Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • หุ้นดาวโจนส์ ประจำวันที่ 06/03/69 ปิดที่ 47,501.55 จุด ลดลง 453.19 จุด

    หุ้นดาวโจนส์ ประจำวันที่ 06/03/69 ปิดที่ 47,501.55 จุด ลดลง 453.19 จุด

    ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลดลงในวันศุกร์ (6 มี.ค.) เนื่องจากนักลงทุนกังวลกับสัญญาณการชะลอตัวของตลาดแรงงานสหรัฐฯ ขณะที่ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งเพิ่มความไม่แน่นอนต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและนโยบายการเงินของสหรัฐฯ

    ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 47,501.55 จุด ลดลง 453.19 จุด หรือ -0.95%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,740.02 จุด ลดลง 90.69 จุด หรือ -1.33% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 22,387.68 จุด ลดลง 361.31 จุด หรือ -1.59%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/133362&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33Yhe_eAKMxf69kqPeAElz

  • สงครามตะวันออกกลาง ดันราคาน้ำมันพุ่ง ฉุดเศรษฐกิจโลกและไทย

    สงครามตะวันออกกลาง ดันราคาน้ำมันพุ่ง ฉุดเศรษฐกิจโลกและไทย

    สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปลายเดือน ก.พ. เริ่มลุกลามไปประเทศตะวันออกกลางหลายประเทศ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent เพิ่มขึ้นเกิน 80 USD/bbl (+30% จากจุดต่ำสุดในเดือน ม.ค.) จากความเสี่ยงการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นช่องแคบสำคัญที่ใช้ขนส่งพลังงานกว่า 20% ของโลก

    ฉากทัศน์สงครามตะวันออกกลาง และแนวโน้มราคาน้ำมันโลก

    SCB EIC ประเมินฉากทัศน์ราคาน้ำมันดิบโลกภายใต้ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยพิจารณาความรุนแรงของเหตุการณ์ และระยะเวลาการหยุดชะงักของการขนส่งพลังงาน ดังนี้

    1.ความขัดแย้งยุติภายใน 2 สัปดาห์ (Quick De-escalation)

    ความตึงเครียดในตะวันออกกลางคลี่คลายได้ในระยะเวลาอันสั้น ผ่านการเจรจาและมีแรงกดดันจากประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสำคัญจากอิหร่าน (เช่น จีน) ให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซ การขนส่งพลังงานผ่านเส้นทางนี้สะดุดแค่ชั่วคราวและกลับสู่ภาวะปกติได้ภายใน 2 สัปดาห์ ราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นเป็นแค่ Geopolitical risk premium ระยะสั้น

    2.การขนส่งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซติดขัดนาน 2-6 สัปดาห์ (Extended Strait Disruption – กรณีฐาน)

    อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซและเกิดการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานบางส่วนในภูมิภาค สถานการณ์นี้มีความเป็นไปได้สูงขึ้นมาก หลังประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศว่าการปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านอาจใช้เวลาราว 4 สัปดาห์ เพื่อทำลายศักยภาพทางทหารและกองกำลังทางเรือของอิหร่าน จึงมีความเสี่ยงในการเดินเรือพาณิชย์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซในช่วงนี้

    3.ความขัดแย้งยืดเยื้อ ปิดช่องแคบฮอร์มุซนาน (Prolonged war and Strait Disruption)

    ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์มีแนวโน้มยืดเยื้อและรุนแรงขึ้น มีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานเพิ่มเติมในภูมิภาค การปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ต่ออิหร่านใช้เวลานานกว่าที่ประกาศไว้ เกิดการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและกระทบความปลอดภัยของการขนส่งพลังงานในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียเป็นวงกว้าง

    4.ความขัดแย้งลุกลามสู่สงครามภูมิภาค (Regional war – กรณี Worst) 

    ความตึงเครียดลุกลามจากความขัดแย้งเฉพาะจุด (Localized conflict) ไปสู่สงครามระดับภูมิภาค (Regional war) ทำให้เกิดการหยุดชะงักของระบบโลจิสติกส์พลังงานทั้งภูมิภาค ระยะเวลาของสงครามไม่อาจคาดเดาได้ และอาจทำให้เกิด “Demand Destruction” ได้ ณ ระดับราคาน้ำมันดิบที่สูงถึง 100-110 USD/bbl

    ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

    ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่รุนแรงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกผ่านหลายช่องทาง ผลกระทบสำคัญคือ

    1.เงินเฟ้อโลกเร่งตัวจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น หากราคาน้ำมันโลกเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อน จะทำให้อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยของประเทศเศรษฐกิจหลักสูงขึ้นราว 0.2 percentage points ทั้งนี้ SCB EIC ประเมินว่า ในกรณีฐานที่ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยปรับขึ้นสู่ระดับ 75 USD/bbl เงินเฟ้อโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 0.4 percentage points สำหรับกรณีที่ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยเร่งตัวถึง 100 USD/bbl เงินเฟ้อโลกจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นถึง 0.6-0.7 percentage points ผ่านช่องทางต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งจะกดดันกำลังซื้อครัวเรือนและเพิ่มต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจ

    2.เศรษฐกิจโลกแย่ลง ความตึงเครียดในตะวันออกกลางสามารถส่งผ่านผลกระทบมายังเศรษฐกิจโลกได้หลายช่องทาง เช่น ราคาพลังงานโลกที่เพิ่มขึ้น การค้าโลกและความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและผู้บริโภคที่ลดลง และความผันผวนในตลาดการเงินโลก หากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 10% จากกรณีฐานจะทำให้ GDP โลกลดลงประมาณ 0.1-0.3 percentage points ทั้งนี้ SCB EIC ประเมินว่า ในกรณีฐานภายใต้สมมติฐานราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ย 75 USD/bbl GDP โลกปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวลดลงราว 0.2-0.4 percentage points

    นัยต่อนโยบายการเงินโลก ธนาคารกลางหลักมีแนวโน้มชะลอการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมในปีนี้ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์สูง ขณะเดียวกันธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจใช้ Wait-and-see approach มากขึ้น เพื่อประเมินระดับความรุนแรง ความยืดเยื้อและผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งอาจทำให้แนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายชะลอออกไป จากความกังวลว่าเงินเฟ้อสหรัฐฯ จะเร่งตัวตามราคาพลังงานโลก ซ้ำเติมผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่มีอยู่

    สงครามตะวันออกกลาง ดันราคาน้ำมันพุ่ง ฉุดเศรษฐกิจโลกและไทย

    ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

    SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจไทยอ่อนไหวต่อปัจจัยราคาน้ำมันโลกสูง เพราะเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ (Net oil importer) ไทยนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติสุทธิราว 8% ต่อ GDP (ข้อมูลเฉลี่ยปี 2022-2024) สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในเอเชีย นอกจากนี้ ประสิทธิภาพการใช้พลังงานของไทยยังเป็นรองคู่แข่งในภูมิภาค เห็นได้จาก Energy intensity ของไทยที่สูงกว่าหลายประเทศ

    SCB EIC ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางผ่าน 4 ช่องทางหลัก ได้แก่

    1.เงินเฟ้อและการบริโภคภาคเอกชน

    ราคาพลังงานโลกที่เร่งตัวจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเงินเฟ้อไทย ผ่านราคาสินค้าพลังงาน (Energy CPI) สัดส่วนราว 12% ในตะกร้าเงินเฟ้อผู้บริโภคไทย และราคาสินค้าอื่นในตะกร้าเงินเฟ้อพื้นฐานบางชนิดที่จะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันด้วย เช่น ราคาอาหารสำเร็จรูป และค่าเดินทาง SCB EIC ประเมินในกรณีฐานที่ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยเพิ่มเป็น 75 USD/bbl เงินเฟ้อไทยปี 2026 จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 1.5% ในกรณีเลวร้ายที่ความตึงเครียดลุกลามเป็น Regional war ราคาน้ำมันโลกเฉลี่ยสูงถึง 107 USD/bbl อัตราเงินเฟ้อไทยจะเร่งตัวขึ้นอยู่ที่ระดับมากกว่า 4% สูงกว่าขอบบนของเป้าเงินเฟ้อไทย

    ในระยะสั้นภาครัฐอาจเข้าอุดหนุนราคาพลังงานในประเทศ ผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงทำให้เงินเฟ้อจะยังไม่เพิ่มขึ้นมากนัก อย่างไรก็ดี หากราคาน้ำมันโลกปรับสูงขึ้นมากเป็นเวลานาน ฐานะของกองทุนน้ำมันฯ จะเสี่ยงขาดทุนมากขึ้น จนอาจกดดันให้ต้องลดภาระการอุดหนุนราคาพลังงาน และต้องทยอยปรับขึ้นราคาน้ำมันในประเทศที่ตรึงไว้ ภาคครัวเรือนอาจได้รับผลกระทบผ่านรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหมวดพลังงาน ซึ่งมีสัดส่วนราว 11% ของรายจ่ายครัวเรือนไทย (NSO, ปี 2025) กำลังซื้อลดลง ทำให้การบริโภคภาคเอกชนจะชะลอตัวลง

    2.การค้าระหว่างประเทศ

    ดุลการค้าไทยมีแนวโน้มปรับแย่ลง ทั้งการนำเข้าและส่งออก ด้านการนำเข้า แม้ไทยมีสัดส่วนนำเข้าจากตะวันออกกลางไม่มาก 9.2% ของการนำเข้าทั้งหมดในปี 2025 แต่ไทยเป็นประเทศนำเข้าน้ำมันสุทธิและพึ่งพาตะวันออกกลางเป็นแหล่งนำเข้าหลักด้านพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมันดิบ (58% ของการนำเข้าจากตะวันออกกลาง และ 59% ของการนำเข้าพลังงานจากทุกแหล่งของไทย) 

    ด้านการส่งออก แม้ไทยอาจได้รับผลกระทบโดยตรงจากการส่งออกไปตะวันออกกลางไม่มาก เพราะสัดส่วนส่งออกไปตะวันออกกลางมีเพียง 3.7% ของการส่งออกทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ส่งออกไทยอาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกมากกว่า โดยเฉพาะตลาดเอเชียและยุโรปที่พึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางสูง นอกจากนี้ สงครามในตะวันออกกลางยังมีแนวโน้มส่งผลให้ค่าขนส่งสินค้าและราคาวัตถุดิบนำเข้าอื่น ๆ เพิ่มขึ้นด้วย ส่งผลกดดันดุลการค้าไทยเพิ่มเติม

    3.การท่องเที่ยว

    การท่องเที่ยวไทยมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ จาก

    3.1 การหายไปของนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง หลายประเทศในภูมิภาคประกาศปิดน่านฟ้า ส่งผลให้สายการบินทั่วโลกยกเลิกเที่ยวบินและหลีกเลี่ยงเส้นทางตะวันออกกลาง อย่างไรก็ดี การท่องเที่ยวไทยพึ่งพานักท่องเที่ยวตะวันออกกลางเพียง 2% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด นอกจากนี้ ช่วงนี้เป็นเดือนเราะมะฎอน การเดินทางระหว่างประเทศของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จึงมีแนวโน้มชะลอตัวลงอยู่ก่อนแล้ว

    3.2 การชะลอตัวของนักท่องเที่ยวชาติอื่น ทั้งกลุ่มที่เดินทางผ่านสายการบินอาหรับ เช่น Emirates, Qatar Airways และ Etihad (สัดส่วนราว 8% ของผู้เดินทางเข้าไทยทั้งหมด) ส่วนใหญ่มาจากแถบยุโรป อีกทั้ง ต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นจากราคาน้ำมันที่เร่งตัว การปรับเปลี่ยนเส้นทางบิน และปริมาณเที่ยวบินที่มีจำกัด อาจกดดันความต้องการเดินทางในเส้นทางบินอื่น ๆ เพิ่มเติมด้วย นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวบางส่วนอาจตัดสินใจชะลอการเดินทางออกไปจากประเด็นความปลอดภัย

    4.ตลาดการเงิน

    ตั้งแต่เกิดสงครามในตะวันออกกลางจนถึง 6 มี.ค. บาทอ่อนค่าแรงถึง -2.2% ขณะที่ดัชนีดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า 1.4% ส่วนใหญ่เป็นผลจากเงินสกุลหลักอ่อนค่าเทียบดอลลาร์สหรัฐ เช่น ยูโร และเยน ในระยะสั้นที่สงครามยังไม่มีข้อยุติ มองว่าเงินบาทยังมีแนวโน้มอ่อนค่า จากดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดไทยที่แย่ลง ในกรณีสงครามไม่ยืดเยื้อนัก มุมมอง USDTHB ในระยะสั้นอยู่ที่ 31.25-31.75 และอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 31.00-31.50 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงสิ้นปี ในกรณีสงครามรุนแรงและยืดเยื้อ ราคาน้ำมันโลกเฉลี่ยปรับสูงขึ้นกว่า 100 ดอลลาร์/บาร์เรล USDTHB บาทอาจอ่อนค่าที่ 32.50-33.50 เนื่องจากนักลงทุนโลกอาจเทขายสินทรัพย์เสี่ยงและหันมาถือครองดอลลาร์สหรัฐมากขึ้น ทำให้ดัชนีเงินดอลลาร์แข็งค่า

    SCB EIC ประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจากช่องทางหลักที่ถูกกระทบ ในกรณีฐานสงครามยุติภายใน 2-6 สัปดาห์ เศรษฐกิจไทยปี 2026 มีแนวโน้มขยายตัวลดลงจากเดิมราว 0.3 percentage points แต่หากสงครามลุกลามจนเป็น Regional war อาจกดดันให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวลดลงจากเดิมสูงถึง 0.7 – 0.8 percentage points

    ผลกระทบต่อภาคธุรกิจไทย

    SCB EIC ประเมินว่าสงครามในตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจไทยในหลายมิติ ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยรวมแม้ไทยจะส่งออกไปตะวันออกกลางค่อนข้างน้อย แต่มีบางอุตสาหกรรมพึ่งพาตลาดตะวันออกกลางในสัดส่วนที่ค่อนข้างมาก ทำให้จะยังคงได้รับผลกระทบ เช่น สินค้าเกษตรและอาหารบางประเภท และรถยนต์นั่ง ขณะที่ธุรกิจอื่น ๆ แม้ไม่ได้พึ่งพาตลาดตะวันออกกลางมากนัก แต่หลายธุรกิจอาจได้รับผลกระทบจากแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงานที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจที่พึ่งพาน้ำมันเป็นสัดส่วนสูง อาทิ กลุ่มพลังงาน ขนส่ง ก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง รวมถึงธุรกิจส่งออกที่อาจเผชิญปัญหาด้านการขนส่งที่อาจล่าช้าและมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

    นอกจากนี้ ต้นทุนพลังงานที่ปรับสูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังราคาสินค้าโภคภัณฑ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่อง กระทบต้นทุนวัตถุดิบ/ปัจจัยการผลิตสำคัญ ๆ จะเร่งตัวขึ้น อาทิ สินแร่ สินค้าเกษตร ปุ๋ย ผลกระทบดังกล่าวมีความเกี่ยวโยงเป็นลูกโซ่และอาจจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังธุรกิจไทยหลายสาขาใน Supply chain อย่างไรก็ดี ระดับความรุนแรงของผลกระทบจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการส่งผ่านต้นทุนของภาคธุรกิจด้วย ขณะที่ผลกระทบต่อภาคบริการ เช่น ธุรกิจท่องเที่ยวและ Healthcare ยังต้องติดตาม หากสถานการณ์ยืดเยื้อจะส่งผลให้นักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัวต่อเนื่องจากปัญหาด้านการเดินทางและความกังวลด้านความปลอดภัย

    อย่างไรก็ดี แม้หลายธุรกิจจะได้รับผลกระทบเชิงลบจากสงครามในตะวันออกกลาง แต่บางกลุ่มธุรกิจอาจได้รับอานิสงส์เชิงบวก ได้แก่ สินค้าเกษตรและอาหารที่จำเป็นในการดำรงชีพในช่วงวิกฤติ ซึ่งหลายประเทศในตะวันออกกลางอาจต้องเร่งกักตุนสินค้า จึงอาจเพิ่มโอกาสให้ผู้ส่งออกไทยสามารถคว้าโอกาสเติบโตได้ หากสามารถหาลู่ทางในการส่งออกได้ เช่นเดียวกับสินค้าเกษตรบางประเภท โดยเฉพาะพืชพลังงานที่จะได้ประโยชน์จากราคาที่ปรับสูงขึ้นตามราคาพลังงานโลก

    นัยต่อนโยบาย

    SCB EIC ประเมินภาครัฐจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเพื่อดูแลความมั่นคงด้านพลังงาน ปัจจุบันไทยมีระดับปริมาณน้ำมันสำรองในประเทศและอยู่ระหว่างขนส่ง (ทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว) เพียงพอต่อความต้องการใช้งานนาน 95 วัน (กระทรวงพลังงานประกาศ ณ 5 มี.ค.) นอกจากนี้ ยังมีการสั่งระงับการส่งออกน้ำมันดิบและสำเร็จรูป เร่งหาซื้อน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากแหล่งอื่น ผลิตก๊าซฯ จากแหล่งในอ่าวไทยและเมียนมาเพิ่มเพื่อทดแทน รวมถึงให้โรงไฟฟ้าลดใช้ก๊าซและเปลี่ยนไปใช้ถ่านหินและพลังงานหมุนเวียนให้เต็มศักยภาพ รวมถึงใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการพยุงค่าครองชีพและต้นทุนภาคธุรกิจ ล่าสุด ณ 3 มี.ค. รัฐบาลไทยได้ประกาศตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 29.94 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 15 วัน

    SCB EIC มองว่าสงครามในตะวันออกกลางเป็นความเสี่ยงใหม่ต่อเศรษฐกิจไทย จึงมีโอกาสมากขึ้นที่จะเห็นนโยบายการเงินผ่อนคลายเพิ่มเติม โดยระดับของการผ่อนคลายจะขึ้นกับฉากทัศน์ของสงครามตะวันออกกลาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/739025&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wydGNJXzA5kDmSitXmImT

  • SCB EIC ส่องเศรษฐกิจโลกและไทยภายใต้ความไม่แน่นอนของสงครามตะวันออกกลาง – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    SCB EIC ส่องเศรษฐกิจโลกและไทยภายใต้ความไม่แน่นอนของสงครามตะวันออกกลาง – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    KEY SUMMARY

    SCB EIC ประเมินกรณีฐาน การขนส่งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซติดขัดนาน 2-6 สัปดาห์

    • ในกรณีฐานประเมินว่า เกิดการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานบางส่วน อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ นาน 2 – 6 สัปดาห์ ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยจะปรับเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 75 USD/bbl
    • หากสถานการณ์ความขัดแย้งลุกลามสู่สงครามระดับภูมิภาค (Regional war) การขนส่งพลังงาน ทั้งภูมิภาคหยุดชะงัก ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยจะปรับเพิ่มขึ้นมากไปที่ 107 USD/bbl

    เศรษฐกิจโลกเสี่ยงโตต่ำลงจากสงครามตะวันออกกลาง

    • ในกรณีฐานที่ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยปีนี้เพิ่มเป็น 75 USD/bbl เงินเฟ้อโลกจะเร่งตัวขึ้นราว 0.4 Percentage points (pp) และอาจกระทบ GDP โลกราว 0.2–0.4 pp
    • แรงกดดันเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นนี้อาจทำให้ธนาคารกลางประเทศหลักชะลอการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจหันไปใช้ Wait-and-see approach มากขึ้น และชะลอแผนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จากความเสี่ยงเงินเฟ้อในสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นมา นอกเหนือจากผลการขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลก

    เศรษฐกิจไทยปี 2026 อาจชะลอลง 0.3 – 0.8 pp เงินเฟ้ออาจกลับเข้ากรอบได้เร็วขึ้น

    • SCB EIC ประเมินในกรณีฐานราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยปีนี้เพิ่มเป็น 75 USD/bbl เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวชะลอลง 0.3 pp ในกรณีเลวร้ายราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยอาจแตะ 107 USD/bbl เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวชะลอลงมากถึง 0.8 pp
    • เงินเฟ้อไทยปี 2026 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 1.5% กลับเข้ากรอบเป้าหมาย 1-3% ได้เร็วขึ้น ผลจากราคาพลังงานโลกที่เร่งตัว แต่หากสถานการณ์ลุกลามเป็น  Regional war เงินเฟ้ออาจเพิ่มสูงกว่า 4% ได้
    • SCB EIC ประเมิน กนง. มีโอกาสผ่อนคลายดอกเบี้ยเพิ่มเติมจากความเสี่ยงสงครามตะวันออกกลาง

    ภาคธุรกิจเสี่ยงได้รับผลกระทบในด้านพลังงาน การขนส่ง และวัตถุดิบ

    • ธุรกิจไทยได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางทั้งทางตรงและทางอ้อม แม้สัดส่วนส่งออกไปภูมิภาคนี้ไม่สูง แต่บางอุตสาหกรรมพึ่งพาตลาดนี้ค่อนข้างมาก เช่น สินค้าเกษตรและอาหารบางประเภท รถยนต์นั่ง ขณะที่ธุรกิจอื่น ๆ เผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน ปัญหาการขนส่ง และราคาวัตถุดิบที่เร่งตัวขึ้น ซึ่งจะกระทบเป็นลูกโซ่ตาม Supply chain ที่เกี่ยวเนื่อง ขณะที่ภาคท่องเที่ยวและ Healthcare ยังมีความเสี่ยงที่จะชะลอตัวจากปัญหาการเดินทางและความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย
    • อย่างไรก็ตาม สินค้าเกษตรและอาหารที่จำเป็นต่อการดำรงชีพและพืชพลังงานบางชนิดอาจได้อานิสงส์จากความต้องการกักตุนสินค้าและราคาโลกที่ปรับเพิ่มขึ้น

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/03/07/623506/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lhQ9VRKljUuZxDYe2Vl4e

  • ข่าวเศรษฐกิจ – สยามรัฐ

    ข่าวเศรษฐกิจ – สยามรัฐ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamrath.co.th/economy/news&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hE9KrYBTxE9sUbYVFSzNx

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา เยี่ยมชมงาน Pop-Up Experience Louis Vuitton แบรนด์ระดับโลกสะท้อนความสำคัญของการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา เยี่ยมชมงาน Pop-Up Experience Louis Vuitton แบรนด์ระดับโลกสะท้อนความสำคัญของการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา นำโดย นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมด้วยรองอธิบดี และผู้บริหารกรมฯ เข้าชมงาน Pop-Up Experience ของแบรนด์ระดับโลก Louis Vuitton และหารือกับ Mr. Marcus Lim, Intellectual Property Manager – South Asia ผู้แทนจาก Louis Vuitton ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งมาต้อนรับคณะ ณ Louis Vuitton Hotel Bangkok โดยยกเป็นต้นแบบที่ควรค่าแก่การศึกษาเรียนรู้ถึงแนวทางการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาในอุตสาหกรรมแฟชั่น ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมสร้างสรรค์
    ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจโลก

    นางอรมน เปิดเผยว่า การเข้าชมงานในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและศึกษาแนวทางการนำทรัพย์สินทางปัญญามาสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจ ผ่านการออกแบบ และการบริหารจัดการสิทธิในเครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ และงานออกแบบผลิตภัณฑ์อย่างเป็นระบบ ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และยกระดับภาพลักษณ์ของสินค้าและบริการในระดับสากล ทั้งนี้ Louis Vuitton ในฐานะแบรนด์เก่าแก่ระดับโลก เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ในการสร้างเอกลักษณ์ ความน่าเชื่อถือ และเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มแข็ง ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคและช่วยปกป้องมูลค่าทางธุรกิจในระดับสากล

    ภายในงาน Pop-Up Experience มีการนำเสนอเรื่องราวความเป็นมาและพัฒนาการของแบรนด์ ผ่านการจัดแสดงผลงานการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ การนำเสนอองค์ประกอบด้านศิลปะ วัฒนธรรม และนวัตกรรมมาผสมผสานอย่างสร้างสรรค์ สะท้อนความสำคัญของการคุ้มครองผลงานสร้างสรรค์ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ทั้งในมิติของการออกแบบผลิตภัณฑ์ การสื่อสารการตลาด และการสร้างประสบการณ์แบรนด์ (Brand Experience) นอกจากนี้ ยังเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 130 ปีของลาย Monogram LV อันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งออกแบบขึ้นในปี ค.ศ. 1896 หรือกว่า 130 ปีก่อน โดยพัฒนาลวดลายเฉพาะที่ประกอบด้วยอักษร “LV” และดอกไม้สี่แฉก จัดวางในรูปแบบที่มีเอกลักษณ์และจดจำได้ง่าย เพื่อสร้างความแตกต่างและป้องกันการลอกเลียนแบบ อันเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้เครื่องหมายการค้าเป็นกลไกคุ้มครองแบรนด์อย่างเป็นระบบ และลวดลายดังกล่าวได้กลายเป็นสัญลักษณ์ระดับโลกจนถึงปัจจุบัน

    นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า ในบริบทของประเทศไทย การพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการสร้างความรู้ความเข้าใจด้านทรัพย์สินทางปัญญาแก่ผู้ประกอบการ นักออกแบบ และผู้สร้างสรรค์ผลงาน โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจแฟชั่น งานออกแบบ และสินค้าไลฟ์สไตล์ ซึ่งมีศักยภาพสูงในการต่อยอดสู่ตลาดสากล หากได้รับการคุ้มครองสิทธิและบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์อย่างเหมาะสม กรมฯ จึงพร้อมเดินหน้าส่งเสริมการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ผ่านการพัฒนากฎหมายและระบบบริการที่ทันสมัย การส่งเสริมการสร้างสรรค์และเร่งรัดกระบวนการพิจารณาคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนและผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศ

    ทั้งนี้ กรมฯ ขอเชิญชวนประชาชนร่วมเป็นพลังสำคัญในการเคารพและปกป้องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา อันเป็นรากฐานของระบบการค้าที่เป็นธรรม ความเชื่อมั่นทางธุรกิจ และความปลอดภัยของผู้บริโภค โดยเลือกซื้อสินค้าถูกกฎหมายจากแหล่งจำหน่ายที่น่าเชื่อถือ และหลีกเลี่ยงสินค้าที่มีราคาต่ำผิดปกติ ซึ่งอาจเป็นสินค้าที่ละเมิดสิทธิและไม่ได้มาตรฐาน พร้อมรณรงค์ให้ประชาชน “ไม่ซื้อ ไม่ใช้ ไม่สนับสนุนสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา” เพื่อร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการค้าการลงทุน ส่งเสริมผู้ประกอบการสุจริต และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศอย่างยั่งยืน หากพบเห็นการกระทำที่เข้าข่ายละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ กองป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญา โทร. 02-547-4702 สายด่วน 1368 หรือเว็บไซต์ www.ipthailand.go.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1001938&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CCPcUGpSf5s_XdQtuQa-H

  • คลอดเกณฑ์บัญชีดำ ‘บุคคล-นิติบุคคล’ พันอาชญากรรมไอที ตัดบัญชีม้า

    คลอดเกณฑ์บัญชีดำ ‘บุคคล-นิติบุคคล’ พันอาชญากรรมไอที ตัดบัญชีม้า

    ศปอท. กำหนดหลักเกณฑ์ขึ้นบัญชี “บุคคล–นิติบุคคล” ที่เกี่ยวข้องอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อตัดวงจรบัญชีม้า มีผลใช้แล้ว

    เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศของศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่

    1. ประกาศเรื่อง หลักเกณฑ์การประกาศและเพิกถอนรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2569

    2. ประกาศเรื่อง หลักเกณฑ์การประกาศและเพิกถอนรายชื่อนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2569

    โดยประกาศทั้งสองฉบับมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งออกตามอำนาจพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อกำหนดแนวทางในการประกาศรายชื่อบุคคลหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี รวมถึงกำหนดกลไกในการเพิกถอนรายชื่อเมื่อมีการตรวจสอบแล้วว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด

    รองโฆษกฯ กล่าวว่า หลักเกณฑ์ดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อ ตัดวงจรบัญชีม้าและกระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัล ที่ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการหลอกลวงออนไลน์หรืออาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยการประกาศรายชื่อจะครอบคลุมทั้ง บัญชีเงินฝาก บัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ และเลขที่กระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัล

    เมื่อมีการประกาศรายชื่อบุคคลหรือนิติบุคคลดังกล่าวแล้ว สถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินมาตรการทันที เช่น ปฏิเสธการเปิดบัญชี ระงับการให้บริการหรือการทำธุรกรรม หรือปิดบัญชีที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดความเสี่ยงในการนำบัญชีหรือโครงสร้างนิติบุคคลไปใช้ในการกระทำความผิด

    ทั้งนี้ หากภายหลังมีการตรวจสอบและพบว่าบุคคลหรือนิติบุคคลดังกล่าว ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสามารถออกประกาศ เพิกถอนรายชื่อ ได้ตามขั้นตอนที่กำหนด

    นางสาวลลิดา กล่าวว่า การกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะการหลอกลวงผ่านระบบดิจิทัล การใช้บัญชีม้า และการใช้กระเป๋าเงินดิจิทัลเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด ซึ่งจะช่วยยกระดับความปลอดภัยของระบบธุรกรรมทางการเงินและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในการใช้บริการทางการเงินดิจิทัลมากยิ่งขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1224182&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3L7Zi1y5_X3vOOZCWKoz9-

  • เปิดรายชื่อ 10 ประเทศ ค่าเฉลี่ย IQ สูงสุดในโลกปี 2026 ไทยอันดับร่วงแรงมาก!

    เปิดรายชื่อ 10 ประเทศ ค่าเฉลี่ย IQ สูงสุดในโลกปี 2026 ไทยอันดับร่วงแรงมาก!

    เปิดรายชื่อ 10 ประเทศ ค่าเฉลี่ย IQ สูงสุดในโลกประจำปี 2026 ไทยร่วงแรงมาก ประเทศเพื่อนบ้านพุ่งขึ้นจนติด TOP10

    การจัดอันดับระดับเชาวน์ปัญญาหรือ IQ ทั่วโลกยังคงเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง แม้จะไม่ใช่ตัวชี้วัดศักยภาพของประเทศในทุกมิติ แต่ถือเป็นดัชนีสำคัญที่สะท้อนถึงระบบการศึกษา การเข้าถึงการเรียนรู้ และการพัฒนาทักษะทางปัญญาของประชากร 

    เว็บไซต์ international-iq-test ได้เผยผลการสอบระดับเชาวน์ปัญญา หรือ ไอคิว (Intelligence quotient) อันหมายถึง ความฉลาดทางเชาวน์ปัญญา การคิด การใช้เหตุผล การคำนวณ การเชื่อมโยง ซึ่งเป็นศักยภาพทางสมองที่ติดตัวมาแต่กำเนิด เปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ยาก

    จากข้อมูลล่าสุดระบุว่า ประเทศในแถบเอเชียตะวันออกยังคงครองอันดับต้นๆ ของตารางอย่างเหนียวแน่น โดยมี เกาหลีใต้ จีน และญี่ปุ่น คว้า 3 อันดับแรกไปครอง ผลลัพธ์นี้ตอกย้ำถึงแนวโน้มที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน ซึ่งเชื่อมโยงระหว่างระบบการศึกษาที่แข็งแกร่ง วัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับความสำเร็จทางวิชาการ และการพัฒนาทักษะทางปัญญาตั้งแต่ช่วงปฐมวัย

    ผู้นำโลกคือเกาหลีใต้

    เกาหลีใต้คว้าอันดับ 1 ในการจัดอันดับปี 2026 ด้วยคะแนน IQ เฉลี่ย 106.97 ซึ่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีที่ผ่านมา โดยมีปัจจัยสนับสนุนดังนี้

    • การลงทุนในระบบการศึกษา: เกาหลีใต้มีการลงทุนอย่างต่อเนื่องยาวนานหลายทศวรรษ โดยเฉพาะในสาขาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี
    • ระบบการเรียนที่มีการแข่งขันสูง: การให้ความสำคัญกับการทดสอบมาตรฐานและระบบโรงเรียนที่มีความเข้มข้นสูงยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนหลักที่ทำให้เกาหลีใต้อยู่ในระดับแนวหน้าของโลก

    ตามมาด้วยประเทศจีนในอันดับที่ 2 ด้วยคะแนนเฉลี่ย 106.48 แม้ว่าตัวเลขนี้จะลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปี 2025 แต่ด้วยจำนวนผู้เข้าร่วมการทดสอบที่มากที่สุดในชุดข้อมูล ทำให้คะแนนของจีนสะท้อนถึงกลุ่มตัวอย่างที่กว้างและหลากหลาย ขณะที่ญี่ปุ่นครองอันดับ 3 ด้วยคะแนนเฉลี่ย 106.30 โดยยังคงรักษามาตรฐานด้วยวัฒนธรรมแห่งระเบียบวินัย การเรียนรู้ที่เป็นระบบ และอัตราการรู้หนังสือที่สูงมาก

     

    ความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจใน 10 อันดับแรก

    หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่สุดในปี 2026 คือการก้าวกระโดดของ ออสเตรเลีย ขึ้นมาอยู่อันดับที่ 5 ซึ่งถือเป็นการขยับขึ้นที่สูงที่สุดกลุ่มหนึ่งในบรรดาประเทศท็อปเท็น สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการเข้าถึงการศึกษาและการลงทุนในสถาบันวิจัยระดับสูง

    นอกจากนี้ เวียดนาม ยังเป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตของคะแนนแบบปีต่อปีสูงที่สุด จนสามารถก้าวเข้าสู่ 10 อันดับแรกได้สำเร็จ (ปี 2025 อยู่อันดับ 25) สิ่งนี้สะท้อนถึงแนวโน้มในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีการขยายตัวของการเข้าถึงการศึกษา แพลตฟอร์มการเรียนรู้ดิจิทัล และการแข่งขันทางวิชาการที่เพิ่มสูงขึ้น

    สรุปอันดับประเทศที่มี IQ เฉลี่ยสูงสุด 10 อันดับแรกประจำปี 2026

    ข้อมูลนี้รวบรวมโดย International IQ Test จากกลุ่มอาสาสมัครผู้เข้าร่วมการทดสอบทั่วโลก ดังนี้

    1. เกาหลีใต้: 106.97 คะแนน (เพิ่มขึ้น +0.54)
    2. จีน: 106.48 คะแนน (ลดลง -0.71)
    3. ญี่ปุ่น: 106.35 คะแนน (ลดลง -0.1)
    4. อิหร่าน: 104.8 คะแนน (ลดลง -1.5)
    5. ออสเตรเลีย: 104.45 คะแนน (เพิ่มขึ้น +1.88)
    6. รัสเซีย: 103.78 คะแนน (เพิ่มขึ้น +0.62)
    7. สิงคโปร์: 103.56 คะแนน (ลดลง -1.58)
    8. มองโกเลีย: 102.61 คะแนน (ลดลง -0.25)
    9. นิวซีแลนด์: 102.35 คะแนน (เพิ่มขึ้น +0.27)
    10. เวียดนาม: 102.26 คะแนน (เพิ่มขึ้น +2.14)

    สำหรับประเทศไทยนั้น ในปี 2026 ไทยอยู่ในอันดับที่ 31 ของโลก (เดิมอันดับ 15) ด้วยคะแนนเฉลี่ย 99.94 คะแนน ซึ่งลดลงจากปีที่ผ่านมา -1.58 คะแนน (จากเดิม 101.52 คะแนน)

    ตารางค่าเฉลี่ย IQ 

    อันดับ ประเทศ IQ
    1 เกาหลีใต้ (South Korea) 106.97
    2 จีน (China) 106.48
    3 ญี่ปุ่น (Japan) 106.30
    4 อิหร่าน (Iran) 104.80
    5 ออสเตรเลีย (Australia) 104.45
    6 รัสเซีย (Russian Federation) 103.78
    7 สิงคโปร์ (Singapore) 103.56
    8 มองโกเลีย (Mongolia) 102.61
    9 นิวซีแลนด์ (New Zealand) 102.35
    10 เวียดนาม (Viet Nam) 102.26
    11 สเปน (Spain) 102.24
    12 ไซปรัส (Cyprus) 102.12
    13 แคนาดา (Canada) 102.09
    14 สหราชอาณาจักร (United Kingdom) 101.57
    15 ศรีลังกา (Sri Lanka) 101.22
    16 สโลวีเนีย (Slovenia) 101.15
    17 เบลารุส (Belarus) 101.05
    18 สหรัฐอเมริกา (United States) 101.04
    19 แอลเบเนีย (Albania) 101.00
    20 สวิตเซอร์แลนด์ (Switzerland) 100.84
    21 จอร์เจีย (Georgia) 100.35
    22 อิตาลี (Italy) 100.33
    23 เนเธอร์แลนด์ (Netherlands) 100.27
    24 เปรู (Peru) 100.20
    25 ฮังการี (Hungary) 100.15
    26 อาร์เมเนีย (Armenia) 100.13
    27 ฝรั่งเศส (France) 100.12
    28 ฟินแลนด์ (Finland) 99.97
    29 โปรตุเกส (Portugal) 99.95
    30 ลิทัวเนีย (Lithuania) 99.95
    31 ไทย (Thailand) 99.94
    32 เซอร์เบีย (Serbia) 99.83
    33 ออสเตรีย (Austria) 99.80
    34 เบลเยียม (Belgium) 99.74
    35 มอลตา (Malta) 99.68
    36 กรีซ (Greece) 99.55
    37 เช็กเกีย / สาธารณรัฐเช็ก (Czechia) 99.36
    38 เยอรมนี (Germany) 99.32
    39 โครเอเชีย (Croatia) 99.32
    40 โปแลนด์ (Poland) 99.14

    IQ ไม่ใช่ทุกอย่างของสติปัญญา

    อย่างไรก็ตาม นักวิชาการระบุว่าการจัดอันดับ IQ ไม่ได้เป็นตัวนิยามความฉลาดในระดับสมบูรณ์ เนื่องจากสติปัญญามีหลายมิติและถูกหล่อหลอมโดยปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม โภชนาการ และสถานะทางเศรษฐกิจและสังคม การจัดอันดับนี้ควรถูกมองเป็นเพียง “ภาพสะท้อน” ของประสิทธิภาพในการทดสอบทางปัญญา มากกว่าที่จะเป็นลำดับขั้นความฉลาดที่ตายตัวของแต่ละชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9876994/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Z18Xmnj6_2SM_vtxWfhTo

  • B

    B

    พร้อมจับมือ 8 พันธมิตร ลงนาม MOU ขับเคลื่อนองค์กรไทยสู่ยุค AI

    BDE เปิดตัวกรอบแนวทางนวัตกรรม AI แห่งอาเซียน (AITIF) ปั้น 3 เครื่องมือหลัก หนุนองค์กรไทยเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI มุ่งเป้าใช้เทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบและยั่งยืน

    นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) เป็นประธานการประชุมสัมมนาเพื่อเผยแพร่ผลการศึกษาโครงการพัฒนากรอบแนวทางการเปลี่ยนผ่านนวัตกรรม AI ของอาเซียน (ASEAN AI Transition Innovation Framework : AITIF) พร้อมด้วยนางสาวพรพรรณ ตันนุกิจ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ BDE กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดงาน โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน/รัฐวิสาหกิจ และสถาบันการศึกษา ณ ห้องประชุมพระวิษณุ ชั้น 3 โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น หลักสี่ กรุงเทพฯ BDE เปิดตัวกรอบแนวทางนวัตกรรม AI แห่งอาเซียน (AITIF) ปั้น 3 เครื่องมือหลัก หนุนองค์กรไทยเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI มุ่งเป้าใช้เทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบและยั่งยืน

    นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า ประเทศไทยได้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งมีตัวเลขที่น่าสนใจจากรายงาน AI Ready ASEAN Research ประจำปี 2569 ระบุว่า เยาวชนไทยกว่าร้อยละ 90 และบุคลากรทางการศึกษากว่าร้อยละ 80 มีการนำ AI มาใช้ในการเรียนการสอนและการทำงานอย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางอัตราการเติบโตที่รวดเร็วนี้กลับชี้ให้เห็นถึงความท้าทายสำคัญในด้านความพร้อมและจริยธรรมในการใช้งาน ที่ยังคงเป็นช่องว่าง โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการพึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไป จนอาจกระทบต่อทักษะการคิดวิเคราะห์ รวมถึงปัญหาความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เพิ่มสูงขึ้น โดยสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ได้จัดการประชุมครั้งนี้ขึ้น เพื่อเผยแพร่ผลการดำเนินงานของโครงการฯ ประกอบด้วย กรอบทักษะความเข้าใจและใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI Literacy Framework) รายการทักษะวิชาชีพปัญญาประดิษฐ์ (AI Skill Checklist) และอนุกรมวิธานทักษะวิชาชีพปัญญาประดิษฐ์ (AI Skill Taxonomies) เครื่องมือประเมินความพร้อมด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI Readiness Assessment Tool) และการพัฒนารายวิชาการเรียนรู้ภายใต้กรอบทักษะความเข้าใจและการใช้ AI ที่ประเทศสมาชิกอาเซียนได้เห็นชอบร่วมกัน

    นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับโครงการฯ ภายใต้กรอบความร่วมมืออาเซียนฯ ประเทศสมาชิกอาเซียนได้ร่วมกันศึกษาและพัฒนากรอบแนวทางการเปลี่ยนผ่านนวัตกรรม AI ของอาเซียน ที่มุ่งเน้นการวางรากฐานที่แข็งแกร่ง เพื่อเป็นเข็มทิศให้กับประเทศไทยและอาเซียนได้นำไปใช้ประโยชน์ ประกอบด้วย 1) กรอบทักษะความเข้าใจและการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI Literacy Framework) 2) รายการทักษะวิชาชีพปัญญาประดิษฐ์และอนุกรมวิธานทักษะวิชาชีพปัญญาประดิษฐ์ (AI Skill Checklist and AI Skill Taxonomies) และ 3) เครื่องมือประเมินความพร้อมด้าน AI (AI Readiness Assessment Tool) ซึ่งทั้ง 3 สิ่งนี้ คือหัวใจสำคัญของการเตรียมความพร้อมสู่การเปลี่ยนผ่านนวัตกรรม AI ของอาเซียนและสนับสนุนให้เกิดการนำกรอบแนวทางการเปลี่ยนผ่านมาใช้ทั้งในระดับบุคคลและองค์กร ให้มีความพร้อมในการใช้และพัฒนา AI เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านอย่างยั่งยืน โดยหลักสำคัญของกรอบแนวทาง AITIF คือการส่งเสริมแนวคิด Hybrid AI ที่ผสมผสานทั้งแนวทางขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven) และองค์ความรู้ (Knowledge-Driven) เข้าด้วยกัน บนหลักการ “เป็นธรรม ครอบคลุม และทั่วถึง” เพื่อให้มั่นใจว่า พลเมืองอาเซียนจะใช้เทคโนโลยีได้อย่างมีความรับผิดชอบและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

    ด้านนางสาวพรพรรณ ตันนุกิจ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ กล่าวว่า BDE ได้ตระหนักถึงการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในหลายด้านทั้งในปัจจุบันและอนาคต โดยได้เล็งเห็นความสำคัญของทักษะความเข้าใจและใช้ AI ต่อการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ รวมทั้งประเทศสมาชิกอาเซียน จึงได้เสนอดำเนินโครงการพัฒนากรอบแนวทางการเปลี่ยนผ่านนวัตกรรม AI ของอาเซียน (ASEAN AI Transition Innovation Framework : AITIF) โดยการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านดิจิทัล ครั้งที่ 5 (The 5th ASEAN Digital Ministers’ Meeting: The 5th ADGMIN) และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 13 – 17 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา ได้เห็นชอบโครงการฯ ซึ่ง BDE ได้ดำเนินการศึกษา วิเคราะห์จากการทบทวนวรรณกรรม การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเชิงลึก และจัดประชุมระดมความคิดเห็นร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา รวมถึงได้มีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อให้ผู้แทนประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) แสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับผลการศึกษา และได้พัฒนากรอบแนวทางการเปลี่ยนผ่านนวัตกรรม AI ของอาเซียน สำหรับการประชุมสัมมนาในวันนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ ส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจในมาตรฐานและกรอบแนวทางต่าง ๆ ที่โครงการได้พัฒนาขึ้น และสามารถนำเครื่องมือประเมินความพร้อมไปประยุกต์ใช้ในการวางแผนพัฒนาบุคลากรและองค์กรรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการนำกรอบแนวทางการเปลี่ยนผ่านนวัตกรรม AI ของอาเซียน มาใช้ในการเปลี่ยนผ่านนวัตกรรม AI ขององค์กร และการพัฒนาบุคลากรไทยให้มีความพร้อมในการใช้และพัฒนา AI เพื่อร่วมกันนำกรอบแนวทาง AITIF ไปประยุกต์ใช้จริงในองค์กร ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความมั่นใจให้แก่ภาคธุรกิจไทยในการเปลี่ยนผ่านสู่นวัตกรรม AI ได้อย่างยั่งยืน

    นอกจากนี้ การประชุมสัมมนาเพื่อเผยแพร่ผลการศึกษาของโครงการฯ ยังได้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การส่งเสริมและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านนวัตกรรม AI ไปสู่องค์กร ภายใต้กรอบแนวทางการเปลี่ยนผ่านนวัตกรรม AI ของอาเซียน จำนวน 9 หน่วยงาน ได้แก่ 1) สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 2) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 3) สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ 4) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย 5) สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย 6) สมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย 7) มูลนิธิเพื่อการพัฒนาดิจิทัล 8) บริษัท กสิกร แล็บส์ จำกัด และ 9) บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการนำกรอบแนวทางการเปลี่ยนผ่านนวัตกรรม AI ของอาเซียน มาใช้ในการเปลี่ยนผ่านนวัตกรรม AI ขององค์กร และการพัฒนาบุคลากรไทยให้มีความพร้อมในการใช้และพัฒนา AI รวมถึงสร้างเครือข่ายความร่วมมือการพัฒนากรอบแนวทางการเปลี่ยนผ่านนวัตกรรม AI ของอาเซียน ให้รองรับการปรับเปลี่ยนทางด้าน AI และกรอบความตกลงที่เกี่ยวข้องภายใต้ประชาคมอาเซียน ทั้งยังเป็นการร่วมกันแบ่งปัน และเผยแพร่ความรู้ ประสบการณ์การนำ AI มาใช้ในองค์กรอย่างเหมาะสมและปลอดภัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/iev230kf7f5leqmknio7gakceh1yammf&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0pLXMKLrUkwdSg7waRfW3P

  • แก้เมื่อไหร่! น้ำเน่าเสียโผล่เกาะยาวอีกแล้ว ชาวบ้านวอนรัฐเร่งแก้ หวั่นกระทบท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    แก้เมื่อไหร่! น้ำเน่าเสียโผล่เกาะยาวอีกแล้ว ชาวบ้านวอนรัฐเร่งแก้ หวั่นกระทบท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    จากกรณีชาวบ้านและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ตำบลพรุใน อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา ได้ร้องเรียนถึงปัญหาน้ำเน่าเสียผุดขึ้นบริเวณชายหาดโล๊ะปาเหรด หมู่ 7 ซึ่งเป็นชายหาดที่มีความสวยงามและยาวที่สุดของเกาะยาวใหญ่ ส่งกลิ่นเหม็นรบกวนและสร้างความกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของพื้นที่ ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบและร่วมกันหาแนวทางแก้ไขเมื่อช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 2 มี.ค. ที่ผ่านมา ชาวบ้านกลับพบว่าปัญหาน้ำเน่าเสียยังไม่ได้รับการแก้ไข และยังคงส่งกลิ่นเหม็นอย่างต่อเนื่อง

    ต่อมา นายปรเมศร หนูเจริญ ปลัดอำเภอเกาะยาว, นายวิทูล บุญสบ กำนันตำบลพรุใน, นายสมยศ หยั่งทะเล รองนายกเทศมนตรีตำบลพรุใน, นายศุภเลิศ ปลูกไม้ดี สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดพังงา คณะสื่อมวลชน รวมทั้งผู้นำท้องที่ ตัวแทนชุมชน และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบ พบว่า ท่อระบายน้ำจากหลายจุดในพื้นที่ได้ไหลมารวมกันที่ท่อระบายน้ำของผู้ประกอบการรายหนึ่ง ซึ่งกำลังได้รับผลกระทบ โดยภายในท่อมีน้ำเน่าเสียสะสมจำนวนมาก เนื่องจากปลายทางของน้ำที่ไหลออกจากโรงแรมเป็นพื้นที่ดินเอกชนที่มีการวางท่อระบายน้ำขนาดเล็กและอยู่ในระดับสูงกว่า ทำให้น้ำไหลระบายได้ไม่สะดวก ส่งผลให้น้ำเสียสะสมและเกิดกลิ่นเหม็น เมื่อตรวจสอบต่อไปยังบริเวณชายหาด พบว่าจุดปลายทางของน้ำเน่าเสียเริ่มเอ่อล้นใกล้ชายหาด คาดว่าอาจไหลลงสู่ทะเลในเวลาไม่นาน ขณะที่ผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านในพื้นที่ยังได้พาผู้สื่อข่าวไปดูแนวลำรางธรรมชาติเดิมที่เคยไหลลงสู่ชายหาด แต่ปัจจุบันได้หายไปจากการพัฒนาพื้นที่แล้ว

    ล่าสุด เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ในช่วงเช้าวันที่ 6 มี.ค. ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวพบว่าน้ำเน่าเสียได้ผุดขึ้นกลางชายหาดบริเวณจุดเดิมอีกครั้ง ก่อนจะไหลลงสู่ทะเล ทำให้ประชาชนในพื้นที่เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เนื่องจากเกรงว่าหากปล่อยให้สถานการณ์ยืดเยื้อต่อไป จะส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของเกาะยาวในระยะยาว

    ทั้งนี้ ชาวบ้านระบุว่า ปัญหาดังกล่าวดำเนินมากว่าครึ่งเดือนแล้ว แต่ยังไม่เห็นแนวทางแก้ไขที่ชัดเจนจากเทศบาลตำบลพรุใน อีกทั้งปริมาณน้ำเสียกลับเพิ่มมากขึ้น จึงอยากให้หน่วยงานระดับจังหวัดหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ก่อนที่ปัญหาจะลุกลามและสร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของพื้นที่.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5663848/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34Za9oWe3PIyoXGG0jZjNX

  • อีรวานี: การแทรกแซงจากต่างชาติในกิจการภายในของอิหร่านเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

    อีรวานี: การแทรกแซงจากต่างชาติในกิจการภายในของอิหร่านเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

    อีรวานี: การแทรกแซงจากต่างชาติในกิจการภายในของอิหร่านเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

    ผู้แทนถาวรของอิหร่านประจำองค์การสหประชาชาติกล่าวว่า:

    🔹 เราในฐานะประชาชาติที่รักสันติและแสวงหาสันติภาพ ซึ่งเป็นสิ่งที่โลกยอมรับมาโดยตลอด จะปกป้องตนเอง เราจะปกป้องประชาชนของเรา แผ่นดินของเรา รวมถึงเอกราชและเสรีภาพของเรา

    🔹 คำแถลงของประธานาธิบดีสหรัฐที่กล่าวถึงการเลือกผู้นำคนใหม่ในอิหร่านั้น เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน ซึ่งกฎหมายดังกล่าวเน้นย้ำถึงการเคารพอธิปไตยและกิจการภายในของแต่ละประเทศ

    🔹 อิหร่านเป็นประเทศที่เป็นอิสระและเสรี และเราจะไม่ยอมรับการแทรกแซงจากต่างชาติใด ๆ ทั้งสิ้น และจะไม่อนุญาตให้มหาอำนาจต่างชาติเข้ามายุ่งเกี่ยวกับกิจการภายในของเรา

    🔹 การเลือกผู้นำคนใหม่ของอิหร่านจะดำเนินการตามรัฐธรรมนูญและตามความต้องการของประชาชนชาวอิหร่านอย่างสมบูรณ์ เรื่องนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับประเทศอื่น

    🔹 เราขอเรียกร้องให้องค์การสหประชาชาติและคณะมนตรีความมั่นคง ประณามอาชญากรรมสงครามและการรุกรานอย่างชัดแจ้งต่อประเทศของเรา เนื่องจากการกระทำดังกล่าวเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อสันติภาพและเสถียรภาพทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก