Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ตำรวจน่านใจดี! ช่วยนักท่องเที่ยวรถแบตหมดที่บ่อเกลือ จนเดินทางต่อได้ปลอดภัย | TOPNEWS

    ตำรวจน่านใจดี! ช่วยนักท่องเที่ยวรถแบตหมดที่บ่อเกลือ จนเดินทางต่อได้ปลอดภัย | TOPNEWS

    เจ้าหน้าที่ตำรวจจังหวัดน่านให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยว หลังรถยนต์สตาร์ทไม่ติดจากแบตเตอรี่หมด จนสามารถเดินทางท่องเที่ยวต่อได้อย่างปลอดภัย สร้างความประทับใจแก่ผู้มาเยือน

    วันที่ 7 มีนาคม 2569 เวลา 11.00 น. ศูนย์วิทยุนครน่าน 191 ได้รับแจ้งจากนักท่องเที่ยวว่ารถยนต์สตาร์ทไม่ติดเนื่องจากแบตเตอรี่หมด จึงประสานไปยัง สถานีตำรวจภูธรบ่อเกลือ จังหวัด น่าน เพื่อเข้าช่วยเหลือ

    ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.สมชาย ธิติพลวิภาส ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรบ่อเกลือ และ พ.ต.ทสุทธิศักดิ์ มลิวรรณ รองผู้กำกับการป้องกันปราบปราม ได้มอบหมายให้ พ.ต.ตเทวฤทธิ์ วานิชพันธุ์ สารวัตรป้องกันปราบปราม พร้อมด้วย ร.ต.อ.พินิจ ฝีปากเพราะ รองสารวัตรป้องกันปราบปราม และเจ้าหน้าที่สายตรวจรถยนต์ ลงพื้นที่ตรวจสอบและให้การช่วยเหลือตามที่ได้รับแจ้ง

    เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบสภาพรถและให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น จนสามารถแก้ไขปัญหาได้สำเร็จ ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางท่องเที่ยวต่อไปได้อย่างปลอดภัย สร้างความประทับใจต่อการให้บริการและการดูแลนักท่องเที่ยวของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ สามารถ โทรศัพท์แจ้งศูนย์วิทยุ 191 น่าน ได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง

    กัลยา สองเมืองแก่น ผู้สื่อข่าว TopNewsทั่วไทย จ.น่าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1509420&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QCRTJqnCbsGgFmPCCNP-z

  • น่าน นำผู้ประกอบการหัตถกรรม ร่วมงานไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 77 ขยายตลาดท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ | TOPNEWS

    น่าน นำผู้ประกอบการหัตถกรรม ร่วมงานไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 77 ขยายตลาดท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ | TOPNEWS

    ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน ขนทัพผู้ประกอบการหัตถกรรม 30 ราย ร่วมงาน “ไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 77” ณ ศูนย์สิริกิติ์ ชูพลัง Soft Power ทั้งเครื่องเงิน ผ้าทอ และงานแกะสลักสุดประณีต

    นายเสริฐ ไชยยานันตา ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน เปิดเผยว่า สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน จัดกิจกรรมส่งเสริมและขยายช่องทางการตลาดผลิตภัณฑ์งานหัตถกรรมของจังหวัดน่าน เพื่อพัฒนาและยกระดับกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ให้สามารถตอบสนองต่อตลาดการท่องเที่ยว และสนับสนุนแนวทางของจังหวัดในการขับเคลื่อนเมืองน่านสู่เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก

    กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นโดย สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน ซึ่งได้นำผู้ประกอบการและชุมชนจากจังหวัด น่าน เข้าร่วมออกบูธนำเสนอผลิตภัณฑ์ในงาน ไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 77 ระหว่างวันที่ 5–8 มีนาคม 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร

    ภายในงานมีผู้ประกอบการจากจังหวัดน่านเข้าร่วมจำนวน 30 ราย นำผลิตภัณฑ์หัตถกรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาจัดแสดงและจำหน่าย อาทิ งานหัตถกรรมจักสาน งานหัตถกรรมเครื่องเงิน งานหัตถกรรมจากผ้า จิตรกรรมฝาผนังสกุลช่างน่าน งานปั้น และงานแกะสลักไม้

    การเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มมูลค่าการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ผ่านทุนทางวัฒนธรรมและซอฟต์พาวเวอร์ของจังหวัดน่าน ที่มีความหลากหลายในแต่ละพื้นที่ พร้อมทั้งสร้างโอกาสทางการตลาดให้กับผู้ประกอบการและชุมชนท้องถิ่น ให้สามารถเข้าถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวและผู้บริโภคได้มากยิ่งขึ้น

    กัลยา สองเมืองแก่น ผู้สื่อข่าว TopNewsทั่วไทย จ.น่าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1509407&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tmGp8u23-2oEUc33Ax29Y

  • วิกฤตท่องเที่ยวเหลื่อมลํ้า  5 จังหวัดโกยรายได้ 70% อดีตผู้ว่าททท.ชี้ทางออก

    วิกฤตท่องเที่ยวเหลื่อมลํ้า 5 จังหวัดโกยรายได้ 70% อดีตผู้ว่าททท.ชี้ทางออก

    ไทยติดหล่มท่องเที่ยวกระจุกตัว

    นายยุทธศักดิ์ สุภสร อดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติและเศรษฐศาสตร์ (Statistical & Economic Analysis) โดยใช้ข้อมูลรายเดือนและรายจังหวัดปี 2568 พบประเด็นที่น่าสนใจและน่ากังวลเกี่ยวกับการกระจุกตัวของรายได้และความเหลื่อม ลํ้าด้านการท่องเที่ยวของไทย ดังนี้

    1. การกระจุกตัวของรายได้จากการท่องเที่ยวจากรายได้จากการท่องเที่ยวรวมทั้งประเทศประมาณ 2.86 ล้านล้านบาท พบว่าประเทศไทย กำลังเผชิญกับ “ภาวะการกระจุกตัวของรายได้อย่างรุนแรง”

    โดยจังหวัดที่รายได้สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต ชลบุรี สุราษฎร์ธานี และเชียงใหม่ มีรายได้รวมกันสูงถึง 2.01 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 70.25% ของรายได้จากการท่องเที่ยวทั้งประเทศ

    ส่วนจังหวัดที่รายได้สูงสุด 10 อันดับแรก ครองสัดส่วนรายได้ถึง 81.34% ของรายได้จากการท่องเที่ยวทั้งประเทศ อีก 67 จังหวัดที่เหลือ ต้องแบ่งปันส่วนแบ่งที่เหลือเพียง 18.66% ของรายได้จากการท่องเที่ยวทั้งประเทศเท่านั้น

    โดย อันดับ 1 กรุงเทพมหานคร มีรายได้ 899,368 ล้านบาท มากกว่าจังหวัดอำนาจเจริญ ซึ่งอยู่ในอันดับ 77 ซึ่งมีรายได้ 468 ล้านบาท ถึง 1,921 เท่า

    ขณะที่รายได้ของภูเก็ตจังหวัดเดียว อยู่ที่ 5.4 แสนล้านบาท สูงกว่ารายได้ของ 50 จังหวัดจากท้ายตารางรวมกัน จังหวัดอันดับต้น ๆ เช่น ภูเก็ต มีสัดส่วนรายได้จากชาวต่างชาติ 92% และกรุงเทพ มีสัดส่วนรายได้จากชาวต่างชาติ สูงถึง 69% 

    จังหวัดที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก

    ขณะที่จังหวัดเมืองรองเกือบทั้งหมดต้องพึ่งพาเพียงรายได้จากคนไทย ซึ่งมีมูลค่าต่อหัวตํ่ากว่า

    2. ความเหลื่อมลํ้าด้านการท่องเที่ยวจากการคำนวณค่าสัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาค (Gini Coefficient) พบความผิดปกติที่สำคัญ คือ ความเหลื่อมลํ้าด้านจำนวนนักท่องเที่ยว (Visitor Gini) อยู่ที่ระดับ 0.55 (ปานกลาง)ความเหลื่อมลํ้าด้านรายได้ (Revenue Gini) พุ่งสูงถึงระดับ 0.82 (สูงมาก)

    ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยไม่ได้ล้มเหลวในการกระจาย “คน” แต่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการกระจาย “รายได้” แม้มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปเมืองรองพอสมควร แต่คนไปเที่ยวแล้ว “ไม่ใช้จ่าย” หรือ “ใช้จ่ายน้อยมาก” สาเหตุอาจเกิดจากกิจกรรมท่องเที่ยวในเมืองรองเป็นแบบ “แวะผ่าน” หรือ “ไปเช้าเย็นกลับ” ทำให้เม็ดเงินไม่ตกในพื้นที่จริง

    เมื่อสร้างโมเดลทางเศรษฐมิติ เพื่อหาว่านักท่องเที่ยว 1 คน สร้างรายได้เพิ่มขึ้นเท่าไหร่ (Marginal Revenue Product) พบว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติ มีค่าสัมประสิทธิ์ประมาณ 0.04 หมายถึง 1 คน สร้างรายได้ ประมาณ 40,000 บาท ในขณะที่นักท่องเที่ยวไทย มีค่าสัมประสิทธิ์เข้าใกล้ 0.00

    ทำให้เห็นได้ชัดว่า “ตัวแปรเดียว ที่กำหนดความรวยของจังหวัด คือ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ” การเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวไทยเข้าไปในจังหวัดหนึ่ง ๆ แทบไม่ส่งผลต่อการขยับฐานะทางเศรษฐกิจของจังหวัดนั้นเลย

    ยุทธศักดิ์ สุภสร

    สรุปการวิเคราะห์เชิงลึกพบว่าปัญหาความเหลื่อมลํ้าไม่ได้อยู่ที่ “จำนวนคน” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “คุณภาพของการใช้จ่าย” (Yield) และ “โครงสร้างรายได้” ที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว โดย Yield Analysis (รายได้เฉลี่ยต่อหัว) จากการคำนวณรายได้เทียบกับจำนวนผู้เยี่ยมเยือน พบความแตกต่างที่น่าตกใจ พบว่า กลุ่ม High Yield (สร้างมูลค่าสูง)

    จังหวัดอันดับต้นๆ สามารถดึงดูดเงินจากนักท่องเที่ยวได้มหาศาล ต่อหัว เช่น ภูเก็ต นักท่องเที่ยว 1 คน สร้างรายได้เฉลี่ยสูงถึง 38,651 บาท กระบี่ ประมาณ 16,451 บาท กรุงเทพฯ ประมาณ 15,801 บาท กลุ่ม Low Yield (สร้างมูลค่าน้อย) จังหวัดท้ายตารางมีรายได้ต่อหัวตํ่ามาก เช่น หนองบัวลำภู นักท่องเที่ยว 1 คน สร้างรายได้เพียง 1,246 บาท อำนาจเจริญ ประมาณ 1,577 บาท

    หากดูความเหลื่อมลํ้ารายภูมิภาค จากส่วนแบ่งการตลาด จะพบว่า ภาคใต้ ครองส่วนแบ่งสูงสุด 33.6% นำโดยภูเก็ตและเกาะต่าง ๆ กรุงเทพฯ จังหวัดเดียว ครองส่วนแบ่งสูงถึง 31.4% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัด ครองส่วนแบ่งเพียง 4.1% เท่านั้น

    สะท้อนปัญหาพื้นที่ที่ มีประชากรมากที่สุด (อีสาน) กลับได้รับผลประโยชน์จากการท่องเที่ยวน้อยที่สุด ซึ่งตอกยํ้าปัญหาความเหลื่อมลํ้าทางรายได้ทางการท่องเที่ยวในระดับมหภาค

    ถอดโมเดลกระจายนักท่องเที่ยวของ 3 ประเทศ

    ส่วนแนวทางการแก้ปัญหาให้การท่องเที่ยวไทยกระจายตัวได้ดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน สามารถดูตัวอย่าง ความสำเร็จจาก 3 ประเทศ ได้แก่

    “โมเดลการกระจายนักท่องเที่ยวของญี่ปุ่น” (Regional Revitalization) ญี่ปุ่น ใช้แคมเปญ “Free Domestic Flights” สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางต่อไปยังเมืองรอง เช่น แคมเปญของ JAL ปี 2024 เพื่อแก้ปัญหา Overtourism ในโตเกียวและโอซาก้า

    ผลลัพธ์ คือ นักท่องเที่ยวเริ่มไหล เข้าสู่ภูมิภาค เช่น Setouchi หรือเกาะคิวชูมากขึ้น ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นโดยตรง

    โมเดล “Albergo Diffuso” จากอิตาลี (Widespread Hotel) อิตาลีเปลี่ยนหมู่บ้านเก่าที่กำลังร้างให้เป็น “โรงแรมแนวราบ” โดยใช้บ้านของชาวบ้านเป็นห้องพัก และมีศูนย์กลางหมู่บ้านเป็นล็อบบี้/ร้านอาหาร

    ผลลัพธ์ คือ ไม่ต้องสร้างโรงแรมขนาดใหญ่ที่ทำลายสิ่งแวดล้อม แต่ใช้ทรัพยากรเดิมสร้างรายได้ให้คนในพื้นที่และรักษาวัฒนธรรมไว้ได้

    โมเดล “การเชื่อมต่อด้วยระบบราง” ของฝรั่งเศส รัฐบาลฝรั่งเศสส่งเสริมการเดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูง (TGV) แทนเที่ยวบินระยะสั้น และมีกฎหมาย จำกัดการเช่าพักระยะสั้นในเมืองใหญ่เพื่อปกป้องที่อยู่อาศัยคนท้องถิ่น

    ผลลัพธ์ คือ นักท่องเที่ยวสามารถเดินทาง ไปยังแคว้นต่าง ๆ เช่น Loire Valley หรือ Provence ได้อย่างรวดเร็วและสะดวก กระจายรายได้ไปสู่ภูมิภาคได้อย่างทั่วถึง

    แนะ 4 ประเด็นแก้ปัญหาในไทย

    สำหรับแนวทางแก้ไขสำหรับประเทศไทย ควรจะเน้นดำเนินการใน 4 เรื่อง ได้แก่

    1.Connectivity & Inter-modal Transport เร่งเชื่อมต่อระบบรางและรถโดยสารสาธารณะระหว่างเมืองหลักไปสู่เมืองรอง ให้สะดวกและมีราคาที่เข้าถึงได้ เหมือนโมเดลฝรั่งเศส 

    2.การออกมาตรการภาษีหรือ Cash-back สำหรับนักท่องเที่ยวที่พักค้างคืนในจังหวัด 10 อันดับสุดท้าย เช่น อำนาจเจริญ หนองบัวลำภู เพื่อสร้างแรงจูงใจในการกระจายตัว

    3.Community-Based Premium (CBT) นำโมเดล Albergo Diffuso ของอิตาลีมาใช้ในพื้นที่ภาคเหนือและอีสาน โดยยกระดับบ้านพักชุมชนให้มีมาตรฐานสากล (Value-added) แทนการเน้นปริมาณนักท่องเที่ยว

    4. Decentralized Digital Platform สนับสนุนแพลตฟอร์มจองที่พัก/กิจกรรมของคนไทยเอง เช่น TAGTHAi (ทักทาย) ซึ่งแอปพลิเคชันท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการของไทย ที่เก็บค่าธรรมเนียม (GP) ตํ่ากว่า Global OTAs เพื่อให้รายได้ตกอยู่ที่ผู้ประกอบการรายย่อยในท้องถิ่นอย่างแท้จริง

    หากไทยยังไม่เร่งกระจายรายได้การท่องเที่ยว ความเหลื่อมลํ้าจะยิ่งถ่างกว้างขึ้นจนกลายเป็นปัญหาทางสังคมที่ยากจะเยียวยา การเดินตามรอย “ญี่ปุ่น” ในการใช้เทคโนโลยีและสิทธิประโยชน์เพื่อกระจายนักท่องเที่ยว น่าจะเป็นทางออกที่เห็นผลเร็วที่สุดสำหรับบริบทการท่องเที่ยวไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/653252&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Jgr97ffOBtxFnt6fT6jh_

  • “สว.นันทนา” ชี้ นักเรียนแห่สอบเข้าโรงเรียนดัง สะท้อนกระทรวงศึกษาฯ ล้มเหลว

    “สว.นันทนา” ชี้ นักเรียนแห่สอบเข้าโรงเรียนดัง สะท้อนกระทรวงศึกษาฯ ล้มเหลว

    “สว.นันทนา” ชี้ นักเรียนแห่สอบเข้าโรงเรียนดัง สะท้อนกระทรวงศึกษาฯ ล้มเหลว

    “สว.นันทนา” โพสต์ข้อความระบุ ปรากฏการณ์นักเรียนเกือบ 14,000 คนแห่สอบเข้าโรงเรียนดัง ถือเป็นความล้มเหลวของกระทรวงศึกษาธิการ

    เมื่อวันที่ 7 มี.ค. 69 ดร.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้โพสต์ข้อความถึงกรณีโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา มียอดผู้สมัครสอบเข้า ม.4 ปีการศึกษา 2569 จำนวนมากถึง 13,895 คน ทำสถิติสูงสุดในรอบ 18 ปี

    โดย ดร.นันทนา บอกว่า ปรากฏการณ์ “เตรียมอุดม” ความล้มเหลวของกระทรวงศึกษาธิการ เหตุการณ์เมื่อวันที่ 7 มี.ค. ที่เมืองทองธานี มีนักเรียนแห่กันไปสอบ 13,895 คน โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา รับได้เพียง 1,520 ที่นั่ง คิดเป็นอัตรา 1:9

    FB/ดร.นันทนา นันทวโรภาส
    โพสต์ของ ดร.นันทนา นันทวโรภาส

    สมาชิกวุฒิสภาบอกว่า ลำบากเพียงใดก็สู้ ทั้งติวหนัก สายมูก็มา หน้างาน จำเป็นทิ้ง “เงินสด” ก็ต้องทำ เพื่อให้ได้เป็นศิษย์ “เตรียมอุดม” ในขณะที่ โรงเรียนจำนวนหนึ่งกำลังทยอยปิดตัวลง เพราะไม่มีนักเรียน

    ดร.นันทนาบอกว่า ปรากฏการณ์นี้ สะท้อนความล้มเหลวในการบริหารการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการอย่างสิ้นเชิง เพราะกระทรวงฯ ไม่สามารถจัดการศึกษาให้ทุกโรงเรียนมีคุณภาพทัดเทียมกับ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา

    “หากกระทรวงต้องการสร้างนักเรียนให้มีคุณภาพแบบนี้ ก็ควรใช้โมเดล โรงเรียนเตรียมอุดม ไปพัฒนาครู ให้มีศักยภาพ พร้อมทั้งพัฒนากระบวนการเรียนการสอน ไปในทิศทางต้นแบบ” ดร.นันทนากล่าว

    เธอเสริมว่า หากสามารถพัฒนาโรงเรียนในทุกจังหวัด ให้เป็นโรงเรียน “เตรียมอุดม” เด็กทุกคนก็ไม่ต้องดิ้นรนมาสอบเข้าที่นี่ เขาจะเรียนอย่างมีความสุขอยู่ที่ โรงเรียนเดิมของเขา เพราะด้วยมาตรฐานเดียวกัน เขาก็จะสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัย “ในฝัน” ของเขาได้เหมือนกัน

    ดร.นันทนาระบุว่า “ถึงเวลาแล้ว ที่เราต้องถามรัฐมนตรีศึกษาคนใหม่ ว่าจะปฏิรูปการศึกษากี่โมง?”

    ช่างภาพพีพีทีวี
    นักเรียนสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดม เมื่อวันที่ 7 มี.ค. 69

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B7%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587/270281&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2clItuGbsQUJ5rUBlDeh1K

  • สกู๊ปพิเศษ : ยกระดับห้องเรียนดิจิทัล ตอบโจทย์การศึกษา จาก ‘การเข้าถึง’ สู่ ‘ศักยภาพการใช้งาน

    สกู๊ปพิเศษ : ยกระดับห้องเรียนดิจิทัล ตอบโจทย์การศึกษา จาก ‘การเข้าถึง’ สู่ ‘ศักยภาพการใช้งาน

    สกู๊ปพิเศษ : ยกระดับห้องเรียนดิจิทัล ตอบโจทย์การศึกษา จาก ‘การเข้าถึง’ สู่ ‘ศักยภาพการใช้งาน

    วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    ในขณะที่โรงเรียนไทยส่วนใหญ่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้แล้ว ความท้าทายด้านการศึกษาได้ขยับจาก “การเข้าถึง ไปสู่ การพัฒนาศักยภาพการใช้เทคโนโลยีและความรู้ทางการเงินของเยาวชน แม้การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในโรงเรียนจะครอบคลุมมากขึ้น แต่ความเหลื่อมล้ำด้านอุปกรณ์และการบูรณาการเทคโนโลยียังเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยรายงานปี 2568 จากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ระบุว่า โรงเรียนไทยโดยเฉลี่ยมีนักเรียนถึง 17 คนต่อคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง สะท้อนความแตกต่างด้านคุณภาพการเข้าถึงอุปกรณ์และโอกาสในการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ

    ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย เดินหน้าขยายโครงการ UOB My Digital Space (MDS) ครอบคลุม 10 โรงเรียนทั่วประเทศ สนับสนุนห้องเรียนดิจิทัลและหลักสูตรความรู้ทางการเงินให้แก่นักเรียนกว่า 5,500 คนแห่งทั่วประเทศ เพื่อลดช่องว่างด้านอุปกรณ์และยกระดับศักยภาพการใช้เทคโนโลยีในห้องเรียนไทย โดยครูผู้สอนระบุว่า นักเรียนมีความกล้าแสดงออกมากขึ้น, สามารถฝึกทำแบบฝึกหัดออนไลน์ด้วยตนเอง และลดข้อจำกัดจากการต้องใช้อุปกรณ์ร่วมกันหลายคน

    โครงการฯมุ่งแก้ไขช่องว่างดังกล่าวผ่านการจัดตั้ง “ห้องเรียนดิจิทัลพร้อมอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ตามหลักสูตร เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ รวมถึงการสอดแทรกหลักสูตรการเงินออนไลน์ UOB Money 101: Teen Edition วัยรุ่นเก่งการเงิน ที่ออกแบบเฉพาะสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา เพื่อเสริมทักษะด้านการบริหารเงินและความปลอดภัยดิจิทัล นอกจากนี้ โครงการยังสนับสนุนการอบรมครู การพัฒนานักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1–3 และจัดกิจกรรมด้านความปลอดภัยไซเบอร์และทักษะชีวิตโดยพนักงานอาสาสมัครของยูโอบี

    การขยายโครงการในปีนี้ต่อยอดจากความสำเร็จของโรงเรียนต้นแบบ 3 แห่งที่ยูโอบีสนับสนุนตั้งแต่ปี 2565 ซึ่งได้รับอุปกรณ์ดิจิทัล เครื่องมือการเรียนรู้ และการพัฒนาศักยภาพครูอย่างครบวงจร ตลอด 3 ปีการศึกษา โรงเรียนเหล่านี้พบการพัฒนาทักษะในวิชาหลักอย่างมีนัยสำคัญ โดยโรงเรียนหนึ่งมีสัดส่วนของนักเรียนที่อยู่ในกลุ่มผลการเรียนสูงเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 31 เป็นร้อยละ 62 ขณะที่กลุ่มผลการเรียนต่ำลดลงจากร้อยละ 32 เหลือร้อยละ 10 ตามผลการประเมินหลังเรียนของสถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ

    นายริชาร์ด มาโลนี่ย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า เมื่อโครงสร้างพื้นฐานด้านการเชื่อมต่อมีความพร้อมมากขึ้น สิ่งสำคัญคือการสร้างความสามารถให้นักเรียนใช้เทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิผล และบริหารจัดการการเงินได้อย่างรอบคอบ ผลลัพธ์จากโรงเรียนต้นแบบสะท้อนว่าการเข้าถึงอุปกรณ์ เครื่องมือดิจิทัล และการเรียนรู้เรื่องการเงินอย่างเป็นระบบ สามารถช่วยเสริมศักยภาพนักเรียนได้จริง การขยายโครงการนี้ทำให้เราเข้าถึงนักเรียนกลุ่มกว้างขึ้น และช่วยให้พวกเขาพัฒนาทักษะสำคัญที่จำเป็นต่ออนาคต

    นางสาวกนกวรรณ โชว์ศรี ผู้อำนวยการโครงการร้อยพลังการศึกษา มูลนิธิยุวพัฒน์ กล่าวว่า การสร้างผลกระทบที่ยั่งยืนต้องมองไกลกว่าเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน การบูรณาการเทคโนโลยีในการเรียนรู้ประจำวัน ควบคู่กับการเสริมความรู้ทางการเงินที่นำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการลดช่องว่างเชิงคุณภาพและเสริมโอกาสระยะยาวของนักเรียน

    ผู้อำนวยการโรงเรียนจากโรงเรียนคลองยางประชานุสรณ์และโรงเรียนด่านช้างวิทยา ระบุว่า ห้องเรียนดิจิทัลได้ช่วยให้นักเรียนมีส่วนร่วมอย่างสม่ำเสมอ ลดการพึ่งพาอุปกรณ์ที่ต้องใช้งานร่วมกัน และช่วยวางรากฐานความรู้ด้านการเงินอย่างเป็นระบบภายในห้องเรียน

    ทั้งนี้ โครงการ UOB My Digital Space เริ่มต้นในประเทศสิงคโปร์ ก่อนขยายมายังประเทศไทยซึ่งประสบผลสำเร็จอย่างโดดเด่น และต่อยอดสู่ประเทศอินโดนีเซียในลักษณะโครงการระยะหลายปี ปัจจุบัน UOB My Digital Space ช่วยยกระดับทักษะ ความรู้ และการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลให้กับนักเรียนกว่า 100,000 คนทั่วภูมิภาค เพื่อเตรียมเยาวชนสู่โลกอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/951171&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uSv9p4gGl26SokugRvkN9

  • เจาะขุมพลัง 2 ว่าที่ผู้นำคนสำคัญ “โมจตาบา-วาฮิดี” ผู้นำสายเหยี่ยว ผู้กำหนดทิศทางอิหร่าน

    เจาะขุมพลัง 2 ว่าที่ผู้นำคนสำคัญ “โมจตาบา-วาฮิดี” ผู้นำสายเหยี่ยว ผู้กำหนดทิศทางอิหร่าน

    เจาะขุมพลัง “โมจตาบา” ตัวเต็งผู้นำสูงสุด และ “วาฮิดี” ผู้บัญชาการ IRGC คู่หูสายเหยี่ยวผู้กำหนดทิศทาง “อิหร่าน” สู้ศึก “สหรัฐฯ-อิสราเอล” 

    การเมืองอิหร่านกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ หลังสหรัฐฯและอิสราเอล เปิดฉากโจมตี สังหาร “อยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดเมื่อ 28 ก.พ. 69 พร้อมกับผู้นำทางทหารและนักการเมืองกว่า 40 คนท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนภายในรัฐ 

    คำถามเรื่องผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำของประเทศจึงถูกพูดถึงมากขึ้น ชื่อของบุคคลที่ถูกจับตามองมากที่สุด นั่นคือ “โมจตาบา คาเมเนอี” บุตรชายของคาเมเนอี ที่มีการคาดการณ์ว่าจะมารับช่วงต่อจากผู้เป็นพ่อ และ “อะห์มัด วาฮิดี” นายทหารอาวุโสผู้ทรงอิทธิพล ที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำคนใหม่ของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) กองกำลังทหารที่ทรงอิทธิพลที่สุดของอิหร่าน ทั้งสองคนจึงกลายเป็นบุคคลสำคัญที่จะขึ้นมากำหนดทิศทางการเมืองของอิหร่านในอนาคต

     ประเด็นดังกล่าวยิ่งร้อนแรงขึ้น เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาระบุว่า สหรัฐฯ ควรมีบทบาทในการกำหนดอนาคตผู้นำอิหร่าน พร้อมทั้งส่งสัญญาณไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจของ “โมจตาบา คาเมเนอี”

     โมจตาบา คาเมเนอี อำนาจหลังม่านของตระกูลคาเมเนอี

     “โมจตาบา คาเมเนอี” วัย 56 ปี เป็นบุตรชายคนที่ 2 ของ “อยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” อดีตผู้นำสูงสุดผู้ถูกสังหาร แม้ที่ผ่านมาจะไม่มีตำแหน่งอย่างเป็นทางการในรัฐบาล แต่ในแวดวงการเมืองอิหร่าน เขาถูกมองว่าเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลสูงและเป็น “ผู้กุมอำนาจหลังม่าน” ของระบอบการปกครอง

     เขาเกิดในปี 1969 ที่เมืองมัชฮัด ประเทศอิหร่าน และเข้าศึกษาศาสนาในสถาบันฮาวซา (Hawza) ที่เมืองกุม ซึ่งเป็นศูนย์กลางการศึกษาศาสนาในนิกายชีอะห์ ปัจจุบันเขาได้รับสมณศักดิ์ระดับอยาตุลเลาะห์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในคุณสมบัติสำคัญสำหรับผู้ที่อาจก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของประเทศ

    เครือข่ายอำนาจของเขายังเชื่อมโยงกับชนชั้นนำทางการเมืองผ่านครอบครัว โดยเขาแต่งงานกับบุตรสาวของ โฆลาม อาลี ฮัดดาด-อาเดล อดีตประธานรัฐสภาและนักการเมืองสายอนุรักษนิยมผู้ทรงอิทธิพล

    แม้โมจตาบาจะไม่มีผลงานเชิงนโยบายสาธารณะเด่นชัดเหมือนนักการเมืองทั่วไป แต่บทบาทที่แท้จริงของเขาอยู่ในเครือข่ายความมั่นคงของรัฐ หนึ่งในอิทธิพลสำคัญของเขาคือความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดอย่างมากกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) โดยเฉพาะหน่วยอาสาสมัคร “Basij” ซึ่งเป็นกำลังหลักในการควบคุมสถานการณ์ภายในประเทศ 

    นอกจากนี้ โมจตาบายังมีบทบาทสำคัญในการบริหารสำนักงานผู้นำสูงสุด หรือ “Beit-e Rahbari” ซึ่งเป็นศูนย์กลางเครือข่ายอำนาจทางการเมือง ความมั่นคง และเศรษฐกิจของผู้นำอิหร่าน มีการกล่าวกันว่า การตัดสินใจสำคัญของรัฐจำนวนมากแทบไม่เกิดขึ้นได้หากไม่ได้ผ่านการรับรู้หรือความเห็นชอบจากเขา

    โมจตาบา คาเมเนอี ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรตั้งแต่ปี 2019 ในเชิงการเมืองเขาถูกวิจารณ์ว่ามีบทบาทสนับสนุนให้ “มาห์มูด อาห์มาดีเนจาด” ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2005 และ 2009 ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงกับกลุ่มการเมืองสายปฏิรูป 

    นักวิเคราะห์เชื่อว่าเขามีบทบาทสำคัญในการสั่งการปราบปรามการประท้วงครั้งใหญ่ของขบวนการ Green Movement หลังการเลือกตั้งปี 2009 โดยฝ่ายปฏิรูปมองว่าเขาว่าเป็นตัวการสำคัญในการปราบปรามการประท้วง ซึ่งเกิดจากข้อกล่าวหาว่ามีการโกงการเลือกตั้งประธานาธิบดี ชื่อของเขาถูกตะโกนด่าทอในการประท้วงบนท้องถนน โดยมอสตาฟา ทาจซาเดห์ สมาชิกระดับสูงของพรรคปฏิรูปอิหร่าน ที่ถูกจำคุกหลังการเลือกตั้ง ก็ได้อ้างว่าคดีความของเขาและภรรยา อยู่ภายใต้การชักใยโดยตรงของโมจตาบา  

    มีการคาดการณ์มานานกว่าทศวรรษ ว่าเขาจะเป็นผู้สืบทอดอำนาจต่อจากบิดา ในปี 2022 เขาได้รับตำแหน่ง “อยาตุลเลาะห์” ซึ่งเป็นตำแหน่งระดับสูงทางศาสนาอิสลามชีอะห์ และได้กลายเป็นบุคคลที่ปรากฏตัวเคียงข้างบิดาในการประชุมทางการเมืองเป็นประจำ รวมถึงมีบทบาททรงอิทธิพลในบรรษัทกระจายเสียงแห่งสาธารณรัฐอิสลาม ซึ่งเป็นสื่อกระบอกเสียงของรัฐบาลที่มักถูกวิจารณ์ว่าผลิตโฆษณาชวนเชื่อทางการเมือง และยังมีบทบาทสำคัญในการบริหารอาณาจักรทางการเงินของบิดาอีกด้วย

    โมจตาบา คาเมเนอี
    โมจตาบา คาเมเนอี

    กระแสนี้ยิ่งรุนแรงขึ้นเมื่อ “เอบราฮิม ไรซี” ประธานาธิบดีจากการเลือกตั้งและผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนโปรดของคาเมเนอี เสียชีวิตจากเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกเมื่อปี 2024 ทำให้โมจตาบา ถูกจับตามองมากขึ้นในฐานะผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำสูงสุด เนื่องจากอีกตัวเต็งคนสำคัญหายไป และเขายังได้รับความไว้วางใจอย่างสูงจากทั้งผู้นำสูงสุดและเครือข่ายกองทัพ  โดยพันธมิตรทางการเมืองที่ใกล้ชิดของเขาคือ อะห์มัด วาฮิดี ผู้บัญชาการ IRGC คนใหม่ล่าสุดที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งใหม่, ฮอสเซน ทาเอิบ อดีตหัวหน้าหน่วยข่าวกรองของ IRGC และ โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาคนปัจจุบัน

    ด้วยเครือข่ายอำนาจที่ฝังลึกในโครงสร้างรัฐ ทำให้หลายฝ่ายมองว่า โมจตาบาคือผู้สืบทอดอำนาจโดยพฤตินัยของระบอบคาเมเนอี และยังเป็นผู้นำ “สายเหยี่ยว” หรือมีแนวทางอนุรักษ์นิยมสายแข็ง ซึ่งหากได้รับการคัดเลือกจากสภาผู้เชี่ยวชาญซึ่งมีสมาชิก 88 คนจริง ก็จะเป็นสัญญาณที่ทรงพลังว่า อิหร่านไม่มีความตั้งใจที่จะเปลี่ยนทิศทางนโยบายของประเทศ

     อย่างไรก็ตาม แนวคิดการสืบทอดอำนาจจากพ่อสู่ลูกยังคงเป็นประเด็นอ่อนไหวในอิหร่าน เพราะอาจถูกมองว่าใกล้เคียงกับระบบราชวงศ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่การปฏิวัติอิสลามปี 1979 พยายามล้มล้าง

     “อะห์มัด วาฮิดี” ตัวแทนของอำนาจทหาร

    อีกชื่อที่ถูกจับตามองมากที่สุดในขณะนี้คือ “อะห์มัด วาฮิดี” นายทหารระดับสูงซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ซึ่งตำแหน่งดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลางอำนาจของรัฐอิหร่าน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญความตึงเครียดและการเผชิญหน้าทางทหารกับสหรัฐฯ และอิสราเอล

    วาฮิดีเข้ารับตำแหน่งหลังจากผู้บัญชาการ IRGC หลายคนถูกสังหารในช่วงความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรง ทำให้ตำแหน่งผู้นำองค์กรทหารสำคัญนี้เปลี่ยนมือหลายครั้งภายในเวลาไม่นาน เขาเป็นหนึ่งในสมาชิกยุคบุกเบิกของ IRGC ตั้งแต่หลังการปฏิวัติอิสลามปี 1979 และเติบโตในโครงสร้างกองกำลังนี้อย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษ 1980

    อะห์มัด วาฮิดี
    อะห์มัด วาฮิดี

    ในช่วงกลางทศวรรษ 1980 มีรายงานว่า อะห์มัด วาฮิดี มีส่วนร่วมในการติดต่ออย่างลับระหว่างตัวแทนของอิหร่านกับตัวกลางที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลของประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน ในขณะนั้น ซึ่งเกี่ยวข้องกับกรณีอื้อฉาว “อิหร่าน–คอนทรา” ที่มีข้อกล่าวหาว่า สหรัฐฯ แอบอำนวยความสะดวกในการขายอาวุธให้กับอิหร่านนำไปใช้ทำสงครามกับอิรักอย่างลับๆ เพื่อนำเงินไปสนับสนุนกลุ่มกบฏ Contra ในประเทศนิการากัว และแลกกับการที่อิหร่านจะช่วยตกลงกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ เพื่อช่วยเหลือตัวประกันชาวอเมริกันที่ถูกลักพาตัว 

    อาลี อัลโฟเนห์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอิหร่านจากสถาบันวิจัย Arab Gulf States Institute ในกรุงวอชิงตัน ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวอัลจาซีราว่า วาฮิดีมีความ “คุ้นเคยอย่างลึกซึ้ง” กับอิสราเอลและสหรัฐฯ จากการมีส่วนร่วมในการเจรจาลับดังกล่าวนั่นเอง 

    ทำให้ภาพลักษณ์ของเขาไม่ได้เป็นแค่สายเหยี่ยว (Hardliner) เท่านั้น แต่ยังมีภูมิหลังเป็น นักปฏิบัติ (Pragmatist) ที่เคยดีลงานลับกับศัตรูหมายเลขหนึ่งอย่างสหรัฐฯ มาก่อน

    สื่อของรัฐอิหร่านระบุว่า เขาเคยเป็นผู้บัญชาการของ Quds Force ระหว่างปี 1988-1997 ก่อนส่งต่อการบังคับบัญชาให้กับ กอเซม โซไลมานี ในปี 1998 จนกระทั่งโซไลมานี ถูกสังหารจากการโจมตีด้วยโดรนของสหรัฐในปี 2020 ภายใต้คำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ 

    บทบาทของวาฮิดีไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในกองทัพเท่านั้น เขายังเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมในรัฐบาลของ มาห์มูด อาห์มาดีเนจาด และต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีมหาดไทย ในรัฐบาลของเอบราฮิม ไรซี ก่อนพ้นจากตำแหน่งในปี 2024

    ประสบการณ์ทั้งในกองทัพ ระบบราชการ และการเมือง ทำให้เขาถูกมองว่าเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลสูงในโครงสร้างอำนาจของรัฐอิหร่าน อย่างไรก็ตาม ชื่อของวาฮิดีก็ถูกเชื่อมโยงกับข้อกล่าวหาระดับนานาชาติ

    โดยองค์การตำรวจสากลเคยออก “หมายแดง” ตามคำร้องขอของอาร์เจนตินา จากข้อกล่าวหาว่าเขาอาจเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดศูนย์ชุมชนชาวยิว AMIA bombing ในกรุงบัวโนสไอเรสเมื่อปี 1994 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 85 คน แม้รัฐบาลอิหร่านจะปฏิเสธข้อกล่าวหานี้ รวมถึงสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปยังคว่ำบาตรเขาจากบทบาทที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามการประท้วงทั่วประเทศหลังการเสียชีวิตของ “มาห์ซา อามินี” ที่ถูกจับกุมข้อหาแต่งกายไม่เรียบร้อยหรือสวมฮิญาบไม่เหมาะสมในปี 2022

    ผู้กำหนดอนาคตอิหร่าน

     นักวิเคราะห์มองว่า การเปรียบเทียบระหว่าง “โมจตาบา คาเมเนอี” กับ “อะห์มัด วาฮิดี” สะท้อนโครงสร้างอำนาจสองเสาหลักของรัฐอิหร่าน ด้านหนึ่งคือเครือข่ายศาสนาและครอบครัวผู้นำที่ครอบงำระบบการเมืองมายาวนาน อีกด้านคืออำนาจของกองกำลัง IRGC ซึ่งกลายเป็นกลไกสำคัญของรัฐทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และภูมิรัฐศาสตร์

    ในช่วงเวลาที่อิหร่านเผชิญแรงกดดันจากสงครามและการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ ความสามารถในการรักษาเสถียรภาพของรัฐจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญ และไม่ว่าใครจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำสูงสุด การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ก็มีแนวโน้มจะกำหนดทิศทางการเมือง ความมั่นคง และบทบาทของอิหร่านบนเวทีโลกไปอีกหลายทศวรรษข้างหน้า 

    ที่มา :bbc, theguardian 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/world/2918494&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1t3S40JUaPE7kSBFLwgK_m

  • นักวิชาการแนะโอกาสทองธุรกิจสัตว์เลี้ยงและชุมชน เทรนด์ท่องเที่ยวพร้อมสัตว์เลี้ยงมาแรง

    นักวิชาการแนะโอกาสทองธุรกิจสัตว์เลี้ยงและชุมชน เทรนด์ท่องเที่ยวพร้อมสัตว์เลี้ยงมาแรง

    นักวิชาการแนะโอกาสทองธุรกิจสัตว์เลี้ยงและชุมชน เทรนด์ท่องเที่ยวพร้อมสัตว์เลี้ยงมาแรง

    วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 08.15 น.

    กระแสธุรกิจสัตว์เลี้ยงที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในไทยกำลังผลักดันให้รูปแบบการท่องเที่ยว “พร้อมสัตว์เลี้ยง” หรือ Pet-Friendly Tourism ขยายตัวอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มองสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกครอบครัว ทำให้เกิดความต้องการบริการท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ทั้งเจ้าของและสัตว์เลี้ยงมากขึ้น ขณะเดียวกันชุมชนไทยจำนวนมากเริ่มตระหนักถึงโอกาสนี้ แต่ยังขาดโมเดลการพัฒนาที่เป็นระบบเพื่อรองรับตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูง

    อาจารย์กุญช์ภัสส์ บุญปลูก มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คณะบริหารธุรกิจ กลุ่มวิชาการตลาดดิจิทัล เปิดเผยว่า “ได้ทำการศึกษาเรื่อง “การท่องเที่ยวชุมชนเพื่อสัตว์เลี้ยง : โอกาสที่ยังไม่ถูกใช้” (Pet-friendly Community Tourism: An Untapped Opportunity) ชี้ให้เห็นว่า การท่องเที่ยวรูปแบบนี้ไม่ใช่เพียงเทรนด์ชั่วคราว แต่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างด้านพฤติกรรมผู้บริโภค โดยเฉพาะปรากฏการณ์ Pet Humanization ที่ทำให้เจ้าของสัตว์เลี้ยงต้องการพาพวกเขาออกเดินทาง ทำกิจกรรม และใช้เวลาด้วยกันมากขึ้น ทั้งยังสร้างรายได้เฉลี่ยต่อทริปสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปถึงร้อยละ 20 ส่งผลให้ภาคธุรกิจ โรงแรม คาเฟ่ และสถานที่ท่องเที่ยว ต้องเร่งปรับตัวเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น การศึกษาวิจัยด้านการพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชนได้เสนอ PETS Model เป็นแนวทางสำคัญสำหรับชุมชนไทยในการเตรียมความพร้อมเพื่อก้าวเข้าสู่ตลาด Pet-Friendly Tourism อย่างยั่งยืน ประกอบด้วยสี่องค์ประกอบ ได้แก่ P – Prepare (การเตรียมความพร้อม) : ชุมชนต้องจัดสรรทรัพยากร วางกติกาการใช้พื้นที่ พัฒนาคนและวัฒนธรรมให้พร้อมรองรับนักท่องเที่ยวและสัตว์เลี้ยง เช่น จัดเส้นทางท่องเที่ยวเฉพาะ หรือโซนกิจกรรมสำหรับสัตว์เลี้ยง , E – E-Commerce (พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์) : ใช้เทคโนโลยีสื่อสาร เช่น โซเชียลมีเดีย เว็บไซต์รีวิว และแพลตฟอร์มการท่องเที่ยว เพื่อสร้างการรับรู้และขยายตลาด , T – Technology (เทคโนโลยี) : ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดูแลสัตว์เลี้ยง เช่น บริการสุขภาพทางไกล แอปพลิเคชันหาพี่เลี้ยง หรืออุปกรณ์อัจฉริยะ เพื่อเสริมความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย และ S – Social Responsibility (ความรับผิดชอบต่อสังคม) : เน้นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การจัดการขยะ การควบคุมมารยาทการท่องเที่ยวของผู้พาสัตว์เลี้ยง และสร้างจิตสำนึกการท่องเที่ยวที่รับผิดชอบร่วมกัน”

    “นอกจากนี้หลายจังหวัดที่มีศักยภาพ เช่น เชียงใหม่ ชลบุรี และภูเก็ต เริ่มลงทุนสร้างพื้นที่ Pet-Friendly และทำการตลาดเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและพร้อมจ่ายเพิ่มเพื่อบริการที่มีคุณภาพ ทั้งที่พัก คาเฟ่ สถานที่ท่องเที่ยว รวมถึงบริการเสริม เช่น ช่างภาพสัตว์เลี้ยง ผู้ช่วยดูแลสัตว์ หรือกิจกรรมแบบเฉพาะทาง ที่สำคัญภาครัฐเอง โดยเฉพาะการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้ผลักดันโครงการอย่าง Amazing Happy Paws Thailand และ Petventures ช่วยสร้างมาตรฐานและช่องทางประชาสัมพันธ์ให้ธุรกิจและชุมชนที่ต้องการพัฒนาบริการเชิง Pet-Friendly เข้าถึงนักท่องเที่ยวได้ง่ายขึ้น ขณะที่ผลสำรวจ Pet Tourist Insights ระบุว่า คนไทยกว่า 62% สนใจพาสัตว์เลี้ยงออกท่องเที่ยว และกว่า 7.5 ล้านตัวมีแนวโน้มร่วมพาเดินทางภายในประเทศ การผลักดันการท่องเที่ยวชุมชนเพื่อสัตว์เลี้ยงจึงไม่ใช่เพียงเทรนด์ แต่เป็นโอกาสใหม่สำหรับเศรษฐกิจฐานราก เพราะช่วยเพิ่มรายได้ให้ชุมชน สร้างตัวเลือกการท่องเที่ยวใหม่ และผลักดันให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นมีแรงกระตุ้นในการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานบริการอย่างต่อเนื่อง หากมีการประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ชุมชน และผู้ประกอบการ จะทำให้ไทยสามารถก้าวเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำด้าน Pet-Friendly Tourism ในภูมิภาคได้ในอนาคต” อาจารย์กุญช์ภัสส์ บุญปลูก กล่าวเพิ่มเติม

    การเติบโตของธุรกิจสัตว์เลี้ยงและกระแส Pet Humanization กำลังผลักดันให้การท่องเที่ยวแบบ Pet-Friendly เป็นโอกาสใหม่ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่พาสัตว์เลี้ยงเดินทางมากขึ้น และมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปสูงกว่าเดิมราว 20% ชุมชนไทยหลายแห่งมีศักยภาพรองรับตลาดนี้ หากได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบผ่านแนวคิด PETS Model ซึ่งครอบคลุมการเตรียมความพร้อม การใช้ดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง เทคโนโลยี และความรับผิดชอบต่อสังคม ภาครัฐและเอกชนเริ่มขับเคลื่อนโครงการสนับสนุน เช่น Amazing Happy Paws Thailand ช่วยสร้างมาตรฐานและเพิ่มทางเลือกให้ผู้เดินทางพร้อมสัตว์เลี้ยง ส่งผลให้ธุรกิจท่องเที่ยวและชุมชนมีโอกาสเติบโตอย่างยั่งยืนตามเทรนด์โลกที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/relation/951350&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Aizq5akZbngZcETiqrA3d

  • ยุคใหม่ ผู้ใหญ่ต้องกลับมาเรียนอีกครั้ง เทรนด์ใหม่ของคนทำงาน

    ยุคใหม่ ผู้ใหญ่ต้องกลับมาเรียนอีกครั้ง เทรนด์ใหม่ของคนทำงาน

    ยุคใหม่ ผู้ใหญ่ต้องกลับมาเรียนอีกครั้ง เทรนด์ใหม่ของคนทำงาน

    ยุคใหม่ ผู้ใหญ่ต้องกลับมาเรียนอีกครั้ง เทรนด์ใหม่ของคนทำงาน

    “การเรียนไม่ควรจบแค่ใบปริญญา” เมื่อโลกเปลี่ยนเร็ว ผู้ใหญ่ทั่วโลกจึงกลับสู่ห้องเรียน เพื่ออัปเดตทักษะ สร้างโอกาสใหม่ และลงทุนกับอนาคตของตัวเอง

    • โลกการทำงานเปลี่ยนเร็ว โดยเฉพาะจากเทคโนโลยีและ AI ทำให้คนจำนวนมากต้องกลับมาเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ อยู่เสมอ
    • หลายคนสมัครเรียนคอร์สระยะสั้นหรือโปรแกรมเฉพาะทาง เพื่อพัฒนาทักษะ เปลี่ยนอาชีพ หรือเรียนสิ่งที่สนใจ
    • มหาวิทยาลัยเปิดคอร์สออนไลน์และหลักสูตรระยะสั้น ทำให้ผู้ใหญ่สามารถเรียนไปพร้อมกับการทำงานและการใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น

    “การเรียนไม่ควรจบแค่ใบปริญญา” เมื่อโลกเปลี่ยนเร็ว ผู้ใหญ่ทั่วโลกจึงกลับสู่ห้องเรียน เพื่ออัปเดตทักษะ สร้างโอกาสใหม่ และลงทุนกับอนาคตของตัวเอง

    หลายคนเชื่อว่า “การเรียน” เป็นสิ่งที่จบลงพร้อมกับใบปริญญา แต่ในโลกปัจจุบัน ความคิดแบบนั้นกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเทคโนโลยีใหม่ ๆ เกิดขึ้นแทบทุกปี อาชีพจำนวนมากเปลี่ยนรูปแบบ หรือแม้แต่หายไป ผู้คนจำนวนมากจึงเริ่มกลับไปนั่งในห้องเรียนอีกครั้ง ไม่ว่าจะเพื่อเริ่มต้นธุรกิจ เรียนรู้เรื่องปัญญาประดิษฐ์ (AI) พัฒนาทักษะใหม่ หรือแม้แต่ลองทำสิ่งที่ตัวเองสนใจมานานแต่ไม่เคยมีโอกาสได้เรียนอย่างจริงจัง 

    ในสหรัฐอเมริกา มีผู้ใหญ่หลายล้านคนสมัครเข้าเรียนในคอร์สของวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยทุกปี บางคนต้องการพัฒนาทักษะเพื่อความก้าวหน้าในอาชีพ เพิ่มรายได้ หรือสร้างความมั่นคงในการทำงาน ขณะที่อีกหลายคนเพียงต้องการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เพื่อเติมเต็มความสนใจส่วนตัว นักเรียนกลุ่มนี้มีภูมิหลังที่หลากหลาย บางคนทำงานเต็มเวลา บางคนมีครอบครัวต้องดูแล และหลายคนเป็นนักเรียนที่กลับมาเรียนอีกครั้งหลังจากออกจากระบบการศึกษาไปนานแล้ว 

    ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษามองว่า การกลับไปเรียนของผู้ใหญ่ช่วยเปิดโอกาสทางการศึกษาให้กับคนที่ก่อนหน้านี้อาจไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเข้าถึงการเรียนระดับมหาวิทยาลัยได้ นักเรียนวัยผู้ใหญ่จำนวนมากนำประสบการณ์จากการทำงานและชีวิตจริงเข้ามาใช้ในห้องเรียน แม้ต้องเผชิญกับความท้าทายในการจัดสมดุลระหว่างการเรียน งาน และครอบครัว แต่หลายคนก็พบว่าการเรียนรู้ใหม่ ๆ ทำให้ชีวิตมีเป้าหมายและความหมายมากขึ้น

    ตัวอย่างหนึ่งของสถาบันที่เปิดโอกาสให้ผู้ใหญ่ได้เรียนรู้คือ UCLA Extension ซึ่งเป็นหน่วยการศึกษาต่อเนื่องของมหาวิทยาลัย UCLA ที่เปิดสอนหลักสูตรใบประกาศและหลักสูตรเฉพาะทางมากกว่า 90 โปรแกรม ตั้งแต่การออกแบบตกแต่งภายใน การศึกษาปฐมวัย บัญชี ไปจนถึงการถ่ายภาพ กฎหมายเบื้องต้น และการผลิตดนตรี นอกจากนี้ยังมีคอร์สเรียนในหัวข้อที่หลากหลาย เช่น การวางแผนการเงินหลังเกษียณ การเขียนนวนิยาย ธุรกิจสำหรับนักกีฬาและศิลปิน หรือแม้แต่ศิลปะการจัดดอกไม้แบบญี่ปุ่น

    ยุคใหม่ ผู้ใหญ่ต้องกลับมาเรียนอีกครั้ง เทรนด์ใหม่ของคนทำงาน

    ข้อมูลจาก UCLA ระบุว่า ในปีการศึกษาล่าสุดมีนักเรียนประมาณ 33,500 คนลงทะเบียนเรียนในโปรแกรมเหล่านี้ และเกือบครึ่งหนึ่งมีอายุมากกว่า 35 ปี นักวิชาการด้านการศึกษามองว่าผู้เรียนผู้ใหญ่กำลังกลายเป็นกลุ่มนักศึกษาที่สำคัญมากขึ้น เพราะหลายคนมีงานทำแล้ว มีครอบครัวต้องดูแล และกำลังมองหาวิธีเพิ่มทักษะใหม่หรือปรับเปลี่ยนเส้นทางอาชีพ 

    ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ใหญ่จำนวนมากกลับมาเรียนอีกครั้งคือความเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงาน เทคโนโลยีใหม่ ๆ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์และระบบอัตโนมัติ ทำให้ความรู้ที่เรียนมาเมื่อ 5 หรือ 10 ปีก่อนอาจเริ่มล้าสมัย หลายคนจึงเลือกเรียนคอร์สเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตทักษะของตนเองและรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดแรงงาน 

    อย่างไรก็ตาม การกลับไปเรียนในวัยผู้ใหญ่ไม่ใช่เรื่องที่ตัดสินใจได้ง่าย ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าควรประเมินทั้งเวลา งบประมาณ และเป้าหมายชีวิตก่อนตัดสินใจ การตั้งคำถามกับตัวเองว่าอยากอยู่ในจุดไหนของชีวิตในอีก 5 หรือ 10 ปีข้างหน้า และการเรียนเพิ่มเติมจะช่วยพาเราไปถึงจุดนั้นได้อย่างไร เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ตัดสินใจได้ชัดเจนขึ้น

    หลายมหาวิทยาลัยจึงพยายามทำให้การศึกษาต่อเข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยลดค่าใช้จ่ายเมื่อเทียบกับหลักสูตรปริญญา และเปิดรูปแบบการเรียนที่ยืดหยุ่นมากขึ้น เช่น การเรียนออนไลน์ คอร์สระยะสั้น หรือการเรียนแบบกำหนดจังหวะด้วยตัวเอง เพื่อให้ผู้ใหญ่สามารถจัดสมดุลระหว่างการเรียน งาน และชีวิตส่วนตัวได้ 

    แม้จะมีโอกาสมากขึ้น แต่อุปสรรคสำคัญของการกลับไปเรียนมักไม่ได้อยู่ที่เวลา หรือเงินเพียงอย่างเดียว แต่เป็นความกังวลทางจิตใจ หลายคนรู้สึกไม่มั่นใจว่าทักษะการเขียนหรือคณิตศาสตร์ของตนเองยังดีพอหรือไม่ หรือกลัวว่าจะตามเทคโนโลยีใหม่ ๆ ไม่ทัน ความรู้สึกเหล่านี้ทำให้บางคนลังเลที่จะกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาอีกครั้ง

    ผู้ที่เคยผ่านประสบการณ์นี้แนะนำว่า การสร้างเครือข่ายสนับสนุนเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อนร่วมเรียน หรืออาจารย์ที่คอยให้คำปรึกษา การมีชุมชนที่ช่วยเสริมความมั่นใจสามารถช่วยให้ผู้เรียนผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากได้ และทำให้การเรียนในวัยผู้ใหญ่กลายเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่า 

    ที่มา : fortune

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/lifestyle/work-balance/862363&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1G57BnDUjnPs90Gj-zaJV-

  • สว.นันทนา ยกปรากฏการณ์ ‘เตรียมอุดม’ สะท้อนความล้มเหลว ก.ศึกษาฯ

    สว.นันทนา ยกปรากฏการณ์ ‘เตรียมอุดม’ สะท้อนความล้มเหลว ก.ศึกษาฯ

    8 มี.ค. 2569 – ดร.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์ข้อความ ปรากฏการณ์ “เตรียมอุดม” ความล้มเหลวของกระทรวงศึกษาธิการ

    เหตุการณ์เมื่อวันที่ 7 มีนาคมที่เมืองทองธานี มีนักเรียนแห่กันไปสอบ 13,895 คน รร.เตรียมอุดมศึกษา รับได้เพียง1,520 ที่นั่ง คิดเป็นอัตรา1 : 9

    ลำบากเพียงใดก็สู้ ทั้งติวหนัก สายมูก็มา หน้างาน จำเป็นทิ้ง “เงินสด” ก็ต้องทำ เพื่อให้ได้เป็นศิษย์ “เตรียมอุดม”

    ในขณะที่ รร.จำนวนหนึ่งกำลังทะยอยปิดตัวลง เพราะไม่มีนักเรียน

    ปรากฏการณ์นี้ สะท้อนความล้มเหลวในการบริหารการศึกษา ของกระทรวงศึกษาธิการอย่างสิ้นเชิง

    กระทรวงไม่สามารถ จัดการศึกษาให้ทุกโรงเรียน มีคุณภาพทัดเทียมกับ รร.เตรียมอุดมศึกษา

    หากกระทรวงต้องการสร้างนักเรียนให้มีคุณภาพแบบนี้ ก็ควรใช้ model รร.เตรียมอุดม ไปพัฒนาครู ให้มีศักยภาพ พร้อมทั้งพัฒนากระบวนการเรียนการสอน ไปในทิศทางต้นแบบ

    หากเราสามารถพัฒนาโรงเรียนในทุกจังหวัด ให้เป็นรร. “เตรียมอุดม”

    เด็กทุกคนก็ไม่ต้องดิ้นรนมา สอบ เข้าที่นี่ เค้าจะเรียนอย่างมีความสุขอยู่ที่รร.เดิมของเขา เพราะด้วยมาตรฐานเดียวกัน เขาก็จะสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัย “ในฝัน” ของเขาได้เหมือนกัน

    ถึงเวลาแล้ว ที่เราต้องถามรัฐมนตรีศึกษาคนใหม่ ว่าจะปฏิรูปการศึกษากี่โมง ?

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/959505/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zyd-9ZZ9iMqHQpougCsPi

  • เพิ่มวันลาคลอด แก้เด็กเกิดน้อย ช่วยการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    เพิ่มวันลาคลอด แก้เด็กเกิดน้อย ช่วยการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/life-273&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw343-uaqYMics-RB8wiK7BC