์เรลตอนนี้ก็ขึ้นไปเกือบ ๆ 80 แล้ว แล้วก็ถ้ามันปิดนานขึ้นไปอีกเนี่ย มันก็คงจะทะลุพุ่งขึ้นไป ไม่แน่อาจจะขึ้นไปถึง 100 เหรียญดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ ก็หมายความว่าต้นทุนน้ำมันของบ้านเราก็จะต้องสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

    ขณะเดียวกัน ยังส่งผลกระทบถึงค่าไฟฟ้า เพราะการผลิตไฟฟ้าของไทยกว่า 60–70% ใช้ก๊าซธรรมชาติ และมีการนำเข้า LNG จากประเทศในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะ กาตาร์ หากการขนส่งสะดุด ต้นทุนค่าไฟอาจปรับสูงจากระดับ 3–4 บาทต่อหน่วย ไปใกล้ 5–6 บาทต่อหน่วยได้

    เพราะว่าปัจจุบันนี้ไฟฟ้าที่เราใช้ประมาณ  60-70% ต้องใช้เชื้อเพลิงที่เป็นแก๊สธรรมชาติ ก็แก๊สธรรมชาติเรามีผลิตในประเทศอยู่ก็จริง แต่ว่าเราก็ต้องนำเข้าแก๊สธรรมชาติทั้งจากผ่านท่อจากพม่า และที่สำคัญมากขึ้นระยะหลังก็คือการนำเข้าแก๊สธรรมชาติเหลวหรือ LNG  ซึ่งก็ส่วนสำคัญก็จะมาจากในภูมิภาคตะวันออกกลางนี่แหละ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศกาตาร์ ซึ่งการขนส่งก็จะต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งก็ตามข่าวคือจะถูกปิดแล้ว เพราะฉะนั้นเนี่ยตั้งแต่นี้เป็นต้นไปถ้ามันยังปิดอยู่ แก๊สธรรมชาติส่วนนี้จากกาตาร์ก็ไม่สามารถที่จะขนส่งมาได้ในประเทศ จริงๆ แล้วมันก็จะแพงขึ้นด้วย เพราะฉะนั้นค่าไฟก็ที่เราเห็น ต้นทุนที่ว่า 3 บาท 4 บาท ก็จะเพิ่มสูงขึ้น อาจจะเป็นใกล้ๆ 5 บาท หรือแม้กระทั่ง 6 บาทด้วยซ้ำไป

    ทั้งนี้ มีข้อเสนอให้รัฐบาลเตรียม 3 มาตรการหลัก ได้แก่

    1.ระยะสั้น ใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุน หรือ ปรับลดภาษีสรรพสามิต เพื่อชะลอผลกระทบด้านราคา หากเป็นวิกฤตระยะสั้นไม่เกิน 1 เดือน 

    2.เตรียมแผนบริหารจัดการปริมาณ หากยืดเยื้อ อาจต้องใช้มาตรการปันส่วน ให้ความสำคัญกับภาคขนส่ง สาธารณสุข และบริการสาธารณะ และ

    3.ระยะยาว เร่งมาตรการประหยัดพลังงาน และลดการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ

    ขณะที่ มาตรการจำกัดการส่งออกน้ำมัน รัฐบาลสามารถดำเนินการได้ทันที แม้ไทยจะส่งออกในปริมาณไม่มาก แต่ช่วยพยุงสถานการณ์ระยะสั้นได้บางส่วน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/269903&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SBw1X57tfVvy6-PJOXce6

  • 7 วอร์รูมรัฐบาล รับมือ ‘ตะวันออกกลาง’ ตั้งรับความเสี่ยง เศรษฐกิจ-พลังงาน

    7 วอร์รูมรัฐบาล รับมือ ‘ตะวันออกกลาง’ ตั้งรับความเสี่ยง เศรษฐกิจ-พลังงาน

    สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่มีการขยายพื้นที่จากในประเทศอิหร่าน มาเป็นสถานการณ์ความรุนแรงในระดับภูมิภาค ทำให้เกิดผลกระทบในหลายด้านทั้งด้านเศรษฐกิจ พลังงาน การเดินทางและเที่ยวบินต่างๆถูกระงับจากการปิดน่านฟ้า ทำให้เกิดผลกระทบตามมาหลายด้าน ในเหตุการณ์นี้มีหลายกระทรวงที่ได้ตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์หรือ “War Room” เพื่อติดตามผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ในวันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา มีการตั้งวอร์รูมแล้วใน 7 กระทรวง และ 1 หน่วยงาน ดังนี้

    1.กระทรวงการคลัง ได้มีการตั้ง “Economic War Room” โดยติดตาม และประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โดยมีสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เป็นแกนกลาง ประสานงานร่วมกับสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงบประมาณ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)  สำนักงานกำกับคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจในทุกมิติ

    2.กระทรวงการต่างประเทศ จัดตั้งวอร์รูมร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ในภูมิภาค เพื่อติดตามสถานการณ์ความปลอดภัยและดูแลช่วยเหลือคนไทยที่มีอยู่ประมาณ 110,000 คน ในตะวันออกกลางเพื่อเตรียมความอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงหากมีความจำเป็น

    3.กระทรวงแรงงาน มีการตั้งศูนย์วอร์รูมบริเวณชั้น 5 ของกระทรวงฯ เพื่อประสานการช่วยเหลือแรงงานไทยตลอด 24 ชั่วโมง และเตรียมพร้อมแผนการเคลื่อนย้ายแรงงานไปยังพื้นที่ปลอดภัยหากมีการสั่งการอพยพ

    4.กระทรวงคมนาคม ตั้งวอร์รูมดูแลผู้โดยสารและนักท่องเที่ยวที่ตกค้างในสนามบิน เนื่องจากมีการปิดน่านฟ้าในบางพื้นที่ รวมถึงอำนวยความสะดวกผ่านบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT

    5.กระทรวงพลังงาน เปิดศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน เพื่อติดตามปริมาณสำรองและบริหารจัดการด้านราคาน้ำมันผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดูแลราคาพลังงานทั้งน้ำมันและไฟฟ้า รวมทั้งมีการออกประกาศที่จำเป็น เช่น สั่งระงับการส่งออกน้ำมันเป็นการชั่วคราว เตรียมใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงชดเชยราคา เพิ่มการผลิตก๊าซในอ่าวไทย และให้โรงไฟฟ้าถ่านหิน/พลังน้ำเดินเครื่องเต็มกำลัง เพื่อลดผลกระทบจากการขาดแคลนก๊าซ LNG ในอนาคต

    • ปตท.ตั้งวอร์รูมบริหารความมั่นคงพลังงาน

    นอกจากนี้ยังมีการตั้งวอร์รูม ของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) โดยเปิดศูนย์บริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (PTT Incident Command System) หรือ “PTT ICS” เพื่อบริหารความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางพลังงานและต้นทุนการนำเข้า รวมทั้งมีการประสานโรงกลั่นให้จัดหาน้ำมันจากภูมิภาคอื่นนอกเหนือจากตะวันออกกลาง และวางแผนเปลี่ยนท่าเรือขนถ่ายเพื่อหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ

    โดยมุ่งเน้นการบริหารความเสี่ยงใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ ความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ  ต้นทุนการนำเข้าพลังงาน และ การจัดหาแหล่งพลังงานอื่นๆ เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยมีพลังงานเพียงพอใช้อย่างต่อเนื่อง

    6.กระทรวงพาณิชย์ จากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงและอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะด้านพลังงาน โลจิสติกส์ และความเชื่อมั่นของตลาดการเงิน กระทรวงพาณิชย์ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์แบบวันต่อวัน

    7.กระทรวงอุตสาหกรรม สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดเฝ้าระวังและประเมินผลกระทบแบบวันต่อวัน โดยเฉพาะด้านโลจิสติกส์และต้นทุนการผลิต โดยมีการมอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรมไปพิจารณาผลกระทบที่จะเกิดขึ้น และให้สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมไทย และจัดทำแนวทางรับมืออย่างเป็นระบบ 

    • ประเมินความเสี่ยงเศรษฐกิจ 6 ด้าน 

    ทั้งนี้ในส่วนของผลกระทบทางเศรษฐกิจ กระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้สรุปผลกระทบสำคัญจากเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง 6 ด้าน ดังนี้:

    1.ด้านพลังงานและต้นทุน: ความเสี่ยงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซอาจฉุดให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงถึง 100-105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล, ส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าและต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้น้ำมันดีเซลสูง เช่น เหล็กและเหล็กกล้า (กระทบ 7.93%) และการฟอกย้อม (6.31%)

    2.ด้านการค้าและห่วงโซ่อุปทาน: ค่าระวางเรือและเบี้ยประกันภัยความเสี่ยงมีแนวโน้มสูงขึ้น การเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือเพื่อเลี่ยงพื้นที่ขัดแย้งทำให้การขนส่งล่าช้าและมีต้นทุนเพิ่ม

    3.ด้านการท่องเที่ยว: การปิดน่านฟ้าและการยกเลิกเที่ยวบินส่งผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวในเส้นทางบินระยะไกล รวมถึงต้นทุนตั๋วเครื่องบินที่สูงขึ้นอาจลดความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว

    4.ด้านอัตราเงินเฟ้อ: แม้ปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อไทยจะอยู่ในระดับต่ำ (-0.7% ในเดือน ม.ค. 69) แต่ราคาพลังงานที่ผันผวนอาจกดดันต้นทุนการนำเข้าได้ หากสถานการณ์ไม่ยืดเยื้อคาดว่าผลกระทบจะอยู่ในวงจำกัด,

    5.ด้านตลาดเงินและตลาดทุน: ตลาดอาจเข้าสู่ภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-off) ทำให้นักลงทุนย้ายไปถือสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ดอลลาร์สหรัฐและทองคำ ซึ่งอาจกดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงในระยะสั้น

    6.ด้านแรงงาน: ความปลอดภัยของแรงงานไทย 110,000 คนในพื้นที่เป็นลำดับความสำคัญสูงสุด ซึ่งมีการประสานงานใกล้ชิดเพื่อเตรียมแผนอพยพ ในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1223529&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3dN63Arp8Vgg48uXDaDsUA

  • ทรัมป์บุกอิหร่าน เขย่าเศรษฐกิจ ‘สหรัฐ’  ซ้ำเติม ‘สงครามการค้า’ ทุบเชื่อมั่นโลก

    ทรัมป์บุกอิหร่าน เขย่าเศรษฐกิจ ‘สหรัฐ’ ซ้ำเติม ‘สงครามการค้า’ ทุบเชื่อมั่นโลก

    ทรัมป์บุกอิหร่าน! เขย่าเศรษฐกิจสหรัฐ เมื่อ ‘สงคราม-ราคาน้ำมัน’ ซ้ำเติมสงครามการค้า-เงินเฟ้อ จับตาการขึ้นดอกเบี้ยของ ’เฟด’ เหล่านักวิเคราะห์ประเมินผลกระทบที่อาจทุบความเชื่อมั่นโลก

    สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า “เศรษฐกิจสหรัฐ” เผชิญความเสี่ยงใหม่ที่อาจเพิ่มความไม่แน่นอนยิ่งขึ้นไปอีก หลังจากที่ประธานาธิบดี “โดนัล ทรัมป์” ได้ตัดสินใจเข้ามาร่วมในสงครามระหว่าง “อิหร่าน-อิสราเอล” และเปิดฉากโจมตี ท่ามกลางสถานการณ์ที่กำลังตรึงเครียด โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจน ในการโค่นล่มรัฐบาลอิสลาม

    ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ ทรัมป์ เผยว่า ความขัดแย้งอาจจะดำเนินต่อไปอย่างน้อยหลายสัปดาห์  

    จับตา ‘2 ความเสี่ยง’ กระทบเศรษฐกิจสหรัฐ

    ในขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์ต่างจับตาไปที่สถานกาณณ์ “ราคาน้ำมัน” แม้ว่าสหรัฐจะสามารถรับความเสี่ยงเรื่องพลังงานได้ดีว่าอีกหลายประเทศ จากการที่สามารถผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติได้เองในประเทศ  แต่ทว่าผลกระทบระดับโลกที่มีต่อการค้า ราคาและการลงทุน อาจส่งผลสะท้อนกลับมาสั่นคลอนภาพรวมเศรษฐกิจของสหรัฐที่คาดการณ์ว่าจะเติบโตในปีนี้

    ผลการสำรวจล่าสุดจาก Conference Board สะท้อนว่า บรรดาซีอีโอกว่า 60% มองว่าความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นความเสี่ยงสูงและอาจเป็นอุปสรรคสำคัญ

    ขณะที่ธนาคารโลก (World Bank) เคยประเมินเศรษฐกิจสหรัฐไว้ว่ากำลัง “สดใส” แต่ตัวเลขนี้กำลังถูกท้าทายจากความขัดแย้งที่คาดเดาไม่ได้ในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงการขนส่งสินค้าทั่วโลก ห่วงโซ่อุปทาน และราคาสินค้าโภคภัณฑ์

    โจเซฟ ลัปตัน นักเศรษฐศาสตร์จากเจพีมอร์แกนรายงานในบันทึกหลังสหรัฐเริ่มปฏิบัติการโจมตีอิหร่านว่า การฟื้นตัวของภาคธุรกิจกำลังอยู่ใน “ความเสี่ยง”  โดยเกิดสงครามทางทหารที่ควบคู่ไปกับ “สงครามการค้า” ที่สหรัฐเป็นคนเดินเกม ซึ่งอาจจุดกระแสความกังวลเรื่องสเถียรภาพโลกอีกครั้ง

    ในเรื่องระดับผลกระทบ รวมถึงคำถามที่ว่ามันจะส่งผลต่อนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟดด้วยหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยสำคัญ คือ

     1.ความขัดแย้งจะดันราคาน้ำมันให้ปรับตัวสูงขึ้นแค่ไหน 

     2. สงครามจะขยายวงกว้างและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในทิศทางไหน หรือจะเปลี่ยนไปเป็นการชิงอำนาจกันเองภายในอิหร่าน หลังจากที่ “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ถูกสังหารในการโจมตีทางอากาศ

    บันทึกฉบับหนึ่งของ ซัสซาน กาห์รามานี (Sassan Ghahramani) ประธานและ CEO ของ SGH ซึ่งเกิดที่กรุงเตหะราน และบิดาของเขาเคยเป็นนักการทูตอิหร่านก่อนการปฏิวัติอิสลามปี 1979 ได้ชี้ให้เห็นถึงความไม่แน่นอนอย่างรุนแรงในขณะนี้

    ซัสซาน กาห์รามานีมองว่า มีความเป็นไปได้ที่จะเกิด “สงครามกลางเมืองในอิหร่าน” รวมไปถึงความเป็นไปได้ที่รัฐบาลเตหะรานอาจใช้กลยุทธ์ “เผาทำลายทุกสิ่ง” (Scorched-earth) เพื่อยกระดับการโจมตีไปยังศูนย์กลางพลเรือนในพื้นที่อื่นๆ อาจจงใจถล่มเศรษฐกิจโลกให้พังพินาศ และใช้เป็นแรงกดดันให้สงครามครั้งนี้ยุติลง

    นักวิเคราะห์ประเมิน ‘สงคราม’

    นักวิเคราะห์จาก Citi ประเมินในบันทึกเมื่อวันจันทร์ว่า สถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์จะไม่ส่งผลกระทบต่อแผนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟด เนื่องจากความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะพุ่งสูงขึ้นนั้นถูกชดเชยด้วยนโยบายทางการเงินที่ตึงตัวขึ้นอยู่แล้ว

    เจเน็ต เยลเลน อดีตประธาน Fed ได้ให้ความเห็นที่แตกต่างออกไปในการประชุมด้านการขนส่งสินค้าของ S&P Global โดยระบุว่าสงครามครั้งนี้มีความเสี่ยงที่จะทำให้เงินเฟ้อในสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นพร้อมกับฉุดให้เศรษฐกิจเติบโตช้าลง ซึ่งจะส่งผลให้เฟดตกอยู่ในสภาวะ “ชะลอการตัดสินใจ”  และมีความลังเลที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยมากกว่าในช่วงก่อนเกิดเหตุการณ์นี้

    ในขณะเดียวกัน คริสโตเฟอร์ ฮอดจ์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก Natixis CIB Americas ได้ชี้ให้เห็นถึงความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้น โดยมองว่ามีความเสี่ยงในกรณีเลวร้าย  เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งสถานการณ์อาจเป็นไปได้ตั้งแต่ออกมาในแง่ดี คือความขัดแย้งจบลงอย่างรวดเร็วและมีรัฐบาลใหม่ในอิหร่านที่ช่วยสร้างเสถียรภาพให้ภูมิภาค ไปจนถึงสถานการณ์เลวร้ายที่สงครามยืดเยื้อจนกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างรุนแรง

    เจมส์ สตาฟริดิส และ เจฟฟ์ เคอร์รี นักวิเคราห์ด้านพลังงานของคาร์ไลล์ ได้ระบุในบันทึกว่า สถานการณ์ปัจจุบันเต็มไปด้วยความยากลำบากในการคาดเดาตอนจบ โดยมีประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาคือ โอกาสที่ความพยายามของโดนัลด์ ทรัมป์ ในการล้มล้างรัฐบาลอิหร่านชุดปัจจุบันจะสำเร็จนั้นมีเพียง 30% 

    ถัดมาคือการโต้กลับที่คาดไม่ถึง (Asymmetric Response): โดยมองว่าการตอบโต้อาจไม่หยุดอยู่แค่การปิดช่องแคบฮอร์มุซแต่อาจขยายวงกว้างไปยังพื้นที่หรือเป้าหมายอื่นๆ  เช่น การโจมตีทางไซเบอร์ การก่อการร้าย หรือสงครามนี้อาจลามไปถึง อิรัก ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 2 ของ OPEC

    อ้างอิง  Reuters

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1223526&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2n71qMg7hhpqvdYPd7847p

  • ศิริโชค ชี้บทเรียนดูไบ เมืองที่ไม่มีราก ย่อมล้มง่าย!

    ศิริโชค ชี้บทเรียนดูไบ เมืองที่ไม่มีราก ย่อมล้มง่าย!

    วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 07.21 น.

    3 มีนาคม 2569 นายศิริโชค โสภา อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า กรุงเทพฯ แซงดูไบ: ชนะด้วยเสถียรภาพ ไม่ใช่ความหรูหรา

    ในทุกวิกฤต ย่อมมีโอกาส
    ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ทำให้ภูมิภาคตะวันออกกลางเผชิญแรงสั่นสะเทือนระดับสูง และมีช่วงเวลาที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ต้องรับมือกับการยิงขีปนาวุธและโดรนจำนวนมากในเวลาใกล้เคียงกัน แม้ระบบป้องกันจะสกัดได้เป็นส่วนใหญ่ แต่เพียงบางส่วนที่ทะลุผ่าน ก็เพียงพอจะกระทบ “ความเชื่อมั่น”
    สิ่งที่ถูกทดสอบไม่ใช่เพียงระบบป้องกันภัย
    แต่คือความแข็งแรงของ “โมเดลเมือง”
    และเมื่อความเชื่อมั่นถูกตั้งคำถาม
    กลไกที่อันตรายที่สุดของระบบเศรษฐกิจเมืองอาจเริ่มทำงานทันที
    นั่นคือ Bank Run

    เมื่อประชากรคือเงินฝากของเมือง
    สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีโครงสร้างประชากรที่ไม่เหมือนประเทศส่วนใหญ่ในโลก
    ประชากรที่เป็นชาวต่างชาติคิดเป็นประมาณ 88% หรือราว 10.4 ล้านคน
    ส่วนพลเมืองเอมิเรตส์มีเพียงประมาณ 12%
    นี่คือเครื่องยนต์ที่ทำให้ประเทศเติบโตอย่างรวดเร็ว
    แต่ในเวลาเดียวกัน นี่คือความเปราะบางเชิงโครงสร้าง
    ในระบบธนาคาร
    Bank Run เกิดเมื่อผู้ฝากเงินจำนวนมากแห่ถอนเงินพร้อมกัน
    ในระบบเมือง
    “เงินฝาก” คือ คน ทุน ความสามารถ และความเชื่อมั่น
    เมื่อ 10.4 ล้านคนสามารถย้ายออกได้ทันที
    คำถามจึงไม่ใช่ว่าเมืองจะถูกกระทบมากแค่ไหน
    แต่คือ
    จะมีคนเริ่มตัดสินใจพร้อมกันหรือไม่

    โครงสร้างที่ทำให้ความเสี่ยงขยายตัวเร็ว
    1) Exit Option สูงมาก
    เมื่อประชากรส่วนใหญ่ไม่ใช่พลเมือง
    การย้ายออกไม่ต้องตัดขาดรากเหง้าทางชาติ
    การตัดสินใจจึงตั้งอยู่บนสมการเศรษฐกิจล้วน ๆ
    Risk > Return = ย้าย
    และหากการคำนวณนี้เกิดขึ้นพร้อมกัน
    แรงกระแทกจะขยายตัวทันที

    2) เศรษฐกิจพึ่งพา Aviation และ International Mobility สูง
    ดูไบเติบโตจากการเป็น Hub การบินและทรานซิตของโลก
    เครื่องยนต์หลักคือ:
    • การเดินทางระหว่างประเทศ
    • สำนักงานภูมิภาค
    • การลงทุนข้ามพรมแดน
    • ภาคบริการระดับโลก
    เมื่อมีเหตุการณ์ยิงขีปนาวุธและโดรนจำนวนมาก
    แม้ระบบป้องกันจะสกัดได้เป็นส่วนใหญ่
    แต่ความเชื่อมั่นต่อความปลอดภัยการเดินทางจะถูกทดสอบทันที
    ถ้า Mobility สะดุด
    Confidence สะดุดตาม

    3) ความผูกพันทางชาติในกลุ่มแรงงานส่วนใหญ่มีข้อจำกัด
    ในประเทศที่ 88% ของประชากรเป็นชาวต่างชาติ
    แรงถ่วงทางอารมณ์มีข้อจำกัด
    การตัดสินใจจึงเป็นเหตุผลเชิงเศรษฐกิจเกือบทั้งหมด
    และเมื่อเหตุผลทางเศรษฐกิจเปลี่ยน
    การเคลื่อนย้ายสามารถเกิดขึ้นเป็นคลื่น

    หากเพียงบางส่วนเริ่มถอนตัว
    สมมติว่าเพียง 5–10% ของ 10.4 ล้านคน
    เริ่มตัดสินใจย้ายออก
    ผลกระทบจะเกิดทันทีต่อ:
    • ตลาดอสังหาริมทรัพย์
    • ค่าเช่าและราคาคอนโด
    • โรงเรียนเอกชน
    • ธุรกิจบริการ
    • กระแสเงินทุน
    นี่คือ Bank Run ของเมือง
    ไม่ได้เริ่มจากตึกถล่ม
    แต่เริ่มจากความเชื่อมั่นไหลออก

    เปรียบเทียบกับกรุงเทพฯ
    กรุงเทพฯ มีโครงสร้างประชากรต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
    • ประชากรส่วนใหญ่เป็นคนไทย
    • มีตลาดภายในประเทศกว่า 70 ล้านคน
    • มีความผูกพันทางสังคมและวัฒนธรรมลึก
    แม้เกิดวิกฤต
    โอกาสที่ประชากรหลักจะถอนตัวพร้อมกันต่ำมาก
    นี่คือ “เสถียรภาพเชิงโครงสร้าง”
    ที่ไม่เห็นชัดในยามปกติ
    แต่มีค่ามหาศาลในยามวิกฤต

    โอกาสเชิงยุทธศาสตร์ของกรุงเทพฯ
    โลกกำลังมองหาเมืองที่:
    • เสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ต่ำกว่า
    • มีฐานประชากรมั่นคง
    • มีเศรษฐกิจหลายเครื่องยนต์
    • ไม่พึ่งพาการเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศเพียงอย่างเดียว
    กรุงเทพฯ สามารถวางตำแหน่งเป็น
    Safe & Stable Alternative Hub
    โดยต้อง:
    • กระจายเครื่องยนต์เศรษฐกิจสู่ Digital, Medical, Creative
    • ดึง Talent ระยะยาวแบบมี Stake กับเมือง
    • ทำ Stress Test เมืองอย่างจริงจัง
    • พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำรองทั้งไฟฟ้า ดิจิทัล และโลจิสติกส์

    บทสรุป
    เหตุการณ์ยิงขีปนาวุธและโดรนจำนวนมาก
    อาจไม่ทำให้เมืองล้มในวันเดียว
    แต่ในประเทศที่ 88% ของประชากรคือ 10.4 ล้านคนที่เป็นชาวต่างชาติ
    ความเชื่อมั่นคือสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุด
    หากคนจำนวนหนึ่งเริ่มคิดเหมือนกันในเวลาเดียวกัน
    แรงกระแทกจะรวดเร็วกว่าที่คาด
    ในโลกยุคใหม่
    การแข่งขันไม่ใช่แค่ใครสร้างตึกสูงกว่า
    แต่คือ
    ใครสามารถรักษาความเชื่อมั่น
    เมื่อโลกเริ่มสั่นสะเทือน
    และเมืองที่ไม่เกิด Bank Run
    เมื่อความเสี่ยงถูกทดสอบ
    คือเมืองที่จะชนะในระยะยาว

    – 006

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/950298&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JapXB0fKKG90duUYSdjst

  • ฮอร์มุซปิดตาย! อิหร่านใช้ไพ่ใบสุดท้าย บีบเศรษฐกิจโลกพัง

    ฮอร์มุซปิดตาย! อิหร่านใช้ไพ่ใบสุดท้าย บีบเศรษฐกิจโลกพัง

    วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.31 น.

    3 มีนาคม 2569 นายศิริโชค โสภา อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เมื่อ “Strait” กลายเป็น “Trump Card”

    ทำไมช่องแคบฮอร์มุซ คือไพ่ใบสุดท้ายของอิหร่าน

    ลองนึกภาพโลกทั้งใบเหมือนโต๊ะไพ่ใบใหญ่

    บนโต๊ะมีผู้เล่นหลักไม่กี่คน
    สหรัฐฯ
    อิสราเอล
    อิหร่าน
    และประเทศอ่าวเปอร์เซีย

    ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เกมถูกเปิดหน้าไพ่แบบไม่มีกั๊ก
    สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีครั้งใหญ่
    ผู้นำสูงสุดของอิหร่านถูกสังหาร
    เตหะรานตอบโต้ทันทีด้วยขีปนาวุธและโดรน

    แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่จรวด
    ไม่ใช่โดรน

    มันคือ “ช่องแคบ”

    3 มีนาคม 2569
    IRGC ประกาศว่า Strait of Hormuz ถูกปิดแล้ว
    ใครผ่าน ยิง
    ใครฝ่า จุดไฟเผา

    นี่ไม่ใช่แค่คำขู่
    เรือพาณิชย์ถูกโจมตีจริง
    บริษัทเดินเรือระดับโลกหยุดวิ่ง
    ประกันภัยถอนตัว
    ลูกเรือปฏิเสธออกทะเล

    ทางกายภาพอาจยังไม่ถูกปิด 100%
    แต่ในทางปฏิบัติ มันคือ effective closure
    โลกพลังงานหยุดหายใจ

    ทำไมช่องแคบนี้จึงสำคัญขนาดนั้น?

    เพราะมันกว้างแค่ 33 กิโลเมตรในจุดแคบสุด

    แต่สิ่งที่ไหลผ่านมันคือ
    • น้ำมันโลก ~20%
    • LNG ~20%
    • ปุ๋ยไนโตรเจน 25–35% ของการค้าโลก
    • ยูเรีย ~30–45% ของการส่งออกโลก

    พูดง่าย ๆ คือ
    ถ้า Hormuz หยุด
    โลกสะดุด

    น้ำมันอาจทะลุ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล
    เบนซิน ดีเซล ก๊าซหุงต้มพุ่ง
    เงินเฟ้อกระโดด
    ค่าครองชีพทั่วโลกสั่นสะเทือน

    ที่หนักไม่แพ้กันคือ ปุ๋ย

    ตะวันออกกลางคือฐานผลิตยูเรียรายใหญ่
    ถ้าปุ๋ยขาด
    ข้าว ข้าวโพด ถั่วเหลืองทั่วโลกกระทบ
    ราคาอาหารจะเป็นคลื่นลูกถัดไป

    ประเทศอย่างไทย อินเดีย บราซิล
    ไม่ใช่คู่สงคราม
    แต่จะรับแรงสะเทือนเต็ม ๆ

    สังเกตอะไรไหม?

    อิหร่านไม่ได้เริ่มจากการโจมตีเรือสหรัฐฯ เป็นหลัก

    แต่เล็งไปที่
    โครงสร้างพลังงานของประเทศอ่าวเปอร์เซีย

    ซาอุฯ
    UAE
    กาตาร์

    เพราะนี่คือเส้นเลือดของระบบเศรษฐกิจโลก

    อิหร่านรู้ว่า
    ตัวเองอาจสู้กำลังรบตรง ๆ ไม่ได้

    แต่สามารถ “ทำให้ต้นทุนของสงครามสูงขึ้นทั้งโลก”

    นี่คือการเปลี่ยนสนามรบ
    จากสนามทหาร
    เป็นสนามเศรษฐกิจ

    แล้ว Trump ล่ะ?

    ประธานาธิบดี Trump เคยบอกว่าสงครามอาจใช้เวลา 4 สัปดาห์ หรือมากกว่านั้น

    คำถามคือ
    เขาถือไพ่อะไรอยู่ในมือ?

    เพราะตอนนี้
    Strait กำลังกลายเป็น Trump Card

    ถ้า Trump เดินเกมแรง
    ฮอร์มุซปิดนาน
    ราคาน้ำมันพุ่ง
    เงินเฟ้อในอเมริกากลับมา

    ถ้า Trump ถอย
    ภาพความแข็งแกร่งอาจสั่นคลอน

    นี่คือเกมที่ไม่มีทางเลือกที่สบาย

    คำว่า “Trump card” ในภาษาอังกฤษหมายถึงไพ่ไม้ตาย

    แต่วันนี้
    ไพ่ไม้ตายไม่ได้อยู่ในทำเนียบขาว

    มันอยู่ในช่องแคบกว้าง 33 กิโลเมตร
    ระหว่างโอมานกับอิหร่าน

    ผลกระทบกับไทย
    ไทยมีน้ำมันสำรองประมาณ 60 วัน
    ระงับการส่งออกเพื่อรักษาสต็อก

    ระยะสั้นยังพอประคองได้

    แต่ถ้าวิกฤตยืดเยื้อเกิน 1–2 เดือน

    ราคาพลังงานขึ้น
    ปุ๋ยแพง
    อาหารแพง
    นี่จะไม่ใช่ข่าวต่างประเทศอีกต่อไป
    แต่จะเป็นข่าวในตลาดสด

    บทสรุป

    ฮอร์มุซไม่ใช่แค่เส้นทางเดินเรือ

    มันคือคอขวดของโลกพลังงาน
    คือจุดชี้ชะตาเงินเฟ้อ
    คือสวิตช์เปิด–ปิดเศรษฐกิจโลก

    และในเกมนี้

    อิหร่านอาจไม่มีเรือบรรทุกเครื่องบิน
    แต่มี “ช่องแคบ”

    คำถามคือ
    ใครจะเล่นไพ่ใบนี้ได้ดีกว่ากัน

    Trump
    หรือ Strait?

    และโลกจะทนแรงกระแทกจากไพ่ใบนี้ได้นานแค่ไหน.

    – 006

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/950320&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zVtPybcFqxLAyWEv_qniP

  • นักวิชาการกางแผนรัฐบาล ชูยุทธศาสตร์มั่นคง-การทูต-เศรษฐกิจ รับมือศึกตะวันออกกลาง

    นักวิชาการกางแผนรัฐบาล ชูยุทธศาสตร์มั่นคง-การทูต-เศรษฐกิจ รับมือศึกตะวันออกกลาง

    นักวิชาการกางแผนรัฐบาล ชูยุทธศาสตร์มั่นคง-การทูต-เศรษฐกิจ รับมือศึกตะวันออกกลาง

    วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.30 น.

    3 มีนาคม 2569 ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นต่อท่าทีของนายกรัฐมนตรี และรัฐบาล ในการรับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง ว่า ท่าทีของรัฐบาลต่อสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่าง สหรัฐอเมริกา อิสราเอล และ อิหร่าน ในครั้งนี้ ถือเป็นตัวอย่างของการบริหารวิกฤตอย่างรอบด้าน ครอบคลุมทั้งมิติความมั่นคง มนุษยธรรม และเศรษฐกิจ

    ในมิติความมั่นคงและการคุ้มครองประชาชน ต้องชื่นชมการนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของคนไทยในภูมิภาคเป็นอันดับแรก มีการเตรียมแผนอพยพ การประสานงานเชิงรุก และการดูแลคนไทยในอิหร่านเป็นพิเศษ สะท้อนภาวะผู้นำที่ตั้งอยู่บนหลักความรับผิดชอบต่อประชาชนอย่างแท้จริง

    ในด้านการทูต บทบาทของ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มีความชัดเจนและเป็นมืออาชีพ โดยยืนยันแนวทางสันติวิธี การเจรจาทางการทูต และการลดการเผชิญหน้า ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมเชิงระบบ ทั้งการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการในพื้นที่เสี่ยง และการอำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับประเทศ แสดงให้เห็นว่าการทูตไทยยังคงยึดหลักสมดุล สร้างสรรค์ และไม่เลือกข้างในความขัดแย้ง

    ขณะเดียวกัน ในมิติเศรษฐกิจ การที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เรียกประชุมด่วนร่วมกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงวอชิงตัน และภาคเอกชน เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์รับมือนโยบายภาษีและมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ

    สะท้อนการทำงานแบบบูรณาการตามมติคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นรูปธรรม การประเมินสถานการณ์ภายในกรอบเวลา 150 วัน การพิจารณากลยุทธ์เร่งรัดการส่งออกเพื่อลดผลกระทบระยะสั้น การจัดทำจุดยืนการเจรจาที่ชัดเจน และการประสานงานภายในประเทศเพื่อให้เกิดเอกภาพ ล้วนแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ได้ตั้งรับเพียงอย่างเดียว แต่กำลังวางยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศท่ามกลางความไม่แน่นอนสูงของนโยบายสหรัฐฯ

    โดยรวมแล้ว ท่าทีของรัฐบาลครั้งนี้สะท้อนการบริหารวิกฤตแบบสมดุล คือ ดูแลคนไทยอย่างใกล้ชิด รักษาจุดยืนทางการทูตที่สร้างสรรค์ และเตรียมมาตรการเศรษฐกิจเชิงรุกเพื่อลดผลกระทบในระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ระบบระหว่างประเทศกำลังเผชิญความผันผวนสูงเช่นปัจจุบัน

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/950372&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1V8sHdvy03kqSU-jwxxMHN