
ผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศประจำปี 2026 โดย World Competitiveness Center (WCC) ภายใต้สถาบัน International Institute for Management Development (IMD) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จัดให้ประเทศไทยขยับขึ้นจากเดิม 4 อันดับสู่ อันดับที่ 26 ของโลก อันเป็นผลจากอันดับที่ดีขึ้นในด้านประสิทธิภาพของภาคธุรกิจที่ปรับขึ้นถึง 3 อันดับ และโครงสร้างพื้นฐานที่ปรับขึ้น 2 อันดับ ในขณะที่ประสิทธิภาพของภาครัฐมีอันดับคงที่ และสมรรถนะทางเศรษฐกิจลดลง 2 อันดับจากปีก่อน
IMD WCC จัดอันดับความสามารถในการแข่งขัน (World Competitiveness Rankings) ซึ่งเป็นการวัดความสามารถของแต่ละเขตเศรษฐกิจในการนำจุดแข็งของตนมาสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว โดยพิจารณาจาก 4 ปัจจัย (factors) ได้แก่ ปัจจัยด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจ (Economic Performance) ปัจจัยด้านประสิทธิภาพของภาครัฐ (Government Efficiency) ปัจจัยด้านประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ (Business Efficiency) และปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ผ่านการวิเคราะห์ด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ (Hard Data) ที่รวบรวมจากแหล่งข้อมูลสถิติต่าง ๆ ร่วมกับการสำรวจความเห็นของผู้บริหาร (Executive Opinion Survey) ซึ่งสำรวจผู้บริหารระดับสูงจากภาคเอกชนเป็นประจำอย่างต่อเนื่องทุกปี


สำหรับการจัดอันดับปี 2569 สิงคโปร์ กลับมาทวงตำแหน่งเขตเศรษฐกิจที่มีความสามารถแข่งขันสูงที่สุดในโลกคืนจากสวิตเซอร์แลนด์ หลังจากที่เคยขึ้นสูงสุดถึงอันดับ 1 มาแล้วในปี 2567 แม้ว่าปัจจัยด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจจะหล่นลงไป 2 อันดับไปเป็นอันดับที่ 3 แต่การปรับตัวขึ้นของปัจจัยด้านประสิทธิภาพของภาคธุรกิจที่ขยับตัวขึ้นถึง 7 อันดับเป็นอันดับที่ 1 รวมไปถึงปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ปรับขึ้น 1 อันดับมาเป็นอันดับที่ 5 และปัจจัยด้านประสิทธิภาพของภาครัฐยังคงรักษาตำแหน่งอันดับที่ 3 ต่อเนื่องอีกหนึ่งปี ทำให้สิงคโปร์กลับมาเป็นอันดับ 1 อีกครั้งด้วยการที่ทั้ง 4 ปัจจัยหลักยังคงเกาะกลุ่มผู้นำได้ทั้งหมด
ส่วนอันดับที่ 2 กลายเป็น ฮ่องกง ที่สามารถขยับอันดับขึ้นจากเดิมมาหนึ่งอันดับ โดยสาเหตุหลักคือปัจจัยด้านประสิทธิภาพของภาครัฐที่ยังคงรักษาอันดับที่ 2 ได้ต่อเนื่องอีกหนึ่งปี ในขณะที่ สวิตเซอร์แลนด์ ร่วงลงไปเป็นอันดับ 3 ด้วยสาเหตุสำคัญคือการชะงักงันของเงินทุนไหลเข้า การจ้างงานที่ลดลง และต้นทุนค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากบริบททางภูมิรัฐศาสตร์และความขัดแย้งต่างๆ จนทำให้การเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจชะลอตัว และปัจจัยด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจของสวิตเซอร์แลนด์ลดลงถึง 24 อันดับไปเป็นอันดับที่ 37
IMD 2026 ปรับตัวชี้วัดใหม่ เน้น AI ไม่ใช่แค่ Digital และเพิ่ม ‘เวียดนาม’ เป็นเขตเศรษฐกิจที่ 70

ข้อแตกต่างในปี 2569 IMD WCC ขยายขอบเขตการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันให้ครอบคลุมเขตเศรษฐกิจที่มีบทบาทในเวทีระดับโลกมากยิ่งขึ้น ซึ่งเขตเศรษฐกิจใหม่ที่มีการนำมาจัดอันดับเพิ่มเติม ได้แก่ เวียดนาม ทำให้การจัดอันดับในปี 2569 ครอบคลุมทั้งสิ้น 70 เขตเศรษฐกิจ ใน 6 ทวีปทั่วโลก
นอกจากนี้ IMD WCC ยังปรับปรุงตัวชี้วัด (indicators) ที่ใช้ในการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขัน โดยมีการปรับรายละเอียดถึง 11 ตัวชี้วัด ประกอบด้วย การนำตัวชี้วัดที่เป็นเพียง Background Data และไม่ได้ใช้ในการจัดอันดับให้เข้ามาอยู่ในการจัดอันดับ ได้แก่ Apartment rent และการเปลี่ยนนิยามหรือแหล่งของข้อมูล เช่น ตัวชี้วัด Start-ups days จากจำนวนวันที่ใช้ในกระบวนการจดทะเบียนธุรกิจตามแบบสำรวจ Doing Business ของธนาคารโลก มาเป็นจำนวนวันโดยเฉลี่ยที่ใช้ในการได้มาซึ่งใบอนุญาตในการประกอบธุรกิจตามแบบสำรวจ Business Ready ของธนาคารโลก
หรือการเปลี่ยนรูปแบบและขอบเขตของตัวชี้วัด เช่น ตัวชี้วัด Remuneration of management เป็น Remuneration in high skilled professions โดยขยายขอบเขตจากเดิมที่พิจารณาผู้บริหารและแรงงานทักษะสูงเพียงบางกลุ่ม มาเป็นครอบคลุมค่าเฉลี่ยของแรงงานทักษะสูงทั้งหมด
อีกประเด็นสำคัญของ IMD ปีนี้คือ การปรับเปลี่ยนตัวชี้วัดจากคำว่า Digital ไปสู่ AI อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งส่งผลให้คะแนนด้านโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีของไทยร่วงลงถึง 7 อันดับ เพราะไทยยังขาดแคลนทั้ง AI Skills, การลงทุนใน AI จากภาคธุรกิจ และกฎระเบียบที่รองรับด้านนี้อย่างเหมาะสม
TMD วิเคราะห์ผล IMD ชี้อันดับไทยขยับขึ้น แต่ยังไม่เพียงพอที่ทำให้ขีดความสามารถการแข่งขันดีขึ้นในระยะยาว

สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) โดยศูนย์เพื่อการพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน วิเคราะห์ผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศประจำปี 2569 ในภาพรวมดังนี้
- สิงคโปร์ เป็นเขตเศรษฐกิจที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงที่สุดในโลกในปีนี้ รองลงมาได้แก่ ฮ่องกง ในขณะที่ สวิตเซอร์แลนด์ เลื่อนจากอันดับที่ 1 ในปี 2568 ไปเป็นอันดับ 3
- เขตเศรษฐกิจที่ได้รับการจัด 10 อันดับสูงสุด แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลง ยกเว้น สหรัฐอเมริกา ที่เลื่อนขึ้นจากอันดับที่ 13 ในปี 2568 มาเป็นอันดับที่ 10 ในขณะที่ กาตาร์ เลื่อนจากอันดับที่ 9 ในปีที่แล้วไปเป็นอันดับที่ 11 ในปีนี้
- เขตเศรษฐกิจในเอเชียอยู่ในอันดับสูงสุด 5 อันดับแรกถึง 3 เขตเศรษฐกิจ ได้แก่ สิงคโปร์ ฮ่องกง และไต้หวัน ทั้งนี้ IMD ได้เพิ่มเวียดนามเข้ามาในการจัดอันดับเป็นครั้งแรก ทำให้มีจำนวนเขตเศรษฐกิจที่ได้รับการจัดอันดับเพิ่มขึ้นเป็น 70 เขตเศรษฐกิจ
เมื่อเปรียบเทียบกับเขตเศรษฐกิจอื่นๆ ในกลุ่มอาเซียนที่ได้รับการจัดอันดับรวม 6 ประเทศ ไทยอยู่ในอันดับที่ 3 ของกลุ่ม รองจากสิงคโปร์และมาเลเซียที่มีอันดับที่ 1 และ 15 ตามลำดับ
ด้านปัจจัยหลักที่ IMD ใช้ในการจัดอันดับ 4 ด้าน ได้แก่ สมรรถนะทางเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพของภาครัฐ ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ และโครงสร้างพื้นฐาน ที่ประกอบด้วยตัวชี้วัดที่ใช้ข้อมูลสถิติจำนวน 172 ตัวชี้วัด และการสำรวจความคิดเห็นผู้บริหารภาคธุรกิจอีก 92 ตัวชี้วัด รวมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 264 ตัวชี้วัด พบว่าประเทศไทยมีผลการจัดอันดับในแต่ละด้าน ดังนี้
-
1. สมรรถนะทางเศรษฐกิจ (Economic Performance)

ปรับลดลงเล็กน้อยจากอันดับที่ 8 เป็นอันดับที่ 10 โดยเป็นผลจากปัจจัยย่อยด้านการค้าระหว่างประเทศ (International Trade) ที่ปรับลดลง 5 อันดับมาเป็นอันดับที่ 9 และการจ้างงาน (Employment) ที่ลดลงจากอันดับที่ 3 เป็นอันดับที่ 4 ถึงแม้ปัจจัยย่อยด้านเศรษฐกิจภายในประเทศ (Domestic Economy) จะมีอันดับคงเดิมที่อันดับ 38 และการลงทุนระหว่างประเทศ (International Investment) ขยับขึ้น 6 อันดับเป็นอันดับที่ 24 และปัจจัยย่อยด้านราคา (Prices) ที่ดีขึ้น 1 อันดับเป็นอันดับที่ 12 ก็ตาม

ยังคงอยู่ในอันดับที่ 32 เท่ากับปีก่อน แม้ว่าปัจจัยย่อยเกือบทั้งหมดจะปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ ด้านนโยบายภาษี (Tax Policy) ขยับขึ้น 1 อันดับเป็นอันดับที่ 7 ด้านการคลังสาธารณะ (Public Finances) ขยับขึ้น 2 อันดับเป็นอันดับที่ 29 กรอบการบริหารภาครัฐ (Institutional Framework) ขยับขึ้น 3 อันดับเป็นอันดับที่ 46 กรอบการบริหารสังคม (Societal Framework) ขยับขึ้น 6 อันดับเป็นอันดับที่ 39 และปัจจัยย่อยด้านกฎหมายและกฎระเบียบทางธุรกิจ (Business Legislation) คงเดิมที่อันดับที่ 40 ซึ่งจะเห็นได้ว่ายังคงมีปัจจัยย่อยถึง 3 ด้านที่ยังมีอันดับค่อนข้างต่ำ โดยเฉพาะปัจจัยย่อยด้านกรอบการบริหารภาครัฐ ซึ่งประเด็นสำคัญที่เห็นได้ชัดเจนว่าเป็นความท้าทายของไทยก็เช่น การบังคับใช้กฎหมาย (rule of law) คอร์รัปชัน และความโปร่งใสของภาครัฐ (transparency) ยังคงอยู่ระดับต่ำในอันดับที่ 57 52 และ 51 ตามลำดับ
นอกจากนี้ อันดับของปัจจัยย่อยด้านกฎหมายและกฎระเบียบทางธุรกิจซึ่งมีตัวชี้วัดจากความคิดเห็นของผู้บริหารภาคธุรกิจถึง 13 จาก 19 ตัวชี้วัด สะท้อนให้เห็นว่ากฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจยังเป็นประเด็นที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ
-
3. ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ

ขยับขึ้นจากอันดับที่ 24 มาอยู่ในอันดับที่ 21 โดยปัจจัยย่อยด้านผลิตภาพและประสิทธิภาพ (Productivity and Efficiency) ปรับตัวดีขึ้น 2 อันดับเป็นอันดับที่ 37 ด้านตลาดแรงงาน (Labor Market) ขยับขึ้นถึง 7 อันดับเป็นอันดับที่ 10 ด้านภาคการเงิน (Finance) ขยับขึ้นถึง 6 อันดับ มาอยู่ในอันดับที่ 31 และด้านการบริหาร (Management Practices) ขยับตัวขึ้น 2 อันดับเป็นอันดับที่ 24 โดยปัจจัยย่อยด้านค่านิยมและทัศนคติ (Attitudes and Values) เป็นปัจจัยย่อยเดียวที่มีอันดับลดลง โดยลดลง 3 อันดับเป็นอันดับที่ 25 จากผลสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหาร ทั้งนี้ในปัจจัยย่อยด้านผลิตภาพและประสิทธิภาพที่ถึงแม้จะมีอันดับดีขึ้นแต่เมื่อวิเคราะห์ลงไปในระดับตัวชี้วัดพบว่าประเทศไทยยังผลิตภาพต่ำทั้งในภาพรวม ผลิตภาพของแรงงาน และผลิตภาพของแต่ละภาคส่วนของเศรษฐกิจ จึงเป็นประเด็นที่มีความสำคัญเร่งด่วนที่จะต้องพัฒนาเพื่อแข่งขันได้ภายใต้สถานการณ์โลกปัจจุบัน
-
4. โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure)

ขยับขึ้นจากอันดับที่ 47 เป็นอันดับที่ 45 โดยปัจจัยย่อยด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน (Basic Infrastructure) ปรับตัวดีขึ้นถึง 5 อันดับเป็นอันดับที่ 20 ในขณะที่ด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม (Health and Environment) และด้านการศึกษา (Education) ถึงแม้จะมีการปรับตัวดีขึ้นจากอันดับที่ 58 และ 55 เป็นอันดับที่ 56 และ 52 ตามลำดับ แต่ก็ยังคงอยู่ในอันดับต่ำที่ต้องเร่งพัฒนาต่อไป ส่วนปัจจัยย่อยด้านโครงสร้างทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Infrastructure) คงที่ในอันดับที่ 37 ส่วนใน ด้านโครงสร้างด้านเทคโนโลยี (Technological Infrastructure) ลดลงถึง 7 อันดับเป็นอันดับที่ 39 เป็นผลจากการมีตัวชี้วัดใหม่ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เพิ่มขึ้นในปีนี้
เมื่อดูภาพรวมปัจจัยที่เป็น Key Attractiveness Indicators ของไทยในปี 2569 จะเห็นว่าไทยไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงจากปีก่อนๆ มากนัก โดยประเด็นที่เป็นจุดเด่นของประเทศไทยยังคงเป็นด้านที่เกี่ยวข้องกับทัศนคติที่เปิดกว้างและความเป็นมิตรในทางธุรกิจ โครงสร้างพื้นฐาน และต้นทุนที่แข่งขันได้ ในขณะที่ประเด็นที่เป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญในการดำเนินธุรกิจ ได้แก่ ระบบภาษีที่แข่งขันได้ ระบบกฎหมายที่มีประสิทธิภาพ ความสามารถของภาครัฐ รวมถึงการศึกษาในขั้นสูง ยังคงได้รับการเลือกในสัดส่วนที่ต่ำกว่า ซึ่งแตกต่างจากกลุ่มประเทศที่มีอันดับความสามารถในการแข่งขันในอันดับต้นๆ
ผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศข้างต้น สะท้อนให้เห็นว่า แม้ประเทศไทยจะมีอันดับความสามารถในการแข่งขันที่ดีขึ้นกว่าปีก่อนหน้า แต่ก็ ‘ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันที่ดีขึ้นในระยะยาว’ โดยประเด็นที่ต้องเร่งดำเนินการทั้งในด้านพื้นฐาน เช่น ผลิตภาพและประสิทธิภาพ สุขภาพและสิ่งแวดล้อม และการศึกษา รวมถึงปัจจัยสำคัญของการแข่งขันในโลกแห่งอนาคตคือเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ IMD ใช้เป็นตัวชี้วัดในการจัดอันดับปีนี้ถึง 9 ตัวชี้วัดด้วยกัน
ทำไม ‘เวียดนาม’ ถึงเป็นม้ามืดที่กำลังหายใจรดต้นคอ?

หลังผลการจัดอันดับ IMD 2026 ออก คุณธีรนันท์ ศรีหงส์ ประธาน TMA และทีมวิเคราะห์วิจัย เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนสัมภาษณ์กลุ่มย่อยในวันถัดมา โดย Techsauce สอบถามถึงประเด็นอันดับไทยกับเวียดนาม ที่ตามกันมาแบบหายใจรดต้นคอ ทั้งที่เวียดนามเข้าร่วมการจัดอันดับเป็นปีแรก ซึ่งคุณธีรนันท์ให้คำตอบในหลายมิติที่สำคัญ ดังนี้
- สมรรถนะทางเศรษฐกิจ – คุณธีรนันท์กล่าวถึงภาพรวมว่า ไทยยังอยู่ในอันดับที่ดีกว่าเวียดนาม (ไทยอันดับ 10 เวียดนามอันดับ 19) โดยไทยมีจุดแข็งในเรื่องของอัตราการว่างงานที่ต่ำกว่าและเงินเฟ้อที่ควบคุมได้ดี รวมถึงประชากรยังมีรายได้ที่นำไปใช้จ่ายได้จริง (Disposable income) มากกว่าเวียดนาม และแม้การเติบโตด้าน GDP และภาคส่งออกของเวียดนามนำหน้าแบบทิ้งห่างไทยไปแล้ว แต่เมื่อหารเฉลี่ยต่อหัว พบว่าคนไทยยังมีกำลังซื้อสูงกว่าคนเวียดนาม

- โครงสร้างพื้นฐาน – คุณธีรนันท์อธิบายว่า ไทยทำคะแนนได้ดีกว่ามากในกลุ่ม โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ (Hard Infrastructure) เช่น ระบบโทรคมนาคม (อินเทอร์เน็ต Bandwidth กว้าง), ถนนหนทาง และท่าเรือที่มีคุณภาพสูงระดับโลก
แต่ความน่ากลัวคือ หากรัฐบาลเวียดนามอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนมหาศาลเข้าไปในโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ ก็สามารถพัฒนาทันประเทศไทยได้ในเวลาไม่นาน ในขณะที่ปัญหาหลักของไทยเป็นสิ่งที่ใช้เงินแก้ปัญหาในระยะสั้นไม่ได้
“โครงสร้างพื้นฐานที่เวียดนามตามหลัง เอาเงินอัดฉีดเข้าไปก็แก้ได้ แต่ปัญหาของไทยคือ ‘คุณภาพคน’ ซึ่งเป็นสิ่งที่ใช้เงินแก้ปัญหาในระยะสั้นไม่ได้” คุณธีรนันท์กล่าว
- ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจและการเงิน – โครงสร้างพื้นฐานด้านการเงินและการธนาคารของไทยพัฒนาไปไกลกว่าเวียดนาม ทำให้ภาคธุรกิจในไทยเข้าถึงแหล่งเงินทุนและการกู้ยืมได้ง่ายกว่า นอกจากนี้ไทยยังมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำธุรกิจ (Business Friendly Environment) มากกว่า แต่เวียดนามกลับมีความโดดเด่นกว่าในเรื่องของความยืดหยุ่นและการเป็นเถ้าแก่ (Entrepreneurship) ที่พร้อมดิ้นรนต่อสู้ในการทำธุรกิจ

สิ่งที่ TMA มองว่าเป็นข้อท้าทายสำหรับไทยในปี 2569
แม้อันดับ 26 ของประเทศไทยในปีนี้เป็นการขยับขึ้นจากปีที่ผ่านมา แต่ทาง TMA ย้ำว่า ไทยไม่สามารถชะล่าใจได้ เพราะหากพิจารณา ‘ไส้ใน’ จะพบว่าเรากำลังเสียเปรียบเวียดนามในจุดที่เป็น ‘เครื่องยนต์แห่งอนาคต’ และอีกหลายด้านที่เทียบกับประเทศต่างๆ แล้ว เรียกได้ว่าอยู่ท้ายๆ ของการจัดอันดับ อาทิ ด้านกฎหมายและระเบียบต่างๆ (Rule of law) ทั้งในมุมการออกกฎและบังคับใช้
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่เขตเศรษฐกิจที่เป็นผู้นำในด้านขีดความสามารถในการแข่งขันไม่ว่าจะเป็น สิงคโปร์ ฮ่องกง หรือสวิตเซอร์แลนด์ มีร่วมกันคือ ความสามารถเชิงสถาบัน (institutional capacity) ที่ทำให้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเชื่อมั่นมากพอที่จะคาดการณ์และตัดสินใจดำเนินการต่างๆ ที่ส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการลงทุน การค้นคว้าวิจัย หรือการสร้างความร่วมมือเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกัน
สำหรับประเทศไทย TMA ตอกย้ำว่า ผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในปี 2569 ช่วยส่งสัญญาณเตือนถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ว่ามีความท้าทายใหม่ๆ ที่จำเป็นต้องให้ความสนใจและดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ตั้งแต่การเตรียมความพร้อมด้านทรัพยากรมนุษย์ กฎหมายและกฏระเบียบที่ไม่สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลง ความไม่มั่นใจต่อศักยภาพในการยืดหยุ่นและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของภาคเอกชน และความพร้อมเชิงโครงสร้างเทคโนโลยีในการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงประเด็นด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะส่งผลถึงคุณภาพชีวิตและความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว
และยังปิดท้ายด้วยข้อท้าทายสำหรับประเทศไทยในปี 2569 ดังนี้
- การดำเนินมาตรการที่จำเป็นเพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานโลกและการหยุดชะงักของห่วงโซ่มูลค่า (value-chain)
- การเพิ่มการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยมุ่งเน้นไปที่การผลิตในอุตสาหกรรมขั้นสูง บริการทางดิจิทัล และเศรษฐกิจสร้างสรรค์
- การเสริมสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาค ให้เป็นกลไกสำคัญในการจัดการความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์
- การส่งเสริมการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อเพิ่มผลิตภาพและลดช่องว่างด้านทักษะของแรงงาน
- การปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจเพื่อรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ ที่ประเทศต้องเผชิญในปัจจุบัน