Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • การมาถูกที่ถูกเวลาของ “วิทัย”

    การมาถูกที่ถูกเวลาของ “วิทัย”

    บทบาทของผู้ว่าการแบงก์ชาติคนใหม่ คุณวิทัย รัตนากร ซึ่งเข้ารับตำแหน่งหน้าที่ตั้งแต่เมื่อวันที่1 ตุลาคม 2568 ดูจะจับต้องได้มากกว่านักวิชาการแบงก์ชาติแบบดั้งเดิม ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ใช่นักบริหาร

    โดยเฉพาะในการเน้นการดำเนินนโยบายแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจประเทศ เช่น หนี้ครัวเรือน-หนี้เสีย (NPL) สูง รวมถึงในการแก้ปัญหาเงินนอกระบบ และการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ร่วมกับกระทรวงการคลังเพื่อดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจประเทศ ไม่ใช่ต่างคนต่างทำเหมือนที่ผ่านมา

    ภายใต้การนำของคุณวิทัย แบงก์ชาติน่าจะต้องเปลี่ยนบทบาท จากที่เอาแต่เน้นดูแลเฉพาะเสถียรภาพค่าเงิน และระบบการเงิน ไปสู่ปัจจัยแวดล้อมมากมายที่เข้ามามีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

    การให้ความสำคัญต่อเศรษฐกิจใต้ดิน เงินเทา การทำธุรกรรมที่ไม่อยู่ในระบบ และการใช้เงินสด จำนวนมาก ซึ่งอาจทำให้กลไกตลาดบิดเบี้ยว และเสี่ยงต่อเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจโดยรวม…

    ด้วยการประกาศใช้มาตรการควบคุมธุรกรรมที่ผิดปกติ ตลอดจนถึงกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับทองคำ และเส้นทางการเงินที่ไม่มีความโปร่งใส เพื่อจำกัดโอกาสในการหมุนเงินนอกระบบผ่านช่องทางที่ผิดปกตินั้น ปรากฏว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีในแวดวงเศรษฐกิจ

    สำคัญที่สุดก็คือ การลงมือทำให้เห็น ย่อมได้รับความน่าเชื่อถือมากกว่าการใช้แค่ปากพูดตามทฤษฎีเหมือนที่ผ่านๆมา และเงินที่อยู่นอกระบบมานานอาจเข้ามาอยู่ในระบบมากขึ้น

    หลังเข้าไปควบคุมการซื้อขายในตลาดทองคำออนไลน์แล้ว ผู้ว่าการแบงก์ชาติประกาศว่า เขาจะเริ่มควบคุมการฝากถอนเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ต้องทำรายงานว่า เงินนั้น…ท่านได้แต่ใดมา และจะเอาไปซื้ออะไรด้วย

    “ต่อไปนี้การงัดฝาบ้าน เอาเงินสดออกมาซื้อสิ่งของต่างๆในลักษณะผิดช่องทาง ต้องรายงานให้แบงก์ชาติทราบ”

    ส่วนนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน คุณวิทัยได้ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือเพียง 1% โดยที่รัฐบาลไม่ต้องมานั่งร้องขออะไร ซ้ำเขายังประกาศด้วยว่าเมื่อไหร่

    ที่พบสัญญาณทางเศรษฐกิจไม่ดี เขาพร้อมจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก โดยไม่ส่งผลกระทบให้อัตราเงินเฟ้อเร่งตัวจนเกินไป

    นโยบายนี้ ช่วยลดภาระดอกเบี้ยเงินกู้ของผู้กู้รายย่อย และธุรกิจขนาดเล็กให้มีสภาพคล่องเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็เป็นประโยชน์ต่อการสนับสนุนให้เกิดการลงทุน และการบริโภคที่เพิ่มขึ้นด้วย

    ภาระผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ก็จะลดลง แถมยังช่วยให้ผู้มีหน้ีบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคลได้อานิสงส์ทางอ้อมไปด้วย

    ในแนวทางของผู้ว่าการวิทัยนี้ ชัดเจนว่าแบงก์ชาติไม่ได้มีหน้าที่แค่ปรับอัตราดอกเบี้ยอย่างเดียว แต่ต้องควบคุมธุรกรรมทางการเงินที่ผิดปกติ ที่เรียกกันว่าเงินใต้ดินด้วย เพื่อช่วยทำให้เกิดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโดยรวมอย่างจริงจัง

     สำคัญที่สุดก็คือ ผู้ว่าการวิทัยช่างมาถูกที่ถูกเวลาพอดีกับสงครามที่กำลังเกิดขึ้นระหว่างสหรัฐฯ+อิสราเอลกับอิหร่านที่กำลังทำให้โลกการเงิน การค้า การลงทุนทุกสาขาปั่นป่วนอยู่ในเวลานี้.

    มิสไฟน์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2917658&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WNRLiDhgRYw97sLZrX34t

  • “กรณ์” นำทัพ ปชป.รุ่นใหม่ ศึกษาแนวทางแก้วิกฤตราคามะพร้าว 2 บาท เดินหน้า ศึกษาหาโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ เพื่ออนาคตเกษตรกรไทย

    “กรณ์” นำทัพ ปชป.รุ่นใหม่ ศึกษาแนวทางแก้วิกฤตราคามะพร้าว 2 บาท เดินหน้า ศึกษาหาโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ เพื่ออนาคตเกษตรกรไทย

    นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ด้านนโยบาย นำทัพคนรุ่นใหม่ในพรรคประชาธิปัตย์ ลงพื้นที่วิสาหกิจชุมชน Aromatic Farm ติดตามสถานการณ์ “มะพร้าวน้ำหอม” หลังพบปัญหาราคาหน้าสวนบางช่วงเหลือเพียง 2–3 บาทต่อผล ทั้งที่ต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 5–6 บาท สวนทางกับมูลค่าส่งออกที่เติบโตต่อเนื่องและแตะเกือบ 28,000 ล้านบาทในปี 2566

    “นี่ไม่ใช่ปัญหาว่าสินค้าขายไม่ได้แต่คือปัญหา โครงสร้างการกระจายมูลค่า ในห่วงโซ่ อุตสาหกรรม แม้มะพร้าวไทยยังมีศักยภาพสูง โดยเฉพาะตลาดพรีเมียมและตลาดสุขภาพที่ขยายตัวในปี 2567–2568 แต่อำนาจต่อรองกลับกระจุกตัวอยู่ในห่วงโซ่กลางน้ำ ขณะที่เกษตรกรขายแบบต่างคนต่างขาย ทำให้ความผันผวนของราคาตกอยู่ที่ต้นทางก่อนเสมอประชาธิปัตย์เห็นว่า การแก้ปัญหาต้องไม่ใช่เพียงมาตรการพยุงราคาเฉพาะหน้า แต่ต้อง “ปรับโครงสร้าง” อย่างจริงจัง” นายกรณ์ กล่าว

    โมเดลของ Aromatic Farm สะท้อนคำตอบเชิงระบบ ผ่านแนวคิด 3 เสาหลัก คือ People – Planet – Profit โดยมี “ความยั่งยืน (Sustainability)” เป็นแกนกลาง โดยมีกลไก รับซื้อมะพร้าวจากสมาชิกในราคาที่เป็นธรรม – มีช่องทางการตลาดของตนเอง และมีการยกระดับมาตรฐานคุณภาพและการบริหารจัดการแบบมืออาชีพนายกรณ์ ย้ำ “นี่คือแนวทางที่ช่วยลดความเปราะบางระยะยาว ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาระยะสั้น เราสามารถศึกษา บทเรียนจากต่างประเทศอย่าง Fonterra แสดงให้เห็นว่า เมื่อเกษตรกรรวมตัวและถือหุ้นในห่วงโซ่มูลค่าของตนเอง อุตสาหกรรมทั้งระบบจะเข้มแข็งและแข่งขันได้อย่างยั่งยืน”พรรคประชาธิปัตย์ เสนอแนวทางสำคัญ ได้แก่ สนับสนุนการรวมกลุ่มเกษตรกรให้มีอำนาจต่อรอง วางกรอบการแข่งขันที่โปร่งใส เป็นธรรม กำกับระบบล้งไม่ให้เอาเปรียบต้นทาง และสร้างระบบคาร์บอนเครดิตภาคเกษตรที่เกษตรกรเข้าถึงได้โดยตรง

    หากปล่อยสถานการณ์ “มะพร้าว 2 บาท” ดำเนินต่อไป สิ่งแรกที่จะเกิดขึ้นคือเกษตรกรขาดทุน ไม่มีทุนบำรุงรักษาต้นและดิน และท้ายที่สุดผลผลิตของประเทศจะลดลงประชาธิปัตย์เชื่อว่า มะพร้าวไทยไม่ควรเป็นเพียงสินค้าเกษตรราคาผันผวน แต่ต้องพัฒนาเป็น “อุตสาหกรรมสีเขียว” ที่สร้างความมั่นคงให้เกษตรกรไทยในระยะยาวถึงเวลาแล้วที่เราต้องกล้าปรับโครงสร้าง เพื่ออนาคตของเกษตรกรไทยทั้งประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/281283&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lf0Jdk4XGPFqfVA1mgtxT

  • บางจากฯ ตรึงราคาน้ำมันต่อ! ฝ่าวิกฤตตะวันออกกลาง ช่วยลดภาระประชาชน ย้ำไม่ต้องกักตุน

    บางจากฯ ตรึงราคาน้ำมันต่อ! ฝ่าวิกฤตตะวันออกกลาง ช่วยลดภาระประชาชน ย้ำไม่ต้องกักตุน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/132578&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3w6TKZz7mWRzM7LZOOwC-H

  • เซเลนสกีกังวล สงครามในตะวันออกกลางจะส่งผลต่อการจัดหาอาวุธของยูเครน

    เซเลนสกีกังวล สงครามในตะวันออกกลางจะส่งผลต่อการจัดหาอาวุธของยูเครน

    เซเลนสกีกังวล สงครามในตะวันออกกลางจะส่งผลต่อการจัดหาอาวุธของยูเครน

    วันนี้, 01:11น.

              ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน แสดงความกังวลว่าสงครามระหว่าง สหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่านในตะวันออกกลางอาจทำให้ยูเครนประสบปัญหาในการจัดหาขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศ เมื่อพันธมิตรของยูเครนเบี่ยงเบนความสนใจออกจากความขัดแย้งในยูเครน และคาดหวังว่าความขัดแย้งจะอยู่ในวงจำกัด ไม่กลายเป็นสงครามยืดเยื้อ เขากล่าวว่าการใช้งานระบบป้องกันภัยทางอากาศในภูมิภาคตะวันออกกลางในเวลานี้ จะทำให้อาวุธมีราคาสูงขึ้นและหาได้ยากขึ้น โดยยกกรณีเมื่อครั้งที่อิสราเอลและสหรัฐฯ โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านในปีที่แล้ว ทำให้โครงการส่งขีปนาวุธให้แก่ยูเครนเริ่มชะลอตัวลง และเขาเกรงว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นอีก

    เป็นเวลานานกว่า 4 ปีแล้วที่มีการสู้รบระหว่างรัสเซียกับยูเครน และมีความพยายามเจรจาสันติภาพอย่างต่อเนื่อง แต่ประธานาธิบดีเซเลนสกี ไม่แน่ใจว่ากำหนดการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซียในเดือนนี้ (มี.ค.69) จะเกิดขึ้นหรือไม่

              อย่างไรก็ตาม สถาบันวิจัยเพื่อการศึกษาเรื่องสงคราม (Institute for the Study of War) ซึ่งตั้งอยู่ในสหรัฐอเมริกา เผยแพร่รายงานระบุว่า รัสเซียอาจได้รับประโยชน์หากราคาน้ำมันโลกยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยังเป็นไปได้ยากที่อิหร่านจะสามารถปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างสมบูรณ์ ทั้งมองว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจบานปลายกลายเป็นสงครามระดับภูมิภาค

    #สงครามตะวันออกกกลาง

    #ยูเครน

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/159684&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vSx7fiKZSu4H_rZV0mSXQ

  • อัลบั้มรูป : ประมวลภาพ BNK48 รุ่นที่ 3 คอนเสิร์ตจบการศึกษา

    อัลบั้มรูป : ประมวลภาพ BNK48 รุ่นที่ 3 คอนเสิร์ตจบการศึกษา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/galleries/485&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Pszh9C4foELN7uM18uafx

  • กระทรวงท่องเที่ยวฯ เร่งดูแลประสานงานนักท่องเที่ยวติดค้างพร้อมบูรณาการทุกภาคส่วน ยึดความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว

    กระทรวงท่องเที่ยวฯ เร่งดูแลประสานงานนักท่องเที่ยวติดค้างพร้อมบูรณาการทุกภาคส่วน ยึดความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว

    นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ติดตามสถานการณ์การเดินทางของนักท่องเที่ยว ท่ามกลางสถานการณ์สู้รบ ต่อเนื่อง

    วันนี้ (3 มีนาคม 2569) เวลา 12.00 น มีการยกเลิกเที่ยวบินในตะวันออกกลาง ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน ส่งผลให้มีการปิดน่านฟ้าในเส้นทางการบิน

    การยกเลิกเที่ยวบินประจำวันที่ 3 มีนาคม 2569

    1) กระบี่ ยกเลิกขาออก 3 เที่ยวบิน

    2) เชียงใหม่ ยกเลิกขาออก 1เที่ยวบิน (เชียงใหม่-อาบูดาบี)

    3) ภูเก็ต ยกเลิก 14 เที่ยวบิน (ขาเข้า 6 เที่ยวบิน และขาออก 8 เที่ยวบิน)

    4) ดอนเมือง วันนี้ไม่มียกเลิก

    5) สุวรรณภูมิ **รอข้อมูลจากการท่า**

    ทั้งนี้ ภาพรวมสะสม 4วัน (28 ก.พ. – 3 มี.ค.) มีการยกเลิกของขาออก 105 เที่ยวบิน ขาเข้า 61 เที่ยวบิน รวมเป็น 166 เที่ยวบิน

    *อ้างอิงข้อมูลรายงาน ของเจ้าหน้าที่กระทรวง TAC 5 สนามบิน ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต เชียงใหม่ และกระบี่ อาจมีความคลาดเคลื่อนบ้าง แต่ไม่มีรายงานผู้โดยสารตกค้างตามสนามบิน

    สำหรับ กรณีวีซ่าของนักท่องเที่ยว ณ วันที่ 3 มีนาคม สตม. ได้ออกมาตรการที่เกี่ยวข้องแล้ว โดย (2 มีนาคม 69) สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ประกาศมาตรการช่วยเหลือคนต่างชาติ เนื่องจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นมา ได้ส่งผลให้เกิดการปิดน่านฟ้าในภูมิภาคดังกล่าว และทำให้คนต่างชาติไม่สามารถเดินทางออกนอกราชอาณาจักรไทยเพื่อกลับประเทศได้

    เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนแก่คนต่างชาติที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจึงได้กำหนดแนวทางช่วยเหลือ สำหรับคนต่างชาติที่การอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรสิ้นสุดลง (Overstay) ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 โดยสามารถดำเนินการได้ตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้

    (1) กรณีประสงค์จะเดินทางออกนอกประเทศ

    สำหรับคนต่างชาติที่อยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุดลงแล้ว และมีความประสงค์ที่จะเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ทางเจ้าหน้าที่จะได้รับการยกเว้น ไม่ต้องเสียค่าเปรียบเทียบปรับ

    (2) กรณีประสงค์จะขออยู่ต่อชั่วคราว

    สำหรับคนต่างชาติที่ประสงค์จะขออนุญาตอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว หากพบว่าการอนุญาตเดิมได้สิ้นสุดลงแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่จะต้องดำเนินการเปรียบเทียบปรับตามกฎหมายก่อน จากนั้นจึงจะพิจารณาอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวต่อไปได้อีก “ครั้งละไม่เกิน 30 วัน” โดยผู้ยื่นคำร้องจะต้องเตรียมเอกสารประกอบการพิจารณา ดังนี้ (2.1) แบบคำขออนุญาตเพื่ออยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวต่อไป (ตม.7) (2.2) สำเนาหนังสือเดินทาง หรือ เอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง (2.3) หนังสือรับรองจากสถานทูต หรือ สถานกงสุล (ในกรณีที่ไม่สามารถขอหนังสือรับรองได้ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจะทำการบันทึกถ้อยคำ เพื่อระบุเหตุผลและความจำเป็นในการขออนุญาตอยู่ต่อเป็นการชั่วคราว ตามแบบฟอร์มที่กำหนดไว้) (2.4) แบบฟอร์มการแจ้งข้อมูล (แบบ สตม.2, สตม.2/1 และ สตม.9)

    ทั้งนี้ มาตรการเยียวยาดังกล่าวจะเริ่มมีผลดำเนินการตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนกว่าสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ หรือ จนกว่าทางสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.voicetv.co.th/read/0a-oipfLh&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16oYyTfFi5Mlk0T3_93LFh

  • จ.สุรินทร์ จัดโครงการสืบสานศิลปวัฒนธรรมปราสาทเมืองที ประจำปี 2569 สืบสานประวัติศาสตร์ คุณค่าทางมรดกและทางวัฒนธรรม

    จ.สุรินทร์ จัดโครงการสืบสานศิลปวัฒนธรรมปราสาทเมืองที ประจำปี 2569 สืบสานประวัติศาสตร์ คุณค่าทางมรดกและทางวัฒนธรรม

    จ.สุรินทร์ จัดโครงการสืบสานศิลปวัฒนธรรมปราสาทเมืองที ประจำปี 2569 สืบสานประวัติศาสตร์ คุณค่าทางมรดกและทางวัฒนธรรม


    3/03/2569 | 7 |

    วันที่ 3 มีนาคม 2569 เวลา 18.00 น. ณ เทศบาลตำบลเมืองที นายสุทิน งามเลิศ นายอำเภอเมืองสุรินทร์ เป็นประธานเปิดงานโครงการสืบสานศิลปวัฒนธรรมปราสาทเมืองที สืบสานประวัติศาสตร์ คุณค่าทางมรดกและทางวัฒนธรรม โดยมีส่วนราชการ ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประชาชน และนักท่องเที่ยวเข้าร่วมพิธี

    การจัดโครงการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น สร้างความตระหนักรู้และปลูกจิตสำนึกให้ประชาชนเห็นคุณค่าในมรดกทางวัฒนธรรมที่บรรพบุรุษได้ร่วมกันอนุรักษ์รักษาไว้ ตลอดจนส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ห้ปราสาทเมืองทีเป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดสุรินทร์ที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น

    ภายในงานมีกิจกรรมการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน นิทรรศการประวัติความเป็นมาของปราสาทเมืองที และกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว สะท้อนอัตลักษณ์และความภาคภูมิใจของชุมชนท้องถิ่นอย่างงดงาม


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://surin.prd.go.th/th/content/category/detail/id/171/iid/481822&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1X4FFtzBsRMUCQ4lui3aFT

  • ราคาก๊าซยุโรปพุ่ง 54% ในวันเดียว เลวร้ายสุดตั้งแต่วิกฤตพลังงาน 2022

    ราคาก๊าซยุโรปพุ่ง 54% ในวันเดียว เลวร้ายสุดตั้งแต่วิกฤตพลังงาน 2022

    Siam Blockchain

    By

    มีนาคม 3, 2026

    ราคาก๊าซยุโรปพุ่ง 54% ในวันเดียว เลวร้ายสุดตั้งแต่วิกฤตพลังงาน 2022

    สรุปข่าว
    • ราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรปพุ่งขึ้น 54% ภายในวันเดียว ถือเป็นการพุ่งขึ้นครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตพลังงานปี 2022
    • การพุ่งขึ้นของราคาพลังงานเชื่อมโยงกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นในตะวันออกกลาง กระตุ้นความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและการหดตัวของเศรษฐกิจโลก
    • ต้องจับตาการตอบสนองของธนาคารกลางยุโรป (ECB) และผลกระทบต่อตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกรวมถึงคริปโต

    แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bearish

    วิกฤตพลังงานขนาดนี้จะกดดันให้นักลงทุนทั่วโลกลดความเสี่ยงของพอร์ต เงินจะไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโตไปสู่ที่ปลอดภัยกว่า ยิ่งหากเงินเฟ้อพุ่งขึ้นจากต้นทุนพลังงาน ธนาคารกลางอาจต้องขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งเป็นสัญญาณเชิงลบต่อตลาดคริปโตทั้งหมด

    ตามรายงานจาก Cointelegraph เมื่อช่วงค่ำวันที่ 3 มี.ค. 2569 ตามเวลาไทย ราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรปพุ่งขึ้นถึง 54% ภายในวันเดียว ถือเป็นการพุ่งขึ้นครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตพลังงานปี 2022 ที่สร้างความเสียหายหนักให้กับเศรษฐกิจยุโรป การพุ่งขึ้นครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงทวีความรุนแรงขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลก นักวิเคราะห์หลายรายมองว่านี่คือสัญญาณเตือนว่าวิกฤตพลังงานรอบใหม่กำลังก่อตัว

    กราฟแสดงราคาก๊าซธรรมชาติยุโรป (Dutch front-month futures) ที่พุ่งสูงขึ้นกว่า 54 ยูโรต่อเมกาวัตต์ชั่วโมง ในเดือนมกราคม 2026 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 1 ปี
    กราฟแสดงราคาก๊าซธรรมชาติยุโรป (Dutch front-month futures) ที่พุ่งสูงขึ้นกว่า 54 ยูโรต่อเมกาวัตต์ชั่วโมง ในเดือนมกราคม 2026 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 1 ปี (ภาพจาก: @Cointelegraph)

    วิกฤตพลังงานโลกบีบแน่นขึ้นทุกวัน

    การพุ่งขึ้น 54% ของราคาก๊าซในยุโรปไม่ได้เกิดขึ้นโดดๆ แต่เป็นส่วนหนึ่งของภาพใหญ่ที่น่ากังวลมากขึ้นเรื่อยๆ ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า ท่าเรือ Fujairah ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เกิดระเบิดครั้งใหญ่ ซึ่งกระทบเส้นทางส่งออกน้ำมันสำรองหลักที่ใช้เลี่ยง Strait of Hormuz และ โรงกลั่น Ras Tanura ของ Saudi Aramco ถูกโจมตีด้วยโดรน ขณะที่ Saudi Aramco กำลังสำรวจเส้นทางส่งออกน้ำมันทางเลือกผ่านทะเลแดง เพื่อรับมือกับการปิดกั้น Strait of Hormuz

    ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาคนี้ส่งผลโดยตรงต่อยุโรปที่ยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลาง ราคาน้ำมัน Brent Crude ก็พุ่งขึ้น 3.3% แตะ $81.6 ต่อบาร์เรลแล้วก่อนหน้านี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าตลาดพลังงานโลกกำลังตอบสนองต่อความเสี่ยงด้านอุปทานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

    ผลกระทบต่อตลาดคริปโต

    วิกฤตพลังงานในยุโรปส่งสัญญาณเชิงลบต่อตลาดสินทรัพย์เสี่ยงอย่างชัดเจน เพราะราคาพลังงานที่พุ่งสูงจะกดดันเงินเฟ้อให้สูงขึ้นตาม ซึ่งอาจบีบให้ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ต้องปรับนโยบายการเงินอย่างรวดเร็ว โดยก่อนหน้านี้ Siam Blockchain รายงานว่า ผู้ว่าการ ECB ส่งสัญญาณพร้อมปรับดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว หลังราคาก๊าซในยุโรปพุ่งขึ้น 50% แล้วก่อนหน้านี้ เมื่อราคาพุ่งขึ้นอีก 54% ในครั้งนี้ แรงกดดันต่อ ECB ยิ่งหนักขึ้นไปอีก

    ในระยะสั้น นักลงทุนมักหนีความเสี่ยงในสภาวะวิกฤตด้านพลังงาน เงินจะไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโตไปสู่สินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่า เช่น ทองคำหรือพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งสอดคล้องกับสัญญาณที่เห็นในตลาดหุ้นเกาหลีใต้ที่ร่วงหนักถึง 7% และตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ฟิวเจอร์ดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม มีมุมมองตรงข้ามจากฝั่งสถาบันที่ยังคงสะสม Bitcoin อยู่เช่นกัน โดย ลูกค้า BlackRock ยังซื้อ Bitcoin มูลค่ากว่า 767 ล้านดอลลาร์ ในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งบ่งชี้ว่าสถาบันใหญ่บางส่วนมองคริปโตเป็นเครื่องป้องกันความเสี่ยงระยะยาวแม้ในยามวิกฤต

    ECB และนโยบายดอกเบี้ย จุดชี้ขาดระยะต่อไป

    ตัวแปรสำคัญที่ต้องจับตาในระยะต่อไปคือท่าทีของ ECB ต่อวิกฤตพลังงานครั้งนี้ หากธนาคารกลางยุโรปเลือกขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสู้เงินเฟ้อ จะยิ่งกดดันตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก แต่หากเลือกผ่อนคลายนโยบายเพื่อช่วยเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญต้นทุนพลังงานสูง ก็อาจเป็นสัญญาณบวกต่อตลาดได้ในระยะกลาง นอกจากนี้ สถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เชื่อมโยงกัน ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งในตะวันออกกลาง การปิดกั้นเส้นทางส่งออกพลังงาน และการยกระดับทางทหาร ล้วนเป็นปัจจัยที่จะกำหนดทิศทางของราคาพลังงานและตลาดโลกในสัปดาห์ข้างหน้า


    ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าการพุ่งขึ้น 54% ในวันเดียวเป็นสัญญาณที่น่าเป็นห่วงมาก เพราะมันสะท้อนว่าตลาดพลังงานกำลัง “ตื่นตระหนก” ต่อความเสี่ยงด้านอุปทานจริงๆ ไม่ใช่แค่การเก็งกำไรระยะสั้น สิ่งที่น่าจับตาคือ ECB จะตอบสนองอย่างไร เพราะถ้าขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ตลาดคริปโตน่าจะเจ็บหนักพอสมควรในระยะสั้น แต่ถ้าดูประวัติศาสตร์ปี 2022 ในช่วงวิกฤตพลังงานรอบก่อน Bitcoin ร่วงหนักก่อนแล้วดีดกลับแรงในภายหลัง คนที่ถือ Bitcoin ระยะยาวอยู่อาจไม่ต้องตื่นตระหนกมากนัก แต่สำหรับคนที่เล่นสั้นหรือใช้ Leverage ขอแนะนำให้ระวังเป็นพิเศษ เพราะความผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์แบบนี้คาดเดาได้ยากมาก

    Siam Blockchain

    คุณเชน

    คุณเชน เป็นระบบรายงานข่าวอัตโนมัติของ Siam Blockchain ที่ทำงานภายใต้การกำกับดูแลของกองบรรณาธิการ ระบบได้รับการออกแบบให้ติดตามและรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือหลายแห่งแบบเรียลไทม์ โดยเน้นความถูกต้อง รวดเร็ว และครบถ้วน เนื้อหาทุกชิ้นผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงและความถูกต้องโดยทีมบรรณาธิการของ Siam Blockchain ก่อนเผยแพร่ เพื่อให้ผู้อ่านได้รับข่าวสารคริปโตเคอร์เรนซีที่เชื่อถือได้และทันเหตุการณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/03/03/european-gas-prices-surge-54-percent-energy-crisis-crypto/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZhjmOTpO13qgmMlHzvv7E

  • ม.กรุงเทพ ร่วมกับ กองทุน ดร.สุพงษ์ ลิ้มธนากุล มอบทุนการศึกษาสนับสนุนการพัฒนากำลังพล

    ม.กรุงเทพ ร่วมกับ กองทุน ดร.สุพงษ์ ลิ้มธนากุล มอบทุนการศึกษาสนับสนุนการพัฒนากำลังพล

    ม.กรุงเทพ ร่วมกับ กองทุน ดร.สุพงษ์ ลิ้มธนากุล มอบทุนการศึกษาสนับสนุนการพัฒนากำลังพล

    มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ร่วมกับกองทุน ดร.สุพงษ์ ลิ้มธนากุล มอบทุนการศึกษาระดับปริญญาโท หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและวิทยาการข้อมูล ให้แก่นายทหารจำนวน 5 นาย จากกองทัพบกและสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เพื่อส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพกำลังพลด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง

    ทุนการศึกษาดังกล่าว แบ่งเป็นทุนจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ จำนวน 3 ทุน มอบโดย ผศ.สรรเสริญ มิลินทสูต รองอธิการบดีอาวุโสด้านวิชาการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และทุนจากกองทุน ดร.สุพงษ์ ลิ้มธนากุล จำนวน 2 ทุน มอบโดย ดร.สุพงษ์ ลิ้มธนากุล รองอธิการบดีอาวุโสด้านกิจการภายนอก มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

    การมอบทุนครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยกรุงเทพในการสนับสนุนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและวิทยาการข้อมูล ซึ่งเป็นองค์ความรู้สำคัญต่อการปฏิบัติงานด้านความมั่นคงในยุคดิจิทัล ผู้ได้รับทุนจะได้เสริมสร้างความเชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ข้อมูล การจัดการระบบสารสนเทศ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงานในระดับองค์กรและหน่วยงานภาครัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/2917579&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18MUuioIe-kqjgNBg0g3Sj

  • กระทรวงอุตสาหกรรม อัดงบ 3,000 ล้าน ปั้น 3 สินเชื่อเสริมแกร่ง SMEs

    กระทรวงอุตสาหกรรม อัดงบ 3,000 ล้าน ปั้น 3 สินเชื่อเสริมแกร่ง SMEs

    กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีฯ รุกหนัก อัดฉีด 3 พันล้านบาท ผ่าน 3 สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสุด 2.5% ทุ่มงบเสริมแกร่งด้านดิจิทัลและมาตรฐาน ESG คาดสร้างมูลค่าเศรษฐกิจกว่า 209 ล้านบาท

    กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ เดินหน้าเต็มกำลังในปีงบประมาณ 2569 ด้วยการเตรียมอัดฉีดเม็ดเงินกว่า 3,000 ล้านบาท ผ่าน 3 โครงการสินเชื่อใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ประกอบการทุกระดับ พร้อมจัดสรรงบให้เปล่าอีก 20 ล้านบาท สำหรับโครงการพัฒนาศักยภาพรอบด้าน เพื่อช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน

    สำหรับสินเชื่อกลุ่มแรกคือ เสือติดปีก เฟส 2 มุ่งเป้าธุรกิจที่ต้องการลงทุนด้านนวัตกรรม ให้กู้สูงสุด 15 ล้านบาท ดอกเบี้ย 3-5% ผ่อนนาน 10 ปี ส่วนธุรกิจที่ต้องการเงินหมุนเวียนด่วนจะมีโครงการ คงกระพัน เฟส 2 ให้วงเงินสูงสุด 5 ล้านบาท ดอกเบี้ย 5-7% ระยะเวลา 3 ปี เพื่อช่วยพยุงธุรกิจให้ฝ่าฟันวิกฤตเศรษฐกิจไปได้

    นอกจากนี้ยังมีสินเชื่อ Top up วงเงินรวม 500 ล้านบาท สำหรับลูกหนี้ชั้นดีเกรด A ให้กู้เพิ่มสูงสุด 3 ล้านบาท ด้วยดอกเบี้ยพิเศษเพียง 2.5-3.5% ควบคู่ไปกับการดัน 3 โครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการแบบเจาะลึก งบประมาณ 20 ล้านบาท ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมคาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้สูงกว่า 209 ล้านบาท

    โครงการพัฒนาดังกล่าวเตรียมเปิดรับสมัครในเดือนเมษายนนี้ ประกอบด้วย โครงการ Financial Shield เน้นบริหารจัดการหนี้ โครงการ Productivity Accelerator เน้นใช้เทคโนโลยีดิจิทัลลดต้นทุน และโครงการ Global & Future Readiness เน้นขยายตลาดสากลด้วยมาตรฐาน ESG เพื่อเตรียมความพร้อมให้ธุรกิจก้าวสู่อนาคต

    กระทรวงอุตสาหกรรมเชื่อมั่นว่านโยบายเชิงรุกทั้งหมดนี้ จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจ ลดภาระต้นทุน และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้เอสเอ็มอีไทย พร้อมทั้งวางรากฐานการบริหารเงินให้มั่นคง เพื่อให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/738800&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BnUKIuBTWp44p5qUkhgVB