Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ผู้ประกอบการหัตถกรรม ร่วมงานไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 77 ขยายตลาดท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

    ผู้ประกอบการหัตถกรรม ร่วมงานไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 77 ขยายตลาดท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

    นายเสริฐ ไชยยานันตา ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน เปิดเผยว่า สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน จัดกิจกรรมส่งเสริมและขยายช่องทางการตลาดผลิตภัณฑ์งานหัตถกรรมของจังหวัดน่าน เพื่อพัฒนาและยกระดับกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ให้สามารถตอบสนองต่อตลาดการท่องเที่ยว และสนับสนุนแนวทางของจังหวัดในการขับเคลื่อนเมืองน่านสู่เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก

    กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นโดย สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน ซึ่งได้นำผู้ประกอบการและชุมชนจากจังหวัด น่าน เข้าร่วมออกบูธนำเสนอผลิตภัณฑ์ในงาน ไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 77 ระหว่างวันที่ 5–8 มีนาคม 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร

    ภายในงานมีผู้ประกอบการจากจังหวัดน่านเข้าร่วมจำนวน 30 ราย นำผลิตภัณฑ์หัตถกรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาจัดแสดงและจำหน่าย อาทิ งานหัตถกรรมจักสาน งานหัตถกรรมเครื่องเงิน งานหัตถกรรมจากผ้า จิตรกรรมฝาผนังสกุลช่างน่าน งานปั้น และงานแกะสลักไม้

    การเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มมูลค่าการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ผ่านทุนทางวัฒนธรรมและซอฟต์พาวเวอร์ของจังหวัดน่าน ที่มีความหลากหลายในแต่ละพื้นที่ พร้อมทั้งสร้างโอกาสทางการตลาดให้กับผู้ประกอบการและชุมชนท้องถิ่น ให้สามารถเข้าถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวและผู้บริโภคได้มากยิ่งขึ้น

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/nan/3895001/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3iqp7Elxb7fq4GZnmA2UAp

  • ท่องเที่ยวแสวงบุญ ทางพระพุทธศาสนา ในรัฐพิหาร ดินแดนแห่งมรดก ทางจิตวิญญาณ-วัฒนธรรม แหล่งสำคัญของอินเดีย | เดลินิวส์

    ท่องเที่ยวแสวงบุญ ทางพระพุทธศาสนา ในรัฐพิหาร ดินแดนแห่งมรดก ทางจิตวิญญาณ-วัฒนธรรม แหล่งสำคัญของอินเดีย | เดลินิวส์

    ที่โรงแรมฮิลตัน แกรนด์ อโศก ซอยสุขุมวิท 21 นายอมิต คูมาร์ ประธาน Bihar Foundation สาขาประเทศไทย จัดงาน”Lotus Triangle Mega Launch” ร่วมกับ การท่องเที่ยว จากรัฐพิหาร ประเทศอินเดีย เพื่อโปรโมทการท่องเที่ยวด้านพุทธศาสนา ซึ่งรัฐพิหาร ยังเป็นสถานที่สำคัญทางพุทธศาสนา สถานที่ควรไปเคารพสักการะ ควรไปแสวงบุญ เพื่อให้เกิดความสังเวชและเกิดพุทธานุสติ อันจักนำมาซึ่งบุญกุศลและความปลาบปลื้มแช่มชื่นใจ เช่น พุทธคยา สถานที่เนื่องด้วยการตรัสรู้ , ราชคฤห์ สถานที่บำเพ็ญสมาธิของพระพุทธเจ้า และไวสาลี สถานที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า ฯลฯ

    โดยมีทาง ปลัดการท่องเที่ยว รัฐพิหาร, คณะผู้แทนจากสถานทูตอินเดีย ประจำประเทศไทย, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, นายซูซีล กูมาร์ ดาห์นูก้า ประธานหอการค้าอินเดีย-ไทย ,สมาคมอินเดียแห่งประเทศไทย ,สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ,บริษัทนำเที่ยว สายการบินไทยเวียตเจ็ท (Thai VietJet Air) และแขกมีผู้มีเกียรติจากหลายหน่วยงานฯลฯ เข้าร่วม เพื่อแนะนําแหล่งท่องเที่ยวมรดกทางจิตวิญญาณและวัฒนธรรมที่สําคัญในรัฐพิหาร พร้อมแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับการเดินทาง ขั้นตอนการขอวีซ่าสําหรับนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังมีการนําเสนอความคิดริเริ่มอย่างละเอียดเพื่อส่งเสริมให้รัฐพิหารเป็นจุดหมายปลายทางที่ต้องการสําหรับการท่องเที่ยวและการลงทุน ภายในงานมีการแสดงทางวัฒนธรรมแบงอินเดีย และนาฏศิลป์ไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5666318/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1t6Zyuhfp1cgvqNOj3Wp-C

  • SCB EIC ชี้ชะตาเศรษฐกิจโลก-ไทย เปิดบทวิเคราะห์รับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง

    SCB EIC ชี้ชะตาเศรษฐกิจโลก-ไทย เปิดบทวิเคราะห์รับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง

    SCB EIC เผยแพร่บทวิเคราะห์ประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจภายใต้ความตึงเครียดของสงครามในตะวันออกกลาง ระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ชี้ผลกระทบลุกลามเป็นวงกว้าง กระทบความมั่นคงทางพลังงานและฉุดรั้งการเติบโตของจีดีพีโลกและไทย 

    เปิด 4 ฉากทัศน์สงครามตะวันออกกลาง และแนวโน้มราคาน้ำมันโลก

    สถานการณ์ความขัดแย้งส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งทะยานเกิน 80 USD/bbl (เพิ่มขึ้น 30% จากจุดต่ำสุดในเดือนมกราคม) 

    รายการSCBEIC
    SCB EIC ชี้ชะตาเศรษฐกิจโลก-ไทย เปิดบทวิเคราะห์รับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง

    เนื่องจากความเสี่ยงที่การขนส่งผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ส่งผ่านพลังงานกว่า 20% ของโลกจะหยุดชะงัก SCB EIC ประเมินฉากทัศน์ไว้ ดังนี้

    1.ความขัดแย้งยุติภายใน 2 สัปดาห์ (Quick De-escalation) ความตึงเครียดคลี่คลายเร็วผ่านการเจรจาและการกดดันจากผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่อย่างจีน ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจะเป็นเพียง Geopolitical Risk Premium ระยะสั้น

    2.ช่องแคบฮอร์มุซติดขัด 2-6 สัปดาห์ (กรณีฐาน Extended Strait Disruption) อิหร่านปิดช่องแคบและมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานบางส่วน สอดคล้องกับถ้อยแถลงของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ระบุว่าปฏิบัติการทางทหารอาจใช้เวลาราว 4 สัปดาห์ เพื่อทำลายศักยภาพกองกำลังอิหร่าน

    3.ความขัดแย้งยืดเยื้อ (Prolonged War) การสู้รบรุนแรงขึ้น ปฏิบัติการของสหรัฐฯ ยาวนานกว่าที่คาด กระทบความปลอดภัยการขนส่งพลังงานในอ่าวเปอร์เซียเป็นวงกว้าง

    4.สงครามภูมิภาค (กรณีเลวร้ายที่สุด  Regional War) ความขัดแย้งขยายตัวสู่ระดับภูมิภาค ระบบโลจิสติกส์พลังงานหยุดชะงักทั้งระบบ ราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงถึง 100-110 USD/bbl จนเกิดภาวะ Demand Destruction

    ขณะที่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและนโยบายการเงินโลก SCB EIC มองว่าผลกระทบจะส่งผ่าน 2 ช่องทางหลัก คือ  เงินเฟ้อโลกเร่งตัว หากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นทุก 10% จะดันเงินเฟ้อประเทศเศรษฐกิจหลักสูงขึ้น 0.2% โดยในกรณีเลวร้ายที่น้ำมันแตะ 100 USD/bbl เงินเฟ้อโลกอาจเพิ่มขึ้นถึง 0.6-0.7% กดดันกำลังซื้อครัวเรือนและต้นทุนธุรกิจ  และเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น 10% จากกรณีฐาน จะทำให้ GDP โลกลดลงราว 0.1-0.3% โดยกรณีฐานปีนี้ GDP โลกมีแนวโน้มขยายตัวลดลง 0.2-0.4%

    โดยมองว่า ธนาคารกลางหลักมีแนวโน้มชะลอการผ่อนคลายนโยบายการเงิน โดยเฉพาะ Fed ที่อาจใช้แนวทาง Wait-and-see เพื่อประเมินสถานการณ์ ซึ่งจะทำให้การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายล่าช้าออกไปจากความกังวลด้านเงินเฟ้อพลังงาน

    สำหรับเศรษฐกิจไทย ระบุว่า ประเทศไทยมีความอ่อนไหวสูงเนื่องจากเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ (Net Oil Importer) สูงถึง 8% ของ GDP SCB EIC ประเมินผลกระทบผ่าน 4 ด้านหลัก ได้แก่ 

    1. เงินเฟ้อและการบริโภคภาคเอกชน ในกรณีฐาน เงินเฟ้อไทยปี 2569 จะอยู่ที่ราว 1.5% แต่หากลุกลามเป็นสงครามภูมิภาค เงินเฟ้ออาจพุ่งสูงกว่า 4% ทะลุขอบบนของเป้าหมายธนาคารแห่งประเทศไทย แม้ภาครัฐจะพยายามตรึงราคาดีเซลไว้ที่ 29.94 บาท/ลิตร แต่หากราคาน้ำมันโลกยืนสูงนาน กองทุนน้ำมันฯ จะแบกรับภาระไม่ไหว จนต้องปล่อยให้ราคาขายปลีกพุ่งขึ้น กระทบกำลังซื้อครัวเรือน

    2. การค้าระหว่างประเทศ ดุลการค้าเสี่ยงแย่ลง แม้ไทยจะส่งออกไปตะวันออกกลางเพียง 3.7% แต่เราพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากที่นั่นถึง 59% ของแหล่งนำเข้าทั้งหมด นอกจากนี้ยังจะได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจยุโรปและเอเชีย รวมถึงค่าขนส่งที่แพงขึ้น

    3. การท่องเที่ยว โดยนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง (สัดส่วน 2%) ชะลอตัวจากการปิดน่านฟ้าและช่วงเดือนเราะมะฎอน ส่วนนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่น (สัดส่วน 8%): โดยเฉพาะที่เดินทางผ่านสายการบินตะวันออกกลาง (Emirates, Qatar, Etihad) อาจชะลอการเดินทางจากต้นทุนตั๋วเครื่องบินที่แพงขึ้นและความกังวลด้านความปลอดภัย

    4. ตลาดการเงินและค่าเงินบาท ตั้งแต่วันเกิดเหตุถึง 6 มีนาคม เงินบาทอ่อนค่ารุนแรงถึง -2.2% พร้อม คาดการณ์ว่าหากกรณีสงครามไม่ยืดเยื้อ คาดบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 31.25-31.75 และอาจกลับมาแข็งค่าที่ 31.00-31.50 ในสิ้นปี ส่วนกรณีรุนแรง หากน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์ บาทอาจอ่อนค่าไปถึง 32.50-33.50 จากการไหลออกของเงินทุนสู่สินทรัพย์ปลอดภัย

    SCB EIC
    SCB EIC ชี้ชะตาเศรษฐกิจโลก-ไทย เปิดบทวิเคราะห์รับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง เตือนหากยืดเยื้อดันน้ำมันแพง เงินเฟ้อพุ่ง บาทอ่อนค่า GDP อาจวูบทั่วโลก

    สำหรับผลกระทบต่อภาคธุรกิจ ประเมินว่า กลุ่มที่ได้รับผลกระทบเชิงลบ จะเป็นธุรกิจที่พึ่งพาน้ำมันสูง เช่น พลังงาน ขนส่ง ก่อสร้าง และอุตสาหกรรมที่ส่งออกไปตะวันออกกลางมาก เช่น รถยนต์นั่ง และสินค้าเกษตรบางประเภท นอกจากนี้ต้นทุนวัตถุดิบต่อเนื่อง เช่น ปุ๋ย และสินแร่ จะพุ่งสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน

    ส่วนกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์เชิงบวก ได้แก่ สินค้าเกษตรและอาหารที่จำเป็น เนื่องจากประเทศในตะวันออกกลางอาจเร่งกักตุนสินค้า รวมถึง พืชพลังงาน ที่ราคาจะปรับสูงขึ้นตามกลไกตลาดโลก

    SCB EIC ประเมินภาครัฐจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเพื่อดูแลความมั่นคงด้านพลังงาน อย่างไรก็ตามปัจจุบันไทยมีระดับปริมาณน้ำมันสำรองในประเทศและอยู่ระหว่างขนส่ง (ทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว) เพียงพอต่อความต้องการใช้งานนาน 95 วัน (กระทรวงพลังงานประกาศ ณ 5 มี.ค.) 

    นอกจากนี้ ยังมีการสั่งระงับการส่งออกน้ำมันดิบและสำเร็จรูป เร่งหาซื้อน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากแหล่งอื่น ผลิตก๊าซฯ จากแหล่งในอ่าวไทยและเมียนมาเพิ่มเพื่อทดแทน รวมถึงให้โรงไฟฟ้าลดใช้ก๊าซและเปลี่ยนไปใช้ถ่านหินและพลังงานหมุนเวียนให้เต็มศักยภาพ รวมถึงใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการพยุงค่าครองชีพและต้นทุนภาคธุรกิจ ล่าสุด ณ 3 มี.ค. รัฐบาลไทยได้ประกาศตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 29.94 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 15 วัน 

    ทั้งนี้  SCB EIC  ประเมินว่าสงครามตะวันออกกลางเป็นความเสี่ยงใหม่ที่ทำให้มีโอกาสมากขึ้นที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะ “ผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม” เพื่อประคองเศรษฐกิจที่อาจได้รับผลกระทบหนัก โดยในกรณีฐานเศรษฐกิจไทยอาจโตลดลง 0.3% แต่หากเกิดสงครามภูมิภาคอาจฉุด GDP ลดลงได้ถึง 0.7 – 0.8%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/270271&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Fp6s6GWt4W7fj9Q57-4I2

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (8 มี.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (8 มี.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (8 มี.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (7 มี.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศปรับลดราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 30 สตางค์ต่อลิตร

    ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลไม่มีการเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่วันที่ 18 ก.พ. 69 

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 39.14 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 40.04 บาท (โออาร์)
    • แก๊สโซฮอล์ 97  ลิตรละ 49.54 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 30.55 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 30.18 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 28.34 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 26.29 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 29.94 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 30.44 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลS ลิตรละ 45.64 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 29.94 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (8 มี.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/653219&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Gpiwim9BeGRA3OWGzKLq0

  • ระยองจัดมหกรรมพลัง “บวร” ขับเคลื่อนจังหวัดคุณธรรม น้อมนำเศรษฐกิจพอเพียง

    ระยองจัดมหกรรมพลัง “บวร” ขับเคลื่อนจังหวัดคุณธรรม น้อมนำเศรษฐกิจพอเพียง

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/133469&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vJrI42ez6QHvxl8n7X6Kb

  • เชียงใหม่-พุทธศาสนิกชนร่วมเสริมสิริมงคล“ตักบาตรโชติกา” ห่มผ้าพระเจดีย์หลวง ก้าวสู่ปีที่ 4 มหาบุญล้านนา | TOPNEWS

    เชียงใหม่-พุทธศาสนิกชนร่วมเสริมสิริมงคล“ตักบาตรโชติกา” ห่มผ้าพระเจดีย์หลวง ก้าวสู่ปีที่ 4 มหาบุญล้านนา | TOPNEWS

    สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ จัดกิจกรรมมหาบุญ “ตักบาตรโชติกา” และพิธีถวายผ้าห่มพระธาตุเจดีย์หลวง ก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 เพื่อสืบสานประเพณีล้านนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม พร้อมเชิญชวนพุทธศาสนิกชนร่วมทำบุญเสริมสิริมงคล

    เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2569 ณ วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร จังหวัดเชียงใหม่ สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ จัดกิจกรรม “ตักบาตรโชติกา” พร้อมพิธีถวายผ้าห่มพระธาตุเจดีย์หลวง โดยมีนายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี ท่ามกลางพุทธศาสนิกชนและนักท่องเที่ยวที่เข้าร่วมทำบุญกันเป็นจำนวนมาก

    นายศุภมิตร กิจจาพิพัฒน์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ ได้รับอนุญาตจากทางวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร ให้จัดกิจกรรมตักบาตรโชติกา ทุกวันเสาร์ เวลา 7.00 น. รอบพระธาตุเจดีย์หลวง มีการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง และในปี 2569 ถือเป็นการก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 ของการจัดกิจกรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสืบสานขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของล้านนา พร้อมทั้งสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนจังหวัดเชียงใหม่

    สำหรับเดือนมีนาคม 2569 ทางสมาคมฯ ได้จัดกิจกรรมเป็นพิเศษทุกวันเสาร์ โดยได้รับเมตตาจากพระเกจิชื่อดังมาร่วมรับบิณฑบาต สำหรับภายในพิธีวันนี้ได้รับเมตตาบารมีจาก พระราชวชิรสิทธิ (อัมพร กตปุญฺโญ) รักษาการณ์แทนเจ้าคณะจังหวัด เชียงใหม่ – ลำพูน – แม่ฮ่องสอน (ธ) เจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมพระสงฆ์และสามเณร รวม 29 รูป ลงรับบิณฑบาต จากนั้นมีพิธีแห่ผ้าห่มรอบองค์พระธาตุเจดีย์หลวง เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ผู้ร่วมพิธี

    ทั้งนี้ ขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนร่วมเสริมสิริมงคล ทุกวันเสาร์ ตักบาตรโชติกา ตลอดเดือนมีนาคม 2569 พบพระเกจิอาจารย์ พระคณาจารย์เมตตามารับบิณฑบาต ออกโรงทาน หลังเสร็จสิ้นกิจกรรมตักบาตร เพื่อสืบสานบุญกุศลและแบ่งปันความความสุขร่วมกัน ปัจจัยและสิ่งของจากการตักบาตร ส่วนหนึ่งถวายให้กับวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร และอีกส่วนหนึ่งนำไปช่วยเหลือเด็กกำพร้าที่ วัดดอนจั่น

    หากท่านไม่ได้เตรียมอาหารมา ทางสมาคมฯ มีโต๊ะจำหน่ายอาหารแห้ง โดยรายได้ทั้งหมด แบ่งถวายวัดเจดีย์หลวง บริจาคให้โรงพยาบาลนครพิงค์ สถานสงเคราะห์เด็กบ้านเวียงพิงค์

    กิจกรรมดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่สะท้อนศรัทธาในพระพุทธศาสนา และช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดเชียงใหม่ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง พร้อมเปิดโอกาสให้พุทธศาสนิกชนได้ร่วมทำบุญ เสริมสิริมงคล และร่วมสืบสานเอกลักษณ์วัฒนธรรมไทยให้คงอยู่สืบไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1509192&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2CcMoAAw9V6Go3d21LAowC

  • Netflix เนรมิตแกรนด์ไลน์ใจกลางกรุง ต้อนรับซีรีส์ ONE PIECE: มุ่งหน้าสู่แกรนด์ไลน์

    Netflix เนรมิตแกรนด์ไลน์ใจกลางกรุง ต้อนรับซีรีส์ ONE PIECE: มุ่งหน้าสู่แกรนด์ไลน์

    เหล่านากามะโปรดทราบ! Netflix ผสานความร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและกรุงเทพมหานคร จัดใหญ่เอาใจแฟนๆ วันพีซ (One Piece) กับอีเวนต์สุดยิ่งใหญ่ “GRAND LINE IN THAILAND” เปลี่ยนสวนลุมพินีให้กลายเป็นเส้นทางทะเลในตำนานเพื่อต้อนรับการมาของซีรีส์ ‘วันพีซ: มุ่งหน้าสู่แกรนด์ไลน์’ ชวนแฟนๆ และผู้ที่ชื่นชอบการผจญภัยมาร่วมกางใบเรือมุ่งสู่แกรนด์ไลน์ด้วยกันพร้อมโอกาสพิเศษสัมผัสประสบการณ์ล่องเรือโจรสลัดในโลกแห่งวันพีซอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน   

    ภายในงานเหล่านากามะจะได้พบกับกิจกรรมสุดพิเศษที่ถอดแบบมาจากโลกวันพีซ สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพพลาดไม่ได้กับจุดกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ได้โพสท่าเคียงข้างกับตัวละครที่คุณชื่นชอบกับการเซลฟี่กับลูฟี่ (LUFFY WEFIE) ที่เปิดโอกาสให้ได้ถ่ายภาพมุมกว้างร่วมกับกัปตันลูฟี่ในท่า “หมัดยางยืด…ดดด” อันเป็นเอกลักษณ์ และจุดนัดพบช็อปเปอร์ (CHOPPER MEETING POINT) ที่มาพร้อมความพิเศษซึ่งรอให้ทุกคนมาค้นพบด้วยตนเอง  

    PR-NEWS-ONE-PIECE-GRANDLINE-THAILAND-SPACEBAR-Photo V02.jpg

    นอกจากนี้ยังมีจุดชมวิวแกรนด์ไลน์ (NAKAMA’S YARD) ลานกิจกรรมสำหรับพักผ่อนหย่อนใจซึ่งมีบริการให้ยืมเสื่อลวดลายวันพีซสุดพิเศษโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงเพียงแสดงบัตรประชาชนเพื่อลงทะเบียน เหมาะสำหรับการนั่งปิกนิกและสังสรรค์กับเพื่อนพ้องก่อนออกผจญภัย  

    PR-NEWS-ONE-PIECE-GRANDLINE-THAILAND-SPACEBAR-Photo V03.jpg

    สำหรับไฮไลต์สำคัญที่ไม่ควรพลาดคือการสวมบทบาทเป็นกัปตันเรือกับกิจกรรมเรือปั่นโจรสลัด (PIRATE PEDAL BOAT) ที่ต้องใช้พลังแรงขาในการขับเคลื่อนเรือเพื่อไปพบกับ “ลาบูน” วาฬไอร์แลนด์ในตำนานที่กะพริบตาได้ดั่งมีชีวิต เพื่อนรักที่กลุ่มโจรสลัดหมวกฟางได้พบเป็นตัวแรกเมื่อเข้าสู่แกรนด์ไลน์ซึ่งลอยเด่นอยู่กลางบึงน้ำรอต้อนรับเหล่าโจรสลัดทุกคน โดยมีทัพเรือจากซีรีส์มาให้เลือกได้ถึงสามแบบไม่ว่าจะเป็นเรือ Going Merry เรือในตำนานของกลุ่มหมวกฟาง หรือแฝงตัวในองค์กรลับกับเรือ Baroque Works ตลอดจนยืนหยัดพิทักษ์ความยุติธรรมบนเรือรบ Marine ของกองทัพเรือ   

    อย่าพลาดโอกาสอุ่นเครื่องความสนุกก่อนใคร! กับกิจกรรม GRAND LINE IN THAILAND ซึ่งเปิดให้เข้าร่วมฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ณ สวนลุมพินี บริเวณบึงน้ำใกล้จุดบริการเช่าเรือปั่น ตั้งแต่วันที่ 8-15 มีนาคมนี้ 

    มาร่วมสนุกกันให้เต็มที่ก่อนกระโจนเข้าสู่การผจญภัยครั้งใหม่ในซีรีส์ ‘วันพีซ: มุ่งหน้าสู่แกรนด์ไลน์’  เมื่อลูฟี่และกลุ่มหมวกฟางต้องมุ่งหน้าสู่แกรนด์ไลน์ เส้นทางทะเลในตำนานอันน่ามหัศจรรย์และเต็มไปด้วยอันตราย รวมถึงการเผชิญหน้ากับเกาะประหลาดและศัตรูใหม่ที่น่าเกรงขามอย่างองค์กรอาชญากรรมบาร็อคเวิร์คส์ในภารกิจค้นหาสมบัติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก สตรีมพร้อมกัน 10 มีนาคมนี้ที่ Netflix เท่านั้น 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/culture/pr-news-one-piece-grandline-thailand&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0USeZRSQrEMJmDkYlmKPP8

  • วัดศรีสุพรรณเปิด “Silver Wellness” ฟื้นภูมิปัญญาล้านนา สู่ศูนย์สุขภาพชุมชนวัวลาย | TOPNEWS

    วัดศรีสุพรรณเปิด “Silver Wellness” ฟื้นภูมิปัญญาล้านนา สู่ศูนย์สุขภาพชุมชนวัวลาย | TOPNEWS

    เชียงใหม่ – วัดศรีสุพรรณ  โดยมูลนิธิวัดเงิน ร่วมกับบริษัท ศรีชัยยะปุระ จำกัด เปิดโครงการ “Silver Wellness” ศูนย์สุขภาพภูมิปัญญาล้านนาแห่งใหม่ของชุมชนวัวลาย มุ่งสืบสานองค์ความรู้ด้านแพทย์แผนไทยล้านนา พร้อมเชื่อมโยงการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและสุขภาพของจังหวัด เชียงใหม่

    พระครูพิทักษ์สุทธิคุณ เจ้าอาวาสวัดศรีสุพรรณ เปิดเผยว่า โครงการ Silver Wellness เกิดจากแนวคิดในการอนุรักษ์และถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชนวัวลาย โดยเฉพาะศาสตร์การดูแลสุขภาพแบบล้านนา ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่สืบทอดจากหมอพื้นบ้านและครูภูมิปัญญามาอย่างยาวนาน

    “วัดศรีสุพรรณเป็นศูนย์กลางของชุมชนวัวลาย ทั้งด้านศาสนา ศิลปวัฒนธรรม และการเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น  และได้รับการพัฒนาศัยภาพสุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ปี 2567

    การจัดตั้ง Silver Wellness จะช่วยรวบรวมองค์ความรู้ด้านสุขภาพล้านนา เช่น การนวดอัตลักษณ์ล้านนา นวดตอกเส้น การย่ำขาง จู้ทราย ย่างยา เผายา เช็ดแหพิธีสู่น้ำขาง ฯลฯ พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้เรียนรู้และสัมผัสภูมิปัญญาเหล่านี้” เจ้าอาวาสกล่าว

    วัดศรีสุพรรณถือเป็นวัดสำคัญแห่งหนึ่งของเชียงใหม่ ตั้งอยู่ในย่านชุมชนวัวลาย ซึ่งเป็นแหล่งหัตถกรรมเครื่องเงินเก่าแก่ของล้านนา โดยวัดมีชื่อเสียง

    จากอุโบสถเงินแห่งแรกของโลก ที่สร้างและตกแต่งด้วยงานหัตถศิลป์โลหะของช่างฝีมือชุมชนวัวลาย และยังเป็นศูนย์กลางกิจกรรมวัฒนธรรมของชุมชน รวมทั้งกิจกรรมการท่องเที่ยว เช่น ถนนคนเดินวัวลาย และกิจกรรมทางศาสนาและศิลปวัฒนธรรมล้านนา

    ด้านนาง จิตติมาพร นิลมัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีชัยยะปุระ จำกัด เปิดเผยว่า การร่วมมือกับวัดศรีสุพรรณในครั้งนี้ มีเป้าหมายในการนำภูมิปัญญาการดูแลสุขภาพของล้านนามาพัฒนาเป็นรูปแบบเวลเนสที่สอดคล้องกับแนวโน้มการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของโลก

    “บริษัทศรีชัยยะปุระมีแนวคิดในการพัฒนาโมเดล Wellness บนฐานภูมิปัญญาไทย โดยเฉพาะการเชื่อมโยงศาสตร์การแพทย์แผนไทย สมุนไพร การทำสมาธิ และการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม โครงการ Silver Wellness จึงเป็นการนำองค์ความรู้ของชุมชนมาพัฒนาเป็นศูนย์เรียนรู้และศูนย์บริการด้านสุขภาพที่สะท้อนอัตลักษณ์ล้านนาอย่างแท้จริง”

    บริษัท ศรีชัยยะปุระ จำกัด เป็นองค์กรที่ทำงานด้านการพัฒนาองค์ความรู้และกิจกรรมเวลเนสจากภูมิปัญญาไทย โดยมุ่งเน้นการผสมผสานศาสตร์การดูแลสุขภาพแบบดั้งเดิม เช่น สมุนไพรไทย การนวดไทย การทำสมาธิ และการฟื้นฟูสุขภาพตามแนวคิดธาตุ เพื่อพัฒนาเป็นโปรแกรมเวลเนสที่สามารถเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการเรียนรู้วัฒนธรรม

    ภายใต้ขื่อ เมืองสุขภาพ ศรีชัยยะปุระ ( Srichaiyapura Wellness)  ตั้งอยู่ที่เมืองเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี  เปิดดำเนินการมา 3 ปี ปัจจุบันได้รับมาตรฐานจากกระทรวงสาธารณสุข  เป็น สถานที่ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ภูมิปัญญาไทยและสมุนไพร ประจำปี 2567 และ มาตรฐาน เวลเนส อัตลักษณ์ไทย ประจำปี 2568 เป็น แห่งแรกของจังหวัดกาญจนบุรี

    ทั้งนี้ โครงการ Silver Wellness ยังตั้งเป้าพัฒนาให้เป็น ศูนย์ศึกษาเรียนรู้ภูมิปัญญาและแผนไทยอัตลักษณ์ล้านนา เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้สู่คนรุ่นใหม่ และเชื่อมโยงการท่องเที่ยววิถีชุมชนย่านวัวลาย ซึ่งเป็นแหล่งหัตถกรรมเครื่องเงินสำคัญของเชียงใหม่

    การจัดตั้ง Silver Wellness จึงถือเป็นอีกก้าวหนึ่งของการนำทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ พร้อมผลักดันชุมชนวัวลายให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์ ครบในทุกด้านของจังหวัดเชียงใหม่ในอนาคต

    ปภัชญา ศรีวิเชียร ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.กาญจนบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1508948&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1niwO2WBHnFCktxwlFlpr_

  • เปิดตัว “ชุมชนย่านเมืองเก่าริมน้ำจันทบูร” สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ปี 2568 ชูเสน่ห์พหุวัฒนธรรม 3 ศาสนา ริมสายน้ำประวัติศาสตร์ สัมผัสอัญมณีเลอค่า-เสื่อกกจันทบูร พร้อมเมนูอาหารถิ่น UNSEEN กระตุ้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์สู่ความยั่งยืน | TOPNEWS

    เปิดตัว “ชุมชนย่านเมืองเก่าริมน้ำจันทบูร” สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ปี 2568 ชูเสน่ห์พหุวัฒนธรรม 3 ศาสนา ริมสายน้ำประวัติศาสตร์ สัมผัสอัญมณีเลอค่า-เสื่อกกจันทบูร พร้อมเมนูอาหารถิ่น UNSEEN กระตุ้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์สู่ความยั่งยืน | TOPNEWS

    เปิดตัว “ชุมชนย่านเมืองเก่าริมน้ำจันทบูร” สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ปี 2568 ชูเสน่ห์พหุวัฒนธรรม 3 ศาสนา ริมสายน้ำประวัติศาสตร์ สัมผัสอัญมณีเลอค่า-เสื่อกกจันทบูร พร้อมเมนูอาหารถิ่น UNSEEN กระตุ้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์สู่ความยั่งยืน

    ในโอกาสนี้ ประธานและคณะได้ร่วมสักการะพระแก้วมรกตและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ วัดโบสถ์เมือง วัดเก่าแก่สมัยอยุธยาตอนปลาย ที่มีทับหลังศิลปะบาปวนอันล้ำค่า พร้อมรับชมการแสดงศิลปวัฒนธรรม “ชาติพันธ์จันทบูร” จากวิทยาลัยนาฏศิลปจันทบุรี

    จากนั้นได้เยี่ยมชมการสาธิตภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่โดดเด่น อาทิ การทอเสื่อกกจันทบูร มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับชาติ ประจำปี 2567 และ การทำอัญมณี

    ซึ่งจันทบุรีเป็นแหล่งพลอยสำคัญของโลก รวมถึงชมการสาธิตอาหารพื้นบ้านตามโครงการ “1จังหวัด 1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น” และผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรท้องถิ่น

    นอกจากนี้ ได้ร่วมเทศกาลบูชาดาว เที่ยวเมืองจันทร์ สานสัมพันธ์วัฒนธรรมไทย – เวียดนาม 2569 ณ วัดเขตร์นาบุญญาราม โดยมี พระบริหารวชิรอนัมพรต เจ้าอาวาสวัดเขตร์นาบุญญาราม

    คณะกรรมการวัดเขตร์นาบุญญาราม อาจารย์คฑา ชินบัญชร นักพยากรณ์ไพ่ยิปซีและผู้เชี่ยวชาญด้านฮวงจุ้ย ให้การต้อนรับ

    สำหรับพิธีบูชาดาวนพเคราะห์ เป็นหนึ่งในพิธีกรรมตามความเชื่อโบราณที่ผสมผสานหลักโหราศาสตร์และความศรัทธาทางพระพุทธศาสนา

    อันสะท้อนถึงอัตลักษณ์และภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น โดยกิจกรรมดังกล่าวนับเป็น Unseen Thailand ของจังหวัดจันทบุรี

    และเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม พร้อมทั้งสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประชาชนไทยและเวียดนาม

    ด้าน นางโชติกา อัครกิจโสภากุล รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า การเปิดตัวชุมชนในครั้งนี้เป็นการประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวทั่วโลก

    ได้มาสัมผัสความสุขที่จันทบุรี ตามแนวคิด “สุขทุกวันที่จันทบุรี” และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1509324&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-QX77Xtn7jGJAH4zI8iQ2

  • ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ก.พ. แตะ 53.0 ฟื้นต่อเนื่องเดือนที่ 5  แรงหนุนท่องเที่ยว

    ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ก.พ. แตะ 53.0 ฟื้นต่อเนื่องเดือนที่ 5 แรงหนุนท่องเที่ยว

    ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ก.พ. แตะ 53.0 ฟื้นต่อเนื่องเดือนที่ 5  แรงหนุนท่องเที่ยว

    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน จำนวน 6,623 ราย ซึ่งครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 53.0 จากความคาดหวังต่อแนวทางนโยบายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในระยะต่อไปที่เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น 

    อย่างไรก็ตาม ปัญหาภาระค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูงและกำลังซื้อที่ชะลอตัวยังคงส่งแรงกดดันต่อสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันอย่างต่อเนื่องกระทบความกังวลของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ 

    สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนกุมภาพันธ์ 2569 อยู่ในช่วงเชื่อมั่นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 ที่ระดับ 53.0 โดยปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 52.6 ในเดือนก่อนหน้า สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) อยู่ที่ระดับ 59.4 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 58.4 ในเดือนก่อนหน้า 

    โดยปัจจัยที่ส่งผลให้ดัชนีอยู่ในระดับเชื่อมั่นคาดว่ามาจาก 

    • ประชาชนมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโดยรวม ทิศทางการเมืองในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่และความคาดหวังต่อมาตรการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ 
    • การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวตามฤดูกาล โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลตรุษจีนและมีแนวโน้มต่อเนื่องจนถึงช่วงเทศกาลสงกรานต์ ประกอบกับมีนโยบายการส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวของภาครัฐ จะช่วยเพิ่มรายได้และการจ้างงานในประเทศ
    • การส่งออกยังเติบโต ได้ต่อเนื่องในระดับสูง โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงสินค้าเกษตรกลุ่มอาหารและผลไม้เริ่มฟื้นตัวดีขึ้น 

    ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในปัจจุบัน อยู่ที่ระดับ 43.3 ปรับตัวลดลงจากระดับ 43.9 ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งยังอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่นที่ระดับต่ำกว่า 50 โดยมีปัจจัยลดทอนระดับความเชื่อมั่น อาทิ ความไม่แน่นอนด้านมาตรการภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และค่าเงินบาทที่แข็งค่า ซึ่งล้วนเป็นแรงกดดันต่อภาคการผลิต และการค้าทั้งในประเทศและการส่งออก 

    รวมทั้งราคาสินค้าเกษตรสำคัญหลายรายการที่มีความผันผวนส่งผลกระทบต่อรายได้เกษตรกร และระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในเกณฑ์สูงยังเป็นแรงกดดันกำลังซื้อของผู้บริโภคโดยรวม 

    อย่างไรก็ตาม หลายปัจจัยเสี่ยงข้างต้นทั้งภายในและภายนอกประเทศมีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางค่อนข้างเร็วและผันผวน ซึ่งจะส่งผลต่อระดับความเชื่อมั่นจึงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด 

    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า โฆษกกระทรวงพาณิชย์

    นอกจากนี้ มติที่ประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในช่วงปลายเดือน ก.พ.69 ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 1.25% เป็น 1.00% ต่อปี เพื่อช่วยลดต้นทุนทางการเงิน และบรรเทาภาระหนี้ให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน อาจช่วยผ่อนคลายความกังวลของประชาชนได้ในระยะถัดไป

    ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค พบว่า ด้านเศรษฐกิจไทยส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคมากที่สุด คิดเป็น 49.01% รองลงมา คือ มาตรการของภาครัฐ 13.20% การเมือง 10.66% เศรษฐกิจโลก 8.12% ราคาสินค้าเกษตร 7.90% สังคม/ความมั่นคง 7.53% ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง 1.65% ปัจจัยอื่น ๆ 1.01% และ ภัยพิบัติ/โรคระบาด 0.92%

    ขณะเดียว ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายภูมิภาค จำนวน 5 ภูมิภาค พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค อยู่ในช่วงเชื่อมั่นทุกภูมิภาค โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ปรับตัวเพิ่มขึ้น อยู่ที่ระดับ 54.3 และ 51.5 ตามลำดับ 

    ด้านดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคภาคกลางทรงตัวจากเดือนก่อนหน้า อยู่ที่ระดับ 50.9 กรุงเทพมหานครและปริมณฑลและภาคเหนือ แม้ปรับตัวลงเล็กน้อยแต่ยังคงอยู่ในช่วงเชื่อมั่นที่ระดับ 57.2 และ 52.1 ตามลำดับ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/653208&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0upgc6kTkzX28a-_IXp4JT