Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เปิดหลักสูตร “วกส. รุ่น 7” รวม 84 ผู้นำรัฐ-เอกชน ขับเคลื่อนเกษตรไทยยุคใหม่

    เปิดหลักสูตร “วกส. รุ่น 7” รวม 84 ผู้นำรัฐ-เอกชน ขับเคลื่อนเกษตรไทยยุคใหม่

    เปิดหลักสูตร “วกส. รุ่น 7” รวม 84 ผู้นำรัฐ-เอกชน ขับเคลื่อนเกษตรไทยยุคใหม่

    กระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับมูลนิธิเกษตราธิการ และสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA เปิดหลักสูตร “วิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.) รุ่นที่ 7” เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และสร้างเครือข่ายผู้บริหารระดับสูงในภาคการเกษตร รองรับการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจเกษตรไทยในอนาคต

    เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมรามาการ์เดนส์ กรุงเทพฯ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิด โดยมี นายชวลิต ชูขจร ประธานกรรมการ ARDA, ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ผู้อำนวยการหลักสูตร และ ดร.ศิริกร วิวรวงษ์ รองผู้อำนวยการ ARDA พร้อมคณะผู้บริหารและผู้เข้าอบรมเข้าร่วม

    สำหรับหลักสูตร วกส. รุ่นที่ 7 มีผู้เข้าร่วมอบรมจำนวน 84 คน จากหลากหลายภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ นักวิชาการ และผู้บริหารภาคธุรกิจ อาทิ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมชลประทาน กรมส่งเสริมการเกษตร สถาบันการศึกษา ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ตลอดจนภาคเอกชนในอุตสาหกรรมเกษตร อาหาร และเทคโนโลยี

    เปิดหลักสูตร “วกส. รุ่น 7” รวม 84 ผู้นำรัฐ-เอกชน ขับเคลื่อนเกษตรไทยยุคใหม่

    โดยในรุ่นนี้ยังมีผู้บริหารจากแวดวงสื่อสารมวลชนเข้าร่วม ได้แก่ กิตติ สิงหาปัด ผู้ดำเนินรายการข่าวชื่อดัง และผู้บริหารด้านสื่อสารมวลชน และ ธรรศพงศ์ หิรัญย์ธนาคุณ กรรมการผู้จัดการ (Managing Director) บริษัท โพสต์ทูเดย์ จำกัด ซึ่งเข้าศึกษาในหลักสูตรดังกล่าวเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเศรษฐกิจเกษตร นวัตกรรม และการพัฒนาภาคการเกษตรร่วมกับผู้บริหารจากหลากหลายภาคส่วน

    เปิดหลักสูตร “วกส. รุ่น 7” รวม 84 ผู้นำรัฐ-เอกชน ขับเคลื่อนเกษตรไทยยุคใหม่

    หลักสูตรเน้น 6 มิติสำคัญของระบบเกษตร

    โครงสร้างการเรียนรู้ของหลักสูตรแบ่งออกเป็น 6 โมดูลหลัก ได้แก่

    1. Agriculture & Cooperatives Landscape ภาพรวมระบบการเกษตรและสหกรณ์ระดับโลก รวมถึงบริบทเศรษฐกิจมหภาค
    2. Agriculture Market Mechanism กลไกตลาดสินค้าเกษตรและโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน
    3. Technology and Innovation เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อยกระดับภาคการเกษตร
    4.  Current Issue for Agriculture Development วิเคราะห์ประเด็นท้าทายและแนวโน้มการพัฒนาเกษตร
    5. Research for the Future การวิจัยเพื่อกำหนดทิศทางเกษตรในอนาคต
    6. Leadership and Sustainability การพัฒนาภาวะผู้นำและแนวคิดการเกษตรอย่างยั่งยืน

    เปิดหลักสูตร “วกส. รุ่น 7” รวม 84 ผู้นำรัฐ-เอกชน ขับเคลื่อนเกษตรไทยยุคใหม่

    ภายในพิธีเปิดยังมีการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “Future Farmers : บทบาทคนรุ่นใหม่กับการเปลี่ยนผ่านเกษตรไทยยุคใหม่” โดย ดร.ทองเปลว กองจันทร์ และกิจกรรมถ่ายทอดประสบการณ์จากผู้ผ่านหลักสูตรรุ่นก่อน โดย รพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร

    หลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.) ถือเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้บริหารจากหลายภาคส่วน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนแนวคิด นโยบาย และนวัตกรรมด้านการเกษตร อันจะช่วยยกระดับศักยภาพภาคการเกษตรไทยให้สามารถแข่งขันและเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

    เปิดหลักสูตร “วกส. รุ่น 7” รวม 84 ผู้นำรัฐ-เอกชน ขับเคลื่อนเกษตรไทยยุคใหม่

    เปิดหลักสูตร “วกส. รุ่น 7” รวม 84 ผู้นำรัฐ-เอกชน ขับเคลื่อนเกษตรไทยยุคใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/862352&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SAMGzr0wKqL4D6_uwx0_o

  • ป้องกันดีกว่าแก้! มท.3 สั่งตรวจรอยเลื่อน 16 แนวและโครงสร้างพื้นฐานด่วน หลังแรงสั่นสะเทือนถี่ในเชียงราย

    ป้องกันดีกว่าแก้! มท.3 สั่งตรวจรอยเลื่อน 16 แนวและโครงสร้างพื้นฐานด่วน หลังแรงสั่นสะเทือนถี่ในเชียงราย

    มท.3 สั่งเกาะติดแผ่นดินไหวไทย เร่งยกระดับเฝ้าระวังรอยเลื่อนมีพลังและเขื่อน สร้างความมั่นใจประชาชน

    เชียงราย, 7 มีนาคม 2569 แรงสั่นสะเทือนขนาดเล็กที่เกิดขึ้นถี่ขึ้นในช่วงต้นปี แม้ส่วนใหญ่ไม่รุนแรงพอทำลายโครงสร้างหลักของอาคาร แต่กลับ “เขย่า” ความรู้สึกของผู้คนได้ชัดเจน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือซึ่งมีแนวรอยเลื่อนมีพลังพาดผ่านหลายแนว รวมถึงจังหวัดเชียงรายที่เคยเผชิญบทเรียนแผ่นดินไหวครั้งสำคัญในรอบทศวรรษ

    ท่ามกลางความกังวลของประชาชน รัฐบาลจึงขยับจากการรับรู้แบบรายเหตุการณ์ ไปสู่การยกระดับการติดตามเชิงระบบ โดยเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ที่ห้องกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานประชุมกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง เพื่อติดตามสถานการณ์แผ่นดินไหวและกำชับมาตรการเฝ้าระวังในจังหวัดเสี่ยง รวมถึงการตรวจสอบเขื่อนและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทั่วประเทศ

    สัญญาณจากต้นปี 2569 เมื่อแรงสั่นสะเทือน “ถี่” กว่าที่เคยชิน

    ข้อมูลจากหน่วยงานด้านภัยพิบัติที่นำเสนอในที่ประชุมสะท้อนภาพรวมสำคัญว่า แผ่นดินไหวในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นขนาดเล็ก โดยมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์มีขนาดต่ำกว่า 3.0 อย่างไรก็ดี ความถี่และลักษณะ “ตื้น” ของบางเหตุการณ์ ทำให้ประชาชนในพื้นที่รับรู้แรงสั่นสะเทือนได้จริง จนเกิดความตื่นตระหนกในบางช่วงเวลา

    ในพื้นที่เชียงราย มีรายงานแผ่นดินไหวขนาดเล็กที่ประชาชนรับรู้ได้ เช่น เหตุการณ์ขนาด 3.3 ในอำเภอแม่สายช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2569 และเหตุการณ์ขนาด 3.1 ในอำเภอพานช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งสื่อกระแสหลักรายงานอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่า “ขนาด” ไม่ใช่คำตอบเดียวของความรู้สึกสั่นไหว หากแต่ “ความตื้น” และ “ระยะห่างจากจุดศูนย์กลาง” คือปัจจัยที่ทำให้ผู้คนรับรู้ได้ชัด

    ภาพเหล่านี้ทำให้การสื่อสารสาธารณะต้องเดินคู่กับการเฝ้าระวังเชิงวิศวกรรมและธรณีวิทยา เพื่อให้ประชาชนแยกแยะได้ว่าเหตุการณ์ใดเป็นสัญญาณที่ต้องเฝ้าระวัง และเหตุการณ์ใดเป็นความสั่นสะเทือนตามธรรมชาติที่ยังอยู่ในระดับจัดการได้ด้วยมาตรการมาตรฐาน

    ประชุมส่วนกลางย้ำหลักคิดเดียวกัน ลดตื่นตระหนก เพิ่มความพร้อม

    ภายในที่ประชุมกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยย้ำประเด็นหลักว่า แผ่นดินไหวเป็นภัยที่ไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ จึงต้องปรับจาก “ความตื่นตระหนก” ไปสู่ “ความรู้และความพร้อม” ผ่านการซักซ้อมแผนอพยพ การเตรียมเครื่องมือกู้ภัย และการตรวจความมั่นคงแข็งแรงของสิ่งก่อสร้างที่เสี่ยงอันตราย

    สาระสำคัญที่ถูกยกขึ้นมาพิจารณาในที่ประชุมประกอบด้วย

    • การเฝ้าระวังรอยเลื่อนมีพลังและแนวโน้มการเกิดแผ่นดินไหวในช่วงที่ผ่านมา
    • การประเมินผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ โดยเฉพาะเขื่อนและระบบสาธารณูปโภค
    • การสื่อสารข้อมูลแบบทันเวลา ลดข่าวลือ ลดความเข้าใจคลาดเคลื่อน

    ในมุมของพื้นที่ จังหวัดเชียงรายมีการรายงานความพร้อมผ่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย โดยชี้ให้เห็นการเตรียมแผนเผชิญเหตุ การซักซ้อม และการสื่อสารสร้างการรับรู้กับประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

    รอยเลื่อนมีพลัง 16 แนว และโจทย์การเฝ้าระวังที่ต้องละเอียดขึ้น

    อีกประเด็นที่ถูกกล่าวถึงในวงประชุม คือสถานะความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของประเทศซึ่งผูกกับภูมิประเทศและธรณีวิทยา โดยหน่วยงานด้านธรณีวิทยารายงานว่า ประเทศไทยมีรอยเลื่อนมีพลัง 16 แนว และอยู่ระหว่างการศึกษารอยเลื่อนเพิ่มเติมอีก 13 แนว เพื่อจัดทำฐานข้อมูลแบบบูรณาการให้แม่นยำยิ่งขึ้น

    นัยของตัวเลขนี้ไม่ใช่เพื่อสร้างความหวาดหวั่น แต่เพื่อยืนยันว่า “ความเสี่ยงมีอยู่จริง” และการบริหารความเสี่ยงต้องอาศัยข้อมูลที่อัปเดต รวมทั้งการสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจในระดับที่ใช้ตัดสินใจได้ เช่น อาคารประเภทใดควรตรวจซ้ำ จุดรวมพลควรอยู่ที่ไหน โรงเรียนและโรงพยาบาลซ้อมอพยพอย่างไร

    ที่ประชุมยังเน้นให้หน่วยงานท้องถิ่นและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตรวจสอบอาคารสูง ป้ายโฆษณา สิ่งก่อสร้าง รวมถึงเขื่อนขนาดเล็ก ฝาย และคันกั้นน้ำ หากพบชำรุดต้องเร่งแก้ไขทันที พร้อมทบทวนแผนเผชิญเหตุให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ

    ระบบแจ้งเตือน Cell Broadcast และ Thai Disaster Alert ทำให้ “รู้เร็ว” กลายเป็นเครื่องมือจริง

    ภาครัฐย้ำการยกระดับการแจ้งเตือนและการสื่อสารความเสี่ยง โดยหนึ่งในเครื่องมือที่ถูกกล่าวถึงชัดเจน คือการแจ้งเตือนผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบ Cell Broadcast ควบคู่กับช่องทางสื่อสารของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและกรมอุตุนิยมวิทยา เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องรวดเร็ว ลดช่องว่างข่าวลือ

    รายงานการประชุมระบุเกณฑ์การแจ้งเตือนผ่าน Cell Broadcast ในกรณีแผ่นดินไหวไว้เป็นระดับ เพื่อให้การแจ้งเตือนมีความเหมาะสมและไม่สร้างความตื่นตระหนกเกินจำเป็น ได้แก่

    • แผ่นดินไหวบนบกในประเทศตั้งแต่ขนาด 4.0 ขึ้นไป
    • แผ่นดินไหวบนบกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งแต่ขนาด 6.0 ขึ้นไป
    • แผ่นดินไหวในทะเลอันดามันตั้งแต่ขนาด 7.0 ขึ้นไป

    ขณะเดียวกัน หน่วยงานรัฐยังเดินหน้าพัฒนาแอปพลิเคชัน Thai Disaster Alert ให้เป็นศูนย์รวมข้อมูลภัยพิบัติหลายประเภทในช่องทางเดียว เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลพร้อมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

    เชียงรายในฐานะจังหวัดท่องเที่ยวและจังหวัดเสี่ยง ต้องทำให้ความปลอดภัย “จับต้องได้”

    สำหรับเชียงราย ประเด็นแผ่นดินไหวไม่ได้กระทบเฉพาะชีวิตประจำวันของคนในเมือง แต่ยังโยงไปถึงความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยว เศรษฐกิจชุมชน และการดูแลโบราณสถานในพื้นที่ด้วย การสื่อสารที่ดีจึงต้องทำสองเรื่องพร้อมกัน

    เรื่องแรก คือยืนยันข้อเท็จจริงตามข้อมูลวิชาการว่า เหตุการณ์ส่วนใหญ่เป็นขนาดเล็ก และรัฐมีระบบเฝ้าระวังติดตาม
    เรื่องที่สอง คือทำให้ประชาชนรู้ว่าควรทำอะไรได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุ เพื่อไม่ให้ “ความไม่รู้” กลายเป็นความเสี่ยงซ้ำซ้อน

    ในวงประชุม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยเน้นย้ำให้สถานศึกษา โรงพยาบาล และอาคารสูงในพื้นที่เสี่ยงซักซ้อมอพยพสม่ำเสมอ พร้อมรณรงค์ให้ประชาชนปฏิบัติตามหลักการเอาตัวรอดที่ถูกต้อง โดยยึดแนวทางสากล หมอบ ป้อง เกาะ และหลีกเลี่ยงการใช้ลิฟต์ในช่วงเกิดแรงสั่นสะเทือน

    สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที เพื่อเปลี่ยนความกังวลเป็นความพร้อม

    เพื่อให้การเตรียมตัวอยู่ในระดับที่ทำได้จริงในครัวเรือน หน่วยงานด้านภัยพิบัติแนะนำแนวทางพื้นฐานที่ควรทำล่วงหน้า ได้แก่

    • ยึดตู้ ชั้นวางของ และเฟอร์นิเจอร์หนักกับผนัง ลดโอกาสล้มทับ
    • เตรียมกระเป๋าฉุกเฉิน น้ำดื่ม อาหารแห้ง ไฟฉาย ยาประจำตัว เอกสารจำเป็น
    • กำหนดจุดนัดพบของครอบครัว และวิธีติดต่อกันเมื่อสัญญาณโทรศัพท์ขัดข้อง
    • ติดตามข้อมูลจากช่องทางทางการเป็นหลัก ลดการแชร์ข้อมูลที่ไม่ยืนยันแหล่งที่มา

    ในภาพรวม รัฐบาลย้ำว่าหัวใจของการรับมือแผ่นดินไหว คือการทำให้ประชาชน “รู้เร็ว เตรียมเร็ว และทำถูกวิธี” เพราะแม้จะไม่สามารถทำนายล่วงหน้าได้ แต่สามารถลดการบาดเจ็บและความสูญเสียได้จริง หากสังคมมีวัฒนธรรมความปลอดภัยร่วมกัน

    สถิติสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ครั้งนี้

    • แผ่นดินไหวในไทยมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์เป็นแผ่นดินไหวขนาดเล็ก ต่ำกว่า 3.0
    • ประเทศไทยมีรอยเลื่อนมีพลัง 16 แนว และอยู่ระหว่างศึกษารอยเลื่อนเพิ่มเติมอีก 13 แนว เพื่อพัฒนาฐานข้อมูลเฝ้าระวัง
    • เกณฑ์การแจ้งเตือน Cell Broadcast สำหรับแผ่นดินไหว ระดับ 4.0 ในประเทศ ระดับ 6.0 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และระดับ 7.0 ในทะเลอันดามัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-earthquake-monitoring-safety-measures/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28V297zxJPbmbphPSQmtZ2

  • สรุปดราม่า นักเรียนทิ้งเงินหน้าห้องสอบเตรียมอุดมฯ เกิดอะไรขึ้น คนถกเดือดเสียงแตก

    สรุปดราม่า นักเรียนทิ้งเงินหน้าห้องสอบเตรียมอุดมฯ เกิดอะไรขึ้น คนถกเดือดเสียงแตก

              สรุปประเด็นดราม่าร้อน นักเรียนทิ้งเงินหน้าห้องสอบเตรียมอุดมฯ เกิดอะไรขึ้น ชาวเน็ตถกเดือดเสียงแตกมองต่างมุม 

    นักเรียนทิ้งเงินหน้าห้องสอบ
    ภาพจาก เฟซบุ๊ก Chiratchai Pawiwaranon

              วันที่ 7 มีนาคม 2569 เกิดประเด็นดราม่าร้อนแรงบนโซเชียลมีเดีย ภายหลังจากมีผู้ใช้เฟซบุ๊ก Chiratchai Pawiwaranon ได้โพสต์ภาพที่น่าตกใจ พร้อมเรื่องราวร้องเรียนจากบริเวณหน้าสนามสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี เมื่อเด็กนักเรียนจำนวนหลายคนที่เข้าสอบต้องทิ้งเงินอย่างเลือกไม่ได้ หลังจากทางคณะกรรมการคุมสอบไม่อนุญาตให้พกเงินติดตัวเข้าห้องสอบ 

    นักเรียนทิ้งเงินหน้าห้องสอบ

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก Chiratchai Pawiwaranon

    นักเรียนทิ้งเงินหน้าห้องสอบ

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก Chiratchai Pawiwaranon

              โดยผู้โพสต์เขียนข้อความแสดงความไม่พอใจระบุว่า “ใครติดต่อ โหนกระแสได้ ช่วยจัดให้ทีครับ ห้ามเอาเงินเข้าห้องสอบ…  ทิ้งลงถังขยะ… เด็กจะกลับบ้านยังไง ? พ่อ แม่ ไม่ได้นั่งเฝ้าลูกทุกคน สงสารเด็กมาก เชื่อไหมว่า รบกวนสมาธิในการสอบเด็กด้วย บางคนต้องตกใจ จะกลับบ้านยังไง มือถือก็ไม่มี…” 

              จากภาพแสดงให้เห็นว่า มีเงินสดจำนวนมากถูกทิ้งกระจัดกระจาย ทั้งบนพื้นรวมไปถึงในถังขยะ อีกทั้งยังมีของใช้อื่น ๆ เช่น อุปกรณ์เครื่องเขียน นาฬิกา ซองใสและถุงซิป ถูกวางทิ้งกองเอาไว้ที่ด้านนอกสนามสอบ 

    นักเรียนทิ้งเงินหน้าห้องสอบ

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก Chiratchai Pawiwaranon

              โพสต์ดังกล่าวสร้างความไม่สบายใจให้กับผู้คนเป็นวงกว้าง โดยความคิดเห็นของชาวเน็ตแตกเป็นหลายมุมมอง หลายคนวิพากษ์วิจารณ์ทางผู้จัดสอบว่าเหตุใดถึงปล่อยให้นักเรียนทิ้งเงินเช่นนี้ ควรมีการยืดหยุ่น เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เด็กนักเรียนมากกว่านี้หรือไม่ 

    นักเรียนทิ้งเงินหน้าห้องสอบ

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก Chiratchai Pawiwaranon

              อย่างไรก็ดี อีกฝ่ายชี้แจงว่า ทางโรงเรียนมีประกาศกฎระเบียบออกมาล่วงหน้าแล้วว่ามีสิ่งของใดบ้างที่ไม่อนุญาตให้นำเข้าห้องสอบ ซึ่งรวมถึง เงินหรือธนบัตรด้วย ทั้งนี้ทางเพจ สมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษายังได้แจ้งข้อมูลว่า มีจุดบริการรับฝากของสำหรับนักเรียนที่จะเข้าสอบ โดยมีค่าบริการ 30 บาท 

    นักเรียนทิ้งเงินหน้าห้องสอบ

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก Chiratchai Pawiwaranon

              แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น หลายคนก็ยังรู้สึกไม่พอใจโดยอธิบายว่า ปัญหาไม่ใช่ข้อห้าม แต่เป็นวิธีจัดการ แม้ว่าจะรู้ว่ามีกฎข้อห้ามไม่ให้นำเงินเข้าห้องสอบ แต่เด็กบางคนก็ไม่ได้มีผู้ปกครองมาด้วยทุกคน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องพกเงินมาเอง ส่วนบริการรับฝากของก็ต้องเสียเงิน 

    นักเรียนทิ้งเงินหน้าห้องสอบ

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก Chiratchai Pawiwaranon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://education.kapook.com/view299296.html&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pkiBGTqdUeJblCAn81p1m

  • หมวย อริสรา พูดถึง เบลล่า ลูกศิษย์คนสวย สมัยเป็นนักศึกษา ป.โท ฟังแล้วประทับใจ – ไทยรัฐออนไลน์

    หมวย อริสรา พูดถึง เบลล่า ลูกศิษย์คนสวย สมัยเป็นนักศึกษา ป.โท ฟังแล้วประทับใจ – ไทยรัฐออนไลน์

    หมวย แอบเม้าท์ชื่อคนดังที่ ฟิล์ม โทรหาเพื่อดึงมาดิสเครดิต กรรชัย · หนุ่ม กรรชัย ถูกคนส่งข้อความขู่ “ระวังดับนะเราเตือนคุณแล้ว” ขณะอ่านข่าว. แท็กที่ …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/entertain/news/2918389&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3f7fQW6e9yOoRL6FnDzZYB

  • นายก อบจ.สุพรรณบุรี มอบประกาศนียบัตรผู้สำเร็จการศึกษา รร.กรรณสูตศึกษาลัย | เดลินิวส์

    นายก อบจ.สุพรรณบุรี มอบประกาศนียบัตรผู้สำเร็จการศึกษา รร.กรรณสูตศึกษาลัย | เดลินิวส์

    ที่หอประชุม 2 โรงเรียนกรรณสูตศึกษาลัย จ.สุพรรณบุรี ดร.อุดม โปร่งฟ้า นายก อบจ.สุพรรณบุรีและนายกสมาคมนักเรียนเก่าผู้ปกครองและครูกรรณสูตศึกษาลัย สุพรรณบุรี พิธีเป็นประธานพิธีมอบประกาศนียบัตรผู้สำเร็จการศึกษา ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และมัธยมศึกษาปีที่ 6 ประจำปีการศึกษา 2568 โรงเรียนกรรณสูตศึกษาลัย เพื่อแสดงความยินดีและภาคภูมิใจในความสำเร็จของนักเรียน “กรรณสูตรุ่นที่ 127” “เกียรติภูมิแห่งความเพียร”

    ดร.อุดม กล่าวว่า โรงเรียนกรรณสูตศึกษาลัย เป็นโรงเรียนประจำจังหวัดสุพรรณบุรี นับเป็นโรงเรียนเก่าแก่คู่บ้าน คู่เมืองสุพรรณบุรี ก่อตั้งขึ้นด้วยความมุ่งมั่นที่จะ “ทำเพื่อลูกเพื่อหลาน” ของชาวสุพรรณบุรี อย่างแท้จริง ได้ทุ่มเท เสียสละ และเอาใจใส่ สนับสนุนการจัดการเรียนการสอน นับเป็นเวลายาวนาน กว่า 127 ปี มีความรัก ความห่วงใย ประทับใจและภูมิใจ ในโรงเรียนกรรณสูตศึกษาลัยนี้ จึงน่าภาคภูมิใจ ที่นักเรียนจบการศึกษาจากสถาบันอันทรงคุณค่าแห่งนี้ ขอให้นักเรียนทุกคนขยัน มุ่งมั่นศึกษาเล่าเรียนต่อไป

    ซึ่งขอให้นำประกาศนียบัตร ไปให้คุณพ่อ คุณแม่หรือผู้ปกครอง ได้ชื่นใจชื่นชมร่วมกัน และเป็นกำลังใจให้ครูทุกท่านตั้งใจสั่งสอนให้นักเรียนเป็นคนดี เป็นกำลังของประเทศชาติต่อไป สำหรับนักเรียนที่จบการศึกษาแล้ว หากมีโอกาสขอให้กลับมาช่วยเหลือดูแลโรงเรียน กลับมาช่วยกันพัฒนาบ้านเกิดเมืองสุพรรณบุรีของเรา ขอแสดงความยินดีกับนักเรียนที่สำเร็จการศึกษาทุกคน และขอชื่นชมกับนักเรียนสอบโควตา มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ได้ ตลอดจนนักเรียนที่ได้รับเกียรติบัตรดีเด่นทุกคน ขอให้นำความรู้ คุณธรรม และจริยธรรมที่ได้รับจากสถาบันแห่งนี้ ไปใช้ศึกษาต่อและประกอบอาชีพ ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง และประเทศชาติต่อไป

    เพราะทุกความพยายาม คือก้าวสำคัญสู่อนาคตที่งดงาม ขอแสดงความยินดีกับนักเรียนทุกคนที่ก้าวผ่านอีกหนึ่งความสำเร็จอย่างภาคภูมิใจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5665771/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zrwBdEqsGC4GuSBcPivLR

  • ‘เพื่อไทย’ คุม 5 กระทรวงว่าการนิ่งแล้ว แต่ 3 เก้าอี้รัฐมนตรีช่วยยังรอสลับ | เดลินิวส์

    ‘เพื่อไทย’ คุม 5 กระทรวงว่าการนิ่งแล้ว แต่ 3 เก้าอี้รัฐมนตรีช่วยยังรอสลับ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 7 มี.ค. สำหรับความเคลื่อนไหวในส่วนของโควตารัฐมนตรีที่ได้ 5 เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการ 3 เก้าอี้รัฐมนตรีช่วยนั้น ในส่วนของ 5 เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการค่อนข้างนิ่งแล้ว โดยนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำพรรคเพื่อไทย นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย นั่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และ น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

    แต่ในส่วนโควตารัฐมนตรีช่วย 3 ตำแหน่ง ซึ่งอยู่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2 เก้าอี้ และกระทรวงศึกษาธิการ 1 เก้าอี้นั้น ขณะนี้ยังไม่ลงตัว เพราะมีรายชื่อในตะกร้ารอให้แกนนำพรรคเพื่อไทยเคาะขั้นสุดท้ายถึง 7 คน คือ นายพัฒนา สัพโส สส.สกลนคร ซึ่งถือเป็นบ้านใหญ่สกลนคร มี สส. ถึง 2 คน และมีภรรยาเป็น นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (นายก อบจ.), นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สส.เลย แม้เป็น สส. 2 สมัย แต่มีความเหนียวแน่นกับพรรค นายศุภชัย นพขำ สส.ปทุมธานี 2 สมัย ที่ฝ่าทั้งกระแสพรรคประชาชน และสู้กับ น.ส.ชิดชนก พวงเพ็ชร์ บุตรสาวนายชาญ พวงเพ็ชร อดีตนายก อบจ.ปทุมธานี ที่ย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย หากพรรคเพื่อไทยจะทำพื้นที่ต่อ ต้องให้เครื่องมือ สส. ในพื้นที่เพื่อสร้างความนิยมของพรรค

    นอกจากมี ชื่อ น.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช สส.เชียงราย 2 สมัย ที่ยังเกาะพื้นที่เข้ามาเป็นตัวแทนของพรรคเพื่อไทยในสภาได้ แม้จะถูกหลายพรรคการเมืองรุมเจาะพื้นที่จนภาคเหนือตอนบนเพื่อไทยเหลือ สส. เพียง 3 คน รวมถึงมีชื่อนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่เป็นมือปราศรัยหลักของพรรคครั้งนี้

    อีก 2 คน คือโควตากลาง ประกอบด้วย นายศึกษิษฐ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย และ น.ส.ธีราภา ไพโรหกุล อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง

    โดยหลังจากนี้ผู้บริหารพรรคเพื่อไทยจะเคาะรายชื่อกันอีกครั้งว่าจะให้ใครเข้าไปทำหน้าที่รัฐมนตรีช่วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5666085/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3C-CSqLcYwH8T-ysWKVCZc

  • เปิดหลักสูตร “วกส. รุ่น 7” รวม 84 ผู้นำรัฐ-เอกชน ขับเคลื่อนเกษตรไทยยุคใหม่

    เปิดหลักสูตร “วกส. รุ่น 7” รวม 84 ผู้นำรัฐ-เอกชน ขับเคลื่อนเกษตรไทยยุคใหม่

    เปิดหลักสูตร “วกส. รุ่น 7” รวม 84 ผู้นำรัฐ-เอกชน ขับเคลื่อนเกษตรไทยยุคใหม่

    กระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับมูลนิธิเกษตราธิการ และสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA เปิดหลักสูตร “วิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.) รุ่นที่ 7” เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และสร้างเครือข่ายผู้บริหารระดับสูงในภาคการเกษตร รองรับการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจเกษตรไทยในอนาคต

    เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมรามาการ์เดนส์ กรุงเทพฯ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิด โดยมี นายชวลิต ชูขจร ประธานกรรมการ ARDA, ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ผู้อำนวยการหลักสูตร และ ดร.ศิริกร วิวรวงษ์ รองผู้อำนวยการ ARDA พร้อมคณะผู้บริหารและผู้เข้าอบรมเข้าร่วม

    สำหรับหลักสูตร วกส. รุ่นที่ 7 มีผู้เข้าร่วมอบรมจำนวน 84 คน จากหลากหลายภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ นักวิชาการ และผู้บริหารภาคธุรกิจ อาทิ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมชลประทาน กรมส่งเสริมการเกษตร สถาบันการศึกษา ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ตลอดจนภาคเอกชนในอุตสาหกรรมเกษตร อาหาร และเทคโนโลยี

    เปิดหลักสูตร “วกส. รุ่น 7” รวม 84 ผู้นำรัฐ-เอกชน ขับเคลื่อนเกษตรไทยยุคใหม่

    โดยในรุ่นนี้ยังมีผู้บริหารจากแวดวงสื่อสารมวลชนเข้าร่วม ได้แก่ กิตติ สิงหาปัด ผู้ดำเนินรายการข่าวชื่อดัง และผู้บริหารด้านสื่อสารมวลชน และ ธรรศพงศ์ หิรัญย์ธนาคุณ กรรมการผู้จัดการ (Managing Director) บริษัท โพสต์ทูเดย์ จำกัด ซึ่งเข้าศึกษาในหลักสูตรดังกล่าวเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเศรษฐกิจเกษตร นวัตกรรม และการพัฒนาภาคการเกษตรร่วมกับผู้บริหารจากหลากหลายภาคส่วน

    เปิดหลักสูตร “วกส. รุ่น 7” รวม 84 ผู้นำรัฐ-เอกชน ขับเคลื่อนเกษตรไทยยุคใหม่

    หลักสูตรเน้น 6 มิติสำคัญของระบบเกษตร

    โครงสร้างการเรียนรู้ของหลักสูตรแบ่งออกเป็น 6 โมดูลหลัก ได้แก่

    1. Agriculture & Cooperatives Landscape ภาพรวมระบบการเกษตรและสหกรณ์ระดับโลก รวมถึงบริบทเศรษฐกิจมหภาค
    2. Agriculture Market Mechanism กลไกตลาดสินค้าเกษตรและโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน
    3. Technology and Innovation เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อยกระดับภาคการเกษตร
    4.  Current Issue for Agriculture Development วิเคราะห์ประเด็นท้าทายและแนวโน้มการพัฒนาเกษตร
    5. Research for the Future การวิจัยเพื่อกำหนดทิศทางเกษตรในอนาคต
    6. Leadership and Sustainability การพัฒนาภาวะผู้นำและแนวคิดการเกษตรอย่างยั่งยืน

    เปิดหลักสูตร “วกส. รุ่น 7” รวม 84 ผู้นำรัฐ-เอกชน ขับเคลื่อนเกษตรไทยยุคใหม่

    ภายในพิธีเปิดยังมีการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “Future Farmers : บทบาทคนรุ่นใหม่กับการเปลี่ยนผ่านเกษตรไทยยุคใหม่” โดย ดร.ทองเปลว กองจันทร์ และกิจกรรมถ่ายทอดประสบการณ์จากผู้ผ่านหลักสูตรรุ่นก่อน โดย รพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร

    หลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.) ถือเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้บริหารจากหลายภาคส่วน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนแนวคิด นโยบาย และนวัตกรรมด้านการเกษตร อันจะช่วยยกระดับศักยภาพภาคการเกษตรไทยให้สามารถแข่งขันและเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

    เปิดหลักสูตร “วกส. รุ่น 7” รวม 84 ผู้นำรัฐ-เอกชน ขับเคลื่อนเกษตรไทยยุคใหม่

    เปิดหลักสูตร “วกส. รุ่น 7” รวม 84 ผู้นำรัฐ-เอกชน ขับเคลื่อนเกษตรไทยยุคใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/862352&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SAMGzr0wKqL4D6_uwx0_o

  • “เซย่า ทองเจือ” รับปริญญาใบที่ 2 จากมหาวิทยาลัยระดับโลก สวยและเก่งมาก

    “เซย่า ทองเจือ” รับปริญญาใบที่ 2 จากมหาวิทยาลัยระดับโลก สวยและเก่งมาก

    “เซย่า ทองเจือ” คว้าปริญญาใบที่ 2 จากอังกฤษ พ่วงเกียรตินิยมอันดับ 1 ม.ศิลปากร สวยเก่งครบสูตรความภูมิใจของบ้าน

    หากจะพูดถึงทายาทคนบันเทิงที่ทั้งสวยและมีความสามารถรอบด้าน ชื่อของ “เซย่า-ณิชฎา ทองเจือ” ลูกสาวคนโตของนักแสดงรุ่นใหญ่ “พีท ทองเจือ” และคุณแม่ “เจ็ง วิไลลักษณ์” จะต้องถูกนึกถึงเป็นลำดับต้นๆ เพราะนอกจากเสน่ห์ที่ถอดแบบคุณพ่อคุณแม่มาเป๊ะๆ แล้ว เรื่องการศึกษาสาวน้อยคนนี้ยังมีดีกรีที่ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว

    บัณฑิตเกียรตินิยมอันดับ 1 จากรั้วศิลปากร

    ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ ครอบครัวทองเจือได้ไปร่วมแสดงความยินดีในวันแห่งความสำเร็จ เมื่อ เซย่า สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีจากสาขา Digital Communication Design (หลักสูตรนานาชาติ) มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่สำคัญเธอไม่ได้แค่เรียนจบธรรมดา แต่ยังคว้า เกียรตินิยมอันดับ 1 มาครองได้สำเร็จ สร้างความปลาบปลื้มใจให้กับคุณแม่เจ็งและ พ่อพีท รวมถึงน้องๆ ที่คอยซัพพอร์ตอยู่ไม่ห่าง

    ก้าวสู่อินเตอร์คว้าปริญญาอีกใบจาก Birmingham University

    ความเก่งยังไม่หยุดอยู่แค่นั้น! ล่าสุด เซย่า ตอกย้ำภาพลักษณ์ “ไอดอลด้านการศึกษา” ด้วยการเข้าพิธีรับปริญญาอีกใบจาก Birmingham University มหาวิทยาลัยชื่อดังระดับโลกจากประเทศอังกฤษ

    ซึ่งภาพบรรยากาศการฉลองความสำเร็จครั้งนี้เต็มไปด้วยความอบอุ่น ยืนยันว่าสาวเซย่าคือความภาคภูมิใจที่สุดของบ้านทองเจือ ที่สามารถบริหารจัดการทั้งงานในวงการและความฝันด้านการเรียนได้อย่างลงตัวที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9876890/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FFaZcBnqMQ7UtddgGd5v-

  • ว่อนเน็ต ‘เด็กไทย’ ลุยสอบ ‘เตรียมอุดม’ ยอมทิ้งเงินเกลื่อนหน้าทางเข้าสนาม | เดลินิวส์

    ว่อนเน็ต ‘เด็กไทย’ ลุยสอบ ‘เตรียมอุดม’ ยอมทิ้งเงินเกลื่อนหน้าทางเข้าสนาม | เดลินิวส์

    จากกรณีผู้ปกครองนำบุตรหลานมาสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาประจำปี 2569 ในพื้นที่อาคารชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี โดยพบว่ามียอดมากกว่า 1.3 หมื่นราย ทำให้พื้นที่ถนนโดยรอบการจราจรติดสาหัส ทางตำรวจในพื้นที่ต้องเข้าไปเร่งอำนวยการ ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น

    เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 7 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในเฟซบุ๊ก Drama-addict ได้แชร์เรื่องราวของผู้ปกครองรายหนึ่ง ซึ่งได้ถ่ายภาพบริเวณหน้าอาคารที่นักเรียนจะต้องเข้าไปสอบ พบว่ามีการทิ้งเงิน กระเป๋าสตางค์ โทรศัพท์มือถือ บริเวณทางเข้าอาคาร นอกจากนี้ยังพบเงินจำนวนหลายร้อยบาททิ้งลงในถังขยะด้านหน้าอีกด้วย โดยผู้โพสต์ระบุว่า “…ใครติดต่อ โหนกระแส ได้ ช่วยจัดให้ทีครับ ห้ามเอาเงินเข้าห้องสอบ ทิ้งลงถังขยะ เด็กจะกลับบ้านยังไง? พ่อ แม่ ไม่ได้นั่งเฝ้าลูกทุกคน สงสารเด็กมาก เชื่อมั้ยว่า รบกวนสมาธิในการสอบเด็กด้วย บางคนต้องตกใจ จะกลับบ้านยังไง มือถือก็ไม่มี…”

    ทั้งนี้มีชาวเน็ตจำนวนมากเข้ามาแสดงความเห็นกันอย่างกว้างขวาง มีทั้งที่เห็นใจเด็ก ๆ และมองว่า เด็กอาจจะเตรียมตัวมาไม่ดีพอ ทั้งนี้ ทางสนามสอบได้แจ้งกฎระเบียบเอาไว้ตั้งแต่ต้นแล้วว่า ห้ามนำสิ่งของหลายอย่างเข้าไปในสนามสอบ ทั้งยังแนะนำให้เอาไปฝากไว้ยังจุดรับฝากเพื่อความปลอดภัยของทรัพย์สิน การที่เด็ก ๆ เอาเงินและสิ่งของมีค่า ทิ้งไว้เกลื่อนไว้บริเวณทางเข้าอาคารนั้น สะท้อนให้เห็นว่า เด็ก ๆ เหล่านี้อาจเตรียมตัวมาไม่ดีพอ เมื่อถึงเวลาสอบจึงยอมทิ้งสิ่งของ เพื่อให้ตัวเองได้เข้าไปสอบนั่นเอง

    อย่างไรก็ตาม หลังจากมีการแชร์เรื่องราวดังกล่าวออกไป ทางเพจ Drama-addict ก็ได้โพสต์ภาพและข้อความระบุว่า “…ลูกเพจ แจ้งมา ประเด็นทิ้งเงินหน้าสนามสอบ นอกจากทางสนามสอบจะประกาศไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ต้นแล้ว ทางสนามสอบยังมีการจัดเตรียมจุดรับฝากสัมภาระไว้ให้ด้วย สรุปคือไอ้ที่ทิ้งเงินไว้มากมายหน้าสนามสอบไม่ใช่ปัญหาของสนามสอบแล้ว เพราะเขาทั้งประกาศล่วงหน้าและเตรียมวิธีแก้ไขปัญหาให้ครบแล้ว ปัญหาคือเด็กพวกนั้นทำไมมันเลือกทำแบบนั้นต่างหาก…”

    “…มีคนมาชี้แจงแล้วว่า ทางสนามสอบได้ประกาศไว้ตั้งแต่ต้นแล้วว่าห้ามเอากระเป๋าสตางค์เข้า เป็นความรับผิดชอบของผู้เข้าสอบและผู้ปกครองต้องหาทางดูแลกันว่าจะจัดการตรงนี้ยังไง…”

    ภายหลังจากข้อความดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป พบว่ามีชาวเน็ตเข้ามาแสดงความเห็นกันอย่างต่อเนื่อง ส่วนใหญ่มองว่าน่าจะมีเด็กๆ หลายคนที่เดินทางมาสอบแบบกระชั้นชิด เนื่องจากการจราจรติดขัด เสี่ยงที่จะเข้าสอบไม่ทัน และเพื่อให้เข้าสอบได้ จำต้องยอมทิ้งสิ่งของมีค่าไว้ทางเข้า ตรงนี้มองได้ว่าผู้ปกครองอาจต้องเอาใจใส่วางแผนในการเดินทางและให้เด็กเตรียมตัวมามากกว่านี้ ปัญหาไม่ได้เกินจากสนามสอบ แต่เป็นเรื่องของการวางแผนการเดินทางล่วงหน้าและการเตรียมตัวก่อนเข้าสอบล้วนๆ

    ขอบคุณเพจเฟซบุ๊ก Drama-addict และ Chiratchai Pawiwaranon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5665955/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw282IXYnHpeeD5EnTPge9cY

  • เจาะ 5 เหตุผล ทำไมปีนี้ นร.แห่สอบเตรียมอุดมฯ สัญญาณอะไรของระบบการศึกษาไทย?

    เจาะ 5 เหตุผล ทำไมปีนี้ นร.แห่สอบเตรียมอุดมฯ สัญญาณอะไรของระบบการศึกษาไทย?

    ทำไมเด็กถึงสมัครสอบเพิ่มขึ้นจำนวนมากในปีนี้?

    Eduzones วิเคราะห์ปัจจัยสำคัญที่อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์นี้

    1. ชื่อเสียงของ “เตรียมอุดมฯ” ยังเป็น Top Tier ของประเทศ หนึ่งในเหตุผลหลัก คือ ภาพลักษณ์ด้านคุณภาพการศึกษา โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาถูกมองว่าเป็นโรงเรียนมัธยมอันดับต้น ๆ ของประเทศโรงเรียนที่ผลิตนักเรียนเข้าสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำจำนวนมากโรงเรียนที่มีการแข่งขันทางวิชาการสูงในแต่ละปีมีสถิตินักเรียนจำนวนมากสามารถสอบเข้าคณะยอดนิยม เช่น แพทยศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์

    นิติศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยชั้นนำ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงทำให้ผู้ปกครองจำนวนมากมองว่า การเข้า “เตรียมอุดมฯ” คือการเพิ่มโอกาสในอนาคต

    2. กระแส “แข่งขันตั้งแต่มัธยม” ปัจจุบันการแข่งขันทางการศึกษาเริ่มเร็วขึ้น นักเรียนจำนวนมากเริ่มวางแผนเส้นทางการศึกษาตั้งแต่ ม.ต้น หรือบางคนเริ่มตั้งแต่ประถม การสอบเข้าโรงเรียนดังจึงถูกมองว่าเป็น “ก้าวแรกของการแข่งขัน” หลายครอบครัวจึงลงทุนกับ โรงเรียนกวดวิชาคอร์สเตรียมสอบการแข่งขันวิชาการเพื่อเพิ่มโอกาสสอบติดโรงเรียนชั้นนำ

    3. ระบบ TCAS ทำให้โรงเรียนมัธยมมีผลต่ออนาคต อีกปัจจัยสำคัญคือ ระบบการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย (TCAS) แม้ TCAS จะเน้นคะแนนสอบกลาง เช่น TGAT TPAT A-Level แต่ในหลายคณะยังมีรอบ Portfolio ซึ่งให้ความสำคัญกับ ผลงานทางวิชาการ กิจกรรม โอกาสแข่งขันระดับประเทศ นักเรียนจากโรงเรียนขนาดใหญ่หรือโรงเรียนที่มีทรัพยากรสูง มักมีโอกาสทำกิจกรรมหรือแข่งขันมากกว่า จึงทำให้ผู้ปกครองมองว่า การเรียนในโรงเรียนชั้นนำช่วยสร้างโอกาสในการทำ Portfolio

    4. ความเชื่อเรื่อง “เครือข่ายและสังคมการเรียน” อีกเหตุผลที่หลายครอบครัวให้ความสำคัญ คือ การได้อยู่ในสภาพแวดล้อมของนักเรียนที่มีความสามารถสูง โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาเป็นพื้นที่ที่ นักเรียนเก่งจากทั่วประเทศมารวมตัวกัน มีการแข่งขันทางวิชาการ มีเครือข่ายศิษย์เก่าที่แข็งแรง หลายครอบครัวจึงเชื่อว่า สังคมการเรียนมีผลต่อการพัฒนาศักยภาพของนักเรียน

    5. ปัจจัยประชากรและการเข้าถึงข้อมูลในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ข้อมูลการศึกษา รีวิวโรงเรียน สถิติการสอบติดมหาวิทยาลัยถูกเผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดียมากขึ้น ทำให้ผู้ปกครองและนักเรียนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย

    ผลคือโรงเรียนที่มีชื่อเสียงจะได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ แนวโน้มในอนาคตผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาเชื่อว่า แนวโน้มการแข่งขันเข้าโรงเรียนดังอาจยังคงสูงต่อไป เพราะ ความต้องการโรงเรียนคุณภาพยังสูง ผู้ปกครองให้ความสำคัญกับเส้นทางการศึกษาระบบคัดเลือกมหาวิทยาลัยยังแข่งขันสูง

    อย่างไรก็ตาม นโยบายของ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ยังคงเน้นการกระจายโอกาสทางการศึกษา เพื่อให้เด็กทุกคนมีที่เรียนและเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ

    บทสรุป

    ปรากฏการณ์เด็กเกือบ 14,000 คน สมัครสอบเข้าเตรียมอุดมฯ ในปีนี้ ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขการแข่งขัน แต่สะท้อนถึงความคาดหวังของครอบครัวความเชื่อในคุณภาพโรงเรียนและการแข่งขันในระบบการศึกษาไทย

    คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าใครจะสอบติดแต่คือระบบการศึกษาจะสร้างโอกาสให้เด็กทุกคน(เท่าเทียมกัน)อย่างไร ?   นั่นคือคำถามที่รอคำตอบ (มานาน)

    อนึ่ง เพจ Eduzones เป็นแพลตฟอร์มให้ข้อมูลด้านการศึกษาที่ดำเนินงานโดย บริษัท เอ็ดดูเคชั่น เทคโนโลยี จำกัด ซึ่งมี ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ เป็นผู้ร่วมก่อตั้งและเคยดำรงตำแหน่งซีอีโอ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีการศึกษา (EdTech) และแอปพลิเคชัน StartDee

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/social/378974498&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JwPq-6pfymXfUvi88STzu