Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • การ์ทเนอร์ อิงก์ คาดยอดใช้จ่ายไอทีทั่วโลกปี 69 จะพุ่งแตะ 6.15 ล้านล้านดอลลาร์ โต 10.8%

    การ์ทเนอร์ อิงก์ คาดยอดใช้จ่ายไอทีทั่วโลกปี 69 จะพุ่งแตะ 6.15 ล้านล้านดอลลาร์ โต 10.8%

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

    นาย จอห์น-เดวิด เลิฟล็อค รองประธานฝ่ายวิเคราะห์ การ์ทเนอร์ อิงก์ บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาด้านธุรกิจและเทคโนโลยีชั้นนำ เปิดเผยว่า บริษัทคาดการณ์มูลค่าการใช้จ่ายด้านไอทีทั่วโลกในปี 2569 จะสูงถึง 6.15 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 10.8 เปอร์เซ็นต์จากปี 2568

    ขณะที่มูลค่าการใช้จ่ายไอทีของประเทศไทยในปี 2569 นั้น การ์ทเนอร์ คาดการณ์ว่า จะมียอดสูงเกือบ 1.1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.36 เปอร์เซ็นต์ จากปี 2568

    สำหรับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับ AI ในปี 2569 จะยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การ์ทเนอร์คาดว่า ยอดการใช้จ่ายในกลุ่มระบบดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย จากทั้งฝั่งองค์กรและผู้ให้บริการ จะมีอัตราการเติบโตสูงที่สุด เพิ่มขึ้น 27.9 เปอร์เซ็นต์ หรือคิดเป็นมูลค่า 70.6 พันล้านบาท ซึ่งภายในหมวดนี้ ยอดใช้จ่ายเซิร์ฟเวอร์ จะเพิ่มขึ้นเกือบ 38 เปอร์เซ็นต์ มีมูลค่าแตะ 51.1 พันล้านบาท โดยมีปัจจัยหนุนมาจากการลงทุนในเซิร์ฟเวอร์ที่ปรับแต่งมาเพื่อรองรับ AI หรือ AI-optimized servers สำหรับรองรับการนำเทคโนโลยี AI มาใช้เพิ่มขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/uptodate/detail/9690000021320&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03Q1DHKK7nMWrBVM34Kboj

  • “การ์ทเนอร์”คาดยอดใช้จ่ายไอทีในไทยสูงเกือบ 1.1 ล้านล้านบาท | เดลินิวส์

    “การ์ทเนอร์”คาดยอดใช้จ่ายไอทีในไทยสูงเกือบ 1.1 ล้านล้านบาท | เดลินิวส์

    นาย จอห์น-เดวิด เลิฟล็อค รองประธานฝ่ายวิเคราะห์การ์ทเนอร์ อิงก์ บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาด้านธุรกิจและเทคโนโลยีชั้นนำ  เปิดเผยว่า บริษัทได้ คาดการณ์มูลค่าการใช้จ่ายด้านไอทีทั่วโลกในปี  69 จะสูงถึง 6.15 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 10.8% จากปี 2568 ขณะที่มูลค่าการใช้จ่ายไอทีของประเทศไทยในปี 69 นี้  การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าจะมียอดสูงเกือบ 1.1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.36% จากปี 68

    โดยปีนี้การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับ AI จะยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การ์ทเนอร์คาดว่ายอดการใช้จ่ายในกลุ่มระบบดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย จากทั้งฝั่งองค์กรและผู้ให้บริการ จะมีอัตราการเติบโตสูงที่สุด เพิ่มขึ้น 27.9% หรือคิดเป็นมูลค่า 70.6 พันล้านบาท ซึ่งภายในหมวดนี้ ยอดใช้จ่ายเซิร์ฟเวอร์ จะเพิ่มขึ้นเกือบ 38% มีมูลค่าแตะ 51.1 พันล้านบาท โดยมีปัจจัยหนุนมาจากการลงทุนในเซิร์ฟเวอร์ที่ปรับแต่งมาเพื่อรองรับ AI หรือ AI-optimized servers สำหรับรองรับการนำเทคโนโลยี AI มาใช้เพิ่มขึ้น

    ในปี 69 นี้ บริการด้านการสื่อสาร ยังเป็นหมวดที่มียอดการใช้จ่ายไอทีสูงที่สุดในประเทศไทย โดยมุ่งเน้นไปที่การใช้จ่ายในด้านการเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือเป็นหลัก ซึ่งการ์ทเนอร์คาดว่ามูลค่าการใช้จ่ายในส่วนนี้ จะเติบโตสูงเกือบ 457.1 พันล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2.63% จากปี 68

    “การเติบโตของโครงสร้างพื้นฐาน AI ยังดำเนินไปอย่างรวดเร็ว แม้จะมีข้อกังวลเกี่ยวกับการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่พุ่งสูงเกินจริงอย่างรวดเร็ว หรือที่เรียกว่า ‘ภาวะฟองสบู่ AI’ โดยพบว่ามียอดการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นทั้งในส่วนของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยความต้องการจากผู้ให้บริการคลาวด์ระดับไฮเปอร์สเกลยังเป็นปัจจัยหนุนหลักที่ขับเคลื่อนการลงทุนในเซิร์ฟเวอร์ที่ปรับแต่งมาเพื่อรองรับภาระงานของ AI โดยเฉพาะ” 

    ในปีนี้ยอดการใช้จ่ายในกลุ่มเซิร์ฟเวอร์ทั่วโลกจะเร่งตัวขึ้น โดยเติบโตถึง 36.9% เมื่อเทียบรายปี ขณะที่การใช้จ่ายด้านดาต้าเซ็นเตอร์ในภาพรวมคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 31.7% คิดเป็นมูลค่าทะลุ 650 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปีนี้ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่มีมูลค่าเกือบแตะ 500 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

    ยอดใช้จ่ายซอฟต์แวร์เติบโตสูงเป็นอันดับ 2 แม้มีการปรับลดลง

    การ์ทเนอร์ปรับลดการคาดการณ์การเติบโตของการใช้จ่ายด้านซอฟต์แวร์ในปีนี้ลงเล็กน้อยเหลือ 14.7% จากเดิม 15.2% ซึ่งครอบคลุมทั้งซอฟต์แวร์แอปพลิเคชันและซอฟต์แวร์โครงสร้างพื้นฐาน

    อย่างไรก็ตาม มูลค่ารวมยังคงสูงกว่า 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะกลุ่ม GenAI ที่ตัวเลขคาดการณ์ในปีนี้ยังคงเดิมคือเติบโตสูงถึง 80.8% และคาดว่า GenAI จะมีสัดส่วนในตลาดซอฟต์แวร์เพิ่มขึ้นอีก 1.8%

    ตลาดอุปกรณ์ดีไวซ์ส่งสัญญาณชะลอตัวในปี 69 

    แม้การส่งมอบโทรศัพท์มือถือ พีซี และแท็บเล็ตจะยังเติบโตอย่างต่อเนื่องจนแตะระดับ 836 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2569 แต่ข้อจำกัดด้านความต้องการของตลาดทำให้การเติบโตชะลอตัวลดลงเหลือเพียง 6.1%

    “สาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของราคาหน่วยความจำ (Memory) ซึ่งส่งผลให้ราคาขายเฉลี่ย (Average Selling Price หรือ ASP) สูงขึ้น จนทำให้ผู้บริโภคชะลอการเปลี่ยนอุปกรณ์ใหม่ นอกจากนี้ ต้นทุนหน่วยความจำที่สูงขึ้นยังทำให้เกิดภาวะสินค้าขาดแคลนในตลาดระดับล่าง ซึ่งมีกำไรน้อยอยู่แล้ว ด้วยปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลให้ตัวเลขการส่งมอบอุปกรณ์ดีไวซ์เติบโตไม่หวือหวา” เลิฟล็อค กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5653641/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw165OHD-jmHZbpLMckQD7e8

  • เศรษฐกิจออสเตรเลียขยายตัวแกร่งเกินคาด 0.8% ใน Q4/68 : อินโฟเควสท์

    เศรษฐกิจออสเตรเลียขยายตัวแกร่งเกินคาด 0.8% ใน Q4/68 : อินโฟเควสท์

    สำนักงานสถิติแห่งชาติออสเตรเลีย (ABS) รายงานในวันนี้ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 4/2568 ขยายตัว 0.8% เมื่อเทียบเป็นรายไตรมาส ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ และเมื่อเทียบเป็นรายปี GDP มีการขยายตัว 2.6%

    ทั้งนี้ GDP ไตรมาส 4 ของออสตเรเลียขยายตัวได้ดีกว่าในไตรมาส 3 ซึ่งมีการขยายตัว 0.5% เมื่อเทียบรายไตรมาส และขยายตัว 2.1% เมื่อเทียบรายปี

    สำนักข่าวซินหัวรายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจากสำนักข่าวออสเตรเลียน บรอดคาสติง คอร์ปอเรเชัน (ABC) ซึ่งมีการเผยแพร่ในช่วงเช้าวันนี้ว่า นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่า GDP ไตรมาส 4 ของออสเตรเลียจะขยายตัว 0.6% เมื่อเทียบรายไตรมาส และขยายตัว 2.2% เมื่อเทียบรายปี

    ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) ได้เปิดเผยตัวเลขคาดการณ์อย่างเป็นทางการในเดือนก.พ.ที่ผ่านมาว่า GDP จะขยายตัว 2.3% ในช่วงเวลา 12 เดือนซึ่งสิ้นสุดเดือนธ.ค.

    จิม ชาลเมอร์ส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของออสเตรเลียได้ออกมาแสดงความเห็นว่า ตัวเลข GDP ที่มีการเปิดเผยล่าสุดนี้บ่งชี้ถึงรากฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะช่วยให้ออสเตรเลียสามารถรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจทั่วโลก ในช่วงเวลาที่สถานการณ์ตึงเครียดในอิหร่านและทั่วภูมิภาคตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/573707&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1u8R2jtuab19rRqcFEc7OU

  • ภาคการท่องเที่ยวไทยดูแลนักท่องเที่ยวเต็มสูบ ฝ่าวิกฤตตะวันออกกลาง

    ภาคการท่องเที่ยวไทยดูแลนักท่องเที่ยวเต็มสูบ ฝ่าวิกฤตตะวันออกกลาง

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยและความอุ่นใจของนักท่องเที่ยวทุกคน โดยภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนต่างร่วมมือร่วมใจกันในการให้ความช่วยเหลือและดูแลนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่ง ททท. จะทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องให้ผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ ททท. สำนักงานในพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวได้รับผลกระทบ เช่น ภูเก็ต กระบี่ พังงา ได้ช่วยประสานในการดูแลนักท่องเที่ยว ทั้งในเรื่องโรงแรมที่พัก ให้ข้อมูลข่าวสารอำนวยความสะดวกการเดินทาง รวมทั้งประสานงานผู้ประกอบการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    ขณะที่ ภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็น สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวและสมาคมโรงแรมจังหวัดภูเก็ต กระบี่ พังงา ต่างร่วมกันออกมาตรการช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการช่วยบรรเทาผลกระทบแก่นักท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม ความร่วมมือของทุกภาคส่วนในครั้งนี้สะท้อนถึงความพร้อมของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในการดูแลนักท่องเที่ยวด้วยความรับผิดชอบ ตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางคุณภาพที่ปลอดภัย น่าเชื่อถือ และเป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยวทั่วโลก

    economic-business-thai-tourists-middle-east-war-support-SPACEBAR-Photo01.jpg

    สำหรับมาตรการที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง เช่น บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) ได้เพิ่มการอำนวยความสะดวกด้านข้อมูลและการประสานงานภายในท่าอากาศยาน จัดเตรียมน้ำดื่มแจกจ่ายแก่ผู้โดยสารที่รอเช็กอิน และจัดพื้นที่รองรับให้เพียงพอ ตลอดจนประสานงานกับสายการบินอย่างใกล้ชิด เพื่อบริหารจัดการเที่ยวบินและดูแลผู้โดยสารให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ขณะที่ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต และสมาคมโรงแรมไทยภาคใต้, สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดพังงา และสมาคมโรงแรมจังหวัดพังงา, สมาคมโรงแรมจังหวัดกระบี่ ขอความร่วมมือผู้ประกอบการพิจารณายกเว้นค่าธรรมเนียมการเลื่อนการเดินทางหรือเลื่อนการเข้าพัก (Reschedule) และยกเว้นค่าธรรมเนียมการยกเลิก (Cancellation) สำหรับนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบโดยตรง รวมถึงเสนออัตราพิเศษหรือเงื่อนไขที่เหมาะสม สำหรับนักท่องเที่ยวที่จำเป็นต้องขยายระยะเวลาการพำนัก ตลอดจนอำนวยความสะดวกด้านข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์และเที่ยวบิน ในส่วนของสายการบินได้มีการผ่อนผันเงื่อนไขการเปลี่ยนแปลงหรือเลื่อนการเดินทางตามสถานการณ์ รวมทั้งดูแลจัดโรงแรมที่พักให้กับนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบ เพื่อบรรเทาความกังวลของผู้โดยสาร

    นอกเหนือจากมาตรการดูแลเฉพาะหน้า ภาครัฐได้กำหนดนโยบายเชิงรุก เพื่อรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางในมิติการท่องเที่ยวอย่างรอบด้าน โดยแบ่งเป็น 2 ระยะสำคัญ ได้แก่

    ·     ระยะสั้น มุ่งกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ ส่งเสริมให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวไทยมากยิ่งขึ้น เพื่อลดผลกระทบจากการชะลอการเดินทางออกนอกประเทศ และรักษาการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจการท่องเที่ยว พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการในประเทศให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องภายใต้สถานการณ์ที่ผันผวน

    ·     ระยะยาว มุ่งเสริมศักยภาพประเทศไทยสู่การเป็น “Second Hub” ทางการบิน เพื่อบริหารความเสี่ยงจากการพึ่งพาศูนย์กลางการบินในพื้นที่ที่มีความไม่แน่นอน พร้อมผลักดันการเพิ่มโอกาสเที่ยวบินตรงของสายการบินไทยสู่ตลาดสำคัญทั่วโลก อันจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เสริมสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย และสร้างความยืดหยุ่นให้กับระบบการเดินทางระหว่างประเทศในอนาคต

    ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวที่มีแผนเดินทางไปยังประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางหรือพื้นที่ใกล้เคียง ขอให้ตรวจสอบสถานะเที่ยวบินกับสายการบินอย่างใกล้ชิด ผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันของสายการบิน เคาน์เตอร์สายการบิน ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หรือช่องทางติดต่อโดยตรงของสายการบิน หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ AOT Contact Center โทร. 1722 ตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ หากต้องการสอบถามข้อมูลการเดินทางหรือประสานขอความช่วยเหลือ สามารถติดต่อ TAT Call Center โทร 1672 Travel Buddy หรือสายด่วนตำรวจท่องเที่ยว โทร 1155

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-tourists-middle-east-war-support&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VkoCJjkBI0QEiyRYBEs_t

  • เศรษฐกิจออสเตรเลียขยายตัวแกร่งเกินคาด 0.8% ใน Q4/68

    เศรษฐกิจออสเตรเลียขยายตัวแกร่งเกินคาด 0.8% ใน Q4/68

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 มี.ค. 69)

    สำนักงานสถิติแห่งชาติออสเตรเลีย (ABS) รายงานในวันนี้ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 4/2568 ขยายตัว 0.8% เมื่อเทียบเป็นรายไตรมาส ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ และเมื่อเทียบเป็นรายปี GDP มีการขยายตัว 2.6%

    ทั้งนี้ GDP ไตรมาส 4 ของออสตเรเลียขยายตัวได้ดีกว่าในไตรมาส 3 ซึ่งมีการขยายตัว 0.5% เมื่อเทียบรายไตรมาส และขยายตัว 2.1% เมื่อเทียบรายปี

    สำนักข่าวซินหัวรายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจากสำนักข่าวออสเตรเลียน บรอดคาสติง คอร์ปอเรเชัน (ABC) ซึ่งมีการเผยแพร่ในช่วงเช้าวันนี้ว่า นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่า GDP ไตรมาส 4 ของออสเตรเลียจะขยายตัว 0.6% เมื่อเทียบรายไตรมาส และขยายตัว 2.2% เมื่อเทียบรายปี

    ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) ได้เปิดเผยตัวเลขคาดการณ์อย่างเป็นทางการในเดือนก.พ.ที่ผ่านมาว่า GDP จะขยายตัว 2.3% ในช่วงเวลา 12 เดือนซึ่งสิ้นสุดเดือนธ.ค.

    จิม ชาลเมอร์ส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของออสเตรเลียได้ออกมาแสดงความเห็นว่า ตัวเลข GDP ที่มีการเปิดเผยล่าสุดนี้บ่งชี้ถึงรากฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะช่วยให้ออสเตรเลียสามารถรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจทั่วโลก ในช่วงเวลาที่สถานการณ์ตึงเครียดในอิหร่านและทั่วภูมิภาคตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้น

    โดย รัตนา พงศ์ทวิช/ปรียพรรณ มีสุข

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRE30IQ351KB82UU906WOD7P7GZS57ZZ&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MW6SGbOFv27S2jDLHJwDX

  • “ไทยสร้างไทย” เสนอ 3 แนวทางเชิงรุก ยกระดับการสื่อสารรัฐบาล สกัดผลกระทบเศรษฐกิจจากสงคราม

    “ไทยสร้างไทย” เสนอ 3 แนวทางเชิงรุก ยกระดับการสื่อสารรัฐบาล สกัดผลกระทบเศรษฐกิจจากสงคราม

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/132656&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35NbtLiKZ1icD-h2_VkUba

  • รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 04/03/69

    รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 04/03/69

    วันที่ 4 มี.ค.2569 ส่องกล้องมองตลาดหุ้นไทยตัวไหนน่าลงทุนประจำวันที่ 4 มีนาคม 2569 โต๊ะเศรษฐกิจสยามรัฐอินไซด์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/132649&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wOXdUWdUTG-2n5EOPVAV_

  • เปิดโทษหนัก! ‘เบน สมิธ-เมีย’ หลังถูกออกหมายจับ 3 ข้อหา ‘โกง-ฟอกเงิน’ | เดลินิวส์

    เปิดโทษหนัก! ‘เบน สมิธ-เมีย’ หลังถูกออกหมายจับ 3 ข้อหา ‘โกง-ฟอกเงิน’ | เดลินิวส์

    จากกรณีที่กองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปราม ออกหมายจับ นายเบน สมิธ อายุ 47 ปี และ นางสาวแคทรียา บีเวอร์ อายุ 40 ปี ภรรยา ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกง, สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้สมคบ และได้ร่วมกันฟอกเงิน” นั้น

    ตร.ประสาน Interpol ออกหมายแดง ‘เบน สมิธ-เมีย’ หนีซบดูไบก่อนสงครามเดือดตะวันออกกลาง

    ด่วน! ออกหมายจับ ‘เบน สมิธ-เมีย’ ลวงลงทุนหุ้นพลังงานเสียหายพันล้าน

    เมื่อวันที่ 3 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้อหาดังกล่าวตามกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 การร่วมกันฉ้อโกงมีโทษหนัก (ตัวการร่วม) โดยเจตนาหลอกลวงผู้อื่นด้วยข้อความเท็จเพื่อได้ทรัพย์สิน มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากเป็นการฉ้อโกงประชาชน โทษจะสูงขึ้นและยอมความไม่ได้

    ข้อกล่าวหาต่อมา ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 บัญญัติว่า

    มาตรา 9 ผู้ใดสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน ต้องระวางโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

    มาตรา 60 ผู้ใดกระทำความผิดฐานฟอกเงิน ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 บาทถึง 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5652454/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ng6TMBEwR4c-HZA-QwiqN

  • ท่องเที่ยวไทยผนึกรัฐ-เอกชนดูแลนักท่องเที่ยว รับผลกระทบตะวันออกกลาง

    ท่องเที่ยวไทยผนึกรัฐ-เอกชนดูแลนักท่องเที่ยว รับผลกระทบตะวันออกกลาง

    ท่องเที่ยวไทยผนึกรัฐ-เอกชนดูแลนักท่องเที่ยว รับผลกระทบตะวันออกกลาง

    ภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน

    ประสานความร่วมมือบูรณาการมาตรการดูแลนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด

    เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในด้านความปลอดภัยและแสดงความรับผิดชอบในฐานะจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวระดับโลก
     

    ท่องเที่ยวไทยผนึกรัฐ-เอกชนดูแลนักท่องเที่ยว รับผลกระทบตะวันออกกลาง

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร อาทิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรมในพื้นที่ภาคใต้ ได้เข้าติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง

    โดยมุ่งเน้นการอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวที่อาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงเที่ยวบินหรือแผนการเดินทาง เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและความอุ่นใจสูงสุด

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ได้กล่าวถึงการทำงานในครั้งนี้ว่า “ประเทศไทยให้ความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยและความอุ่นใจของนักท่องเที่ยวทุกคน โดยภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนต่างร่วมมือร่วมใจกันในการให้ความช่วยเหลือและดูแลนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบ ซึ่ง ททท. จะทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องให้ผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง” 

    พร้อมระบุว่าสำนักงาน ททท. ในพื้นที่ท่องเที่ยวหลักอย่างภูเก็ต กระบี่ และพังงา ได้ประสานงานดูแลทั้งเรื่องที่พักและการเดินทางอย่างใกล้ชิด ซึ่งสะท้อนถึงความพร้อมและความรับผิดชอบของไทยในฐานะจุดหมายปลายทางที่น่าเชื่อถือและเป็นมิตรต่อคนทั่วโลก ท่องเที่ยวไทยผนึกรัฐ-เอกชนดูแลนักท่องเที่ยว รับผลกระทบตะวันออกกลาง

    สำหรับมาตรการช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรมประกอบด้วย

    ด้านท่าอากาศยาน: ทอท. ได้เพิ่มการอำนวยความสะดวกด้านข้อมูล จัดเตรียมน้ำดื่มและพื้นที่รองรับผู้โดยสารที่รอเช็กอิน รวมถึงประสานงานกับสายการบินอย่างใกล้ชิด

    ด้านที่พักและผู้ประกอบการ: สมาคมท่องเที่ยวและโรงแรมในจังหวัดภูเก็ต พังงา และกระบี่ ได้ขอความร่วมมือสมาชิกให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมการเลื่อนหรือยกเลิกการเดินทาง (Reschedule/Cancellation) สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง พร้อมเสนออัตราพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวที่จำเป็นต้องขยายระยะเวลาพำนัก

    ด้านสายการบิน: มีการผ่อนผันเงื่อนไขการเปลี่ยนแปลงการเดินทาง และจัดหาโรงแรมที่พักเพื่อบรรเทาความกังวลของนักท่องเที่ยว

    ท่องเที่ยวไทยผนึกรัฐ-เอกชนดูแลนักท่องเที่ยว รับผลกระทบตะวันออกกลาง

    นอกจากมาตรการเฉพาะหน้าแล้ว ภาครัฐยังวางนโยบายเชิงรุก 2 ระยะคือ

    – ระยะสั้นจะมุ่งกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศเพื่อรักษาการหมุนเวียนของเศรษฐกิจ 

    – ระยะยาวมีแผนผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น “Second Hub” ทางการบิน เพื่อบริหารความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสทางการแข่งขันในตลาดโลก

    ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบสามารถตรวจสอบสถานะเที่ยวบินได้ที่ AOT Contact Center โทร. 1722 หรือประสานขอความช่วยเหลือผ่าน TAT Call Center โทร. 1672 Travel Buddy และสายด่วนตำรวจท่องเที่ยว โทร. 1155 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/738831&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tXJtNtNLWt_lRw6SNYmol

  • กระทรวงท่องเที่ยวฯ เร่งดูแลประสานงานนักท่องเที่ยวติดค้างพร้อมบูรณาการทุกภาคส่วนยึดความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว

    กระทรวงท่องเที่ยวฯ เร่งดูแลประสานงานนักท่องเที่ยวติดค้างพร้อมบูรณาการทุกภาคส่วนยึดความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว

    กระทรวงท่องเที่ยวฯ เร่งดูแลประสานงานนักท่องเที่ยวติดค้างพร้อมบูรณาการทุกภาคส่วนยึดความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว


    3/03/2569 | 50 |

    วันที่ 3 มีนาคม 2569 นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ติดตามสถานการณ์การเดินทางของนักท่องเที่ยว ท่ามกลางสถานการณ์สู้รบต่อเนื่อง วันที่ 3 มีนาคม 2569 เวลา 12.00 น. มีการยกเลิกเที่ยวบินในตะวันออกกลาง ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน ส่งผลให้มีการปิดน่านฟ้าในเส้นทางการบิน การยกเลิกเที่ยวบินประจำวันที่ 3 มีนาคม 2569

    1. กระบี่ ยกเลิกขาออก 3 เที่ยวบิน 
    2. เชียงใหม่ ยกเลิกขาออก 1 เที่ยวบิน (เชียงใหม่-อาบูดาบี)
    3. ภูเก็ต ยกเลิก 14 เที่ยวบิน (ขาเข้า 6 เที่ยวบิน และขาออก 8 เที่ยวบิน)
    4. ดอนเมือง วันนี้ไม่มียกเลิก 
    5. สุวรรณภูมิ **รอข้อมูลจากการท่า**

    ทั้งนี้ ภาพรวมสะสม 4 วัน (28 ก.พ. – 3 มี.ค.) มีการยกเลิกของขาออก 105 เที่ยวบิน ขาเข้า 61 เที่ยวบิน รวมเป็น 166 เที่ยวบิน 
    *อ้างอิงข้อมูลรายงานของเจ้าหน้าที่กระทรวง TAC 5 สนามบิน ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต เชียงใหม่ และกระบี่ อาจมีความคลาดเคลื่อนบ้าง แต่ไม่มีรายงานผู้โดยสารตกค้างตามสนามบิน

    สำหรับ กรณีวีซ่าของนักท่องเที่ยว ณ วันที่ 3 มีนาคม สตม. ได้ออกมาตรการที่เกี่ยวข้องแล้ว โดย (2 มีนาคม 69) สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ประกาศมาตรการช่วยเหลือคนต่างชาติ เนื่องจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นมา ได้ส่งผลให้เกิดการปิดน่านฟ้าในภูมิภาคดังกล่าว และทำให้คนต่างชาติไม่สามารถเดินทางออกนอกราชอาณาจักรไทยเพื่อกลับประเทศได้ เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนแก่คนต่างชาติที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจึงได้กำหนดแนวทางช่วยเหลือ สำหรับคนต่างชาติที่การอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรสิ้นสุดลง (Overstay) ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 โดยสามารถดำเนินการได้ตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้  
    (1) กรณีประสงค์จะเดินทางออกนอกประเทศ
         ▪️สำหรับคนต่างชาติที่อยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุดลงแล้ว และมีความประสงค์ที่จะเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ทางเจ้าหน้าที่จะได้รับการยกเว้น ไม่ต้องเสียค่าเปรียบเทียบปรับ
    (2) กรณีประสงค์จะขออยู่ต่อชั่วคราว
         ▪️สำหรับคนต่างชาติที่ประสงค์จะขออนุญาตอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว หากพบว่าการอนุญาตเดิมได้สิ้นสุดลงแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่จะต้องดำเนินการเปรียบเทียบปรับตามกฎหมายก่อน จากนั้นจึงจะพิจารณาอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวต่อไปได้อีก “ครั้งละไม่เกิน 30 วัน” โดยผู้ยื่นคำร้องจะต้องเตรียมเอกสารประกอบการพิจารณา ดังนี้
         (2.1) แบบคำขออนุญาตเพื่ออยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวต่อไป (ตม.7)
         (2.2) สำเนาหนังสือเดินทาง หรือ เอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง
         (2.3) หนังสือรับรองจากสถานทูต หรือ สถานกงสุล (ในกรณีที่ไม่สามารถขอหนังสือรับรองได้ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจะทำการบันทึกถ้อยคำ เพื่อระบุเหตุผลและความจำเป็นในการขออนุญาตอยู่ต่อเป็นการชั่วคราว ตามแบบฟอร์มที่กำหนดไว้)
         (2.4) แบบฟอร์มการแจ้งข้อมูล (แบบ สตม.2, สตม.2/1 และ สตม.9)
    ทั้งนี้ มาตรการเยียวยาดังกล่าวจะเริ่มมีผลดำเนินการตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนกว่าสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ หรือจนกว่าทางสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/481871&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kqs7IPl7cwoASIf9GV8cU