Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • รายงานพิเศษ : 63 ปี วว. ขับเคลื่อนนวัตกรรมไทย สู่ Net Zero ยกระดับเศรษฐกิจชาติอย่างยั่งยืน

    รายงานพิเศษ : 63 ปี วว. ขับเคลื่อนนวัตกรรมไทย สู่ Net Zero ยกระดับเศรษฐกิจชาติอย่างยั่งยืน

    วันอาทิตย์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    ในยุคที่เทคโนโลยีเป็นอาวุธสำคัญ “เศรษฐกิจ” ที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) คือ รากฐานที่ทำให้ประเทศไทยกำหนดอนาคตและสร้างขีดความสามารถการแข่งขันได้อย่างยั่งยืน โดย ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ วว. เปิดเผยว่า “63 ปี แห่งการพิสูจน์ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม” วว. มุ่งเน้นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ที่ตอบโจทย์ 4 มิติหลัก ได้แก่ 1.ตอบโจทย์สังคม นำเทคโนโลยีไปลดความเหลื่อมล้ำ สร้างอาชีพให้ชุมชน เช่น การพัฒนาปุ๋ยสั่งตัดเพื่อแก้ปัญหาปุ๋ยแพง การพัฒนาสารชีวภัณฑ์ทดแทนสารเคมีเกษตรที่ทำให้เกษตรกรไทยปลอดภัยและมีรายได้ที่มั่นคงขึ้น 2.ตอบโจทย์ประเทศ การสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่แข็งแกร่ง เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น ระบบรางและอากาศยาน ให้บริการทดสอบและรับรองมาตรฐานวัสดุอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยระดับสากล , ยานยนต์ไฟฟ้าและพลังงานสะอาด  สร้างมาตรฐานแบตเตอรี่และเชื้อเพลิงชีวภาพรองรับยุค Net Zero , เครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ ยกระดับมาตรฐานวัสดุฝังตัวและอุปกรณ์อัจฉริยะ ลดการนำเข้าเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทย  และนวัตกรรมเซลล์ต้นกำเนิด สร้างมาตรฐานความปลอดภัยและประสิทธิภาพด้านเซลล์บำบัด ยกระดับอุตสาหกรรมการแพทย์แม่นยำและ Wellness ของไทยสู่ระดับโลก 3.ตอบโจทย์เศรษฐกิจ การเปลี่ยนต้นทุนความหลากหลายทางชีวภาพของไทย ให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล ผ่านการวิจัยแปรรูปอาหารและสมุนไพรคุณภาพสูง สู่การเพิ่มมูลค่าเป็นสารสกัด ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีคุณภาพมาตรฐานสากล และ 4.ตอบโจทย์สิ่งแวดล้อม ขับเคลื่อนนโยบาย Net Zero ด้วยนวัตกรรมเศรษฐกิจหมุนเวียน เปลี่ยนวัสดุเหลือทิ้งให้เป็นทรัพยากร และยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่กระบวนการผลิตสีเขียวที่ยั่งยืน

    “ลดการนำเข้า /เพิ่มความแข็งแกร่งให้ Supply Chain ไทย” เป็นหนึ่งในภารกิจที่ วว. ช่วยประเทศ “ลดการนำเข้า” เทคโนโลยีและวัสดุจากต่างประเทศ ผ่านบริการ Total Solution Service ที่ครบวงจร ตั้งแต่การวิจัยขั้นต้น การทดสอบมาตรฐานระดับสากล ไปจนถึงการสนับสนุนด้านการตลาดและการผลิตในระดับอุตสาหกรรม ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม อาทิ การทดสอบและรับรองมาตรฐานวัสดุอุปกรณ์ , การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและนวัตกรรมชีวภาพ ผ่านบริการทดสอบด้านพิษวิทยา และโรงงานต้นแบบผลิตสารชีวภัณฑ์มาตรฐานสากล , ด้านการเพิ่มมูลค่าผลไม้เศรษฐกิจ (ทุเรียน)  ด้านการยกระดับมาตรฐานห้องปฏิบัติการไทยในการตรวจสาร Basic Yellow 2 และแคดเมียมในทุเรียน เพื่อแก้ปัญหาทุเรียนอ่อนและควบคุมคุณภาพการส่งออก

    “Partner of your success :  เพื่อนคู่คิดแก่ผู้ประกอบการและนักวิจัยรุ่นใหม่” วว. ได้จัดตั้งศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมในหลากหลายด้าน เพื่อให้บริการแบบเบ็ดเสร็จจุดเดียวสำหรับผู้ประกอบการ ได้แก่ 1.บริการวิเคราะห์ทดสอบ เพิ่มมูลค่าและสร้างมาตรฐานให้ผลิตภัณฑ์ 2.โรงงานต้นแบบ มุ่งให้บริการเช่าพื้นที่และเครื่องจักรเพื่อทดลองผลิตก่อนลงทุนจริง เพื่อลดความเสี่ยงในการทำธุรกิจ และ 3.การพัฒนาบรรจุภัณฑ์  การออกแบบและทดสอบบรรจุภัณฑ์เพื่อยืดอายุสินค้าและเพิ่มขีดความสามารถในการส่งออก  

    BCG Economy : เปลี่ยน “วัสดุเหลือทิ้ง” ให้เป็น “ขุมทรัพย์”  วว. ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียวอย่างเต็มพิกัด โดยเน้นการ Upcycling หรือการเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรและอุตสาหกรรม ดังนี้ 1.Zero Waste Management นวัตกรรมการจัดการขยะชุมชนและขยะอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนขยะให้เป็นพลังงานและวัสดุใหม่ 2.มูลค่าเพิ่มจากผลผลิตเกษตร อาทิ การนำเปลือกมะพร้าวที่เป็นวัสดุเหลือทิ้งมาพัฒนาเป็นวัสดุปลูกคุณภาพสูงเพื่อการส่งออก หรือการสกัดสารสำคัญจากเปลือกผลไม้เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง การดำเนินงานเหล่านี้ไม่เพียงแต่สร้างรายได้ใหม่ แต่ยังช่วยลดมลพิษและลดต้นทุนการกำจัดของเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3.นวัตกรรมปุ๋ย การแปรรูปกากของเสียอุตสาหกรรมเกษตรและเศษวัสดุในท้องถิ่นให้เป็นปุ๋ยอินทรีย์และสารปรับปรุงดินมาตรฐานสากล ช่วยลดต้นทุนการนำเข้าปุ๋ยเคมีและขับเคลื่อนภาคเกษตรไทยสู่ความยั่งยืน

    “มุ่งสู่ Net Zero : พันธกิจเพื่อโลกและอนาคตที่ยั่งยืน” วว.สนับสนุนให้ประเทศไทยบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ผ่านการวิจัยและบริการด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การพัฒนาพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ การส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมในการประเมิน Carbon Footprint เพื่อเพิ่มโอกาสในการเจรจาทางการค้าในเวทีโลก การรักษาสมดุลระบบนิเวศผ่านการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชและจุลินทรีย์ เป็นต้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/971820&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3K-M7kV_1jw21uxRAffHJK

  • เซเว่นเปิดโอกาสผู้สูงวัย โครงการผู้ใหญ่ใจดี สร้างงานสร้างคุณค่า

    เซเว่นเปิดโอกาสผู้สูงวัย โครงการผู้ใหญ่ใจดี สร้างงานสร้างคุณค่า

    เซเว่นเปิดพื้นที่วัยเก๋า
    เปลี่ยนประสบการณ์ให้เป็นพลัง สร้างคุณค่าในสังคมสูงวัย

    ในวันที่โลกการทำงานเปลี่ยนเร็วขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI และ Future Skills คำถามสำคัญไม่ได้มีเพียงว่า คนรุ่นใหม่จะปรับตัวอย่างไร แต่ยังรวมถึง ‘คนวัยเก๋า’ ที่ยังมีศักยภาพ จะมีพื้นที่อยู่ตรงไหนในอนาคต

    ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ ขณะที่คนอายุ 60 ปีขึ้นไปจำนวนมากยังแข็งแรง ยังอยากทำงาน และยังต้องการใช้ประสบการณ์ที่สั่งสมมาตลอดชีวิตให้เกิดประโยชน์

    สิ่งที่พวกเขาต้องการจึงไม่ใช่เพียงความช่วยเหลือ แต่คือ ‘โอกาส’

    นี่คือแนวคิดของ CP All ที่เดินหน้าโครงการ ‘ผู้ใหญ่ใจดี’ ตั้งแต่ปี 2561 เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้สูงวัยกลับมามีบทบาทในโลกการทำงาน ผ่านโอกาสสร้างอาชีพในร้าน 7-Eleven

    7eleven-senior-employment-opportunity-SPACEBAR-Photo01.jpg

    หัวใจของโครงการไม่ได้อยู่แค่การสร้างรายได้ แต่คือการสร้าง ‘พื้นที่แห่งคุณค่า’ ให้ผู้สูงวัยยังรู้สึกว่าตัวเองมีบทบาท ได้พบปะผู้คน และเป็นส่วนหนึ่งของสังคม เพราะประสบการณ์ ความรับผิดชอบ ความเข้าใจผู้คน และความใส่ใจ คือทักษะที่ยังมีคุณค่า แม้โลกจะเปลี่ยนไป

    วัยเก๋า กับโอกาสในเศรษฐกิจยุคใหม่

    การเข้าสู่สังคมสูงวัยไม่ใช่เพียงเรื่องของสวัสดิการ แต่เป็นโจทย์เศรษฐกิจที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันออกแบบ โดยการเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุยังมีส่วนร่วมในตลาดแรงงาน คือการดึงศักยภาพของคนกลุ่มนี้กลับมาใช้ ทั้งในมิติของรายได้ คุณภาพชีวิต และการสร้างสังคมที่ทุกวัยอยู่ร่วมกันได้

    8 ปีที่ผ่านมา โครงการผู้ใหญ่ใจดีสะท้อนให้เห็นว่า โอกาสเล็กๆ สามารถสร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ได้ เพราะท้ายที่สุดแล้ว อายุอาจเป็นเพียงตัวเลข แต่ศักยภาพของคนไม่มีวันหมดอายุ

    7eleven-senior-employment-opportunity-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/s/137027&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3L-Je4KQeo6xwGKJ_GXa9j

  • ดาวโจนส์ปิดบวกต่อเนื่อง! พุ่งแตะ 51,564 จุด นักลงทุนจับตาเศรษฐกิจสหรัฐฯ

    ดาวโจนส์ปิดบวกต่อเนื่อง! พุ่งแตะ 51,564 จุด นักลงทุนจับตาเศรษฐกิจสหรัฐฯ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/155363&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GRg_HxrBe0eBsOj6QxU5m

  • ดันส่งออกโคเนื้อไทย 1.2 ล้านตัวต่อปี รัฐบาลจับมือจีน ปักหมุด บางสะพาน ฮับส่งออกแห่งใหม่

    ดันส่งออกโคเนื้อไทย 1.2 ล้านตัวต่อปี รัฐบาลจับมือจีน ปักหมุด บางสะพาน ฮับส่งออกแห่งใหม่

    วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.11 น.

    รัฐบาลจับมือบิ๊กธุรกิจจีน ดันส่งออกโคเนื้อ 1.2 ล้านตัวต่อปี ปักหมุดบางสะพานสู่ฮับส่งออกแห่งใหม่

    รัฐบาล โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เดินหน้าขยายตลาดปศุสัตว์ไทย จับมือกลุ่มวิสาหกิจชั้นนำของจีน เร่งเปิดตลาดส่งออกโคเนื้อมีชีวิต 1.2 ล้านตัวต่อปี พร้อมปักหมุดบางสะพานเป็นศูนย์กักโรคมาตรฐานสากล รองรับการส่งออกสู่ตลาดจีน มูลค่านำเข้าเนื้อโคสูงกว่า 6.7 แสนล้านบาทต่อปี

    ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร

    ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลสนับสนุนการขยายตลาดสินค้าเกษตรไทยและการยกระดับรายได้เกษตรกร โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เร่งผลักดันความร่วมมือกับภาคเอกชนไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเปิดตลาดส่งออกโคเนื้อมีชีวิตจากประเทศไทยสู่ตลาดจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดผู้บริโภคเนื้อโคที่ใหญ่ที่สุดของโลก

    ล่าสุด นายชัย วัชรงค์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับกรมปศุสัตว์ ผู้แทนภาคเอกชนไทย และบริษัทชั้นนำจากประเทศจีนในเครือ China Merchants Group เพื่อขับเคลื่อนโครงการส่งออกโคเนื้อมีชีวิตของไทยไปยังจีนอย่างเป็นรูปธรรม

    ส่งออก

    ภาพประกอบำไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โครงการดังกล่าวตั้งเป้ารวบรวมโคเนื้อจากเกษตรกรไทยเพื่อส่งออกทางเรือเดือนละ 100,000 ตัว หรือประมาณ 1.2 ล้านตัวต่อปี ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการเพิ่มช่องทางการตลาดและยกระดับรายได้ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคทั่วประเทศ ขณะเดียวกันยังมีแผนลงทุนพัฒนาโรงเชือดมาตรฐานสูงเพิ่มเติมในประเทศไทย เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมโคเนื้อในอนาคต

    นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังติดตามความคืบหน้าการเจรจากับสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) อย่างใกล้ชิด โดยสามารถลดประเด็นข้อซักถามด้านสุขอนามัยและความปลอดภัยทางสัตวแพทย์จากกว่า 40 ประเด็น เหลือเพียง 4 ประเด็นหลัก สะท้อนถึงความคืบหน้าสำคัญในการเตรียมเปิดตลาดส่งออกอย่างเป็นทางการ

    พร้อมกันนี้ ได้เตรียมสำรวจพื้นที่ท่าเรือบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อพัฒนาเป็นศูนย์กักกันโรคสัตว์ขนาดใหญ่ (Quarantine Station) สำหรับตรวจคัดกรองโรคตามมาตรฐานสากลก่อนการส่งออก ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลางการค้าปศุสัตว์ของภูมิภาค

    ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศจีนมีการนำเข้าเนื้อโคจากต่างประเทศประมาณ 2.7 ล้านตันต่อปี คิดเป็นมูลค่ากว่า 675,000-810,000 ล้านบาท และต้องใช้โคมีชีวิตเทียบเท่ากว่า 13.5 ล้านตัวต่อปี จึงถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้เลี้ยงโคไทยในการเข้าถึงตลาดขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพสูง โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตั้งเป้าผลักดันให้เกิดการส่งออกโคเนื้อมีชีวิตล็อตแรกของไทยไปยังประเทศจีนภายใน 1 ปี เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมโคเนื้อไทยสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/971969&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ffK-cVRT62yx827p3DQoC

  • อลิอันซ์ รีเสิร์ช ชี้ ฟุตบอลโลก 2026 ดันเศรษฐกิจทะลุเฉียด 3 แสนล้าน

    อลิอันซ์ รีเสิร์ช ชี้ ฟุตบอลโลก 2026 ดันเศรษฐกิจทะลุเฉียด 3 แสนล้าน

    Allianz Research เผยบทวิเคราะห์ ฟุตบอลโลก 2026 บูมเศรษฐกิจระยะสั้นกว่า 2.92 แสนล้านบาท ชี้ภาคท่องเที่ยวและบริการรับอานิสงส์เต็มๆ คาดธุรกิจโรงแรมพุ่งกระฉูด 95%

    อลิอันซ์ รีเสิร์ช (Allianz Research) สถาบันวิจัยทางการเงินระดับโลก เปิดเผยบทวิเคราะห์ล่าสุดเกี่ยวกับการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2026 (FIFA World Cup 2026) ที่กำลังฟาดแข้งกันอยู่ในขณะนี้ โดยมี สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก ร่วมกันเป็นเจ้าภาพ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญของมหกรรมกีฬาโลก ทั้งในด้านขนาดการจัดการแข่งขันและรูปแบบการเป็นเจ้าภาพร่วมระหว่าง 3 ประเทศ

    การแข่งขันในครั้งนี้มีการเพิ่มจำนวนทีมในรอบสุดท้ายเป็น 48 ทีม และมีแมตช์การแข่งขันรวมทั้งสิ้น 104 นัด ครอบคลุม 16 เมืองเจ้าภาพ นับเป็นทัวร์นาเมนต์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยคาดว่าจะดึงดูดแฟนบอลเข้าชมการแข่งขันรวมประมาณ 6.5 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงถึง 2.6 ล้านคน 

    จากการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจพบว่า ฟุตบอลโลก 2026 จะสร้างมูลค่า GDP (ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ) รวมในภูมิภาคอเมริกาเหนือประมาณ 9-9.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.92 – 2.99 แสนล้านบาท) ตลอดช่วงระยะเวลาการแข่งขัน 6 สัปดาห์ โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักมาจากการใช้จ่ายในภาคการท่องเที่ยว ทั้งเรื่องที่พัก การเดินทาง อาหาร และความบันเทิง ซึ่งคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.60 แสนล้านบาท)

    ในเชิงโครงสร้างรายงานระบุว่า ระบบนิเวศการท่องเที่ยว (tourism ecosystem) จะเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรมในหลายเมืองเจ้าภาพ ที่คาดว่าจะมีอัตราการเข้าพักสูงถึง 90–95% ขณะที่สายการบินต่าง ๆ ได้รับแรงหนุนจากความต้องการเดินทางที่พุ่งสูงขึ้น ในสภาวะที่กำลังการให้บริการยังมีข้อจำกัด ส่งผลให้สามารถบริหารราคาและรายได้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม แม้จะมีเม็ดเงินหมุนเวียนในระดับมหาศาล แต่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจมหภาคในภาพรวมยังคงอยู่ในระดับที่ “จำกัด” เนื่องจากเป็นแรงกระตุ้นระยะสั้น (short-term demand shock) มากกว่าปัจจัยการเติบโตเชิงโครงสร้าง โดยคาดว่า GDP ของสหรัฐฯ จะเพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 0.1% ขณะที่ เม็กซิโก และ แคนาดา จะเพิ่มขึ้นราว 0.3% และ 0.2% ตามลำดับ

    นอกจากนี้ ความสำเร็จในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจยังต้องพึ่งพาปัจจัยสนับสนุนสำคัญ อาทิ ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและที่พัก การบริหารจัดการผู้เดินทางข้ามพรมแดน รวมถึงนโยบายด้านวีซ่า ซึ่งอาจส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวในบางประเทศ 

    บทสรุปของรายงานชี้ชัดว่า ฟุตบอลโลก 2026 ครั้งนี้ เป็นมากกว่ามหกรรมกีฬา แต่เป็น “แพลตฟอร์มเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวและการบริโภค” ที่จะสร้างโอกาสอย่างมีนัยสำคัญให้กับภาคบริการ โดยเฉพาะในเมืองเจ้าภาพที่มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศการท่องเที่ยวที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว

    ที่มาของภาพ : Reuters

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/worldcup/105461/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hYrRq985Ium7hmD_WOiVu

  • นายก

    นายก

    นายก “อนุทิน” เยี่ยมชมงาน OTOP Midyear 2026 ส่งแรงใจให้ผู้ประกอบการทั่วไทย พร้อมชวนใช้สิทธิ์ “ไทยช่วยไทยพลัส” กระตุ้นเศรษฐกิจกระจายรายได้สู่ชุมชน


    20/06/2569 | 33 | |

    นายก “อนุทิน” เยี่ยมชมงาน OTOP Midyear 2026 ส่งแรงใจให้ผู้ประกอบการทั่วไทย พร้อมชวนใช้สิทธิ์ “ไทยช่วยไทยพลัส” กระตุ้นเศรษฐกิจกระจายรายได้สู่ชุมชน

    วันที่ 20 มิถุนายน 2569 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1 – 3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นางสาวธนนนท์ นิรามิษ ภริยา และที่ปรึกษาสมาคมแม่บ้านมหาดไทย เดินทางเข้าเยี่ยมชมงาน OTOP Midyear 2026 ซึ่งเปิดงานเป็นวันแรก โดยมี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และนายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน คณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ฯ ร่วมให้การต้อนรับ และสนับสนุนข้อมูลกิจกรรมภายในงานอย่างพร้อมเพรียง

    ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีและคณะได้เดินพบปะพูดคุยเพื่อให้กำลังใจผู้ผลิตและผู้ประกอบการ OTOP จากทั่วประเทศที่ร่วมออกร้านจัดแสดงและจำหน่ายสินค้า พร้อมอุดหนุน otop ชวนชิมของดีของอร่อยจากทั่วประเทศที่มาร่วมออกร้านในงาน ตลอดจนได้ให้เกียรติโชว์ฝีมือตำส้มตำ ในร้านตู่ไก่บ้านย่าง เขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น โซนชวนชิม

    ขอเชิญชวนทุกท่านมาชม ชิม ช้อป สินค้า otop ของดีทั่วไทย ในงาน OTOP Midyear 2026 และมาใช้สิทธิ์ไทยช่วยไทยพลัส กระจายรายได้สู่ชุมชน ในระหว่างวันที่ 20 – 28 มิถุนายน 2569 ตั้งแต่เวลา 10.00-21.00น. ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1 – 3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

    #OTOPMidyear2026

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/379860&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jxm2B8kHqK38GSRFbFpb1

  • “ศุภจี” ยันส่งออกไทยไตรมาสแรกโต ทุเรียนขยายตัว 109.5%

    “ศุภจี” ยันส่งออกไทยไตรมาสแรกโต ทุเรียนขยายตัว 109.5%

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/155349&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3S-zQgagkZqs5peF0GCgqB

  • ยุทธศาสตร์ความแข็งแกร่งจีน 2569 จาก ‘โรงงานผลิตโลก’ สู่ศูนย์กลางนวัตกรรม

    ยุทธศาสตร์ความแข็งแกร่งจีน 2569 จาก ‘โรงงานผลิตโลก’ สู่ศูนย์กลางนวัตกรรม

    ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา จีนถือเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของโลกยุคใหม่ จากประเทศที่เคยเผชิญปัญหาความยากจน สามารถก้าวขึ้นมาเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับสองของโลก พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน และสร้างชนชั้นกลางขนาดใหญ่ที่กลายเป็นกำลังซื้อสำคัญของโลก

    ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน บรรยายพิเศษในหัวข้อ ‘Strong + Strength กับผลิตผลของจีน’ ระบุว่า แม้จีนจะมีประชากรมากกว่า 1,400 ล้านคน และมีขนาดพื้นที่ใหญ่กว่าประเทศไทยหลายเท่า แต่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้จีนเติบโตอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงจำนวนประชากร หากเป็น ‘ความสามารถในการปรับตัว’ และการวางยุทธศาสตร์ระยะยาวอย่างเป็นระบบ

    จากฐาน ‘โรงงานผลิตของโลก’ สู่ผู้นำนวัตกรรมระดับโลก

    จีนเริ่มต้นจากการเป็นฐานการผลิตสินค้าที่ใช้แรงงานเข้มข้น เช่น เสื้อผ้า รองเท้า และของเล่น ก่อนพัฒนาสู่อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีและทักษะขั้นสูง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักร และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

    แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ จีนไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านั้น

    ปัจจุบัน จีนกำลังเดินหน้าสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์อัจฉริยะ พลังงานสะอาด เทคโนโลยีอวกาศ และเซมิคอนดักเตอร์ จนสามารถเปลี่ยนบทบาทจาก ‘ผู้ตาม’ กลายเป็น ‘ผู้นำ’ ด้านนวัตกรรมในหลายอุตสาหกรรมระดับโลก

    “จีนไม่ได้ต้องการเป็นเพียงประเทศที่มั่งคั่ง แต่ต้องการเป็นประเทศพัฒนาแล้วอย่างสมบูรณ์” คือเป้าหมายระยะยาวที่สะท้อนผ่านนโยบายของรัฐบาลจีนในทุกมิติ

    ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มรายได้ประชาชน การยกระดับทักษะแรงงาน การพัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง ลดการพึ่งพาต่างชาติ รวมถึงการลดความเหลื่อมล้ำและกระจายรายได้อย่างทั่วถึง

    ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน

    การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างดังกล่าว กำลังทำให้จีนเปลี่ยนสถานะจาก ‘โรงงานโลก’ สู่ ‘ศูนย์กลางนวัตกรรมโลก’ อย่างแท้จริง

    ภาพลักษณ์ใหม่ของจีน คือ สินค้าศักยภาพกับเศรษฐกิจที่ยังเติบโต

    ภาพจำว่าสินค้าจีนคือ ‘สินค้าราคาถูก’ กำลังถูกแทนที่ด้วยแบรนด์จีนที่มีศักยภาพแข่งขันระดับสากล ทั้งในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า โทรศัพท์มือถือ เทคโนโลยีดิจิทัล และแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วโลก

    ในด้านเศรษฐกิจ แม้ปัจจุบันจีนจะเติบโตเฉลี่ยราว 5% ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าช่วงที่เศรษฐกิจขยายตัวเลขสองหลัก แต่ด้วยขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ มูลค่าการเติบโตดังกล่าวยังเทียบเท่ากับการเกิดขึ้นของระบบเศรษฐกิจใหม่หลายประเทศรวมกัน

    ขณะเดียวกัน การขยายตัวของชนชั้นกลางและความต้องการสินค้าและบริการคุณภาพสูง ยังทำให้จีนเป็นตลาดสำคัญที่ผู้ประกอบการทั่วโลกไม่อาจมองข้าม

    ยุทธศาสตร์ความแข็งแกร่งจีน 2569 จาก ‘โรงงานผลิตโลก’ สู่ศูนย์กลางนวัตกรรม

    จีนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และ BRI เสริมความแข็งแกร่ง

    อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งของจีน คือการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ โดยเฉพาะระบบรถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมโยงเมืองต่าง ๆ ทั่วประเทศ จนเกิด ‘แนวคิดเศรษฐกิจหนึ่งชั่วโมง’ ซึ่งหมายถึงความสามารถในการเดินทางติดต่อค้าขายและเคลื่อนย้ายประชากรระหว่างเมืองหลักและเมืองรองรอบข้างได้ภายในเวลาอันสั้น ช่วยให้การเดินทาง การค้า และการกระจายการลงทุนมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    นอกจากนี้ จีนยังเดินหน้าขยายความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ผ่านนโยบาย ‘หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง’ หรือ Belt and Road Initiative (BRI) ที่เชื่อมโยงการค้า การลงทุน โลจิสติกส์ และโครงสร้างพื้นฐานในระดับโลก รวมถึงประเทศไทย ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระยะยาว

    ยุทธศาสตร์ความแข็งแกร่งจีน 2569 จาก ‘โรงงานผลิตโลก’ สู่ศูนย์กลางนวัตกรรม

    ธุรกิจไทยต้องเร่งปรับตัวและสร้างพันธมิตรกับจีน

    ดร.ไพจิตร กล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ประเทศไทยควรเรียนรู้จากจีน ไม่ใช่เพียงการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่คือการมีเป้าหมายระยะยาวที่ชัดเจน การรักษาความต่อเนื่องของนโยบาย และการลงทุนด้านทรัพยากรมนุษย์อย่างจริงจัง

    เหนือสิ่งอื่นใด คือ ‘ความกล้าที่จะปรับตัว’ เพราะเมื่อโลกเปลี่ยน จีนพร้อมเปลี่ยนตามเสมอ

    ดังนั้น สำหรับผู้ประกอบการไทยในปัจจุบัน สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่การหวาดกลัวต่อการเติบโตของจีน แต่คือการทำความเข้าใจจีนอย่างลึกซึ้ง เรียนรู้จากความสำเร็จ และมองจีนในฐานะตลาดขนาดใหญ่ แหล่งเทคโนโลยี และพันธมิตรทางธุรกิจ

    การบรรยายพิเศษครั้งนี้ จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน ในหลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย-จีน (บทจ.) รุ่นที่ 3 ซึ่งมีผู้เข้าร่วมอบรมจากภาคธุรกิจ สื่อมวลชน ภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจ ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ภายใต้การสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย

    ยุทธศาสตร์ความแข็งแกร่งจีน 2569 จาก ‘โรงงานผลิตโลก’ สู่ศูนย์กลางนวัตกรรม

    3 คำถามที่ไทยควรรู้จากการเปลี่ยนผ่านของจีน และโอกาสของธุรกิจ

    1. อะไรคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้จีนเติบโตอย่างต่อเนื่องกว่า 40 ปี?

    แม้จีนจะมีประชากรมากกว่า 1,400 ล้านคน แต่หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่จำนวนประชากร หากเป็นการมีเป้าหมายระยะยาวที่ชัดเจน การลงทุนด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงความสามารถในการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกอยู่เสมอ

    2. ปัจจุบันจีนยังเป็น ‘โรงงานโลก’ อยู่หรือไม่?

    จีนยังเป็นฐานการผลิตสำคัญของโลก แต่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่การเป็น ‘ศูนย์กลางนวัตกรรมโลก’ โดยให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์อัจฉริยะ พลังงานสะอาด และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งทำให้จีนก้าวขึ้นเป็นผู้นำในหลายอุตสาหกรรมระดับโลก

    3. ผู้ประกอบการไทยควรปรับตัวอย่างไรเมื่อจีนเติบโตอย่างรวดเร็ว?

    ผู้ประกอบการไทยควรเปลี่ยนมุมมองจากการมองจีนเป็นเพียงคู่แข่ง ไปสู่การมองจีนเป็นทั้งตลาดขนาดใหญ่ แหล่งเทคโนโลยี และพันธมิตรทางธุรกิจ พร้อมศึกษาทิศทางเศรษฐกิจและนวัตกรรมของจีน เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจและความร่วมมือในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/863900&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WIiCtPHjEIQz1ZTqRdoUI

  • คนไทยเตรียมเฮ! ‘วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร’ จ่อนั่งแท่นมรดกโลก | เดลินิวส์

    คนไทยเตรียมเฮ! ‘วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร’ จ่อนั่งแท่นมรดกโลก | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 69 นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และต่อยอดทุนทางธรรมชาติและวัฒนธรรมของประเทศ เพื่อสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทย ควบคู่กับการขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์และการท่องเที่ยวคุณภาพสู่ระดับสากล

    โดยล่าสุดได้รับรายงานจาก ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ว่าประเทศไทยมีแนวโน้มได้รับข่าวดีจากการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 48 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-29 กรกฎาคม 2569 ณ เมืองปูซาน สาธารณรัฐเกาหลี ที่จะพิจารณาการเสนอ “วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช” ขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม ในช่วงวันที่ 24-26 กรกฎาคม 2569

    นายสุชาติ กล่าวว่า เป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งที่องค์กรที่ปรึกษาของคณะกรรมการมรดกโลกได้เสนอแนะให้ขึ้นทะเบียนวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร เป็นแหล่งมรดกโลก โดยเห็นถึงคุณค่าโดดเด่นในฐานะแหล่งสะท้อนความหลากหลายทางศาสนา ความเชื่อ และจิตวิญญาณที่สืบทอดต่อเนื่องยาวนานกว่า 1,500 ปี รวมทั้งเป็นศูนย์กลางการเผยแพร่อิทธิพลทางศาสนาและศิลปวัฒนธรรมที่สำคัญของภูมิภาคเอเชียภาคพื้นสมุทร

    นายสุชาติ กล่าวต่อไปว่า ความคืบหน้าดังกล่าว เป็นผลจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) และสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดนครศรีธรรมราช ร่วมกับจังหวัดนครศรีธรรมราชและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านวิชาการ การอนุรักษ์ และการบริหารจัดการพื้นที่ตามมาตรฐานสากล

    นายสุชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร ได้รับการขึ้นทะเบียน จะเป็นแหล่งมรดกโลกแห่งที่ 9 ของประเทศไทย เป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งที่ 6 ของประเทศ และเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งแรกของภาคใต้ ซึ่งนอกจากจะเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศแล้ว ยังสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการนำมรดกทางวัฒนธรรมมาต่อยอดเป็นพลังสร้างสรรค์ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการอนุรักษ์คุณค่าอันทรงคุณค่าของชาติให้คงอยู่สืบไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5961143/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03sEyzYlvUG3VSNv1kDOXf

  • เก็บไว้เชือด!ไพ่เด็ดดาบWTOพิฆาตเศรษฐกิจ”เขมร”เจ๊งทั้งประเทศ | TOPNEWS

    เก็บไว้เชือด!ไพ่เด็ดดาบWTOพิฆาตเศรษฐกิจ”เขมร”เจ๊งทั้งประเทศ | TOPNEWS

    แง้มไพ่เด็ดสั่งสอน! ดาบ WTO เชือดนิ่มเศรษฐกิจ”เขมร” ถ้า”ไทย”ชักออกจากฝัก รับรองไม่ได้ผุดได้เกิด

    #TOPNEWS #topupdate
    #ข่าวเด่น #ข่าวด่วน #ข่าวต่างประเทศ
    #กัมพูชา #ไทยกัมพูชา #ฮุนเซน #WTO
    #ชายแดนไทยกัมพูชา #เศรษฐกิจกัมพูชา
    #เตียบัญ #แบนสินค้าไทย #ไทยกัมพูชา
    #ปิดด่านชายแดน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1607700&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2T0xuWya9Rp9DrQpn8VYcs