Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ก.พาณิชย์ ออก 6 มาตรการดูแลราคา-ช่วยผู้ส่งออก รับมือค่าขนส่งพุ่ง

    ก.พาณิชย์ ออก 6 มาตรการดูแลราคา-ช่วยผู้ส่งออก รับมือค่าขนส่งพุ่ง

    วันนี้, 17:29น.

               นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลการประชุมประเมินสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ว่า แม้ผลกระทบทางตรงระหว่างไทยกับประเทศคู่ขัดแย้งจะยังอยู่ในระดับจำกัด แต่สถานการณ์ที่ขยายวงในภูมิภาคตะวันออกกลางมีนัยสำคัญต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและการค้าโลก โดยเฉพาะด้านพลังงานและการขนส่งทางเรือ ซึ่งต้องติดตามอย่างใกล้ชิด 

               ในด้านผลกระทบทางตรง ไทยมีสัดส่วนการค้าโดยตรงกับประเทศคู่ขัดแย้งไม่สูง โดยในปี 2568 ไทยส่งออกไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางมูลค่า 12,475.58 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 3.67 ของมูลค่าการส่งออกรวม จึงยังไม่พบสัญญาณการยกเลิกหรือชะลอคำสั่งซื้อในภาพรวมอย่างมีนัยสำคัญ

               อย่างไรก็ดี ผลกระทบที่มีนัยสำคัญจะอยู่ในระดับภูมิภาคตะวันออกกลางและภาพรวมเศรษฐกิจโลก ซึ่งขณะนี้มีความตึงตัวมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศที่ต้องพึ่งพาการขนส่งสินค้าทางเรือผ่านเส้นทางหลักในภูมิภาคดังกล่าว สถานการณ์ความไม่ปลอดภัยและข้อจำกัดด้านเส้นทางเดินเรือได้ส่งผลกระทบต่อการขนส่งสินค้าทางเรือโดยตรง ทำให้สายเรือหลายรายต้องปรับเส้นทางเดินเรือ เพิ่มระยะเวลาเดินทาง ส่งผลให้ค่าระวางเรือ ค่าประกันภัย และต้นทุนโลจิสติกส์ปรับตัวสูงขึ้น อีกทั้งยังเกิดความตึงตัวของตู้คอนเทนเนอร์และตารางเรือในบางเส้นทาง ซึ่งกระทบต่อผู้ส่งออกไทย

               นอกจากนี้ ราคาพลังงานในตลาดโลกมีแนวโน้มผันผวน ซึ่งอาจส่งผ่านมายังต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งในระยะถัดไป กระทรวงพาณิชย์จึงประเมินว่า แม้ผลกระทบทางตรงยังจำกัด แต่ผลกระทบทางอ้อมผ่านกลไกราคาและโลจิสติกส์ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพื่อรองรับสถานการณ์ดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดมาตรการเชิงรุก 6 แนวทางสำคัญ ได้แก่

              (1) การบริหารจัดการราคาสินค้าและป้องกันการฉวยโอกาส กำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างใกล้ชิด ป้องกันการกักตุนหรือปรับขึ้นราคาเกินสมควร พร้อมติดตามการส่งผ่านต้นทุนพลังงานสู่ราคาสินค้า

              (2) การจัดหาแหล่งวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตสำรอง ประสานผู้นำเข้าสำรวจสต็อกและกระจายความเสี่ยงไปยังแหล่งนำเข้านอกพื้นที่เสี่ยง รวมถึงสนับสนุนการใช้วัตถุดิบภายในประเทศมากขึ้น

              (3) การสนับสนุนผู้ส่งออกและบริหารจัดการโลจิสติกส์ ร่วมกับภาคเอกชนประเมินผลกระทบค่าระวางเรือและค่าประกันภัยที่ปรับสูงขึ้น ให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านการบริหารต้นทุน การปรับเงื่อนไขการส่งมอบสินค้า และการกระจายตลาดเพื่อลดความเสี่ยง

              (4) การประสานงานใกล้ชิดกับสายเรือและผู้ให้บริการโลจิสติกส์ ติดตามสถานการณ์เส้นทางเดินเรือ ความแออัดของท่าเรือ และความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน เพื่อประเมินผลต่อโครงสร้างต้นทุนการส่งออก

              (5) การขับเคลื่อนบทบาทเชิงรุกของทูตพาณิชย์ มอบหมายให้รายงานสถานการณ์การค้า ความเชื่อมั่นผู้นำเข้า และมาตรการที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด พร้อมให้คำแนะนำผู้ประกอบการไทยในการบริหารความเสี่ยง

              (6) การวิเคราะห์ผลกระทบต่อเงินเฟ้อและเสถียรภาพราคา ประเมินผลจากต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นต่อโครงสร้างต้นทุนและมูลค่าการส่งออก เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายอย่างตรงจุดและทันท่วงที

              รัฐบาลเตรียมแผนรองรับ ทั้งการดูแลราคาสินค้า การบริหารจัดการต้นทุน และการสนับสนุนผู้ส่งออกให้สามารถรักษาตลาดต่างประเทศได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยจะทำงานบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการค้าไทยในช่วงสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอนสูง ทั้งนี้ ผู้ประกอบการสามารถขอรับคำปรึกษาและติดตามข้อมูลสถานการณ์การส่งออกเพิ่มเติมได้ที่สายด่วน 1169

    #6มาตรการช่วยผุู้ส่งออก

    Cr:กระทรวงพาณิชย์

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/159678&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xsSEnWqPBGfIHd4JFpNON

  • สภาพัฒน์หั่น GDP เหลือ1.3% เสี่ยงจากฮอร์มุซปิด ดันน้ำมัน 150 เหรียญ

    สภาพัฒน์หั่น GDP เหลือ1.3% เสี่ยงจากฮอร์มุซปิด ดันน้ำมัน 150 เหรียญ

    สภาพัฒน์เตือน GDP ไทยอาจร่วง 1.3% หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ-ปิดฮอร์มุซ ดันน้ำมันแตะ 150 เหรียญ

    ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยถึงผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางว่า ได้มีการประเมินความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยใหม่ จากเดิมที่คาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ปีนี้ไว้ที่ 2%

    โดยกรณีฐาน หากสถานการณ์ยุติลงภายใน 1 เดือน คาดว่า GDP ไทยจะชะลอตัวลงเหลือ 1.6% แต่หากความขัดแย้งยืดเยื้อและลุกลามจนกระทบเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก โดยเฉพาะการปิด ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ อย่างเต็มรูปแบบ เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงจะขยายตัวได้เพียง 1.3%

    เสี่ยงอุปทานน้ำมันโลกสะดุด

    เลขาธิการ สศช. ระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) สัดส่วนสูงของโลก หากเกิดการปิดเส้นทางดังกล่าว จะกระทบอุปทานน้ำมันโลกอย่างรุนแรง และอาจผลักดันราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งแตะระดับ 150 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

    สถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผ่านต้นทุนมายังราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ เพิ่มแรงกดดันต่อค่าครองชีพ ภาคขนส่ง และต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจ ซึ่งอาจซ้ำเติมกำลังซื้อและการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง

    กองทุนน้ำมันยังบวก 2,000 ล้าน เตรียมรับมือ

    สำหรับมาตรการภายในประเทศ ปัจจุบันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังมีฐานะเป็นบวกประมาณ 2,000 ล้านบาท และเตรียมความพร้อมในการนำเงินกองทุนเข้ามาช่วยพยุงราคาขายปลีก หากราคาน้ำมันพุ่งเกิน 35 บาทต่อลิตร ซึ่งจะเป็นระดับที่ต้องเริ่มพิจารณาเข้าแทรกแซง

    อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ยืดเยื้อจนวงเงินกองทุนไม่เพียงพอ รัฐบาลอาจต้องพิจารณามาตรการเสริมอื่นเพิ่มเติม เช่น การบริหารโครงสร้างภาษีสรรพสามิต หรือแนวทางช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม เหมือนที่เคยดำเนินการในช่วงวิกฤตราคาพลังงานที่ผ่านมา

    ชี้ตัวแปรหลักอยู่ที่สหรัฐฯ

    ดนุชา พิชยนันท์ ยอมรับว่า การคาดการณ์สถานการณ์ในระยะต่อไปทำได้ยาก เนื่องจากปัจจัยต่างๆ อาจเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน โดยตัวแปรสำคัญที่จะกำหนดทิศทางและระยะเวลาของความขัดแย้ง ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะท่าทีของ สหรัฐอเมริกา

    ทั้งนี้ ภาครัฐจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมมาตรการรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในระยะถัดไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/gdp-thailand-13-oil-150-hormuz&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FGBVdNJMRLHeC7IyEaI4l

  • จีนแถลงจัดประชุมสภาที่ปรึกษาการเมือง 4-11 มี.ค. จับตาแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปี ฉบับใหม่ : อินโฟเควสท์

    จีนแถลงจัดประชุมสภาที่ปรึกษาการเมือง 4-11 มี.ค. จับตาแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปี ฉบับใหม่ : อินโฟเควสท์

    หลิวเจี๋ยอี โฆษกประจำการประชุมประจำปีของคณะกรรมการแห่งชาติประจำสภาที่ปรึกษาทางการเมืองแห่งประชาชนจีน (CPPCC) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ปรึกษาทางการเมืองระดับสูงสุดของจีน แถลงข่าวในวันนี้ว่า การประชุมครั้งที่ 4 ของคณะกรรมการฯ ชุดที่ 14 จะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการในเวลา 15.00 น. ของวันพรุ่งนี้ และจะเสร็จสิ้นภารกิจในช่วงเช้าของวันที่ 11 มีนาคม ณ กรุงปักกิ่ง

    ในระหว่างการประชุม สมาชิกสภาที่ปรึกษาการเมืองจากทั่วประเทศจะร่วมรับฟังและพิจารณารายงานผลการดำเนินงานของคณะกรรมการประจำสภาที่ปรึกษาทางการเมืองฯ รวมถึงรายงานการจัดการข้อเสนอแนะต่าง ๆ ของสมาชิกสภาฯ

    นอกจากนี้ หลิวกล่าวว่า สมาชิกสภาที่ปรึกษาทางการเมืองจะเข้าร่วมสังเกตการณ์ในการประชุมครั้งที่ 4 ของสภาประชาชนแห่งชาติ (NPC) ชุดที่ 14 ซึ่งเป็นองค์กรนิติบัญญัติสูงสุดของจีนที่มีกำหนดเปิดฉากขึ้นในวันพฤหัสบดี โดยจะร่วมรับฟังและอภิปรายเอกสารสำคัญหลายฉบับ รวมถึงรายงานการทำงานของรัฐบาล และพิจารณาร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 5 ปี ฉบับที่ 15

    วาระสำคัญอื่น ๆ ในที่ประชุม คาดว่าจะเป็นการพิจารณาและอนุมัติมติทางการเมืองประจำปี มติเกี่ยวกับรายงานการทำงานของคณะกรรมการประจำสภาที่ปรึกษาการเมืองฯ มติเกี่ยวกับรายงานผลการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะนับตั้งแต่การประชุมครั้งก่อน ตลอดจนรายงานการตรวจสอบข้อเสนอใหม่ ๆ ที่ถูกยื่นเสนอในการประชุมปีนี้

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า การประชุมสภาที่ปรึกษาการเมืองประจำปี 2569 จะประกอบด้วยพิธีเปิดและปิดการประชุม การประชุมกลุ่มย่อย และการปรึกษาหารือแยกตามภาคส่วน โดยหลิวกล่าวเสริมว่า ได้มีการเชิญคณะทูตานุทูตต่างประเทศประจำประเทศจีนเข้าร่วมสังเกตการณ์ในพิธีเปิดและพิธีปิดการประชุมด้วย

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/573628&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2e4xL7BENNstv4ucKg7WdM

  • “ปตท.” ยันตรึงราคาน้ำมัน! ฝ่าวิกฤตตะวันออกกลาง ย้ำไม่ขึ้นราคาสำเร็จรูป วอนประชาชนอย่ากักตุน

    “ปตท.” ยันตรึงราคาน้ำมัน! ฝ่าวิกฤตตะวันออกกลาง ย้ำไม่ขึ้นราคาสำเร็จรูป วอนประชาชนอย่ากักตุน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/132583&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DHwa1IWpzmE_aPzd2PK02

  • “ลิณธิภรณ์” ชี้การศึกษาไทยไม่ได้ห่วย ชวนมองย้อนอดีต “ยุคทักษิณ” ใส่ใจเด็กและการศึกษาไทย

    “ลิณธิภรณ์” ชี้การศึกษาไทยไม่ได้ห่วย ชวนมองย้อนอดีต “ยุคทักษิณ” ใส่ใจเด็กและการศึกษาไทย

    “ลิณธิภรณ์” อดีต รมช.ศึกษาฯ ชี้การศึกษาไทยเคยดี ไม่ได้ห่วย ชวนมองย้อนอดีต “ยุคทักษิณ” ใส่ใจเด็กและการศึกษาไทย สร้างโอกาสและความหวังได้ ด้วยคนที่คิดเป็นและทำเป็น

    วันที่ 3 มีนาคม 2569 น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โพสต์ข้อความในเพจส่วนตัว กล่าวถึงกรณี ไอซ์ รัชชนก ศรีนอก มองว่าการศึกษาไทยมันห่วยเพราะมีแต่คนไม่มีความรู้ความสามารถมาบริหาร โดยระบุในเพจส่วนตัว ในการตั้งคำถามว่า จริงไหมที่มีคนบอกว่า เราไม่เคยมีคนดีๆ มาดูแลการศึกษาไทย จนการศึกษามันห่วย

    น.ส.ลิณธิภรณ์ ระบุว่า จริงๆ ในชาตินี้เราเคยมีรัฐมนตรีที่มีความรู้ ความสามารถและแพสชั่นที่จะปฏิรูประบบการศึกษาอยู่ ยุคที่ ดร.ทักษิณ ชินวัตร นั่งควบตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่การศึกษาถูกเขย่าด้วยวิสัยทัศน์ใหม่ เพื่อสร้างพลเมืองโลก จิ๊กซอว์แต่ละชิ้นที่ ดร.ทักษิณ วางไว้ คือการปลดล็อกศักยภาพเยาวชนไทยในทุกมิติที่หลายคนอาจลืมไปแล้ว

    น.ส.ลิณธิภรณ์ กล่าวว่า พ.ศ. 2544 – 2545 ปูพื้นฐานคนและความเท่าเทียม เริ่มต้นด้วยการสร้างศักดิ์ศรีวิชาชีพครู ปรับฐานเงินเดือนและวิทยฐานะ ให้ทัดเทียมอาชีพเฉพาะทาง พร้อมแก้ปัญหาหนี้สินเพื่อดึงคนเก่งกลับเข้าสู่ระบบการสอน ควบคู่กับการเปลี่ยน กยศ. เป็น กองทุน ICL (เรียนก่อน จ่ายเมื่อมีรายได้) เพื่อให้เด็กยากจนเข้าถึงมหาวิทยาลัยได้โดยไม่มีภาระหนี้มาขวางกั้นโอกาส

    พ.ศ. 2546 ทลายกำแพงภาษาและดิจิทัล ยกระดับสู่สากลด้วย โครงการ English Program (EP) ในโรงเรียนรัฐบาล จ้างครูเจ้าของภาษามาสอนวิชาการเพื่อให้เด็กโรงเรียนวัดเก่งเท่าเด็กอินเตอร์ พร้อมนโยบาย อินเทอร์เน็ต 3 บาท (SchoolNet) ทลายกำแพงความรู้ให้เด็กชนบทเข้าถึงข้อมูลทั่วโลกได้เท่าเทียมคนเมือง

    นางสาวลิณธิภรณ์ กล่าวต่ออีกว่า ในช่วงพ.ศ. 2547 กระจายทุนและโรงเรียนในฝัน สร้างโอกาสสู่ระดับรากหญ้าด้วย 1 อำเภอ 1 ทุน (ODOS) ส่งเด็กเก่งทุกอำเภอไปชุบตัวเมืองนอกในสาขาที่โลกต้องการโดยไม่สนฐานะ พร้อมอัปเกรดโรงเรียนชนบทเป็น โรงเรียนในฝัน (Lab Schools) ที่อัดฉีดเทคโนโลยีและเน้นการสอนแบบ Child-Centered ให้เด็กคิดวิเคราะห์เป็นมากกว่าท่องจำ

    พ.ศ. 2548 – 2549 สร้างสมองและพื้นที่ปล่อยของปฏิรูปเชิงลึกถึงระดับพัฒนาการด้วย ถุงรับขวัญ (Baby Box) ส่งต่อความรู้เรื่องการพัฒนาสมอง (BBL) ให้พ่อแม่ปั้นเด็กไทยให้ฉลาดตั้งแต่อยู่ในเปล และสร้าง TK Park พื้นที่เรียนรู้นอกตำราที่รวมดนตรี ศิลปะ และไอทีเข้าด้วยกัน รวมถึงการกวาดล้างยาเสพติดอย่างเด็ดขาดเพื่อดึงเยาวชนกลับสู่ระบบการศึกษาที่มีคุณภาพในขณะที่เครื่องยนต์การศึกษากำลังเร่งเครื่องสู่ระดับสากล การรัฐประหารกลับเข้ามา หยุดเวลาของเด็กไทยไว้ นโยบายที่กำลังเห็นผลถูกแช่แข็ง ถูกเปลี่ยนชื่อ หรือถูกปล่อยให้ฝ่อไปเพียงเพราะเป็นนโยบายของฝั่งตรงข้ามทางการเมือง

    จริงที่ว่าการศึกษาไทยไม่ได้พังเพราะกรรมเก่า แต่มันพังเพราะ “วิสัยทัศน์ที่ถูกตัดตอน” ทิ้งให้เราวนเวียนอยู่กับโครงสร้างเดิมๆ ที่ตามโลกไม่ทันมาเกือบ 20 ปี “ลองคิดดูว่าถ้าวันนั้นไม่ถูกขัดจังหวะ ปัจจุบันเราจะมีแม่ทัพทางเศรษฐกิจที่จบจากทุน ODOS กี่หมื่นคน และเด็กไทยจะก้าวไปไกลขนาดไหนในเวทีโลก”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2917649&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XSgQ_fJccKg_x73kSW6QV

  • ยื่นภาษีปี 2568 ลดหย่อนบริจาคการศึกษาเหลือแค่ 1 เท่า จริงหรือไม่? : เช็กข่าวชัวร์

    ยื่นภาษีปี 2568 ลดหย่อนบริจาคการศึกษาเหลือแค่ 1 เท่า จริงหรือไม่? : เช็กข่าวชัวร์

    เช็กให้ชัด ยื่นภาษีปี 2568 ลดหย่อนบริจาคการศึกษาเหลือแค่ 1 เท่า จริงหรือไม่?

    ในโลกออนไลน์มีการส่งต่อข้อมูลที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้เสียภาษี โดยมีการระบุว่าสำหรับการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปี 2568 สิทธิในการนำเงินบริจาคด้านการศึกษามาลดหย่อนภาษีจะถูกปรับลดลงเหลือเพียง 1 เท่า จากเดิมที่เคยได้รับสิทธิหักลดหย่อนได้ถึง 2 เท่า ทำให้เกิดความสงสัยและตั้งคำถามถึงการเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษีของภาครัฐ

    กองบรรณาธิการ Sanook News ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวเพื่อป้องกันความสับสน โดยประสานงานข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่าข้อมูลดังกล่าวมีที่มาที่ชัดเจนจากข้อกฎหมายปัจจุบัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิทธิประโยชน์ทางภาษีในช่วงต้นปี 2568 นี้จริง

    คำถาม

    จริงหรือไม่ที่มีการระบุว่า การยื่นภาษีปี 2568 สิทธิการลดหย่อนภาษีจากการบริจาคเพื่อการศึกษาจะปรับลดลงเหลือเพียง 1 เท่า และมาตรการลดหย่อน 2 เท่าได้สิ้นสุดลงแล้ว?

    การตรวจสอบ

    กองบรรณาธิการ Sanook News ตรวจสอบข้อมูลจากกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พบว่าข้อมูลดังกล่าวเป็น “ข่าวจริง” โดยมีรายละเอียดระบุว่า ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 768) พ.ศ. 2566 ได้กำหนดสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการบริจาคผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ (e-Donation)

    ข้อกำหนดดังกล่าวกำหนดให้การบริจาคเงินแก่สถานศึกษาตามที่ประกาศกำหนด สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าของจำนวนเงินที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้พึงประเมินหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่น ๆ โดยสิทธินี้มีผลบังคับใช้เฉพาะเงินบริจาคที่กระทำตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2567 เท่านั้น

    ดังนั้นเมื่อเข้าสู่ปีภาษี 2568 (ซึ่งจะยื่นแบบในช่วงต้นปี 2569) หากไม่มีการประกาศขยายเวลาหรือออกกฎหมายฉบับใหม่มารองรับ มาตรการนี้ซึ่งเป็นมาตรการชั่วคราวจะสิ้นสุดลง ส่งผลให้การบริจาคตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป จะกลับไปใช้หลักเกณฑ์ปกติคือสามารถนำมาหักลดหย่อนได้เพียง 1 เท่าตามกฎหมายแม่บท

    ข้อเท็จจริง

    ข้อมูลนี้เป็นข่าวจริง โดยสิทธิการลดหย่อนภาษีบริจาคเพื่อการศึกษา 2 เท่า จะสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธันวาคม 2567 และตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 จะเหลือสิทธิลดหย่อนเพียง 1 เท่า ตามเงื่อนไขของกรมสรรพากร

    อ้างอิง

    1. ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย
    2. กรมสรรพากร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news.sanook.com/9876358/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PNaOJ-LQKKV3Z4vfsxz-A

  • กรมสรรพากร เผยยื่นภาษีปี 68 ลดหย่อนบริจาคการศึกษาเหลือแค่ 1 เท่า

    กรมสรรพากร เผยยื่นภาษีปี 68 ลดหย่อนบริจาคการศึกษาเหลือแค่ 1 เท่า

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง โพสต์ระบุว่า
    จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลที่ระบุว่า “ยื่นภาษีปี 2568 ลดหย่อนบริจาคการศึกษาเหลือแค่ 1 เท่า” นั้น เป็นข่าวจริง ตามที่กรมสรรพากรชี้แจง พระราชกฤษฎีกาฯ ฉบับที่ 768 พ.ศ. 2566 กำหนดให้การบริจาคผ่านระบบ e-Donation แก่สถานศึกษา สามารถนำไปหักลดหย่อนได้ 2 เท่า เฉพาะเงินบริจาคที่ทำตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2565 – 31 ธ.ค. 2567 เท่านั้น

    ดังนั้น เมื่อพ้นกำหนดดังกล่าวแล้ว (เริ่มปีภาษี 2568) สิทธิประโยชน์การหักลดหย่อนแบบ 2 เท่าจะสิ้นสุดลง เป็นมาตรการชั่วคราวไม่ใช่สิทธิถาวรทางภาษี และกลับไปใช้หลักเกณฑ์ปกติ คือลดหย่อนได้เพียง 1 เท่า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://sondhitalk.com/detail/9690000021137&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xd_5h4xLedr0Phnn5L6KD

  • คอนเสิร์ตจบการศึกษาโบกมือลา BNK48 รุ่น 3 | เดลินิวส์

    คอนเสิร์ตจบการศึกษาโบกมือลา BNK48 รุ่น 3 | เดลินิวส์

    BNK48 3rd Generation Graduation Concert “Once Upon a Time… The Rabbit Were Born คอนเสิร์ตจบการศึกษา BNK48 รุ่น 3 ซึ่งมีสมาชิก BNK48 ทุกรุ่นทั้งหมด 44 คน พร้อมแขกรับเชิญสุดพิเศษที่มาร่วมส่งท้าย

    บรรยกาศภายในงานเต็มไปด้วยแฟนๆ ที่มาส่งกำลังใจการขึ้นเวทีด้วยกันครั้งสุดท้ายของเจ้ากระต่ายน้อยรุ่นที่ 3 แต่ละพาร์ทโชว์จัดเต็มมาเสิร์ฟให้ชมครบทุกอารมณ์แบบจุกๆ กว่า 30 เพลง พร้อมเซอร์ไพรส์แขกรับเชิญสุดพิเศษที่ทุกคนคิดถึง อาทิ ปัญ เจนนิษฐ์ ตาหวาน ปูเป้ รวมถึงอดีตสมาชิกวง เจ้าเข็ม แพมแพม ปาเอญ่า พิม และ ป๊อปเป้อ ชิไฮนิน หรือผู้จัดการวง BNK48 ที่ได้มารวมอยู่ในโมเมนต์ดีๆ ในครั้งนี้ไปด้วยกัน

    สมาชิกที่จบการศึกษามีทั้งหมด 8 คน ได้แก่ (อีฟ) อิสรีย์ ทวีกุลพาณิชย์, (เอิร์ธ) นภสรณ์ ศิริปาณี, (ยาหยี) ณัฏฐธิดา อาสนานิ, (เกรซ) วิรัลพัชร ธำรงค์พันธวนิช, (พีค) ภูษิตา วัฒนากรแก้ว, (เอิร์น) วชิราพร พัฒนพานิช, (มีน) ณัฐธันยา ดุลยพล และ (ข้าวฟ่าง) ญาณิศา เมืองคำ

    ส่วน (ฮูพ) ปาฏลี ประเสริฐธีระชัย, (แพนเค้ก) พิทยาภรณ์ เกียรติฐิตินันท์, (โยเกิร์ต) นพรดา เลิศวิริยะพร, (โมเน่ต์) ภาริตา ริเริ่มกุล และ (เฟม) นันทภัค กิตติรัตนวิวัฒน์ จะยังใช้นามสกุล BNK48 ต่อไป

    ฝากแฟนๆ เป็นกำลังใจให้กับสมาชิกรุ่นที่ 3 กับทุกเส้นทางในอนาคตต่อไปด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5653272/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PufWx2KOPVPaEKsQh770q

  • มก. จับมือ วช. จัดมหกรรมการประกวดศิลปะมวยไทย

    มก. จับมือ วช. จัดมหกรรมการประกวดศิลปะมวยไทย

    การศึกษา

    มก. จับมือ วช. จัดมหกรรมการประกวดศิลปะมวยไทย

    วันอังคาร ที่ 03 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.48 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    มก. จับมือ วช. จัดมหกรรมการประกวดศิลปะมวยไทย

    มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ร่วมกับ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ประสบความสำเร็จในการจัดงาน “มหกรรมการประกวดศิลปะมวยไทย” รอบชิงชนะเลิศ โดยมีเยาวชนกว่า 400 คนจากทั่วประเทศเข้าร่วมชิงชัยในมิติของความงดงามและทักษะกีฬา ณ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คแอนด์สเปลล์ จังหวัดปทุมธานี

    มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยสถาบันมวยไทยแห่ง มก. และภาควิชาพลศึกษาและกีฬา คณะศึกษาศาสตร์และพัฒนศาสตร์ ร่วมกับ ศูนย์กลางความรู้ศิลปะมวยไทยสู่ระดับโลก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ  (วช.) สมาคมกีฬาบาสเกตบอล 3 คน และบริษัท Shoot it  จัดมหกรรมการประกวดศิลปะมวยไทย ทั้งการร่ายรำไหว้ครู ทักษะมวยไทย และคีตะมวยไทย ระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา เพื่อเฟ้นหาความเป็นเลิศทางศิลปะมวยไทยจากเยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมสุขภาพและอนุรักษ์วัฒนธรรมผ่านกระบวนการทางวิชาการ เพื่อมุ่งสร้างศูนย์กลางความรู้มวยไทยสู่ระดับสากล

    ในพิธีปิดการแข่งขัน ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้ช่วยศาสตราจารย์รัชด ชมภูนิช รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิตและพัฒนาอย่างยั่งยืน  ดร.เนตรทราย วงศ์อุปราช นายกสมาคมกีฬาบาสเกตบอล 3 คน บริษัท shoot its และ รศ.ดร.ต่อศักดิ์ เลิศจรัสวิไล ผู้อำนวยการสถาบันมวยไทยแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ให้เกียรติมอบรางวัลและทุนการศึกษาให้กับผู้ที่ชนะเลิศในการประกวดแต่ละประเภท ดังนี้

    ชนะเลิศ การร่ายรำไหว้ครูมวยไทยและทักษะมวยไทย ระดับประถมศึกษา ได้แก่ โรงเรียนวัดนางพิมพ์  ชนะเลิศ การร่ายรำไหว้ครูมวยไทยและทักษะมวยไทย ระดับมัธยมศึกษา ได้แก่ โรงเรียนบางแพปฐมพิทยา ชนะเลิศ คีตะมวยไทย ระดับประถมศึกษา ได้แก่ โรงเรียนบ้านวังไผ่ ชนะเลิศ คีตะมวยไทย ระดับมัธยมศึกษา ได้แก่ โรงเรียนมหาวชิราวุธ จังหวัดสงขลา

    โอกาสนี้ ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม  รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  ได้กล่าวขอบคุณคณะกรรมการตัดสิน ผู้บริหารสถานศึกษา นักกีฬา ผู้ฝึกสอน และหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนการจัดกิจกรรมทั้งภาครัฐและเอกชนในครั้งนี้  ซึ่งการออกกำลังกายด้วยศิลปะมวยไทยเป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน สามารถช่วยเสริมสร้างให้ร่างกายแข็งแรง ควบคู่กับการเรียนรู้ศิลปะมวยไทย ฝึกความสามัคคี และการทำงานร่วมกัน  โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ยินดีและพร้อมจัดกิจกรรมด้านมวยไทยให้กับทุกคนต่อไปในอนาคต โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้จัดตั้ง สถาบันมวยไทยแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ขึ้นเพื่อเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนกีฬามวยไทยในภาพรวม

    ส่งข่าวได้ที่  email : saowaporn12345@gmail.com   และ  bat_mamsao@yahoo.com

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/467914&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1NB1s2UDzf3z-mbvpwyCiM

  • ยูโอบี ชู 3 โครงการเตรียมความพร้อมเยาวชนไทย   สู่ฐานรากพัฒนาประเทศ

    ยูโอบี ชู 3 โครงการเตรียมความพร้อมเยาวชนไทย   สู่ฐานรากพัฒนาประเทศ

    แม้อัตราการเข้าเรียนของเด็กไทยอยู่ในระดับสูง แต่ผลการประเมิน PISA ล่าสุดสะท้อนว่า นักเรียนไทยมากกว่าครึ่งยังมีผลสัมฤทธิ์ทางคณิตศาสตร์ต่ำกว่าระดับมาตรฐานขั้นต่ำ  และ ผลลัพธ์มีความเชื่อมโยงกับฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมของครอบครัวอย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน ผลสำรวจของธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่า คะแนนความรู้ทางการเงินของคนไทยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 71 โดยกลุ่มเยาวชนมีระดับความรู้และพฤติกรรมการวางแผนการเงินต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ

    นางสาวธรรัตน โอฬารหาญกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริหารสื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร  ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนความท้าทายด้าน “ความพร้อม” ของคนรุ่นใหม่ในเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ซึ่งต้องอาศัยทั้งทักษะดิจิทัล วินัยทางการเงิน และความสามารถในการปรับตัว  ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย จึงพัฒนาแนวทางสนับสนุนเยาวชนอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งสร้างความมั่นคง และความพร้อมตั้งแต่ระดับพื้นฐานการเรียนรู้ ไปจนถึงการส่งเสริมศักยภาพในการขับเคลื่อนอนาคตที่ยั่งยืนวางรากฐานความพร้อมทางการเรียนรู้ ทำให้UOB โฟกัสใน 3โครงการที่จะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษา  ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม เพื่อให้การพัฒนาประเทศโดยรวมดียิ่งขึ้น

    3โครงการที่UOB ให้การสรับสนุนได้แก่ 1.โครงการห้องเรียนดิจิทัล UOB My Digital Space (MDS)  ทั้งนี้ รายงานปี 2568 จากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ระบุว่า โรงเรียนไทยโดยเฉลี่ยมีนักเรียนถึง 17 คนต่อคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง สะท้อนความแตกต่างด้านคุณภาพการเข้าถึงอุปกรณ์และโอกาสในการเรียนรู้เชิงที่ผ่านมาธธนาคารฯ ได้ร่วมมือกับโครงการร้อยพลังการศึกษา มูลนิธิยุวพัฒน์ ในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในพื้นที่ขาดโอกาส ควบคู่กับการพัฒนาทักษะ ด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ พร้อมอบรมครูให้สามารถบูรณาการเทคโนโลยี          เข้าสู่กระบวนการเรียนการสอนได้อย่างต่อเนื่อง  นับเป็นการสร้างโอกาสให้การเรียนรู้เข้าถึงเด็กทุกคนอย่างเท่าเทียม โดยดำเนินโครงการมาเป็นเวลา 4ปี ใน10 โรงเรียนพื้นที่ห่างไกล 10 จังหวัดพบว่าครูและนักเรียน 5,504 คน สามารถยกระดับห้องเรียนดิจิทัลได้  มีการใช้งานหลักสูตรดิจิทัลใน3วิชา คือ วิชาวิทยาศาสตร์  คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ 10,045  คน  เพิ่มศักยภาพครูผู้สอนได้ 144 คน สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการเข้าถึงอุปกรณ์ สู่ความสามารถและความมั่นใจในการเรียนรู้ยุคดิจิทัล

    ” ความสำเร็จของUOB My Digital Space  เห็นได้จากนักเรียนประมาณ 30% ที่เข้าร่วมโครงการมีผลการเรียนดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเข้าร่วมโครงการ ทำให้โครงการ UOB My Digital Space   ยังเป็น1ในโครงการที่ธนาคารให้การสนับสนุนต่อเนื่องต่อไป”นางสาวธรรัตน กล่าว

    โครงการที่ 2 การสร้างภูมิคุ้มกัน เสริมความมั่้นคงทางการเงินตั้งแต่วัยเรียน หรือโครงการ UOB Money 101: Teen Edition วัยรุ่นเก่งการเงิน มุ่งปลูกฝังวินัยทางการเงินและการตัดสินใจอย่างรับผิดชอบ ผ่านทัศนคติและการเรียนรู้เรื่องการจัดทำงบประมาณ การออม และการวางแผนทางการเงิน ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา โครงการเข้าถึงเยาวชนแล้วกว่า 8,214 คน ใน 72 โรงเรียน ครอบคลุม 33 จังหวัด              ทั่วประเทศ พร้อมส่งเสริมการถ่ายทอดความรู้สู่ครอบครัวและชุมชน สะท้อนการเปลี่ยนจากความรู้             ทางการเงิน สู่พฤติกรรมทางการเงินที่มั่นคงและรอบคอบมากขึ้น

    ” ในส่วนนี้ ถ้าถามว่าสำเร็จหรือไม่ เราวัดผลเชิงพฤติกรรม เราพบว่านักเรียนที่เข้าร่วมโครงการ มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม หลายคนกลายเป็นโค้ชการเงินรุ่นใหม่ลงมือถ่ายทอดความรู้ให้ชุมชน  เด็กๆที่อบรม เข้าไปสอนเรื่องการออม การลงทุนให้กับพ่อแม่ หรือคนในชุมชน เช่นการลงทุนก็จะเข้่าไปช่วยคิดวางแผนให้  ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลง ในเชิงบวก เราพบว่าก่อนเข้าอบรมทั้งเด็กและครู ไม่มีความรู้เรื่องการเงินเลย ทุกอย่างเป็นศูนย์หมด เขาไม่ว่าวินัยทางการเงินคืออะไร “

    โครงการที่ 3 การเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ขับเคลื่อนอนาคตที่ยั่งยืน (Sustainability Innovation) ผ่านโครงการ UOB Wonder Lab  เป็นการเปิดพื้นที่ให้เยาวชนระดับมัธยมปลายถึงมหาวิทยาลัย เกิดไอเดียสร้างสรรค์ วิเคราะห์ปัญหาจริงในชุมชน และพัฒนาแนวคิดนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน เสริมสร้างความคิดเชิงระบบ การทำงานร่วมกัน และความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โครงการมุ่งเตรียมคนรุ่นใหม่ให้มีบทบาทในการ           เปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืน และสามารถมีส่วนร่วมในการสร้างความมั่นคงให้สังคม ใน ระยะยาว เป็นการหาทางออกที่ยั่งยืนของสังคมและสิ่งแวดล้อม

    “UOB Wonder Lab “เป็นการบ่มเพาะเยาวชนที่สนใจพัฒนา โครงการเพื่อสิ่งแวดล้อมและสังคม เปิดพื้นที่ให้ทดลอง ทำงานกับผู้เชี่ยวชาญ และขยายไอเดียสู่การใช้งานจริง สร้างผู้นำรุ่นใหม่ ที่พร้อมขับเคลื่อนอนาคตอย่างยั่งยืน ที่ผ่านมามี 10 ผลงานที่น่าสนใจมาก ๆและสามารถนำไปใช้งานใช้ประโยชน์ได้จริง”

    นอกจากนี้ ในปี 2569″ UOB Wonder Lab “ยังเพิ่มความเข้มข้นท้าทายไปอีกระดับ นางสาวธรรัตน กล่าวว่า ธนาคารมีแผนที่จะร่วมกับภาคเอกชน คิดโจทย์ให้เยาวชนในUOB Wonder Lab  เข้ามามีส่วนร่วมหาทางออก ซึ่งถือว่าเป็นการเรียนรู้จากปัญหาและสภาพความเป็นจริง เป็นการท้าทายว่าน้องๆที่เข้าร่วมโครงการจะมีแนวคิดแก้ปัญหาแก้โจทย์อย่างไร

    “เป็นการตั้งโจทย์เพื่ออนาคต ให้คนรุ่นใหม่ พรั่งพรูไอเดีย มาแก้ปัญหาจากโจทย์ที่เป็นจริง ของภาคเอกชนซึ่งเป็นลูกค้าของเรา ตั้งประเด็นขึ้นมา ถือว่าเป็นความท้าทายอีกสเต็ปของเยาวชน “

    นางสาวธรรัตน กล่าวปิดท้ายว่า  โครงการที่กล่าวมาทั้งหมด เป็นความตั้งใจของยูโอบี ที่จะมอบความพร้อมให้เคนรุ่นใหม่ ที่ถือว่าเป็นรากฐานสำคัญของสังคม เพราะถ้าคนรุ่นใหม่ยังไม่พร้อม ประเทศก็จะขาดและไม่พร้อมเหมือนกัน ดังนั้น  การมุ่งมั่นยกระดับพื้นฐาน การ เรียนรู้ เสริมวินัยทางการเงิน และเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้พัฒนาศักยภาพของตนเอง ก็เพื่อให้คนรุ่นใหม่          มีความมั่นใจและดูแลชีวิตตนเอง  จะเป็นพื้นฐานที่ทำให้สังคมเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/news-update/956774/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sY8ak0tJVT1SliwdJHUGS