Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เปิด 4 ปัญหาใหญ่เศรษฐกิจไทย ยอดลงทุนพุ่ง แต่เสี่ยงตกงานอื้อ | one31.co.th

    เปิด 4 ปัญหาใหญ่เศรษฐกิจไทย ยอดลงทุนพุ่ง แต่เสี่ยงตกงานอื้อ | one31.co.th

    บริษัท วัน สามสิบเอ็ด จำกัด
    อาคารจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เพลส 50 ถนนสุขุมวิท 21 (อโศก)
    แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110

    บริษัทในเครือ บริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน)
    www.theoneenterprise.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.one31.net/news/detail/79430&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XAakV65JkYf-qaFTzqqzU

  • “อนุทิน” ถก “ปูติน” ปิดดีลพลังงาน-ปุ๋ย คืนความมั่นคง ศก. ไทย

    “อนุทิน” ถก “ปูติน” ปิดดีลพลังงาน-ปุ๋ย คืนความมั่นคง ศก. ไทย


    นายกฯ อนุทิน ปลื้ม! ผลเยือนรัสเซียฉลุย ร่วมรับรอง “ปฏิญญาคาซาน 2026” โชว์วิสัยทัศน์ 3Rs เชื่อมอาเซียน-ยูเรเซีย พร้อมถกทวิภาคี “ปูติน” ชื่นมื่น ดีลใหญ่ความร่วมมือด้านพลังงาน-ก๊าซ-ปุ๋ยเคมี

    นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการเดินทางเยือนสหพันธรัฐรัสเซีย เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ ณ เมืองคาซาน ระหว่างวันที่ 17–18 มิถุนายน 2569 โดยเวทีนี้ไทยได้แสดงบทบาทเชิงรุกในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และ “ประตูยุทธศาสตร์” ของอาเซียน เพื่อเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ ให้กับประเทศ

    ในเวทีการประชุม ASEAN-Russia Business Forum นายกรัฐมนตรีได้นำเสนอศักยภาพความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ของไทย พร้อมเชิญชวนให้นักลงทุนรัสเซียเข้ามาใช้ไทยเป็นฐานในการขยายธุรกิจสู่ตลาดอาเซียนที่มีประชากรกว่า 700 ล้านคน โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น Data Center, เซมิคอนดักเตอร์, เศรษฐกิจดิจิทัล, พลังงานสะอาด, และเศรษฐกิจสีเขียว พร้อมผลักดันกรอบความร่วมมือ 3 ด้านคือ การเชื่อมโยง การค้าการลงทุน และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Thai-EAEU FTA)

    สำหรับการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ นายกรัฐมนตรีได้เสนอแนวคิด “3Rs” ประกอบด้วย Regionalism (ภูมิภาคนิยม), Resilience (ความยืดหยุ่นพร้อมรับมือ) และ Relevance (ความสอดคล้องตรงจุด) เพื่อเน้นย้ำบทบาทอาเซียนในการรักษาสันติภาพ สร้างความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการรับมือภัยไซเบอร์และการค้ามนุษย์

    นอกจากนี้ ผู้นำอาเซียนและรัสเซียได้ร่วมกันรับรองและรับทราบเอกสารผลลัพธ์สำคัญ 4 ฉบับที่จะเป็นแนวทางขับเคลื่อนความร่วมมือในวาระปี 2026–2030 ได้แก่:

    1. ปฏิญญาคาซาน ค.ศ. 2026ภายใต้แนวคิด “อาเซียน-รัสเซีย: เอกภาพในความหลากหลาย – 35 ปี ร่วมกัน”

    2. แถลงการณ์ร่วมว่าด้วยความร่วมมือด้านพลังงาน

    3. แถลงการณ์ร่วมว่าด้วยความร่วมมือทางวัฒนธรรม

    4. แผนดำเนินการที่ครอบคลุมเพื่อปฏิบัติตามความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อาเซียน-รัสเซีย (ค.ศ. 2026–2030)

    ไฮไลต์สำคัญของการเยือนในครั้งนี้ คือการหารือทวิภาคีร่วมกับ นายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย บรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง โดยประธานาธิบดีปูตินได้ย้อนระลึกถึงความทรงจำเมื่อครั้งเดินทางมาเยือนประเทศไทยในฐานะแขกของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) และย้ำถึงความสัมพันธ์อันยาวนานที่มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5

    ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีของไทยได้ผลักดันความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมในด้านความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเจรจาความร่วมมือด้านพลังงาน น้ำมัน ก๊าซ ปิโตรเคมี รวมถึงปุ๋ยเคมี ซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญของภาคเกษตรกรรมไทย

    นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้เข้าเฝ้าทูลละอองจุลพระบาท สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไนดารุสซาลาม โดยทั้งสองประเทศเห็นพ้องที่จะร่วมมือกันในด้านความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน สาธารณสุข และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ พร้อมติดตามการลงนามความตกลงเว้นการเก็บภาษีซ้อนเพื่อเอื้อต่อบรรยากาศการลงทุน

    พร้อมกันนี้ ยังได้ร่วมหารือกับผู้บริหารภาคเอกชนไทยที่ดำเนินธุรกิจอยู่ในรัสเซีย ซึ่งต่างขานรับและสนับสนุนให้รัฐบาลเร่งผลักดันการเจรจา Thai-EAEU FTA เนื่องจากรัสเซียและกลุ่มประเทศยูเรเซียเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีกำลังซื้อและมีศักยภาพสูงมากในอนาคต

    ภาพรวมการเยือนรัสเซียในครั้งนี้ จึงเป็นการตอกย้ำบทบาทของไทยบนเวทีโลก ในการสร้างความเชื่องโยงระหว่างภูมิภาคอาเซียนและยูเรเซีย เพื่อนำไปสู่การสร้างรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิต และเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/43872&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Q067zn8m40JVjQ_sKoFQL

  • 4 แคนดิเดตผู้ว่ากทม. ประชันไอเดียดัน “ทุนวัฒนธรรม” ปลุกเศรษฐกิจชุมชน

    4 แคนดิเดตผู้ว่ากทม. ประชันไอเดียดัน “ทุนวัฒนธรรม” ปลุกเศรษฐกิจชุมชน

    “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์”

    กทม. ต้องสร้างบริบท-อำนวยความสะดวก แต่คอนเทนต์ต้องมาจากชุมชน ไม่ใช่จ้างออร์แกไนเซอร์จัดอีเวนต์แล้วจบ”

    “อันนี้สำคัญมากเลยนะ ผมว่าอัตลักษณ์ของเมืองสำคัญ เราต้องพยายามค้นหาให้ได้ว่า แต่ละจุดมีอัตลักษณ์อะไร แล้วก็ต้องช่วยให้เขาเปล่งประกายออกมาได้ แต่ว่าต้องระวัง เพราะว่าหลายคนสับสนระหว่างการจัดอีเวนต์กับอัตลักษณ์ คือมันไม่ใช่เลย มันต้องให้ชุมชนเขามีความเข้มแข็งด้วยตัวเอง”

    “อย่างอัตลักษณ์ชุมชนที่เข้มแข็งมากอย่างทรงวาด เขาสามารถพัฒนาอัตลักษณ์ของตัวเองจนมีคนไปเที่ยวได้ อนาคต กทม. ต้องส่งเสริมและค้นหาก่อนว่าแต่ละชุมชนมีอัตลักษณ์อะไร อย่างที่ผมเพิ่งไปบางกอกน้อย ก็มีชุมชนบ้านบุที่ทำขันลงหิน อันนี้คือทรัพยากรที่มีอยู่ ดังนั้น กทม. ต้องไปหา พยายามสร้างบริบท สร้างชุมชนให้เข้มแข็งแล้วเจียระไนพวกนี้ให้มีคุณค่าขึ้นมา”

    “เรามีแนวทางส่งเสริม ‘ย่านสร้างสรรค์อัตลักษณ์ย่านต่าง ๆ’ เพื่อให้เกิดกิจกรรม ตอนนี้เราพยายามพัฒนาย่านเมืองเก่า อำนวยความสะดวกให้คนมาเที่ยว เช่น มีสแตมป์ให้ครบ 10 จุด ทั้ง ๆ ที่เราไม่ได้ไปทำคอนเทนต์เอง เนื้อหาต้องมาจากชุมชน ถ้าเกิดเราไปจ้างออร์แกไนเซอร์มาจัดอีเวนต์ พอออร์แกไนเซอร์ไปก็จบ สุดท้ายต้องสร้างให้ชุมชนเข้มแข็งด้วยตัวเองและเปล่งประกายออกมา เราช่วยในแง่การเดินทางให้สะดวกขึ้นและช่วยพัฒนาเศรษฐกิจ” 

    นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครเลือกตั้งผู้ว่า กทม.

    “มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข”

    “กทม. ต้องเป็นเจ้าภาพท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ไม่ใช่ผลักให้บ้าน-วัด-โรงเรียนทำเอง พร้อมดันโครงการเชื่อมเมืองเชื่อมโลกผ่าน SME”

    จริง ๆ มันเป็นหนึ่งในแผนปฏิบัติการ 14 ข้อที่เราแถลงข่าวไปแล้ว คือการเปิดพื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และเปิด “สตรีทฟู้ดพาราไดซ์” หมุนเวียนการใช้ชีวิต 24 ชั่วโมง 7 วัน ในแต่ละมุมเมืองทั้ง 50 เขต ปัจจุบัน กทม. มีเสน่ห์ที่สุดคือเรื่องสตรีทฟู้ด ซึ่งเป็นองค์ประกอบของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

    แน่นอนว่า กทม. จะต้องเป็น “เจ้าภาพ” ไม่ใช่ผลักไปให้บ้าน วัด โรงเรียน เป็นเจ้าภาพ ปัจจุบันถ้าไปวัดพระแก้ว สนามหลวง หรือศาลหลักเมือง จะเห็นว่าเจ้าภาพไม่ใช่ กทม. (เช่น ศาลหลักเมืองดูแลโดยองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก) แปลว่าถ้า กทม. เป็นเจ้าภาพเอง เราจะจัดการเรื่องความสะอาด ระเบียบ และความปลอดภัยได้มากกว่านี้ โดยเข้าไปเสริมงบประมาณและกำลังพล ไม่ปล่อยให้ชุมชนทำกันเองตามยถากรรม

    นอกจากนี้เรามีโครงการ “กรุงเทพเชื่อมเมืองเชื่อมโลก เชื่อมเมืองเชื่อมประเทศ” บูรณาการผ่านกลไก SME ของ กทม. ตามโครงการจับคู่กู้เงิน แล้วเชื่อมโยงกับ 76 จังหวัด เพื่อลดช่องทางโลจิสติกส์ จัดระบบทั้งเศรษฐกิจระหว่างเมือง การแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 และปัญหาแรงงาน ทำงานเป็นทีมร่วมกันทั้งประเทศเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนและการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบค่ะ 

    “อนุชา บูรพชัยศรี”

    “เน้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์นำวัฒนธรรม เลิกขายแบบ Hard Sell แต่ใช้ Storytelling สร้างความรู้สึกร่วม เชื่อมคูคลองฝั่งธนฯ สู่เมืองรอง”

    ตอนที่ผมอยู่ฝ่ายบริหารและเป็นผู้อำนวยการสำนักบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี ตอนนั้นเราปรับเปลี่ยนโครงสร้าง จากเดิมที่ให้กระทรวงวัฒนธรรมเป็นเจ้าภาพ ซึ่งมักจะทำแบบ “Hard Sell” ไปบอกต่างชาติว่าเรามีอดีตอย่างไร แต่มันไม่ได้เกิดเศรษฐกิจต่อเนื่อง เราเลยเปลี่ยนเอาหน่วยงานด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์มาเป็นฝ่ายเลขาฯ ให้รองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจนั่งหัวโต๊ะ เพื่อคิดต่อยอดว่าวัฒนธรรมจะนำไปสู่เศรษฐกิจได้อย่างไร

    เรื่องทุนวัฒนธรรม “ทุน” คือต้นทุน ไม่ใช่เงิน ต้องใช้ความครีเอทีฟสร้างสรรค์และร่วมสมัย อย่างคลองโอ่งอ่างที่เราเคยทำ ก็เน้นกิจกรรมแนวคิดสร้างสรรค์ให้คนรุ่นใหม่มีส่วนร่วม นำเสนอให้มี Gimmick มีเสน่ห์ที่สร้างความรู้สึกร่วม ไม่ใช่ไปโฆษณาชวนเชื่อหรือขายประวัติศาสตร์ตรง ๆ แบบเดิม

    ถ้าเรามี Storytelling ที่ดี ก็จะสามารถเชื่อมประสานไปยังเมืองรองรอบปริมณฑลได้ เช่น เทศกาลสงกรานต์ที่ไม่ได้มีแค่การฉีดน้ำที่สีลม แต่เชื่อมโยงวัฒนธรรมความกตัญญู วันผู้สูงอายุ การรดน้ำดำหัว ให้คนเดินทางเชื่อมต่อไปยังเมืองแซทเทิลไลท์ (ปริมณฑล) รวมถึงทำเส้นทางท่องเที่ยวสายมู หรือท่องเที่ยวทางน้ำ ลัดเลาะคูคลองฝั่งธนบุรีเชื่อมต่อไปยังเกาะเกร็ดและเมืองรองรอบ ๆ เพื่อสัมผัสวิถีชีวิต ชิมน้ำมะพร้าว ดูหัตถกรรม ซึ่งเป็นเสน่ห์ “เวนิสแห่งตะวันออก” ที่แท้จริง 

    “พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช”

    “ดึงจุดผ่อนผันหาบเร่กลับมาคู่ความสะอาด ทำดิจิทัลแพลตฟอร์มรวบรวม Data ชุมชน และปลูกฝังประวัติศาสตร์เด็กตั้งแต่ต้น”

    กรุงเทพฯ มีวัฒนธรรม คลอง และวัดวาอารามตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นที่ควรบำรุงรักษา เช่น คลองโอ่งอ่าง หรือสตรีทฟู้ดที่คนต่างชาตินิยมตอนเย็น แต่ปัจจุบันยังไม่สะดวก ขาดการจัดการจราจร จริง ๆ ควรปิดถนนเพื่อความปลอดภัย ส่วนวิถีชุมชนที่มีทางเท้าแล้วเลิกไปหมดนั้น ผมคิดว่าควรจะคงไว้บางส่วน เรียกว่า “จุดผ่อนผัน” เพื่อเป็นวิถีชุมชนของ กทม. แต่ต้องดูแลเรื่องสุขลักษณะและความสะอาด

    เรื่อง Data เราต้องทำแพลตฟอร์มขึ้นมาเพื่อโปรโมตชุมชนเล็ก ๆ ควบคู่ไปกับการที่ กทม. ต้องเข้าไปพัฒนาด้านความสะอาด สุขลักษณะ และรักษารอยยิ้มไมตรีของคนไทย ส่วนการเชื่อมเมืองรอง เช่น สมุทรสาคร นนทบุรี ปทุมธานี ที่คนไปเที่ยวกันเยอะแต่เดินทางไม่สะดวก ถ้าได้เป็นผู้ว่าฯ จะประสานงานเชื่อมต่อระบบคมนาคมและรณรงค์ท่องเที่ยวร่วมกัน

    สำหรับปัญหาทุนใหญ่เข้ามาเซ้งพื้นที่จนคนดั้งเดิมอยู่ไม่ได้ ยกตัวอย่าง “ชุมชนกุฎีจีน” ที่มีขนมฝรั่งกุฎีจีน ขนมทองหยิบฝอยทอง ตั้งแต่สมัยพระนารายณ์ ปัจจุบันยังขาดการพัฒนา ถ้าผมมาเป็นผู้ว่าฯ ผมจะชูสิ่งนี้ขึ้นมาแนะนำและคุ้มครอง สำหรับคำถามเรื่องการสร้างคนรุ่นใหม่ให้เป็นนักเล่าเรื่อง (Creative Storyteller) เราต้องแก้ที่การศึกษา ปลูกฝังให้เด็กเรียนประวัติศาสตร์ รู้คุณค่าวัฒนธรรมไทย การไหว้ การยิ้ม และการโอบอ้อมอารี ตั้งแต่เด็กเล็กไปจนถึงระดับมหาวิทยาลัย 

    จากถ้อยแถลงของ 4 ผู้สมัคร สะท้อนให้เห็นทัศนะที่แตกต่างกันอย่างน่าสนใจ

    • ชัชชาติ เน้นการสร้างความเข้มแข็งจากฐานรากชุมชน คัดค้านการจัดอีเวนต์ฉาบฉวย
    • มัลลิกา มุ่งเน้นการให้ กทม. รวบอำนาจเป็นเจ้าภาพหลักเพื่อจัดการระบบ พร้อมชูนโยบายเศรษฐกิจ 24 ชั่วโมง และการจับคู่กู้เงิน SME
    • อนุชา ใช้ประสบการณ์จากทำเนียบรัฐบาล ชูยุทธศาสตร์เศรษฐกิจสร้างสรรค์นำวัฒนธรรม ปฏิเสธการขายแบบ Hard Sell และเน้น Storytelling เชื่อมโยงโครงข่ายคูคลอง
    • พล.ต.ท.ชาญเทพ มุ่งเน้นไปที่การจัดระเบียบกายภาพ ความสะอาด การคืนจุดผ่อนผันหาบเร่แผงลอย และการทำดิจิทัลแพลตฟอร์มควบคู่กับการรื้อฟื้นวิชาประวัติศาสตร์ในโรงเรียน

    ท้ายที่สุดแล้ว นโยบาย “ทุนวัฒนธรรม” จะถูกขับเคลื่อนจนกลายเป็น “เนื้อนาบุญ” ทางเศรษฐกิจของคนกรุงเทพฯ และเชื่อมโยงเมืองรองได้จริง หรือเป็นเพียง “วาทกรรมสโลแกนหาเสียง” … ประชาชน กทม. จะเป็นผู้ให้คำตอบในคูหาเลือกตั้ง! 
     

    ภาพอัตลักษณ์ของชุมชนต่างๆ ใน กทม. ที่สร้างโดย AI

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378979042&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2g_xce_N-TfU_bd-XSG74v

  • รัฐบาลลุยโมเดลยุโรป พลิกโฉมงานวิจัยไทยสู่พาณิชย์ สร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูง

    รัฐบาลลุยโมเดลยุโรป พลิกโฉมงานวิจัยไทยสู่พาณิชย์ สร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูง

    รัฐบาลลุยโมเดลยุโรป พลิกโฉมงานวิจัยไทยสู่พาณิชย์ สร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูง

    วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.58 น.

    รัฐบาลดึงโมเดลยุโรป ดันงานวิจัยไทยสู่การสร้างรายได้เชิงพาณิชย์ พลิกโฉมเศรษฐกิจไทยด้วยเทคโนโลยีอนาคต 

    ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลได้เดินหน้าสนับสนุนงานวิจัยไทย ให้สามารถสร้างรายได้ในเชิงพาณิชย์ เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศไทยอย่างยั่งยืน โดยล่าสุด กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้ถอดบทเรียนความสำเร็จจาก 2 สถาบันนวัตกรรมระดับโลกในประเทศเบลเยียม เพื่อนำมาช่วยปิดจุดอ่อนของงานวิจัยไทย เนื่องจากที่ผ่านมาประเทศไทยมีงานวิจัยที่ยอดเยี่ยมจำนวนมาก แต่ยังขาดการต่อยอดจากห้องปฏิบัติการ ไปสู่การผลิตจริงในระดับอุตสาหกรรม และก้าวสู่การสร้างรายได้ในเชิงพาณิชย์ 

    ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทีม อว. ได้เข้าศึกษาโมเดล Bio Base Europe Pilot Plant ศูนย์วิจัยและโรงงานต้นแบบที่ทำหน้าที่แบบครบวงจรในการช่วยเหลือนักวิจัย ตั้งแต่กระบวนการผลิตจากห้องปฏิบัติการสู่ระดับอุตสาหกรรม ซึ่งจะทำให้นำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลากหลาย โดยรัฐบาลเล็งเห็นว่าโมเดลนี้จะเข้ามายกระดับสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูงของไทยได้  และจะเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ของรัฐบาล

    ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร

    นอกจากนี้ การร่วมมือกับมหาวิทยาลัย VUB ของเบลเยียม ที่จับมือร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยี “โฟโตนิกส์” หรือการใช้แสงแทนไฟฟ้า ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เซ็นเซอร์อัจฉริยะ และชิปคอมพิวเตอร์ยุคใหม่ ก็จะช่วยเชื่อมงานวิจัยไทยสู่การใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์ด้วย โดยสิ่งที่ไทยนำกลับมาใช้ทันทีคือ แนวคิดที่ว่างานวิจัยต้องตอบโจทย์การใช้งานจริง โดยต้องคิดวางแผนธุรกิจควบคู่กันกับการวิจัยตั้งแต่เริ่มต้นทดลอง และจากนั้นจะมีทีมให้คำปรึกษาด้านการลงทุน และจับคู่ธุรกิจให้ ซึ่งแนวทางนี้สามารถตอบโจทย์ปัญหาของไทยโดยตรง

    ทั้งนี้ หลังจากนี้ กระทรวง อว. จะเร่งศึกษาความเป็นไปได้ในการนำทั้งสองโมเดลนี้มาประยุกต์ใช้ในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเปลี่ยนทรัพยากรและงานวิจัยคุณภาพสูงของไทยให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ต่อไป

    เศรษฐกิจไทย

    ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/971959&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29pKPglTQTcrJkXIQqINGc

  • เปิด 8 บอร์ดเศรษฐกิจในมือ ‘อนุทิน’  โจทย์ใหญ่รัฐบาลสร้างเชื่อมั่น -ดึงลงทุน  

    เปิด 8 บอร์ดเศรษฐกิจในมือ ‘อนุทิน’ โจทย์ใหญ่รัฐบาลสร้างเชื่อมั่น -ดึงลงทุน  

    ผ่านช่วงเวลา 3 เดือนแรกในการบริหารประเทศของ “รัฐบาลอนุทิน” หลังจากการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 – 10 เม.ย.2569 ในช่วงแรกหลังจากที่ต้องฟันฝ่ากับวิกฤตราคาพลังงานที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง รัฐบาลเริ่มขยับจากโหมดการแกปัญหาเฉพาะหน้าไปสู่การบริหารงานที่เริ่มเดินหน้าตามนโยบายที่ได้แถลงไว้

    โดยในส่วนของนโยบายเศรษฐกิจเริ่มเห็นบทบาทของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทยที่ขยับบทบาทมานั่งหัวโต๊ะบริหารคณะกรรมการระดับชาติที่เป็นคณะกรรมการในด้านเศรษฐกิจด้วยตัวเอง ซึ่งโดยรวมแล้วในขณะนี้นายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธานบอร์ดเศรษฐกิจด้วยตัวเองถึง 8 คณะ 

    คำสั่งตั้ง-รื้อบอร์ดเศรษฐกิจ 4 ฉบับ ใน 2 สัปดาห์ 

    ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีได้ลงนามใน คำสั่งนายกรัฐมนตรี 4 ฉบับ ที่ทำให้เห็นบทบาทของนายกรัฐมนตรีในการเป็นประธานคณะกรรมการหรือบอร์ดทางเศรษฐกิจรวม 4 คณะ โดยฉบับแรกคือการตั้งคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงแห่งชาติ  โดยนายกรัฐมนตรีลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 192/2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ฯ หรือ “บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์” มีองค์ประกอบของกรรมการทั้งจากหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ดยมีเป้าหมายที่ท้าทายในการให้ไทยสามารถดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมชิปต้นน้ำ รวมถึงสามารถที่จะผลิต “ชิปขั้นสูง” ที่เป็นชิปเมดอินไทยแลนด์ในอนาคต

    คำสั่งต่อมาคือคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 227/2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) โดยคณะกรรมการชุดนี้นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานได้กำหนดการประชุมนัดแรกแล้วในวันที่ 22 มิ.ย.นี้ ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้มีแนวคิดตั้งขึ้นภายหลังจากที่นายกรัฐมนตรีเปิดทำเนียบหารือกับตัวแทนภาคเอกชน และนักธุรกิจรายใหญ่เมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา

    นอกจากนั้นมีคำสั่งนายกรัฐมนตรี 2 ฉบับคือคำสั่งที่  233 /2569 และ 234/2569 เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการแบ่งงานในอำนาจหน้าที่ของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม โดยให้ยกเลิกการกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก และการนั่งเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (กพอ.) โดยคำสั่งนายกรัฐมนตรีทั้ง 2 ฉบับที่ประชุม ครม.รับทราบแล้ว

    นายกฯแจงดึงอีอีซีกลับมาดูแลเอง

    โดยต่อมาจึงมีคำอธิบายจากนายกรัฐมนตรีเองว่าเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพราะความขัดแย้งในพรรค หรือไม่ได้เกี่ยวข้องกับการไม่แก้สัญญาไฮสปีดเทรนด์เชื่อม 3 สนามบินแต่อย่างใด แต่เนื่องจากเป็นเพราะนายกรัฐมนตรีต้องการนำเอาโครงการนี้ไปโรดโชว์กับนักลงทุนในต่างประเทศเพื่อดึงดูดการลงทุน จึงได้มีการหารือกับนายพิพัฒน์เพื่อนำเอาอีอีซีมากำกับดูแลเอง รวมทั้งในระยะต่อไปจะปรับการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมในอีอีซีโดยเน้นในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่เป็นจุดแข็งในพื้นที่จริงๆ ได้แก่ เรื่องความมั่นคงทางอาหาร การแพทย์ ส่วนเรื่องดาต้าเซนเตอร์ที่มีความต้องการลงทุนในพื้นที่เป็นอย่างมาก รัฐบาลจะกำหนดเงื่อนไขในการลงทุน โดยให้มีการเตรียมความพร้อมเรื่องแหล่งไฟฟ้า แหล่งน้ำที่จะใช้ รวมทั้งในส่วนของค่าไฟฟ้ารัฐบาลเตรียมจะประกาศอัตราค่าไฟฟ้าใหม่เป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 9 ที่จะถูกเก็บค่าไฟฟ้าสูงกว่าบ้านเรือนของประชาชน

    อย่างไรก็ตามนอกจากบอร์ดทางด้านเศรษฐกิจทั้ง 3 ชุดที่นายกรัฐมนตรี จะมีการนั่งเป็นประธานบอร์ดด้วยตัวเองยังมีบอร์ดที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจอีก 5 ชุด ได้แก่ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คณะกรรมการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (กพย.) และคณะกรรมการนโยบายการผังเมืองแห่งชาติ ซึ่งแต่ละบอร์ดก็จะมีประเด็นสำคัญ รวมทั้ง “ปัญหาค้างคา” ที่รอนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานบอร์ดจะมานั่งหัวโต๊ะนำการประชุม บูรณการความร่วมมือ ข้ามพรรค ข้ามกระทรวง

    เดินหน้าเป้าหมายใหญ่ในการสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจ และดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมที่จะมีความสำคัญในอนาคตให้เข้ามาตั้งฐานการผลิตและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับคนไทย  จนนำไปสู่การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้เพิ่มขึ้น ในภาวะที่การแข่งขันทั่วโลกในการดึงดูดการลงทุนทั่วโลกเกิดขึ้นอย่างรุนแรง และรวดเร็ว

    สรุป 8 บอร์ดด้านเศรษฐกิจที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธานด้วยตัวเองได้แก่

    1.คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)

    2.คณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงแห่งชาติ  

    3.คณะกรรมการร่ามภาครัฐเอกชน 3 สถาบัน (กรอ.)

    4.คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ

    5.คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.)

    6.คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

    7.คณะกรรมการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (กพย.)

    และ 8.คณะกรรมการนโยบายการผังเมืองแห่งชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1239325&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Cc0GTrPCgjDE2sZWIsmt7

  • ถึงเวลาบรรจุแนวคิด ‘เศรษฐกิจสูงวัย’ ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14

    ถึงเวลาบรรจุแนวคิด ‘เศรษฐกิจสูงวัย’ ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14

    ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แล้ว และในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า สัดส่วนผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่สุดที่กำหนดอนาคตทางเศรษฐกิจ สังคม และการคลังของประเทศ หากรัฐยังคงมองสังคมสูงวัยเป็นเพียง “ปัญหา” ที่ต้องใช้งบประมาณเข้าไปเยียวยา ประเทศไทยจะเผชิญแรงกดดันมากขึ้นทั้งจากกำลังซื้อที่ชะลอลง การขาดแคลนแรงงาน ผลิตภาพที่ลดลง และภาระทางการคลังที่หนักขึ้นเรื่อย ๆ แต่หากเราเปลี่ยนมุมมองและออกแบบนโยบายใหม่บนฐานแนวคิด “เศรษฐกิจสูงวัย” ประเทศไทยจะสามารถพลิกโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ได้

    นี่คือเหตุผลสำคัญที่ภาครัฐควรผลักดันให้แนวคิดเศรษฐกิจสูงวัยถูกบรรจุไว้อย่างชัดเจนในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 เพื่อให้การรับมือสังคมสูงวัยของไทยไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการวางยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

    ประเด็นแรกที่ต้องตระหนักคือ เมื่อสัดส่วนประชากรเปลี่ยนจากวัยแรงงานไปสู่ผู้สูงอายุ โครงสร้างกำลังซื้อของประเทศก็เปลี่ยนตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้สูงอายุจำนวนมากมีรายได้หลังเกษียณต่ำกว่าช่วงวัยทำงาน ทำให้กำลังซื้อต่อคนโดยเฉลี่ยลดลงราว 50–60% นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องของรายได้ส่วนบุคคล แต่เป็นเรื่องของ “เครื่องยนต์เศรษฐกิจ” ทั้งประเทศ เพราะกำลังซื้อของครัวเรือนคือแรงผลักสำคัญของการบริโภคภายในประเทศ

    ผู้สูงอายุใช้จ่ายในหมวดที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตมากขึ้น

    ขณะเดียวกัน โครงสร้างการใช้จ่ายก็เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ ผู้สูงอายุใช้จ่ายในหมวดที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตมากขึ้น เช่น อาหาร ที่อยู่อาศัย การเดินทางในชีวิตประจำวัน บริการสุขภาพ การดูแล และบริการเฉพาะทาง ขณะที่การใช้จ่ายบางประเภทอาจลดลงหรือเปลี่ยนรูปแบบไป นั่นหมายความว่า หากภาคนโยบายยังวางยุทธศาสตร์เศรษฐกิจแบบเดิมที่ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าโครงสร้างผู้บริโภคยังเหมือนในอดีต ประเทศจะพลาดโอกาสในการปรับตัวทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน

    ดังนั้น แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ควรยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า สังคมสูงวัยไม่ได้เปลี่ยนแค่จำนวนผู้สูงอายุ แต่เปลี่ยน “ตลาด” ทั้งระบบ รัฐจึงต้องมีบทบาทในการช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจและระบบเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับผู้บริโภคกลุ่มใหม่ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าอาหารเฉพาะกลุ่ม บริการสุขภาพ ที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม เทคโนโลยีดูแลผู้สูงอายุ บริการทางการเงิน หรือบริการสนับสนุนการใช้ชีวิตในวัยสูงอายุ

    มองสังคมสูงวัยในกรอบคิเดิมเป็นเพียงภาระงบประมาณของรัฐ

    ความเสี่ยงสำคัญอีกประการหนึ่งคือ การมองสังคมสูงวัยในกรอบคิดแบบเดิมว่าเป็นเพียงภาระงบประมาณของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นเบี้ยยังชีพ ค่ารักษาพยาบาล หรือการดูแลสวัสดิการ หากรัฐใช้เครื่องมือเชิงสงเคราะห์เพียงอย่างเดียว ภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณและศักยภาพของระบบราชการ ผลที่เกิดขึ้นคือ ประเทศอาจสูญเสียการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ประมาณร้อยละ 1-1.5 ต่อปี

    นัยสำคัญของตัวเลขนี้คือ ประเทศไม่ได้เพียงเผชิญค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แต่ยังเผชิญ “ต้นทุนค่าเสียโอกาส” จากการไม่สามารถดึงศักยภาพของผู้สูงอายุและกลุ่มก่อนสูงวัยมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากนโยบายรัฐเน้นช่วยเหลือแต่ไม่เน้นสร้างพลังทางเศรษฐกิจ เรากำลังใช้ทรัพยากรที่จำกัดไปกับการตั้งรับ มากกว่าการลงทุนเพื่อสร้างอนาคต

    แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จึงไม่ควรวางเรื่องสังคมสูงวัยไว้เฉพาะในหมวดสวัสดิการหรือสาธารณสุขเท่านั้น แต่ควรยกระดับให้เป็นวาระเศรษฐกิจระดับชาติที่เชื่อมโยงกับนโยบายแรงงาน อุตสาหกรรม การพัฒนาธุรกิจนวัตกรรม การเงิน การพัฒนาเมือง และการพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต เพราะสังคมสูงวัยไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของผู้สูงอายุ แต่เป็นเรื่องของโครงสร้างเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ

    แรงงานไทยจำนวนมากออกจากตลาดแรงงานเร็วเกินไป

    อีกหนึ่งปัญหาที่สำคัญมาก แต่ยังไม่ได้รับความสนใจเพียงพอ คือ แรงงานไทยจำนวนมากออกจากตลาดแรงงานเร็วเกินไป ทั้งที่ยังมีศักยภาพ มีประสบการณ์ และยังสามารถทำงานต่อได้ในรูปแบบที่เหมาะสม การสูญเสียแรงงานกลุ่มนี้ไม่ใช่เพียงการลดจำนวนคนทำงาน แต่คือการสูญเสียประสบการณ์ ทักษะ ผลิตภาพ และฐานภาษีของประเทศ

    ในบริบทที่ไทยกำลังเผชิญการขาดแคลนแรงงานและอัตราการเกิดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง การปล่อยให้คนวัย 55 ปีขึ้นไปทยอยออกจากงานจำนวนมาก คือความสูญเปล่าทางเศรษฐกิจที่รุนแรงอย่างยิ่ง ภาครัฐจึงควรสนับสนุนมาตรการยืดอายุการจ้างงานและการจ้างงานผู้สูงอายุอย่างเป็นระบบ เช่น การจ้างงานหลังเกษียณ การทำงานยืดหยุ่น งานพาร์ตไทม์ งานที่ใช้ประสบการณ์เป็นฐาน งานที่ปรึกษา งานถ่ายทอดความรู้ และระบบ reskill / upskill เพื่อเตรียมแรงงานให้พร้อมทำงานในช่วงชีวิตที่ยาวขึ้น

    หากแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ต้องการตอบโจทย์การเติบโตระยะยาว ประเด็นนี้ต้องถูกเขียนให้ชัดว่า การใช้ประโยชน์จากแรงงานสูงวัยไม่ใช่มาตรการสังคมสงเคราะห์ แต่เป็นยุทธศาสตร์เพิ่มผลิตภาพประเทศ ผู้สูงอายุไม่ควรถูกมองว่าเป็นแรงงานปลายทางที่รอออกจากระบบ แต่ควรถูกมองว่าเป็นกลุ่มทรัพยากรมนุษย์ที่มีทุนประสบการณ์สูง และสามารถมีบทบาทได้ทั้งในฐานะแรงงาน ผู้ประกอบการ ที่ปรึกษา ผู้ฝึกสอน และผู้ถ่ายทอดความรู้ให้คนรุ่นใหม่

    ทางออกที่ยั่งยืนที่สุดคือการเปลี่ยนกรอบคิดจาก “ปัญหาสังคมสูงวัย” ไปสู่ “เศรษฐกิจสูงวัย” นั่นคือ การสร้างระบบเศรษฐกิจที่สอดรับกับโครงสร้างประชากรใหม่ และดึงผู้สูงอายุรวมถึงกลุ่ม pre-aging หรือประชากรก่อนเข้าสู่วัยสูงอายุ เข้ามาเป็นทั้งผู้บริโภค แรงงาน ผู้ประกอบการ และผู้ถ่ายทอดประสบการณ์

    แนวคิดนี้เปิดโอกาสให้รัฐออกแบบการพัฒนาใหม่อย่างน้อยในหลายมิติพร้อมกัน

    มิติแรกคือการสร้างตลาดใหม่ สังคมสูงวัยทำให้เกิดความต้องการสินค้าและบริการจำนวนมาก ตั้งแต่ที่อยู่อาศัยที่เหมาะกับผู้สูงอายุ บริการสุขภาพ อาหารเฉพาะโรค บริการดูแลระยะยาว นันทนาการและแพลตฟอร์มดิจิทัล ไปจนถึงบริการทางการเงินและกฎหมายสำหรับการจัดการชีวิตในวัยสูงอายุ

    มิติที่สองคือการรักษาและเพิ่มกำลังแรงงาน ผู้สูงอายุและกลุ่มก่อนสูงวัยควรได้รับการส่งเสริมให้ทำงานต่อในรูปแบบที่เหมาะสม เพื่อช่วยเพิ่มผลิตภาพ ลดแรงกดดันจากการขาดแคลนแรงงาน และลดภาระทางการคลังในระยะยาว

    มิติที่สามคือการสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในตลาดสูงวัย ประเทศไทยควรใช้สังคมสูงวัยเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดธุรกิจใหม่ นวัตกรรมใหม่ และสตาร์ตอัปที่ตอบโจทย์ชีวิตผู้สูงอายุ โดยเฉพาะในกลุ่มที่ไทยมีศักยภาพ เช่น สุขภาพ การดูแล อาหาร การท่องเที่ยว บริการชุมชน และเทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้สูงอายุใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ

    มิติที่สี่คือการสร้างระบบถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ ผู้สูงอายุไม่ควรถูกมองว่าเป็นแรงงานที่หมดบทบาท แต่ยังสามารถเป็น mentor หรือผู้ถ่ายทอดประสบการณ์ให้คนรุ่นใหม่ ซึ่งจะช่วยยกระดับทุนมนุษย์ของประเทศโดยรวม และลดการสูญเสียองค์ความรู้ที่สะสมมายาวนานในองค์กรและชุมชน

    เพื่อให้แนวคิดนี้เกิดผลจริง ภาครัฐควรบรรจุประเด็นเศรษฐกิจสูงวัยไว้ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 อย่างเป็นรูปธรรม โดยกำหนดให้เศรษฐกิจสูงวัยเป็นวาระยุทธศาสตร์ระดับชาติ ไม่ใช่เพียงประเด็นสังคมสงเคราะห์ พร้อมทั้งเร่งปฏิรูประบบแรงงานสูงวัยผ่านนโยบายยืดอายุการจ้างงาน การจ้างหลังเกษียณ และการทำงานยืดหยุ่น

    รัฐควรส่งเสริมอุตสาหกรรมและบริการสำหรับสังคมสูงวัย

    ขณะเดียวกัน รัฐควรส่งเสริมอุตสาหกรรมและบริการสำหรับสังคมสูงวัย โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่อาศัย สุขภาพ อาหาร นันทนาการและดิจิทัล รวมถึงบริการการเงินและกฎหมาย ควบคู่กับการลงทุนในระบบ reskill / upskill ตลอดช่วงชีวิต เพื่อเตรียมแรงงานไทยให้พร้อมสำหรับการทำงานในสังคมอายุยืน

    นอกจากนี้ ภาครัฐควรสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เช่น สิทธิประโยชน์ทางภาษี เงินอุดหนุน แพลตฟอร์มจับคู่งาน การสนับสนุนธุรกิจที่จ้างงานผู้สูงอายุ และการส่งเสริมผู้ประกอบการที่พัฒนาสินค้าและบริการสำหรับตลาดสูงวัย พร้อมกันนี้ต้องมีการพัฒนาฐานข้อมูลและตัวชี้วัดเศรษฐกิจสูงวัย เพื่อให้การออกแบบนโยบายมีหลักฐานรองรับและสามารถติดตามผลได้จริง

    ประเทศไทยไม่อาจรับมือสังคมสูงวัยได้ด้วยกรอบคิดแบบเดิมอีกต่อไป หากยังมองผู้สูงอายุเป็นเพียงภาระ งบประมาณรัฐจะตึงตัวมากขึ้น เศรษฐกิจจะโตช้าลง แรงงานจะหายไป และกำลังซื้อของประเทศจะอ่อนแรงลงเรื่อย ๆ แต่หากภาครัฐกล้าปรับมุมมองและบรรจุแนวคิดเศรษฐกิจสูงวัยไว้ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 อย่างจริงจัง ประเทศไทยจะสามารถเปลี่ยนความท้าทายทางประชากรให้กลายเป็นโอกาสในการสร้างตลาดใหม่ รักษาฐานแรงงาน เพิ่มผลิตภาพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกช่วงวัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/economic-analysis/661812&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SQBUn_PPK-MS2KTtkrufH

  • ‘อ้อมกอดพ่อใหญ่’

    ‘อ้อมกอดพ่อใหญ่’

    ไม่ใช่โลก “ขั้วเดียว” หรือ “สองขั้ว” หากแต่เป็น Multipolar  World คือโลก “พหุอำนาจ”

    ไม่ได้ผูกขาดโดย “สหรัฐฯ” หรือ “จีน” หรือ “รัสเซีย” โดยเฉพาะเหมือนแต่ก่อนแล้ว

    หากแต่กระจายไปตามกลุ่มประเทศและภูมิภาคที่มีความแข็งแกร่งด้านเศรษฐกิจ การทหาร เทคโนโลยี

    และด้าน “อาหาร”!

    “อนุทิน” นี่ ว่าไปแล้ว เข้ามาบริหารประเทศยังไม่ทันครบปี แต่บทบาทในต่างประเทศฉายแสงเป็น “นายกฯ อินเตอร์” เต็มตัว

    ต้องเล่นทั้งการเมืองเวทีโลก “พหุอำนาจ” แถมเล่นได้ดีและโดดเด่นซะด้วย (อวยหน่อย เผื่อจะเข้าตาบ้าง)

    ส่วนการเมืองภายในบ้าน…

    ทั้งรัฐบาล ทั้งนายกฯ ดูจะ “เข้าตีน” ฝ่ายค้านและฝ่ายริษยามากกว่าเข้าตา

    “ถูกอัดเละ” เป็นพิเศษ ยิ่งเด่นในการเมืองเวทีโลกมากเท่าไหร่

    ยิ่งถูกอัดเละมากขึ้นเท่านั้น!

    อันนี้เป็นธรรมดาของการเมืองระบอบเลือกตั้ง ตัวนายกฯ จะเป็นเป้าให้ชาวบ้านและการเมืองฝ่ายค้านและฝ่ายริษยา “สอยทุกดอก” อยู่แล้ว

    ถ้าเก่งจริง-แน่จริง จะกลัวอะไร กะแค่เสียงหมาเห่า

    ถ้าไม่เก่งจริง ไม่แน่จริง ก็จะอยู่ไปทำไม ให้อายหมามัน!

    ประเทศไทยถือว่าโชคดี….

     ในภาวะ “โลกเปลี่ยนยุค” การเมืองโลกกับเศรษฐกิจการค้ามันเป็น “คนละเรื่องเดียวกัน”

    พอดีเราก็ได้คณะรัฐบาลที่เข้าใจในบริบทโลก “พหุอำนาจ” ชนิดที่เรียกว่า “เล่นเป็น”

    และ “ทำมาค้าขายเป็น”!

    ไทยจึงสมดุลได้กับ “ทุกขั้วอำนาจ” ไม่ว่าจะกับสหรัฐฯ กับจีน กับรัสเซีย กับฝรั่งเศส กับกลุ่มอาหรับในตะวันออกกลาง และชาวเปอร์เซีย

    รวมทั้งมิตรประเทศในอาเซียนและเอเชีย เช่น อินเดีย ปากีฯ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เกาหลีเหนือ อินโดฯ สิงคโปร์ มาเลย์ รวมถึงพม่า

    เหตุนั้น…..

    จึงเห็นรัฐมนตรีต่างประเทศ “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รัฐมนตรีต่างประเทศ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รัฐมนตรีพาณิชย์ และ “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” รัฐมนตรีกระทรวงอุดมศึกษาฯ

    เหมือนดาวที่โคจรอยู่แต่บนท้องฟ้า….

    คือแต่ละท่านเดินทางไปประเทศโน้น-ประเทศนี้ ด้วยภารกิจสร้างอนาคตชาติและการค้าระหว่างประเทศบ้าง

    เปิดตลาดสินค้าบ้าง ทางเชิญชวนนักลงทุนเข้ามาลงทุนบ้าง

    ทางร่วมมือด้านวิทยาการ “วิจัยและพัฒนา” ยกระดับประเทศสู่อุตสาหกรรมนวัตกรรมทางเทคโนโลยีบ้าง

    และก้าวไปไกลถึงขั้น พอกันทีกับการซื้ออาวุธเขามาใช้ ไทยจะเป็นประเทศอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

    ผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ใช้เอง ขายด้วยทั่วโลก ซึ่งขณะนี้ผลิตแล้ว ขายตลาดโลกแล้วด้วย!

    ในความที่ EEC มีความพร้อมทางโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล ทั้งเครือข่ายสายเคเบิลใต้น้ำ

    ทั้งตำแหน่งที่ตั้งของ EEC เชื่อมต่อกับผู้บริโภคในอาเซียนร่วม ๗๐๐ ล้านคน

    บวกกับ EEC มีสิทธิประโยชน์ทางภาษีระยะยาวถึง ๑๕ ปี 

    ไทยจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจของนักลงทุน ที่จะหนีความเสี่ยงทุกด้าน จากทางด้านยุโรป ตะวันตก และเอเชีย มาที่ไทย

    นายกฯ อนุทิน จึงเป็น “นายกฯ เซลส์แมน” โดยปริยาย

    ไปพบกับผู้นำประเทศไหน นักลงทุนประเทศไหน นอกจากความเมืองแล้ว ก็ขายสินค้าไทย

    แล้วก็เชิญชวนเขาย้ายฐานการลงทุนมาที่ไทยด้วย!

    ตั้งแต่ครึ่งปีหลังของปี ๖๘ จนถึงต้นปี ๖๙ มีบริษัทระดับโลกย้ายฐานมาลงทุนในไทยแล้วกี่แสนล้านบาท ท่านช่วยกันนับดูนะ

    AWS มีแผนลงทุนระยะยาวกว่า ๑๙๐,๐๐๐ ล้านบาท ในช่วง ๑๕ ปี ข้างหน้า

    Google ประกาศลงทุน ๓๖,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อพัฒนา Data Center และ Cloud Region ในกรุงเทพฯ และชลบุรี

    Microsoft อยู่ระหว่างพิจารณาการลงทุน มูลค่าสูงถึง ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท

    TikTok ลงทุนด้าน Data Hosting ไปแล้ว มากกว่า ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท

    ล่าสุด ณ เดือน มี.ค.๖๙ มีโครงการใหม่เพิ่มอีกราว ๒.๗ พันล้านดอลลาร์

    หนึ่งในนั้น คือโครงการของ Beijing Haoyang Cloud จากจีน ซึ่งเตรียมพัฒนา Data Center ขนาด 300 MW ในนิคมอุตสาหกรรม WHA Eastern Seaboard จังหวัดระยอง

    นี่เพียงส่วนหนึ่ง เล็กๆ น้อยๆ ที่นักลงทุนมั่นใจในศักยภาพพื้นที่ EEC ของไทยเรา ย้ายฐานมาแล้ว และกำลังจะย้ายมา

    ผมเพียงยกมาให้เรารู้ไว้เท่านั้นว่า…

    รัฐบาล ๕-๖ เดือน ที่จิกหัว “ด่าเช้า-ด่าเย็น” เขาทำอะไรให้เป็นอนาคตของชาติบ้านเมืองบ้าง?!

    ที่ผมบอกว่า “พ่อใหญ่ปูติน” กอดกันกับนายกฯ อนุทินนั่นน่ะ แล้วได้ความบ้าน-ความเมืองอะไรมาบ้าง

    ผมไม่รู้ เพราะไม่ได้ตามไป ก็เอาจากที่คนเขารู้มาบอกละกัน

    ………………………………….

    Noraseth Tuntasiri

    ก็ช่วยๆ กัน เท่าที่ทำได้นะ

    การเจรจาในวันที่ 18 มิถุนายน ณ เมืองคาซาน อาจเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียนและรัสเซีย เนื่องในโอกาสครบรอบ 35 ปีแห่งความสัมพันธ์ อาเซียน-รัสเซีย

    ขณะที่ไทยกำลังแสวงหาโอกาสในการขยายการค้า การลงทุนใหม่ เสริมสร้างความเชื่อมโยงด้านการท่องเที่ยว และจัดหาพลังงานใหม่

    ชื่นมื่น! นายกฯ หารือ ปธน.ปูติน ย้ำมิตรภาพ 130 ปี มุ่งขยายความร่วมมือทุกมิติ

    18 มิ.ย.69 เวลา 17.45 น. (เวลาเมืองคาซาน) ณ ห้องหารือทวิภาคี 3 อาคาร Pavilion A2 ศูนย์การประชุมนานาชาติคาซาน เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย

     นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เน้นย้ำว่า: “#รัสเซีย เป็นมิตรประเทศสำคัญ ที่มีความสัมพันธ์อันยาวนานกับไทยทุกระดับ”

     ด้านประธานาธิบดีรัสเซีย ยินดีที่ทั้งสองประเทศมีความร่วมมือที่ใกล้ชิด และทั้งสองประเทศเตรียมเฉลิมฉลองครบรอบ 130 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–รัสเซีย ในปี 2570

    โอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายหารือถึงความร่วมมือต่างๆ

     #ด้านเศรษฐกิจและการค้า

     ปัจจุบันมูลค่าการค้าระหว่างกันอยู่ที่ 1,500 ล้านดอลลาร์ ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายเห็นพ้องว่า ยังเติบโตได้อีกมาก

    โดยรัฐบาลไทยเตรียมเดินหน้าเจรจาจัดทำ FTA ไทยกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) เพื่อเปิดตลาดใหม่และเตรียมจัดงาน Russian-Thai Investment Forum ที่กรุงเทพฯ ในเดือนตุลาคมนี้

     #พลังงานและความมั่นคง

     รัสเซียพร้อมสนับสนุนพลังงานสะอาด, ก๊าซ LNG รวมถึงสินค้าจำเป็น เช่น ปิโตรเคมีและปุ๋ย แก่ประเทศไทย

    พร้อมขยายความร่วมมือด้านความมั่นคง ไซเบอร์ เทคโนโลยี และสาธารณสุข

    #การท่องเที่ยวและวัฒนธรรม

     ในปี 2568 มีนักท่องเที่ยวรัสเซียเดินทางมาไทยเกือบ 2  ล้านคน (กลุ่มใหญ่ที่สุดในยุโรป) ทั้ง 2 ประเทศจึงเตรียมผลักดันการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม

    ทั้งเพลง ภาพยนตร์ และศิลปะการแสดง เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระดับประชาชนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

    การพบปะครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการตักตวงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการทูต เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยในเวทีโลกยุคใหม่

    มีเซลฟี่ ด้วยอะ

    …………………………………….

    ก็มีคำถามว่า เป็นงานสัมพันธ์ “อาเซียน-รัสเซีย” แล้วนายกฯ ฮุน มาเนต แห่งเขมรไปด้วยเปล่า?

    ผมตอบไม่ถูก ให้คุณ “คัดข่าว-หาดใหญ่” เขาตอบละกัน

    …………………..

    คัดข่าว

     *ผู้นำอาเซียน 4 ชาติ พบ ‘ปูติน’ แบบทวิภาคีในเวทีคาซาน…ไม่มีเขมรนะ

    ไทย-ฟิลิปปินส์-มาเลเซีย-บรูไน ยืนยันหารือแบบทวิภาคี  ส่วนเวียดนาม-ลาว-กัมพูชา ร่วมเวทีหลัก

    > “การประชุม ASEAN-Russia Summit ครบรอบ 35 ปี ที่คาซาน สะท้อนยุทธศาสตร์รัสเซียหันกระชับเอเชีย

    ท่ามกลางการจัดพบหารือทวิภาคีกับผู้นำอาเซียนหลายประเทศ เน้นพลังงาน เศรษฐกิจ และความมั่นคงอาหาร”

    18 มิ.ย. 2569 การฉลองความสัมพันธ์ 35 ปี จัดขึ้นที่เมืองคาซาน สาธารณรัฐตาตาร์สถาน รัสเซีย

    วันที่ 17-18 มิ.ย. โดยประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ได้จัดการหารือทวิภาคีกับผู้นำอาเซียน

    4 ชาติอาเซียน ที่ยืนยันพบปูตินแบบทวิภาคี

    1.ฟิลิปปินส์ – ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ 

    พบเมื่อ 17 มิ.ย. ฉลองความสัมพันธ์ทางการทูต 50 ปี หารือพลังงาน ความมั่นคงอาหาร และความมั่นคง

    2.มาเลเซีย – นายกฯ อันวาร์ อิบราฮิม 

    พบเมื่อ 17 มิ.ย. เน้นพลังงาน น้ำมัน เทคโนโลยี AI ไซเบอร์ และเกษตรสมัยใหม่

    3.บรูไน – สุลต่านฮัสซานัล โบลเกียห์ 

    ปูตินหารือโดยตรง ยกย่องประสบการณ์ของสุลต่าน และความสัมพันธ์ที่มั่นคงระหว่างสองประเทศ

    4.ไทย – นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล

    มีกำหนดพบปูตินช่วงเย็น 18 มิ.ย. 2569

    เน้นเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน พลังงาน เทคโนโลยี และความมั่นคงทางอาหาร

    ชาติอาเซียนอื่น: ร่วมเวทีหลัก ยังไม่ยืนยัน bilateral

    2 ชาติที่รัสเซียค่อนข้างสนิท

    เวียดนาม – นายกฯ Le Minh Hung 

    เข้าร่วมเต็มรูปแบบ มีความสัมพันธ์ระดับ Comprehensive Strategic Partnership กับรัสเซียอยู่แล้ว คาดว่ามีการหารือนอกรอบ

    ลาว – นายกฯ สอนไซ สีพันดอน 

    เพิ่งพบปูตินเมื่อ พ.ค.-มิ.ย. เรื่องพลังงาน รอบนี้เน้นเข้าร่วมเวทีรวม

    หลายท่านอาจถาม  แล้วเขมรล่ะ??

    กัมพูชา – นายกฯ ฮุน มาเนต

    เข้าร่วมประชุมและงานเลี้ยงต้อนรับ ยังไม่มีรายงานพบแบบทวิภาคีโดยตรง มีเพียงภาพถ่ายร่วมบนเวทีพหุภาคีท่ามกลางข่าวลือว่าพยายามล็อบบี้แต่ไม่มีผลอะไร

    บทวิเคราะห์: รัสเซียเดินเกม “หันสู่เอเชีย”

    การจัดประชุมทวิภาคีกับผู้นำอาเซียนหลายประเทศ สะท้อนความพยายามของรัสเซียในการขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและพลังงานกับภูมิภาคเอเชีย ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์โลก

    สำหรับอาเซียน การหารือกับรัสเซีย

    เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย “ถ่วงดุลมหาอำนาจ” เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มทางเลือกด้านพลังงาน เทคโนโลยี และการค้า

    …………………………………..

    สรุป “พ่อใหญ่ปูติน” กอดกับ “นายกฯ หนู”

    ใครก็อย่าคิดว่าไม่สำคัญ

    เพราะการกอดช่วยกระตุ้นให้ “ฮอร์โมนแห่งความรักและผูกพันหลั่ง”

    ฉะนั้น ไม่ต้องแปลกใจ

    ที่ “พ่อใหญ่” จะผูกพันทางใจกับ “ลูกหนู” คนนี้ไปนานเท่านาน!

    -เปลว สีเงิน

    ๒๐ มิถุนายน ๒๕๖๙

    วันเสาร์ที่ปลายซอย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/1017476/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ndlFUy2-6pbeob3y5_aGe

  • ยอดค้าปลีก UK เดือนพ.ค.พุ่งเกินคาด 1.2% ส่งสัญญาณเศรษฐกิจฟื้นตัว : อินโฟเควสท์

    ยอดค้าปลีก UK เดือนพ.ค.พุ่งเกินคาด 1.2% ส่งสัญญาณเศรษฐกิจฟื้นตัว : อินโฟเควสท์

    สำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษ (ONS) เปิดเผยในวันนี้ (19 มิ.ย.) ว่า ยอดค้าปลีกของสหราชอาณาจักร (UK) ดีดตัวขึ้น 1.2% ในเดือนพ.ค. ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นแข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่เดือนม.ค.ปีนี้ และดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะขยับขึ้นเพียง 0.5% นับเป็นสัญญาณบวกว่าเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวเป็นวงกว้าง

    ยอดค้าปลีกของสหราชอาณาจักรฟื้นตัวในเดือนพ.ค. หลังจากที่ลดลง 1% ในเดือนเม.ย. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ภาคครัวเรือนได้รับผลกระทบจากราคาเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น

    สำนักงานสถิติฯ ระบุว่า กลุ่มผู้ประกอบการค้าปลีกมองว่า การจัดโปรโมชันส่งเสริมการขาย และสภาพอากาศที่ร้อนในเดือนพ.ค. ช่วยเพิ่มยอดขายให้กับผู้ค้าปลีกที่ไม่มีหน้าร้าน รวมถึงห้างสรรพสินค้า

    ข้อมูลอย่างเป็นทางการบ่งชี้ว่า เศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรเริ่มต้นปี 2569 ด้วยการเติบโตในอัตราที่รวดเร็วที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในกลุ่ม G7

    ส่วนเมื่อวานนี้ (18 มิ.ย.) สำนักงานสถิติฯ รายงานว่า ตัวเลขจ้างงานปรับตัวขึ้น 2,000 ตำแหน่งในเดือนพ.ค. สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะลดมากถึง 23,000 ตำแหน่ง นอกจากนี้ สำนักงานสถิติฯ ได้ปรับทบทวนตัวเลขจ้างงานเดือนเม.ย.เป็นลดลง 53,000 ตำแหน่ง ซึ่งดีกว่าการประมาณการก่อนหน้านี้ที่ระบุว่าลดลงถึง 100,000 ตำแหน่ง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 มิ.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/603254&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08HElfoi88JWoopVG-uYio

  • “ปรเมศวร์” เบอร์ 2 ลุยตลาดลานโพธิ์นาเกลือ ชูยกระดับตลาดร้อยปี ดันเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว | TOPNEWS

    “ปรเมศวร์” เบอร์ 2 ลุยตลาดลานโพธิ์นาเกลือ ชูยกระดับตลาดร้อยปี ดันเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว | TOPNEWS

    บรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งนายกเมืองพัทยาและสมาชิกสภาเมืองพัทยาเป็นไปอย่างคึกคัก เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา หมายเลข 2 ในนามทีม “เรารักพัทยา” พร้อมด้วยผู้สมัครสมาชิกสภาเมืองพัทยา เขตเลือกตั้งที่ 1 หมายเลข 2–7 ลงพื้นที่ตลาดลานโพธิ์นาเกลือ ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เพื่อพบปะพ่อค้า แม่ค้า และประชาชนที่มาจับจ่ายซื้อสินค้า

    ระหว่างการลงพื้นที่ คณะผู้สมัครได้แนะนำตัว พูดคุย รับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากประชาชนอย่างใกล้ชิด พร้อมนำเสนอนโยบายการพัฒนาเมืองพัทยาในด้านต่าง ๆ และขอรับการสนับสนุนจากประชาชนในการเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้น

    นายปรเมศวร์ยังเน้นย้ำการประชาสัมพันธ์หมายเลขผู้สมัคร เพื่อสร้างการจดจำและเชิญชวนประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกมาใช้สิทธิ โดยย้ำว่าทุกคะแนนเสียงมีความสำคัญต่อการกำหนดทิศทางการพัฒนาเมืองพัทยาในอนาคต

    สำหรับการเลือกตั้งนายกเมืองพัทยาและสมาชิกสภาเมืองพัทยา จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะได้รับบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ได้แก่ บัตรสีเขียวสำหรับเลือกนายกเมืองพัทยา 1 คน และบัตรสีชมพูสำหรับเลือกสมาชิกสภาเมืองพัทยา จำนวน 6 คน ตามเขตเลือกตั้งของตน

    นายปรเมศวร์กล่าวว่า ตลาดลานโพธิ์นาเกลือเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของชุมชน และเป็นตลาดอาหารทะเลที่มีชื่อเสียง อยู่คู่ชาวนาเกลือและเมืองพัทยามายาวนานกว่าร้อยปี จึงมีศักยภาพที่จะพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและศูนย์กลางอาหารทะเลคุณภาพของภาคตะวันออก

    แนวทางการพัฒนาจะมุ่งปรับปรุงภูมิทัศน์ ความสะอาด ความเป็นระเบียบ และสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น ควบคู่กับการอนุรักษ์อัตลักษณ์และเสน่ห์ของชุมชนนาเกลือ ให้คงอยู่เป็นมรดกสำคัญของเมืองพัทยาอย่างยั่งยืน

    อนันต์ กิ่งสร – นันทัช กิ่งสร ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ชลบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1607284&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3P6TZpCFbD9Yg_aQbbKlak

  • เรตติ้งไทยมั่นคงอันดับแข่งขันดีขึ้นสะท้อนความเชื่อมั่นฐานะการคลัง

    เรตติ้งไทยมั่นคงอันดับแข่งขันดีขึ้นสะท้อนความเชื่อมั่นฐานะการคลัง


    ‘เอกนิติ’ เผยข่าวดีเศรษฐกิจไทย S&P คงอันดับ BBB+ มองเสถียรภาพการคลังยังแกร่ง ขณะที่ IMD ขยับอันดับการแข่งขันเร่งต่อยอดเวทีกรอ.นัดแรก 22 มิ.ย. ปลดล็อก 4 ด้าน โครงสร้างพื้นฐาน การค้า กฎระเบียบ แรงงาน

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยว่าเมื่อวันที่ 18  มิ.ย. สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ S&P Global Ratings ได้ประกาศคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยไว้ที่ระดับ BBB+ พร้อมแนวโน้มมีเสถียรภาพ หรือ Stable Outlook ว่าการคงอันดับครั้งนี้สะท้อนความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยและเสถียรภาพด้านการคลัง พร้อมประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะเติบโตที่ระดับ 2% ขณะที่เสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลจะช่วยสนับสนุนความต่อเนื่องของการดำเนินนโยบาย และเอื้อต่อการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจรวมถึงการลงทุนตามยุทธศาสตร์ระยะยาวของประเทศ

    นอกจากนี้ ในวันเดียวกัน(18 มิ.ย. 2569) สถาบัน IMD ได้จัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของไทยมีอันดับดีขึ้น 4 อันดับ จากอันดับที่ 30 ขึ้นมาอยู่อันดับที่ 26 จากกว่า 70 เขตเศรษฐกิจ ซึ่งผลการจัดอันดับล่าสุดนี้ มีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนที่รัฐบาลจะนำมาพิจารณาและหาทางปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นจากการขับเคลื่อนผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ซึ่งจะมีการประชุมนัดแรกในวันจันทร์ ที่ 22 มิ.ย. 2569 นี้ 

    ทั้งนี้กรอ. จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นกลไกขับเคลื่อนประเทศไทยในระยะยาว โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ส่วนตนเองเป็นรองประธาน  ซึ่งล่าสุดให้มอบให้ฝ่ายเลขานุการ กรอ. จัดเตรียมวาระการประชุมให้สอดคล้องกับสิ่งที่ทั้งสถานบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ S&P Moody’s และ สถาบัน IMD ให้ความสนใจ คือทิศทางการขับเคลื่อนประเทศไทยในระยะยาว

    สำหรับแนวทางการทำงานของ กรอ. ชุดนี้ จะมุ่งเน้นการปรับโครงสร้างพื้นฐานในหลายด้าน ทั้งด้านพลังงานซึ่งประเทศไทยยังพึ่งพาอยู่มาก ด้านเทคโนโลยี ด้านกำลังคนและแรงงาน และด้านการแก้ไขกฎระเบียบ โดยยกตัวอย่างความสำเร็จของโครงการ Thailand Fast Pass ที่พิสูจน์แล้วว่าการแก้ไขปัญหาด้านกฎระเบียบสามารถช่วยส่งเสริมการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ  และในวันอังคาร ที่ 23 มิ.ย. 2569 จะมีการเปิดตัวโครงการ Thailand Fast Pass อย่างเป็นทางการ เพื่อแสดงศักยภาพของประเทศไทยให้เห็นเป็นรูปธรรมด้วย

    ” Moody’s และ S&P คงอันดับความน่าเชื่อถือไทย ต่างให้ความสำคัญกับการลงทุนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทั้งการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ และการแก้ไขปัญหากฎระเบียบ ซึ่ง Thailand Fast Pass เป็นเพียงต้นแบบที่พิสูจน์ให้เห็นว่าไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณ เพียงปลดล็อกกฎระเบียบก็สามารถขับเคลื่อนการลงทุนได้ คือบางเรื่องเราไม่ต้องใช้เงินเลย เราปลดล็อกก็ขับเคลื่อนไปได้” นายเอกนิติ กล่าว

    นายเอกนิติ กล่าวว่า การขับเคลื่อนประเทศภายใต้ กรอ. ในระยะต่อไป จะมีการจัดตั้งคณะทำงานย่อยเพื่อขับเคลื่อนใน 4 ด้านหลักๆ  ประกอบด้วยคณะทำงานด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการค้าและความสามารถในการแข่งขัน ด้านกฎหมายและกฎระเบียบทางธุรกิจ และด้านแรงงาน โดยเชื่อว่าหากดำเนินการอย่างเป็นระบบ ประเทศไทยจะมีพัฒนาการที่ดีขึ้นภายในระยะเวลา 3-4 ปี ทั้งนี้แนวทางการทำงานจะอิงรูปแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเช่นเดียวกับยุครัฐบาลพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่ภาครัฐทำหน้าที่สนับสนุนและให้ภาคเอกชนเป็นผู้นำ เนื่องจากสถานการณ์โลกในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    สำหรับรายละเอียดการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันที่ออกมามีทั้งส่วนที่ปรับตัวดีขึ้นและลดลงนั้น สถาบัน IMD ได้แบ่งการประเมินออกเป็น 4 ด้านหลัก ได้แก่ ประสิทธิภาพเชิงเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพภาครัฐ ประสิทธิภาพภาคเอกชน และโครงสร้างพื้นฐาน  ซึ่งในด้านประสิทธิภาพเชิงเศรษฐกิจนั้นพบว่าตัวชี้วัดด้านการค้าระหว่างประเทศปรับลดลงจากอันดับ 4 มาอยู่อันดับ 9 เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกสินค้าค่อนข้างมาก ทำให้ขึ้นอยู่กับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ขณะที่ตัวชี้วัดด้านการลงทุนระหว่างประเทศปรับดีขึ้นจากอันดับ 30 มาอยู่อันดับ 24 ซึ่งสอดคล้องกับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ส่วนเศรษฐกิจภายในประเทศยังคงอยู่ที่อันดับ 38 เท่าเดิม

    ในขณะที่ด้านประสิทธิภาพภาครัฐอันดับโดยรวมอยู่ที่ 32 เท่าเดิม แต่ตัวชี้วัดด้านการคลังปรับดีขึ้นจากอันดับ 31 มาอยู่อันดับ 29 โดยเฉพาะความง่ายของระบบภาษีที่ดีขึ้นจากอันดับ 8 มาอยู่อันดับ 7 ซึ่งเป็นผลจากการนำระบบดิจิทัลมาใช้มากขึ้น อาทิ ระบบ e-Tax Invoice ที่เพิ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี(ครม.)  ส่วนตัวชี้วัดด้านกฎหมายธุรกิจซึ่งเกี่ยวข้องกับใบอนุญาตต่าง ๆ ยังคงทรงตัว และเป็นเรื่องที่นายปกรณ์ต้องเข้ามาดูแลปรับปรุงต่อไป

    ทางด้านประสิทธิภาพภาคเอกชนประเทศไทยมีอันดับดีขึ้น โดยตัวชี้วัดด้านศักยภาพของภาคเอกชนปรับขึ้นจากอันดับ 39 มาอยู่อันดับ 37 ส่วนตัวชี้วัดด้านเสถียรภาพภาคการเงินอยู่ที่อันดับ 36 ขณะที่ด้านโครงสร้างพื้นฐานเป็นด้านที่มีอันดับยังไม่ดีนัก โดยเฉพาะด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมซึ่งอยู่ในอันดับ 56 และด้านการศึกษาซึ่งอยู่ในอันดับ 52

    “ตัวชี้วัดที่น่าเป็นห่วงที่สุดในด้านโครงสร้างพื้นฐาน คือความเข้มข้นในการพึ่งพาพลังงาน หรือ Energy Intensity ซึ่งประเทศไทยอยู่ในอันดับ 67 สะท้อนการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาตินำเข้าในระดับสูง โดยมูลค่าการนำเข้าพลังงานคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 10% ของจีดีพีจึงจำเป็นต้องเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเพื่อลดความเสี่ยงของประเทศ” นายเอกนิติ กล่าว

    ส่วนกรณีที่เวียดนามเข้าร่วมการจัดอันดับจากสถาบัน IMD เป็นปีแรกและอยู่ในอันดับ 27 ใกล้เคียงกับไทยมาก นั้น ไทยต้องมองเวียดนามในฐานะพันธมิตรและคู่ค้ามากกว่ามองเป็นคู่แข่ง ซึ่งจากการพบปะกับประธานาธิบดีเวียดนามทั้ง 2 ประเทศมองตรงกันว่าควรมีการพัฒนาร่วมกัน โดยเวียดนามมีความเข้มแข็งด้านเซมิคอนดักเตอร์ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ และกำลังแรงงานด้านวิศวกรรมจำนวนมาก ขณะที่ไทยมีความเข้มแข็งด้านการแปรรูปอาหารและวัตถุดิบ จึงควรร่วมมือกันเพื่อเติบโตไปด้วยกัน

    นายเอกนิติ กล่าวถึงสถานการณ์เศรษฐกิจในขณะนี้ว่า สถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ไม่ใช่วิกฤตด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่เป็นวิกฤตด้านเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่ประชาชนยังสัมผัสได้ โดยต้นเหตุของราคาสินค้าที่สูงขึ้นมาจากต้นทุนพลังงานที่แพง ซึ่งเป็นผลจากการที่ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูง ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข

    ในส่วนของสถานการณ์ตลาดเงินและตลาดทุน  ขณะนี้มีเงินทุนไหลเข้าตลาดทุนไทยในระดับสูง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการไหลออกของเงินทุนจากอินโดนีเซีย ซึ่งกำลังเผชิญปัญหาด้านเสถียรภาพและวิกฤตทางการคลัง ขณะที่การที่ประเทศไทยยังคงยืนยันในเรื่องวินัยทางการคลังและความพยายามในการดำเนินนโยบายต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และสะท้อนออกมาในภาพของตลาดทุนไทยที่ปรับตัวดีขึ้นในวันนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/43850&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ke1dA6mCXe2e38nPxYt5u