Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ปลัดฯ ท่องเที่ยว เตรียมแผนดูแลเยียวยานักท่องเที่ยว กรณีตกค้างตามโรงแรมสถานที่ต่างๆ จากการสู้รบตะวันออกกลาง

    ปลัดฯ ท่องเที่ยว เตรียมแผนดูแลเยียวยานักท่องเที่ยว กรณีตกค้างตามโรงแรมสถานที่ต่างๆ จากการสู้รบตะวันออกกลาง

    ปลัดฯ ท่องเที่ยว เตรียมแผนดูแลเยียวยานักท่องเที่ยว กรณีตกค้างตามโรงแรมสถานที่ต่างๆ จากการสู้รบตะวันออกกลาง

    วันนี้ (3 มีนาคม 2569) นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ชี้แจงกรณีเงินเยียวยา 2,000 บาทนั้น ว่าที่ผ่านมากระทรวงฯ มีกองทุนช่วยเหลือนักท่องเที่ยวและมีระเบียบการจ่ายเงิน และการช่วยเหลือที่ชัดเจน ซึ่งจ่ายให้กับผู้ประกอบการไทย ที่รับภาระดูแลนักท่องเที่ยวตกค้างตามโรงแรม และสถานที่ต่างๆ เช่น กรณีที่มีปิดสนามบิน แต่ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงระเบียบ เนื่องจากมีข้อจำกัดงบประมาณ แต่อย่างไรก็ดีมาตรการช่วยเหลือ เยียวยานักท่องเที่ยว ยังมีอยู่มีระเบียบ และหลักเกณฑ์การจ่ายเงินดังกล่าว เช่น กรณีนักท่องเที่ยวมาเลเซีย ที่ถูกไฟเผา กระทรวงฯเยียวยาค่ารักษาพยาบาล ญาติที่มาดูแลเป็นต้น โดยกองทุนจะตั้งเรื่องของบกลาง ที่รัฐบาลจัดสรรให้ในแต่ละปี

    สำหรับกรณีนักท่องเที่ยวตกค้าง จากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ในขณะนี้ กระทรวง ฯ ไม่นิ่งนอนใจจึงได้ไปดูระเบียบการปฏิบัติที่ผ่านมาและหารือกับผู้ประกอบการต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือดูแลนักท่องเที่ยวซึ่งที่ผ่านมาหากสถานการณ์ยืดเยื้อกระทรวง ฯ จะใช้เงินจากกองทุนช่วยเหลือนักท่องเที่ยวจ่ายเยียวยาให้กับผู้ประกอบการเช่นโรงแรมร้านอาหารที่นักท่องเที่ยวพำนัก จะใช้เงินจากกองทุนช่วยเหลือนักท่องเที่ยวจ่ายเยียวยาให้กับผู้ประกอบการเช่นโรงแรมร้านอาหารที่นักท่องเที่ยวพำนักอยู่ ในอัตราเฉลี่ยวันละ 2000 บาทต่อรายโดยจ่ายให้กับผู้ประกอบการ คือเหมาจ่ายค่าที่พักและอาหาร ไม่ใช่จ่ายนักท่องเที่ยว จึงขอชี้แจงให้ชัดเจนว่าการจ่ายเงินเยียวยารายละ 2000 บาทนั้นจะจ่ายก็เมื่อสถานการณ์เกิดความรุนแรงยืดเยื้อและผู้ประกอบการโรงแรมหรือภาคส่วนต่างๆไม่สามารถรองรับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในการดูแลนักท่องเที่ยวที่ติดค้างตามโรงแรมได้ แต่ทั้งนี้กระทรวงฯ ได้ประเมินสถานการณ์รายวันว่าเหตุการณ์จะมีมีแนวโน้มไปทิศทางใดเพื่อเตรียมการรองรับการช่วยเหลือในขั้นตอนต่อไป

    ที่มา : เพจกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/67522&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2u-rmvwg2nxY-t4bc-v98z

  • เคลียร์ชัดจ่ายเงินเยียวยา ดูแลนักท่องเที่ยวตกค้าง 2,000 บาทต่อวัน ใครได้ ได้หรือยัง

    เคลียร์ชัดจ่ายเงินเยียวยา ดูแลนักท่องเที่ยวตกค้าง 2,000 บาทต่อวัน ใครได้ ได้หรือยัง

    เคลียร์ชัดจ่ายเงินเยียวยา ดูแลนักท่องเที่ยวตกค้าง 2,000 บาทต่อวัน ใครได้ ได้หรือยัง

    วันนี้(วันที่ 3 มีนาคม 2569) นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ชี้แจงกรณีเงินเยียวยา 2,000 บาทนั้น ว่าที่ผ่านมากระทรวงฯมีกองทุนช่วยเหลือนักท่องเที่ยวและมีระเบียบการจ่ายเงิน และการช่วยเหลือที่ชัดเจน ซึ่งจ่ายให้กับผู้ประกอบการไทย ที่รับภาระดูแลนักท่องเที่ยวตกค้างตามโรงแรม และสถานที่ต่างๆ  เช่น กรณีที่มีปิดสนามบิน เนื่องจากมีข้อจำกัดงบประมาณ

    แต่อย่างไรก็ดีมาตรการช่วยเหลือ เยียวยานักท่องเที่ยว ยังมีอยู่มีระเบียบ และหลักเกณฑ์การจ่ายเงินดังกล่าว เช่น กรณีนักท่องเที่ยวมาเลเซีย ที่ถูกไฟเผา กระทรวงฯเยียวยาค่ารักษาพยาบาล ญาติที่มาดูแล เป็นต้น โดยกองทุนจะตั้งเรื่องของบกลาง ที่รัฐบาลจัดสรรให้ในแต่ละปี

    สำหรับกรณีนักท่องเที่ยวตกค้าง จากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ในขณะนี้ กระทรวง ฯ ไม่นิ่งนอนใจจึงได้ไปดูระเบียบการปฏิบัติที่ผ่านมาและหารือกับผู้ประกอบการต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือดูแลนักท่องเที่ยว

    นัทรียา ทวีวงศ์

    ที่ผ่านมาหากสถานการณ์ยืดเยื้อกระทรวง ฯ จะใช้เงินจากกองทุนช่วยเหลือนักท่องเที่ยวจ่ายเยียวยาให้กับผู้ประกอบการเช่นโรงแรมร้านอาหารที่นักท่องเที่ยวพำนัก  จะใช้เงินจากกองทุนช่วยเหลือนักท่องเที่ยวจ่ายเยียวยาให้กับผู้ประกอบการ

    เช่นโรงแรมร้านอาหารที่นักท่องเที่ยวพำนักอยู่ ในอัตราเฉลี่ยวันละ 2,000 บาทต่อรายโดยจ่ายให้กับผู้ประกอบการ คือเหมาจ่ายค่าที่พักและอาหาร ไม่ใช่จ่ายนักท่องเที่ยว  

    จึงขอชี้แจงให้ชัดเจนว่าการจ่ายเงินเยียวยารายละ 2000 บาทนั้นจะจ่ายก็เมื่อสถานการณ์เกิดความรุนแรงยืดเยื้อและผู้ประกอบการโรงแรมหรือภาคส่วนต่างๆไม่สามารถรองรับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในการดูแลนักท่องเที่ยวที่ติดค้างตามโรงแรมได้

    แต่ทั้งนี้กระทรวงฯ ได้ประเมินสถานการณ์รายวันว่าเหตุการณ์จะมีแนวโน้มไปทิศทางใดเพื่อเตรียมการรองรับการช่วยเหลือในขั้นตอนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/652901&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pCQn8iBJ4oW5Yl-q-VW85

  • ต่างชาติเที่ยวไทยทะลุ 6.6 ล้านคน สงครามฉุดตลาดยุโรป-ตะวันออกกลางสะดุด!

    ต่างชาติเที่ยวไทยทะลุ 6.6 ล้านคน สงครามฉุดตลาดยุโรป-ตะวันออกกลางสะดุด!

    ‘นัทรียา’ เปิดตัวเลขสถานการณ์ท่องเที่ยวช่วง ม.ค.-มี.ค. 69ต่างชาติเข้าไทย กว่า 6.6 ล้านคน สร้างรายได้ 3.26 แสนล้านบาท จีนครองแชมป์ตลาดหลัก ส่วนสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกระทบส่งผลตลาดตะวันออกกลางร่วงกว่า 60% ยุโรปที่ลดลงกว่า 25%

    3 มี.ค. 2569 = นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงผลการประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวเบื้องต้นพบว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 1 มี.ค. 2569 จำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสมทั้งสิ้น 6,624,397 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 326,611 ล้านบาท โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรกได้แก่ จีน 1,091,674 คน,มาเลเซีย 622,846 คน,รัสเซีย 512,044 คน,อินเดีย 424,129 คน และเกาหลีใต้316,683 คน

    อย่างไรก็ตาม พบว่านักท่องเที่ยวชาวจีนยังคงเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเป็นอันดับที่หนึ่งและสะสมแตะระดับ 1 ล้านคนแล้วในสัปดาห์นี้ และนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) ที่เข้าสู่ช่วงท้ายของการท่องเที่ยวในช่วงWinter holiday และสำหรับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ได้ส่งผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดตะวันออกกลางและยุโรป โดยเฉพาะวันที่ 1 มี.ค. ตลาดตะวันออกกลางลดลงกว่า 60%เทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้ารวมถึงตลาดยุโรปที่ลดลงกว่า 25%

    สำหรับภาพรวมยังคงเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องและนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เดินทางเข้ามาสะสมแล้วกว่า 2.8 ล้านคน ส่งผลให้ภาพรวมในสัปดาห์นี้มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 676,963 คน ลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 202,624 คน หรือร้อยละ 23.04 คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 96,709 คน โดย 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ จีน 122,169 คน ,รัสเซีย 54,794 คน,มาเลเซีย 49,523 คน,อินเดีย (47,391คน) และเกาหลีใต้ 33,060 คน โดยนักท่องเที่ยวอินเดียมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 10.49 %ขณะที่นักท่องเที่ยวมาเลเซีย จีน รัสเซีย และเกาหลีใต้ มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า55.62% 38.63 %และ 9.34 %และ 3.67%ตามลำดับ

    ส่วนในสัปดาห์ถัดไป คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาลดลง แต่ยังคงมีปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การมีมาตรการกระตุ้นนักท่องเที่ยวตลาดจีน การมีมาตรการส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย Trusted Thailand การมีมาตรการ Ease of traveling ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มการอํานวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทยการยกเว้นบัตรตม.6 รวมถึงส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจํานวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/956967/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2erTEQQy-wNjIK9cnqovGo

  • แก้ปัญหาความโปร่งใส!กองทุนฯโอนเบี้ยเลี้ยงตรงให้นักกีฬา

    แก้ปัญหาความโปร่งใส!กองทุนฯโอนเบี้ยเลี้ยงตรงให้นักกีฬา

    แก้ปัญหาความโปร่งใส!กองทุนฯโอนเบี้ยเลี้ยงตรงให้นักกีฬา

    วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.48 น.

     อรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 4/2569 ที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ เมื่อวันอังคารที่ 3 มี.ค.

    โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบปรับระบบการจ่ายเงินเบี้ยเลี้ยงการฝึกซ้อมโดยให้เป็นการโอนงบประมาณตรงจาก กกท. เข้าสู่บัญชีธนาคารของนักกีฬาโดยไม่ต้องผ่านหน่วยงานตัวกลางหรือสมาคมกีฬาเหมือนในอดีต เพื่อลดขั้นตอนธุรการที่ซ้ำซ้อนซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของความล่าช้าและปัญหาความไม่โปร่งใสที่สั่งสมมานาน

    โครงการดังกล่าวจะเริ่มนำร่องใน 2 รายการ ได้แก่ การแข่งขันเอเชียนบีชเกมส์ กำหนดอัตราเบี้ยเลี้ยงไม่เกิน 600 บาทต่อคนต่อวัน และการแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 41 “สุราษฎร์ธานีเกมส์” กำหนดอัตราไม่เกิน 250 บาทต่อคนต่อวัน โดยกองทุนฯ จะติดตามและประเมินผลอย่างใกล้ชิด เพื่อนำเสนอคณะกรรมการฯ พิจารณากำหนดเป็นแนวทางมาตรฐานในอนาคต

     “การโอนเบี้ยเลี้ยงตรงถึงนักกีฬา ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบไว้แล้วก่อนหน้านี้ ซึ่งการปรับเปลี่ยนนี้ยังคงยึดหลักกฎหมายและระเบียบการคลังของ พ.ร.บ. การกีฬาแห่งประเทศไทยอย่างเคร่งครัดเพื่อยกระดับการบริหารให้โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ นักกีฬาทีมชาติคือกำลังหลักของประเทศ ภาครัฐจึงต้องลดขั้นตอนที่เป็นอุปสรรค เพื่อให้ทุกคนทุ่มเทฝึกซ้อมได้เต็มศักยภาพ โดยจะเริ่มนำร่องในเอเชียนบีชเกมส์และกีฬาเยาวชนแห่งชาติ พร้อมประเมินผลก่อนขยายแนวทางในระยะต่อไป โดยคำนึงถึงประโยชน์ของนักกีฬาเป็นสำคัญ” รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา กล่าว

                    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติอนุมัติงบประมาณสนับสนุนโครงการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รวมวงเงินทั้งสิ้น 423,604,792 บาท เพื่อเตรียมความพร้อมนักกีฬาไทยเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 และกีฬาเอเชียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 5 ณ ประเทศญี่ปุ่น

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/sport/950405&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HGx4_lWBHFC5k43UZ2QSg

  • ยิ่งใหญ่สวยงาม อัญเชิญพระศรีบรมธาตุด้วยราชรถแห่รอบเมืองตะกั่วป่า “มาฆบูชา น้อมใจวันทา พระศรีบรมธาตุ”

    ยิ่งใหญ่สวยงาม อัญเชิญพระศรีบรมธาตุด้วยราชรถแห่รอบเมืองตะกั่วป่า “มาฆบูชา น้อมใจวันทา พระศรีบรมธาตุ”

    ภูมิภาค

    ยิ่งใหญ่สวยงาม อัญเชิญพระศรีบรมธาตุด้วยราชรถแห่รอบเมืองตะกั่วป่า “มาฆบูชา น้อมใจวันทา พระศรีบรมธาตุ”

    วันอังคาร ที่ 03 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.28 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 2 มี.ย.69 นายไพรัตน์ เพชรยวน ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา มาเป็นประธานในพิธีแห่พระศรีบรมธาตุด้วยราชรถแห่รอบเมืองตะกั่วป่า ในช่วง“มาฆบูชา น้อมใจวันทา พระศรีบรมธาตุ” เนื่องในวันมาฆบูชา ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ยกระดับประเพณีอันงดงามนี้ให้คงอยู่ต่อไปอย่างยั่งยืน โดยมี นายดำรง ฉิมทับ นายอำเภอตะกั่วป่า พร้อมด้วย ประชาชนอำเภอตะกั่วป่า ปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ ได้ร่วมจัดกิจกรรมอัญเชิญพระศรีบรมธาตุด้วยราชรถแห่รอบเมืองตะกั่วป่า “มาฆบูชา น้อมใจวันทา พระศรีบรมธาตุ”ตามโครงการห่มผ้าพระมหาธาตุจังหวัดพังงา  เนื่องในวันมาฆบูชา เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น เสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและธำรงรักษาและ รวมทั้งส่งเสริมให้เป็นกิจกรรมที่ดำเนินการเป็นประจำทุกปี และเป็นประเพณีสำคัญของจังหวัดพังงา โดยในปีนี้มีขบวนแห่ราชรถรูปเหมือนพระเถระจากวัดต่าง ๆ ในอำเภอตะกั่วป่าและอำเภอใกล้เคียงอย่างยิ่งใหญ่ จากบริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอตะกั่วป่า ไปยังวัดพระธาตุคีรีเขต จากนั้นมีพิธีอัญเชิญพระศรีบรมธาตุจากพระวิหารสู่ราชรถ พิธีสวดสมโภชเมืองตะกั่วป่า (โยงสายสิญจน์) แล้วออกเดินทางแห่รอบเมืองเก่าตะกั่วป่า มีหน้ากากพญากา ผู้ปกปักษ์รักษาพระศรีบรมธาตุทั้ง 4 ทิศ ซึ่งตลอดเส้นทางมีประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมกิจกรรมด้วยการโปรยดอกไม้ ร่วมสักการะรูปเหมือนพระเถระจากวัดต่าง ๆ มากกว่า 20 วัด

     นายไพรัตน์ เพชรยวน ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา กล่าวว่า การดำเนินงานมาเป็นระยะเวลานานแสดงให้เห็นว่าพระบรมธาตุเจดีย์ของวัดพระธาตุคีรีเขต เป็นพระบรมธาตุเจดีย์ที่ศักดิ์สิทธิ์ ทรงคุณค่าแก่การเคารพบูชาของพุทธศาสนิกชนเป็นอย่างยิ่ง และหวังว่าการจัดโครงการในครั้งนี้จะเป็นการฟื้นฟูเผยแพร่วัฒนธรรมท้องถิ่นของจังหวัดพังงาให้ยั่งยืนแก่ประชาชนและเยาวชนรุ่นหลังต่อไป
        
    นายวิรัตน์ เพาะปลูก รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพังงา กล่าวว่า พระบรมธาตุเจดีย์เริ่มต้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2452 กรมการเมืองตะกั่วป่า เจ้าเมืองตะกั่วป่า และชาวบ้านได้ถวายที่ดินภูเขาพระพุทธบาทให้กับคณะสงฆ์เมืองตะกั่วป่า เพื่อใช้เป็นที่ปฏิบัติธรรมจากนั้นได้มีการรวบรวมบรรดาญาติธรรม ช่วยกันคนละเล็กคนละน้อยตามความศรัทธา จนกระทั่งได้เริ่มก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2553 จนปัจจุบัน โดยมูลนิธิเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ร่วมกับญาติธรรมสมทบทุนสร้างพระบรมธาตุเจดีย์ทุกปี 

    พระศรีบรมธาตุของวัดพระธาตุคีรีเขต มีพระศรีบรมธาตุ พระอรหันตธาตุ ที่มีมาตั้งแต่เดิมที่อดีตเจ้าอาวาสของวัดได้รักษาไว้ตั้งแต่มีวัดมา พร้อมกับการได้รับการถวายพระศรีบรมธาตุจากเจ้าเมืองตะกั่วป่ามาอีกส่วนหนึ่ง เพื่อประดิษฐานไว้ที่วัดจวบจนปัจจุบันนี้ ภายในองค์พระธาตุได้มีพระบรมสารีริกธาตุ พระศรีบรมธาตุ พระอรหันตธาตุ ประดิษฐานอยู่ภายใน ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะจากพุทธศาสนิกชนทั้งจังหวัดพังงาและจังหวัดใกล้เคียงเป็นอย่างมาก
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/467935&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bMr26RvXwWMiIW4cY8OhG

  • เจนใหม่ ‘เพ ลา เพลิน’  พลิกโมเดลสู่ศูนย์การเรียนรู้  ชู ‘วาซาบิ’ ปั้นมาร์จิ้น

    เจนใหม่ ‘เพ ลา เพลิน’  พลิกโมเดลสู่ศูนย์การเรียนรู้  ชู ‘วาซาบิ’ ปั้นมาร์จิ้น

    ตั้งเป้ารายได้ปีนี้โต 20%

    คุณปอนด์ ฉายมุมมองการดำเนินธุรกิจของ เพ ลา เพลิน โดยสะท้อนว่า ในช่วงปี 2568 ถือเป็นปีที่หนักที่สุดปีหนึ่งของธุรกิจ นับตั้งแต่ก่อตั้งมา จากเหตุอุบัติเหตุรถบัสไฟไหม้ช่วงปลายปี 2567 ส่งผลกระทบยาวถึงต้นปี 2568 ทำให้สถานศึกษาและผู้ปกครองเกิดความกังวลด้านความปลอดภัย จนนำไปสู่การชะลอหรือยกเลิกกิจกรรมทัศนศึกษาในหลายพื้นที่ ประกอบกับสถานการณ์ความไม่สงบชายแดนในช่วงกลางปีและปลายปี 2568 แม้พื้นที่โครงการจะอยู่ห่างจากจุดปะทะกว่า 140 กิโลเมตร แต่ภาพข่าวส่งผลให้กลุ่มทัวร์หายไปถึง 70-80% ในช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

    อย่างไรก็ตามวิกฤตในปี 2568 เป็นเพียงตัวเร่งให้การปรับตัวเกิดเร็วขึ้นเท่านั้น เนื่องจาก เพ ลา เพลิน เริ่มปรับแผนธุรกิจมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2567 หลังเห็นสัญญาณชัดเจนว่าพฤติกรรมนักท่องเที่ยวหลังโควิด-19 เปลี่ยนไปอย่างถาวร ไม่ใช่เพียงการชะลอตัวชั่วคราว

    ในมุมมองของผู้ประกอบการสิ่งที่เปลี่ยนจริงไม่ใช่แค่ปริมาณนักท่องเที่ยว แต่คือวิธีคิด และวิธีตัดสินใจของผู้บริโภค ซึ่งมีความรอบคอบมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งด้านงบประมาณ ความคุ้มค่า และความจำเป็นในการเดินทาง เมื่อก่อนขายบัตรเข้าชมก็อยู่ได้แล้ว 

    แต่วันนี้มันไม่ใช่ นักท่องเที่ยวคิดละเอียดวางแผนล่วงหน้า ใช้ข้อมูลจากแอปพลิเคชันและออนไลน์เข้ามาช่วยตัดสินใจ ทุกการเดินทางต้องคุ้มค่า โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยว FIT หรือผู้เดินทางด้วยตนเอง ที่แทบไม่ตัดสินใจแบบฉับไวเหมือนในอดีต จากเดิมที่สามารถเดินทางแบบค่ำไหนนอนนั่น แต่ปัจจุบันต้องมีการเปรียบเทียบที่พัก โปรโมชั่น และค่าใช้จ่ายล่วงหน้า

    การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวยังส่งผลต่อธุรกิจ Wellness ภายในโครงการด้วยเช่นกัน ปัจจุบันแทบไม่พบลูกค้าแบบ Walk-in ที่เข้ามาใช้บริการทันที ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าเดิม ที่เคยใช้บริการแล้ว เกิดการบอกต่อแบบปากต่อปาก หรือเป็นลูกค้าที่เข้าพัก เห็นบริการ และกลับมาวางแผนใช้บริการในครั้งถัดไป

    ประณัย สายชมภู

    สำหรับภาพรวมปี 2569 มีแนวโน้มดีกว่าปีที่ผ่านมา แต่หัวใจสำคัญของแผนธุรกิจไม่ได้อยู่ที่การรอจำนวนนักท่องเที่ยวฟื้นตัว หากอยู่ที่การยกระดับพื้นที่และกิจกรรมภายในให้สร้างมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้น โดยเฉพาะการพัฒนาไปสู่กิจกรรมเชิงวิชาการที่สามารถต่อยอดได้จริง ซึ่งเป้าหมายปีนี้ เพ ลา เพลิน คาดว่ารายได้รวมมีโอกาสเติบโตมากกว่า 20% โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากกลุ่มการศึกษา การออกผลิตภัณฑ์ใหม่ และการเพิ่มการใช้จ่ายภายในพื้นที่ ซึ่งกว่าครึ่งเป็นสินค้าที่บริษัทผลิตเอง ทำให้สามารถควบคุมต้นทุนและเพิ่มมาร์จิ้นได้ดีขึ้น

    ชูโมเดล “ศูนย์การเรียนรู้” รายได้ต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ตามจากพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไป เพ ลา เพลิน จึงตัดสินใจปรับบทบาทของพื้นที่จากแหล่งท่องเที่ยวเชิงพักผ่อน ไปสู่การเป็น “ศูนย์การเรียนรู้” อย่างจริงจัง โดยเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายหลัก จากนักท่องเที่ยวทั่วไป มาเป็นกลุ่มโรงเรียน มหาวิทยาลัย และหน่วยงานการศึกษา (สกร. และ กศน.) แม้กลุ่มนี้จะมีกำลังซื้อต่อหัวไม่สูง แต่มีจุดแข็งที่จำนวนผู้เข้าร่วมสม่ำเสมอ ช่วยให้บริหารรายได้ภาพรวมได้นิ่งกว่า

    อีกทั้งกลยุทธ์สำคัญ คือ การพัฒนา “Pap Academy” ยกระดับกิจกรรมเดิมอย่าง SIAM FOSSIL และช้างดึกดำบรรพ์อีสาน ให้เป็นหลักสูตรเชิงลึกที่มีวิทยากรเฉพาะทาง มีการลงมือปฏิบัติ และออกใบรับรอง (Certificate) เพื่อให้เยาวชนนำไปใช้ทำพอร์ตโฟลิโอ (Portfolio) ยื่นเข้ามหาวิทยาลัยได้จริง นอกจากนี้ยังมีหลักสูตร “หมอไทยจูเนียร์” และหลักสูตรนวดมาตรฐาน เพื่อตอบโจทย์การสร้างอาชีพ

    ในด้านกลยุทธ์การขาย บริษัทหันมาใช้ Direct Sales เป็นหลัก โดยมีทีมขายประจำในภาคอีสาน กรุงเทพฯ และภาคกลาง รวมถึงทีมในพื้นที่เพชรบุรี เข้าไปนำเสนอโปรแกรมกับโรงเรียน หน่วยงาน และองค์กรโดยตรง แทนการพึ่งพาช่องทางท่องเที่ยวแบบเดิม

    เจนใหม่ ‘เพ ลา เพลิน’  พลิกโมเดลสู่ศูนย์การเรียนรู้  ชู ‘วาซาบิ’ ปั้นมาร์จิ้น

    ขณะเดียวกัน เพื่อกระจายความเสี่ยงด้านพื้นที่ เพ ลา เพลิน ยังขยายฐานกิจกรรมไปยังสาขาแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี แม้จะเป็นสาขาขนาดเล็ก แต่ใช้แนวทางจับมือกับรีสอร์ทและโรงแรมใกล้เคียง ให้ลูกค้าเข้าพักในพื้นที่รอบนอก และเข้ามาทำกิจกรรมภายในโครงการสร้างประโยชน์ร่วมกันในระดับท้องถิ่น

    นอกจากนี้บริษัทยังใช้ช่วงที่การท่องเที่ยวชะลอตัว เร่งพัฒนาธุรกิจการผลิตสินค้า โดยอาศัยโรงงานสมุนไพร โรงงานเครื่องสำอาง และโรงงานผลิตสาโท เพื่อรองรับตลาดในช่วงเวลาต่าง ๆ ของปี เช่น กลุ่มข้าราชการใกล้เกษียณ ผ่านสินค้า OEM และของที่ระลึก ช่วยสร้างรายได้เสริมในช่วงโลว์ซีซัน

    เจนใหม่ ‘เพ ลา เพลิน’  พลิกโมเดลสู่ศูนย์การเรียนรู้  ชู ‘วาซาบิ’ ปั้นมาร์จิ้น

    ต่อยอด“วาซาบิ”สู่เครื่องสำอาง

    อีกหนึ่งจิ๊กซอว์สำคัญคือ การยกระดับพืชเกษตรสู่ผลิตภัณฑ์นวัตกรรม โดย เพ ลา เพลิน ประสบความสำเร็จในการปลูกวาซาบิเชิงพาณิชย์ร่วมกับโครงการบ้านไร่ในพระราชดำริ ตั้งแต่ขั้นตอนการวิจัยและทดลองปลูก จนปัจจุบันสามารถปลูกวาซาบิได้จริงในเชิงพาณิชย์ ทำให้โจทย์ถัดไปไม่ใช่แค่การขายผลผลิตให้ร้านอาหารญี่ปุ่นหรือส่งออกแต่คือการต่อยอดมูลค่าเพิ่มจากทั้งหัวและส่วนเหลือใช้ของพืช

    บริษัทมองเห็นโอกาสในการใช้ประโยชน์จากวาซาบิทั้งต้น โดยเฉพาะ “ใบวาซาบิ”ที่มีคุณสมบัติต้านการอักเสบและดูแลหนังศีรษะ ซึ่งจะนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ลดรังแคและดูแลผิวหนัง นับเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มและเปิดตลาดใหม่ที่ยังมีคู่แข่งน้อยในไทย

    “วันนี้ในไทยยังแทบไม่มีแบรนด์เครื่องสำอางที่ใช้สารสำคัญจากวาซาบิโดยตรง แต่เราปลูกเอง และสามารถสกัดสารสำคัญมาใช้ได้แล้ว จึงมองว่าเป็นอีกหนึ่งโอกาสทางธุรกิจ”

    โดยสารสำคัญจากวาซาบิไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะด้านอาหารเท่านั้น แต่ยังมีคุณสมบัติเด่นด้านการต้านการอักเสบ และการดูแลผิวและหนังศีรษะ ซึ่งปัจจุบันกำลังพัฒนา “สารสกัดจากวาซาบิ” โดยร่วมกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์สุขภาพสามารถนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เชิงสุขภาพและความงามได้

    เจนใหม่ ‘เพ ลา เพลิน’  พลิกโมเดลสู่ศูนย์การเรียนรู้  ชู ‘วาซาบิ’ ปั้นมาร์จิ้น

    สำหรับเป้าหมายในปีนี้ วาซาบิจะเป็นหนึ่งในหมวดสินค้าที่ เพ ลา เพลิน ตั้งใจผลักดันให้เกิดการรับรู้มากขึ้น ควบคู่กับธุรกิจท่องเที่ยวและการศึกษา โดยจะเริ่มจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ การสร้างเรื่องราวของวาซาบิในมิติสุขภาพและนวัตกรรม และการสื่อสารไปยังกลุ่มผู้บริโภคที่สนใจด้าน Wellness และเกษตรมูลค่าสูง

    ในด้านกลยุทธ์การตลาดบริษัทอยู่ระหว่างพิจารณาการใช้ KOLและ KOC เฉพาะกลุ่มโดยเน้นผู้เชี่ยวชาญหรือผู้มีประสบการณ์จริงด้านสุขภาพ ความงาม และการดูแลหนังศีรษะ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและการยอมรับในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/652749&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rsY7cO2C6Rhty5tt00BCD

  • “ปลัดก.ท่องเที่ยว” แจงขั้นตอนใช้งบฯดูแลนักท่องเที่ยวติดค้างในไทย ได้รับผลกระทบเหตุรุนแรงตะวันออกกลาง ย้ำ 2,000 บาท/ราย ไม่ได้จ่ายตรงแต่ผ่านผู้ประกอบการ | TOPNEWS

    “ปลัดก.ท่องเที่ยว” แจงขั้นตอนใช้งบฯดูแลนักท่องเที่ยวติดค้างในไทย ได้รับผลกระทบเหตุรุนแรงตะวันออกกลาง ย้ำ 2,000 บาท/ราย ไม่ได้จ่ายตรงแต่ผ่านผู้ประกอบการ | TOPNEWS

    “ปลัดก.ท่องเที่ยว” แจงขั้นตอนใช้งบฯดูแลนักท่องเที่ยวติดค้างในไทย ได้รับผลกระทบเหตุรุนแรงตะวันออกกลาง ย้ำ 2,000 บาท/ราย ไม่ได้จ่ายตรงแต่ผ่านผู้ประกอบการ

    • เผยแพร่ : 03/03/2026 18:10

    “ปลัดท่องเที่ยวฯ” แจงจ่ายเงินเยียวยา 2,000 บาท เมื่อสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลางยืดเยื้อ ชี้จ่ายให้ผู้ประกอบการที่ดูแลนักท่องเที่ยวตกค้าง ไม่ได้จ่ายตรงให้นักท่องเที่ยว

    “ปลัดก.ท่องเที่ยว” แจงขั้นตอนใช้งบฯดูแลนักท่องเที่ยวติดค้างในไทย ได้รับผลกระทบเหตุรุนแรงตะวันออกกลาง ย้ำ 2,000 บาท/ราย ไม่ได้จ่ายตรงแต่ผ่านผู้ประกอบการ – Top News รายงาน

    ปลัดก.ท่องเที่ยว

    เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2569 นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงการเยียวยานักท่องเที่ยวตกค้าง จากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ในขณะนี้ว่า กระทรวงฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยได้ไปดูระเบียบการปฏิบัติที่ผ่านมาและหารือกับผู้ประกอบการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือดูแลนักท่องเที่ยว

    หากสถานการณ์ยืดเยื้อ กระทรวงฯ จะใช้เงินจากกองทุนช่วยเหลือนักท่องเที่ยวจ่ายเยียวยาให้กับผู้ประกอบการ เช่น โรงแรมที่นักท่องเที่ยวพำนักจะใช้เงินจากกองทุนช่วยเหลือนักท่องเที่ยวจ่ายเยียวยาให้กับผู้ประกอบการ เช่น โรงแรมที่นักท่องเที่ยวพำนักอยู่ ในอัตราเฉลี่ยวันละ 2,000 บาทต่อราย โดยจ่ายให้กับผู้ประกอบการ คือเหมาจ่ายค่าที่พักและอาหาร ไม่ใช่จ่ายนักท่องเที่ยว

    “จึงขอชี้แจงให้ชัดเจนว่าการจ่ายเงินเยียวยารายละ 2,000 บาทนั้น จะจ่ายเมื่อสถานการณ์เกิดความรุนแรงยืดเยื้อ และผู้ประกอบการโรงแรมหรือภาคส่วนต่างๆ ไม่สามารถรองรับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ในการดูแลนักท่องเที่ยวที่ติดค้างตามโรงแรมได้

    โดยกระทรวงฯ ได้ประเมินสถานการณ์รายวันว่าเหตุการณ์จะมีมีแนวโน้มไปทิศทางใด เพื่อเตรียมการรองรับการช่วยเหลือในขั้นตอนต่อไป” นางสาวนัทรียา กล่าว

    asvadwawf

    6

    รอง ผบ.ตร. รับมอบบิ๊กไบค์ 9 คัน หนุนตำรวจพระราชดำริ ส่งต่อ “หัวใจ” ช่วยชีวิต

    พลังงานเชียงราย ตรวจปั๊มแม่สาย–แม่จัน พบหลายแห่งน้ำมันหมดชั่วคราว คาดเติมเพิ่มพรุ่งนี้เช้า

    “สมชัย” โดนแล้ว เจอโซเชียลขุด หลังเล่นงาน กกต.

    พิจิตร ชาวบ้านและกลุ่มเกษตรกรแห่เข้าคิวซื้อน้ำมันผวาสงครามในอิหร่านจะบานปลาย

    ชาวพุทธนับหมื่นพร้อมใจ แห่ผ้าพระบฏพระราชทานบูชาพระบรมธาตุเจดีย์

    แม่สะเรียงผวาสงคราม! แห่ตุนน้ำมันหลังลือพุ่ง 4 บาท ปั๊มยันของไม่ขาด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1504988&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw291JnDZVI5i631mhALYeFU

  • อย่าตื่นตระหนก-กักตุนน้ำมัน! “โฆษก พลังงาน” ย้ำไทยสำรอง 7,660 ล้านลิตร ใช้ได้ 60 วัน พร้อมอุ้มราคาผ่านกองทุนฯ

    อย่าตื่นตระหนก-กักตุนน้ำมัน! “โฆษก พลังงาน” ย้ำไทยสำรอง 7,660 ล้านลิตร ใช้ได้ 60 วัน พร้อมอุ้มราคาผ่านกองทุนฯ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/132574&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xbr–g2jTVgy_orQiy6r4

  • Gen-Z เบื่อจอ หลงของจริง ปลุกเศรษฐกิจอนาล็อกกลับมาคึกคัก

    Gen-Z เบื่อจอ หลงของจริง ปลุกเศรษฐกิจอนาล็อกกลับมาคึกคัก

    ใครจะเชื่อว่าวัยรุ่นที่โตมากับสมาร์ทโฟน จะเป็นคนชุบชีวิต “ของสะสมรุ่นคุณพ่อ” ให้กลับมาทำเงินมหาศาล! ผลสำรวจล่าสุดชี้ชัดว่าชาว Gen-Z กำลังเบื่อหน่ายโลกเสมือนจริง แล้วหันมาคลั่งไคล้ ‘เศรษฐกิจอนาล็อก’ แบบเต็มตัว

    ไม่ว่าจะเป็นการสะสมแผ่นเสียง การอ่านหนังสือเล่มที่ได้กลิ่นกระดาษจริง ๆ ไปจนถึงการยอมควักเงินก้อนโตเพื่อไปยืนเบียดในคอนเสิร์ต สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่กระแสย้อนยุคข้ามคืน แต่คือการโหยหา “สัมผัสที่จับต้องได้” ในยุคที่ทุกอย่างลอยอยู่ในอากาศ จนกลายเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่คนวัย 20 ถึง 40 ปี ต่างเทใจให้แบบถอนตัวไม่ขึ้น

    Gen-Z เบื่อจอ หลงของจริง ปลุกเศรษฐกิจอนาล็อกกลับมาคึกคัก

    ในยุคที่ความสะดวกสบายเพียงปลายนิ้วสัมผัสเริ่มทำพิษ เมื่อระบบ ‘ดิจิทัล’ ที่แสนจะรวดเร็วกลับสร้างความรู้สึกว่างเปล่าให้กับคนรุ่นใหม่ ส่งผลให้ชาว Gen-Z (กลุ่มคนที่เกิดในช่วงปี 1997-2012) เริ่มหันหลังให้กับการเสพคอนเทนต์ผ่านหน้าจอเพียงอย่างเดียว แล้วหันมาซบไหล่ ‘ความคลาสสิก’ ที่สัมผัสได้จริงแทน

    จากรายงาน Luminate 2024 Year-End Music Report พบข้อมูลที่น่าทึ่งว่า ชาว Gen-Z มีแนวโน้มที่จะซื้อแผ่นเสียง ‘ไวนิล’ มากกว่าค่าเฉลี่ยของนักฟังเพลงทั่วไปถึง 27% แม้ว่าพวกเขาจะเติบโตมาในยุคของ ‘สตรีมมิ่ง’ แบบ 100% ก็ตาม โดยพวกเขามองว่าการค่อย ๆ วางเข็มลงบนแผ่นเพลงคือ ‘พิธีกรรม’ ที่สร้างความสุขทางใจได้มากกว่าการกดปุ่มเพลย์บนแอปฯ เช่นเดียวกับวงการหนังสือที่กลับมาผงาดอย่างแข็งแกร่ง

    ข้อมูลจาก Association of American Publishers (AAP) ระบุว่าในปีที่ผ่านมา ยอดขายหนังสือแบบรูปเล่มครองส่วนแบ่งรายได้ถึง 50.5% ของอุตสาหกรรม โดยเฉพาะหนังสือปกแข็งและปกอ่อนที่ยังคงได้รับความนิยมอย่างสูง เพราะผู้อ่านต้องการการ ‘ดีท็อกซ์’ สายตาจากแสงสีฟ้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=http://www.springnews.co.th/lifestyle/spring-life/862301&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zZkgYlR6JXc8he6uDI_L1

  • ผวาสงคราม หุ้นร่วง ทองพุ่ง ไทยปรับแผนนำเข้าน้ำมัน มีสำรองใช้ 60 วัน แจงยังต้องส่งให้ลาว

    ผวาสงคราม หุ้นร่วง ทองพุ่ง ไทยปรับแผนนำเข้าน้ำมัน มีสำรองใช้ 60 วัน แจงยังต้องส่งให้ลาว

    ออกจากระบบ

    ล้างการแจ้งเตือนทั้งหมด

    ลบบัญชี

    หากคุณลบบัญชี 3Plus คุณจะไม่สามารถที่จะเข้าสู่ระบบได้อีกต่อไป

    คุณเเน่ใจหรือไม่ว่าต้องการดำเนินการต่อ

    ยกเลิกตกลง

    เศรษฐกิจ

    ผวาสงคราม หุ้นร่วง ทองพุ่ง ไทยปรับแผนนำเข้าน้ำมัน มีสำรองใช้ 60 วัน แจงยังต้องส่งให้ลาว

    อ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/ELhpuoECcA8

    คุณอาจสนใจ

    Related News

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/economy/morning/458276&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2n9UpZvSfoc8gbLkz_hzJu