Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ครึ่งหลังปี 69 เศรษฐกิจไทยทยอยฟื้น

    ครึ่งหลังปี 69 เศรษฐกิจไทยทยอยฟื้น

    นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist พร้อมด้วย นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ นางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ และนางสาวธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 มองจีดีพีน่าจะผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 2/2569 แต่ราคาพลังงานที่ไม่ลดลงเร็ว จะทำให้เงินเฟ้อในช่วงครึ่งปีหลังเร่งตัวขึ้นต่อ ปัจจัยด้านพลังงานและราคาวัตถุดิบที่ยังสูง กระทบต้นทุนภาคธุรกิจ

    ขณะที่ ฝั่งยอดขายจะเผชิญปัญหาอำนาจซื้อ ภาษีสหรัฐฯ ที่ยังไม่แน่นอน และการแข่งขันรุนแรงต่อเนื่อง ทำให้ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมหดตัวติดต่อกันเป็นปีที่ 4 นอกจากนี้ ยังมีประเด็นแนวโน้มต้นทุนการระดมทุนของภาคธุรกิจที่อาจทรงตัวสูง และความไม่แน่นอนของสถานการณ์รายได้ภาคธุรกิจและครัวเรือนที่ทำให้สินเชื่อระบบธนาคารไทยมีโอกาสฟื้นตัวจำกัด
     
    แม้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจะคงประมาณการจีดีพีปี 2569 ไว้ที่ 2.0% แต่มองว่าจีดีพีน่าจะผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 2/2569 อย่างไรก็ตาม ราคาพลังงานที่ไม่ลดลงเร็ว จะทำให้เงินเฟ้อในช่วงครึ่งปีหลังเร่งตัวขึ้นต่อ ส่งผลให้ค่าเฉลี่ยเงินเฟ้อทั้งปีอยู่ที่ 3.1% ขณะที่ กนง.น่าจะรอติดตามสถานการณ์และเลือกคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.0% ส่วนทิศทางค่าเงินบาท อาจอ่อนค่าลงจากปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทย ปิดสิ้นปี 2569 ที่ 32.80 บาท จากประมาณ 32.50-32.60 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในปัจจุบัน
     
    โดยนางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ทิศทางเศรษฐกิจไทยน่าจะผ่านจุดต่ำสุดในช่วงไตรมาส 2/2569 และทยอยฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะในไตรมาส 3/2569 จากแรงหนุนของมาตรการภาครัฐ ในขณะที่ความเสี่ยงเศรษฐกิจยังอยู่ที่ความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งอาจกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยในช่วงที่เหลือของปี ทั้งนี้ แม้ความขัดแย้งอิหร่านจะได้ข้อยุติ แต่ราคาพลังงานโลกยังคงไม่ลดลงเร็วมากนัก ทำให้การส่งผ่านต้นทุนราคาผู้ผลิตไปยังตะกร้าสินค้าผู้บริโภคจะยังคงมีต่อเนื่อง โดยจะยังเห็นเงินเฟ้อทั่วไปเร่งตัวสูงสุดในไตรมาส 3-4 ของปี

    ด้านนางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีหลังจะเห็นผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางที่กระทบภาคธุรกิจชัดเจนขึ้น แม้มีสัญญาณบวกแต่กว่าสถานการณ์จะเป็นปกติยังต้องใช้เวลา โดยการผลิตสินค้าส่วนใหญ่จะแผ่วลง (YoY) หลักๆ จากการแบกรับต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบปิโตรเคมีที่สูงขึ้น ผลจากภาษีสหรัฐฯ และการแข่งขันกับสินค้านำเข้า ส่งผลให้ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) หดตัวเป็นปีที่ 4 ที่ -0.5%

    ขณะเดียวกัน การปรับลดเที่ยวบินที่ยังเกิดขึ้น จะกระทบธุรกิจท่องเที่ยวโดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 3 ก่อนที่การเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลกจะช่วยหนุนการฟื้นตัวในไตรมาสสุดท้าย โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยทั้งปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 30 ล้านคน แม้ยังมีโอกาสเพิ่มได้ แต่ยังต่ำกว่าระดับ 33 ล้านคนในปีก่อน เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวจากจีน อาจไม่พอชดเชยตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกลส่วนใหญ่ที่ลดลง

    นางสาวธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวโน้มสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยในช่วงครึ่งปีหลังมีโอกาสฟื้นตัวอย่างจำกัด โดยแม้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจะปรับตัวเลขประมาณการสินเชื่อทั้งปี 2569 จากเดิมที่คาดว่าจะหดตัว -0.7% มาเป็นการขยายตัวเล็กน้อยที่ราว 0.5% แต่ก็เป็นการสะท้อนแรงส่งจากการเติบโตของสินเชื่อที่ขับเคลื่อนจากสินเชื่อภาครัฐ และธุรกิจรายใหญ่ มากกว่ารายย่อย

    นอกจากนี้ ประเด็นที่ต้องติดตามเพิ่มเติมสำหรับภาคธุรกิจ ได้แก่ ต้นทุนการระดมทุนที่ยังมีแนวโน้มทรงตัวสูง และประเด็นความสำเร็จในการระดมทุนผ่านตลาดหุ้นกู้ ตลอดจนปัญหาเอ็นพีแอลของระบบธนาคารไทยที่ปัจจุบันอาศัยการปรับโครงสร้างหนี้และบริหารจัดการหนี้เชิงรุกในการประคองภาพรวมเอ็นพีแอลไม่ให้ถดถอยลงเร็ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/277988&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Xz9uz9noT_Hz6HK2EaySw

  • เปิดขุมทรัพย์ กองทุนดีอี เงินมาจากไหน ทำไมรวย

    เปิดขุมทรัพย์ กองทุนดีอี เงินมาจากไหน ทำไมรวย

    จากข่าว โครงการ #THAIPassport งบประมาณที่ใช้ซื้อ AI มาแจก ไม่ใช่งบประมาณปกติ เป็นงบจาก กองทุนดีอี หลายคนจึงตั้งคำถาม กองทุนดีอี มีเงินเยอะแค่ไหน เอามาทำโครงการได้ ดีอี คือมีชื่อกระทรวง หน่วยราชการมีกองทุนเป็นของตัวเองด้วยหรือ มาทำความรู้จัก #กองทุนดีอี หรือ ชื่อเต็ม”กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม” หรือ “กองทุนดีอี” (DE Fund)

    จุดกำเนิดกองทุนดีอี

    กองทุนดีอีจัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ. การพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. 2560 เพื่อเป็นเครื่องมือทางการเงินเฉพาะกิจที่แยกออกจากงบประมาณกระทรวงทั่วไป โดยมีเป้าหมายหลักคือความ รวดเร็ว และ ยืดหยุ่น ในการสนับสนุนโครงการด้านดิจิทัล

    เงินมาจากไหน? ขุมทรัพย์นี้ขับเคลื่อนด้วยอะไร ความมั่งคั่งของกองทุนดีอีไม่ได้พึ่งพาภาษีประชาชนในงบประมาณประจำปีเป็นหลัก แต่มีต้นน้ำมาจาก เศรษฐกิจโทรคมนาคมแหล่งรายได้หลักได้รับการจัดสรร 15% จากรายได้การประมูลคลื่นความถี่ และรายได้ของสำนักงาน กสทช. ความแตกต่าง กองทุนของกสทช.เองกองทุน USO เน้นการกระจายโครงสร้างพื้นฐานให้ครอบคลุม กองทุนดีอีจะมุ่งเน้นที่การต่อยอดเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคม

    เม็ดเงินมหาศาลนับตั้งแต่ปี 2561 กองทุนสนับสนุนไปแล้ว 291 โครงการ รวมมูลค่ากว่า 10,800 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการทุนในตลาดสูงกว่างบที่มีมหาศาล (เช่น ปี 2567 มีผู้ขอทุนทะลุ 32,000 ล้านบาท จากกรอบงบที่มีเพียง 2,000 ล้านบาท)

    บทบาท “แหล่งแสวงโอกาส” ของทุกภาคส่วน

    กองทุนดีอีเปรียบเสมือน Sandbox ทางนโยบาย ที่เปิดโอกาสให้รัฐ เอกชน และประชาชน นำเสนอไอเดียเพื่อแก้ปัญหาประเทศ โดยกรอบการให้ทุนจะปรับเปลี่ยนไปตามยุทธศาสตร์ชาติในแต่ละปี

    ตัวอย่างทิศทางงบประมาณปี 2568: เน้นหนักไปที่ 3 แกนหลัก ได้แก่ การสร้างกำลังคนดิจิทัล (Digital Manpower), เทคโนโลยีที่ขยายผลได้จริง (High Impact Tech) และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Digital Trust & Security)

    ดาบสองคม ความคล่องตัวที่ท้าทาย “ความโปร่งใส”

    ข้อได้เปรียบสูงสุดของกองทุนดีอีคือสถานะ กองทุนนอกงบประมาณ ที่อนุมัติเงินได้ไวโดยไม่ต้องผ่านการอภิปรายในรัฐสภา แต่จุดแข็งนี้ก็นำมาซึ่งจุดอ่อนด้านการตรวจสอบ

    กรณีศึกษาที่ชัดเจนคือโครงการ THAI AI PASSPORT ที่ดึงงบไปใช้โดยไม่ผ่าน ครม. หรือรัฐสภา จนเกิดกระแสเรียกร้องจากภาคประชาสังคมถึงหลักเกณฑ์การคัดเลือก ความคุ้มค่า และการจัดซื้อจัดจ้าง เหตุการณ์นี้ตอกย้ำให้เห็นว่า เมื่อเม็ดเงินมหาศาลถูกขับเคลื่อนด้วยความรวดเร็ว มาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลจึงต้องสูงตามไปด้วยเพื่อป้องกันการถูกใช้เป็นช่องทางเลี่ยงกระบวนการตรวจสอบปกติ

    ยกระดับกองทุนดีอีให้ทรงพลังและตรวจสอบได้

    หากต้องการให้กองทุนดีอีเป็นขุมพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างแท้จริง ต้องอุดช่องโหว่และเสริมความแข็งแกร่งใน 3 ข้อ เริ่มจาก เปิดเผยข้อมูลเชิงรุก(Proactive Open Data): ต้องเปิดเผยรายละเอียดโครงการ งบประมาณ สัญญาจัดซื้อจัดจ้าง และตัวชี้วัดผลกระทบในรูปแบบที่สาธารณชนเข้าถึงและตรวจสอบได้ง่าย

    เปิดรับการมีส่วนร่วม(Public Participation): ดึงภาคประชาสังคมและผู้เชี่ยวชาญอิสระร่วมประเมินโครงการมูลค่าสูง พร้อมสร้างกลไกรับฟังเสียงสะท้อนจากผู้ใช้งานจริง

    ยึดโยงกับรัฐสภา(Parliamentary Oversight) แม้จะเป็นเงินนอกงบประมาณ แต่ควรมีการรายงานภาพรวมการใช้จ่ายและผลสัมฤทธิ์ต่อรัฐสภาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้การใช้จ่ายงบดิจิทัลของรัฐเป็นไปอย่างบูรณาการ

    กองทุนดีอีมีศักยภาพและเม็ดเงินพร้อมที่จะพลิกโฉมประเทศ คำถามสำคัญในวันนี้จึงไม่ใช่ “กองทุนนี้ควรมีอยู่หรือไม่” แต่คือ ทำอย่างไรให้ขุมทรัพย์นี้ ทำงานได้เต็มศักยภาพ โปร่งใส และสร้างโอกาสให้คนไทยได้อย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/de-fund-digital-economy-fund-thailand-explained&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1H0XTrOdbCobjycmtfXcnd

  • เปิดแผนใหญ่ ‘EEC’ ยกระดับกาแฟแปดริ้ว เชื่อมคาเฟ่-ท่องเที่ยว-เศรษฐกิจชุมชน

    เปิดแผนใหญ่ ‘EEC’ ยกระดับกาแฟแปดริ้ว เชื่อมคาเฟ่-ท่องเที่ยว-เศรษฐกิจชุมชน

    เปิดแผนใหญ่ ‘EEC’ ยกระดับกาแฟแปดริ้ว เชื่อมคาเฟ่-ท่องเที่ยว-เศรษฐกิจชุมชน

    ดร.ดารินันท์ นันทวงค์ รักษาการผู้อำนวยการสำนักพัฒนาพื้นที่และชุมชน สายงานพื้นที่และชุมชน สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการนำร่องการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ควบคู่กับการลงทุนขนาดใหญ่ ผ่านความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และชุมชนในพื้นที่ 

    โดยแนวทางการพัฒนาด้านกาแฟเป็นหนึ่งในต้นแบบที่สะท้อนแนวทางดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งแนวทางการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรืออีอีซี (EEC) จะให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างการลงทุนและการพัฒนาคน โดยส่งเสริมให้ประชาชน ชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่นสามารถเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่คุณค่าของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในพื้นที่ การสนับสนุนโครงการผ่านกองทุนพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก จึงเป็นอีกกลไกสำคัญในการสร้างโอกาสใหม่ให้กับชุมชน ยกระดับศักยภาพของพื้นที่

    เปิดแผนใหญ่ ‘EEC’ ยกระดับกาแฟแปดริ้ว เชื่อมคาเฟ่-ท่องเที่ยว-เศรษฐกิจชุมชน

    ทั้งนี้ ล่าสุดจึงได้ดำเนินการร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ (มรร.) จังหวัดฉะเชิงเทรา และบริษัท เขาช่อง กรุ๊ป จำกัดในการต่อยอดศักยภาพการปลูกกาแฟ ผลิตภัณฑ์และบริการ การท่องเที่ยว สู่การสร้างอาชีพและรายได้ใหม่ให้กับประชาชนในพื้นที่ เพื่อสร้างโอกาสทางการตลาดหรือการพัฒนากิจกรรม ภายใต้โครงการสร้างการรับรู้ของประชาชนในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับบทบาทของ สกพอ.

    การดำเนินการดังกล่าวเพื่อนำร่องไปสู่การต่อยอดในโครงการการยกระดับมูลค่ากาแฟแปดริ้วด้วยนวัตกรรมและอัตลักษณ์ท้องถิ่น สู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์เชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy City) อย่างยั่งยืน ที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มีเป้าหมายสร้างองค์ความรู้ พัฒนาผลิตภัณฑ์ และเชื่อมโยงเครือข่ายทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ชุมชน

    ตัวอย่างโมเดลพัฒนาแบบ PPP

    นอกจากนี้ ความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นตัวอย่างของโมเดลการพัฒนาแบบ Public-Private Partnership (PPP) ที่ไม่ได้วัดผลสำเร็จจากเม็ดเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับการสร้างคน สร้างองค์ความรู้ สร้างอาชีพ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับชุมชน เพื่อให้ประชาชนสามารถเติบโตไปพร้อมกับการพัฒนาของพื้นที่ EEC ได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

    เปิดแผนใหญ่ ‘EEC’ ยกระดับกาแฟแปดริ้ว เชื่อมคาเฟ่-ท่องเที่ยว-เศรษฐกิจชุมชน

    รศ. ดร.ดวงพร ภู่ผะกา อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ กล่าวว่า จังหวัดฉะเชิงเทรามีศักยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์จากฐานทรัพยากรเดิม ทั้งภาคเกษตร อาหาร และวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยกาแฟแปดริ้วสามารถต่อยอดสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มได้ตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การปลูก การแปรรูป การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ การเปิดร้านกาแฟ ไปจนถึงการเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเชิงอาหาร 

    ฮับองค์ความรู้ศึกษาศักยภาพปลูกกาแฟ

    มรร. จึงเข้ามาเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ในการศึกษาศักยภาพการปลูกกาแฟ พัฒนาผลิตภัณฑ์ ถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เกษตรกรและผู้ประกอบการ รวมถึงสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน เพื่อผลักดันให้ฉะเชิงเทราก้าวสู่การเป็น เมืองแห่งคาเฟ่และศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านกาแฟของภาคตะวันออกในอนาคต

    อย่างไรก็ดี อีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนของความร่วมมือดังกล่าวคือ บริษัท เขาช่อง กรุ๊ป จำกัด ซึ่งอยู่ระหว่างการขึ้นทะเบียนเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร (บางปะกง) โดยมุ่งยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมกาแฟไทยผ่านนวัตกรรม องค์ความรู้ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจและชุมชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

    ปลดล็อกศักยภาพใหม่กาแฟไทย

    นายอาวิทธ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้บริหาร บริษัท เขาช่อง กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า การสร้างระบบนิเวศแห่งความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคเอกชน และชุมชน จะช่วยปลดล็อกศักยภาพใหม่ๆ ให้กับผลิตภัณฑ์กาแฟไทย ทั้งในด้านนวัตกรรม การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการสร้างอัตลักษณ์ที่โดดเด่นยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของกาแฟไทยในตลาดโลก 

    การดำเนินการร่วมกันดังกล่าวเป็นการสร้างคุณค่าระยะยาวให้กับชุมชน สังคม และเศรษฐกิจของประเทศ ผ่านการผสานองค์ความรู้ ทรัพยากร และศักยภาพของทุกภาคส่วน เพื่อให้กาแฟไทยสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง ยั่งยืน และเป็นที่ยอมรับในเวทีสากลต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/661872&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RfvG2AjntKijPglK3B86i

  • เจาะลึก IMD 2026 ไทยขยับขึ้นอันดับ 26 แล้วทำไม

    เจาะลึก IMD 2026 ไทยขยับขึ้นอันดับ 26 แล้วทำไม

    ผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศประจำปี 2026 โดย World Competitiveness Center (WCC) ภายใต้สถาบัน International Institute for Management Development (IMD) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จัดให้ประเทศไทยขยับขึ้นจากเดิม 4 อันดับสู่ อันดับที่ 26 ของโลก อันเป็นผลจากอันดับที่ดีขึ้นในด้านประสิทธิภาพของภาคธุรกิจที่ปรับขึ้นถึง 3 อันดับ และโครงสร้างพื้นฐานที่ปรับขึ้น 2 อันดับ ในขณะที่ประสิทธิภาพของภาครัฐมีอันดับคงที่ และสมรรถนะทางเศรษฐกิจลดลง 2 อันดับจากปีก่อน 

    IMD WCC จัดอันดับความสามารถในการแข่งขัน (World Competitiveness Rankings) ซึ่งเป็นการวัดความสามารถของแต่ละเขตเศรษฐกิจในการนำจุดแข็งของตนมาสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว โดยพิจารณาจาก 4 ปัจจัย (factors) ได้แก่ ปัจจัยด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจ (Economic Performance) ปัจจัยด้านประสิทธิภาพของภาครัฐ (Government Efficiency) ปัจจัยด้านประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ (Business Efficiency) และปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ผ่านการวิเคราะห์ด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ (Hard Data) ที่รวบรวมจากแหล่งข้อมูลสถิติต่าง ๆ ร่วมกับการสำรวจความเห็นของผู้บริหาร (Executive Opinion Survey) ซึ่งสำรวจผู้บริหารระดับสูงจากภาคเอกชนเป็นประจำอย่างต่อเนื่องทุกปี

    สำหรับการจัดอันดับปี 2569 สิงคโปร์ กลับมาทวงตำแหน่งเขตเศรษฐกิจที่มีความสามารถแข่งขันสูงที่สุดในโลกคืนจากสวิตเซอร์แลนด์ หลังจากที่เคยขึ้นสูงสุดถึงอันดับ 1 มาแล้วในปี 2567 แม้ว่าปัจจัยด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจจะหล่นลงไป 2 อันดับไปเป็นอันดับที่ 3 แต่การปรับตัวขึ้นของปัจจัยด้านประสิทธิภาพของภาคธุรกิจที่ขยับตัวขึ้นถึง 7 อันดับเป็นอันดับที่ 1 รวมไปถึงปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ปรับขึ้น 1 อันดับมาเป็นอันดับที่ 5 และปัจจัยด้านประสิทธิภาพของภาครัฐยังคงรักษาตำแหน่งอันดับที่ 3 ต่อเนื่องอีกหนึ่งปี ทำให้สิงคโปร์กลับมาเป็นอันดับ 1 อีกครั้งด้วยการที่ทั้ง 4 ปัจจัยหลักยังคงเกาะกลุ่มผู้นำได้ทั้งหมด

    ส่วนอันดับที่ 2 กลายเป็น ฮ่องกง ที่สามารถขยับอันดับขึ้นจากเดิมมาหนึ่งอันดับ โดยสาเหตุหลักคือปัจจัยด้านประสิทธิภาพของภาครัฐที่ยังคงรักษาอันดับที่ 2 ได้ต่อเนื่องอีกหนึ่งปี ในขณะที่ สวิตเซอร์แลนด์ ร่วงลงไปเป็นอันดับ 3 ด้วยสาเหตุสำคัญคือการชะงักงันของเงินทุนไหลเข้า การจ้างงานที่ลดลง และต้นทุนค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากบริบททางภูมิรัฐศาสตร์และความขัดแย้งต่างๆ จนทำให้การเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจชะลอตัว และปัจจัยด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจของสวิตเซอร์แลนด์ลดลงถึง 24 อันดับไปเป็นอันดับที่ 37

    IMD 2026 ปรับตัวชี้วัดใหม่ เน้น AI ไม่ใช่แค่ Digital และเพิ่ม ‘เวียดนาม’ เป็นเขตเศรษฐกิจที่ 70 

    ข้อแตกต่างในปี 2569 IMD WCC ขยายขอบเขตการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันให้ครอบคลุมเขตเศรษฐกิจที่มีบทบาทในเวทีระดับโลกมากยิ่งขึ้น ซึ่งเขตเศรษฐกิจใหม่ที่มีการนำมาจัดอันดับเพิ่มเติม ได้แก่ เวียดนาม ทำให้การจัดอันดับในปี 2569 ครอบคลุมทั้งสิ้น 70 เขตเศรษฐกิจ ใน 6 ทวีปทั่วโลก 

    นอกจากนี้ IMD WCC ยังปรับปรุงตัวชี้วัด (indicators) ที่ใช้ในการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขัน โดยมีการปรับรายละเอียดถึง 11 ตัวชี้วัด ประกอบด้วย การนำตัวชี้วัดที่เป็นเพียง Background Data และไม่ได้ใช้ในการจัดอันดับให้เข้ามาอยู่ในการจัดอันดับ ได้แก่ Apartment rent และการเปลี่ยนนิยามหรือแหล่งของข้อมูล เช่น ตัวชี้วัด Start-ups days จากจำนวนวันที่ใช้ในกระบวนการจดทะเบียนธุรกิจตามแบบสำรวจ Doing Business ของธนาคารโลก มาเป็นจำนวนวันโดยเฉลี่ยที่ใช้ในการได้มาซึ่งใบอนุญาตในการประกอบธุรกิจตามแบบสำรวจ Business Ready ของธนาคารโลก 

    หรือการเปลี่ยนรูปแบบและขอบเขตของตัวชี้วัด เช่น ตัวชี้วัด Remuneration of management เป็น Remuneration in high skilled professions โดยขยายขอบเขตจากเดิมที่พิจารณาผู้บริหารและแรงงานทักษะสูงเพียงบางกลุ่ม มาเป็นครอบคลุมค่าเฉลี่ยของแรงงานทักษะสูงทั้งหมด

    อีกประเด็นสำคัญของ IMD ปีนี้คือ การปรับเปลี่ยนตัวชี้วัดจากคำว่า Digital ไปสู่ AI อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งส่งผลให้คะแนนด้านโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีของไทยร่วงลงถึง 7 อันดับ เพราะไทยยังขาดแคลนทั้ง AI Skills, การลงทุนใน AI จากภาคธุรกิจ และกฎระเบียบที่รองรับด้านนี้อย่างเหมาะสม

    TMD วิเคราะห์ผล IMD ชี้อันดับไทยขยับขึ้น แต่ยังไม่เพียงพอที่ทำให้ขีดความสามารถการแข่งขันดีขึ้นในระยะยาว

    สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) โดยศูนย์เพื่อการพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน วิเคราะห์ผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศประจำปี 2569 ในภาพรวมดังนี้

    • สิงคโปร์ เป็นเขตเศรษฐกิจที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงที่สุดในโลกในปีนี้ รองลงมาได้แก่ ฮ่องกง ในขณะที่ สวิตเซอร์แลนด์ เลื่อนจากอันดับที่ 1 ในปี 2568 ไปเป็นอันดับ 3 
    • เขตเศรษฐกิจที่ได้รับการจัด 10 อันดับสูงสุด แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลง ยกเว้น สหรัฐอเมริกา ที่เลื่อนขึ้นจากอันดับที่ 13 ในปี 2568 มาเป็นอันดับที่ 10 ในขณะที่ กาตาร์ เลื่อนจากอันดับที่ 9 ในปีที่แล้วไปเป็นอันดับที่ 11 ในปีนี้ 
    • เขตเศรษฐกิจในเอเชียอยู่ในอันดับสูงสุด 5 อันดับแรกถึง 3 เขตเศรษฐกิจ ได้แก่ สิงคโปร์ ฮ่องกง และไต้หวัน ทั้งนี้ IMD ได้เพิ่มเวียดนามเข้ามาในการจัดอันดับเป็นครั้งแรก ทำให้มีจำนวนเขตเศรษฐกิจที่ได้รับการจัดอันดับเพิ่มขึ้นเป็น 70 เขตเศรษฐกิจ 

    เมื่อเปรียบเทียบกับเขตเศรษฐกิจอื่นๆ ในกลุ่มอาเซียนที่ได้รับการจัดอันดับรวม 6 ประเทศ ไทยอยู่ในอันดับที่ 3 ของกลุ่ม รองจากสิงคโปร์และมาเลเซียที่มีอันดับที่ 1 และ 15 ตามลำดับ 

    ด้านปัจจัยหลักที่ IMD ใช้ในการจัดอันดับ 4 ด้าน ได้แก่ สมรรถนะทางเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพของภาครัฐ ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ และโครงสร้างพื้นฐาน ที่ประกอบด้วยตัวชี้วัดที่ใช้ข้อมูลสถิติจำนวน 172 ตัวชี้วัด และการสำรวจความคิดเห็นผู้บริหารภาคธุรกิจอีก 92 ตัวชี้วัด รวมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 264 ตัวชี้วัด พบว่าประเทศไทยมีผลการจัดอันดับในแต่ละด้าน ดังนี้

    • 1. สมรรถนะทางเศรษฐกิจ (Economic Performance) 

    ปรับลดลงเล็กน้อยจากอันดับที่ 8 เป็นอันดับที่ 10 โดยเป็นผลจากปัจจัยย่อยด้านการค้าระหว่างประเทศ (International Trade) ที่ปรับลดลง 5 อันดับมาเป็นอันดับที่ 9 และการจ้างงาน (Employment) ที่ลดลงจากอันดับที่ 3 เป็นอันดับที่ 4 ถึงแม้ปัจจัยย่อยด้านเศรษฐกิจภายในประเทศ (Domestic Economy) จะมีอันดับคงเดิมที่อันดับ 38 และการลงทุนระหว่างประเทศ (International Investment) ขยับขึ้น 6 อันดับเป็นอันดับที่ 24 และปัจจัยย่อยด้านราคา (Prices) ที่ดีขึ้น 1 อันดับเป็นอันดับที่ 12 ก็ตาม

    • 2. ประสิทธิภาพของภาครัฐ

    ยังคงอยู่ในอันดับที่ 32 เท่ากับปีก่อน แม้ว่าปัจจัยย่อยเกือบทั้งหมดจะปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ ด้านนโยบายภาษี (Tax Policy) ขยับขึ้น 1 อันดับเป็นอันดับที่ 7 ด้านการคลังสาธารณะ (Public Finances) ขยับขึ้น 2 อันดับเป็นอันดับที่ 29 กรอบการบริหารภาครัฐ (Institutional Framework) ขยับขึ้น 3 อันดับเป็นอันดับที่ 46 กรอบการบริหารสังคม (Societal Framework) ขยับขึ้น 6 อันดับเป็นอันดับที่ 39 และปัจจัยย่อยด้านกฎหมายและกฎระเบียบทางธุรกิจ (Business Legislation) คงเดิมที่อันดับที่ 40 ซึ่งจะเห็นได้ว่ายังคงมีปัจจัยย่อยถึง 3 ด้านที่ยังมีอันดับค่อนข้างต่ำ โดยเฉพาะปัจจัยย่อยด้านกรอบการบริหารภาครัฐ ซึ่งประเด็นสำคัญที่เห็นได้ชัดเจนว่าเป็นความท้าทายของไทยก็เช่น การบังคับใช้กฎหมาย (rule of law) คอร์รัปชัน และความโปร่งใสของภาครัฐ (transparency) ยังคงอยู่ระดับต่ำในอันดับที่ 57 52 และ 51 ตามลำดับ 

    นอกจากนี้ อันดับของปัจจัยย่อยด้านกฎหมายและกฎระเบียบทางธุรกิจซึ่งมีตัวชี้วัดจากความคิดเห็นของผู้บริหารภาคธุรกิจถึง 13 จาก 19 ตัวชี้วัด สะท้อนให้เห็นว่ากฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจยังเป็นประเด็นที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ

    • 3. ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ 

    ขยับขึ้นจากอันดับที่ 24 มาอยู่ในอันดับที่ 21 โดยปัจจัยย่อยด้านผลิตภาพและประสิทธิภาพ (Productivity and Efficiency) ปรับตัวดีขึ้น 2 อันดับเป็นอันดับที่ 37 ด้านตลาดแรงงาน (Labor Market) ขยับขึ้นถึง 7 อันดับเป็นอันดับที่ 10 ด้านภาคการเงิน (Finance) ขยับขึ้นถึง 6 อันดับ มาอยู่ในอันดับที่ 31 และด้านการบริหาร (Management Practices) ขยับตัวขึ้น 2 อันดับเป็นอันดับที่ 24 โดยปัจจัยย่อยด้านค่านิยมและทัศนคติ (Attitudes and Values) เป็นปัจจัยย่อยเดียวที่มีอันดับลดลง โดยลดลง 3 อันดับเป็นอันดับที่ 25 จากผลสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหาร ทั้งนี้ในปัจจัยย่อยด้านผลิตภาพและประสิทธิภาพที่ถึงแม้จะมีอันดับดีขึ้นแต่เมื่อวิเคราะห์ลงไปในระดับตัวชี้วัดพบว่าประเทศไทยยังผลิตภาพต่ำทั้งในภาพรวม ผลิตภาพของแรงงาน และผลิตภาพของแต่ละภาคส่วนของเศรษฐกิจ จึงเป็นประเด็นที่มีความสำคัญเร่งด่วนที่จะต้องพัฒนาเพื่อแข่งขันได้ภายใต้สถานการณ์โลกปัจจุบัน

    • 4. โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) 

    ขยับขึ้นจากอันดับที่ 47 เป็นอันดับที่ 45 โดยปัจจัยย่อยด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน (Basic Infrastructure) ปรับตัวดีขึ้นถึง 5 อันดับเป็นอันดับที่ 20 ในขณะที่ด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม (Health and Environment) และด้านการศึกษา (Education) ถึงแม้จะมีการปรับตัวดีขึ้นจากอันดับที่ 58 และ 55 เป็นอันดับที่ 56 และ 52 ตามลำดับ แต่ก็ยังคงอยู่ในอันดับต่ำที่ต้องเร่งพัฒนาต่อไป ส่วนปัจจัยย่อยด้านโครงสร้างทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Infrastructure) คงที่ในอันดับที่ 37 ส่วนใน ด้านโครงสร้างด้านเทคโนโลยี (Technological Infrastructure) ลดลงถึง 7 อันดับเป็นอันดับที่ 39  เป็นผลจากการมีตัวชี้วัดใหม่ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เพิ่มขึ้นในปีนี้

    เมื่อดูภาพรวมปัจจัยที่เป็น Key Attractiveness Indicators ของไทยในปี 2569 จะเห็นว่าไทยไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงจากปีก่อนๆ มากนัก โดยประเด็นที่เป็นจุดเด่นของประเทศไทยยังคงเป็นด้านที่เกี่ยวข้องกับทัศนคติที่เปิดกว้างและความเป็นมิตรในทางธุรกิจ โครงสร้างพื้นฐาน และต้นทุนที่แข่งขันได้ ในขณะที่ประเด็นที่เป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญในการดำเนินธุรกิจ ได้แก่ ระบบภาษีที่แข่งขันได้ ระบบกฎหมายที่มีประสิทธิภาพ ความสามารถของภาครัฐ รวมถึงการศึกษาในขั้นสูง ยังคงได้รับการเลือกในสัดส่วนที่ต่ำกว่า ซึ่งแตกต่างจากกลุ่มประเทศที่มีอันดับความสามารถในการแข่งขันในอันดับต้นๆ

    ผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศข้างต้น สะท้อนให้เห็นว่า แม้ประเทศไทยจะมีอันดับความสามารถในการแข่งขันที่ดีขึ้นกว่าปีก่อนหน้า แต่ก็ ‘ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันที่ดีขึ้นในระยะยาว’ โดยประเด็นที่ต้องเร่งดำเนินการทั้งในด้านพื้นฐาน เช่น ผลิตภาพและประสิทธิภาพ สุขภาพและสิ่งแวดล้อม และการศึกษา รวมถึงปัจจัยสำคัญของการแข่งขันในโลกแห่งอนาคตคือเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ IMD ใช้เป็นตัวชี้วัดในการจัดอันดับปีนี้ถึง 9 ตัวชี้วัดด้วยกัน 

    ทำไม ‘เวียดนาม’ ถึงเป็นม้ามืดที่กำลังหายใจรดต้นคอ?

    หลังผลการจัดอันดับ IMD 2026 ออก คุณธีรนันท์ ศรีหงส์ ประธาน TMA และทีมวิเคราะห์วิจัย เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนสัมภาษณ์กลุ่มย่อยในวันถัดมา โดย Techsauce สอบถามถึงประเด็นอันดับไทยกับเวียดนาม ที่ตามกันมาแบบหายใจรดต้นคอ ทั้งที่เวียดนามเข้าร่วมการจัดอันดับเป็นปีแรก ซึ่งคุณธีรนันท์ให้คำตอบในหลายมิติที่สำคัญ ดังนี้

    • สมรรถนะทางเศรษฐกิจ – คุณธีรนันท์กล่าวถึงภาพรวมว่า ไทยยังอยู่ในอันดับที่ดีกว่าเวียดนาม (ไทยอันดับ 10 เวียดนามอันดับ 19) โดยไทยมีจุดแข็งในเรื่องของอัตราการว่างงานที่ต่ำกว่าและเงินเฟ้อที่ควบคุมได้ดี รวมถึงประชากรยังมีรายได้ที่นำไปใช้จ่ายได้จริง (Disposable income) มากกว่าเวียดนาม และแม้การเติบโตด้าน GDP และภาคส่งออกของเวียดนามนำหน้าแบบทิ้งห่างไทยไปแล้ว แต่เมื่อหารเฉลี่ยต่อหัว พบว่าคนไทยยังมีกำลังซื้อสูงกว่าคนเวียดนาม

    • โครงสร้างพื้นฐาน – คุณธีรนันท์อธิบายว่า ไทยทำคะแนนได้ดีกว่ามากในกลุ่ม โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ (Hard Infrastructure) เช่น ระบบโทรคมนาคม (อินเทอร์เน็ต Bandwidth กว้าง), ถนนหนทาง และท่าเรือที่มีคุณภาพสูงระดับโลก 

      แต่ความน่ากลัวคือ หากรัฐบาลเวียดนามอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนมหาศาลเข้าไปในโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ ก็สามารถพัฒนาทันประเทศไทยได้ในเวลาไม่นาน ในขณะที่ปัญหาหลักของไทยเป็นสิ่งที่ใช้เงินแก้ปัญหาในระยะสั้นไม่ได้

      “โครงสร้างพื้นฐานที่เวียดนามตามหลัง เอาเงินอัดฉีดเข้าไปก็แก้ได้ แต่ปัญหาของไทยคือ ‘คุณภาพคน’ ซึ่งเป็นสิ่งที่ใช้เงินแก้ปัญหาในระยะสั้นไม่ได้” คุณธีรนันท์กล่าว

    • ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจและการเงิน – โครงสร้างพื้นฐานด้านการเงินและการธนาคารของไทยพัฒนาไปไกลกว่าเวียดนาม ทำให้ภาคธุรกิจในไทยเข้าถึงแหล่งเงินทุนและการกู้ยืมได้ง่ายกว่า นอกจากนี้ไทยยังมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำธุรกิจ (Business Friendly Environment) มากกว่า แต่เวียดนามกลับมีความโดดเด่นกว่าในเรื่องของความยืดหยุ่นและการเป็นเถ้าแก่ (Entrepreneurship) ที่พร้อมดิ้นรนต่อสู้ในการทำธุรกิจ

    • คุณภาพแรงงานและทัศนคติ (Human Capital & Attitude) – เวียดนามได้รับคะแนนความน่าดึงดูดใจ (Attractiveness) ด้าน แรงงานที่มีทักษะ (Skilled Workforce) สูงกว่าไทย คุณธีรนันท์เน้นย้ำว่าคนเวียดนามมีความกระตือรือร้นและมีทัศนคติเชิงบวกในการพัฒนาตนเองสูงมาก 

      “คนเวียดนาม หิวกระหายการเรียนรู้ มีทัศนคติที่กระตือรือร้น ทำงานเสร็จตอน 5 โมงเย็น ก็ไปเรียนภาษาอังกฤษ หรือขวนขวายความรู้ด้านวิทยาศาสตร์เพิ่ม” 

      ในขณะที่ไทยมีความท้าทายอย่างหนักเรื่องประชากรสูงวัย และคุณภาพระบบการศึกษาที่ยังแก้ไม่ตก แม้ว่าในปัจจุบันผลิตภาพแรงงาน (Productivity) ของไทยจะยังสูงกว่าเวียดนามก็ตาม ในประเด็นนี้ คุณธีรนันท์จึงชี้ให้เห็นว่า นี่คือจุดตายและเป็นปัจจัยที่เปราะบางที่สุดของประเทศไทย 

    • มิติภาพลักษณ์และพลวัตทางเศรษฐกิจ – ผู้บริหารในเวียดนามมีมุมมองเชิงบวกต่อประเทศของตนเองสูงกว่าไทยมาก อีกทั้งเวียดนามยังได้รับการประเมินว่ามีพลวัตทางเศรษฐกิจ (Dynamism of economy) มีนโยบายที่ยืดหยุ่น ปรับได้ไว (Adaptability of government policy) และมีความได้เปรียบด้านต้นทุน (Cost competitiveness) ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยดึงดูดความสนใจจากนักลงทุน

    สิ่งที่ TMA มองว่าเป็นข้อท้าทายสำหรับไทยในปี 2569 

    แม้อันดับ 26 ของประเทศไทยในปีนี้เป็นการขยับขึ้นจากปีที่ผ่านมา แต่ทาง TMA ย้ำว่า ไทยไม่สามารถชะล่าใจได้ เพราะหากพิจารณา ‘ไส้ใน’ จะพบว่าเรากำลังเสียเปรียบเวียดนามในจุดที่เป็น ‘เครื่องยนต์แห่งอนาคต’ และอีกหลายด้านที่เทียบกับประเทศต่างๆ แล้ว เรียกได้ว่าอยู่ท้ายๆ ของการจัดอันดับ อาทิ ด้านกฎหมายและระเบียบต่างๆ (Rule of law) ทั้งในมุมการออกกฎและบังคับใช้

    อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่เขตเศรษฐกิจที่เป็นผู้นำในด้านขีดความสามารถในการแข่งขันไม่ว่าจะเป็น สิงคโปร์ ฮ่องกง หรือสวิตเซอร์แลนด์ มีร่วมกันคือ ความสามารถเชิงสถาบัน (institutional capacity) ที่ทำให้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเชื่อมั่นมากพอที่จะคาดการณ์และตัดสินใจดำเนินการต่างๆ ที่ส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการลงทุน การค้นคว้าวิจัย หรือการสร้างความร่วมมือเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกัน

    สำหรับประเทศไทย TMA ตอกย้ำว่า ผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในปี 2569 ช่วยส่งสัญญาณเตือนถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ว่ามีความท้าทายใหม่ๆ ที่จำเป็นต้องให้ความสนใจและดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ตั้งแต่การเตรียมความพร้อมด้านทรัพยากรมนุษย์ กฎหมายและกฏระเบียบที่ไม่สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลง ความไม่มั่นใจต่อศักยภาพในการยืดหยุ่นและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของภาคเอกชน และความพร้อมเชิงโครงสร้างเทคโนโลยีในการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงประเด็นด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะส่งผลถึงคุณภาพชีวิตและความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว

    และยังปิดท้ายด้วยข้อท้าทายสำหรับประเทศไทยในปี 2569 ดังนี้

    • การดำเนินมาตรการที่จำเป็นเพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานโลกและการหยุดชะงักของห่วงโซ่มูลค่า (value-chain)
    • การเพิ่มการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยมุ่งเน้นไปที่การผลิตในอุตสาหกรรมขั้นสูง บริการทางดิจิทัล และเศรษฐกิจสร้างสรรค์
    • การเสริมสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาค ให้เป็นกลไกสำคัญในการจัดการความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์
    • การส่งเสริมการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อเพิ่มผลิตภาพและลดช่องว่างด้านทักษะของแรงงาน
    • การปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจเพื่อรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ ที่ประเทศต้องเผชิญในปัจจุบัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/news/insight-imd-world-competitiveness-thailand-2026-by-tma&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Di1Dx0F7XB6BND1_d0ifv

  • ฟื้นป่าชายเลน 100 ไร่ สร้างปอดกลางเมืองระยอง

    ฟื้นป่าชายเลน 100 ไร่ สร้างปอดกลางเมืองระยอง

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/agriculture-65&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28EQNEBptCFxvefd243_zX

  • บิ๊กหยม ฟังทุกข์ชาวบ้าน ตะลุย 3 ย่าน ชู ‘กรุงเทพตลาดสะอาด’ ชุบชีวิตเศรษฐกิจฐานราก

    บิ๊กหยม ฟังทุกข์ชาวบ้าน ตะลุย 3 ย่าน ชู ‘กรุงเทพตลาดสะอาด’ ชุบชีวิตเศรษฐกิจฐานราก

    ‘บิ๊กหยม’ ลุยพื้นที่ประชานิเวศน์ 1-ลาดพร้าว-สะพาน 2 ชูนโยบาย “กรุงเทพตลาดสะอาด” ชุบชีวิตเศรษฐกิจปากท้อง เผยชาวบ้านยื่นข้อร้องเรียน 3 ประเด็นปมงบ กทม.-สาธารณูปโภคพัง

    เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช หรือ “บิ๊กหยม” อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ในฐานะผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เบอร์ 12 จากพรรคเศรษฐกิจ ลงพื้นที่เพื่อพบปะประชาชนและพ่อค้าแม่ค้าอย่างต่อเนื่อง โดยได้ลงพื้นที่ ตลาดประชานิเวศน์ 1 ซ้ำอีกครั้ง เพื่อยืนยันว่า ปัญหาที่ทางพรรคได้รับเรื่องร้องเรียนมาจากชาวบ้านจะได้รับการแก้ไขอย่างแน่นอน

    ทีมงานพรรคเศรษฐกิจ เปิดเผยว่า หลังจากลงพื้นที่รับฟังพ่อค้าแม่ค้าและชาวบ้านก่อนหน้านี้ พบว่าประชาชนต้องทนทุกข์กับปัญหาซ้ำซากที่ไร้การเหลียวแล โดยชาวบ้านตั้งคำถามหนักถึงความโปร่งใสในการบริหารเงินงบประมาณ และความไม่ชอบมาพากลในการต่อสัญญาค่าที่จอดรถ ระบบสาธารณูปโภค ปัญหาท่อน้ำอุดตันเรื้อรังยาวนานอย่างไร้การแก้ไข ทำให้น้ำท่วมขัง ชื้นแฉะ สกปรก และส่งกลิ่นเหม็นเน่าทั่วตลาด รวมถึงบรรยากาศตลาดที่ทรุดโทรมทำลายการค้าขายจนเงียบเหงา พ่อค้าแม่ค้าเดือดร้อนหนัก ซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่อยู่แล้วด้วยการบริหารจัดการที่ไร้ประสิทธิภาพ

    จากนั้น เดินทางต่อไปที่ตลาดลาดพร้าวสะพาน 2 (ตลาดทรัพย์จันทร์ผัน) ซอยลาดพร้าว 47 เขตวังทองหลาง ซึ่งเป็นแหล่งรวมของกินเก่าแก่ย่านลาดพร้าว พล.ต.ท.ชาญเทพ พบว่าประสบปัญหาด้านสุขาภิบาลในลักษณะเดียวกัน โดยพื้นที่ตลาดมีความชื้นแฉะอยู่ตลอดเวลา และมีระบบระบายน้ำที่ไม่ดี ทำให้ผู้ค้าและผู้ซื้อไม่ได้รับความสะดวกสบายและความสะอาดปลอดภัยเท่าที่ควร

    พล.ต.ท.ชาญเทพ เปิดเผยว่า ตลาดสดคือหัวใจสำคัญของชุมชนและเศรษฐกิจฐานราก ตนตั้งใจที่จะเข้ามาเปลี่ยนผ่านและยกระดับตลาดเก่าแก่ของกรุงเทพฯ ให้มีมาตรฐานและมีความโปร่งใส

    “หากผมได้รับความไว้วางใจให้เข้าไปเป็นผู้ว่าฯ กทม. ผมจะจัดการปัญหาเหล่านี้อย่างเด็ดขาด และจะขับเคลื่อนนโยบาย ‘กรุงเทพตลาดสะอาด’ ทันที โดยจะนำพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง เข้ามาเป็นกลไกหลักในการจัดระเบียบและปรับปรุงระบบสุขาภิบาลอย่างจริงจัง ทั้งเรื่องการลอกท่อระบายน้ำ การปรับปรุงพื้นผิวทางเดินไม่ให้ชื้นแฉะ

    และการจัดการระบบบ่อดักไขมัน เพื่อชุบชีวิตให้ตลาดทั้ง 2 แห่ง ให้กลับมามีชีวิตชีวา มีความทันสมัย สะอาด สะดวก ปลอดภัย เอื้อต่อการทำมาค้าขาย และสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้มาจับจ่ายใช้สอยทุกคน เงินงบประมาณต้องถูกใช้อย่างคุ้มค่าและโปร่งใสที่สุด” พล.ต.ท.ชาญเทพ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.matichon.co.th/politics/bkk-election69/news_5769984&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TICRAcp7oFKFdi9cRLgg0

  • แห่ซื้อแน่นตลาด! แม่ค้าใจบุญเทกระจาดเงาะโลละ 10 บาท ช่วยชาวบ้านฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ

    แห่ซื้อแน่นตลาด! แม่ค้าใจบุญเทกระจาดเงาะโลละ 10 บาท ช่วยชาวบ้านฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ

    ภูมิภาค

    แห่ซื้อแน่นตลาด! แม่ค้าใจบุญเทกระจาดเงาะโลละ 10 บาท ช่วยชาวบ้านฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ

    วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.21 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ชัยนาท – แม่ค้าใจบุญคืนกำไรให้ลูกค้า สู้พิษเศรษฐกิจ นำผลไม้คุณภาพดีมาเทกระจาดขายในราคาสุดประหยัด โดยเฉพาะเงาะขายเพียงกิโลกรัมละ 10 บาท ทำให้ประชาชนแห่ซื้อจนแน่นหน้าร้าน

    เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ตลาดสดภาษีซุง ตลาดค้าส่งสินค้าเกษตรและอาหารสดขนาดใหญ่ในตัวเมืองชัยนาท ร้านจำหน่ายผักและผลไม้ของ นางรุ้งทิพย์ อ่ำยศ อายุ 46 ปี ได้นำผลไม้ราคาประหยัดออกมาจำหน่ายให้ประชาชน ได้แก่ เงาะกิโลกรัมละ 10 บาท มังคุด สละ และลองกอง กิโลกรัมละ 25 บาท

    ผลไม้ดังกล่าวเป็นผลไม้คัดออกจากตลาดค้าส่ง บางส่วนมีตำหนิภายนอกหรือรูปลักษณ์ไม่สวยงาม แต่ยังคงรับประทานได้ตามปกติ โดยเปิดโอกาสให้ลูกค้าเลือกซื้อด้วยตนเอง พร้อมรับประกันว่าผลไม้ยังสด ไม่เน่าเสีย

    บรรยากาศภายในตลาดเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนจำนวนมากมายืนรอเลือกซื้อผลไม้ราคาถูกจนแน่นหน้าร้าน เนื่องจากช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว

    นางรุ้งทิพย์ เปิดเผยว่า ทางร้านจัดกิจกรรมลักษณะนี้มาแล้วมากกว่า 10 ครั้งในปีนี้ เพื่อคืนกำไรให้ลูกค้าและแบ่งปันรอยยิ้มให้กับคนในชุมชน โดยไม่มีการกำหนดวันล่วงหน้า หากมีผลไม้คุณภาพดีในราคาที่เหมาะสมก็จะนำมาเทกระจาดจำหน่ายทันที

    “อยากให้ทุกคนได้กินผลไม้ราคาถูกในช่วงเศรษฐกิจแบบนี้ ใครมาเจอก็ถือว่าโชคดี ได้ของดีในราคาประหยัดกลับไปกินกันทั้งครอบครัว” นางรุ้งทิพย์ กล่าว

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/480301&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00nHUC2peIZ0ZxexTcLOrw

  • “ยกเลิกฟรีวีซ่า” ความท้าทายเมืองท่องเที่ยว หาสมดุลระหว่างความมั่นคงและเศรษฐกิจ

    “ยกเลิกฟรีวีซ่า” ความท้าทายเมืองท่องเที่ยว หาสมดุลระหว่างความมั่นคงและเศรษฐกิจ

    จากการที่รัฐบาลมีมาตรการยกเลิกฟรีวีซ่า 60 วันเพื่ออุดช่องโหว่อาชญากรรมข้ามชาติที่เข้ามาดำเนินกิจกรรมผิดกฎหมาย ประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือการใช้ประเทศไทยเป็นฐานดำเนินการของเครือข่ายอาชญากรรม รวมถึงเพื่อเป็นการคัดกรองนักท่องเที่ยวเป็นกลุ่มคุณภาพให้มากขึ้น ซึ่งภาคการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ก็เห็นด้วยกับการที่จะมีการคัดกรองชาวต่างชาติที่ไม่หวังดีเข้ามาหาผลประโยชน์อย่างผิดกฎหมาย แต่ก็ควรจะมีมาตรการเพิ่มเติมออกมาเพื่อเป็นการสร้างสมดุลย์ระหว่างการปราบปรามอาชญากรรมและและการส่งเสริมการท่องเที่ยว

    Visa-free-entry-cancelled-The-challenge-for-tourism-in-Chiang Mai-SPACEBAR-Photo V01.jpg

    ไพศาล สุขเจริญ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า อยากจะให้รัฐบาลพิจารณาเพิ่มเติม เนื่องจากจังหวัดเชียงใหม่และอีกหลายจังหวัดมีกลุ่มชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาใช้ชีวิตและทำงานในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงกลุ่มที่มีศักยภาพในการสร้างรายได้ให้กับเศรษฐกิจท้องถิ่นในระยะยาวอยู่ด้วย จึงควรต้องหาช่องทางหรือมาตรการที่อำนวยความสะดวกและคัดกรองไปพร้อมๆ กัน

    “กลุ่ม Digital Nomad ที่เป็นกลุ่มคนที่ทำงานทางไกลผ่านการใช้เทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตในการหาเลี้ยงชีพ โดยไม่ผูกติดกับสถานที่ทำงานแบบเดิมๆ พวกเขาจึงสามารถเดินทางท่องเที่ยวและใช้ชีวิตอยู่ตามสถานที่ต่างๆ ทั่วโลกได้อย่างอิสระ”

    “เชียงใหม่ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่บุคคลเหล่านี้ให้ความสนใจ ทำให้เป็นการสร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่นั้นได้ เพราะเขาจะเข้ามาพักอาศัยอยู่เป็นระยะเวลานาน เช่าห้องพักในโรงแรมระดับตั้งแต่ 3 ดาวขึ้นไป มีการเปลี่ยนที่พักไปเรื่อยๆ เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศในแต่ละเดือน ถือเป็นการกระจายรายได้ด้วยทั้งที่พัก การท่องเที่ยว การจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวัน”

    Visa-free-entry-cancelled-The-challenge-for-tourism-in-Chiang Mai-SPACEBAR-Photo01.jpg

    Visa-free-entry-cancelled-The-challenge-for-tourism-in-Chiang Mai-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ไพศาล กล่าวต่อว่า ทั้งนี้จากการปรับลดฟรีวีซ่าจาก 60 วัน เหลือ 30 วัน ส่งผลให้ต้องเดินทางออกนอกประเทศ มีค่าใช้จ่ายเรื่องค่าตั๋วเครื่องบิน ยิ่งปัจจุบันราคาแพงขึ้นจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง จากเดิมที่ต้องเสียเงินต่อ 6 รอบใน 1 ปี มาเป็นเสียเงิน 12 รอบใน 1 ปี จึงส่งผลต่อการตัดสินใจของคนเหล่านี้ที่จะเข้ามายังประเทศไทย

    จึงอยากจะเสนอรัฐบาลว่ากลุ่มนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ สามารถยื่นทำเอกสาร ใบอนุญาตทำงาน หรือมีช่องทางใดที่จะให้สามารถอยู่ในประเทศไทยได้ในระยะเวลาที่นานอาจจะเป็น 6 เดือน หรือ 1 ปี อาจให้บริษัทต้นทางทำหนังสือรับรองให้ทางรัฐบาลและหน่วยงานราชการต้องช่วยกันคิดแก้ไข เพราะกลุ่มเหล่านี้ทั่วโลก ชื่นชอบในประเทศไทยมากทั้ง ค่าครองชีพ ค่าที่พักไม่แพง บรรยากาศดี รวมถึงอุปนิสัยของคนไทย รู้สึกปลอดภัย

    “หากเป็นไปได้ในเรื่องของการขอวีซ่าอยากให้รัฐบาลมีเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบที่จะมาดูแลนักท่องเที่ยวที่มาขอวีซ่าประเภทนี้โดยตรง (กลุ่ม Digital Nomad) ซึ่งปัจจุบันก็มีชาวต่างชาติให้ความสนใจหลายประเทศอย่างไรใน เอเชียก็มีชาวจีนหรือชาวเวียดนามที่ทำงานในระบบในลักษณะนี้เริ่มเข้ามาอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่มากขึ้น”

    Visa-free-entry-cancelled-The-challenge-for-tourism-in-Chiang Mai-SPACEBAR-Photo03.jpg

    Visa-free-entry-cancelled-The-challenge-for-tourism-in-Chiang Mai-SPACEBAR-Photo04.jpg

    ไพศาล กล่าวอีกว่า จากการสอบถามได้ข้อมูลว่าการขอที่จะมาทำงานในประเทศไทยทำได้ยากขึ้น เพราะวีซ่าแค่ 30 วัน แต่อยากจะอยู่ทำงานและเที่ยวได้นานกว่านั้น หากสามารถหาจุดกึ่งกลางได้ก็จะทำให้ประเทศไทยมีรายได้ก้อนใหญ่จากนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ และที่สำคัญที่สุดผลงานที่ออกมาส่งออกทั่วโลกก็จะเป็นการโปรโมทให้กับประเทศไทยไปในตัวด้วย

    Visa-free-entry-cancelled-The-challenge-for-tourism-in-Chiang Mai-SPACEBAR-Photo05-1.jpg

    Visa-free-entry-cancelled-The-challenge-for-tourism-in-Chiang Mai-SPACEBAR-Photo06.jpg

    ด้าน ผศ.ดร.ดนัยธัญ พงษ์พัชราธรเทพ รองคณบดี หัวหน้าศูนย์ CIC วิทยาลัยศิลปะ สื่อและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า มาตรการการยกเลิกฟรีวีซ่า 60 วัน กลับมาอยู่ที่ 30 วัน อาจจะมีผลทางด้านจิตวิทยา แต่นักท่องเที่ยวที่ตั้งใจมาเที่ยวอย่างเดียวที่อยู่ถึง 60 วันก็อาจจะไม่ได้มีมากนัก และน่าจะไม่ได้มีผลกระทบกับธุรกิจด้านการท่องเที่ยวโดยตรง

    ส่วนชาวต่างชาติที่ต้องการจะอยู่ในประเทศไทยให้นานขึ้นก็จะต้องไปหาช่องทางวีซ่าชนิดอื่นให้ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งใจเอาไว้ ซึ่งก็จะเป็นข้อดีของประเทศไทยว่าเราสามารถตรวจสอบและคัดกรองได้ว่าบุคคลเหล่านี้อยู่ในประเทศไทยเพื่อวัตถุประสงค์อะไร ก็จะเป็นการจัดระเบียบสร้างความปลอดภัยให้กับคนไทยและชาวต่างชาติที่มาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

    Visa-free-entry-cancelled-The-challenge-for-tourism-in-Chiang Mai-SPACEBAR-Photo V02.jpg

    ผศ.ดร.ดนัยธัญ กล่าวต่อว่าสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในกลุ่ม Digital Nomad ที่ก่อนหน้านี้ก็เข้ามาจำนวนมากจากมาตรการฟรีวีซ่า 60 วัน ที่เป็นปัจจัยดึงดูดให้ชาวต่างชาติกลุ่มนี้เข้ามายังประเทศไทยเพราะสะดวกและมีค่าใช้จ่ายไม่มาก ซึ่งก็ต้องยอมรับว่ากลุ่มนี้ก็สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยได้ และหากกลุ่มนี้หายไปก็จะทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสในการดึงกลุ่มคนที่ดีๆเหล่านี้ได้

    “ดังนั้นหลังจากนี้ก็ต้องมีการไปดูนโยบายเกี่ยวกับวีซ่าที่จะให้กับกลุ่ม Digital Nomad ว่าถ้าหากเราสามารถสร้างความน่าสนใจในการที่จะดึงดูดให้บุคคลเหล่านี้เข้ามาอยู่เป็นช่วงเวลา เช่น 2 ถึง 3 เดือน และทำให้เขาสามารถทำงานทางไกลได้อย่างสะดวก ส่วนรายได้ที่เราจะได้จากกลุ่มนี้ ก็คือการที่เขามาใช้ชีวิตในประเทศไทย หรือในอนาคตที่อาจจะทำให้เกิดธุรกิจใหม่ร่วมกับคนไทยตรงนี้น่าจะเป็นโอกาสอีกด้านหนึ่ง”

    Visa-free-entry-cancelled-The-challenge-for-tourism-in-Chiang Mai-SPACEBAR-Photo08.jpg

    ผศ.ดร.ดนัยธัญ กล่าวอีกว่า หลังจากนี้หากประเทศไทยต้องการที่จะรองรับกลุ่มชาวต่างชาติที่มาทำงานในลักษณะของ Digital Nomad ก็อาจจะต้องมองถึงพื้นที่ที่สามารถรองรับและอำนวยความสะดวกให้กับกลุ่มนี้ได้ อย่างเช่นอุปกรณ์หรืออินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และพัฒนาเป็นคอมมูนิตี้เป็นพื้นที่ที่ให้คนไทยและคนต่างชาติได้มีโอกาสพบปะหรือแลกเปลี่ยนข้อมูล และอาจจะกลายเป็นธุรกิจที่ร่วมทุนระหว่างไทยกับต่างชาติ ตรงนี้จะทำให้จังหวัดเชียงใหม่หรือที่อื่นที่เหมาะสม กลายเป็นจุดบ่มเพาะสร้างธุรกิจหน้าใหม่ขึ้นมาได้

    อย่างไรก็ตามการที่จะออกวีซ่าเกี่ยวกับ Digital Nomad จะต้องลงรายละเอียดที่ชัดเจนและมีการเชื่อมโยงกฎระเบียบระหว่างวีซ่ากับแนวนโยบายและกลยุทธ์ในการที่ทำให้เกิดผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ ทั้งในเชิงของการชาวต่างชาติเข้ามาใช้ชีวิต และเชิงทำให้เกิดธุรกิจใหม่ๆ ร่วมกับคนในพื้นที่ แต่ไทยต้องกำหนดให้ชัดเจนว่านโยบายเป็นอย่างไร การที่เข้ามาทำงานต้องอยู่ภายหน้าสายตาของภาครัฐของไทย ส่วนใครที่ไม่ปฏิบัติตามเราก็จะไม่อนุญาตหรือมีการดำเนินการตามกฎหมาย

    “การยกเลิกฟรีวีซ่า 60 วันถือว่าเหมาะสม แต่ในขณะเดียวกันก็จะต้องมีวีซ่าประเภทอื่นที่ทำให้คนที่นิยมเข้าออกหรือทำงานทางไกล และเป็นคนที่มีคุณภาพ ดึงดูดให้บุคคลเหล่านี้เข้ามา ผ่านการบริหารจัดการที่เข้มข้น ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย จึงคิดว่าเป็นแนวทางที่เราน่าจะต้องดำเนินการ ยืนยันว่าวีซ่าสำคัญมากดังนั้นต้องให้ความสำคัญเพราะเป็นสิ่งที่กำหนดว่ากลยุทธ์วีซ่าในแต่ละปีประเทศอยากจะดึงใครเข้ามา จึงต้องไปคิดว่าประเทศไทยจะให้สิทธิประโยชน์อะไรบ้าง นับเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องมีการคุยกันอย่างละเอียดตั้งแต่ต้นทาง”

    Visa-free-entry-cancelled-The-challenge-for-tourism-in-Chiang Mai-SPACEBAR-Photo09.jpg

    ผศ.ดร.ดนัยธัญ กล่าวด้วยว่า รัฐบาลควรมีการคัดกรองผู้เดินทางเข้าประเทศให้มีประสิทธิภาพ การใช้เทคโนโลยีในการตรวจสอบข้อมูล การกำหนดประเภทวีซ่าที่สอดคล้องกับรูปแบบการทำงานยุคใหม่ ตลอดจนการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่เข้ามาประกอบธุรกิจหรือทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

    “ซึ่งตรงนี้อาจเป็นคำตอบที่ช่วยให้ประเทศไทยสามารถรับมือกับปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติได้ โดยไม่สูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจจากกลุ่มนักท่องเที่ยวและผู้พำนักคุณภาพ ถือเป็นโจทย์สำคัญที่ภาครัฐจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบด้านต่อไป”

    Visa-free-entry-cancelled-The-challenge-for-tourism-in-Chiang Mai-SPACEBAR-Photo07.jpg

    Visa-free-entry-cancelled-The-challenge-for-tourism-in-Chiang Mai-SPACEBAR-Photo10.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/visa-free-entry-cancelled-the-challenge-for-tourism-in-chiang-mai&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kXQ4xWYNUGeax7w2ZiqhM

  • ลุยตรวจนอมินี 112 ร้านอาหาร ย่านห้วยขวาง จ่อเช็กอีก 49 เขต  

    ลุยตรวจนอมินี 112 ร้านอาหาร ย่านห้วยขวาง จ่อเช็กอีก 49 เขต  

    วันนี้ ( 20 มิ.ย.2569) นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมลงตรวจพื้นที่ ๆ มีความเสี่ยงสูงและติดตามเฝ้าระวังธุรกิจต่างชาติที่อาจมีการประกอบธุรกิจที่หลีกเลี่ยงกฎหมาย โดยเฉพาะนอมินีอย่างต่อเนื่อง โดยเอวันที่ 19 มิ.ย.ที่ผ่านมาผู้อำนวยการกองป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย พร้อมทีมปราบนอมินีได้ลงพื้นที่และประชุมร่วมกับคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา และคณะกรรมาธิการความมั่นคงของรัฐฯ สภาผู้แทนราษฎรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ห้วยขวางเพื่อติดตามการแก้ปัญหาธุรกิจนอมินีและแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์

    โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญในการติดตามสถานการณ์การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของกรุงเทพฯ ซึ่งมีประชากรและนักลงทุนต่างชาติอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก และทีมปราบนอมินี ของกรม ได้รายงานข้อมูลเกี่ยวกับรูปแบบการหลีกเลี่ยงกฎหมายของผู้ประกอบการที่อาจเข้าข่ายฝ่าฝืน พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ด้วยการใช้บุคคลสัญชาติไทยเข้าถือหุ้นแทน เพื่อปกปิดการเป็นเจ้าของกิจการที่แท้จริง และมีการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการ การค้าปลีก ค้าส่ง อสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจอื่นที่กฎหมายกำหนดให้เป็นกิจการสงวนสำหรับคนไทย

    พบว่ามีความพยายามใช้โครงสร้างนิติบุคคลโดยใช้คนไทยถือหุ้นแทน เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดทางกฎหมาย อันอาจส่งผลกระทบต่อการแข่งขันทางการค้าและความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจด้านความมั่นคงและการบังคับใช้กฎหมาย

    ลุยตรวจนอมินี 112 ร้านอาหาร ย่านห้วยขวาง จ่อเช็กอีก 49 เขต

    ลุยตรวจนอมินี 112 ร้านอาหาร ย่านห้วยขวาง จ่อเช็กอีก 49 เขต

    นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการฯ ได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาการใช้แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย การทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต การใช้บุคคลต่างด้าวดำเนินกิจการแทนคนไทย ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ

    อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ กรมได้นำส่งข้อมูลนิติบุคคลรวม 53 ราย ให้สำนักงาน ปปง. ตรวจสอบเส้นทางการเงินและธุรกรรมทางการเงิน และนำส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเชิงลึกในทุกมิติ เพื่อนำผู้ฝ่าฝืนกฎหมายมาลงโทษให้ถึงที่สุด พร้อมทั้งนำส่งข้อมูลให้ชุดปฏิบัติการปราบปรามคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมายให้หน่อยงานที่ตรวจสอบ ดำเนินการตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่โดยละเอียดอีกขั้นหนึ่ง

    ลุยตรวจนอมินี 112 ร้านอาหาร ย่านห้วยขวาง จ่อเช็กอีก 49 เขต

    ลุยตรวจนอมินี 112 ร้านอาหาร ย่านห้วยขวาง จ่อเช็กอีก 49 เขต

    สำหรับพื้นที่เขตห้วยขวาง กรมได้รับการสนับสนุนข้อมูลร้านอาหารที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุนจากสำนักงานเขตห้วยขวางแล้ว 112 ราย ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึก สำหรับพื้นที่อื่นในกรุงเทพมหานครอีก 49 เขต กรมได้ขอข้อมูลไปที่ทำการเขตทุกแห่งแล้ว รอการส่งข้อมูลกลับของแต่ละเขตเพื่อตรวจสอบต่อไป

    ลุยตรวจนอมินี 112 ร้านอาหาร ย่านห้วยขวาง จ่อเช็กอีก 49 เขต

    ลุยตรวจนอมินี 112 ร้านอาหาร ย่านห้วยขวาง จ่อเช็กอีก 49 เขต

    อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจกิจการค้า กล่าวอีกว่า การแก้ไขปัญหาธุรกิจนอมินีจำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้สำเร็จได้เพียงลำพังเพียงหน่วยงานเดียว ดังนั้น การป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมายในรูปแบบนอมินี ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีการบังคับใช้กฎหมายของแต่ละหน่วยงานอย่างเคร่งครัด เพื่อขจัดความเดือดร้อนของผู้ประกอบการทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่ดำเนินธุรกิจด้วยความสุจริต ความร่วมแรงร่วมใจกันที่เกิดขึ้นจะช่วยรักษาความเป็นธรรมในการแข่งขันทางการค้า คุ้มครองผู้ประกอบการไทย และสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ

    อ่านข่าว:

    ตร.ค้น 5 จุดจับ “นอมินีทุนจีน” ซื้อบ้าน-คอนโดหรูรองรับคนจีน

    แกะรอยทุนต่างชาติกลาง “ห้วยขวาง” ส่อนอมินี พบ 4 บริษัทใช้ที่อยู่เดียวกัน

    นายกฯ ตั้ง 5 คณะอนุกรรมการลุยปราบอาชญากรรมข้ามชาติ

    สแกนธุรกิจต่างชาติย่านห้วยขวาง พบ 53 ราย เข้าข่ายกลุ่มเสี่ยงนอมินี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/507296&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0za5vkGtqRsE6y8V7aiV13

  • อดีตนางงาม เปิดใจตกเป็นเหยื่อโบรกเกอร์เถื่อนคดี Forex สูญเงินกว่า 70 ล้าน | เดลินิวส์

    อดีตนางงาม เปิดใจตกเป็นเหยื่อโบรกเกอร์เถื่อนคดี Forex สูญเงินกว่า 70 ล้าน | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 19 มิ.ย. ที่ อาคารกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ ภายหลังเสร็จสิ้นการแถลงข่าวของดีเอสไอ กรณีการเปิดปฏิบัติการตรวจค้น Shutdown the laundering ซื้อขาย Forex โดยไม่ได้รับอนุญาต เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 69 โดย น.ส.ฏีร์ญาภา วิจิตรมณีวัชร์ หรือเพชร อดีตนางงาม หนึ่งในผู้เสียหาย ซึ่งได้เดินทางมาฟังแถลงข่าวด้วยตัวเอง ได้เปิดเผยถึงกลโกงของโบรกเกอร์เหล่านี้ ว่า มีการทำกันเป็นขบวนการ โดยพฤติกรรมหลัก ๆ คือ ช่วงที่นักลงทุนกำลังเทรดและได้กำไร ทางโบรกเกอร์จะแอบเข้ามาเปลี่ยนรหัสผ่าน ทำให้ระบบตัดการเชื่อมต่อระหว่างพอร์ตกับเซิร์ฟเวอร์ และทันทีที่ระบบถูกล็อก ผู้เสียหายจะไม่สามารถเข้าไปแก้ไขออร์เดอร์ หรือตั้งค่าได้ จนกระทั่งปล่อยให้พอร์ตแตกและเงินมูลค่ากว่า 20,000–30,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อพอร์ตกลายเป็นศูนย์ในพริบตา ซึ่งตนโดนในลักษณะนี้มามากกว่า 20 ครั้ง

    น.ส.ฏีร์ญาภา เผยอีกว่า ตนเสียหายไปทั้งหมด 70 ล้านบาท มีทั้งส่วนที่เทรดเสียเองและบางส่วนเข้าใจว่าถูกโบรกเกอร์เปลี่ยนพาสเวิร์ดไอดีบัญชีขณะลงทุน จึงไม่สามารถเข้าไปควบคุมหรือยกเลิกการเทรดได้ จนทำเงินลงทุนที่อยู่ในระบบเสียหายทั้งหมด หรือในวงการเทรดเรียกว่าพอร์ตแตก นอกจากนี้ ที่ผ่านมาตนถูกชักชวนจากเพื่อนสนิทให้เข้าไปร่วมลงทุนซื้อขายสกุลเงินและราคาทองคำในโบรกเกอร์ต่าง ๆ แต่ในจำนวนโบรกเกอร์ที่ปรากฏชื่อตามที่เจ้าหน้าที่แถลง มี 2 โบรกเกอร์ที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายฉ้อโกง จนทำให้ได้รับความเสียหายจำนวนกว่าหลาย 10 ล้านบาท จึงเป็นสาเหตุที่ตนเข้าให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ พร้อมมองว่าการลงทุนในลักษณะนี้ ไม่ต่างอะไรจากการพนัน หากไม่รู้จักการบริหารเงินที่ดีพอ และมีเงินลงทุนที่มากพอ อีกส่วนหนึ่งมองว่าเป็นการลงทุนที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจประเทศด้วย เนื่องจากเงินลงทุนส่วนใหญ่เป็นการลงทุนต่างประเทศ โดยที่ประเทศไทยไม่ได้ผลประโยชน์

    ส่วนกรณีในกระแสสื่อสังคมออนไลน์ในวงการเทรดหุ้นโจมตีตนเองว่าเทรดเสียเองมากกว่าถูกโบรกเกอร์ฉ้อโกงนั้น น.ส.ฏีร์ญาภา เผยว่า ตนได้ลองพิสูจน์และจับผิดพฤติกรรมกราฟของโบรกเกอร์หลายครั้งแล้ว จนสามารถจับผิดได้ว่าแต่ละบัญชีกราฟวิ่งไม่เหมือนกัน จึงเป็นอีกหนึ่งข้อมูลที่ได้ให้กับเจ้าหน้าที่ และอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาควบคุมในธุรกิจลักษณะนี้ ส่วนการลงทุนที่เสียไปกว่า 70 ล้านบาทนั้น ยอมรับว่าเครียดและเคยคิดทำร้ายตัวเอง แต่ก็พร้อมที่จะขอต่อสู้ และเริ่มดำเนินชีวิตใหม่.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5960178/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28T5pfHh5JQfRFGjht4ZI5